ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง
เจาะเบื้องหลังสงครามข่าวบนจอทีวีศึกชิงเรตติ้ง-เม็ดเงินโฆษณา โอกาสทองเศรษฐีใหม่นักเล่าข่าว

เปิดแนวรบสงครามข่าว บนจอทีวีช่อง 7 ช่อง 3 รบดุเดือด ปลุกให้คู่แข่งขันกระโดดลงสู่สนามรบ ทั้งข่าวเช้าและค่ำแย่งชิงเรตติ้งและเม็ดโฆษณาหมื่นล้าน เปลี่ยนคนอ่านข่าวกลายเป็นเศรษฐีใหม่ ทั่วหน้าทั้ง สรยุทธ์ ตัวพ่อ และนักเล่าข่าวยอดนิยม เผยกลยุทธการแข่งขันที่เปลี่ยนข่าวกลายเป็นเรียลริตี้โชว์

... ชั่วโมงนี้ เชื่อหรือไม่ว่า รายการคุยข่าว เป็นรายการที่มีต้นทุนด้านเนื้อหาข่าวต่ำ แต่กลับมีต้นทุนด้านผู้เล่าข่าวสูงมาก

AC Nielsen Media Research สำรวจความนิยมส่วนแบ่งผู้ชมและอัตราค่าโฆษณาในรายการข่าวที่เรตติ้งสูงสุด10 อันดับแรก ช่วงพฤษภาคม 2552 ในพื้นที่กรุงเทพและหัวเมือง พบว่า มีเพียง 2 ช่อง สถานีเท่านั้นที่มีความนิยมสูงสุดจากผู้ชมคือ ช่อง7และช่อง3

สงครามข่าวบนจอทีวี ปัจจุบัน มี มวยคู่เอก คือ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง7 และ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เป็นผู้นำ ด้วยมวยรองบ่อนคู่อื่นๆ อาทิ โมเดิร์นไนน์ทีวี,สถานีวิทยุและโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และ TNN สถานีข่าว 24 ชั่วโมง ทางช่องทรูวิชั่นส์ 7 ที่มีความจำเป็นต้องออกมาฟุตเวิร์คโชว์ตัวเรียกเรตติ้งจากผู้ชมและดูดเม็ด เงินโฆษณาเข้าสู่สถานี

วันนี้ รายการประเภทข่าวหน้าจอทีวีของประเทศไทยในวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากเวลาที่ไม่ทำเงินกลายมาเป็นนาทีทอง

@จากสงครามเล่าข่าว...สู่ศึกเรียลลิตี้ นิวส์

หากย้อนเวลาไปประมาณ 6 ปีที่ยุคนั้นเป็นยุคที่นักวิชาการด้านสื่อเรียกว่า “ยุครายการเล่าข่าวฟีเวอร์” ผู้ชมหน้าจอและผู้ฟังหน้าปัดวิทยุคงจะคุ้นเคย เคยชิน และชินชา กับรายการประเภทเล่าข่าวที่มีอยู่เกลื่อนจอ และเกือบทุกหน้าปัด วิทยุและโทรทัศน์เมืองไทย รายการประเภทเล่าข่าวในยุคนั้นจะเน้นที่ตัวพิธีกรผู้เล่าข่าวเป็นหลัก

ส่วนเนื้อหาของข่าวที่เอามาเล่า มาพูดมาแสดงความคิดเห็นในรายการส่วนใหญ่จะมามาจากหนังสือพิมพ์ จนเกิดการตั้งคำถามกันขึ้นว่า การทำข่าวและเนื้อหาของข่าวในรายการประเภทเล่าข่าวในสถานีโทรทัศน์นั้นง่าย เกินไปหรือเปล่า

แต่ในปัจจุบันรายการประเภทเล่าข่าวได้มีการปรับเปลี่ยนแหล่งที่มาของเนื้อหา ข่าวสารและวิธีการในการนำเสนอไปบ้าง เช่น มีนักข่าวของตัวเองลงพื้นที่ไปทำข่าวเองด้วย มิใช่เพียงแค่หยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านพาดหัวข่าวเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในสมรภูมิการเล่าข่าวมีการแข่งขันกันสูงขึ้น แต่ละสถานีจึงต้องแสวงหาจุดขาย และความแตกต่างของตัวเองเพื่อตรึงผู้ชมและดึงเรตติ้งให้สูงขึ้น

ศึกรายการประเภทเล่าข่าวยกแรก ปรากฏว่าผู้ครองแชมป์ เรตติ้งพุ่งแรง ได้แก่ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ทั้งนี้เพราะได้พิธีกรผู้ดำเนินรายการที่เรียกได้ว่าเป็นตัวพ่อของรายการ ประเภทเล่าข่าวคือ สรยุทธ สุทัศนะจินดา

ในสไตล์การ “เล่าข่าว” และ “คุยข่าว” ได้ชัดเจน ที่เหมือนมีคนกันเองมาพูดให้ฟัง นับตั้งแต่เริ่มออนแอร์ที่ช่อง 3 ในรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” เมื่อปี 2546 ทำให้ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” แตกต่างจากพิธีกรข่าวคนอื่นในช่วงนั้น ที่พูดจาฉะฉานกล้าซักถาม สัมภาษณ์แขกรับเชิญอย่างตรงไป ตรงมา ด้วยคำถามที่แรงจนโดนใจผู้ชม และได้เรตติ้งดี เป็นเศรษฐีเงินร้อยล้านภายในไม่กี่ปี

สรยุทธ กลายเป็นต้นแบบการเล่าข่าวที่ลามไปทุกช่องในเวลานี้ หากเปรียบเทียบกับสินค้าแล้ว “สรยุทธ” คือโปรดักต์ที่แตกต่างในตลาดช่วงนั้น เข้าตลาดได้ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม และสุดท้ายคือช่องทางจำหน่ายที่สามารถเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากอย่างฟรีทีวี

เอาเข้าจริงแล้ว ช่อง 3 ของตระกูลมาลีนนท์ แม้บางช่วงจะถูกคอมเมนท์อย่างแรง ถึงความเป็นกลาง อิงการเมือง แต่เรตติ้งก็ยังแรงดี ไม่มีตก

ขณะที่ช่อง 3 จะมีรายการประเภทเล่าข่าว และ คุยข่าว ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ก็เข็นรายการประเภทเล่าข่าวออกมาสู้ภายใต้ชื่อรายการ “จมูกมด” ดำเนินรายการโดย กนก รัตน์วงศ์สกุล, พิสิฐ กีรติกานต์กุล, จอมขวัญ หลาวเพ็ชร และ ภัทร จึงกานต์กุล เพื่อหวังชิงตำแหน่งแชมป์และเม็ดเงินโฆษณาจากช่อง 3

แต่สงครามระหว่าง เรื่องเล่าเช้านี้ กับ จมูกมด กลับต้องจบเกมก่อนกำหนดเมื่อมีตัวตัวแปรสำคัญคือ สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ต้องการสร้างเงินจากเวลาที่ไม่ทำเงินคือเวลาช่วงเช้าบ้าง เพราะเห็นว่าช่อง 3 และ ช่อง 7 ต่างก็ประสบความสำเร็จมาแล้ว

ว่าแล้ว ผู้บริหาร อสมท จึงเลือกเป็นพันธมิตรกับเนชั่น เชแนล อีกครั้งในการผลิตรายการข่าวช่วงเช้า และส่ง กนก รัตน์วงศ์สกุล และ จอมขวัญ หลาวเพชร์ มาเป็นพิธีกรร่วมกับพิธีกรข่าวของสถานีภายใต้ชื่อรายการ “เช้าข่าวข้น คนข่าวเช้า” ซึ่งรายการนี้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนรายการประเภทข่าวอย่างรุนแรงอีกทั้งใน สถานีโทรทัศน์ทัศน์กองทัพบกช่อง 7 พร้อมๆ กับการหายไปจากหน้าจอของรายการคุยข่าว “จมูกมด” แต่กลับมีรายการ “เช้านี้ที่หมอชิต” มาแทนที่

มืออาชีพที่ เปิดตัวท้าชิงตำแหน่งสถานีข่าวอันดับหนึ่งอย่างเต็มตัวของสถานีโทรทัศน์กอง ทัพบกช่อง 7 คือ ชาลอต โทณวณิก ผู้บริหาร มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด มหาชน โดยการดึงทีมไอทีวีเก่ามาพร้อมชนอย่างเต็มที่ ชัดเจนจาก คอนเชปต์ ผู้รู้...ผู้เล่า เช่น การวิเคราะห์เศรษฐกิจ โดย วีระ ธีรภัทร, รายการกีฬา โดย ภราดร ศรีชาพันธุ์, สมจิตร จงจอหอ, ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ซึ่งจะมีพิธีกรประกาศหลัก 2 คน คือ ศศิวรรณ เลิศวิริยะประภา อดีตผู้ประกาศข่าวจากช่อง 3 และไอทีวี และจำเริญ รัตนตั้งตระกูล อดีตผู้ประกาศข่าวจากช่อง 9 และไอทีวี

จากการสำรวจของ ACORN ลำดับเหตุผลในการเลือกชมข่าวเช้าคือ

1.หัวข้อข่าว ไม่หนักเกินไป และไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ เจาะลึก

2.ผู้ประกาศข่าว ต้องมีสีสัน ดูกระฉับกระเฉงในการนำเสนอ มีความสามารถในการสรุปและวิเคราะห์ข่าว

3.การนำเสนอ ต้องมีความสดใส มีรูปแบบสบายๆ ไม่หนักจนเกินไป

4.ช่วงเวลาในการนำเสนอ กระชับ ไม่เยิ่นเย้อ เพราะผู้ชมมีเวลาจำกัด

5.ทันสถานการณ์ การรายงานข่าว หรืออัพเดทข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงข้ามคืน หรือที่จะเกิดขึ้นในวันนั้น

6.อื่นๆ ฉาก การแต่งกาย สดใส สีสัน เหมาะสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่

@ แนวรบใหม่ “รายการข่าวช่วงสี่ทุ่ม”

หลังจากช่อง 3 ประสบความสำเร็จจากรายการ “ครอบครัวข่าว” จนกลายเป็นตำนานแห่งความสำเร็จจากการนำเวลาที่ไม่ทำเงิน มาปั้นให้เป็นรายการข่าวที่มีเรตติ้งสูงจนกลายเป็นเวลาทองที่สร้างรายได้ให้ กับช่อง 3 รองจากละคร

ครอบครัวข่าว เป็นการรวมพลังระหว่างผู้ผลิตรายการข่าว ที่มี บีอีซีเทโร และ เซิร์ซเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ และ ทีมข่าวช่อง 3 ร่วมกันระดมความคิด นำการตลาดมาเป็นส่วนผสมใช้ถอดรหัสคนดู และเอเจนซี่โฆษณา ดึงพิธีกรระดับแนวหน้ารวมถึงพิธีกรข่าวผู้ประกาศข่าวรุ่นใหม่ๆ ไฟแรง มาเสริมทัพตลอดเวลา โดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 สนับสนุนลงทุนทุกอย่าง เพื่อต้องการให้รายการประเภทข่าวของสถานีพัฒนาอย่างต่อเนื่องและนำคู่แข่ง ทางธุรกิจอยู่ตลอดเวลา

สิงหาคม 2551 ช่อง 3 เฉือนเวลาสำหรับรายการประเภทวาไรตี้บันเทิง ทุกวันยกเว้นวันอังคาร มาเป็นเวลาสำหรับ รายการข่าวช่วง 4 ทุ่มครึ่ง ภายใต้ชื่อรายการ “ข่าว 3 มิติ” โดยมี กิตติ สิงหาปัด เป็นพิธีกรข่าว และ ทีมข่าวเจาะของอดีตสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ผลปรากฏว่า หลังจากการออกอากาศของรายการข่าว 3 มิติ เรตติ้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทบางกอกเอนเตอร์เทน์เมนท์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ก่อนตัดสินใจวางผังรายการข่าว 3 มิติ ช่อง 3 ได้ศึกษาพฤติกรรมผู้ชมอย่างละเอียด โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองที่ส่วนใหญ่ช่วงเย็นยังไม่ได้ดูข่าว เพราะอยู่ระหว่างเดินทาง อยู่บนท้องถนน

ขณะที่รายการข่าวส่วนใหญ่จบช่วง 1-2 ทุ่มครึ่ง หลังกลับบ้านผู้ชมดูละคร ได้พักผ่อนหย่อนใจ ประมาณ 2 ชั่วโมง การมีรายการข่าวในช่วงนี้จึงเป็นช่องว่างการตลาดที่ช่อง 3 มั่นใจอีกครั้งว่าจะได้คนดูและรายได้ และเมื่อได้คุยคอนเซ็ปต์กับทีมผู้ผลิตในนามบริษัทฮอตนิวส์ ของ ”กิตติ” และความเป็น ”พิธีกรข่าว”ของ ”กิตติ” ที่มีบุคลิกชัดเจน มีแฟนผู้ชมตั้งแต่สมัยไอทีวี ช่อง 3 จึงเห็นว่าเป็นรูปแบบที่ลงตัวและเหมาะสมกับเวลา 4 ทุ่มครึ่งซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนคือส่วนใหญ่ 40 ปีขึ้นไป

“สุรินทร์” กล่าวว่า ในช่วงแรกยังไม่ได้คาดหวังเรตติ้งสูงนัก หากเทียบกับรายการประเภทบันเทิงวาไรตี้ที่อยู่ในผังเดิม ซึ่งเฉลี่ยมีเรตติ้งตั้งแต่ 3-7 แต่ “ข่าว 3 มิติ”ได้ทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 5 หากนับเฉพาะในกทม.และหัวเมืองอยู่ที่ 7 จึงถือว่าน่าพอใจอย่างมาก และสำหรับ ”กิตติ” ผลตอบรับ ออกมา ดีกว่าที่คาดไว้มาก

ความสำเร็จของ “ข่าว3 มิติ”ในมุมมองของ “สุรินทร์” คือมาจากคอนเทนต์ เพราะในที่สุดเรื่องทุนหากใครมีก็สามารถทุ่มซื้อเทคโนโลยีและพิธีกรได้ แต่หากทำเนื้อหาข่าวออกมาไม่ดีก็ยากจะประสบความสำเร็จ

ช่อง 7 เมื่อโดนช่อง 3 แย่งชิงเม็ดเงินโฆษณา และเรตติ้งคนดูจนแซงหน้าไปได้ ก็อยู่เฉยไม่ได้ เมื่อมีการปรับองค์กรภายใน กฤตย์ รัตนรักษ์ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ได้เข้ามากุมบังเหียนการบริหารงาน ได้ปรับผังรายการใหม่ ซึ่งเป็นการท้ารบกับช่อง 3 โดยเฉพาะ ด้วยการโยกรายการชิงร้อยชิงล้าน ชนกับตีสิบของช่อง 3 ในวันอังคาร พร้อมเขย่าเวลาช่วงข่าวใหม่ โดยมอบหมายให้ “มีเดีย ออฟ มีเดียส์” บริษัทลูกของช่อง 7 ที่มี “ชาลอต โทณวณิก” เป็นแม่ทัพนำทีมงานที่เป็นอดีตคนข่าวไอทีวีมาเป็นผู้ผลิตรายการข่าว

ประเดิมด้วยรายการ “ข่าวเจาะเกาะติด” ช่วงเวลาเที่ยงคืน เป็นรายการข่าวแรกที่ช่อง 7 เปิดทางให้แสดงฝีมือ เมื่อมีการพิสูจน์ฝีมือจนเป็นที่ประจักษ์ในผลงาน ทางช่อง 7 จึงเพิ่มเวลาในการทำข่าวเพื่อท้าชนกับรายการ ข่าว 3 มิติ ด้วยการเปิดตัวรายการ ประเด็นเด็ดเจ็ดสี และยอมเฉือนเวลาจากละครให้ตัดเข้ารายการประเด็นเด็ดเจ็ดสี เร็วขึ้นก่อนรายการข่าว 3 มิติ การเข้ามาขอแชร์เรตติ้งของ ประเด็นเด็ดเจ็ดสี ที่มีเดียฯ เป็นผู้ผลิต ประกบกับข่าว 3 มิติ และ ทำให้รายการข่าวช่วงสี่ทุ่มกว่าๆ ร้อนระอุขึ้นมาทันที

บัดนี้ 4 ทุ่ม กลายมาเป็นช่วงเวลาแห่งสงครามข่าวที่ถูกจับตามองมากที่สุด มีเดียฯ ได้โยก “นารากร ติยายน” อดีตพิธีกรข่าวไอทีวี จากรายการข่าวเจาะเกาะติด ประกบคู่ชน กิตติ สิงหาปัด ซึ่งถือได้ว่าเป็นมวยที่ถูกคู่กองเชียร์อีกเหมือนกัน

เพราะทั้ง กิตติ สิงหาปิและ นารากร ติยายน ต่างก็เคยเป็นศิษย์เก่าไอทีวี และเคยทำรายการ Hot News ถือเป็นรายการข่าวดังที่สุดของไอทีวี รวมทั้งทีมงานผลิตรายการข่าว 3 มิติ และประเด็นเด็ดเจ็ดสี ก็ล้วนแต่เป็นทีมเบื้องหลัง Hot News

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น ทั้งรายการของประเด็นเด็ดเจ็ดสี และข่าว 3 มิติ ต่างก็ต้องสร้างมิติใหม่ของการนำเสนอข่าวที่ฉีกไปจากรูปแบบเดิม เพื่อสร้าง ”ความต่าง” ที่เป็นจุดขายสำคัญสำหรับเวลาข่าวช่วงดึก ให้ข่าวที่ถูกรายงานมาแล้วตลอดทั้งวัน ซึ่งมักจะอยู่ในรูปแบบการนำเสนอ “สกู๊ปข่าวค้นหาความจริง หรือ Fact News ถูกนำเสนอเป็นข่าวในรูปแบบใหม่ ด้วยการตามค้นหาความจริงของช่าวชิ้นนั้น เติมรสชาติความเป็น Reality เพื่อทำให้ผู้ชมรู้สึกมีอารมณ์ร่วมในการค้นหาข้อมูล

“ทุกวันนี้รูปแบบการนำเสนอข่าวค้นหาความจริง น่าสนใจน้อยลงเรื่อยๆ เราจึงต้องเสริมเรียลลิตี้เข้าไป และไม่ใช่แค่การค้นหาความจริง แต่ต้องสร้างให้คนดูรู้สึกร่วมไปกับข่าว ถ้าเป็นข่าวเศร้าก็ต้องให้คนดูรู้สึกเศร้าไปด้วย เช่น กรณีข่าวฆ่ายกครัว แทนที่จะรายงานข่าวว่าใครฆ่า เราต้องถ่ายทอดให้เห็นความรู้สึกแม่และยายที่กอดกันร้องไห้ หรือกรณีเด็กชายเคอิโงะ ที่คนดูรู้สึกร่วมไปกับการตามหาพ่อของเขา” นี่คือยุทธศาสตร์ใหม่ของการนำเสนอข่าว ที่ ธเนส เกษรรัตน์ ซีเนียร์โปรดิวเซอร์รายการประเด็นเด็ดเจ็ดสี เชื่อว่าเป็นทิศทางการทำข่าวรูปแบบใหม่ที่จะยึดใจคนดูไว้ได้ ต้องเติมรสชาติของความเป็นเรียลลิตี้

ชั่วโมงนี้ เรียลลิตี้ข่าว ได้กลายเป็น “สูตรสำเร็จ” ของสงครามข่าวรอบใหม่ และได้ถูกนำไปใช้ในเวลาข่าวอื่นๆ ข่าวเช้า กลางวัน และข่าวดึก ที่แม้จะยังคงเป็นรายงานข่าว หรือการเล่าข่าว แต่ได้ใส่ความเป็นเรียลลิตี้ข่าว ในภาพข่าวที่เอามานำเสนอ เพื่อให้เกิดเน้นอารมณ์ความรู้สึกไปกับข่าวอย่างเห็นได้ชัด

@ช่อง 7 เน้นภูมิภาค - ช่อง 3 เน้นสดทั่วไทย

ข่าวภูมิภาค เป็นอีกหนึ่งในจุดขาย ที่ช่อง 7 ยังคงให้น้ำหนักในช่วงข่าวเช้ามากถึง 30% เพื่อตอบโจทย์คนดูหลักของช่อง 7 ที่เป็นคนต่างจังหวัด ซึ่งข่าวช่วงเช้าจะมีบทบาทมากกับคนดูกลุ่มนี้ ทั้งกลุ่มแม่บ้าน หรือร้านค้าต่างๆ ที่นิยมดูข่าวเช้า และยังเป็นการฉีกหนีไปจากคู่แข่ง ที่มุ่งเน้นตอบสนองคนดูที่เป็นคนเมือง

ขณะที่เรื่องเล่าเช้านี้ของสรยุทธมีรายงานสดจากทั่วประเทศในประเด็นต่างๆ แล้วแต่กระแสการตั้งประเด็นขึ้นมาในแต่ละวัน อาทิ จราจรในกรุงเทพฯ สลับกับการรายงานพยากรณ์อากาศ หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่น่าสนใจในแต่ละวัน อาทิ ภาวะตลาดสดตอนเช้า ร้านข้าวแกงทั่วไทยตอนเช้า ภาวะตลาดหุ้นไทย-เทศ ภาวะดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลที่คนวัยทำงานในเมืองต้องการทราบทั้งสิ้น แต่ เช้านี้...ที่หมอชิต มีรายงานสดราคาพืชผลจากตลาดสดช่วงเช้า เพื่อให้ตอบโจทย์คนดูต่างจังหวัด

ขณะเดียวกัน “สรยุทธ” เองก็ปรับตัวอย่างเห็นได้ชัด กลับมาหา จุดแข็งของ ตัวเองอย่างชัดเจน คือทีวีสำหรับคนกรุงเทพฯและหัวเมือง และหากวัดจากการเริ่มต้นรายงานข่าว “สรยุทธ” มักจะเริ่มด้วยข่าวในกระแสที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในวันนั้นๆ ข่าวความเคลื่อนไหวรัฐบาล หรือข่าวการเมืองที่ร้อนแรง ต่างจาก “เช้านี้...ที่หมอชิต” โดยสิ้นเชิงที่ผู้ชมจะได้รับรู้ข่าวอาชญากรรม และข่าวชาวบ้านในอันดับต้นๆ

“ยกแรกการแข่งรายการข่าวในช่วงเช้า “สรยุทธ” ยังชนะ เพราะเป็นพิธีกรอันดับ 1 โฆษณาเข้าเต็มตลอด 2 ชั่วโมงครึ่ง ขณะที่ช่อง 7 ยังเพิ่งเริ่มต้นในเวลา 1 ชั่วโมงครึ่งยังมีโฆษณา House Ad ได้เห็นบ่อยๆ พิธีกรข่าวที่ยังไม่คุ้นหน้าคุ้นตาผู้ชมนัก ต้องรอดูว่ากองทัพพิธีกร และเหล่าผู้รู้ทั้ง 13 คน ของเช้านี้...ที่หมอชิต จะช่วงชิงคนดู จากเรื่องเล่าเช้านี้ได้มากน้อยเพียงใด” (Positioning Magazine เดือนมิถุนายน 2552)

@ข่าวเย็น ช่อง 3 นำช่อง 7

ข่าวช่วงเย็นของช่อง 3 เป็นรายการข่าวอีกช่วงหนึ่งที่ช่อง 3 มีการปรับรูปแบบมาตั้งแต่ปี 2548 ภายใต้แบรนด์ “ครอบครัวข่าว” จนในที่สุดสามารถทำเรตติ้งทั่วประเทศใกล้เคียงกับช่อง 7 และในพื้นที่กทม. และหัวเมือง ชนะช่อง 7 ด้วยสัดส่วนผู้ชมสูงกว่าประมาณ 6% (ข้อมูล Nielsen)

ด้วยรูปแบบการเล่าข่าวผ่านพิธีกรที่หลากหลายทั้งหญิงชาย ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ เป็นสูตรตามหลักการตลาดโดยแท้ ผลักดันให้ข่าวของช่อง 7 ต้องปรับเป็นสไตล์การเล่าข่าวโดยมีพิธีกรฮอตเวลานี้ของช่อง 7 คือ “นารากร ติยายน” และ “ภัทร จึงกานต์กุล” 2 คนเป็นหลัก

“เรื่องเด่นเย็นนี้” จันทร์-ศุกร์ เป็นรายการคุยข่าวต้นแบบที่ผู้ชมส่วนใหญ่รับรู้ว่ามีพิธีกรข่าวมากที่สุด ด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที มีทั้งหมด 6 คน เพื่อตอบโจทย์การให้ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ภายใต้แบรนด์ “ครอบครัวข่าว 3” สามารถเข้าถึงผู้ชมทุกเซ็กเมนต์ จากการเล่าข่าวของพิธีกรข่าวแต่ละคนที่จัดวาง Positioning ให้เด่นชัดเป็น Man of Knowledge ในแต่ละเรื่อง ตั้งแต่เรื่องข่าวการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การเจาะลึกบางประเด็นและกีฬา

“เรื่องเด่นเย็นนี้” เป็นรายการข่าวที่อยู่ภายใต้การร่วมผลิตระหว่างฝ่ายข่าวช่อง 3 และบริษัทเซิร์ชไลฟ์ จำกัด ในกลุ่ม “เซิร์ช เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ตั้งแต่ปี 2548” ที่มี “วิบูลย์ ลีรัตนขจร” เป็นกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ โดยปัจจุบัน เซิร์ช ไลฟ์ ยังมีรายการ เรื่องเด่นเย็นนี้ เสาร์-อาทิตย์ 17.15-18.00 น. ด้วยพิธีกรอีกชุดหนึ่ง

“วิบูลย์” บอกว่าความสำเร็จของ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ในช่วงแรกวางตามสูตรกลยุทธ์การตลาดที่ว่าจะมีส่วนใดมาประกอบให้โปรดักต์ ประสบความสำเร็จบ้าง แน่นอนคุณภาพข่าวคืออันดับแรก แต่มีองค์ประกอบหนึ่งคือผู้ประกาศข่าว ซึ่งก่อนที่จะลงตัวได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ชม เช่น ต้องการชมอะไร และผู้ประกาศข่าวคนไหน พบว่าส่วนหนึ่งรายการข่าวจะสำเร็จได้ผู้ประกาศที่ได้รับความนิยม และน่าเชื่อถือเป็นส่วนสำคัญ ในปีนี้กำลังพยายามขยายกลุ่มเป้าหมายผู้ชม จากเดิมส่วนใหญ่ผู้ชมเป็นกลุ่มอายุ 35 ปี มาเป็นกลุ่มเยาวชนอายุไม่เกิน 30 ปี ด้วยกลยุทธ์ล่าสุดคือการดึงพิธีกรข่าวรุ่นใหม่ “ภาษิต อภิญญาวาท” จากช่อง 7 มาร่วมคุยข่าว

ปัจจุบัน “เรื่องเด่นเย็นนี้” จันทร์-ศุกร์ จึงมีพิธีกรข่าวทั้งหมด 6 คน คือ ธีระ ธัญไพบูลย์ วราภรณ์ สมพงษ์ ภาษิต อภิญญาวาท บัญชา ชุมชัยเวทย์ สรยุทธ สุทัศนะจินดา และสาธิต กรีกุล (จันทร์-เสาร์) ส่วนเรื่องเด่นเย็นนี้ เสาร์-อาทิตย์ มีสายสวรรค์ ขยันยิ่ง นิธินาฎ ราชนิยม ม.ล.ณัฎฐกร เทวกุล บัญชา ชุมชัยเวทย์ พลวรรธก์ บุญลออ

แม้ว่าช่อง 7 ยังไม่ได้ขยับปรับเปลี่ยนข่าวเย็นในช่วงนี้ แต่เชื่อได้ว่าศึกรอบนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ ที่สำคัญ สงครามข่าวรอบใหม่นี้ ได้เปลี่ยนรูปแบบของการนำเสนอข่าวไปแล้ว จากการ “เล่าข่าวมาเป็นเรียลลิตี้ข่าว” อย่างสมบูรณ์แบบไปแล้ว

@ สงครามแย่งชิงคนข่าว

10 ปีที่แล้ว รุ่งมณี เมฆโสภณ กล่าวถึงเส้นทางผู้ประกาศข่าวประเทศไทยเอาไว้ว่า

“การเป็นผู้ประกาศก็คือกระดานเด้งชั้นดีในการก้าวไปสู่นักเลือกตั้งบ้าง เส้นทางแสวงหารายได้จากการรับถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณา ในแวดวงผู้ประกาศในบ้านเรายังขาดมาตรฐานและการไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ซึ่งกรณีนี้ไล่ดะมาตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงตัวผู้ประกาศเอง”

เมื่อวงการข่าวโทรทัศน์ใช้การตลาดเป็นตัวนำในการทำรายการข่าว ตัวผู้ดำเนินรายการและผู้ประกาศข่าว ก็กลายเป็นโปรดักส์ เช่นเดียวกันกับการขายสินค้าที่ต้องมีผู้มีชื่อเสียงในแวดวงสังคม แวดวงดารา มาเป็นจุดดึงดูด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอีกต่อไปที่ผู้ทำหน้าที่ประกาศข่าวเป็นเสมือนศิลปิน ดารา นักร้อง ที่มีแฟนคลับ มีคนมาขอถ่ายรูปด้วย มาขอลายเซ็นต์ วันนี้ในแวดวงของผู้ประกาศข่าวก็มีอัตราค่าตัวเหมือนกับ ดารา นักร้อง ยิ่งในสถานการณ์ที่มีการแข่งขันด้านรายการข่าวสูงขณะนี้ว่ากันว่ามีเม็ดเงิน สะพัดในแวดวงผู้ประกาศข่าวกันไม่ต่างจากดารา นักร้อง และฝุ่นก็ยังคงตลบจากการวิ่งสลับย้ายช่องไปมาของผู้ประกาศข่าว อะไรคือเหตุผลหรือปัจจัยหลักในการทุ่มเงินซื้อตัวแย่งชิง และ การตัดสินใจย้ายช่องของผู้ประกาศข่าว?

@เงินสะพัด...ปั่นค่าตัวผู้ประกาศข่าว

เมื่อคนข่าวหน้าจอที่ขายได้เป็นที่ต้องการตัวมากขึ้น แน่นอนว่า "ดีมานด์มา ราคาก็พุ่ง" ค่าตัวผู้ประกาศคนดังจึงพุ่งสวนกระแสเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง คนในแวดวงข่าวโทรทัศน์ เล่าให้ฟังถึงรายรับของผู้ประกาศหรือผู้ดำเนินรายการประเภทข่าวว่า มีด้วยกันสองประเภท

หนึ่งคือ เป็น "พนักงานสังกัดช่อง" ซึ่งจะได้เงินเดือนก้อนหลักก้อนหนึ่ง บวกกับค่าอ่านข่าว ซึ่งแต่ละคนก็จะได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับชั่วโมงบิน ชื่อเสียง และการได้รับการยอมรับจากประชาชนโดยเฉพาะจากเอเยนซี ปัจจุบันค่าอ่านของผู้ประกาศระดับกลางๆ จะอยู่ที่ราว 4-8 พันบาทต่อตอน บางคนได้อ่านหลายช่วง บางคนอ่านแค่วันละช่วง คิดเป็นรายได้ต่อเดือนแล้วจะอยู่ที่ระหว่าง 7 หมื่น - 4 แสนบาท ต่อเดือน

สอง คือ "ฟรีแลนซ์" อ่านข่าวหรือดำเนินรายการโดยไม่ได้เป็นพนักงานประจำของสถานีนั้นๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นรุ่นใหม่อยู่ระหว่างสั่งสมประสบการณ์ โดยค่าแรงสำหรับการอ่านข่าวของฟรีแลนซ์จะอยู่ที่ชั่วโมงละ 3 พันบาท แต่ส่วนมากจะมีการันตีรายได้ว่าขั้นต่ำจะอยู่ที่เท่าไหร่ และทางสถานีก็จะจัดตารางเวลาให้อ่านข่าวตามที่ตกลงกันไว้ โดยทั่วไปฟรีแลนซ์มีรายรับเฉลี่ยที่ประมาณ 5 หมื่นบาท จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่ารับงานมากน้อยแค่ไหน ข้อดีของฟรีแลนซ์ คือ อ่านได้ทุกช่อง แต่ข้อเสียก็มี คือ ไม่มีสวัสดิการใดๆ เลย

นอกจากรูปแบบการจ่ายเงินให้กับผู้ประกาศทั้งสองประเภทแล้ว ยังมี ดีลพิเศษ สำหรับคนพิเศษ สำหรับผู้ดำเนินรายการระดับท็อปซึ่งต้องสร้างแรงจูงใจทั้งเพื่อซื้อตัว และรักษาให้คงอยู่กับช่องอีกด้วยนับตั้งแต่การแข่งขันรายการข่าวหน้าจอสูง ขึ้น "ดีลพิเศษ" ได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อคนพิเศษเหล่านี้เริ่มตั้งแต่การเปิดโอกาสให้ตั้งบริษัท ขึ้นมาเพื่อรับเป็น "ผู้จัดร่วม" เรียกเต็มๆ ก็คือ ผู้จัดรายการร่วมกับทางสถานี ซึ่งบริษัททั่วไปต่อให้เก่งจากไหนก็ใช่ว่าจะได้รับเลือก หากไม่มีผู้ประกาศระดับดาราอยู่ในสังกัด

จะว่าไปก็เป็นการง่ายมาก เมื่อผู้ประกาศระดับดาราหันมาเปิดบริษัทเอง และทางสถานีก็พร้อมที่จะอ้าแขนมอบเวลาให้ทำรายการ โดยรายได้ก็แบ่งกันไปตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้

นอกจากนี้ ยังลือกันต่ออีกว่าผู้ประกาศระดับดารา เมื่อรับจัดรายการให้กับบริษัทอื่น ค่าจ้างอ่านไม่ต้องพูดถึง เพราะเขาพูดกันเป็นนาทีว่าจะได้รับส่วนแบ่งกี่นาทีโฆษณาที่ขายได้ของรายการ นั้นๆ

สำหรับ "สรยุทธ สุทัศนจินดา" ซึ่งจัดรายการ 2 รอบในหนึ่งวันธรรมดา เริ่มจาก "เรื่องเล่าเช้านี้" ตั้งแต่เวลา 06.00-08.30 น. ในนามบริษัทไร่ส้มของสรยุทธเองร่วมผลิตกับบีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์ เทนเม้นท์ ในเครือช่อง 3 โดยวางเรทค่าโฆษณาของรายการดังกล่าวไว้ที่นาทีละ 1.75 แสนบาท เมื่อหักส่วนลด 15% ตามธรรมเนียมการขายให้กับเอเยนซีแล้ว ก็จะเท่ากับ 1.48 แสนบาท

รายการมีความยาว 2 ชั่วโมงครึ่ง ขายโฆษณาได้ 25 นาที เท่ากับวันละ 3.7 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งเป็นสองส่วน สำหรับบริษัทไร่ส้มในฐานะผู้จัดร่วม และช่อง 3 เจ้าของเวลา

นอกจากนี้ เมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ สรยุทธก็ได้รับส่วนแบ่งเด้งที่สอง สำหรับการเป็นผู้ร่วมจัดรายการ "เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์" ระหว่างเวลา 11.00 น. - 12.15 น. ของวันเสาร์และอาทิตย์ โดยขายโฆษณานาทีละ 2.3 แสนบาท หักส่วนลด15% เหลือนาทีละ 1.95 แสนบาท มีสิทธิขายโฆษณาได้ 10 นาที เท่ากับมีรายได้วันละ1.95 ล้านบาท

ส่วน "กิตติ สิงหาปัด" ซึ่งจัดรายการ "ข่าว 3 มิติ" 6 วันต่อสัปดาห์ ในนามของบริษัทฮอตนิวส์ จำกัด รายได้ของกิตตินอกเหนือจากเงินเดือนที่ได้รับจากการเป็นพนักงานของช่อง 3 เป็นผู้บริหารและโปรดิวเซอร์ของ ฮอตนิวส์ แล้ว ยังบวกเข้ากับค่าจ้างจากการอ่านข่าวด้วย

โดยราคาขายโฆษณาในรายการข่าว 3 มิติ อยู่ที่นาทีละ 2.6 แสนบาท เมื่อหักส่วนลด 15% ก็จะเหลือเท่ากับ 2.21 แสนบาท รายการครึ่งชั่วโมงสามารถขายโฆษณาได้ 5 นาที เท่ากับวันละ 1 ล้านบาทเศษ ออกอากาศ 24 วันในหนึ่งเดือน คิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 24 ล้านบาทต่อเดือน

หากเทียบกับสมัยที่กิตติจัดรายการฮอตนิวส์ทางไอทีวีนั้น เรียกว่าห่างกันไกลลิบ เพราะสมัยนั้นค่าจัดรายการของกิตติ สนนราคาอยู่ที่ตอนละ 1 พันบาทเท่านั้น นอกจากแรงจูงใจด้วยการเปิดโอกาสให้เป็นผู้จัดร่วมแล้ว ยังมีเคสพิเศษสุดๆ สำหรับการเป็น "ผู้ประกาศมือปืนรับจ้าง" ให้กับบริษัทผู้จัดรายอื่นในสังกัดสถานีเดียวกัน ซึ่งหากว่าเป็นตัวจริง ดังจริง ก็ไม่ต้องต่อรองกันให้มาก

นุกูล กาญจนรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว บริษัท มีเดีย สตูดิโอ จำกัด ในเครือ มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ซึ่งปัจจุบันบริหารรายการข่าวในความหวังของช่อง 7 อย่าง "ประเด็นเด็ด 7 สี" "เจาะ เกาะติด" และล่าสุดคือ "เช้านี้ ที่หมอชิต" เอ่ยว่า เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ที่ค่าจ้างของคนเบื้องหลังกับผู้ประกาศจะแตกต่างกันมาก เพราะคนเบื้องหลังนั้นหาง่าย ลาออกไปก็หาใหม่ได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนเบื้องหน้าที่ดีๆ นั้น มีอยู่ไม่มาก จึงต้องรักษาไว้ให้ดี

"ผู้ประกาศระดับดาราในเมืองไทยมีอยู่ไม่มาก ราคาจึงสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะรายการข่าวเดี๋ยวนี้การแข่งขันสูง ราคาค่าโฆษณาก็มหาศาล จึงเป็นเรื่องปรกติที่แต่ละสถานีจะยอมทุ่มเงินซื้อตัวผู้ประกาศระดับดารามา เข้าสังกัด" นุกูลว่าไว้

ส่วน เชิงชาย หว่างอุ่น รองผู้อำนวยการฝ่ายข่าว บริษัทมีเดีย สตูดิโอ ในเครือ มีเดีย ออฟ มีเดียส์ และเป็นหนึ่งในทีมคนข่าวที่สำคัญของ ไอทีวี และ รายการฮอตนิวส์ แสดงความเห็นว่า หากมองในฐานะผู้บริหาร ก็ไม่เคยคิดที่จะสู้ราคาแย่งตัวผู้ประกาศ

โดยยึดหลักที่ว่า ทุกแวดวงต้องมีตัวตายตัวแทน และเชื่อว่ายังมีคนที่มีความสามารถแต่ขาดวินโดว์อีกไม่น้อย "ขอแค่บุคลิกดี มีสมอง อ่านภาษาไทยชัด อ่านพอมพ์เตอร์เป็น ถ้าได้วินโดว์โชว์ความสามารถดีๆ ผมเชื่อว่าดังได้"

นั่นจึงเป็นเหตุผลของการไม่ยื้อตัวผู้ประกาศในสังกัด ตั้งแต่ครั้งที่ร่วมบริหารงานข่าวที่ไอทีวี และยอมรับว่าความเหลื่อมล้ำของรายได้ที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนมากและกำลังจะทวีความห่างมากขึ้นในอนาคตแต่ นั่นก็เป็นช่องว่างที่คนข่าวอย่างเขายอมรับได้

"ผมถูกสอนมาตลอดว่า อย่าไปอิจฉาคนที่ดัง เพราะคนเหล่านี้แหละที่ทำมาหาเลี้ยงให้ทีมงานทั้งหมดมีกิน" เชิงชาย กล่าว

Bonnie Anderson อดีตผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ NBC และ CNN ได้กล่าวไว้ในหนังสือ News Flash ว่า “ฉันเรียกคนเหล่านี้ว่า นักแสดงสื่อข่าว เพราะเป้าหมายของพวกเขาคือ ให้คนดูที่ตัวของพวกเขา ไม่ใช่เนื้อหาสาระของข่าว” และถ้าคนดูติดรายการ เรตติ้งเพิ่ม เงินเพิ่ม ทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง (celebrity) ภายในระยะเวลาอันสั้น มีรายได้ค่าตัวแพง ๆ

ทั้งหมดอาจแสดงให้เห็น ภาพว่า ขณะที่เรากำลังมีการปฏิวัติทางเทคโนโลยี เข้าสู่ยุค 3.0 ที่ซึ่งข้อจำกัดทางเทคโนโลยีไม่มีความหมายอีกต่อไป เราเรียกมันว่าการพัฒนา แต่ขณะเดียวกันคุณภาพข่าวสารกลับเป็นสิ่งที่เราไม่ให้ความสำคัญกับมันอีกต่อ ไป

ธาม เชื้อสถาปศิริ แห่ง มีเดียมอนิเตอร์ กล่าวว่า ความเป็นห่วงว่ารายการคุยข่าวจะมาชี้นำความคิดผู้คนในสังคมนั้น มีส่วนจริงอยู่มิน้อย แต่การแก้ไขปัญหาที่โยนให้สมาคมวิชาชีพลงมารับผิดชอบนั้น อาจไม่เพียงพอ องค์กรสื่อโทรทัศน์นั่นเองที่ควรรับเอาเรื่องนี้ไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข เพราะประเด็นปัญหาทางวารสารศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากรายการคุยข่าวเล่าข่าวนั้น มิใช่เรื่องที่ “เบาๆ สนุกๆ ไม่ซีเรียส” แต่กลับเต็มไปด้วย “ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมข้อมูลข่าวสารที่อ่อนเปลี้ยและอันตรายในสังคม ประชาธิปไตย”

รายการคุยข่าวทำให้ผู้ชมเสพติดความคิดเห็น มิใช่ ข้อเท็จจริงอีกต่อไป !!

(บทวิเคราะห์ชิ้นนี้ ปรับปรุงจาก แนวรบด้านข่าวเพื่อการสร้างเรตติ้ง ของ นิรมล ประสารสุข รายงานประจำปี 2552 สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ )

วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 11:40:15 น.
ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


Create Date : 24 สิงหาคม 2552
Last Update : 24 สิงหาคม 2552 17:40:11 น. 5 comments
Counter : 389 Pageviews.

 
ขอบคุณครับ


โดย: otto (หวานปานฉะนั้น ) วันที่: 24 สิงหาคม 2552 เวลา:18:36:37 น.  

 
สายัณห์สวัสดิ์ค่ะ


ขอบคุณค่ะ ดีจัง ทำให้ทราบว่า "เฮียสอ" แกรวยได้เร็วมากๆ จริงๆ
ชอบดูข่าวทุกช่องเลยค่ะ กลวิธีนำเสนอแตกต่างกัน
เป็นกำไรของผู้บริโภคที่..จะเลือกเสพ...

แม้จะรำคาญประโยคว่า "ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วนะครับ..."
แต่ตรงอื่นมันดีค่ะ


สิริสวัสดิ์จันทรวาร-กมลมานรมณีย์นะคะ


โดย: sirivinit วันที่: 24 สิงหาคม 2552 เวลา:20:02:49 น.  

 
Very interesting. Thanks'


โดย: Ms. Mahaphanit IP: 68.238.51.5 วันที่: 24 สิงหาคม 2552 เวลา:22:59:13 น.  

 
เจ๋งน่อ


โดย: Kross_ISC วันที่: 24 สิงหาคม 2552 เวลา:23:48:39 น.  

 
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ ที่ให้กันนะคะ


โดย: จ๊ะเอ๋ IP: 125.25.34.247 วันที่: 2 กันยายน 2552 เวลา:16:48:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.