ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง
รู้เท่าทันโฆษณาแฝง3: กับความลักลั่นของกฎหมายไทย

โดย ธาม เชื้อสถาปนศิริ, นักวิชาการ โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อฯ

ความจริงแล้วบ้านเรา “เกือบจะมีกฎหมายคุมโฆษณาแฝงมาแล้ว” เมื่อ 25 ปีก่อน และทราบหรือไม่ว่า “เหตุที่มีโฆษณาแฝงมากมายเช่นนี้” เพราะมีหน่วยงานรัฐบ้านเรา “ใช้กฎหมายอย่างผิดกฎหมาย” ในฐานะนักวิจัย ผู้เขียนพบเอกสาร 2 ชิ้นจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีการตีความทางกฎหมายโฆษณาในบ้านเรา ที่น่าสนใจ 2 กรณี ดังนี้

* กรณีที่ 1: สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กับ “ร่างคุมโฆษณาแฝง” เวอร์ชั่นปีพ.ศ. 2527 กับ เวอร์ชั่นปี พ.ศ. 2552

: ปี พ.ศ. 2527 สคบ. เคยส่งเรื่องไปหารือกฤษฎีกาว่าจะออกประกาศคุมโฆษณาทางโทรทัศน์ ที่ก่อให้เกิดความรำคาญต่อผู้บริโภค โดยใช้มาตรา 23 ของพรบ.คุ้มครองผู้บริโภค กฤษฎีกาตอบกลับมาว่า สามารถทำได้ แต่สุดท้ายประกาศฉบับนี้ไม่ออกมาบังคับใช้ และล่วงเลยมา 25 ปี
จนปัจจุบัน สคบ. พยายามจะออกร่างคุมโฆษณาแฝงฉบับใหม่ แต่กลับมีเนื้อหาที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

เมื่อปี พ.ศ.2527 (25 ปีที่แล้ว) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เคยส่งเรื่องไปสอบถามยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อหารือว่าสคบ. จะสามารถออกกฎกระทรวง เรื่อง “กำหนดให้การโฆษณาสินค้าหรือบริการทางสถานีวิทยุกระจายเสียงหรือสถานีวิทยุ โทรทัศน์ที่ใช้เวลานานเกินสมควร เป็นวิธีการโฆษณาอันอาจก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้บริโภค"
(สนใจสามารถค้นเอกสารฉบับจริงนี้ ได้ที่ //www.lawreform.go.th, โดยใช้ เลขเสร็จ 214/2527)

สคบ. ถามกฤษฎีกาไป 2 ข้อ คือ

1. “นายกรัฐมนตรี” มีอำนาจสั่งให้ “รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” ที่ปฏิบัติงานแทนในการเป็น “ประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค” (สมัยนั้นคือ ร.ต.ท. ชาญ มนูธรรม) สามารถพิจารณาออก “ประกาศกฎกระทรวง” ห้ามวิธีการโฆษณาตามที่ “คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา” ได้ยกร่างขึ้น โดยใช้อำนาจตามมาตรา 8 (ที่ว่า…ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ และออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้กฎกระทรวงนั้นเมื่อ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้)

และมาตรา 23 (การโฆษณาจะต้องไม่กระทำด้วยวิธีการอันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ร่างกายหรือจิตใจ หรืออันอาจก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ได้หรือไม่
2. ร่างกฎกระทรวงที่สคบ.จะออก คือ เรื่อง “กำหนด ให้การโฆษณาสินค้าหรือบริการทางสถานีวิทยุกระจายเสียงหรือสถานีวิทยุ โทรทัศน์ที่ใช้เวลานานเกินสมควร เป็นวิธีการโฆษณาอันอาจก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้บริโภค” ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

กฤษฎีกา ตีความทางกฎหมาย และตอบ ง่ายๆ สั้นๆ ว่า

“นายกรัฐมนตรี มีอำนาจตามกฎหมาย สามารถออกประกาศกำหนดการโฆษณาสินค้าที่ก่อให้เกิดความรำคาญได้ ส่วนจะกำหนดรายละเอียดอย่างไร ขึ้นอยู่กับกฎหมายที่มีและเป็นปัญหาเชิงนโยบายของตัวสคบ. เอง”

แต่สุดท้าย ร่างประกาศฉบับนี้ก็ไม่บังคับใช้ ทั้งๆ ที่สามารถใช้ได้อย่างถูกกฎหมาย?

ลองพิจารณาเนื้อหาร่างประกาศควบคุมโฆษณา ที่ก่อให้เกิดความรำคาญ ดังนี้

ข้อ 2 วิธีการโฆษณาสินค้าหรือบริการทางสถานีวิทยุกระจายเสียงหรือสถานีวิทยุ โทรทัศน์ดังต่อไปนี้ เป็นวิธีการโฆษณาอันอาจก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้บริโภค

(ก) การโฆษณาสินค้าหรือบริการทางสถานีวิทยุกระจายเสียงหรือทางสถานีวิทยุโทรทัศน์เกินกว่ากำหนดเวลาดังนี้

1. การโฆษณาสินค้าหรือบริการทางสถานีวิทยุกระจายเสียงที่ใช้เวลาโฆษณาเกินแปดนาทีในทุก ๆ หนึ่งชั่วโมง โดยเริ่มต้นชั่วโมงจากเวลาเปิดสถานี
2. การโฆษณาสินค้าหรือบริการทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ที่ใช้เวลาโฆษณาเกินสิบนาทีในทุก ๆ หนึ่งชั่วโมง โดยเริ่มต้นชั่วโมงจากเวลาเปิดสถานี
3. การ โฆษณาสินค้าหรือบริการในแต่ละรายการที่ใช้เวลาสำหรับรายการตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไป ที่แบ่งช่วงการโฆษณาโดยมีระยะเวลาห่างกันจากช่วงโฆษณาหนึ่งถึงอีกช่วงโฆษณาหนึ่งน้อยกว่าสิบนาที และในแต่ละรายการที่ใช้เวลาสำหรับรายการต่ำกว่า 30 นาทีที่แบ่งช่วงการโฆษณาเกินกว่าสองครั้ง

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่การโฆษณาสินค้าหรือบริการทางสถานีวิทยุ กระจายเสียงหรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ที่ได้กระทำในการดำเนินรายการถ่ายทอดสด การแข่งขันกีฬา

(ข) การโฆษณาทางสถานีวิทยุโทรทัศน์โดยใช้อักษรซ้อนภาพไม่ว่าจะเป็นอักษรนิ่งหรือ อักษรวิ่งโดยขนาดของตัวอักษร (รวมทั้งกรอบ ถ้ามี) เกินหนึ่งส่วนในห้าส่วนของความกว้างของจอภาพหรือการโฆษณาโดยใช้ตัวอักษรทับ ส่วนสำคัญของภาพที่ปรากฏบนจอภาพ

พูดง่ายๆ “โฆษณาที่ก่อให้เกิดความรำคาญต่อผู้บริโภค” ในความหมายของสคบ. ตามอำนาจทางกฎหมายมาตรา 23 ของ พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค เมื่อปี พ.ศ.2527 คือ

* เกินกว่ากฎหมายกำหนด (วิทยุเกิน 8นาที/ชั่วโมง ถือว่ารำคาญ, โทรทัศน์ เกิน 10 นาที/ชั่วโมง ถือว่ารำคาญ) กฎหมายคุมปริมาณการโฆษณาขณะนั้น โดย กบว. – คณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ที่กำหนดให้โทรทัศน์โฆษณา ได้ไม่เกินชั่วโมงละสิบนาที
* เว้นช่วงห่างโฆษณาหนึ่ง ถึง ช่วงโฆษณาหนึ่ง น้อยกว่าสิบนาที
* มีช่วงโฆษณาบ่อยถี่เกิน 2 ครั้ง สำหรับรายการที่มีความยาว 30 นาที
* การใช้ภาพกราฟฟิกโลโก้ อักษรภาพ อักษรวิ่ง แสดงตราสินค้าที่มีพื้นที่เกิน 1 ใน 5 ของพื้นที่จอ

เนื้อหาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า สคบ. (เมื่อปี 2527) ได้มีความพยายามที่จะร่างประกาศโดยใช้อำนาจตนเองตามมาตรา 23 (โฆษณาไม่ก่อให้เกิดความรำราญ) และมีข้อกำหนดห้ามโฆษณาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด การแบ่งระยะเวลาความห่างของโฆษณา และ การใช้เทคนิคภาพกราฟฟิกชื่อสินค้า

แต่อาจเป็นเพราะสาระสำคัญของร่างฉบับนี้ที่ “คุ้มครองผู้บริโภคมากเกินไป แต่ไม่ยอมคุ้มครองผู้ประกอบการธุรกิจ?” จึงทำให้สุดท้าย ร่างฉบับนี้เลยตกไป

กลับมาที่ปีพ.ศ. 2552 ร่างควบคุมโฆษณาแฝงฉบับเวอร์ชั่นสคบ. ที่มีสาทิตย์เป็นประธาน ชื่อว่า “ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่อง แนวทางการปรากฏของสินค้าในเนื้อหารายการทางสถานีวิทยุโทรทัศน์” ซึ่งเป็นร่างประกาศที่ “ไม่ได้อ้างอำนาจกฎหมายมาตรา 23 ของตนเองว่าจะคุ้มครองผู้บริโภค” หรือกฎหมายใดๆ ของพรบ. คุ้มครองผู้บริโภคเลย

และยิ่งเมื่อพิจารณาในเนื้อหาสาระแล้ว “กลับอนุญาตให้มีโฆษณาแฝง วัตถุ ภาพกราฟฟิก สปอตสั้น วีทีอาร์ แฝงบุคคล ใช้วิธีการแฝงเนื้อหา ได้โดยไม่นับรวมเวลาเป็นโฆษณาด้วยซ้ำไป


เปรียบเทียบร่างประกาศควบคุมโฆษณาแฝง ของสคบ. 2 เวอร์ชั่น

ฉบับแรก (พ.ศ. 2527) ของท่านรัฐมนตรี ร.ต.ท. ชาญ มนูธรรม

* เรื่อง: “กำหนดให้การโฆษณาสินค้าหรือบริการทางสถานีวิทยุกระจายเสียงหรือสถานีวิทยุ โทรทัศน์ที่ใช้เวลานานเกินสมควร เป็นวิธีการโฆษณาอันอาจก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้บริโภค”
* ใช้อำนาจ: มาตรา 23 พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค – การโฆษณาที่ก่อให้เกิดความรำคาญ)
* เนื้อหาสาระ: ห้ามโฆษณาเกินกว่ากฎหมายกำหนด ห้ามเว้นช่วงบ่อยเกิน ห้ามยาวเกินไปในแต่ละเบรก และห้ามใช้ภาพ โลโก้ อักษรภาพเกิน 1 ใน 5 ของหน้าจอ
* กฤษฎีกา: ตีความแล้ว: – ใช้ได้ ไม่ผิดกฎหมาย
* ผล: - ไม่ยอมออกใช้ – ไม่ทราบสาเหตุ

ฉบับหลัง (พ.ศ. 2552) ของท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

* เรื่อง: “แนวทางการปรากฏของสินค้าในเนื้อหารายการทางสถานีวิทยุโทรทัศน์”
* ใช้อำนาจ: อ้างกฎหมายพรบ. การประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ 2551, มาตรา 23, 28
* เนื้อหาสาระ: ให้มีโฆษณาแฝงได้ (โดยวิธีการใช้ภาพกราฟฟิก, วัตถุ, สปอตสั้น, บุคคล และเนื้อหา และไม่ต้องนับรวมเป็นเวลาโฆษณาในมาตรา 23, และ 28 ของพรบ. การประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ 2551
* กฤษฎีกา: ไม่ส่งหารือ/ไม่ตีความ
* ผล: ปัจจุบัน ชะลอ พิจารณาใหม่?


ไม่น่าเชื่อว่า “สคบ. ชุดปัจจุบัน ไม่เคยพูดถึงร่างกฎหมายคุมโฆษณาเมื่อ 25 ปีที่แล้วในเวทีประชุมอนุกรรมการพิจารณาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องแฝงตลอด เวลา 3 เดือนที่ผ่านมา?

ไม่น่าเชื่อว่า เจ้าหน้าที่รัฐอย่างสคบ. จะไม่ทำการบ้าน/ตรวจสอบว่าองค์กรของตนเองเคยมีนโยบายอย่างไรสำหรับเรื่องนี้ ในอดีต หรือจงใจปกปิด?

ไม่น่าเชื่อว่า ท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ไม่ทราบข้อมูลนี้ (หรือแท้ที่จริงแล้ว ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนในสคบ. แจ้งให้ท่านทราบ, หรือท่านทราบแต่ท่านเผลอ “ลืม”?)

และไม่น่าเชื่อว่า ประชาชนคนไทย โดนสคบ. ละเมิดสิทธิผู้บริโภคมายาวนาน 25 ปีเต็ม? เพราะไม่ยอมออกประกาศฉบับนี้

ถามว่าทำไมร่างประกาศคุมโฆษณาแฝงปัจจุบันของท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ จึงอาจขัดต่อกฎหมายและเกินอำนาจขอบเขตของ สคบ. ไปได้ ก็เพราะวรรคที่ว่า “การโฆษณาดังกล่าว (หมายถึงโฆษณาแฝง) ไม่ต้องนับรวมเป็นเวลาโฆษณา” ซึ่งกรณีนี้ กฤษฎีกาเคยตีความเปรียบเทียบเคียงกับกรมประชาสัมพันธ์ไปเมื่อปี พ.ศ. 2543 ไปแล้วว่าทำไม่ได้

ลองดูกรณีที่ 2 เปรียบเทียบ กรมประชาสัมพันธ์ ปีพ.ศ. 2543

* กรณีที่ 2: กรมประชาสัมพันธ์กับการกำหนดให้ “ไม่นับรวมเป็นการโฆษณา”

: เมื่อปี พ.ศ. 2539 กรมประชาสัมพันธ์ ออกกฎข้อหนึ่งในประกาศ ว่า “ให้การโฆษณาที่กล่าวถึงผู้สนับสนุนรายการ ที่เป็นชื่อของสินค้า ชื่อบริษัท สัญลักษณ์ (โลโก้) โดยไม่เอ่ยถึงสรรพคุณของสินค้าและบริการธุรกิจ ไม่นับรวมเป็นการโฆษณา
กฤษฎีกาตีความ(ในปี พ.ศ. 2543 ว่าทำไม่ได้ แต่กรมประชาสัมพันธ์ก็ไม่แก้ไข และยังใช้ประกาศนี้ก็ใช้เรื่อยมา 12 ปี)

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2539 กรมประชาสัมพันธ์ ได้ออกประกาศฉบับหนึ่ง เรื่อง “กำหนดหลักเกณฑ์ และระยะเวลาสำหรับการโฆษณาและบริการธุรกิจทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์” (ประกาศนี้ ลงนามโดย นายชั้น พูลสมบัติ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2539)

เนื้อหาสำคัญคือในประกาศนี้คือ ในข้อ 2 (สำหรับวิทยุ) ข้อ 3 (สำหรับโทรทัศน์) และ ข้อ 12, 13, 14 ว่าด้วยเรื่องการนับรวมเวลาการโฆษณาและการโฆษณาแนะนำรายการของทางสถานี ดังนี้…

2. ให้สถานีวิทยุกระจายเสียงทำการโฆษณาและบริการธุรกิจได้ไม่เกินชั่วโมงละ 12 นาที แต่เมื่อรวมเวลาโฆษณาและบริการธุรกิจตลอดทั้งวัน เฉลี่ยแล้วต้องไม่เกินชั่วโมงละ 10 นาที

3. ให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ทำการโฆษณาและบริการธุรกิจได้ไม่เกินชั่วโมงละ 12 นาที 30 วินาที แต่เมื่อรวมเวลาโฆษณาและบริการวิทยุตลอดทั้งวัน เฉลี่ยแล้วต้องไม่เกินชั่วโมงละ 12 นาที

12.การประชาสัมพันธ์ของทางราชการไม่นับรวมเป็นเวลาโฆษณา ตามประกาศนี้

13. การแนะนำรายการของทางสถานีฯ ที่ไม่นับรวมเป็นเวลาโฆษณาให้มีได้ชั่วโมงละ 1 นาที 30 วินาที

14. การกล่าวถึงผู้สนับสนุนรายการ ที่เป็นชื่อของสินค้า ชื่อบริษัท สัญลักษณ์ (โลโก้) โดยไม่เอ่ยถึงสรรพคุณของสินค้าและบริการธุรกิจ ไม่นับรวมเป็นการโฆษณาตามประกาศนี้

ข้ออื่นๆ คงไม่เป็นปัญหา แต่สำหรับข้อ 14 ข้างต้นก็คือ “การอนุญาตให้สามารถมีโฆษณาแฝงได้โดยถูกกฎหมาย” “โฆษณาแฝงนี้ ไม่ต้องนับรวมเป็นเวลาโฆษณาสินค้า”

กรมประชาสัมพันธ์ประกาศใช้หลักเกณฑ์นี้ โดยมีทุกช่องสถานียึดปฏิบัติตาม มาตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539

แต่ถามว่า ประกาศข้อนี้ ถูกกฎหมายหรือ?

คำตอบคือ “ไม่”

เพราะเมื่อเกิดกรณีพิพาทในปีพ.ศ. 2543 ระหว่างกรมประชาสัมพันธ์, อ.ส.ม.ท. และบริษัทยูบีซี ในเรื่องการขึ้นโลโก้ตราสินค้าในรายการเนชั่นชาแนล ยูบีซี ช่อง 8 ทั้งที่ห้ามการมีโฆษณาสินค้าเพราะเป็นช่องเคเบิ้ลที่มีสมาชิกบอกรับและจ่าย ค่าบริการ

กรมประชาสัมพันธ์ส่งเรื่องหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อสอบถามว่า การปรากฏโลโก้ ตราสินค้านี้ เป็นโฆษณาหรือไม่ เพราะ ในตัวประกาศกรมประชาสัมพันธ์เอง ในข้อ 14 บอกว่า หากเป็นการปรากฏโลโก้ สัญลักษณ์ โดยไม่บรรยายสรรพคุณ จะไม่นับรวมว่าเป็นการโฆษณา

(สนใจสามารถค้นเอกสารฉบับจริงนี้ ได้ที่ //www.lawreform.go.th โดยใช้ เลขเสร็จ 341/2543)

คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความสรุปออกมาใน 2 ประเด็น คือ

ประเด็นที่ 1) “โลโก้ ตราสัญลักษณ์สินค้า ที่ปรากฏในรายการโดยไม่ได้บรรยายสรรพคุณนั้น ถือว่าเป็นโฆษณา”
เหตุผลที่กฤษฎีกาใช้ คือ การแสดงสัญลักษณ์ตามที่กรมประชาสัมพันธ์หารือมาในครั้งนี้ ถือเป็นการโฆษณาหรือไม ่คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 10) ได้พิจารณาแล้ว ปรากฏว่า ตามพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ฯ ไม่ได้กำหนดความหมายของการโฆษณาไว้เป็นพิเศษ

กรณีจึงต้องพิจารณาไปตามความหมายอันเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไป ซึ่งได้แก่ การกระทำใด ๆ เพื่อให้บุคคลอื่นหรือประชาชนทั่วไปเห็นและรับรู้ถึงสินค้าหรือบริการหรือ สิ่งอื่นใดตามความมุ่งหมายของผู้กระทำการโฆษณา

และจะเห็นได้ว่า การที่รายการ Nation Channel แสดงสัญลักษณ์ขึ้นมาในลักษณะดังกล่าวนั้นก็เพื่อให้ผู้ที่รับชมเห็นและรับ รู้ถึงตัวสินค้าที่สัญลักษณ์สื่อความหมายไปถึงนั่นเอง การแสดงสัญลักษณ์ในลักษณะเช่นนี้ จึงเป็นการโฆษณา

จริงๆ แล้ว ในตัวพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 3 ก็นิยามไว้ชัดเจนแล้วว่า

"โฆษณา" หมายความถึงการกระทำโดยวิธีใดๆ ให้ประชาชนเห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้า"

"ข้อความ" หมายความรวมถึงการกระทำให้ปรากฏด้วยตัวอักษร ภาพ ภาพยนตร์ แสง เสียง เครื่องหมาย หรือการกระทำอย่างใด ๆ ที่ทำให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจความหมายได้

ชัดเจนอยู่แล้ว

ประเด็นที่ 2) อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์จะใช้อำนาจตามข้อ 20 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2537) ฯ ออกประกาศกำหนดลักษณะขอบเขตของการดำเนินการที่ไม่นับรวมเป็นการโฆษณาไม่ได้

[14. การกล่าวถึงผู้สนับสนุนรายการ ที่เป็นชื่อของสินค้า ชื่อบริษัท สัญลักษณ์ (โลโก้) โดยไม่เอ่ยถึงสรรพคุณของสินค้าและบริการธุรกิจ ไม่นับรวมเป็นการโฆษณาตามประกาศนี้]

ข้อนี้ ที่กฤษฎีกาตีความว่า ออกบังคับใช้ไม่ได้ เพราะเกินอำนาจกรมประชาสัมพันธ์

เหตุผลที่กฤษฎีกาใช้ คือ เพราะอำนาจข้อ 20 ให้กรมประชาสัมพันธ์กำหนดได้เฉพาะ “หลักเกณฑ์และระยะเวลาสำหรับการโฆษณาและบริการธุรกิจ” เท่านั้น ไม่ได้ให้อำนาจกรมประชาสัมพันธ์ในการกำหนดลักษณะของการกระทำที่ไม่ถือว่าเป็นการโฆษณาแต่อย่างใด

กล่าวโดยสรุป “คณะกรรมการกฤษฎีกา” เห็นว่าการแสดงสัญลักษณ์ตามลักษณะที่กรมประชาสัมพันธ์หารือมานี้เป็นการโฆษณา และ กรมประชาสัมพันธ์ไม่มีอำนาจในการให้การโฆษณาตราสัญลักษณ์ โลโก้สินค้าไม่ต้องนับรวมเป็นเวลาการโฆษณา เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจเอาไว้

กรณีนี้แสดง ชี้ให้เห็นว่ากรมประชาสัมพันธ์ใช้ประกาศนี้ในลักษณะ ที่ “ผิดกฎหมาย” มาตลอด 12 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่พ.ศ. 2539 – 2551)
และสื่อฟรีทีวี (หรือเคเบิ้ลทีวี) ก็ใช้ประกาศฉบับนี้ในการ “โฆษณาแฝงอย่างเสมือนว่าถูกกฎหมายมาตลอด”

แสดงว่า “หน่วยงานรัฐอย่างกรมประชาสัมพันธ์ ใช้กฎหมายข้อนี้ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว กฤษฎีกาตีความแล้วว่า ไม่สามารถกระทำได้

และประชาชนก็ไม่เคยรู้เลยว่า “ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย” ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ เป็นอย่างไร?

แสดงว่า “ประชาชนไทยโดนหน่วยงานรัฐอนุญาตให้โฆษณาทางโทรทัศน์มานานหลายสิบปีจนเด็กๆ รุ่นใหม่ กลับรู้สึกว่าชมโฆษณาแฝงนี้ กลายเป็นเรื่องปกติไปโดยปริยาย”

สถานะที่ยิ่งใหญ่ของกรมประชาสัมพันธ์ที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิดคือ หน่วยงานที่ออกกฎ ระเบียบ ประกาศควบคุมการโฆษณาในสื่อวิทยุโทรทัศน์มาโดยตลอด ประกาศหลายฉบับได้สร้างเกณฑ์มาตรฐานที่สื่อโทรทัศน์วิทยุยึดถือใช้เป็นแนว ทางมาตลอด

กรมประชาสัมพันธ์เป็น “ผู้ออกกฎ” มาตลอด

จนวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2551 ผลพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ก็ได้สลายอำนาจให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งที่ประกอบกิจการ วิทยุโทรทัศน์ และไม่สามารถมีอำนาจออกประกาศ กฎใดๆ บังคับใช้ควบคุมเรื่องโฆษณาที่จะใช้กับช่องอื่นๆ ได้อีกต่อไป

* กรณีที่ 3: กรมประชาสัมพันธ์ กับ “หลักเกณฑ์คุมโฆษณาในรายการเด็ก” กำหนด ให้นับรวมเวลาโฆษณาแฝง เป็นเวลาโฆษณาด้วย (?)

: ปี พ.ศ. 2551 กรมประชาสัมพันธ์ ออกประกาศหลักเกณฑ์และระยะเวลาการโฆษณาในรายการเด็กในโทรทัศน์ มีข้อหนึ่ง กำหนดให้ มีโฆษณาในรายการเดกได้ไม่เกิน 10 นาที และให้นับรวมเวลาที่ใช้ในการโฆษณาแฝงเป็นเวลาโฆษณาด้วย

เมื่อปี พ.ศ. 2551 มีประกาศกรมประชาสัมพันธ์ เรื่อง “หลักเกณฑ์และระยะเวลาสำหรับการโฆษณาและบริการธุรกิจที่มีผลกระทบต่อเด็กทาง สถานีวิทยุโทรทัศน์” โดยเนื้อหาในประกาศ พูดถึง สัดส่วนการโฆษณาในรายการเด็ก และให้ถือว่าโฆษณาแฝงเป็นส่วนหนึ่งของเวลาในโฆษณา

ข้อ 2.
ให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ทำการโฆษณาและบริการธุรกิจในรายการสำหรับเด็กได้ไม่ เกินชั่วโมงละ 10 นาที โดยให้นับรวมเวลาที่ใช้ในการโฆษณาแฝงเป็นเวลาโฆษณาด้วย และต้องกำหนดเวลาเผยแพร่ข้อมูลความรู้ในการบริโภคที่ส่งเสริมสุขภาพอนามัย ตามหลักวิชาการในรายการสำหรับเด็กเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 นาที รวมเวลา 12 นาที โดยให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันประกาศเป็นต้นไป


แต่ประกาศนี้ ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันประกาศเป็นต้นไป

ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว ผู้ผลิตจะทำตามหรือไม่ทำตามก็ได้ และที่สำคัญ คือ ประกาศฉบับนี้มาได้เพียง 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นก็มีพรบ.การประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ออกมากำหนดสถานภาพให้มีหน่วยงาน ก.ส.ท.ช. เป็นผู้คุมกฎระเบียบต่างๆ แทน กรมประชาสัมพันธ์

ปัจจุบัน (ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2551) กรมประชาสัมพันธ์ จึงไม่มีอำนาจออกกฎระเบียบอื่นใดเพื่อควบคุมสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นอีก

ความสำคัญ คือ เป็นประกาศแรกที่มีการระบุคำว่า “โฆษณาแฝง” ลงไปในกฎหมายไทย และมีความตั้งใจที่จะให้โฆษณาแฝงถูกนับรวมเข้าไปในสัดส่วนเวลาที่กฎหมาย กำหนดด้วย

ซึ่งก็นับว่ามีความขัดแย้งกับ ประกาศกรมประชาสัมพันธ์ เรื่อง “กำหนดหลักเกณฑ์ และระยะเวลาสำหรับการโฆษณาและบริการธุรกิจทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์” ข้อ 14. การกล่าวถึงผู้สนับสนุนรายการ ที่เป็นชื่อของสินค้า ชื่อบริษัท สัญลักษณ์ (โลโก้) โดยไม่เอ่ยถึงสรรพคุณของสินค้าและบริการธุรกิจ ไม่นับรวมเป็นการโฆษณาตามประกาศนี้

ประกาศฉบับนึง ไม่นับรวมโฆษณาแฝงเป็นเวลาโฆษณา

แต่ประกาศอีกฉบับนึงกลับให้นับรวมโฆษณาแฝงเป็นโฆษณา

และเมื่อหันมาดูร่างคุมโฆษณาแฝงฉบับปัจจุบัน ก็ไม่ให้นับโฆษณาแฝงรวมในเวลาโฆษณาอีก
กลับไปกลับมา

ทั้งกรมประชาสัมพันธ์ ทั้งสคบ. ออกกฎระเบียบสับเปลี่ยนไปมา ทั้งที่กฤษฎีกา ก็เคยตีความแล้วว่าออกประกาศว่าให้นับรวม มินับรวมตามอำเภอใจไม่ได้

ก็ยังจะทำกันอีก?

ใช่หรือไม่ว่า นี่คือความลักลั่นของกฎระเบียบมาตรฐานต่างๆ ของกรมประชาสัมพันธ์

ใช่หรือไม่ว่า นี่คือการออกกฎระเบียบที่ไร้บรรทัดฐานทางกฎหมายบ้านเรา

ในภาวะบ้านเรายังไม่มีหน่วยงานที่มากำกับ ดูแลควบคุมกิจการวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม (หน่วยงานอย่างกสช.) ให้เป็นระบบ ย่อมแสดงให้เห็นว่าความเสียหายที่ตกสู่ประชาชนนั้นมีมาก ทั้งที่สามารถวัดเป็นมูลค่าได้ (เช่นมูลค่าเม็ดเงินหมุนเวียนในธุรกิจโฆษณาแฝงที่ไม่เข้าระบบภาษี โฆษณาตรงเกินที่สร้างรายได้พิเศษให้กับผู้ผลิตรายการ สถานี) และไม่สามารถวัดเป็นมูลค่าได้ (เช่นเรื่องความชาชิน ต่อการบริโภคนิยม สร้างความอยากมี อยากได้ ความฟุ้งเฟ้อ การละเมิดต่อศักดิ์ศรีและเกียตริภูมิของวิชาชีพสื่อจากอำนาจทุน อำนาจรัฐ ที่เข้ามาแทรกแซงเนื้อหาสื่อ)

3 กรณีศึกษากฎหมายข้างต้น สะท้อนปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของบ้านเราคือ กฎหมายโฆษณานั้นมีความลักลั่นขัดแย้งกันเองมาตลอดเวลา และเมื่อออกมาก็ไม่บังคับใช้กันอย่างจริงจัง ที่ผิดก็ไม่แก้ไข ที่ควรใช้เพื่อปกป้องประชาชนก็ค่อนข้างเพิกเฉย ละเลยมาตลอด ฯลฯ

ปัญหาเฉพาะเรื่องธุรกิจโฆษณา สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐในกรมประชาสัมพันธ์ และเจ้าหน้าที่รัฐสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ยังมิอาจใช้อำนาจที่ตนเองมีไปในทางที่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่าง เต็มที่และเป็นธรรม จำเป็นยิ่งที่องค์กรที่เกี่ยวข้องด้านกฎหมาย สถาบันการศึกษา องค์กรภาคประชาชน/สังคม จะต้องเข้ามามีส่วนในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ที่มา Media Monitor


Create Date : 20 มกราคม 2553
Last Update : 20 มกราคม 2553 17:02:51 น. 0 comments
Counter : 335 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.