Group Blog
 
All Blogs
 

[เล่ม 3] บทที่ 29 อาอู่กับเผ่าหมาป่า

บทที่ 29

อาอู่กับเผ่าหมาป่า



‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : น่านะ ขานรับสักคำน่า ขานรับเสร็จแล้วอั๊วจะช่วยนายให้นะ!’

ช่างเถอะ ก็แค่คำสองคำเท่านั้นเอง! ตายเป็นตายวะ!

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ก็ได้!’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เมียคนที่สิบสาม ตื้นตันจนน้ำตาไหลพราก...’

สิบสาม...นี่ถ้ายายหมูตัวนี้ไม่ใช่ผู้หญิงละก็ มีหวังได้ถูกพวกหนุ่มทึนทึกรุมซ้อมอยู่ริมถนนแหงๆ

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เมียจ๋า~’

อดทนไว้...อดทนไว้...อดทนไว้...แล้วเขาจะคอยดูว่ายายหมูตัวนี้จะจัดการรับมือซานเฟิงยังไง!

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : จ๋า...’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : คุณเมียสุดที่รักจ๋า มีเรื่องอะไรอยากจะให้อั๊วช่วยหรือจ๊ะ?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เธอช่วยถามซานเฟิงหน่อยนะว่า ทำไมเขาถึงรู้หมดว่าไอเท็มข้อความเหลืองชิ้นไหนใช้ทำอะไร’

จากนั้นภาพฉากที่ทำให้จื่ออวี๋แหลกสลายก็ได้อุบัติขึ้น...

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ซานเฟิงจ๋า~’

‘ซานเฟิง : เจ๊เป่าจู มีอะไรหรือครับ?’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : มีเรื่องหนึ่งอยากจะถามนายน่ะ!’

‘ซานเฟิง : เจ๊เป่าจูถามมาได้เต็มที่เลยครับ อั๊วจะรู้เป็นต้องบอก บอกเป็นต้องหมดอย่างแน่นอน’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ไอเท็มข้อความเหลืองพวกนั้น นายไปรู้มาจากไหนน่ะว่าจะใช้งานพวกมันได้ยังไง?’

ด้านซานเฟิงหยุดไปนิดหนึ่ง จากนั้นตอบมาตามตรงว่า

‘ซานเฟิง : ความจริงคำอธิบายเคลียร์ไอเท็มพวกนั้นน่ะมีอยู่ในเกม ในเมืองเหนือใต้ออกตกสี่เมืองจะมีผู้เล่าเรื่องอยู่เมืองละคน จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยเหรียญก็จะได้ฟังนิทานหนึ่งเรื่อง นิทานหนึ่งเรื่องก็คือวิธีเคลียร์ไอเท็มข้อความเหลืองหนึ่งชิ้น เพียงแต่เขาจะเล่าออกมาแบบเล่านิทาน ดังนั้นต้องมาเรียบเรียงเองอีกที’

เพราะอะไร? เพราะอะไร? เพราะอะไร? เพราะอะไรอู๋ตี๋จูแค่ถามเอ่ยปากถาม ซานเฟิงก็ตอบมาตามตรงแล้ว? เมื่อก่อนเขาก็เคยถามซานเฟิงมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้ง ซานเฟิงเอาแต่ซี้ซั้วแถอ้อมไปโน่นมานี่กับเขาทุกครั้ง ทำไมอู๋ตี๋จูแค่เอ่ยปากถามเท่านั้น ซานเฟิงก็สารภาพมาตามตรงแบบนี้แล้ว?

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ทำไมซานเฟิงถึงยอมบอกทันทีไม่มีลูกเล่นแบบนี้?’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เมียจ๋า ผัวของนายเก่งมั้ยจ๊ะ?’

……

จื่ออวี๋ข่มใจไม่ให้เส้นเลือดตรงขมับแตกโพล๊ะพิมตอบไปสองคำ

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เก่งมาก!’ มีแต่สองคำนี้เท่านั้นที่เขาพิมพ์ออกไปอย่างจริงใจมาก

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : แหงอยู่แล้ว ไม่เก่งแล้วจะดูแลเมียได้ยังไงเล่า 5555…’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เธอยังไม่บอกเลยว่าทำไมซานเฟิงถึงได้ยอมบอกทันทีไม่มีลูกเล่นแบบนี้ คงไม่ใช่ว่าเขาเองก็เป็น...ของเธอ’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เมียจ๋าบ้า~ อั๋วมะใช่คนหลายใจแบบนั้นซะหน่อย อั๋วน่ะภักดีกะเมียจ๋ามากนุ!’

เป็นลม! คำพูดนี้เอาไปพูดให้ลิงฟังเถอะไป๊!

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ความจริงแล้วง่ายออกจะตาย ไม่กี่วันก่อนนายเอาแต่เปิดบอท ค่งเก๋อเจี้ยนก็ไม่อยู่ ฉันก็เลยคุยกับซานเฟิงน่ะ!’

เหงื่อตก...อยู่ๆ จื่ออวี๋ก็นึกสงสารซานเฟิงขึ้นมาอย่างแรง



ข้างล่างนี้คือ “เนื้อหา” ที่อู๋ตี๋จูคุยกับซานเฟิง เรียกว่ายกขึ้นหิ้งได้เลย เอามาแปะเพื่อแสดงความเห็นใจอย่างสุดซึ้งต่อสหายซานเฟิงที่น่าสงสารอย่างแรง

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เสี่ยวเฟิงเอ๋ย น่าเบื่อชะมัดเลย!’

‘ซานเฟิง : งั้นผมคุยเป็นเพื่อนก็แล้วกัน’ (จื่ออวี๋เห็นจะต้องบอกว่า ไม่กลัวตายจริงๆ...”

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ได้เลย งั้นนายคุยเป็นเพื่อนฉันนะ นายกินข้าวเช้ารึยัง?’ (ตอนนั้นเป็นเวลาหนึ่งทุ่มกว่า...)

‘ซานเฟิง : กินแล้วครับ’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : กินอะไรมั่ง?’

‘ซานเฟิง : ซาลาเปาไส้หมู’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : แล้วมื้อเที่ยงล่ะ?’

‘ซานเฟิง : ข้าวกล่อง’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : อ้อ ข้าวกล่องเหรอ? มีกับข้าวอะไรมั่ง?’

‘ซานเฟิง : กระดูกหมูผัดเปรี้ยวหวาน มันฝรั่งฝอยผัดพริกเขียว ผัดผัก’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : งั้นมื้อเย็นล่ะ?’

‘ซานเฟิง : ข้าวกล่องอีกแหละ’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ข้าวกล่องอีกแล้วเหรอ? งานยุ่งงี้เชียว?’

‘ซานเฟิง : ใช่ครับ’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : งานอะไรเหรอถึงยุ่งขนาดนี้?’

‘ซานเฟิง : หลับหูหลับตายุ่งน่ะครับ เถ้าแก่สั่งให้ทำอะไรก็ทำไอ้นั่น’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : อ้อ...งั้นเสี่ยวเฟิงจบมหาลัยเหรอ?’

‘ซานเฟิง : เดือนมิถุนาปีหน้าถึงจะจบครับ’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : งั้นตอนนี้ก็กำลังฝึกงานอยู่น่ะสิ มหาลัยไหนเหรอ?’

‘ซานเฟิง : ผมไม่ได้กลับไปมหาลัยมาตั้งครึ่งปีกว่าแล้ว นึกไม่ออกแล้วครับ’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : อะไรกัน งั้นนายจบม.ปลายที่ไหนน่ะ?’

‘ซานเฟิง : ลืมแล้วเหมือนกัน’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ม.ต้นคงจะยังจำได้นะ?’

‘ซานเฟิง : ยิ่งนึกไม่ออกใหญ่เลยครับ’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : งั้นประถมล่ะ?’ (ดูถึงตรงนี้จื่ออวี๋ก็ทำท่าจะเป็นลมแล้ว...)

‘ซานเฟิง : นึกไม่ออกแล้วจริงๆ ครับ’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : งั้นอนุบาลล่ะ?’

‘ซานเฟิง : ……’ (ในที่สุดซานเฟิงเองก็รับคุณเธอไม่ได้แล้ว...)

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เสี่ยวเฟิงน่าสงสารจังเลย ดันลืมเรื่องเมื่อก่อนไปหมดเลย เคยบาดเจ็บอะไรมาก่อนใช่รึเปล่า? ไม่เป็นไรนุ อั๊วไม่หัวเราะเยาะนายหรอก ฟังว่าอาการป่วยแบบนี้คุยกับคนอื่นเยอะๆ ก็จะหายดีเอง’ (ถ้าจื่ออวี๋เป็นซานเฟิง ต้องปิดเครื่องออฟไลน์ทันทีแหงๆ...)

‘ซานเฟิง : ใช่ครับ ตอนเด็กๆ ผมซนเกินไป พอล้มหัวฟาดพื้นแล้วความจำก็แย่น่ะครับ’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : จริงน่ะ? งั้นยังจำได้รึเปล่าว่าเมื่อคืนนายกินอะไร?’

‘ซานเฟิง : นึกไม่ออกแล้วครับ’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : งั้นเช้าวันนี้ล่ะ?’

‘ซานเฟิง : จำไม่ได้แล้วเหมือนกันครับ’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เอ๋? เมื่อกี้นายยังบอกเลยว่ากินซาลาเปาไส้หมู’

‘ซานเฟิง : เมื่อกี้ยังจำได้ ตอนนี้ลืมแล้วครับ...’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : งั้นมื้อเที่ยงวันนี้ล่ะ?’

‘ซานเฟิง : ข้าวกล่อง...’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : มีกับข้าวอะไรมั่ง?’

‘ซานเฟิง : ……’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เด็กคนนี้นี่น่าสงสารจริงๆ แป๊บเดียวแค่นี้ก็นึกไม่ออกซะแล้ว ฉันจะบอกนายให้นะ เมื่อตอนเที่ยงนายน่ะกินกระดูกหมูผัดเปรี้ยวหวาน มันฝรั่งฝอยผัดพริกเขียว ผัดผัก ต่อไปต้องเอาสมุดโน๊ตมาจดไว้นะ เผื่อจะลืมอีกเวลาคนอื่นมาถาม อย่าดูถูกว่าแค่จดชื่อกับข้าวเชียวนะ ถ้าแม้แต่ของที่กินเข้าไปก็ยังจำไม่ได้ คนอื่นจะไปเชื่อได้ยังไงว่านายจะจำเรื่องอื่นได้!’

‘ซานเฟิง : ขอบคุณเจ๊เป่าจูครับ...’ (จื่ออวี๋เดาว่าซานเฟิงใกล้จะคลั่งแล้ว)

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : มา พวกอั๊วมาคุยกันต่อ ด้านนายนั่นอากาศเป็นไงมั่ง?’

‘ซานเฟิง : ยังดีครับ มีแดดไม่มีฝน’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : อ้อ งั้นเมื่อวานล่ะ?’ (เอาอีกแล้ว...)

‘ซานเฟิง : เหมือนวันนี้ครับ’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : งั้นเมื่อวานซืนล่ะ?’

‘ซานเฟิง : ดูเหมือนจะครึ้มนิดหน่อย’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : งั้นสามวันก่อนล่ะ?’

‘ซานเฟิง : เจ๊เป่าจู ผมมีธุระกะทันหันต้องไปทำแล้ว’ (ในที่สุดซานเฟิงเองก็ทนไม่ไหวแล้ว จื่ออวี๋นับถือซานเฟิงจริงๆ ที่สามารถอดทนมาได้ถึงตอนนี้)

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : มีธุระเหรอ? น่าสงสารจัง ดึกป่านนี้แล้วยังต้องทำงานอีก งั้นนายไปเถอะ’

‘ซานเฟิง : ครับ งั้นผมออกก่อนนะ’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : กลับมาแล้วเรามาคุยกันต่อนะ!’ (จื่ออวี๋คาดว่าซานเฟิงเห็นประโยคนี้ปุ๊บคงใกล้จะร้องไห้แล้ว...)

‘ซานเฟิง : จ...เจ๊เป่าจู...เจ๊ปล่อยผมไปเถอะ!’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : อ้าว? เป็นอะไรเหรอ?’ (ยายหมูตัวนี้ยังจะแกล้งโง่อีก!)

‘ซานเฟิง : เจ๊เป่าจู เจ๊ปล่อยผมไปเหอะ เจ๊อยากถามอะไรก็ถามเถอะ ไม่ต้องอ้อมจักรวาลแล้ว...’ (ตื้นตัน ในที่สุดซานเฟิงก็เข้าใจความทุกข์ของเขาแล้ว!)

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ไม่มีอะไรอยากจะถามซะหน่อย ไอ้ที่อยากรู้น่ะฉันก็รู้หมดแล้ว นายอยู่เมือง S ตอนนี้อายุ 21 ปี ทำงานอยู่ในบริษัทเกมแห่งหนึ่ง ตอนนี้ยังไม่มีแฟน ก็ประมาณนี้แหละ’

‘ซานเฟิง : เจ๊รู้ได้ไง?’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ทีแรกก็แค่เดาเอา แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นเรื่องจริง’

‘ซานเฟิง : ……’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เอาน่า นายไปทำงานเถอะ ครั้งหน้าไว้ฉันอยากจะรู้อะไรอีก เราค่อยมาคุยกันต่อ’

‘ซานเฟิง : ครั้งหน้าเจ๊ถามมาตรงๆ เถอะครับ ขอแค่เป็นเรื่องที่บอกได้ผมต้องบอกเจ๊เป่าจูแน่นอน รู้เป็นต้องบอก บอกเป็นต้องหมด...’

ชิวต้าส้าวพูดไว้ไม่ผิดจริงๆ ยายหมูตัวนี้จัดการให้หุบปากไม่ได้ง่ายๆ นักหรอก ขอแค่เป็นเรื่องที่คุณเธออยากจะล้วงถาม คุณเธอจะสามารถล้วงถามออกมาได้จริงๆ!

หลังจากนั้นจื่ออวี๋ถามออู๋ตี๋จูว่า เรื่องพวกนั้นเธอแค่เดาเอาเองจริงๆ หรือ? และคำตอบของอู๋ตี๋จูได้ทำให้จื่ออวี๋เลิกล้มความคิดที่จะประลองปัญญากับคุณเธอโดยสิ้นเชิง!

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ก็แค่เดาเท่านั้นน่ะสิ แต่ไม่ใช่ว่าเดามั่วหรอกนะ ตอนที่ฉันพิมพ์ข้อความได้ใส่ภาษาถิ่นเมือง S เข้าไปด้วย 2-3 ตัว เขาก็มีปฏิกิริยากับคำพวกนั้นทั้งหมด แถมอากาศที่เขาบอกมาก็เหมือนกับเมือง S บวกกับกระดูกหมูผัดเปรี้ยวหวานเองก็เป็นอาหารที่คนเมือง S กับเมืองรอบๆ ไม่กี่เมืองชอบกิน ดังนั้นฉันเลยเดาว่าเขาอยู่ในเมือง S ไง

‘เขาบอกว่าใกล้จะจบมหาลัยแล้ว ปกติเรียนจบม.ปลายแล้วค่อยจบมหาลัยนี่ก็คือ 21-22 ปี บวกกับเมือง S มีการแยกอายุจริงกับอายุหลอก ก็เลือกเอาจำนวนตรงกลางรับรองว่าไม่มีทางผิดแน่ ส่วนงานน่ะหรือ เขาสามารถแช่อยู่ในเกมออนไลน์อย่างเปิดเผยได้ทุกวัน ความเป็นไปได้ที่มากที่สุดก็คืองานที่ทำเกี่ยวข้องกับเกมออนไลน์ แถมเขายังไม่รีบร้อนที่จะเก็บเลเวลหาเงิน แสดงว่าไม่ใช่นักเล่นเกมอาชีพเดี่ยวๆ ไม่ต้องอาศัยการขายของในเกมเลี้ยงปากท้อง งั้นก็ต้องมีบริษัทให้เงินเดือนเขาอย่างแน่นอน แล้วยังเรื่องแฟน คนที่มีแฟนน่ะไม่มีทางแช่อยู่ในบริษัทกับในเกมตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงทุกวันได้หรอก!’

ที่เป็นเรื่องในภายหลังที่จะไม่ขอเอ่ยถึงก่อน หน้าที่สำคัญเป็นอย่างแรกในตอนนี้คือทำความเข้าใจไอเท็มข้อความเหลืองพวกนั้นให้เคลียร์

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ซานเฟิง เงินหนึ่งร้อยเหรียญสงครามเทพก็สามารถฟังวิธีเคลียร์ไอเท็มข้อความเหลืองหนึ่งชิ้นได้แล้วจริงๆ เหรอ?’ งั้นทำไมจนตอนนี้ถึงยังแทบจะไม่มีใครรู้เลยล่ะว่าไอเท็มข้อความเหลืองชิ้นไหนใช้ทำอะไร?

‘ซานเฟิง : ก็จริงน่ะสิ เพียงแต่ว่าจะสุ่มเลือกจากไอเท็มหลายพันชิ้น ถ้าโชคไม่ดีนี่ นายได้ฟังนิทานเรื่องเดียวกันสามครั้งรวดก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเป็นไปได้’

เงียบ...หลายพันชิ้น...

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : งั้นนายฟังมาแล้วกี่ชิ้น จ่ายไปแล้วเท่าไหร่?’

‘ซานเฟิง : สองพันกว่าชิ้นมั้ง เสียไปสามล้านกว่าเหรียญ’

จื่ออวี๋ดูข้อความบรรทัดนี้อย่างพูดไม่ออก ในที่สุดก็รู้แจ้งว่า เทพนี่ไม่ได้เป็นกันง่ายๆ เลย...


<>::<>::<>



ทั้งหมดหลังจากนั้นดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างราบรื่นมากทั้งหมด แค่วันถัดมาพวกอาจ่ายก็จัดการพวกเด็กเกรียนในสำนักของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปของทั้งสงครามเทพฯได้กลายมาเป็นหูตาของพวกอาจ่าย แค่ตอนเที่ยงก็หาสี่คนในห้าคนนั้นเจอแล้ว ด้านจื่ออวี๋เองก็ราบรื่นมาก เช้าวันถัดมาอาอู่ก็รับปากตกลงอย่างไม่มีการลังเล คาดว่าพอพวกอาอู่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นแค่ออฟฟิศเกมแห่งหนึ่ง แถมยังเหมาแมพเก็บเลเวล ก็คิดเองเออเองเป็นที่เรียบร้อยว่าที่จื่ออวี๋มีความแค้นใหญ่หลวงกับพวกนั้นเป็นเพราะแย่งแมพกัน

สำหรับเรื่องค่าตอบแทน ยิ่งง่ายดายเกินความคาดหมายของจื่ออวี๋ พออาอู่รู้ว่ามีไอเท็มข้อความเหลืองที่สามารถเคลียร์ได้ก็ระบุทันทีว่าขอไอเท็มนั้นเป็นค่าตอบแทน จื่ออวี๋ให้ไอเท็มนั้นไปก่อนเป็นค่ามัดจำ หลังจากฆ่าเสร็จแล้วจื่ออวี๋ค่อยบอกวิธีเคลียร์ให้พวกอาอู่ ทั้งสองฝ่ายเป็นอันไม่ติดค้างกัน

“อาอวี่ นายรู้จักเขาอยู่ก่อนแล้วเหรอ?” พอเห็นจื่ออวี๋หาตัวหนึ่งในยี่สิบเจ็ดคนที่หลวี่ปินเขียนชื่อมาได้ อาจ่ายก็ถามอย่างประหลาดใจ

“อื้อ ตอนที่ฉันฝึกสัตว์เลี้ยงไปเจอเขาพาร่างแยกมาพอดี เลยรู้จักกันน่ะ”

“รอจนไอดีฉันปลดบล็อกแล้ว ให้ฉัน PK กับเขาสักหนสิ!” วันนี้ไอดีของอาจ่ายกับ A+ ถูกบล็อกไปแล้วตั้งแต่เช้า ส่วนหลวี่ปินแค่โผล่หน้ามาหน่อยเดียวก็กลับไป

“เขาไม่ใช่ลูกน้องฉันซะหน่อย ถึงตอนนั้นนายถามเขาเองแล้วกัน”

“เขากะจะไปเมื่อไหร่น่ะ?”

“ไม่รู้สิ”

“บอกเขาไปว่านายจะขอตามไปด้วย ฉันจะดูซิว่าเขาเทพแค่ไหน” ดูท่าทางที่หลวี่ปินพูดดูถูกพวกอาจ่ายครั้งก่อน จนตอนนี้อาจ่ายก็ยังจำฝังใจ ไม่ยอมรับนับถืออยู่เลย

จื่ออวี๋บอกอาอู่ไปตามนี้โดยไม่ได้คัดค้าน เพราะความจริงชายหนุ่มเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าอาอู่เก่งแค่ไหน

‘อาอู่ : ได้สิ อีกสิบห้านาทีพวกฉันจะไปที่นั่น’

“พวกนั้นยังอยู่ที่ไลน์สี่?” จื่ออวี๋หันไปถาม A+ เพราะสำนักซื่อฟังที่ A+ อยู่เป็นคนหาตัวพวกนั้นเจอ เห็นจะต้องบอกว่า พรรคกระยาจกนี่สมเป็นพรรคกระยาจก การค้นหาแบบปูพรมนี่ต้องอาศัยคนเยอะเข้าไว้ถึงจะได้ผลจริงๆ

“ฮื่อ ไลน์สี่หุบเขาสามชีวิต แต่มีแค่สี่คน เจ้าหมอที่ชื่อซินซางนั่นยังหาตัวไม่เจอ”

หุบเขาสามชีวิต สถานที่ที่สำหรับผู้เล่นธรรมดาทั่วไปแล้ว ตีมอนสเตอร์นี่พอๆ กันเลยกับตีบอส มอนสเตอร์ในนั้นเลเวลอยู่ที่ประมาณ 70 กันทั้งนั้น แต่ค่า status ของมอนสเตอร์มีค่าเท่ากับครึ่งบอส ไม่ว่าจะเป็นพวกหงอีที่ไปหลบอยู่ตรงนั้นหรือพวกสำนักซื่อฟังที่หาไปถึงตรงนั้นก็โรคจิตเกินไปแล้วทั้งคู่

จื่ออวี๋ไม่กล้าไปที่นั่นเร็วเกินไป เพราะด้วยค่า status ของเขา ไม่แค่รับการโจมตีแค่ครึ่งครั้งของพวกหงอีไม่ได้เท่านั้น กระทั่งมอนสเตอร์กระจอกๆ ของที่นั่นก็ยังทารุณกรรมเขาได้เลย เมื่อกะเวลาพอดีแล้ว สายไปประมาณหนึ่งนาทีจื่ออวี๋จึงค่อยไปถึงหุบเขาสามชีวิต

พูดถึงภาพ CG ของสงครามเทพฯแล้ว ทำได้ไร้ที่ติจริงๆ หุบเขาสามชีวิตทั้งหุบเขาได้จมอยู่ท่ามกลางไอเซียนพลิ้วละล่อง ท่ามกลางม่านหมอกสีขาว หุบเขาซึ่งถูกโอบล้อมด้วยภูสูงสามด้านปรากฏให้เห็นอยู่รำไร เมื่อยืนอยู่ตรงทางเข้าของหุบเขาสามชีวิต จะทำให้อดรู้สึกเหมือนกำลังเข้าสู่ดินแดนเซียนไม่ได้ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะมอนสเตอร์ในนั้นแกร่งเกินไปละก็ จื่ออวี๋คิดว่าที่นี่คงได้กลายเป็นสถานที่นัดเดทชั้นดีของพวกคู่รักแน่ๆ

เพิ่งจะเข้าไปในหุบเขาสามชีวิต จื่ออวี๋ก็เห็นอาอู่พาคนกลุ่มหนึ่งยืนเผชิญหน้ากับคนอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ห่าง

ตอนแรกสุดที่ได้เห็นภาพฉากนั้น จื่ออวี๋อดสงสัยไม่ได้ว่าอาอู่ที่ยืนอยู่ในคนกลุ่มนั้นใช่อาอู่คนที่เขารู้จักคนนั้นหรือเปล่า

เลเวลไม่สูง ครั้งแรกที่เจอกันอาอู่เลเวล 70 เศษ ตอนนี้ก็ยัง 70 เศษอยู่เหมือนเดิม แต่ข้างหลังอาอู่มีผู้เล่นสิบกว่าคนที่ชื่อมีคำว่า “เผ่าหมาป่า.X” และใส่ชุดเกราะครบชุดสีราตรีเหมือนกันหมดยืนอยู่ เลเวลประมาณ 65 ทั้งหมด ต่างกันบวกลบไม่ถึง 2 เลเวล เหมือนกับแล่นออกมาจากองค์การลับที่ไหนสักแห่งยังไงยังงั้น ข้างตัวของทุกคนต่างมีหมาป่าดุร้ายสีแดงสดอยู่หนึ่งตัว ชื่อที่เขียนอยู่เหมือนกับชื่อของเจ้านายที่อยู่ข้างๆ

“แม่ง เท่งี้เชียว?” อาจ่ายเองก็เบิกตากว้าง คนอื่นๆ ที่ว่างอยู่ต่างก็ชะโงกศีรษะมาดูกันหมด

ย้ายไปดูฝั่งพวกหงอีบ้าง นี่เป็นครั้งแรกที่จื่ออวี๋ได้เห็นพวกหงอีในเกมสงครามเทพฯ

หงอี/นักสู้/เลเวล 72

ป้านลวี่เถียว/นักดาบ/เลเวล 76

ซือเสี่ยงผินจี่เตอหายจื่อ/เซียน/เลเวล 74

ลวี่จู๋/หลางจง/เลเวล 78

รอบๆ สี่คนนี้ยังมีผู้เล่นเลเวล 70 กว่าอีกยี่สิบกว่าคนล้อมอยู่

‘หงอี : พวกคุณคิดจะทำอะไร?’

อาอู่ไม่สนใจเธอ เผ่าหมาป่าที่ข้างหลังได้ดาหน้าพุ่งเข้าไปหาพร้อมกัน

เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายของเผ่าหมาป่าพวกนั้นคือพวกตัวละครที่ล้อมรอบพวกหงอีทั้งสี่คนอยู่ ทิ้งไว้แค่ผู้หญิงสองคนยืนนิ่งไม่ขยับอยู่ข้างหลังอาอู่ ตัวละครหลายสิบตัวเข้าไปปนกันมั่ว เหมือนเมล็ดถั่วสองจานผสมเข้าด้วยกันยังไงยังงั้น จื่ออวี๋เข้าใจทันทีว่าทำไมเผ่าหมาป่าพวกนั้นถึงได้ใส่ชุดสีดำเหมือนกันหมด เวลายกพวกตีกัน แบบนี้จะสามารถแยกออกได้เร็วกว่ามากว่าไหนฝ่ายเราไหนศัตรู

“นี่เรอะสงครามสัตว์เลี้ยง?” อาจ่ายดูๆ แล้วขมวดคิ้ว

จื่ออวี๋เองก็ขมวดคิ้วเหมือนกัน ว่ากันจากจำนวนคนนี่ เผ่าหมาป่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ค่าโจมตีของสัตว์เลี้ยงที่ข้างตัวสูงยิ่งกว่าค่าโจมตีของตัวผู้เล่นเองเสียอีก ภายใต้การช่วยโจมตีของพวกสัตว์เลี้ยงได้ทำให้ฝ่ายผู้เล่นสารพัดชุดที่ได้เปรียบด้านจำนวนคนเปลี่ยนเป็นเสียเปรียบอย่างมาก ดูจากมุมมองของจื่ออวี๋แล้ว ฝีมือ PK ของเผ่าหมาป่าพวกนั้นไม่ได้เก่งมากมายอะไร แค่พอฟัดพอเหวี่ยงกับจื่ออวี๋เท่านั้น แต่วิธีการต่อสู้ของพวกนี้เห็นได้ชัดว่าฝึกคนกับสัตว์ประสานโจมตีมานาน

จื่ออวี๋เห็นกับตาว่าเซียนหนึ่งคนกับนักดาบหนึ่งคนรุมโจมตีนักธนูเผ่าหมาป่าคนหนึ่ง หมาป่าถ่วงนักดาบเอาไว้ นักดาบโจมตีหมาป่าป้องกัน ช่วงช่องว่างระหว่างการโจมตีสองครั้งของนักดาบ หมาป่าได้โจมตี ส่วนนักธนูโจมตีใส่นักดาบจากระยะไกล ถึงเวทโจมตีของเซียนจะมีพลังโจมตีสูง แต่ระหว่างการโจมตีสองครั้งต้องเว้นช่วงหยุดไปสามวินาที นักธนูโจมตีไปสองครั้งแล้วย้ายที่ในพริบตา ก็หลบการโจมตีของเซียนได้แล้ว แต่เห็นได้ชัดว่านักดาบคนนั้นเป็นพวก PK มานานปีเหมือนกัน หลังจากถูกคนและสัตว์เลี้ยงโจมตีใส่ไปสองครั้งก็เรียนรู้ที่จะสู้แบบกองโจร เลิกโจมตีหมาป่า พุ่งตรงเข้าไปหานักธนู ขอแค่ย่นระยะห่างระหว่างตัวเขากับนักธนูเข้ามาได้ นักธนูนั่นจะเท่ากับเป็นท่อนไม้ให้เขาฆ่าแกงได้ตามใจชอบทันที

ตามทฤษฎีแล้ว ค่าหลบหลีกของนักดาบกับนักธนูนั้นเท่ากัน เวลาแบบนี้ก็ต้องมาดูกันแล้วว่าเลเวลก้าวในพริบตาของใครสูงกว่ากัน แต่ค่าพวกนี้เป็นแค่ปัจจัยเล็กน้อยมากในการตัดสินแพ้ชนะของการ PK ประสบการณ์ในการ PK และกลยุทธ์ต่างหากที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด

นักธนูเองก็เริ่มออกวิ่ง แต่ไม่ใช่วิ่งเป็นเส้นตรง ภายใต้สถานการณ์แบบนี้การวิ่งเป็นเส้นตรงคือวิธีวิ่งที่ยุ่งยากน้อยที่สุด ถ้าไม่มีเซียนคนนั้นเฝ้าอยู่ด้านข้างละก็ นักธนูคงจะวิ่งเป็นเส้นตรงแน่นอน เพราะถึงยังไงค่าหลบหลีกของหมาป่าดุร้ายก็สูงกว่าผู้เล่นเยอะอยู่แล้ว วิ่งถึงตอนท้ายนักดาบนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายตายก่อน แต่มีเซียนอยู่ด้วยนี่ วิธีวิ่งแบบมีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนจะทำให้เซียนมีโอกาสดักรอโจมตี ปล่อยสกิลโจมตีใส่ตำแหน่งที่นักธนูจะต้องวิ่งไปถึงล่วงหน้า นักธนูก็จะตายหยังเขียด

ปัญหาคือวิธีวิ่งแบบไม่มีกฎเกณฑ์มันเปลืองพลังสมาธิมากเกินไป ดูท่าทางนักธนูจะไม่สามารถแบ่งสมาธิไปโจมตีนักดาบกับเซียนได้อีกเลย แต่แล้วเหตุพลิกผันก็เกิดขึ้นกะทันหัน ยันต์คาถาแผ่นหนึ่งได้จางหายไปตรงจุดห่างจากตัวสองก้าว อยู่ๆ นักธนูก็หยุดยืนนิ่ง ตอนนี้นักดาบยังคงอยู่ในรัศมีโจมตีของนักธนู นักธนูหยุดยืนปุ๊บก็หันไปยิงสกิลชั้นสูงศรน้ำแข็งยะเยือกใส่นักดาบทันที สกิลโจมตีสำเร็จ สปีดของนักดาบลดฮวบลงไปมากทันที จึงถูกหมาป่าดุร้ายที่ข้างหลังกระโจนเข้าใส่ ขย้ำเข้าไปสองทีก็กลายเป็นควันสีขาว

จื่ออวี๋ดูนักธนูคนนั้นพลางนับจำนวนวินาทีอยู่ในใจ เพิ่งจะถึงสามวินาที นักธนูก็ก้าวในพริบตาย้ายตำแหน่ง จากนั้นเล็งไปทางเซียนยิงธนูต่อเนื่องใส่ ส่วนหมาป่าดุร้ายที่ข้างตัวได้พุ่งไปถึงตรงหน้าเซียนอยู่ก่อนแล้ว

เห็นได้ชัดว่าเซียนคนนั้นก็ไม่ใช่กระจอกเช่นกัน หมาป่าดุร้ายสังกัดธาตุไฟ เป็นสังกัดธาตุที่เซียนข่มพอดี เซียนจึงไม่โจมตีใส่นักธนูแต่หันมาโจมตีใส่หมาป่า หนามน้ำแข็งนิลสายหนึ่งโจมตีเข้าใส่หมาป่าดุร้าย พร้อมกับที่ใช้สกิลโจมตี เซียนได้ใช้ท่าก้าวในพริบตา ท่าก้าวในพริบตาชั้นสูงแค่แวบเดียวก็ย้ายออกพ้นรัศมีโจมตีของนักธนูไปได้

ถึงสปีดโจมตีของเซียนจะช้า แต่สกิลอื่นๆ นอกจากสกิลโจมตีจะไม่โดนจำกัด แถมเพื่อเป็นการชดเชยที่เซียนมีจุดอ่อนตรงเลือดน้อยป้องกันต่ำโจมตีช้า สกิลป้องกันของเซียนจึงแข็งแกร่งมาก ดังนั้นความสามารถในการช่วยโจมตีของเซียนมีจำกัดก็จริง แต่ความสามารถในการ PK เดี่ยวๆ นี่ถือว่าใช้ได้เลย นี่แหละคือหนึ่งในเหตุผลที่ว่าทำไมนักธนูถึงต้องจัดการเก็บนักดาบก่อน

แต่ที่เซียนคนนั้นคิดไม่ถึงแม้แต่น้อยคือ นักธนูไม่ได้สนใจเลยว่าสัตว์เลี้ยงจะเป็นหรือตาย หมาป่าดุร้ายที่พุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็วกับนักธนูที่ก้าวในพริบตาตามไปติดๆ อัดจนเซียนได้แต่ลนลานสร้างบาเรียเวทมนตร์ขึ้นมา สลายพลังโจมตีของหมาป่าดุร้ายไป 80% ของนักธนู 50% แต่หมาป่าดุร้ายกลับขย้ำฉีกทึ้งเซียนไม่มีหยุดอย่างไม่มีการป้องกันโดยสิ้นเชิง การป้องกันสามครั้งที่เหลือในความสามารถป้องกันการโจมตีได้ห้าครั้งของบาเรียเวทมนตร์จึงถูกการโจมตีธรรมดาของหมาป่าทำให้สลายไป

พร้อมกับที่บาเรียสลายไป ธนูแฝงสกิลของนักธนูก็ได้ทักทายเข้าใส่ เซียนที่เซ็งจิตสุดชีวิตได้โจมตีครั้งสุดท้ายลากหมาป่าดุร้ายตายไปพร้อมๆ กับตัวเอง แล้วจึงกลายเป็นควันสีขาวไปอย่างจนแต้มในที่สุด

ส่วนนักธนูนั่น เหมือนไม่ได้เป็นอะไรเลยยังไงยังงั้น แค่ไม่ถึงหนึ่งวินาที ข้างตัวก็มีหมาป่าดุร้ายตัวนั้นโผล่มาอีกแล้ว เพียงแต่เลเวลของหมาป่าร่วงจากเลเวล 67 ลงไปเป็นเลเวล 56

ไม่ถึงยี่สิบนาที บนสนามรบก็มองเห็นว่าฝ่ายไหนแพ้ฝ่ายไหนชนะได้ชัดเจนมาก เผ่าหมาป่าล้วนได้ยืนอยู่บนพื้นหญ้าอย่างสบายๆ เงาร่างคนสีดำกับหมาป่าสีแดงสดได้ประกอบกันเป็นภาพที่ตัดกันอย่างรุนแรง

อาอู่กับผู้หญิงสองคนข้างหลังเขายืนนิ่งไม่ขยับตั้งแต่ต้นจนจบ พวกหงอีทั้งสี่คนก็ยืนนิ่งไม่ขยับ

“ไม่เห็นจะเก่งเท่าไหร่เลยนี่หว่า!” อาจ่ายแค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ ระดับแค่นี้เขาไม่ต้องเสียสละสัตว์เลี้ยงก็เอาชนะได้

“งั้นพวกนายตายยังไงเรอะ?”

“ถูกสี่คนนั้นแล้วก็ซินซางฆ่าตาย เครื่องป้องกันของห้าคนนั้นต้องระดับสูงมากแน่นอน พลังโจมตีกับป้องกันเทียบกับบอสได้ทั้งนั้น”

“ตอนนั้นที่ซินซางถือน่าจะเป็นของเทพสินะ?”

“ใช่! ไอ้ซินซางนั่นแหละ ธนูดอกเดียวเล่นเลือดฉันหายไปตั้งครึ่ง”

ขณะที่สองคนกำลังคุยกัน ในสงครามเทพฯด้านหงอีเริ่มใจเย็นไม่ไหวแล้ว

‘หงอี : ใครส่งพวกนายมา?’

จื่ออวี๋คะเนว่าปกตินิสัยของอาอู่นั่นก็เย็นชามากอยู่แล้ว เผชิญหน้ากับหงอีแบบนี้อาอู่จึงขี้เกียจแม้แต่จะพิมพ์ตัวหนังสือสักตัว

อาอู่ยังคงใส่ชุดคนจนชุดเดิมนั้น เสื้อคลุมยาวสีน้ำตาลใส่อยู่บนตัวอาอู่นี่กลับให้กลิ่นอายยอดคนเร้นกายอย่างประหลาด ข้างตัวอาอู่มีแสงสีขาววาบขึ้น วินาทีถัดไปหอยทากตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นข้างๆ ขาของอาอู่

“แม่ง! เข้าใจอะไรผิดเปล่าวะ?” อาจ่ายเบิกตากว้างแทบถลนยื่นหน้าแทบจะเข้าไปชิดจอ

หอยทากตัวนั้น ต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน! จื่ออวี๋ไม่เหมือนพวกอาจ่ายที่ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงโดยสิ้นเชิง อาอู่เองก็ดูไม่เหมือนคนที่จะทำอะไรโง่ๆ ซะด้วย การเอาเจ้าตัวนี้ออกมาในเวลาแบบนี้ ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่นอน จื่ออวี๋ไม่รู้ว่าหอยทากตัวนั้นอยู่ขั้นไหนแล้ว แต่หอยทากตัวนั้นมีสีแดงสลับเหลืองตลอดทั้งตัว รัศมีที่สว่างเรืองออกมาจากตัวทำเอาหอยทากตัวนั้นเป็นเหมือนโคมไฟขนาดเล็กยังไงยังงั้น หนอนเขียวของต้าส้าวตอนนี้อยู่ขั้นห้า รัศมีรอบๆ ตัวนี่ยังถ้าไม่สังเกตก็มองไม่ค่อยเห็นด้วยซ้ำ รัศมีจะสว่างได้ถึงระดับนี้นี่ ต้องอยู่ขั้นไหนกันแน่? แถมตอนนี้หอยทากตัวนั้นเลเวล 88 ถ้านับจากเลเวล 25 เปลี่ยนเป็นขั้นสองเหมือนกันมาคำนวณละก็ อย่างน้อยหอยทากตัวนั้นก็ขั้นสิบสี่แล้ว

“A+ A+!” จื่ออวี๋รีบหันกลับไปเรียก A+ มา

“มีอะไรเหรอ?” ไอดีของ A+ ถูกบล็อกไปแล้ว ไม่มีอะไรให้ทำ จึงวิ่งมาตามเสียงเรียกทันที

“ดูสิ ตอนนั้นสัตว์เลี้ยงที่นายจับมาก็หอยทากเหมือนกันสินะ?”

“ใช่แล้ว!” A+ เห็นหอยทากที่ข้างตัวอาอู่แล้วตาค้างทันที “หมอนั่นคิดจะทำอะไรน่ะ? เอาหอยทากออกมามีประโยชน์อะไรวะ?”

ขณะที่ทั้งสามคนกำลังนึกข้องใจ อาอู่ก็วิ่งรี่พุ่งเข้าไปถึงตรงหน้าสี่คนนั้น จันทร์เพ็ญประหารสายหนึ่งกวาดออกไป คมแสงสีขาวตรงเข้ากวาดใส่คนทั้งสี่ ทั้งสี่คนใช้ก้าวในพริบตาพร้อมกัน ย้ายหลบไปกันคนละทิศทาง แต่ที่ทั้งสี่คิดไม่ถึงคือ ก้าวในพริบตาของพวกเขาไม่ได้หลบพ้นรัศมีโจมตีของจันทร์เพ็ญประหาร ชั่วพริบตาที่ทั้งสี่คนพากันหยุดยืน คมแสงก็ได้วูบผ่านตัวของพวกเขา พาตัวเลขสีแดงลอยวูบขึ้นมาเป็นแถว

“เครื่องป้องกันไม่เลวนี่!” อาจ่ายถอนใจชมอย่างอดไม่ได้ ค่าความเสียหายหกร้อยถึงแปดร้อยกว่านั่นเทียบกับการโจมตีธรรมดาของบอสอย่างพวกเขาได้สบายๆ แล้ว

“แต่รัศมีโจมตีของเขามันจะไกลเกินไปหน่อยแล้วมั้ย? อย่าบอกนะว่าเขาฝึกถึงเลเวลสิบแล้ว?” เลเวลก้าวในพริบตาของพวกหงอีไม่ต่ำกันทั้งนั้น ไม่เลเวล 9 ก็เลเวล 8 เข้าไปแล้ว แต่กลับยังหลบไม่พ้นรัศมีโจมตีของจันทร์เพ็ญประหารอีก

ทั้งสองคนพูดยังไม่ทันจบคำ ในสงครามเทพฯพวกหงอีได้ลงมือพร้อมกันอย่างปุบปับ หลังถูกโจมตีแค่ไม่ถึงครึ่งวินาที ทั้งสี่คนต่างก็ตั้งสติได้ หงอีพุ่งเข้าใส่อาอู่อย่างรวดเร็ว ส่วนป้านลวี่เถียวกับซือเสี่ยงผินจี่เตอหายจื่อสองคน คนหนึ่งยืนข้างหน้าอาอู่ คนหนึ่งยืนข้างหลังอาอู่ ลวี่จู๋รั้งอยู่แนวหลังช่วยเติมเลือดให้ทั้งสี่คนจนเต็ม




<>::<>::<>::<>::<>::<>




 

Create Date : 23 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 23 กรกฎาคม 2554 19:00:53 น.
Counter : 353 Pageviews.  

[เล่ม 3] บทที่ 28 เทพกันทั้งนั้น

บทที่ 28

เทพกันทั้งนั้น



“จื่ออวี๋ ที่เมื่อวานลูกพี่ถูกคนซ้อม ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนายแน่นะ?” ภายใต้บรรยากาศที่เดิมทีก็คุกรุ่นอยู่แล้ว อาอิ่งยังดันโยนคำถามสุดแสนอันตรายลงมาเต็มๆ อีก

จื่ออวี๋ฟังออกว่าคำว่า “เกี่ยว” ที่อาอิ่งพูด หมายถึงตัวเขากับซินซางร่วมมือกันทำร้ายหลวี่ปิน

บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนเป็นอันตราย อาจ่ายถลึงตาใส่จื่ออวี๋

“ลูกพี่ดูแลนายเป็นพิเศษขนาดนี้ นายยังกล้าทำเรื่องที่ผิดต่อลูกพี่อีกเรอะ?”

นี่มันโคตรจะปรักปรำกันชัดๆ! จื่ออวี๋โมโหจนเหลือกตาใส่

“ฉันเปล่าโว้ย บอกแล้วไงว่าคนที่มาหาตัวฉันพวกนั้นเป็นคนทำ”

“ในเมื่อพวกนั้นไปหานาย แล้วทำไมบนตัวนายไม่เห็นมีแผลเลยซักนิด? ลูกพี่เจ็บตัวหนักขนาดนี้ นายกลับทำเหมือนไม่เกี่ยวอะไรกับนายเลยงั้นแหละ นายคิดอะไรอยู่กันแน่?”

ไม่งั้นจะให้เขาทำสีหน้าแบบไหนกันเล่า? เดิมทีเรื่องทั้งเรื่องหลวี่ปินก็เป็นคนก่อขึ้นมาเองอยู่แล้ว จื่ออวี๋เองก็คิดสงสัยมาก่อนแล้วเหมือนกันว่าทำไมเมื่อคืนนี้สองคนนั้นซ้อมหลวี่ปินซะหนักขนาดนั้นแต่กลับไม่ได้ลงมือใส่เขา และผลที่ได้จากการคิดใคร่ครวญก็คือ คนที่เซียวหนานต้องการตัวมาแต่แรกก็คือหลวี่ปิน ส่วนตัวเขานั้นเป็นเพราะยังไม่ทันได้ถึงคิวที่เขาจะโดนซ้อม คนชื่อเสี่ยวซานนั่นก็พาพรรคพวกมาช่วยเขากับหลวี่ปินออกไปได้เสียก่อน

ดังนั้นเขาจึงถือเป็นผู้รับเคราะห์มาแต่แรก ขอพูดแบบไม่น่าฟังหน่อยเถอะว่า หลวี่ปินน่ะสมควรโดนแบบนั้นแล้ว บวกกับที่หลวี่ปินหลอกใช้พวกเขา แล้วยังที่หลังจากนั้นพรรคพวกของเสี่ยวซานทุบแขนของสองคนนั้นหักอีก ทำให้จื่ออวี๋สงสารหลวี่ปินไม่ลงจริงๆ แค่ที่ช่วยแต่งเรื่องสุดดราม่าฟ้าดินต่างตื้นตันแบบนั้นให้ ก็ถือว่าได้ตอบแทนบุญคุณอย่างเหลือเฟือแล้ว

แต่เห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่งว่าถ้าเขาไม่แสดงท่าทีที่น่าพอใจออกมาสักหน่อยละก็ ทั้งสามคนตรงหน้านี้ไม่มีทางยอมปล่อยเขาผ่านด่านไปแน่นอน ต่อให้เรียกหลวี่ปินออกมาช่วยแก้ต่างให้เขา สามคนนี้ก็คงเปลือกนอกเลิกรา แต่ในใจไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด

“งั้นนายคิดจะให้ฉันทำยังไง?”

“แสดงสปิริตออกมาหน่อย ช่วยลูกพี่ล้างแค้น!”

แค้นน่ะต้องล้างอยู่แล้ว! ถึงเรื่องที่หลวี่ปินทำจะไม่คู่ควรให้จื่ออวี๋ซาบซึ้งตื้นตันเลยสักนิด แต่จื่ออวี๋ที่ถือหลวี่ปินเป็นพวกเดียวกันไปเรียบร้อยแล้วไม่มีทางยอมโดนเล่นงานแต่ฝ่ายเดียวแบนี้แน่ แต่จะว่าไป ด้วยความสามารถของหลวี่ปิน ยังต้องให้พวกเขาโวยวายว่าจะล้างแค้นให้ด้วยรึ? พูดตามตรงจื่ออวี๋ออกจะนึกเห็นใจพวกที่ล่วงเกินหลวี่ปินแล้วยังมาล่วงเกินพวกเขาเหล่าบอสน้อยอีกอยู่หน่อยๆ ด้วยซ้ำ

“ล้างแค้นน่ะ มันต้องล้างอยู่แล้ว งั้นนายบอกมาสิว่าจะล้างแค้นกันแบบไหน!”

“ฉันตัดสินใจแล้ว ไปประกาศตั้งรางวัลที่บอร์ดสนทนาทุกที่ นอกเกมพวกเราจับตัวพวกมันไม่ได้ แต่ในเกมพวกเราจะให้มันเล่นต่อไม่ได้ไปเลย! ถ้าหาตัวพบให้หนึ่งหมื่น ฆ่าหนึ่งครั้งให้สองแสน”

ทุกคนเงียบกริบ บนใบหน้าแต่ละใบมีแต่ความลังเล เหมือนไม่เห็นด้วยกับวิธีการของอาจ่าย แต่ก็นึกหาวิธีอื่นที่ดีกว่าไม่ออก

“นายอย่าหาเรื่องยุ่งให้ลูกพี่เพิ่มจะดีกว่า” จื่ออวี๋ยันคำพูดของอาจ่ายกลับไปอย่างไม่มีการเกรงใจ “จะตั้งรางวัลไปทำบ้าอะไร? ในห้องประชุมเขียนชื่อไอดียี่สิบเจ็ดคนที่ลูกพี่เห็นว่าเก่งมากอยู่แล้วไม่ใช่รึไง!” เมื่อวานหลังจากหลวี่ปินเขียนชื่อพวกนั้นแล้วก็ไม่ได้ลบออกอีกเลยจนถึงตอนนี้

“จริงด้วย!” อาจ่ายเอามือตบหน้าผากแปะอย่างเพิ่งนึกได้ “ตอนนั้นฉันยังไม่ยอมรับ เลยลืมพวกนั้นไปซะสนิท ในเมื่อลูกพี่เห็นว่าพวกนั้นเก่ง งั้นก็น่าจะเก่งกว่าพวกเราแหละ”

“ถูกต้อง ฉันจะเข้าไปข้างในลอกชื่อมาให้หมด แล้วค่อยหาไปทีละคน!” พอ A+ ได้ยินว่ามีทางปุ๊บ ก็ชักกระตือรือร้นขึ้นมาทันที

“อย่านะ! ลูกพี่ยังนอนอยู่ในนั้นอยู่เลย เกิดลูกพี่ตื่นขึ้นมา นายคิดจะบอกลูกพี่ว่ายังไง?” อาอิ่งรีบขวาง A+ ที่ทำท่าจะวิ่งรี่เข้าไปในห้องประชุมเอาไว้

“ก็บอกไปสิว่าจะหาพวกนั้นมาลอง PK ทดสอบฝีมือกันดู ลูกพี่คงไม่ถึงกับไม่ให้แม้แต่เรื่องนี้หรอกมั้ง?”

“นั่นน่ะต้องให้ลูกพี่เชื่อนายก่อนถึงจะได้! อย่าลืมสิว่าลูกพี่กำลังจะบล็อกไอดีนายด้วย!”

A+ นั่งลงตามเดิมอย่างเซ็งจิต นั่นสิ ไม่ว่าเขากับอาจ่ายที่เป็นสองตัวยุ่งจะทำอะไร หลวี่ปินก็ไม่มีทางคิดไปในแง่ดีอยู่แล้ว เหมือนเดาความคิดเขาสองคนได้ทะลุปรุโปร่งมาแต่แรกยังไงยังงั้น...

“คนที่จะฆ่าไอดีของพวกนั้นฉันจะไปหาเองแล้วกัน ตอนนี้ปัญหาคือจะหาตัวพวกนั้นเจอได้ยังไง” ความจริงตั้งแต่ตอนแรกที่เอ่ยถึงยี่สิบเจ็ดไอดีนั้น จื่ออวี๋ก็คิดเอาไว้เรียบร้อยแล้วว่าเขาจะเป็นคนไปหาคนพวกนั้นเอง มีอู๋ตี๋จูอยู่ด้วย เขาย่อมจะรู้เรื่องเครือข่ายข่าวสารของทั่วทั้งเกมสงครามเทพฯดียิ่งกว่าพวกอาจ่ายมากอยู่แล้ว

“ฉันไปหาสำนักซื่อฟังแล้วกัน ให้พวกนั้นช่วยหาด้วย” A+ ร้องโพล่งอาสาเสียงดัง

“A+ นายไปรู้จักคนของสำนักซื่อฟังตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ?” อาอิ่งหันไปถามอย่างประหลาดใจ ถ้าจำไม่ผิด ดูเหมือนพวกเขาจะยังมีความแค้นอยู่กับสำนักซื่อฟังเลยนี่นา

“ที่ไหนบ้างไม่มีคนของสำนักซื่อฟัง? ลูกพี่ใหญ่ของพวกนั้นมาชวนฉันเข้าสำนักตั้งหลายครั้งแล้ว ฉันสิบอกปัดไปทุกครั้ง”

“นายจะรับปากพวกนั้นเรอะ?” จื่ออวี๋ถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจ แบบนั้นไม่เท่ากับว่าขายตัวเองให้พวกนั้นหรอกหรือ?

“รับปากสิ เรื่องอะไรไม่รับปาก?” A+ หัวเราะเหอๆ อย่างมีเลศนัยออกมาทันที ทำเอาทุกคนที่เห็นเหงื่อแตกพลั่กกันไปหมด

“นายคิดอะไรชั่วร้ายได้อีกล่ะ?” อาจ่ายสนใจที่จะเข้าร่วมในแผนชั่วร้ายของ A+ มาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว

“อาอิ่ง เอาเป็นว่า พวกเราก็เลือกสำนักที่ใหญ่หน่อยสองแห่งเข้าไปอยู่ด้วยเป็นไง?”

“ลูกพี่ไม่อนุญาตให้พวกเราเข้าสำนักไม่ใช่รึไง?”

“ลูกพี่แค่บอกว่าไม่อนุญาตให้พวกเราตั้งสำนักเองหรอก ไม่ได้บอกว่าห้ามเข้าสำนักของคนอื่นซะหน่อย นายลองคิดดูสิ ฝีมือระดับพวกเราน่ะ จะรังแกคนธรรมดานี่ยังเหลือเฟืออยู่หรอกน่า ถึงตอนนั้นก็จะมีคนเยอะแยะมากมายมาเป็นเบ๊ช่วยเราทำนั่นทำนู่นเองแหละ!”

“มันก็จริงล่ะนะ นึกถึงตัวฉันเมื่อก่อน ไม่ว่าจะเข้าไปแก๊งไหนก็ได้เป็นลูกพี่ใหญ่ทั้งนั้น มีลูกน้องเด็กเกรียนทั้งก๊กใหญ่ แห่กันมาเทิดทูนบูชาฉันซะล้นหลามไม่มีขาดสายเลยเชียวแหละ”

“งั้นเรื่องเก็บเลเวลจะเอาไง?” อาอิ่งนึกถึงปัญหาในโลกความจริง เทิดทูนบูชาน่ะก็ใช่อยู่หรอก แต่ถ้านายไม่ช่วยพาเก็บเลเวลไม่ช่วยฆ่าคนให้ ควายที่ไหนยังจะบูชานายอยู่อีก แต่ไปเก็บเลเวลกับคนพวกนั้นนี่ไร้ประสิทธิภาพให้เอ่ยถึงสุดๆ จริงๆ

“เรื่องนั้นง่ายมาก สองวันแรกจัดการพวกเด็กเกรียนในสำนักเรียงตัวมันซะ หลังจากนั้นก็แค่ออกมาช่วยนิดๆ หน่อยๆ เวลาทำสงครามระหว่างสำนักก็พอแล้ว ส่วนเวลาปกติอยากจะทำอะไรก็ไปทำ”

คนพวกนี้นี่...สมแล้วที่เป็นมืออาชีพ จื่ออวี๋พูดไม่ออก...

สุดท้ายทั้งสามคนตัดสินใจแยกกันไปเข้าเป็นสมาชิกของสำนักใหญ่สามแห่ง แล้วยังแข่งกันด้วยว่าใครจะเล่นจนได้เป็นถึงรองเจ้าสำนักก่อนกัน

แต่จื่ออวี๋เห็นว่าการที่ทั้งสามคนรีบร้อนที่จะเสริมฐานกำลังของตัวเองแบบนี้ เป็นเพราะในที่สุดพวกเขาก็เห็นชัดตาแล้วเช่นกันว่า ต่อให้พวกเขาเก่งแค่ไหน ก็เป็นแค่ไอดีธรรมดาสามไอดีอยู่ดี ซึ่งไอดีนี้อาจจะสามารถฆ่าไอดีที่มีเลเวลเท่ากันกับตัวเองแปดหรือสิบไอดีได้ แต่ถ้าเป็น 20-30 ไอดีล่ะ?

พวกเขาเป็นนักเล่นเกมอาชีพมานานเกินไปมาก นานเสียจนในความคิดของพวกเขา “เกมออนไลน์” ได้เปลี่ยนเป็นมีความหมายเดียวกับคำว่า “งาน” ไปแล้ว ดังนั้นถึงตอนนี้พวกเขาจะไม่จำเป็นต้องอาศัยการขายเครื่องป้องกันเอย เงินในเกมเอย หาเลี้ยงชีพอีกก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังคงเล่นเกมด้วยสไตล์ที่เมื่อก่อนเคยใช้ต่อไป...เก็บเลเวล หาเงิน ตีบอส เงินที่พวกเขาแต่ละคนหาได้จากในสงครามเทพฯไม่มีทางน้อยไปกว่าเงินเดือนในตอนนี้ครึ่งหนึ่งกันทั้งนั้น แต่พวกเขาก็ไม่ใช่นักเล่นเกมอาชีพเพียวๆ อีกต่อไป

นักเล่นเกมอาชีพเน้นการได้รับผลประโยชน์มาอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงจะคบค้าสมาคมแต่กับคนที่มีประสิทธิภาพเหมือนๆ กันเท่านั้น ตอนนี้พวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตแบบต้องรอเงินอย่างร้อนใจอีกแล้ว ในเมื่อจะเล่นเกมสงครามเทพฯ...จะกำหนดความเป็นความตายของคนหนึ่งคนหรือแม้แต่คนหนึ่งกลุ่มในเกม การจะอาศัยแค่นักเล่นเกมอาชีพอย่างพวกเขาที่แต่ละคนฝีมือเกินพิกัด จำนวนคนดันจำกัดสุดๆ นั้น มันทำให้สำเร็จได้ยากมาก

ไม่ถึงสองนาที ทั้งสามคนต่างก็หาแบ็คให้ตัวเองได้เรียบร้อย ซึ่งไอดีที่เลเวลสูง ฝีมือดี มีทั้งเงินมีทั้งเวลาอย่างพวกเขาน่ะ แก๊งที่สมองยังปกติดีมีแต่จะแย่งกันเอาตัวไว้ทั้งนั้นแหละ ที่ทำให้จื่ออวี๋พูดไม่ออกคือ อาจ่ายดันแล่นไปเป็นเนื้อร้ายในสำนักเทพสงคราม อาศัยฝีมือบังคับที่สุดยอดไร้เทียมทานนั่นใช้เวลาแค่ห้านาทีซัดตัวละครเลเวลหกสิบกว่าหมอบไปสิบสองตัว ได้ลูกน้องมานับไม่ถ้วนในบัดดล

ส่วนจื่ออวี๋กำลังทำอะไรอยู่ คนพวกนั้นได้เลิกสนใจไปแล้ว จื่ออวี๋รู้สึกว่าในสายตาของสามคนนั้น ตัวเขาไม่ต่างอะไรกับคนนอกไปแล้ว ซึ่งความจริงจื่ออวี๋ก็ไม่ได้ทำอะไร แค่เที่ยวได้ขอให้คนเขาช่วยไปทั่วเท่านั้น

ก่อนอื่นก็ซานเฟิง ความสามารถในการ PK ที่สุดยอดของซานเฟิงนั้นจื่ออวี๋เห็นกับตามาแล้ว ถึงแม้จนตอนนี้ชายหนุ่มก็ยังมองไม่ออกอยู่ดีว่าซานเฟิงชนะได้ยังไงก็ตามที

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ซานเฟิง ช่วยอะไรหน่อยได้มั้ย?’

‘ซานเฟิง : ช่วยอะไรเหรอ?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ช่วยฆ่าคนสักหลายคนให้หน่อย’

‘ซานเฟิง : กี่คน?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ห้าคน’

‘ซานเฟิง : ชื่ออะไร?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : จื่อเหวยหนี่ซินซาง หงอี ซือเสี่ยงผินจี่เตอหายจื่อ ป้านลวี่เถียว ลวี่จู๋’

‘ซานเฟิง : เก่งรึเปล่า?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เก่งมาก’

‘ซานเฟิง : เลเวลเท่าไหร่?’

จื่ออวี๋นิ่งคิด นับตามที่ว่าฆ่าไป 20 เลเวล ตอนนี้ก็น่าจะสัก 70 เลเวลขึ้นไป

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : 70 อัพ’

‘ซานเฟิง : ฉันแค่เลเวล 24……’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ตอนนายเลเวล 22 ไม่ได้ฆ่าคนเลเวล 60 อัพหกคนในพริบตาเหมือนกันเรอะไง?’

‘ซานเฟิง : มีด้วยเหรอ?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ……’

จื่ออวี๋เก็ทอย่างสมองช้าในที่สุดว่า ซานเฟิงไม่อยากจะช่วย

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ซานเฟิง’

‘ซานเฟิง : หือ?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ต่อไปถ้าไม่อยากจะช่วย รบกวนช่วยบอกมาตรงๆ ได้มั้ยครับ?’

‘ซานเฟิง : แหะๆ...’

จากนั้นเป็นอู๋ตี๋จู ด้วยความสามารถด้านสืบข่าวระดับหมาล่าเนื้อของอู๋ตี๋จู ต้องสามารถหาตัวยอดฝีมือ PK พบได้แน่นอน

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เป่าจู ช่วยอะไรฉันหน่อย’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ไม่ช่วย!’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : อย่าเล่นสิ พูดเรื่องซีเรียสกับเธออยู่นะ’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : นายก็พูดเรื่องซีเรียสทุกทีแหละ รู้มั้ยว่าพฤติกรรมแบบนี้เรียกว่าอะไร? เรียกว่าไร้เรื่องร้อนใจไม่ถ่อไปวัด พอมีเรื่องก็มาหาฉัน พอไม่มีเรื่องก็ไม่สนฉัน นายทำแบบนี้กับเด็กผู้หญิงได้ยังไงยะ? มิน่าล่ะจนตอนนี้นายก็ยังหาแฟนไม่ได้สักที นิสัยเสียแบบนี้น่ะมีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่มีสิทธิ์มีรู้รึเปล่า? ถ้านายไม่ยอมแก้นิสัยนี้นะ ต้องหาแฟนไม่ได้ไปตลอดชีวิตแหงๆ’

ยายหมูตัวนี้ยังร้ายกาจสุดๆ เหมือนเดิมจริงๆ...ถึงจื่ออวี๋จะเตรียมทำใจเอาไว้ก่อนแล้วก็ตาม ในใจก็อดคิดอยากที่จะหนีขึ้นมาตงิดๆ ไม่ได้อยู่ดี

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : อย่างมากต่อไปเวลาเธอเรียกฉัน ฉันจะขานรับ ถามอะไรก็จะตอบ คงใช้ได้แล้วนะ?’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เฮอะๆ! อั๊วไม่อยากได้ย่ะ!’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : งั้นเธอจะเอายังไง?’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ไม่เอายังไง ก็แค่ไม่สนนาย! อีกอย่างนะ เมื่อเช้าฉันก็ช่วยนายไปแล้ว นายยังไม่ให้ค่าต้นฉบับฉันด้วยซ้ำ!’

……

ช่างเถอะ ต่อให้ฝึกอีกร้อยแปดสิบปี เขาก็ไม่ใช่คู่ต่อกรของอู๋ตี๋จูอยู่ดี ตัดใจแล้ว! แถมจากในบางความหมาย อู๋ตี๋จูยังรับมือยากยิ่งกว่าซานเฟิงเยอะ

คนสุดท้ายคือค่งเก๋อเจี้ยน ถ้าเธอยังช่วยอะไรไม่ได้อีกละก็ จื่ออวี๋กะว่าเข้าไปลอกชื่อในห้องประชุมมาส่งข้อความลับไปหาทีละคนๆ ดีกว่า

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ค่งเก๋อ ช่วยอะไรหน่อยนะ’

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : เสียวอวี่ เรื่องอะไรเหรอ?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : คนชื่ออาอู่กับคนชื่อเฮอโต้วเจียงเขิ่นหนิวผายที่พาเธอเก็บเลเวลครั้งก่อนนั่น เป็นอะไรกับเธอเหรอ?’

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : ไม่ได้เป็นอะไรกันนี่ ฉันบอกว่าอยากจะเข้ามาในสงครามเทพฯดู พวกเขาก็รับปากว่าจะพาฉันเก็บเลเวล’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ฉันอยากให้พวกเขาช่วยฆ่าไอดีหลายไอดี เธอช่วยถามให้ฉันหน่อยนะว่าพวกเขาทำได้มั้ย?’

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : ได้สิ ฉันไปถามดูนะ’

ค่งเก๋อเจี้ยนนี่สิพูดง่ายกว่ากันเยอะ ถึงเธอจะเป็นแฮกเกอร์เหมือนตาไม้เสียบผีนั่นก็เถอะ...

ไม่ถึงสองนาที ค่งเก๋อเจี้ยนก็ตอบกลับมาว่า ‘พวกเขาอยากจะรู้ก่อนว่าฝ่ายนั้นเป็นใคร’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ห้าคน จื่อเหวยหนี่ซินซาง หงอี ป้านลวี่เถียว ซือเสี่ยงผินจี่เตอหายจื่อ ลวี่จู๋ เลเวลประมาณ 70 ทั้งหมด’

อีกสองนาทีผ่านไป ‘ค่งเก๋อเจี้ยน : พวกเขาบอกว่าได้ รายละเอียดปลีกย่อยเธอคุยกับพวกเขาเองนะ’

เฮ้อ...นี่ถ้าเธอไม่ใช่แฮกเกอร์ก็ดีสิ...

คิดไปได้ครึ่งหนึ่ง จื่ออวี๋ก็ตกใจ ถ้าค่งเก๋อเจี้ยนไม่ใช่แฮกเกอร์แล้วเขาคิดจะทำอะไรเรอะ? อย่าบอกนะว่าแค่ช่วยเรื่องเล็กน้อยแค่นี้เขาก็ตื้นตันซะจนคิดจะใช้กายเคียงคู่? ท่าทางเขาจะถูกซานเฟิงกับอู๋ตี๋จูทำเอาเดือดจัดจนเพี้ยนไปแล้วแหงๆ...

แต่ย้อนกลับมาคิดดูอีกที นอกจากเอ้อร์เลิ่งกับต้าส้าวสองคนที่ซี้กันอยู่ก่อนแล้ว คนที่วนเวียนอยู่รอบๆ ตัวเขามีใครบ้างไม่ใช่คนที่ชวนตกตะลึงตาค้าง อู๋ตี๋จูที่สุดจะเวอร์ ซานเฟิงที่ PK ไร้เทียมทาน ซินซางที่มีมาเฟียเป็นแบ็ค แล้วยังหูถุฯที่รู้จักกับซินซางอีก...แม้แต่ค่งเก๋อเจี้ยนที่เขาเคยคิดว่าเป็นคนเดียวที่เป็นคนปกติธรรมดาก็ยังเป็นแฮกเกอร์มือหนึ่งเลย นึกถึงคำพูดแสนซื่อแสนไร้เดียงสาของค่งเก๋อเจี้ยนเมื่อก่อนนี้แล้วจื่ออวี๋ต้องนึกเซ็งอยู่ในใจ

ไม่อยากจะคิดต่อ จื่ออวี๋ส่งข้อความลับไปให้อาอู่

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ฆ่าหนึ่งครั้งคิดเท่าไหร่?’

‘อาอู่ : พวกนายเป็นคนหาตัวพวกนั้นหรือพวกฉันเป็นคนหา? เครื่องป้องกันยกให้ใคร? ฆ่ากี่เลเวล?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : พวกฉันจะหาตัวพวกนั้นเอง เครื่องป้องกันยกให้ฉัน ฆ่าจนถึงเลเวล 20’

ทางนั้นไม่มีเสียงตอบไปพักหนึ่ง จื่ออวี๋เองก็รู้ดีว่าการฆ่าจนถึงเลเวลนี้ สำหรับตัวละครหนึ่งนี่เท่ากับว่าต้องเริ่มต้นเก็บเลเวลกันใหม่หมด ถ้าฆ่าจนเลเวลต่ำกว่านี้ ต้นทุนในการฆ่าจะสูงยิ่งกว่าการเก็บเลเวลหนึ่งเลเวลเสียอีก ดังนั้นจึงเท่ากับว่าฆ่าจนเหลือเลเวลต่ำสุดเท่าที่จะจ้างฆ่าได้แล้ว ปกติถ้าไม่มีความแค้นกันอย่างลึกล้ำใหญ่หลวงนี่ไม่มีทางทำกันอย่างนี้เด็ดขาด

‘อาอู่ : ให้พวกฉันคิดดูก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยให้คำตอบนาย’

คำตอบนี้ถือว่าอยู่ในการคาดการณ์ของจื่ออวี๋อยู่แล้ว ดูท่าทางคนชื่ออาอู่นั่นจะไม่ใช่คนโง่ การล่วงเกินกันถึงขนาดนี้ได้นี่ ไม่โดนทำถึงขนาดฉุดเมีย ก็เป็นเคยโดนฆ่าโหดแบบเดียวกันนี้มาก่อน การตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนรับปากว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เคยทำอะไร ก็เป็นมาตรการจำเป็นในการป้องกันตัวเองอย่างหนึ่งเช่นกัน

เรื่องนี้จะรีบร้อนเอาให้ได้ทันทีเดี๋ยวนี้ไม่ได้อยู่แล้วด้วย จื่ออวี๋ได้แต่รอจนกว่าพวกอาอู่จะตรวจสอบเสร็จ แถมตอนนี้ยังมีปัญหาใหญ่มากเรื่องหนึ่งวางแหมะอยู่ตรงหน้าเขาอีกต่างหาก ห้าคน...แต่ละคนต้องฆ่าทิ้งประมาณคนละ 50 เลเวล จากสภาพการณ์ในตอนนี้ ถ้าฝ่ายนั้นไม่หน้าเลือดเกินไปนี่ ก็ยังต้องประมาณสองล้าน แล้วตอนนี้ในตัวเขาล้วงออกมาได้อย่างมากที่สุดก็แค่หนึ่งหมื่นกว่าเท่านั้น ส่วนพวกอาจ่าย จื่ออวี๋ยิ่งไม่ฝากความหวังเข้าไปใหญ่ ยังไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพวกอาจ่าย แค่เรื่องที่เมื่อวานนี้หลังจากพวกอาจ่ายถูกฆ่าโหดแล้วเครื่องป้องกันต้องซื้อใหม่ทั้งหมด คาดว่าให้พวกอาจ่ายเจียดมาลงขันสัก 2-3 แสนน่ะยังพอไหว

อย่าบอกนะว่าเขาต้องไปตั้งแผงทำนายหาเงินที่ข้างนอกใหม่อีกรอบ? จะให้นั่งทำนายจนได้สองล้านในหนึ่งวันนี่มันฝันกลางวันชัดๆ บางทีในโกดังอาจจะพอคุ้ยอะไรออกมาได้บ้างก็ได้ พอคิดถึงโกดัง จื่ออวี๋ก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ในตัวละครของเขามีไอเท็มข้อความเหลืองอยู่สามชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นหนังสือสกิล อันนี้ขายไม่ได้แน่นอน ชิ้นหนึ่งคือจานยมโลก อันนี้ยิ่งขายไม่ได้เข้าไปใหญ่ ยังมีอีกชิ้นที่เขากับเอ้อร์เลิ่ง ต้าส้าวร่วมกันตีได้ จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่ามีประโยชน์อะไร บางทีเจ้านี่อาจจะพอขายได้เงินนิดหน่อย

สากตำยาเล็ก : ดูเหมือนสากตำยาสีดำธรรมดาๆ ไม่รู้ว่ามีประโยชน์อะไร

จากสภาพการณ์ในตอนนี้ ไอเท็มข้อความเหลืองสามารถขายได้สองแสนกว่า แต่ยังไงคนที่ยอมจ่ายเงินเยอะขนาดนี้ซื้อของที่ไม่รู้ว่ามีประโยชน์อะไรแบบนี้ก็มีอยู่น้อยมาก ไม่รอสักเดือนสองเดือนนี่อย่าหวังเลยว่าจะขายออก แต่สถานการณ์ของจื่ออวี๋นั้นต่างกัน จุดที่ต่างกันก็คือตรงนี้มีซานเฟิงที่ดูเหมือนจะรู้ไปหมดทุกอย่างอยู่ด้วย ขอแค่ซานเฟิงรู้ว่าไอเท็มนี้มีประโยชน์อะไร ไม่แค่จะสามารถขายออกได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น แถมเงินสองล้านที่ต้องใช้จ้างฆ่าพวกซินซาง ไอเท็มนี้ชิ้นเดียวก็เคลียร์ได้แล้ว

แต่มีอยู่สองเรื่องที่ทำให้จื่ออวี๋ยังคงลังเลอยู่มาก เรื่องแรก ซานเฟิงเป็นใครมาจากไหน มีจุดประสงค์อะไร จื่ออวี๋ยังไม่มีเบาะแสเงื่อนงำเลยสักนิด ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ จื่ออวี๋คาดหวังให้ซานเฟิงยิ่งรู้เรื่องเขาน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น เรื่องที่สอง ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าไอเท็มข้อความเหลืองเป็นของดีทั้งนั้นจริงๆ ถ้าซานเฟิงรู้ว่ามีประโยชน์อะไร แถมยังบอกเขาเรียบร้อยแล้วละก็ จื่ออวี๋กลัวว่าถึงตอนนั้นตัวเขาจะตัดใจขายไม่ลง...หลังจากคิดใคร่ครวญอยู่สิบกว่านาที จื่ออวี๋ก็ยังตัดสินใจว่าจะลองถามดูอยู่ดี เพราะข้อแรกนั่นไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้อยู่แล้ว แถมไอเท็มข้อความเหลืองหนึ่งชิ้นมันแพร่งพรายความลับอะไรไม่ได้หรอก ส่วนข้อที่สองน่ะหรือ คิดจะกลุ้มใจก็รอให้ซานเฟิงรู้จริงๆ ว่ามันมีประโยชน์อะไรแล้วค่อยกลุ้มเถอะ

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ซานเฟิง ช่วยดูไอเท็มชิ้นหนึ่งให้ฉันหน่อย ถ้านายไม่อยากบอกก็ขอให้บอกฉันมาตามตรง!’

จื่ออวี๋จำเป็นต้องบอกแบบนี้เอาไว้ก่อน ชายหนุ่มไม่กลัวว่าซานเฟิงจะไม่รู้ เพราะถ้าซานเฟิงไม่รู้ก็จะบอกเขาตามตรง ที่เขากลัวก็คือซานเฟิงรู้แต่ไม่อยากบอก ถึงตอนนั้นก็จะเที่ยวแถอ้อมค้อมไปเรื่องโน้นเรื่องนี้นี่สิ

‘ซานเฟิง :ได้ ฉันจะดูให้’

จื่ออวี๋คลิกซานเฟิงขอแลกของ แล้วเอาไอเท็มไปวางไว้ในช่องแลกของ สองนาทีให้หลัง ซานเฟิงคลิกปฏิเสธการแลกของเป็นความหมายว่าเขาดูเสร็จแล้ว

‘ซานเฟิง : นั่นเป็นไอเท็มเควสน่ะ’

ซานเฟิงรู้จริงๆ ด้วย! ถึงจื่ออวี๋จะดีใจ แต่ก็ยิ่งสงสัยในตัวซานเฟิงมากขึ้นกว่าเดิม

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เควสนั้นนายรู้รึเปล่า?’

‘ซานเฟิง : รู้ แต่ฉันรู้แค่ว่าจะทำให้เควสนี้เริ่มได้ยังไง ส่วนรางวัลของเควสนี้คืออะไรนี่ฉันไม่รู้’

เยี่ยมมาก! ไม่รู้ว่ารางวัลคืออะไร จื่ออวี๋ก็สามารถขายมันทิ้งไปได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใดๆ ทั้งสิ้นแล้ว! แถมรู้ว่าจะทำให้เควสเริ่มต้นได้ยังไงนี่ ไอเท็มชิ้นนี้ก็มีราคามากกว่าหนึ่งล้านแล้ว

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ช่วยบอกเควสนี้ให้ฉันรู้แบบละเอียดได้มั้ย?’

ซานเฟิงใช้เวลาครึ่งนาทีบอกเงื่อนไขในการทำให้เควสเริ่มต้นไปหนึ่งรอบ เวลาที่ซานเฟิงอยากจะบอก ขอแค่คุณถาม เขาก็จะบอกคุณจนหมดเปลือก แต่เวลาที่เขาไม่อยากบอก เขาสามารถทำให้คุณโมโหจนอยากจะอัดเขาได้

หลังฟังคำอธิบายเกี่ยวกับเควสนั้นของซานเฟิงจบ จื่ออวี๋ก็ยิ่งอยากรู้เข้าไปใหญ่ว่าซานเฟิงรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง จื่ออวี๋ลองสมมุติดู ถ้าซานเฟิงรู้ประโยชน์และวิธีใช้ไอเท็มข้อความเหลืองทุกชิ้นจริงๆ ละก็ งั้นเขาต้องกลายเป็นคนที่รวยที่สุดและไร้เทียมทานที่สุดในเกมสงครามเทพฯอย่างแน่นอน จื่ออวี๋เหล่มองอู๋ตี๋จูที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงจะเพิ่งถูกอู๋ตี๋จูซัดซะลงไปนอนคลุกฝุ่นมาหมาดๆ แต่ตอนนี้ความอยากรู้ที่มีต่อซานเฟิงได้พุ่งสูงกว่าความกลัวที่เขามีต่ออู๋ตี๋จูไปแล้ว...

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : สหายเป่าจู’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : คิดจะทำอะไรอีกล่ะ?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ช่วยหน่อย...’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เสียวอวี่ เธอนี่มันอยู่ในโลกความจริงเกินไปแล้ว! ทำร้ายจิตใจฉันเกินไปแล้วนะ!’

เย่ย? จื่ออวี๋มองประโยคนั้นตาค้าง อู๋ตี๋จูกำลังล้อเขาเล่นหรือพูดจริงกันล่ะนั่น? ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่สนใจอู๋ตี๋จูแน่นอน แต่ตอนนี้พอลองย้อนนึกดู วันนี้เขาขอให้อู๋ตี๋จูช่วยเป็นรอบที่สามแล้ว จื่ออวี๋จึงอดรู้สึกผิดไม่ได้ แถมพอนึกถึงคำพูดที่เมื่อกี้อู๋ตี๋จูพูดเพราะงอนจนไม่ยอมช่วยเขานั่นแล้ว จื่ออวี๋ก็รู้สึกนิดๆ ว่ามันแฝงความหมายว่าเขากำลังหลอกใช้อู๋ตี๋จู อย่าบอกนะว่ายายหมูตัวนี้เสียใจจริงๆ?

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ฉันไม่ดีเอง ฉันผิดไปแล้ว ไว้วันหลังฉันชวนเธอออกมาเลี้ยงข้าวเป็นไง?’ จื่ออวี๋ไม่เคยคิดมาก่อนจริงๆ ว่าจะมีวันที่เขาต้องไปง้อเด็กผู้หญิงกับเขาด้วย

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ฉันไม่พิศวาสให้นายเลี้ยงข้าวย่ะ!’

คุณหนูครับ! โตจนป่านนี้จื่ออวี๋ยังไม่เคยง้อสาวที่ไหนเลย แม้แต่แม่เขาเขายังไม่เคยง้อ คำพูดนี้ของอู๋ตี๋จูทำเอาเขาสะอึกจนแทบจะอยากไปกระโดดตึกตาย

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : งั้นเธอจะเอายังไงเล่า?’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : อั๊วจะเอาตัวนาย!’

พูดไม่ออก!

ย...ย...ย...ยายหมูตัวนี้จะขวานผ่าซากเกินไปมั้ย?

ถึงจื่ออวี๋จะรู้มานานแล้วว่ายายหมูตัวนี้แกล้งคนเก่งมากก็เถอะ แต่การที่เด็กผู้หญิงพูดแบบนี้ออกมานี่ มันก็ออกจะ...

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : นายจะยอมรับปากรึเปล่า?’

นี่มีการถูกบังคับแต่งงานด้วยเรอะ? ถึงจะเป็นแค่ในเกมออนไลน์ จื่ออวี๋ก็ยังพูดไม่ออกอย่างแรงอยู่ดี...

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เธอจะให้ฉันยอมรับปากเธอยังไงเล่า?’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : มันรับปากยากเย็นตรงไหนกัน? แค่ยอมเป็นเมียของอั๊วก็ได้แล้วนี่~’

เฮ้ยยยย!

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เป็นเมียของเธอ?’

เขาหลงนึกว่ายายหมูตัวนั้นคิดจะมาเป็นเมียเขาซะอีก เข้าใจอะไรผิดรึเปล่าฟะ?

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ก็ใช่น่ะสิ! มาเป็นเมียของอั๊ว! เป็นเมียของอั๊วแล้ว รับรองว่านายได้ประโยชน์เยอะแยะแน่นอน!’

ยายหมูตัวนี้คงไม่ได้เพี้ยนหรอกนะ? จื่ออวี๋ส่งข้อความลับไปหาต้าส้าวอย่างอดไม่ได้

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : นายแน่ใจนะว่ายายหมูตัวนั้นเป็นผู้หญิง?’

‘ชิวต้าส้าว : ?นายหมายถึงเป่าจูเรอะ? เป่าจูใน “เกมออนไลน์” คนนั้นน่ะเป็นผู้หญิงแน่นอน’

นี่มันผู้หญิงอะไรกันเนี่ย?

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เป่าจูครับ คุณเป็นผู้หญิงนะครับ คุณได้แต่เป็นเมียให้คนอื่นเขานะครับ!’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เมียฉันน่ะมีตั้งโหลแล้วนะ!’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : หนึ่งโหล?’ หนึ่งโหลมีสิบสองคนไม่ผิดสินะ? จื่ออวี๋ชักสงสัยว่าตัวเองจะเข้าไปอยู่ในขบวนคนแก่หลงๆ ลืมๆ ซะแล้ว

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ใช่แล้ว สิบกว่าคนแล้ว แต่นายวางใจเถอะ อั๊วน่ะดีกะเมียทุกคนมั่กทั้งนั้นนุ! เมียทุกคนเปนสุดที่รักของอั๊วทั้งนั้นแล ขอแค่เมียขอมา อั๊วจะทำให้เต็มที่เรย การทำให้เมียทุกคนมีความสุขคือเป้าหมายในชีวิตของอั๊ว!’

……

พูดไม่ออก จื่ออวี๋พูดไม่ออกถึงขีดสุดแล้ว

ก่อนจะเป็นลม จื่ออวี๋ส่งข้อความลับไปหาหูถุฯ

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ยายหมูตัวนั้นสมองมีปัญหารึเปล่าน่ะ?’

‘ฉงซิน : มีอะไรเรอะ?’

มีอะไร? จะให้เขาบอกยังไงดี? กลัวว่าพูดออกมาแล้วจะไม่มีใครเชื่อนี่สิ!

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ยายหมูตัวนั้นมีเมียด้วย นายรู้รึเปล่า?’

‘ฉงซิน : อ๋า! เธอเอาอีกแล้วเรอะ?’

เอาอีกแล้ว? งั้นก็แปลว่ามีเรื่องแบบนี้จริงๆ น่ะสิ?

‘ฉงซิน : ไม่มีอะไรหรอก นายตามใจเธอไปเถอะ เธอค่อนข้างจะขี้เล่น ชอบลวนลามชายหนุ่มดีๆ แต่เธอไม่มีเจตนาร้ายอะไรหรอก นายตามใจเธอเถอะ เธอเรียกเมียจ๋าแค่ไม่กี่วันเดี๋ยวก็หายเห่อไปเอง’

รสนิยมของยายหมูตัวนี้นี่พิสดารจริงๆ คุณเธอกินอะไรโตกันเนี่ย? ลวนลามชายหนุ่มดีๆ? เขาเพิ่งจะเคยได้ยินว่ามีผู้หญิงที่มีรสนิยมแบบนี้เป็นครั้งแรกนี่แหละ

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : นายก็เคยเป็นเมียเธอเหมือนกันเรอะ?’ จื่ออวี๋ถามอย่างสอดรู้สอดเห็นสุดๆ

‘ฉงซิน : ฉันเป็นพี่ชายเธอ เป๋าเป่าน่ะแบ่งความสัมพันธ์ชัดเจนมากเลยล่ะ ความจริงนายยังถือว่าดีนะ ที่อนาถที่สุดคือเป็นพี่ชายเธอตะหาก เธอน่ะโอ๋เมียออกจะตาย’

หูถุฯบ้าไปแล้วเหมือนกันรึเปล่าเนี่ย? จื่ออวี๋รู้สึกว่าตัวเองใกล้จะบ้าอยู่แล้ว

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เงียบอีกแล้วเรอะ?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : บุคคลนี้เป็นลมไปแล้ว!’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เอาน่า ฉันรู้น่ะว่านายเขิน~ งั้นฉันจะใจดีไม่บังคับให้นายเรียก “ผัวจ๋า” ละ ขอแค่ต่อไปเวลาฉันเรียกนายว่า “เมียจ๋า” นายขานรับก็พอแล้ว’

นี่ใครเป็นผู้ชาย ใครเป็นผู้หญิงกันแน่ฟะ?

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เมียจ๋า~’

ดูข้อความสองคำนั้นแล้ว จื่ออวี๋นึกอยากให้ตัวเองเป็นลมล้มตึงไปจริงๆ ให้รู้แล้วรู้รอดอย่างแรง




<>::<>::<>::<>::<>::<>




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 23 กรกฎาคม 2554 18:53:34 น.
Counter : 196 Pageviews.  

[เล่ม 3] บทที่ 27 เขียนบทเอง กำกับเอง แสดงเอง

บทที่ 27

เขียนบทเอง กำกับเอง แสดงเอง



วางสายโทรศัพท์แล้วจื่ออวี๋ก็ดูเวลา ถึงจะยังเช้าเกินไป แต่เนื่องจากอยู่ที่นี่ก็ไม่มีอะไรทำ แถมจะกลับบ้านก็ไม่ได้ สู้ไปที่ออฟฟิศเร็วหน่อยดีกว่า อยู่ๆ ก็นึกถึงจักรยานคันที่เขาขี่เมื่อคืนขึ้นมาได้ กญแจก็อยู่ที่รถด้วย ป่านนี้คงจะถูกคนอื่นขี่ไปแล้วแหงๆ

บอกลาเอ้อร์เลิ่งกับต้าส้าวแล้ว จื่ออวี๋ก็ออกไปดักเรียกแท็กซี่หนึ่งคัน ไปถึงออฟฟิศเพิ่งจะแค่เก้าโมงกว่า รอจนถึงสิบโมงกว่า คนที่เหลือก็ทยอยกันเข้า

คนที่มาถึงก่อนใครเพื่อนคืออาจ่าย ตอนที่อาจ่ายเข้ามา จื่ออวี๋กำลังฝึกสัตว์เลี้ยงอยู่ที่เมืองดินชั้นสองกับเอ้อร์เลิ่งและต้าส้าว ในที่สุดวิญญาณของเอ้อร์เลิ่งก็เลื่อนขั้นแล้วเหมือนกันจนได้ ทำเอาเอ้อร์เลิ่งซาบซึ้งตื้นตันจนน้ำหูน้ำตาไหลพราก

ท่าทางอาจ่ายเองก็หลับไม่สนิทมาทั้งคืนเหมือนกัน ขอบตาคล้ำเป็นวงลอยมาเลย ปากทักจื่ออวี๋เนือยๆ

“เช้างี้เชียว?”

“นายก็เช้ามากเหมือนกันเหรอ?”

“นายก็นอนไม่หลับทั้งคืนเหมือนกัน?”

“ไม่ได้นอนเลยต่างหาก”

“ก็นั่นน่ะสิ ลูกพี่เป็นอะไรไม่รู้ มีเรื่องอะไรก็ไม่ยอมบอก ทำเอาเมื่อวานฉันต้องนอนคิดทั้งคืนเลยเนี่ย แถมยังฝันเห็นลูกพี่ไล่พวกเราทุกคนออกด้วย”

เงียบ...ท่าทางอาจ่ายจะเข้าใจผิดไปเลยแฮะ

คนอื่นๆ ที่ตามหลังมาสีหน้าต่างก็ไม่ได้ดีไปกว่าอาจ่าย ไม่ใช่ตาเป็นวงคล้ำลอยเด่น ก็ทำสีหน้าว่า “อย่ามายุ่งกับฉัน กำลังหงุดหงิดอยู่เฟ้ย” กันทั้งนั้น

ขณะจื่ออวี๋กำลังนึกอยู่ว่าจะเริ่มเอ่ยปากบอกพวกนี้ยังไงดี ก็พบว่าในสงครามเทพมีคนส่งข้อความลับมาให้เขา

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : อยู่รึเปล่าน่ะ? ทำไมมีตอบกันเลย?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : อยู่ พวกเราอยู่ที่เมืองฟ้าดิน เธอมาที่เมืองฟ้าดินก่อนนะ แล้วฉันจะไปรับ’

หลังจากรับค่งเก๋อเจี้ยนเข้ามาในเมืองดินแล้ว เอ้อร์เลิ่งได้รี่เข้าไปหาทันที

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : น้องค่งเก๋อ ไม่ได้เจอหน้าตั้งหลายวัน ไปไหนมาเหรอ?’

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : หลายวันมานี้ยุ่งจะบ้าเลยล่ะ นอนไม่พอมาตั้งหลายวันแล้วเนี่ย’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : ทำอะไรยุ่งเหรอ? ฉันกับต้าส้าวก็นอนไม่พอมาหลายวันแล้วเหมือนกัน ย้ายบ้านเหนื่อยจะบ้า’

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : ย้ายบ้าน พวกเธอย้ายบ้านแล้วเหรอ?’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : ใช่แล้ว ฉันกับต้าส้าวฉวยโอกาสที่สงครามเทพฯปิดเซิร์ฟสองวันนั้นย้ายมาอยู่ที่เมือง S กัน’

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : หา? บังเอิญจัง พวกเธอก็มาเมือง S กันแล้วเหรอ?’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : เธอก็อยู่เมือง S เหมือนกัน?’

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : ใช่แล้ว!’

โลกนี้มันจะเล็กเกินไปแล้ว...จื่ออวี๋เซ็งจิต

คุยกันได้ไม่กี่คำ เอ้อร์เลิ่งก็กลับไปตีมอนสเตอร์ต่อ จื่ออวี๋คิดจะไปฝึกสัตว์เลี้ยงเหมือนกัน แต่ถูกค่งเก๋อเจี้ยนเรียกไว้เสียก่อน

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : เสียวอวี่ ลูกพี่ฉันให้ฉันถามเธอว่า ลูกพี่เธอเป็นยังไงบ้าง’

ลูกพี่?

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ใครเรอะ?’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : หลวี่ปินไง! ไม่ใช่ลูกพี่ของเธอเหรอ?’

ลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีบางอย่างได้ผุดขึ้นในสมองของจื่ออวี๋อีกครั้ง เธอรู้จักหลวี่ปินได้ยังไง? แถมยังรู้ด้วยว่าหลวี่ปินเป็นอะไรกับเขา

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ลูกพี่เธอคือใคร?’

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : นิ้วนางข้างซ้าย หนึ่งในแฮกเกอร์ที่เก่งที่สุดในโลกไง!’

จื่ออวี๋แหลกสลายแล้ว...

นี่มันสังคมแบบไหน? นี่มันโลกแบบไหน? นี่มันสวรรค์แก่งั่กจนเลอะเลือนแบบไหน ? ในโลกนี้ไม่มีคนที่ซื่อหน่อยเลยสักคนหรือไง? ทำไมตั้งแต่เขาเข้ามาในสงครามเทพฯ คนที่โผล่มารอบๆ ตัวเขาไม่ใช่นักข่าวก็เป็นมาเฟีย ไม่ก็เป็นคนที่คลำที่มาไม่ถูกโดยสิ้นเชิงอย่างซานเฟิง มาตอนนี้ยังโผล่คนที่เป็นแฮกเกอร์มาอีกคน

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : ลูกพี่เธอเป็นยังไงบ้าง? ฉันเห็นลูกพี่ฉันดูเป็นห่วงเขามากเลย เขาสองคนเป็นอะไรกันเหรอ?’

ดูท่าทางเธอเหมือนยังไม่รู้อะไรเลยงั้นแหละ คงไม่ได้เป็นแค่ยายโง่แสนซื่อที่เทิดทูนบูชาแฮกเกอร์เฉยๆ หรอกนะ?

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน วันนี้ลูกพี่ฉันไม่ได้มาที่ออฟฟิศ’

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : เสียวอวี่เอ๋ย เธอไปก่อเรื่องอะไรไว้ใช่รึเปล่า? สองวันก่อนลูกพี่ฉันหาตัวเธอทำไมน่ะ?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เธอรู้ได้ยังไงน่ะว่าเขาหาตัวฉัน?’

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : ก็ฉันเป็นคนช่วยเขาหาเองนี่! ฉันน่ะไม่ได้ขโมย MSN มาตั้ง 2-3 ปีแล้วนะ เพื่อจะหาตัวเธอ ลูกพี่ดันสั่งให้ฉันไปขโมย MSN นี่ถ้าถูกพวกแฮกเกอร์ด้วยกันรู้เข้าล่ะก็ ฉันมีหวังถูกหัวเราะเยาะตายแน่ ตอนหลังฉันยังเป็นคนเอาเบอร์มือถือของเธอแอบเข้าไปในคลังข้อมูลขององค์การโทรศัพท์หาที่อยู่จนเจอด้วยล่ะ ฉันเก่งใช่มะ?’

เธอ...เธอ...เธ้อ...

จื่ออวี๋ถลึงจ้องข้อความบรรทัดนั้นอยู่ครึ่งนาที แทบจะลมจุกอกหายใจไม่ออก พอตั้งสติได้ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ก็อปปี้ข้อความนี้ไปให้เอ้อร์เลิ่งดู จากนั้นสองคนช่วยกันจับคุณเธอฝังทั้งเป็น

ขณะที่ทางนี้จื่ออวี๋กำลังเดือดดาล ทางนั้นก็พูดมาต่อว่า

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : เสียวอวี่ ลูกพี่ฉันมีไปหาเธอรึเปล่าน่ะ? เขาหาตัวเธอทำไมเหรอ?’

นึกถึงประสบการณ์ที่เจอมาเมื่อคืนนี้ จื่ออวี๋ก็เลือดขึ้นหน้าทันที

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เขาหาตัวฉันทำไมเธอมีเรอะจะไม่รู้?’

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : ฉันก็ไม่รู้น่ะสิ! ลูกพี่แค่ให้ไอดี MSN กับเบอร์มือถือให้ฉันไปค้นดูเอง ฉันน่ะเห็นกระทู้ในบอร์ดสนทนาหรอกถึงได้รู้ว่าที่แท้ลูกพี่ก็กำลังหาตัวเธอยู่ เธอกับลูกพี่เธอทำอาชีพอะไรเหรอ?’

เงียบ...นี่เธอไม่รู้อะไรเลยงั้นเรอะ?

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เขาไม่ได้บอกอะไรเธอเลยเหรอ?’

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : ใคร?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ลูกพี่เธอ’

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : ไม่ได้บอกเลย! หลายวันมานี้พวกเราโจมตีเซิร์ฟเวอร์นึงกันตลอด บอกตามตรงเซิร์ฟเวอร์นั้นทำไว้แข็งมากเลยแหละ พวกเราโจมตีกันอยู่สองวันยังไม่สำเร็จเลย ลูกพี่อารมณ์ไม่ค่อยดี ฉันเลยไม่ค่อยกล้าถามเท่าไหร่’

ฉันต้องบีบคอเธอให้ตายให้ได้...ให้ได้...ให้ได้!

ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่าเซิร์ฟเวอร์ที่คุณเธอพูดถึงคือเซิร์ฟเวอร์ของสงครามเทพฯ มิน่าล่ะพอของเทพดร็อปปุ๊บ คุณเธอก็หายหน้าไปเลย ที่แท้ก็พวกคุณเธอนี่เองที่เป็นคนก่อเรื่อง!

แต่ยายหนูนี่ออกจะไม่รู้จักระแวงมากเกินไปแล้วหรือเปล่า ถึงได้กล้าเอาเรื่องพรรค์นี้มาซี้ซั้วบอกชาวบ้านเขาแบบนี้?

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เธอบอกเรื่องพวกนี้กับฉัน ไม่กลัวว่าฉันจะเอาไปบอกคนอื่นหรือ?’

‘ค่งเก๋อเจี้ยน : ไม่กลัวน่ะสิ ก็ฉันรู้นี่ว่าบ้านเธออยู่ไหน! แล้วลูกพี่ฉันก็บอกด้วยว่า ต่อไปว่างๆ ให้ฉันติดต่อกับเธอบ่อยๆ’

……

ตาไม้เสียบผีนั่นคิดวางแผนอะไรอยู่กันแน่?

แต่พูดตามตรง หลังจากที่ได้คุยกับหลวี่ปินเมื่อคืนนี้...ไม่ใช่สิ เช้าวันนี้ต่างหาก จื่ออวี๋ก็ออกจะนึกเห็นใจตาไม้เสียบผีที่ไม่ได้เข้าใจสถานการณ์นี่อยู่หน่อยๆ เพราะหมอนี่ก็เป็นเหมือนกับพวกเขาเหล่าบอสน้อย คือเป็นคนที่โดนหลวี่ปินหลอกปั่นหัวกันทั้งนั้น

ขณะที่จื่ออวี๋กำลังนึกเห็นใจทุกคนที่โดนหลวี่ปินหลอกปั่นหัวเล่น อยู่ๆ อาจ่ายที่เอาแต่จ้องประตูใหญ่อยู่ตลอดก็ชะโงกหน้าเข้ามาพูดว่า

“ทำไมลูกพี่ยังไม่มาอีก ตั้งสิบเอ็ดโมงแล้ว คงไม่ได้โมโหตายไปแล้วจริงๆ หรอกนะ?”

“วันนี้ลูกพี่ไม่มาแล้วล่ะ” ลองคิดดูก็เห็นว่าควรจะบอกพวกนี้ได้แล้ว เพราะคนก็มากันครบแล้ว

“หา?” อาจ่ายมองจื่ออวี๋งงๆ คนที่ได้ยินคำพูดนี้ต่างก็หันมามองจื่ออวี๋ด้วยเช่นกัน

“ฉันบอกว่า วันนี้ลูกพี่ไม่มาแล้วล่ะ”

“เกิดอะไรขึ้น?”

“เมื่อคืนนี้ฉันถูกคนดักที่กลางทาง เพื่อจะช่วยฉัน ลูกพี่เลยบาดเจ็บนิดหน่อย”

“หา?” อาจ่ายลุกพรวดขึ้นยืนทันที อย่างไวยิ่งกว่ากระจ่ายเสียอีก “ทำไมนายไม่รีบบอกวะ? บาดเจ็บหนักรึเปล่า? แล้วลูกพี่อยู่ไหน?”

“พวกนายนั่งลงฟังฉันค่อยๆ เล่าได้มั้ย?” จื่ออวี๋มองบอสน้อยทั้งสามคนรอบตัวที่ต่างลุกพรวดขึ้นยืน แรงกดดันเพิ่มเป็นเท่าตัวทันที เดิมทีน่ะนะ การโกหกคนอื่นก็ไม่ใช่ความถนัดของเขาอยู่แล้ว มาตอนนี้ยังมาถูกคนตั้งหลายคนล้อมวงฟัง สายตาตั้งหลายคู่จ้องดูแบบนี้อีก เขางี้ประหม่าจะแย่แล้วนะ! กลัวจริงๆ ว่าเดี๋ยวจะเผลอลืมบทพูด

“นายรีบๆ เล่าหน่อยไม่ได้รึไง?” อาจ่ายร้อนใจจนอยากจะง้างปากจื่ออวี๋ซะเดี๋ยวนี้ ให้จื่ออวี๋พูดออกมาให้หมดในรวดเดียวไปเลย

“น่าจะไม่เป็นอะไรหรอก” พูดประโยคนี้ออกไปแล้วจื่ออวี๋รู้สึกผิดสุดๆ ก็หน้าของหลวี่ปินนั่นดูยังไงก็ไม่เหมือนไม่เป็นอะไรเลย แต่ถ้าไม่บอกแบบนี้ พวกอาจ่ายมีหวังได้ฉีกเขาเป็นชิ้นๆ โดยไม่รอให้เขาเล่าจบแหงๆ “คนที่หาตัวฉันพวกนั้นหาตัวฉันพบเมื่อคืนนี้ ลูกพี่กลัวว่าฉันจะเกิดเรื่องเลยตามฉันไปตลอด และโดนอัดแทนฉันไปหนึ่งยก”

“คนที่ดักรอนายเป็นใคร?”

“ไม่รู้สิ อัดเสร็จก็หนีไปเลย”

“เมื่อคืนลูกพี่บอกให้พวกเรากลับไปกันก่อนไม่ใช่เหรอ? ไหงถึงไปอยู่กับนายได้ล่ะ?”

“ลูกพี่รู้ว่าจะเกิดเรื่อง เลยตามฉันไปน่ะ”

“ลูกพี่จะเทพเกินไปหน่อยแล้วมั้ง? แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องปกป้องนายจนตัวเองนอนแบบลุกไม่ขึ้นเลยนี่? แล้วทำไมนายไม่เห็นจะมีแผลเลยซักแผล?”

“ลูกพี่ขวางอยู่บนตัวฉัน ฉันเลยไม่เป็นอะไรน่ะ”

“ลูกพี่นี่น้ำใจสมเป็นลูกพี่จริงๆ ตอนแรกน่ะฉันคิดว่าที่ลูกพี่บอกว่าจะปกป้องพวกเรานั่นก็แค่พูดไปงั้นเองซะอีก นึกไม่ถึงเลย...”

“ลูกพี่นี่พูดจริงทำจริงแท้ๆ มีลูกพี่แบบนี้ ต่อให้ต้องถูกคนดักเล่นงานก็คุ้มค่าแล้ว!”

จื่ออวี๋เห็นพวกอาจ่ายแต่ละคนต่างก็มีสีหน้าพลุ่งพล่านตื้นตัน จึงบรรยายเหตุการณ์ในตอนนั้นไป 2-3 ประโยคอย่างตอกไข่ใส่สีเพิ่มผงชูรสอีกนิดหน่อย พอนึกถึงว่าขืนพูดต่อไปพวกอาจ่ายมีหวังเล็งเป้าหมายมาเล่นงานเขาแหงๆ ถึงค่อยถอนหายใจอย่างรู้จักหยุดในจังหวะพอดี “เฮ้อ! ความจริงฉันก็บอกลูกพี่เหมือนกันว่าไม่จำเป็นต้องดีกับฉันถึงขนาดนี้หรอก แต่ลูกพี่บอกว่าลูกพี่เป็นฝ่ายผิดต่อพวกเรา”

“ลูกพี่ผิดต่อพวกเรา?” อาจ่ายทำท่างง แล้วค่อยทำสีหน้าว่าเข้าใจแล้ว “ถึงการที่หลอกพวกเราเข้ามาลูกพี่จะเป็นฝ่ายผิดก็เถอะ แต่พวกเราไม่ได้โทษลูกพี่กันแล้ว นี่ลูกพี่ยังแคร์อยู่อีกเรอะ?”

เพื่อนเอ๋ย นายไม่รู้เรื่องอะไรก็อย่ามาขัดจังหวะแสดงละครของฉันได้มั้ย? รู้เปล่าว่านายทำแบบนี้น่ะฉันจะเผลอหลุดหัวเราะได้ง่ายมากนะโว้ย!

จื่ออวี๋เหลือกตาใส่ไปในใจ แล้วไม่สนใจอีก

“ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าทำไมลูกพี่ถึงพูดแบบนี้ ต่อมาลูกพี่ถึงค่อยบอกฉันว่า เมื่อวานนี้เพราะอะไรลูกพี่ถึงอารมณ์ไม่ดี”

“เพราะอะไร?” ลองคิดดูเถอะว่าอาจ่ายถูกปัญหานี้กวนใจจนนอนไม่หลับมาทั้งคืน มาตอนนี้พอได้ยินว่าจื่ออวี๋รู้คำตอบ สองตาอาจ่ายก็ยิ่งแดงฉาน

“นายอย่าใจร้อนนักได้มั้ย? อดทนฟังหน่อยสิ” จื่ออวี๋พูดอย่างไม่พอใจ อาจ่ายเอาแต่เร่งเขาอยู่นั่นแหละ ต่อไปจะพูดว่ายังไงเขายังกำลังคิดอยู่เลยเนี่ย “ลูกพี่บอกว่า ความจริงเมื่อก่อนลูกพี่มีน้องชายอยู่คนหนึ่ง...”

ตามที่จื่ออวี๋พูดก็คือ เมื่อก่อนหลวี่ปินมีน้องชายอยู่คนหนึ่ง ต่อมาเนื่องจากเรื่องไม่คาดฝันเรื่องหนึ่ง หลวี่ปินได้ทำให้เสี่ยวหลงต้องตาย ดังนั้นหลวี่ปินจึงเจ็บปวดแทบวายปราณ รวดร้าวแทบด่าวดิ้น หลังผ่านความสับสนเป็นตายไปหลายตลบ ในที่สุดเพราะความฝันของน้องชาย หลวี่ปินถึงค่อยมีความกล้าหาญที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป

ตอนที่สร้างสงครามเทพฯ เนื่องจากคิดถึงน้องชายมากเกินไป หลวี่ปินจึงออกแบบบอสทั้งสี่ตัว จ้างพวกเขาเหล่าบอสน้อยทั้งสี่คนมา ให้ความรักเหมือนเป็นน้องชายแท้ๆ ของตัวเอง จากนั้นเมื่อวานนี้อยู่ๆ เขาก็พบว่า ที่แท้เขาก็เอาความคิดถึงที่มีต่อน้องชายมายัดเยียดใส่ตัวพวกจื่ออวี๋มาโดยตลอด

ดังนั้นหลวี่ปินจึงรู้สึกผิดต่อพวกเขาที่ตัวเองใช้พวกเขาเป็นตัวแทนของคนอื่น จนนึกกลุ้มใจไม่หาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์ จื่ออวี๋ยังจงใจใส่ฉากสีหน้าเจ็บปวดโศกเศร้าของหลวี่ปินตอนที่ย้อนนึกถึงเสี่ยวหลงเพิ่มเข้าไป 2-3 ฉากอีกต่างหาก แล้วค่อยพร่ำพรรณนาความสนิทสนมผูกพันของสองพี่น้องซะสะเทือนดินฟ้า ภูตเทพร่ำไห้ แม้แต่ศิลายังต้องหลั่งน้ำตา ตอนฉากที่เสี่ยวหลงตาย เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด จื่ออวี๋ยังฝืนบีบน้ำตาตัวเองออกมาตั้งครึ่งหยดด้วย

ถึงช่วงท้าย หลวี่ปินละอายใจสุดจะเอ่ย นึกเสียใจเป็นยิ่งนัก บวกกับฉากที่ยอมถูกอัดแทนจื่ออวี๋นั่น นับว่าฟ้าดินล้วนตื้นตันโดยแท้ ทำเอาเหล่าชายหนุ่มที่ไม่ชอบดูละครของฉงหยาวมาแต่เล็กตกตะลึงจังงังไปเลย ถึงตอนสุดท้าย แม้แต่ตัวจื่ออวี๋เองยังคิดในใจเลยว่า ไม่แน่ลูกพี่อาจจะคิดถึงเสี่ยวหลงมากเกินไปจริงๆ ถึงได้วางแผนไม่ได้ความแบบนี้ก็ได้ ความจริงแล้วในใจของลูกพี่เองก็รู้สึกผิดต่อพวกเขาอยู่เหมือนกัน

“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้เอง...” หลังจากฟังจบอาจ่ายก็พึมพำออกมาอย่างยังคงจมดิ่งอยู่กับเรื่องราวเมื่อครู่ ยังตั้งสติไม่ได้

แม่งเอ๊ย! ทำไมเราไม่ไปเป็นนักแสดงวะ? แบบนี้มันก่ออาชญากรรมชัดๆ!

“ลูกพี่บอกว่า ลูกพี่ไม่อยากโกหกพวกเราอีก และไม่ทำให้ความฝันของเสี่ยวหลงเป็นจริง ชั่วชีวิตนี้ลูกพี่ก็ไม่มีทางสงบใจได้ บางทีอีกไม่นานพอไปถึงโลกนั้นแล้ว ลูกพี่ค่อยพูดขอโทษเสี่ยวหลงก็แล้วกัน”

“ลูกพี่นี่คิดมากเกินไปแล้ว เมื่อวานบอกพวกเรามาตรงๆ ก็ได้นี่นา ก็แค่เป็นบอสเท่านั้นเอง ไม่ได้ให้พวกเราไปตายซะหน่อย คนอื่นอยากจะเป็นยังเป็นไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!” A+ แสดงท่าทีออกมาเป็นคนแรก

“ไว้รอลูกพี่มาแล้ว ฉันจะคุยกับลูกพี่ให้รู้เรื่องให้ได้ ว่าต่อไปมีเรื่องอะไรในใจก็ให้พูดออกมา อย่าเอาแต่เก็บไว้ในใจ ทำเอาทุกคนรู้สึกแย่กันไปหมดแบบนี้” อาจ่ายพูดขึ้นด้วยคน

“นั่นสิ ถ้าลูกพี่บอกมาซะแต่แรก พวกเราก็เข้าใจอยู่แล้ว”

คนเรานั้นมีจิตวิทยาในการโน้มเอียงไปทางเสียงข้างมาก ขอแค่คนส่วนใหญ่ยอมรับ ต่อให้คนส่วนน้อยจะไม่ยอมรับก็ต้องนึกลังเลอยู่ดี

บอสน้อยทั้งก๊กต่างทยอยกันแสดงท่าทีของตัวเองทีละคนๆ แถมยังแสดงความเห็นใจหลวี่ปินอย่างสุดแสนกันทุกคนอีกต่างหาก ทำเอาตอนบ่ายหลังจากนั้นพอหลวี่ปินมาที่ออฟฟิศ บอสน้อยทั้งก๊กก็แทบจะจ้องเขาชนิดน้ำมูกน้ำตาท่วมหน้า

“นี่มันอะไรกันน่ะ?” พอก้าวเข้าประตูมา หลวี่ปินก็ถูกบอสน้อยทั้งก๊กล้อมเอาไว้อย่างแน่นหนา สายตาแต่ละคู่ที่จ้องมองมาเหมือนกับว่าเขาใกล้จะบาดเจ็บสาหัสหมดทางรักษาซะแล้วยังไงยังงั้น

เดิมทีนิยายของจื่ออวี๋ก็แต่งได้สุดยอดอยู่แล้ว มาตอนนี้ได้ใบหน้ายับเยินนั้นของหลวี่ปินมาเพิ่มประสิทธิภาพเข้าไปอีก อาจ่ายมองหลวี่ปินด้วยสายตา “ใจฉันเจ็บแทนคุณ” พลางพูดว่า

“ลูกพี่ครับ ลูกพี่อย่าทำแบบนี้สิครับ ถ้าลูกพี่ไม่รังเกียจ ต่อไปพวกเราก็คือน้องชายของลูกพี่ ความฝันของเสี่ยวหลงก็คือความฝันของพวกเรา พวกเราจะต้องทำให้บอสทำสงครามเทพฯให้สมบูรณ์อย่างแน่นอน!”

หลวี่ปินมองจื่ออวี๋ที่ยืนอยู่ด้านหลังงงๆ ถามว่า

“นายบอกพวกนี้ไปหมดแล้วเหรอ?”

จื่ออวี๋ขยิบตาบอกนัยให้ พยักหน้าพูดว่า

“ครับ บอกหมดแล้ว”

หลวี่ปินระดับไหนแล้ว? แค่เห็นก็เก็ททันที จึงหัวเราะพลางด่าว่า

“ไอ้เด็กเวร”

พวกอาจ่ายยังคงชื่นชมหน้าหัวหมูที่สีสันพิสดารสุดบรรเจิดของหลวี่ปินกันอยู่อีก ดูไปพลางถามไปพลางว่า

“ลูกพี่รู้มั้ยครับว่าใครเป็นคนทำ? แจ้งตำรวจหรือยัง? บาดเจ็บไม่หนักนะครับ?”

“ยังจะมีใครได้ ต้องเป็นไอ้คนชื่อซินซางนั่นแน่อยู่แล้ว! ถ้าฉันหาเจอว่ามันอยู่ที่ไหนล่ะก็ ฉันจะหาคนไปจัดการมันแน่” A+ พูดอย่างเป็นฟืนเป็นไฟ

แค่พวกนายสามคนเนี่ยนะ? ตักน้ำใส่กะโหลกก่อนเถอะ! จื่ออวี๋แอบแค่นเสียงเย็น เกี่ยวกับแบคกราวน์ของซินซาง แล้วยังฐานะของเซียวหนานกับหลวี่ปิน ชายหนุ่มไม่ได้เล่าถึงเลยสักคำเดียว

ขณะที่จื่ออวี๋กำลังแค่นเสียงอย่างดูถูกอยู่ในใจ ก็รู้สึกตัวขึ้นมากะทันหันว่า ทำแบบนี้เขาก็กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของหลวี่ปินไปแล้วน่ะสิ ไม่แค่ช่วยปิดบังเรื่องให้หลวี่ปินเท่านั้น แต่ยังช่วยหลวี่ปินแต่งเรื่องสุดดราม่าสะเทือนใจวัยรุ่นนี่อีกต่างหาก นึกถึงเมื่อก่อนเขาเป็นเด็กดีแสนซื่อตั้งขนาดไหน ตอนนี้ดันเขียนเป็นแม้แต่บทหนังซะแล้ว ใครมันเป็นคนพาเสียคนกันเนี่ย?

ยังไงก็กำลังบาดเจ็บ หลวี่ปินจึงยังมีไข้อยู่ บอสน้อยทั้งก๊กรีบประคองหลวี่ปินเข้าไปในห้องประชุม อาจ่ายยังพุ่งลงไปร้านฟาสฟู้ดที่ชั้นล่างซื้อน้ำเย็นมาด้วยแก้วใหญ่

“นายบอกพวกนั้นว่ายังไงกันแน่?” หลวี่ปินมองจื่ออวี๋พลางถามยิ้มๆ เพื่อให้หลวี่ปินได้พักให้สบาย บอสน้อยทั้งก๊กจึงพากันออกไปจากห้องประชุม และเพราะเป็นการบาดเจ็บเพราะช่วยจื่ออวี๋ เหล่าบอสน้อยจึงทิ้งจื่ออวี๋คอยไว้ดูแลหลวี่ปิน

“ก็ไม่ได้พูดอะไรนี่ ก็แค่บรรยายแบบบิวท์อารมณ์หน่อยเท่านั้น”

“บิวท์จนกลายเป็นอย่างนี้เชียว? ระวังเดี๋ยวก็ถูกจับได้ทีหลังหรอก”

“ก็ไม่ได้โกหกนี่ แค่เน้นเล่าประเด็นสำคัญเท่านั้น คุณถือเสี่ยวหลงเป็นน้องชายใช่มั้ยล่ะ? เสี่ยวหลงตายเพราะคุณใช่มั้ยล่ะ? การเป็นบอสเป็นความฝันของเสี่ยวหลงใช่มั้ยล่ะ? คุณเรียกตัวพวกเรามาทำงานก็เพื่อความฝันของเสี่ยวหลงใช่มั้ยล่ะ? คุณบาดเจ็บเพราะช่วยผมใช่มั้ยล่ะ? ประเด็นสำคัญเป็นเรื่องจริงทั้งนั้นนี่!”

“ฉันประเมินนายต่ำเกินไปจริงๆ”

“ไม่หรอก ผมรู้สึกว่าผมถูกคุณพาเสียคนซะแล้วตะหาก” จื่ออวี๋พูดตามตรง

“งั้นก็ถือเป็นผลกำไรที่ฉันคาดไม่ถึงเลยแหละ”

“จริงสิลูกพี่ เซียวหนานถามว่าอาการบาดเจ็บของลูกพี่เป็นยังไงบ้าง”

“เขามาหานายเรอะ?”

“น่าจะเป็นลูกน้องเขานะฮะ เก็บเลเวลอยู่กับผมก่อนที่จะโจมตีเซิร์ฟเวอร์น่ะ”

“งั้นหรือ? ชื่ออะไร?” หลวี่ปินขมวดคิ้วถาม

“ค่งเก๋อเจี้ยน รู้จักมั้ยฮะ?”

หลวี่ปินส่ายหน้า “เธอยอมรับออกมาเองหรือ?”

“ครับ เซียวหนานยังบอกให้เธอติดต่อผมบ่อยๆ เวลาว่างๆ ด้วยฮะ”

“คิดจะทำอะไรล่ะนั่น?” หลวี่ปินยิ้มเพราะเดาไม่ออก “ช่างเถอะ ปล่อยตามใจเขาแล้วกัน”

“ลูกพี่ ไหนลูกพี่บอกว่าวันนี้จะไม่เข้ามาแล้วไงครับ? ผมว่าลูกพี่กลับไปนอนพักดีกว่ามั้ง” ดูหน้ายับเยินของหลวี่ปินนั่นแล้ว จื่ออวี๋เป็นต้องนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ทุกที แค่เห็นก็เจ็บเป็นบ้าแล้ว

“ก็ฉันไม่วางใจ นี่ถ้ารู้ว่านายแน่ขนาดนี้ ฉันก็คงไม่มาหรอก” ไม่รู้ว่าหลวี่ปินชมหรือด่า แล้วโบกมือให้จื่ออวี๋ออกไปอีกคน “นายเองก็ออกไปเถอะ ฉันจะนอนคนเดียวสักพัก”

“ได้ครับ ถ้าไม่สบายก็เรียกพวกผมนะ” คิดๆ ดูถึงหลวี่ปินกลับไปก็นอนอยู่ในห้องคนเดียวอยู่ดี เกิดอะไรขึ้นก็ไม่มีใครรู้ จื่ออวี๋จึงไม่ได้คัดค้านอะไรอีก เดินย่องกริบออกไปจากห้องประชุม

เพิ่งจะออกมา พวกข้างนอกทั้งก๊กก็พากันเงยหน้าขึ้น อาจ่ายถามเบาๆ ว่า

“ลูกพี่ไม่เป็นไรแล้วใช่มั้ย?”

“ไม่เป็นไรแล้ว ลูกพี่บอกว่าอยากนอนพักซักเดี๋ยว”

พอได้ยินว่าไม่เป็นอะไร แต่ละคนต่างก็หดศีรษะกลับไปตามเดิม จื่ออวี๋กลับไปที่นั่งของตัวเอง ด้านฝูซีกำลังมีผู้เล่นกลุ่มหนึ่งล้อมโจมตี เรียกข้อมูลออกมาดู เป็นกลุ่มที่ธรรมดามาก ต่อให้เปลี่ยนกลับไปบังคับด้วยมือพวกนี้ก็เอาชนะไม่ได้ จื่ออวี๋จึงปล่อยให้ฝูซีเป็นบอทต่อไป บนคอมพิวเตอร์อีกเครื่อง เอ้อร์เลิ่ง ต้าส้าว แล้วยังค่งเก๋อเจี้ยนกับอู๋ตี๋จูกำลังดีมอนสเตอร์กัน

ซานเฟิงนี่สิกลับมาแล้ว และทิ้งข้อความให้จื่ออวี๋ว่ารอจื่ออวี๋อยู่ที่เมืองฟ้าดิน ตอนที่เห็นซานเฟิงในเมืองฟ้าดิน จื่ออวี๋ก็ต้องตกตะลึง เมื่อวานตอนที่ซานเฟิงแยกจากไป เลเวลอัพเป็น 32 แล้ว มาตอนนี้เจอกันอีกครั้งดันร่วงกลับลงมาเป็นเลเวล 24 ซะได้

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ทำไมร่วงลงมาเยอะยังงี้ล่ะ?’ แถมด้วยระดับความเก่งของซานเฟิง มีใครฆ่าเขาแหลกได้ถึงขนาดนี้กัน?

‘ซานเฟิง : ไม่มากนี่ แค่ 8 เลเวลเอง!’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ……’ นายคิดจะร่วงลงไปอยู่เลเวล 1 รึไง?

จื่ออวี๋รับซานเฟิงเข้ามาในเมืองดินอย่างพูดไม่ออก เอ้อร์เลิ่งกับต้าส้าวยังฝึกสัตว์เลี้ยงกันอยู่ที่ชั้นสอง ตอนนี้วิญญาณของเอ้อร์เลิ่งอยู่ที่ขั้นหนึ่ง เลเวล 14 หนอนเขียวของต้าส้าวอยู่ที่ขั้น 5 เลเวล 6 แล้ว อู๋ตี๋จูกับค่งเก๋อเจี้ยนตามหลักนี่น่าจะไปที่ชั้นสองกันได้แล้ว คนหนึ่งเลเวล 56 อีกคนเลเวล 37

แต่สองคนนี้ไม่ต้องตีมอนสเตอร์เองกันทั้งคู่ จื่ออวี๋คาดว่าอู๋ตี๋จูน่ะยังดีหน่อย ส่วนค่งเก๋อเจี้ยนนี่สงสัยสกิลที่เลเวลถึง 2 คงไม่มีเลยสักอย่าง

‘ซานเฟิง : เพิ่มมาอีกคนแล้ว?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : อื้อ รู้จักกันอยู่ก่อนน่ะ สองวันก่อนเธอไม่ได้ออน’

ซานเฟิงไม่ได้พูดอะไรอีก จื่ออวี๋ตั้งกลุ่มกับเอ้อร์เลิ่งและต้าส้าว แล้วเปิดบอทให้เล่นเองไป

ในที่สุดสถานการณ์ที่วุ่นวายมาทั้งคืนก็สงบลงจนได้ และหลังจากสงบลงแล้ว อย่างแรกสุดที่จื่ออวี๋นึกถึงคือซินซาง ถึงครั้งนี้หลวี่ปินจะไล่คนที่ซินซางหามากลับไปแล้วก็ตาม แต่การบาดเจ็บของหลวี่ปินทำให้ทั้งหมดนี้เปลี่ยนเป็นไม่มีความหมายไปเลย ไม่ใช่ว่าพวกเขาเหล่าบอสน้อยมีจิตใจใฝ่คุณธรรมแรงกล้า แต่การมาทำหลวี่ปินบาดเจ็บแบบนี้ พวกเขาไม่มีทางยอมรามือทั้งอย่างนี้เด็ดขาด ไม่ว่าใครจะเป็นคนสั่งให้คนพวกนั้นซ้อมหลวี่ปินก็ตาม สาวไปถึงต้นตอมันก็คือเจ้าหมอซินซางนั่นอยู่ดี

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เป่าจู่ พี่ชายเธอล่ะ?’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : อยู่นะ แต่ไอดีของเขาถูกขโมยไปแล้ว เลยได้แต่เปิดไอดีใหม่’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ตอนนี้ออนอยู่?’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ออนอยู่ นายจะหาเขาเหรอ? ฉันให้เขาซิบนายแล้วกัน’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ไม่ต้อง’

ขอแค่หูถุฯออนอยู่ก็พอแล้ว จื่ออวี๋ส่งข้อความลับไปให้หูถุฯ

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : อยู่ไหนน่ะ?’

‘ฉงซิน : นายไม่เป็นไรนะ?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ไม่เป็นไร นายอยู่ไหนน่ะ?’

‘ฉงซิน : มีธุระอะไรเรอะ?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ชวนนายมาเก็บเลเวลด้วยกัน ไม่ต้องระแวงฉันขนาดนี้ก็ได้มั้ง?’

‘ฉงซิน : ไม่ต้อง ฉันไม่อยากเก็บเลเวล’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ไอดีของนายซินซางไม่ได้คืนให้เรอะ?’

‘ฉงซิน : นายไม่ต้องมาเสียเวลากับฉันแล้ว ฉันไม่มีทางบอกเรื่องของซินซางกับนายแน่’

ดูท่าทางถึงหูถุฯจะเป็นคนซื่อ แต่ไม่ยักโง่แฮะ! ถูกเดาใจถูกเผง จื่ออวี๋ได้แต่ยิ้มเฉย แต่ต่อให้ไม่โยงไปถึงซินซาง หูถุฯก็เป็นคนที่ที่น่าจะคู่ควรให้คบหาไว้เป็นเพื่อนอยู่ดี

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : งั้นไม่พูดถึงซินซางแล้วกัน นายมาเก็บเลเวลด้วยกันกับพวกฉันสิ พวกเรามาคบเป็นเพื่อนกัน’

‘ฉงซิน : ขอบใจ แต่ฉันไม่อยากเก็บเลเวลจริงๆ’

เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ? แต่จื่ออวี๋รู้สึกว่าหูถุฯน่าจะเป็นเหมือนกับเอ้อร์เลิ่งก่อนหน้านี้ นั่นคือความบากบั่นพยายามของตัวเองถูกคนอื่นชิงเอาไป ในใจเลยอดเซ็งไม่ได้

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : งั้นมาคุยเป็นเพื่อนเป่าจูเถอะ’

ด้านหูถุฯไม่ได้ตอบอะไรมาอีก จื่ออวี๋นิ่งคิด แล้วเปลี่ยนไปส่งข้อความลับให้อู๋ตี๋จู ‘เธอไปเรียกหูถุฯมาเถอะ!’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เขาไม่มีทางมาหรอก ถ้าเขาคิดจะเก็บเลเวล ก็มีคนช่วยพาเก็บเยอะแยะไป’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ไอดีเสียไปแล้วเขาเลยถอดใจเหรอ?’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ดูเหมือนจะใช่ ในไอดีนั่นของเขาของนู่นของนี่รวมกันขายได้สักหมื่นสองหมื่นมั้ง’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เงินหยวน?’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ใช่’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ของอะไรกันราคาดีขนาดนี้?’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ก็ไอเท็มราคาดีทั้งนั้น แล้วยังมียันต์วาร์ปไปหาบอสสามหนึ่งกลุ่ม เครื่องป้องกันชั้นดีสิบกว่าชิ้น แล้วยังสกิลหายากอีกหลายอย่าง’

อย่าบอกนะว่าของพวกนี้คนที่ชื่อซินซางนั่นอมเอาไว้คนเดียวทั้งหมด? ซินซางทำกับหูถุฯแบบนี้ หูถุฯยังจะช่วยซินซางอีกเรอะ?

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เธอช่วยหาวิธีเรียกพี่ชายเธอมาหน่อยไม่ได้เหรอ? เมื่อก่อนเขาช่วยดูแลเธอตั้งขนาดนั้น ไอดีเขาถูกขโมยไปแล้วเธอกลับไม่ห่วงเขาเลยเรอะ?’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : มีอะไรน่าห่วงกัน? พี่ชายฉันเพื่อนเยอะจะตาย ไม่เหมือนนายหรอก’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ……’

ขณะที่จื่ออวี๋กำลังถูกอู๋ตี๋จูย้อนเสียสะอึก อาจ่ายที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้

“จื่ออวี๋ นายกับลูกพี่แจ้งตำรวจหรือยัง?”

“ไม่ได้แจ้ง” ทำไมอาจ่ายถึงยังไม่ลืมเรื่องนี้อีกเนี่ย?

“ทำไมไม่แจ้งตำรวจล่ะ? นายกับลูกพี่คิดจะแล้วกันไปทั้งอย่างนี้เรอะ?”

“แจ้งตำรวจทำซากอะไร?” จื่ออวี๋ยังไม่ทันได้พูดตอบ อาอิ่งก็เอ่ยปากยันอาจ่ายหน้าหงายกลับไปเสียก่อน “นายลองไปดูเหอะว่าตอนนี้คนที่ถูกขโมยของไปน่ะมีกี่คนที่เอาของคืนมาได้? นายนึกว่าตำรวจเดี๋ยวนี้เขาเป็นเหมือนเหลยเฟิง รึไง? อีกอย่าง ลูกพี่ไม่มีทางเห็นด้วยแน่ ขอแค่ตำรวจสอดมือเข้ามาเกี่ยว พวกเราก็ต้องเผยตัว ถึงตอนนั้นมีหวังจะยิ่งยุ่งกว่าเดิมน่ะสิ”

“งั้นนายมีวิธีไหน?”

“ก็คิดอยู่นี่ไงเล่า ต่อให้พวกเรารู้ว่าคนที่ชื่อซินซางนั่นเป็นคนทำ ปัญหาคือ หนึ่งพวกเราไม่รู้ว่าหมอนั่นอยู่ที่ไหน สองในสงครามเทพฯ พวกเราก็ชนะหมอนั่นไม่ได้ ข้อที่สาม ต่อให้พวกเราหาตัวหมอนั่นเจอ หมอนั่นมีปัญญาหาคนมาดักจื่ออวี๋ได้ ก็หมายความว่าอย่างน้อยหมอนั่นต้องเป็นนักเลง แล้วในพวกเรามีซักกี่คนที่ชกต่อยได้กัน?”

อาอิ่งยังไงก็เป็นอาอิ่ง จื่ออวี๋รู้สึกมาตลอดว่าอาอิ่งเป็นคนประเภทกุนซือหัวหมามากที่สุดในออฟฟิศนี้

“ฉันรู้สึกว่าลูกพี่จัดการเรื่องนี้เองได้” อยู่ๆ A+ ที่ด้านหลังก็พูดสอดคำขึ้น

“ลูกพี่จัดการเองได้?” อาจ่ายย้อนถามอย่างไม่พอใจ “ถ้าลูกพี่จัดการเองได้ ก็คงไม่ถูกคนเขาซ้อมซะกลายเป็นแบบนี้หรอกมั้ง?”

“เมื่อวานกลับไปบ้านฉันไปดูบอร์ดลำดับเลเวลอีกรอบ ห้าคนนั้นร่วงหายจากท็อปร้อยกันหมดแล้ว” A+ พูดเรียบเรื่อย

“อะไรนะ?” ทุกคนสะดุ้งโหยง อาอิ่งอยู่ใกล้ A+ ที่สุด จึงชะโงกหน้าเข้าไปหาทันที “นายแน่ใจนะว่าพวกนั้นร่วงตกอันดับไปหมดแล้วจริงๆ?”

“ร่วงหายไปหมดแล้วแน่นอน เมื่อวานนี้ฉันเองก็ไม่อยากเชื่อ เลยไล่หาไปทั้งบอร์ดอยู่หลายรอบมาก ไม่มีแล้วจริงๆ”

“อย่าบอกนะว่าลูกพี่เรียกคนอื่นไปฆ่า?” อาจ่ายนิ่งคิด แล้วหันไปมอง A+ “A+ นายยังจำที่ลูกพี่โทรศัพท์เมื่อวานได้มั้ย? เป็นไปได้มั้ยที่พวกนั้นจะเป็นคนฆ่า?”

“มันจะเก่งเกินไปแล้ว...” ที่พวกเขาไม่อยากจะเชื่อ ก็เพราะฝีมือ PK ของพวกเขาถือว่าอยู่ชั้นหนึ่งแล้ว แต่กลับเอาชนะคนพวกนั้นไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว มาตอนนี้กลับมีคนที่สามารถฆ่าพวกนั้นลงไปตั้งหลายเลเวลขนาดนี้ได้ภายในเวลาสั้นๆ แค่นี้

“ฉันรู้สึกว่าลูกพี่ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่พวกเราคิดกันแน่ๆ ใช่มั้ย จื่ออวี๋?” อาอิ่งพูดพลางปรายตามามองจื่ออวี๋

จื่ออวี๋ฉีกยิ้มแข็งทื่อ จากนั้นรู้สึกว่าสายตาแต่ละคู่เริ่มแห่กันหันมาจ้องเขาเขม็ง จื่ออวี๋รู้ตัวดีว่าเขาเป็นพวกนอกคอกในคนกลุ่มนี้ ภาพลวงของความกลมเกลียวที่เคยมีก็แค่เพราะพวกเขาทำงานประเภทเดียวกัน อยู่ในออฟฟิศเดียวกัน และรักษาความลับอย่างเดียวกัน ทำให้ระหว่างพวกเขามีความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันได้ง่ายกว่าคนอื่นอย่างไม่มีทางเลือกเท่านั้น แค่ภาพลวงนี้ได้แตกสลายไปทีละน้อยภายใต้สถานการณ์ที่จื่ออวี๋ทำตัวเหมือนมีเรื่องบางอย่างปิดบังคนอื่นๆ หลายครั้งเข้า




<>::<>::<>::<>::<>::<>::<>




 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 23 กรกฎาคม 2554 18:52:55 น.
Counter : 206 Pageviews.  

[เล่ม 3] บทที่ 26 ความใฝ่ฝันของหลวี่ปิน

บทที่ 26

ความใฝ่ฝันของหลวี่ปิน



ตอนที่หลวี่ปินเข้ามา จื่ออวี๋กำลังขยุ้มคอเสื้อตัวเองขดตัวอยู่ตรงมุมโซฟา ท่าทางเหมือนมีคนกำลังจะข่มขืนเขาจริงๆ ยังไงยังงั้น

“เป็นอะไรน่ะ?” หวลี่ปินรีบถามอย่างตกใจ

โฮๆๆ...ลูกพี่...ในที่สุดลูกพี่ก็มาจนได้!

หน้าของหลวี่ปินในตอนนี้เองก็ดูแล้วสุดยอดไปเลยเหมือนกัน ส่วนที่โดนอัดใส่เมื่อกี้มาตอนนี้บวมช้ำเป็นสีเขียวสีม่วง หน้าทั้งหน้าพูดได้แบบไม่โอเวอร์เลยว่า เหมือนถูกรถบรรทุกหนักยี่สิบตันเหยียบมายังไงยังงั้น

เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงคนนั้นอยู่ในวงการมานานแล้ว เพราะเห็นหน้าของหลวี่ปินนี่ไม่แค่ไม่กล้าหัวเราะเท่านั้น ยังสงบเสงี่ยมลงอีกต่างหาก

“เธอออกไปก่อนแล้วกัน ให้บ๋อยเอาน้ำเย็นสองแก้วเข้ามาเสิร์ฟ” ไล่ผู้หญิงคนนั้นออกไปแล้ว หลวี่ปินก็เดินเข้ามานั่งลงตรงโซฟา พอเห็นจื่ออวี๋ยังทำท่าขวัญหนีดีฝ่อไม่หาย ก็ด่ากลั้วหัวเราะอย่างอดไม่ได้ “นายนี่มันเอาถ่านจริงนะ ดันถูกสาวในนี้รังแกซะได้”

จื่ออวี๋เหลือกตาใส่อย่างของขึ้น นึกอยากจะใส่สีสันเพิ่มเติมให้ใบหน้าที่ยิ้มอย่างกวนบาทาเป็นบ้านั่นขึ้นมาติดหมัด

น้ำเย็นถูกเอาเข้ามาเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว อากาศเย็นออกอย่างนี้ หลวี่ปินกลับเอาสองมือกุมแก้วน้ำเย็นเหมือนอังไออุ่นยังไงยังงั้น

“อีกเดี๋ยวฉันจะให้พวกเขาส่งนายกลับบ้านไปก่อน พรุ่งนี้ถ้าไม่อยากไปที่ออฟฟิศก็หยุดพักหนึ่งวันแล้วกัน ค่อยไปทำงานมะรืนนี้ก็ได้”

“ลูกพี่มีเรื่องปิดบังพวกเราอยู่เยอะแค่ไหนกันแน่?”

“นายเองก็มีเรื่องเยอะแยะที่ปิดบังเอ้อร์เลิ่งจื่อกับชิวต้าส้าวไม่ใช่รึ?”

จื่ออวี๋ถูกคำย้อนของหลวี่ปินทำเอาสะอึก นั่นสิ...เขาเองก็ปิดบังเอ้อร์เลิ่งกับต้าส้าวอยู่ตั้งหลายเรื่องเหมือนกันไม่ใช่หรือไง? ทุกคนต่างก็มีด้านที่ไม่มีใครรู้กันทั้งนั้น อย่าว่าแต่เขากับเอ้อร์เลิ่งและต้าส้าวเป็นพี่น้องกัน แต่กับหลวี่ปินแล้วเป็นแค่เจ้านายกับลูกน้องเท่านั้น

“แล้วฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังพวกนายด้วย ฉันรู้ว่าตอนนี้นายมีเรื่องมากมายอยากจะถาม ฉันสามารถบอกให้นายรู้ได้ แต่นายต้องให้เวลาฉัน ให้ฉันเริ่มเล่าตั้งแต่ตอนแรก” หลวี่ปินทิ้งตัวพิงพนักโซฟา เงยหน้ามองฝ้าเพดาน

“ฉันกับเซียวหนานเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันสมัยเรียนมัธยม บ้านอยู่ใกล้กันมาก ปกติเล่นสนิทกันดี ตอนนั้นเขามีน้องชายอยู่คนชื่อเซียวหลง อ่อนกว่าเขาหกปี มักจะคอยตามหลังเราสองคนต้อยๆ เล่นด้วยกันกับเราเป็นประจำ ต่อมาตอนที่คอมพิวเตอร์เตอร์เพิ่งจะเริ่มเปิดตัว บ้านเซียวหนานซื้อมาด้วยเครื่องหนึ่ง คอมพิวเตอร์สมัยนั้นในสายตาพวกนายคงจะดีกว่าเครื่องคิดเลขแค่ไม่เท่าไหร่ แรม 256 harddisk 20 เม็ก จอขาวดำสิบสี่นิ้ว แสดงผลเป็น DOS ล้วนๆ แม้แต่เมาส์ก็ไม่มี

“ที่ไหนจะแสนสบายอย่างพวกนายในตอนนี้ เลื่อนเมาส์คลิกๆ อยากจะทำอะไรก็ทำ สมัยนั้นแม้แต่จะปิดเครื่องก็ยังต้องพิมพ์คำสั่งเข้าไปด้วยซ้ำ แต่พวกเราสามคนก็ยังเล่นกันสนุกมากอยู่ดี ฉันคิดว่าฉันกับเซียวหนานคงจะเป็นพวกที่เหมาะจะเป็นแฮกเกอร์โดยธรรมชาติ วันทั้งวันเอาแต่จมอยู่กับกองโปรแกรม คิดเข้าไป เขียนเข้าไป ส่วนเสี่ยวหลงถึงจะดูไม่ออกว่าคอมพิวเตอร์เป็นยังไง แต่ก็คอยอยู่ข้างๆ พวกเราทุกวันอยู่ดี เห็นพวกเราสนุก เสี่ยวหลงก็จะหัวเราะตามไปด้วย” นึกถึงท่าทางของเสียวหลงในตอนนั้นแล้ว หลวี่ปินคลี่ยิ้มอย่างขมขื่น “คอมพิวเตอร์พัฒนาเร็วมาก แค่ไม่กี่ปีก็มีกันทุกบ้าน ตอนนั้นฉันกับเซียวหนานพอจะมีชื่อเสียงนิดหน่อยในวงการแฮกเกอร์กันแล้ว ส่วนเสี่ยวหลงเริ่มติดเกมออนไลน์ เวลาฉันกับเซียวหนานเขียนโปรแกรม เสี่ยวหลงก็จะเล่นเกมออนไลน์อยู่ข้างๆ ตอนนั้นเซียวหนานได้ทุ่มเทความคิดจิตใจให้กับการเขียนโปรแกรมทั้งหมด จึงไม่ว่างจะมาสนใจเสี่ยวหลง แต่ฉันสนใจเกมออนไลน์ด้วยเหมือนกัน จึงมักจะเล่นเกมออนไลน์ด้วยกันกับเสี่ยวหลงบ่อยๆ ต่อมาฉันยังช่วยเขียนโปรแกรมบอทให้เขาด้วย พอนานวันเข้า เสี่ยวหลงก็สนิทกับฉันมากขึ้นเรื่อยๆ ขอพูดแบบหลงตัวเองซักคำ เขาเทิดทูนฉันเหมือนเทิ
ดทูนเทวดานั่นแหละ น่าเสียดายที่เซียวหนานดูถูกของพวกนี้มาก แถมยังเถียงทะเลาะกับฉันเพราะเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง”

หลวี่ปินถอนหายใจ รินเหล้าให้ตัวเองหนึ่งแก้ว ค่อยๆ เทลงท้องจนหมดในรวดเดียว

“ต่อมาฉันกับเซียวหนานแล้วก็คนที่รู้จักในเน็ต 2-3 คนได้รวมกันตั้งเป็นกลุ่มเล็กๆ เที่ยวได้ตระเวนหาเรื่องไปทั่วในเน็ต ที่ไหนการป้องกันทำไว้ดีพวกเราก็จะไปที่นั่น จะไปได้หรือไปไม่ได้พวกเราเป็นเจาะดะ พอก่อเรื่องมากเข้า มันก็ต้องเจอของแข็งเข้าจนได้ ครั้งนั้นพวกเราไปเจาะไฟล์ใส่รหัสป้องกันที่ทำได้แข็งแรงมากอีกแห่งสำเร็จ แต่พอเห็นข้อมูลในนั้นปุ๊บ พวกเราก็รู้ตัวทันทีว่าเป็นเรื่องซะแล้ว

“พวกเรารู้แค่ว่านั่นน่าจะเป็นบันทึกการตกลงแลกเปลี่ยนที่เปิดเผยไม่ได้บางอย่าง แต่โปรแกรมรหัสป้องกันชุดนั้นเขียนได้เหนียวแน่นมาก น่าจะเขียนโดยแฮกเกอร์เหมือนกันแน่ๆ แล้วพวกเรายังพบว่าใน assembly ชุดนั้นมีโปรแกรมย้อนตามรอยอยู่ด้วย นั่นคือขณะที่พวกเรากำลังเจาะโปรแกรมนั้น ก็มีคนย้อนรอยมาตามสัญญาณเน็ตที่เชื่อมต่อกันนั้นเข้ามายังคอมพิวเตอร์ของพวกเรา แถมยังล็อกตำแหน่งที่คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นตั้งอยู่เอาไว้เรียบร้อยแล้วด้วย

“ตอนนั้นพวกฉันน่ะอวดดีมาก นึกว่านอกจากพวกเราเองแล้วไม่มีใครเป็นแฮกเกอร์ที่แท้จริงอีก ก่อนจะไปพวกเราไม่ได้เก็บเอาไฟล์นั้นมาใส่ใจสักนิด ไม่มีการป้องกันอะไรกันเลย พอรู้ว่าฐานะโดนเปิดโปง ฉันกับเซียวหนานก็หลบไปซ่อนที่บ้านเพื่อน แต่กลับลืมเสี่ยวหลงเสียสนิท เสี่ยวหลงกลับมาที่บ้านตัวเองไม่เห็นฉันกับเซียวหนาน ก็ไปที่บ้านฉัน เขามีกุญแจของบ้านฉัน ผลคือตอนที่รอฉันอยู่เสี่ยวหลงถูกคนที่มาตามหาตัวฉันจับตัวได้ คนพวกนั้นบังคับให้เสี่ยวหลงบอกที่อยู่ของฉันกับเซียวหนาน เสี่ยวหลงรู้เรื่องที่ฉันกับเซียวหนานทำดี เลยเป็นตายยังไงก็ไม่ยอมบอก และถูกคนพวกนั้นพลั้งมือซ้อมจนตาย”

“คุณ...ชอบเสี่ยวหลงคนนั้นมากใช่มั้ย?” จนถึงตอนนี้สีหน้าของหลวี่ปินก็ยังดูเศร้าสร้อยเจ็บปวดมาก จื่ออวี๋จึงอดทายไม่ได้

หลวี่ปินหันมามองจื่ออวี๋ ยิ้มบางๆ “เสี่ยวหลงเป็นเด็กที่ใครเห็นก็อดชอบไม่ได้ ทั้งซื่อ ทั้งไร้เดียงสา ทั้งว่าง่าย หน้าตาก็น่ารักมาก ยากมากที่จะไม่ชอบเขา ฉันเองก็คอยช่วยดูแลเหมือนเขาน้องชายแท้ๆ ของตัวเองมาตลอด”

“แล้วหลังจากนั้นล่ะ? คนพวกนั้นไม่ได้ตามหาพวกคุณอีก?”

“ไม่ แต่พวกฉันได้ไปหาพวกนั้น” สายตาของหลวี่ปินเหี้ยมเกรียม “เดิมทีบ้านเซียวหนานน่ะเป็นบุคคลสำคัญระดับสูงในรัฐบาล เซียวหนานแค่กลัวว่าจะถูกพ่อแม่ด่าเท่านั้นถึงได้ออกจากบ้านหนีไปหลบที่อื่น หลังจากเสี่ยวหลงเกิดเรื่อง พวกฉันก็เอาข้อมูลที่เจาะได้มาให้พ่อแม่ของเซียวหนาน ส่งคนพวกนั้นเข้าไปอยู่ในคุกทั้งหมด แล้วบ้านเซียวหนานยังใช้คอนเนคชันที่มีทำให้ศาลตัดสินเพิ่มเวลาจำคุกไปอีกสิบกว่ายี่สิบปี ฉันคิดว่าชาตินี้ทั้งชาติคงไม่ได้เห็นพวกนั้นแล้วล่ะ”

เงียบ...จื่ออวี๋คอมเฟิร์มอีกครั้ง หลวี่ปินเป็นบุคคลที่ห้ามไปล่วงเกินเด็ดขาด

“งั้น...ทางบ้านของเซียวหนานล่ะฮะ?” ว่ากันตามเหตุผลแล้ว ลูกชายของตัวเองถูกซ้อมจนตายเพราะคนอื่น คนที่เป็นพ่อแม่ย่อมไม่มีทางละเว้นตัวต้นเหตุนั่นแน่

“พ่อแม่เซียวหนานไม่ได้มีท่าทีอะไร เรื่องที่เสี่ยวหลงติดฉัน พวกท่านรู้อยู่ก่อนแล้ว เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น พ่อแม่ของเซียวหนานต่างก็ไม่ได้โทษว่าฉัน เซียวหนานเองก็บอกว่านี่เป็นทางที่เสี่ยวหลงเลือกเอง ฉันสิกลับเป็นคนที่นึกเสียใจกับเรื่องนี้มากที่สุด”

“ถ้างั้นทำไมเซียวหนานถึงยังแค้นคุณมากขนาดนี้อยู่อีกล่ะครับ?”

“เพราะว่าเขาดื้อเกินไปน่ะสิ” หลวี่ปินยิ้มอย่างอ่อนใจ “เขายังเอาแต่นึกว่าฉันยังคงโทษตัวเองเรื่องการตายของเสี่ยวหลง จึงฝืนใจตัวเองให้ละทิ้งเรื่องที่ตัวเองคิดจะทำเพื่อทำให้ความฝันของเสี่ยวหลงเป็นจริง โดยไปออกแบบเกมออนไลน์ที่ตัวฉันเองไม่ได้ชอบโดยสิ้นเชิง”

“งั้นความจริงล่ะ?” จื่ออวี๋ฟังน้ำเสียงแล้วเหมือนหลวี่ปินเห็นเซียวหนานเป็นไอ้โง่ยังไงยังงั้น ดีไม่ดีเซียวหนานอาจจะเป็นบุคคลน่าสงสารที่ถูกหลวี่ปินหลอกปั่นหัวเอาอีกคนก็ได้

“ความจริงน่ะหรือ?” หลวี่ปินเลิกคิ้ว ยิ้มอย่างได้ใจมาก “นั่นเป็นความชอบของฉันเองไงเล่า! จริงอยู่ว่าฉันชอบเขียนโปรแกรมมาก แต่ฉันไม่ได้เขียนโปรแกรมเพราะอยากจะเป็นแฮกเกอร์สักหน่อย ความจริงแล้วฉันชอบเขียน assembly ของตัวเองมากยิ่งกว่าไปเจาะทำลาย assembly ของคนอื่นเสียอีก ตอนนั้นเสี่ยวหลงติดเล่นเกมออนไลน์เอามากๆ แต่ดันไม่มีความอดทนค่อยๆ เก็บเลเวล ดังนั้นตอนแรกฉันจึงช่วยเขียนโปรแกรมบอทให้เขา ต่อมาก็ช่วยเขาทำเซิร์ฟเวอร์เถื่อน หลังจากได้สัมผัสเกมออนไลน์ตามเสี่ยวหลง ฉันก็เริ่มชอบเกมออนไลน์ และเริ่มฝันว่าจะสร้างเกมออนไลน์ที่เป็นไปตามที่ตัวเองคิดทั้งหมดขึ้นมาสักเกม ส่วนความฝันของเสี่ยวหลงคือได้เป็นคนที่เก่งที่สุดในเกมออนไลน์ ใครๆ ก็รู้จักเขา ใครก็สู้เขาไม่ได้ หึหึ...”

ความฝันที่เบบี๋เป็นบ้า...

“ตอนนั้นฉันกับเซียวหนานแล้วก็อีก 2-3 คนยังเป็นกลุ่มแฮกเกอร์ที่ดังมากอยู่เลย ฉันอยากจะแยกตัวออกมาจากกลุ่มนั้นไปทำเรื่องที่ตัวเองอยากจะทำมาก เพียงแต่ฉันหาเหตุผลที่จะแยกตัวออกมาไม่ได้ ต่อมาการตายของเสี่ยวหลงได้ทำให้ฉันมีโอกาสพอดี ฉันบอกเซียวหนานว่า ฉันเป็นคนทำให้เสี่ยวหลงต้องตาย ดังนั้นฉันจะช่วยเสี่ยวหลงทำความฝันให้เป็นจริง ไม่อยากจะเป็นแฮกเกอร์อีก”

พูดไม่ออก...นี่มันคนอะไรกันเนี่ย? ใช้ประโยชน์แม้แต่คนตาย แถมยังเป็นคนที่ตายเพราะตัวเองอีกต่างหาก

หลวี่ปินมองสีหน้าไม่เห็นด้วยของจื่ออวี๋แล้วยิ้ม

“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะใช้ประโยชน์จากการตายของเสี่ยวหลงหรอกนะ ตอนที่เสี่ยวหลงเพิ่งตายน่ะฉันรู้สึกผิดมากจริงๆ ฉันแยกตัวจากพวกเซียวหนานเข้าไปทำงานในบริษัทเกมออนไลน์แห่งนึง ถึงจะกำลังทำเรื่องที่ตัวเองอยากจะทำและก็ข่มใจตัวเองอย่าให้มีความรู้สึกมีความสุข ให้ทั้งหมดเป็นการทำลงไปเพื่อความฝันของเสี่ยวหลงล้วนๆ

“ช่วงเวลานั้นน่ะอึดอัดมาก จะยิ้มไม่ได้ จะดีใจไม่ได้ ห้ามรู้สึกภูมิใจกับความสำเร็จ เป็นเหมือนกับเครื่องจักร หลังจากนั้นเซียวหนานเป็นคนด่าจนฉันได้สติ ไม่มีใครโทษฉันเลยสักคน มีแต่ตัวฉันเองที่จมปลักอยู่กับความรู้สึกผิดของตัวเองอย่างเจ็บแค้นใจ ถ้าเสี่ยวหลงที่อยู่ในยมโลกรู้เข้า คงไม่มีทางสบายใจเหมือนกัน ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจกลับมาเป็นตัวของฉันเองดีกว่า ทำสิ่งที่ฉันอยากจะทำ ไล่ตามความฝันของฉันเองและของเสี่ยวหลง พาความฝันส่วนของเสี่ยวหลงไปด้วยกัน แต่เซียวหนานก็ยังเข้าใจว่าฉันยังคงโทษตัวเองอยู่ถึงได้ทำเกมออนไลน์ต่อไป ฉันอธิบายเท่าไหร่เขาก็ไม่เข้าใจ เขาว่าฉันอ่อนแอ ฉันว่าเขาหัวดื้อ ก็เลยยิ่งทะเลาะยิ่งรุนแรงอย่างนี้แหละ”

“งั้นก็แปลว่าแฮกเกอร์พวกนั้นเล็งมาหาเรื่องลูกพี่น่ะสิ?”

“ถูกต้อง คนที่ไปหาพวกนั้นคือซินซาง แต่พวกนั้นน่ะเล็งมาหาเรื่องฉัน”

“งั้นลูกพี่จะไม่เป็นแฮกเกอร์อีกแล้วจริงๆ เหรอ?”

“จะเป็นไปได้ไงเล่า!” หลวี่ปินเหมือนจะยิ้มอย่างอารมณ์ดีมาก “ขืนฉันไม่บอกว่าจะไม่เป็นแฮกเกอร์อีก เซียวหนานมีหวังลากตัวฉันกลับไปแหงๆ แต่ฉันมีเรื่องที่ตัวเองอยากจะทำ เลยกลับไปไม่ได้”

“ลูกพี่ ผมเพิ่งจะรู้ก็วันนี้เองว่าลูกพี่เจ้าเล่ห์สุดๆ” ทำไมเมื่อก่อนเขาถึงไม่รู้เนี่ย?

“ไอ้เด็กเวร!” หลวี่ปินด่ายิ้มๆ แล้วพิงพนักโซฟาดื่มน้ำเย็น

ดูใบหน้ายิ้มบางๆ ของหลวี่ปินแล้ว อยู่ๆ จื่ออวี๋ก็โพล่งถามขึ้นว่า

“ลูกพี่ ถึงลูกพี่จะบอกว่าได้สติแล้ว แต่ในใจลูกพี่ก็ยังนึกโทษตัวเองอย่างมากอยู่ดีใช่มั้ยฮะ?” นึกถึง “บ้าน” ของหลวี่ปินที่แทบไม่ได้ดีไปกว่าห้องพักชั่วคราวนั่นกับความใจดีและตามใจที่มีให้พวกเขาทั้งสี่คนแล้ว พอมาดูในตอนนี้ดูเหมือนต่างก็เป็นหลักฐานยืนยันว่าเขายังลืมเสี่ยวหลงไม่ลงทั้งนั้น

หลวี่ปินถอนหายใจเบาๆ พูดว่า

“จื่ออวี๋ ถ้านายทำให้คนใกล้ชิดมากของนายซักคนต้องตายไปด้วยมือของนายเองล่ะก็ ความรู้สึกนั้นน่ะมันลบให้หายไปไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะ”

“ถ้างั้นพวกผมเป็น...จริงๆ...” จื่ออวี๋ไม่ได้พูดให้จบ การมีตัวตนอยู่ในลักษณะนั้นทำให้เขารู้สึกแย่มาก

“ขอโทษนะ!” หลวี่ปินกล่าวขอโทษอย่างตรงไปตรงมามาก “เสี่ยวหลงฝันอยากจะเป็นบอสในเกมออนไลน์มาตลอด จะเดินไปไหนก็เท่ระเบิด ถึงทุกคนจะคิดว่าความฝันของเสี่ยวหลงไร้สาระมาก แต่ตัวเสี่ยวหลงเองมีความสุขกับความฝันนี้มาก สงครามเทพฯ...คือความฝันของฉัน ส่วนพวกนาย คือความฝันของเสี่ยวหลง”

ใช่สิ ตอนแรกหลวี่ปินก็บอกแล้วนี่นะว่าตอนแรกเริ่มสงครามเทพฯไม่ได้ออกแบบบอสให้มีคนบังคับ แต่เพราะหลวี่ปินว่างจัดมากเกินไป ถึงได้ให้พวกเขามาบังคับบอส จื่ออวี๋ไม่รู้ว่าควรจะพูดกับหลวี่ปินยังไงดี พวกเขาทั้งสี่คนได้กลายเป็นตัวแทนของคนตายโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ แถมตัวเขาในตอนนี้ยังดันไม่สามารถกล่าวตำหนิการหลอกลวงของหลวี่ปินได้อีกต่างหาก

“งั้นวันนี้ที่ออฟฟิศ ที่อยู่ดีๆ ลูกพี่ก็อารมณ์เสีย ก็เพราะเพื่อเสี่ยวหลงเหมือนกัน?” นึกถึงท่าทางหม่นเศร้าในตอนนั้นของหลวี่ปินแล้วเห็นว่าเหมือนกับท่าทางเวลาเอ่ยถึงเสี่ยวหลงในตอนนี้เปี๊ยบ

“อืม ฉันแค่ตระหนักขึ้นมากะทันหันว่า นั่นเป็นแค่ความฝันของเสี่ยวหลง ไม่ใช่ความฝันของพวกนาย” หลวี่ปินมองจื่ออวี๋ด้วยรอยยิ้มขอโทษ อธิบายว่า “ถึงฉันจะถือพวกนายเป็นคนทำให้ความฝันเป็นจริงแทนเสี่ยวหลงอย่างเห็นแก่ตัว แต่ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้พวกอาจ่ายต่างเห็นบอสเป็นแค่งานเท่านั้น พวกเขาไม่อยากจะเป็นบอส พวกเขาอยากแต่จะเป็นตัวของพวกเขาเอง พอฟังพวกเขาพูดว่าจะฝึกตัวละครของตัวเองจนเก่งแค่ไหนแล้ว ฉันก็นึกเสียใจขึ้นมาตงิดๆ จริงๆ ที่ยอมให้พวกเขาเข้าไปเล่นในสงครามเทพฯ ถ้าพวกเขาเข้าไปในสงครามเทพฯผ่านทางบอสได้แค่ทางเดียว บางทีอาจจะสามารถทุ่มเทกายใจทั้งหมดทำให้ความฝันของเสี่ยวหลงเป็นความจริงก็ได้”

ว่าแล้วเชียว ตอนนั้นหลวี่ปินคิดจะลบไอดีของพวกเขาทิ้งจริงๆ

“ฉันเตรียมทุกอย่างเอาไว้ให้พวกนายพร้อมสรรพแล้ว บอสที่แข็งแกร่งที่สุด เกมที่สมบูรณ์แบบ ผู้เล่นจำนวนมาก ถ้าเสี่ยวหลงอยู่ล่ะก็ เขาจะต้องพอใจแน่นอน”

“งั้นลูกพี่คิดจะทำยังไงกับพวกเราครับ? จะให้พวกเราเป็นตัวแทนไปห้าปี?”

“ฉันรู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นความเห็นแก่ตัวของฉันเองที่ดึงพวกนายเข้ามาเกี่ยวข้องมาตั้งแต่แรก แต่ว่านะจื่ออวี๋ นายเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าอาชีพนักเล่นเกมอาชีพนี่น่ะ นายจะทำไปได้นานซักแค่ไหน? ห้าปี? สิบปี? ยี่สิบปี? ตอนนี้น่ะพวกนายกำลังเบิกชีวิตมาใช้ล่วงหน้า อาชีพนี้น่ะทำไม่ได้นานเท่าไหร่นักหรอก สังคมในตอนนี้เองก็ไม่ได้ให้การยอมรับอาชีพนี้ด้วย สุดท้ายพวกนายก็ต้องกลับคืนสู่สังคมอยู่ดีไม่ใช่หรือ?”

หลวี่ปินพูดได้ถูกต้อง ตัวจื่ออวี๋เองก็รู้ดีว่าอาชีพนี้ไม่มีทางทำได้นาน แต่จื่ออวี๋ยังคงฟังเจตนาของหลวี่ปินไม่เข้าใจอยู่ดี

“ลูกพี่หมายความว่า?”

“ถือซะว่าเป็นการชดใช้ที่ฉันให้กับพวกนาย หลังจากถึงกำหนดสิ้นสุดสัญญาแล้ว พวกนายสามารถรั้งอยู่ที่บริษัทต่อได้ รับเงินเดือน มีสวัสดิการ ขอแค่บริษัทไม่เจ๊ง พวกนายก็สามารถเป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆ ได้”

นี่คือการแลกเปลี่ยน และดูจากตอนนี้แล้วจื่ออวี๋ก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไร เวลาห้าปีแลกกับงานระยะยาวที่มั่นคง แถมในช่วงเวลาห้าปีนี้พวกเขาแทบจะเท่ากับว่าทำงานดั้งเดิมของตัวเองอีกต่างหาก เป็นเรื่องที่ไม่ว่าจะคิดยังไงก็คุ้มค่าทั้งนั้น แต่สิ่งที่ทำให้จื่ออวี๋ตัดสินใจได้ กลับเป็นใบหน้าที่บาดเจ็บไปทั้งหน้าของหลวี่ปิน

บางทีหลวี่ปินอาจจะพันไม่ควรหมื่นไม่ควร ไม่ควรที่จะหลอกลวงพวกเขามาตั้งแต่แรก...หลอกใช้พวกเขามาตั้งแต่แรก แต่ตอนนี้หลวี่ปินกลับทำได้ตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับพวกจื่ออวี๋แล้วจริงๆ...เขาจะคุ้มครองพวกจื่ออวี๋ให้ปลอดภัย ดังนั้นในตอนนี้หลวี่ปินจึงแผลเต็มไปทั้งตัว ส่วนจื่ออวี๋กลับปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน จื่ออวี๋เห็นว่าหลวี่ปินห่วงใยพวกเขาจริงๆ ไม่แค่จะให้พวกเขาทำความฝันให้เป็นจริงแทนเสี่ยวหลงเท่านั้น แม้แต่ความรู้สึกผิดและความเอ็นดูที่มีต่อเสี่ยวหลง ก็ให้พวกเขารับไปแทนด้วยเช่นกัน

“เรื่องที่พูดในคืนนี้ ผมจะบอกพวกอาจ่ายได้หรือเปล่าครับ?”

“ถ้านายเห็นว่าจำเป็นล่ะก็”

“พวกอาจ่ายน่ะเป็นห่วงลูกพี่มากกันทั้งนั้น อยู่ดีๆ ลูกพี่ก็อารมณ์เสีย พวกนั้นไม่ได้รู้กันเลยว่าตัวเองทำผิดอะไร ถ้าบอกพวกเขาไป พวกเขาจะได้พอรู้เรื่องบ้าง”

“งั้นหรือ?” หลวี่ปินยิ้มฝืดๆ “งั้นก็บอกเถอะ พรุ่งนี้ฉันคงจะไปที่ออฟฟิศไม่ไหว ถ้าพวกเขาฟังจบแล้วมีใครอยากจะลาออก ก็ให้โทรมาหาฉันแล้วกัน”

“คิดแผนอะไรไว้รับมือกับพวกนั้นอีกล่ะ?” จื่ออวี๋นึกถึงครั้งก่อนที่โวยวายว่าจะลาออกกัน หลวี่ปินแค่ใช้คอมพิวเตอร์สี่เครื่องก็จัดการพวกเขาเสียอยู่หมัด

“นายนึกว่าฉันทำได้ไปหมดทุกเรื่องจริงๆ รึไง?” หลวี่ปินถามยิ้มๆ “โกหกครั้งแรกอาจจะพอขอให้อีกฝ่ายยกโทษให้ได้ก็จริง โกหกครั้งที่สองน่ะยากแล้ว”

“ผมว่าแค่ลูกพี่ใช้หน้านี้ไปรับมือพวกอาจ่าย ไม่ต้องพูดอะไรซักคำ แค่ยืนอยู่เฉยๆ ก็พอ อาจ่ายก็ลืมเรื่องที่คิดจะลาออกไปเลยแล้วล่ะ” จื่ออวี๋เริ่มจินตนาการไปเรียบร้อยแล้วว่าถ้าหลวี่ปินโผล่ขึ้นที่ออฟฟิศและเหล่าบอสน้อยได้เห็นใบหน้าสารพัดสีนี่เข้า จะเกิดสถานการณ์แตกตื่นโกลาหลขนาดไหน

“เฮ่ย อนาถขนาดนั้นเลยจริงๆ เรอะ?” หลวี่ปินยกมือขึ้นไปลูบๆ ดูอย่างอดไม่ได้

“ลูกพี่ยังไม่ได้ส่องกระจกดูล่ะสิ?” ดูใบหน้าของหลวี่ปินนั่นแล้วจื่ออวี๋นึกไปถึงสำนวนสุดคลาสสิคประโยคหนึ่งขึ้นมาทันที...อัดจนแม่นายก็จำหน้านายไม่ได้!

“จะว่าไปฉันอาจจะควรไปแต่งหน้าเพิ่มจริงๆ แฮะ แล้วพอกปูนพลาสเตอร์อะไรเทือกนั้นตามตัวอีกนิดหน่อย ไม่แน่อาจจะเอาไอ้เด็กเวรพวกนั้นได้อยู่หมัดก็ได้”

นี่มันคนอะไรกันเนี่ย...จื่ออวี๋ใกล้จะบ้าแล้ว...


<>::<>::<>



ตอนที่จื่ออวี๋ถูกส่งกลับไปบ้านก็เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้าแล้ว คนที่ส่งเขากลับบ้านคือผู้ชายชื่อเสี่ยวซานนั่นตามเคย แน่นอนว่านี่คือคำร้องขอของหลวี่ปิน

ดูเหมือนหลวี่ปินจะมีฐานะสูงมากในกลุ่มคนพวกนี้ นอกจากที่ว่าคนที่ชื่อเฉียงเกอนั่นมีท่าทางเกรงใจหลวี่ปินมากแล้ว คนอื่นที่เหลือต่างก็เรียกหลวี่ปินว่า “ปินเกอ” กันทั้งนั้น ตอนที่จื่ออวี๋ถามหลวี่ปิน คำตอบของหลวี่ปินทำเอาจื่ออวี๋พูดไม่ออกอีกรอบ

“ตอนนั้นที่โดนพวกฉันส่งเข้าคุกไปคือบิ๊กบอสของเฉียงเกอ พอโดนพวกฉันจัดการเข้าแบบนั้น เฉียงเกอก็ฉวยโอกาสยึดตำแหน่ง หลังจากรู้เบื้องหลังของฉันกับเซียวหนานเขาก็พูดอะไรทำนองคนเก่งยากพบพาน ความจริงว่ากันตามตรงก็คือคิดจะให้พวกฉันช่วยทำงานให้เขานั่นแหละ เซียวหนานไม่สนใจเขา ส่วนฉันไม่ได้มีแบ็กแข็งอย่างเซียวหนาน ดังนั้นฉันกับเฉียงเกอจึงต่างฝ่ายต่างใช้ประโยชน์กัน”

“ลูกพี่ช่วยเขาทำอะไรเหรอ?”

“ขโมยข้อมูล หาเงิน”

“แล้วเขาล่ะ?”

“เรื่องที่ฉันจัดการไม่ได้จะยกให้เขาจัดการทั้งหมด”

“พูดให้ชัดเจนหน่อย”

“พูดให้ชัดเจนหน่อยก็คือ เวลาฉันหานายทุนมาลงทุน เขาจะช่วยลักพาตัวนายทุนมาให้ฉัน แน่นอนว่าเขารับผิดชอบแค่ลักพาตัวนายทุนเท่านั้น ส่วนฉันรับผิดชอบเกลี้ยกล่อมให้นายทุนพวกนั้นสมัครใจยอมควักเงิน อีกตัวอย่างก็คือ เวลามีคนมาหาเรื่องฉันเขาจะช่วยฉันจัดการซะ อย่างเช่น เวลาฉันกับนายถูกลักพาตัว เขาจะต้องมาช่วย”

“ลูกพี่...”

“หือ?”

“ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีแล้ว”

ขณะที่จื่ออวี๋ยังคงนั่งเหม่อ รถก็หยุดลง เสี่ยวซานเห็นจื่ออวี๋ยังคงไร้ปฏิกิริยา ก็พูดเสียงดังอย่างรำคาญ

“ถึงแล้ว!”

จื่ออวี๋หันไปมองนอกหน้าต่าง รถได้จอดลงตรงหน้าประตูเขตหมู่บ้านของบ้านเขาแล้ว จื่ออวี๋เพิ่งจะลงจากรถ รถก็เลี้ยวหัวกลับแล่นฉิวจากไป

ขืนกลับไปบ้านตอนนี้ คุณแม่ที่เคารพมีหวังถามโน่นถามนี้ไม่รู้จบอีกแน่ จื่ออวี๋มองไปทางทิศที่บ้านของเขาเองตั้งอยู่ แล้วหันตัวกลับมุ่งหน้าไปยังห้องที่พวกเอ้อร์เลิ่งเช่าพัก

“นี่มันอะไรกันน่ะ?” เอ้อร์เลิ่งเปิดประตูปุ๊บก็เห็นจื่ออวี๋ที่ยืนหิ้วถุงใบเล็กใบใหญ่เต็มมือ

“เอาข้าวเช้ามาส่งให้พวกนายไง!” จื่ออวี๋ยิ้ม เอ้อร์เลิ่งเปิดทางให้ จื่ออวี๋จึงเข้าไปในห้องอย่างราบรื่น

พูดตามตรงห้องที่เอ้อร์เลิ่งกับต้าส้าวเช่าพักไม่เลวเลยจริงๆ พื้นที่ไม่กว้างมาก แต่อยู่สบายมาก ของที่ควรมีก็มีครบหมด จื่ออวี๋วางน้ำเต้าหูกับปาท่องโก๋ลงบนโต๊ะ แล้วหยิบปาท่องโก๋เส้นหนึ่งยัดใส่ปากก่อนใครเพื่อน เหนื่อยมาทั้งคืน นอกจากไวน์ก็ไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย จื่ออวี๋จึงหิวมาตั้งนานแล้ว

“โหยวอวี่ เช้างี้เชียว?” ต้าส้าวเองก็หาวหวอดพลางเดินออกมาจากห้องของตัวเอง หลับตาลงครึ่งหนึ่งอย่างยังไม่ตื่นดี

“ต้องเช้าแน่ล่ะ ไม่ได้นอนทั้งคืนนี่”

“ไปเป็นนักสืบอีกแล้วเรอะ?” เอ้อร์เลิ่งกับต้าส้าวเข้ามานั่งล้อมวงด้วยคน หยิบปาท่องโก๋ขึ้นมาพลางดื่มน้ำเต้าหู้ เอ้อร์เลิ่งดื่มไปพลางบ่นอุบอิบไปพลางว่า “น้ำเต้าหูเมือง S นี่รสชาติพิกลจริงๆ”

ก็พอๆ กับนักสืบแล้วนั่นแหละ จื่ออวี๋แอบถอนหายใจ พอเบนสายตาไป ก็มองเห็นคอมพิวเตอร์สองเครื่องในห้องโถง เนื่องจากในเมืองดินไม่มีคน เจ้าสองหน่อนี้เลยเปิดบอททิ้งไว้อย่างไม่ต้องกลัวว่าใครจะรู้ ตอนนี้บอทยังตีมอนสเตอร์อยู่เลย หนอนเขียวของต้าส้าวใกล้จะไต่ขึ้นไปถึงขั้นห้าแล้ว

แค่ชั่วเวลาสั้นๆ คืนเดียว พอได้เห็นหน้าจอสงครามเทพฯอีกครั้ง จื่ออวี๋อุปาทานเหมือนผ่านไปแล้วหนึ่งชาติยังไงยังงั้น อีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงเขาก็ต้องกลับไปที่ออฟฟิศแล้ว ถึงตอนนั้นเขาจะบอกพวกอาจ่ายยังไงดี? ชายหนุ่มคิดว่าหลวี่ปินไม่มีทางเล่าเรื่องของตัวเองซ้ำให้พวกนั้นฟังอีกรอบเหมือนอย่างคืนที่ผ่านมาแน่ๆ และถ้าไม่ใช่เพราะผ่านอันตรายมาด้วยกันกับหลวี่ปินแบบนั้นละก็ ตัวเขาเองก็ไม่มีทางยอมยกโทษให้ในเรื่องที่หลวี่ปินทำง่ายๆ แบบนี้เหมือนกัน แต่ในเมื่อยกโทษให้ไปแล้ว จื่ออวี๋เองก็ไม่อยากจะให้ความพยายามเนิ่นนานขนาดนี้ของหลวี่ปินต้องสูญเปล่า

“ต้าส้าว นายว่าในบรรดาคนที่พวกเรารู้จัก ใครหลอกอำคนอื่นเก่งที่สุด”

“นาย!”

“ทำไมถึงเป็นฉันล่ะ?”

“นายนึกว่าฉันเชื่อจริงๆ รึไงว่านายไปเป็นนักสืบเอกชน?”

ฉันก็ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าฉันเป็นนักสืบเอกชน...เซ็งสุดขีด...

“งั้นใครแถเก่งที่สุด? ตายพูดซะกลายเป็นเป็น ดำพูดซะกลายเป็นขาว แล้วยังทำให้นายเชื่อได้จริงๆ?” ดีไม่ดีอาอิ่งอาจจะพอทำได้ก็ได้...น่าเสียดายที่อาอิ่งเองก็เป็นหนึ่งเป้าหมายที่จำเป็นต้องอำด้วยเหมือนกัน

“เครื่องล้างสมองเป่าจูนั่นไง” เอ้อร์เลิ่งพูดพลางชูนิ้วมันแผล็บ

เจ๋งเป้ง! ยายหมูไร้เทียมทานตัวนั้น!

จื่ออวี๋รีบพุ่งไปที่หน้าคอมพิวเตอร์ของเอ้อร์เลิ่งทันที คลิกเปิดหน้าต่างเพื่อน ยายเป่าจูนั่นออนไลน์อยู่จริงๆ ด้วย

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : เป่าจู โทรศัพท์เธอเบอร์อะไรน่ะ?’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : สหายเอ้อร์เลิ่ง มีเรื่องอะไรรึ?’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : ฉันคือโหย่วสือโหยวอวี่ มีเรื่องอยากจะขอให้เธอช่วย’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เสี่ยวอวี่เหรอ เมื่อวานนายไปไหนน่ะ? ไปจีบน้องหนูอีกแล้วใช่รึเปล่า? ไม่พูดไม่จาทั้งวันเชียว ทำเอาฉันเบื่อแทบตาย...ถ้านายคิดจะถามกลยุทธ์ในการจีบน้องหนูจากฉันล่ะก็ ฉันน่ะคิดค่าบริการนะจ๊ะ!’

เงียบ...

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : ฉันมีเรื่องซีเรียส!’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เรื่องซีเรียสอะไร? น้องหนูนั่นท้องแล้วเรอะ?’

เปรี้ยง!

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : เธอจะช่วยตั้งใจจัดการเรื่องซีเรียสให้เสร็จก่อนแล้วค่อยพูดเล่นได้มั้ย?’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : จัดการเรื่องซีเรียสเสร็จนายก็เลิกสนฉันอีกน่ะสิ’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : ......’

กรรมตามสนองเอ๋ยกรรมตามสนอง...นี่ถ้าเขาพูดเก่งเหมือนอย่างยายอู๋ตี๋จูนี่ละก็ ดีไม่ดีแม้แต่หลวี่ปินยังต้องสะอึกพูดไม่ออกก็ได้

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : จริงสิ ไอดีของนายเองล่ะ?’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : ฉันอยู่ที่บ้านเอ้อร์เลิ่ง เธอจะเอายังไงถึงจะยอมช่วยฉัน?’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : นั่นก็ต้องดูแหละนะว่าเธออยากจะให้ฉันช่วยทำอะไร’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : ช่วยคิดหาวิธีให้ฉันหน่อยว่าจะพูดเรื่องที่เป็นฝ่ายผิดอย่างแรงให้ฟังดูเหมือนเป็นฝ่ายถูกอย่างแรงได้ยังไง’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : อ๋า เสียวอวี่ นี่นายกะจะกินกลางตลอดตัวแล้วยังทำเป็นไม่รู้เรื่องงั้นเรอะ!’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : ปัญหานี้ซีเรียสมากนะสำหรับฉัน!’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เป๋าเป่า กี่เดือนแล้ว?’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : อะไรกี่เดือนแล้ว’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เด็กไงเล่า! พูดเรื่องที่เป็นฝ่ายผิดอย่างแรงให้ฟังดูเหมือนเป็นฝ่ายถูกอย่างแรง นายไม่ได้คิดจะได้แล้วทิ้งหรอกเรอะ? ถ้าเด็กโตเกินไปก็ยุ่งยากเอาการล่ะนะ’

แม่ง! พระเจ้าทรงเป็นพยาน ถ้าเขาไปขอให้ยายหมูตัวนั้นช่วยอีกก็ขอให้ฟ้าผ่าเลย!

ขณะที่จื่ออวี๋กำลังคิดจะทุบคอมพิวเตอร์ทิ้ง ต้าส้าวก็เดินเข้ามาตบบ่าเขาเบาๆ

“พี่น้อง ทนต่ออีกหน่อยเถอะ! รอจนคุณเธอเล่นพอแล้วก็จะช่วยนายคิดหาวิธีอย่างจริงจังเองแหละ”

จื่ออวี๋หันไปมองต้าส้าวอย่างสงสัย อย่าบอกนะว่าต้าส้าวมีประสบการณ์มาก่อน?

“นายเปิดเครื่องทิ้งไว้ทุกวัน พอเข้ามาก็ไม่ค่อยสนใจคุณเธอ คุณเธอเลยหงุดหงิดน่ะสิ!”

กรรมตามสนองจริงๆ ด้วย...

พูดแถนอกเรื่องเป็นเพื่อนยายหมูตัวนั้นยู่สิบกว่านาที ตาที่ถลึงจ้องหน้าจอของจื่ออวี๋แทบจะเหลือกด้านเป็นตาปลาตายอยู่รอมร่อ ถึงค่อยอดทนรอจนได้เบอร์มือถือของยายหมูตัวนี้มาจนได้

“บอกมาเถอะ นายไปทำอะไรไว้?” เสียงหวานใสจากปลายสายอีกด้านพูดขึ้น ถ้าเสียงนี้ไม่ใช่เสียงของยายหมูตัวนั้น จื่ออวี๋คงจะคิดว่าเพราะมากอยู่หรอก

“ช่วยแต่งเรื่องให้ฉันซักเรื่อง ยิ่งซึ้งยิ่งดี”

“นายไม่อธิบายให้ชัดเจนแล้วจะให้ฉันแต่งเรื่องได้ยังไง?”

เรื่องนี้จื่ออวี๋เองก็รู้ดี ปัญหาคือเขาจะบอกอู๋ตี๋จูยังไงดี? เดิมทีเรื่องนี้ก็ไม่ควรให้คนนอกรู้อยู่แล้วเสียด้วย หลังจากใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ จื่ออวี๋ตัดสินใจใช้วิธีบอกเล่าแบบตรงไปตรงมาที่สุด

“ตัวอย่างเช่นมีคนคนหนึ่งชื่อว่านายก. ได้หลอกใช้นายข.เนื่องจากเหตุผลบางอย่าง ก.ถือข.เป็นตัวแทนของคนที่ตายไปแล้ว ให้ข.ไปทำให้ความฝันของคนที่ตายไปแล้วคนนั้นซึ่งก่อนตายทำไม่สำเร็จให้สำเร็จเป็นจริง ตอนนี้ก.จำเป็นต้องเปิดเผยเรื่องนี้กับข.อย่างไม่มีทางเลี่ยง และอยากจะได้รับการยอมให้อภัยอย่างใจกว้างที่สุดจากข. เรื่องราวก็คงจะประมาณนี้แหละ ถ้าเนื้อหาตรงไหนในที่กล่าวมาข้างต้นไปซ้ำกับอะไร นั่นเป็นการแต่งขึ้นทั้งนั้น”

“นายคิดจะเปลี่ยนอาชีพไปเขียนบทละครโทรทัศน์เรอะ?”

“คุณหนูครับ...”

“รู้แล้วน่า! นายก. นายข. แล้วก็คนที่ตายนั่นเป็นผู้ชายล้วนหรือว่าผู้หญิงด้วย?”

“ผู้ชายล้วน”

“อ้อ งั้นก็เป็นแนววัยรุ่นไฟแรงน่ะสิ แต่งง่ายออกนี่ นายเคยดูสแลมดังค์มั้ย? ไม่งั้นก็ไซยูกิ ฮันเตอร์ วันพีซ คงจะเคยดูซักเรื่องหรอกนะ? แต่งตามนั้นแหละ”

“แล้วถ้ามีผู้หญิงอยู่ด้วยล่ะ?”

“งั้นก็แต่งตามหนังของฉงหยาว ละครน้ำเน่าสมัยนี้น่ะไม่ค่อยจะสมเหตุสมผล ดูแล้วไม่ค่อยจะอิน แต่มีคนตายอยู่ด้วยนี่เนอะ งั้นก็เรียกน้ำตาได้ง่ายมาก พล็อตหลักนี้ของนายไม่เลวเลย ปมสำคัญที่ควรมีก็มีครบหมด ถ้าแต่งได้ดีนี่ไม่แน่ว่านิยายนายอาจจะกลายเป็นละครดังหลังข่าวไปเลยก็ได้นะ”

......

ลูกพี่ครับ ผมขอโทษ!

นี่ถ้าหลวี่ปินมาได้ยินคำพูดที่เป่าจูพูดเมื่อกี้ละก็ ไม่แน่ว่าอาจจะส่งคนมาเชือดคุณเธอทิ้งก็ได้

อู๋ตี๋จูสมแล้วที่โตมากับการกล่อมเกลาของนิยาย ละครโทรทัศน์ และการ์ตูนอนิเมชันมากมายมหาศาล แถมยังควบทำอาชีพด้านขีดๆ เขียนๆ ที่ได้เปรียบอีกต่างหาก แค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็จัดแจงแต่งเรื่องแนวไฟแรงกับแนวรักเสร็จสมบูรณ์ทั้งคู่

“เป่าจู”

“หือ?”

“เธอไม่ไปเขียนนิยายนี่เสียของเวลาชาติกำลังขาดคนจริงๆ”




<>::<>::<>::<>::<>::<>




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2554 10:31:53 น.
Counter : 212 Pageviews.  

[เล่ม 3] บทที่ 25 นิ้วนางข้างซ้าย

บทที่ 25

นิ้วนางข้างซ้าย



“เป็นไร? เห็นเพื่อนเก่าแล้วไม่ดีใจรึ?” ชายหนุ่มที่พูดล้วงหยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อหนึ่งซอง ดึงออกมาหนึ่งมวน จุดไฟ แล้วยื่นไปให้ถึงปากของหลวี่ปิน

“ลูกพี่ อย่า...” ผู้ชายคนนี้ผอมจนผิดปกติเกินไปแล้ว จื่ออวี๋จึงร้องโพล่งออกไปอย่างลืมตัว

ชายหนุ่มคนนั้นหันหน้ามา ขมวดคิ้วมองจื่ออวี๋ พูดเสียงเรียบเฉย

“วางใจเถอะ ฉันไม่เสพยา”

เอ้อ...ดูท่าทางคนที่คิดแบบนี้จะไม่ใช่จื่ออวี๋คนเดียวแฮะ แหะๆ...

“ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ได้?” หลวี่ปินยื่นหน้าเข้าไปดูดบุหรี่เต็มแรงหนึ่งคำ แล้วไอออกมาแรงมาก น่าจะบาดเจ็บหนักเอาการ

“ฟังว่านายถูกจับตัวมาด้วย ฉันเลยแวะมา” ชายหนุ่มแปลกหน้าพูดพลางโบกมือไล่ผู้ชายที่ซ้อมหลวี่ปินทั้งสองคนออกไป

พอไม่มีใครช่วยพยุง หลวี่ปินก็ล้มลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรงทันที ชายหนุ่มขยับตัวช้าๆ เข้าไปพิงตัวกับผนัง

“จะแนะนำให้นาย นี่คือนิ้วนางที่ชื่อเสียงโด่งดังในวงการแฮกเกอร์ คนที่เล่นงานคอมพิวเตอร์ของบริษัททั้งสองครั้ง, format คอมพิวเตอร์ของเจ้าของกระทู้บนบอร์ดสนทนาคนนั้น แล้วยังขโมย MSN ของเอ้อร์เลิ่ง คือเขาคนนี้ทั้งนั้น” หลวี่ปินยิ้มพลางแนะนำกับจื่ออวี๋ เหมือนกำลังแนะนำเพื่อนเก่าให้รู้จัก

เฮ้ย? พูดจริงพูดเล่น? จื่ออวี๋เบิกตากว้างมองชายหนุ่มที่ผอมมากจนไม่เป็นสารรูปผู้คนนั่นอย่างอดไม่ได้ แฮกเกอร์ตัวจริงเสียงจริง...แฮกเกอร์นี่หน้าตาแบบนี้หรอกหรือเนี่ย...

“อมีบา เรื่องนี้นายคงไม่ได้ไปบอกคนอื่นหรอกนะ?”

“ก็จริงนะ ขืนใครมารู้เข้าว่านายดันแล่นไปขโมย MSN ชาวบ้านนี่ นายมีหวังได้ถูกหัวเราะใส่จนขาดใจตายแหงๆ”

“จะเป็นไปได้ไงเล่า” ชายหนุ่มยิ้มพลางย่อตัวลงนั่ง ช่วยแก้เชือกข้างหลังให้หลวี่ปิน จากนั้นพยุงตัวเขาขึ้นไปนั่งบนโซฟาข้างๆ

สองคนนี้...เป็นอะไรกัน? ดูจากท่าทางแล้วเหมือนจะรู้จักกันมานานมาก แถมยังซี้กันมากด้วย แต่ทั้งที่รู้ดีว่าหลวี่ปินถูกซ้อมอยู่ข้างนอก ผู้ชายคนนี้กลับจงใจไม่ออกมา แล้วยังสายตาน่ากลัวเมื่อกี้นี้อีก ถ้าบอกว่าระหว่างสองคนนี้มีความแค้นต่อกัน จื่ออวี๋คิดด้วยซ้ำว่าความแค้นนั่นไม่มีทางเบาไปกว่าฆ่าพ่อฉุดเมียแน่

ชายหนุ่มร่างผอมหันตัวเดินเข้าไปในห้องที่เขาเดินออกมาเมื่อครู่ หลวี่ปินพูดกับจื่ออวี๋ว่า

“มานี่ ฉันจะแก้เชือกให้”

“ลูกพี่ เขาเป็นใครฮะ? ลูกพี่รู้จักเขามานานแล้วเหรอ?” จื่ออวี๋ให้หลวี่ปินแก้เชือกไปพลางถามไปพลาง

“ฮื่อ ในวงการแฮกเกอร์ ขอแค่นายถามถึงนิ้วนางข้างซ้าย ไม่มีใครไม่รู้จัก”

“ถ้างั้นทำไมเขาถึงช่วยคนอื่นมาเล่นงานคอมพิวเตอร์ของบริษัทล่ะฮะ?”

หลวี่ปินยิ้มอย่างจนใจ “เพราะว่าเขาแค้นฉัน”

“แต่ว่า...”

“แต่ว่าเมื่อกี้ท่าทางของเขาเป็นมิตรมากใช่มั้ย?

เชือกคลายออกแล้ว จื่ออวี๋พยักหน้า นั่งลงข้างๆ หลวี่ปิน

“นั่นเป็นเพราะว่าเขาอารมณ์ดี เพราะหมัดยกเมื่อกี้อัดซะเขาสะใจมากน่ะสิ” ใบหน้าที่เบี้ยวผิดรูปโดยสิ้นเชิงของหลวี่ปินคลี่ยิ้ม สายตากลับมองจื่ออวี๋อย่างจริงจังมาก “อีกเดี๋ยวถ้ามีโอกาส ให้นายหนีไปคนเดียวก่อนเลย”

“ลูกพี่ ผมต้องส่งลูกพี่ไปโรงพยาบาล” จื่ออวี๋คิดจะเช็ดคราบเลือดบนหน้าให้หลวี่ปิน แต่กลับพบว่าหน้าของหลวี่ปินร้อนจัดจนน่าตกใจ บนหน้าผากยังมีเหงื่อซึมออกมาไม่ได้หยุด

“วางใจเถอะ ฉันจะส่งเขาไปโรงพยาบาลแน่นอน” ในมือชายหนุ่มร่างผอมถือไวน์ขวดหนึ่ง แก้วก้านสูงสองใบ นั่งลงอีกด้านของหลวี่ปิน

ท่ามือที่เปิดขวดของชายหนุ่มร่างผอมดูชำนาญมาก ชั่วพริบตาที่จุดขวดถูกเปิดออก กลิ่นหอมของไวน์ก็ลอยมาจางๆ จื่ออวี๋ไม่ค่อยจะรู้เรื่องไวน์นัก แต่ดูจากสีหน้าเสพสุขกับกลิ่นหอมของไวน์ของชายหนุ่มร่างผอมนั่นแล้ว จื่ออวี๋คิดว่านั่นคงจะเป็นไวน์ชั้นดี

ชายหนุ่มร่างผอมรินไวน์ใส่แก้วทั้งสองใบ แล้วยื่นแก้วหนึ่งให้หลวี่ปิน หลวี่ปินมองดู รับมายิ้มๆ จากนั้นส่งต่อมาให้จื่ออวี๋

“ลองชิมดูเถอะ นี่น่ะของที่เซียวหนานเก็บไว้อย่างหวงเชียวนะ ถ้าเป็นตอนปกติ นายเข้าไปในคลังข้อมูลของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติไม่ได้ ก็อย่าหวังเลยว่าเขาจะเปิดขวดให้นาย”

พูดจริงพูดเล่น? เก่งขนาดนี้เชียว? จื่ออวี๋รับมาอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จิบชิมไปคำหนึ่ง พูดตามตรงยังไม่อร่อยเท่าไวน์น้ำผลไม้ผสมโซดาขวดละไม่กี่สิบหยวนด้วยซ้ำ

ผู้ชายชื่อเซียวหนานนั่นชะงัก แล้วได้สติทันที จากนั้นยื่นแก้วในมือตัวเองให้หลวี่ปิน ส่วนตัวเองหันกลับเข้าห้องไปอีกครั้งหยิบแก้วมาหนึ่งใบ

ในที่สุดทั้งสามคนก็นั่งลงเรียบร้อย เซียวหนานชนแก้วกับหลวี่ปิน จากนั้นเซียวหนานดื่มรวดเดียวเกลี้ยงแก้ว

จะเป็นลม...หลงนึกว่าเป็นนักชิมไวน์เสียอีก ดูวิธีดื่มนี่แล้วไม่ได้ต่างอะไรเลยกับวัวกินหญ้า

“จนตอนนี้ชื่อของนายก็ยังอยู่ในบัญชีดำของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติอยู่เลย!” เซียวหนานพูดกับหลวี่ปินยิ้มๆ หลังจากกลืนไวน์ลงไปแล้ว

หา?

จื่ออวี๋หันขวับไปดูหลวี่ปินที่นั่งอยู่ข้างๆ ทันที เซียวหนานหมายความว่า...

“เขายังไม่รู้เรอะ?” เซียวหนานดูท่าทางตกใจของจื่ออวี๋แล้วหันไปเลิกคิ้วถามหลวี่ปิน

“ตอนนี้ก็รู้แล้วไม่ใช่รึไง?”

“นายกลับตัวเป็นคนดีแล้วจริงๆ น่ะ?”

“ไม่มีใครจำฉันได้แล้ว ไม่ใช่รึไง?”

“นั่นน่ะเป็นเพราะว่าตอนนี้ไอ้ปัญญาอ่อนพวกนั้นไม่เคยรู้ว่ามีนายอยู่ด้วยต่างหาก พวกนั้นลอก assembly ที่นายเขียนขึ้นในตอนนั้นแล้วนึกว่าตัวเองแน่นักหนา ความจริงแม้แต่ว่า assembly นั่นเขียนถึงอะไรบ้างพวกนั้นก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ขอแค่เป็นคนรุ่นเดียวกับเรา แค่ดู assembly พวกนั้นก็รู้แล้วว่าเป็นนาย!”

หลวี่ปินกลับหันไปยิ้มให้จื่ออวี๋ ใช้แก้วไวน์ชี้ไปที่เซียวหนานแล้วพูดกับจื่ออวี๋ว่า

“นายรู้มั้ยว่าทำไมเซียวหนานถึงถูกเรียกว่านิ้วนางข้างซ้าย?”

จื่ออวี๋ส่ายหน้า ความจริงเขาอยากรู้เรื่องของหลวี่ปินมากกว่าอีก หลวี่ปินก็เป็นแฮกเกอร์ชื่อดังเหมือนกันหรือ? พวกเขากลับไม่เคยรู้เรื่องนี้กันเลย

“เพราะว่าก่อนหน้านี้นานมากเขาเคยเขียนโปรแกรมโปรแกรมหนึ่ง โปรแกรมนั้นไม่แค่สามารถหลบการสแกนไวรัสได้ด้วยตัวเองเท่านั้น ต่อให้ format drive C ก็ไม่มีประโยชน์อีกด้วย เพราะไวรัสนั้นจะ copy ตัวเองไปที่ drive อื่นโดยอัตโนมัติ รอจนลงระบบโปรแกรมเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วมันถึงค่อย copy ตัวเองกลับมาที่ drive C เหมือนกับคำสาบานของนิ้วนางข้างซ้ายที่ว่าจะไม่แยกจากกันตลอดกาล นอกจากว่าจะ format harddisk”

เงียบ...ไวรัสตัวนี้จื่ออวี๋รู้จัก ฟังว่าจนถึงตอนนี้ไวรัสที่ชื่อ “คำสาบาน” นี่ก็ยังไม่มีวิธีฆ่าได้อยู่เลย แต่ไม่รู้ว่าทำไมไวรัสตัวนี้ถึงไม่ได้ระบาดแพร่หลายออกไปในวงกว้างในอินเทอร์เน็ต

“ไอ้นั่นฉันไม่ได้เป็นคนเขียน” เห็นจื่ออวี๋ทำท่าเหมือนนึกถึงอะไรขึ้นมาได้ เซียวหนานก็รู้ทันทีว่าจื่ออวี๋กำลังคิดถึงอะไร จึงดื่มไวน์ไปหนึ่งอึกแล้วพูดปฏิเสธสิ่งที่จื่ออวี๋กำลังคิดอย่างรังเกียจ

“เซียวหนานไม่ได้เป็นคนเขียน ‘คำสาบาน’ ไวรัสนั่นแค่ลอก assembly ของเซียวหนาน” หลวี่ปินยิ้มพลางพูดต่อจนจบความแทนเซียวหนาน

“พวกกระจอกนั่นแม้แต่ assembly ก็อ่านไม่ออกด้วยซ้ำ ไวรัสนั่นยังดันขับเคลื่อนเป็นปกติได้อีก น่าเหลือเชื่อจริงๆ”

“ที่ขับเคลื่อนเป็นปกติน่ะมีแต่ส่วนที่นายเขียนมากกว่ามั้ง? ส่วนของที่ถูกใส่เพิ่มเข้าไปน่ะไม่รู้เรื่องเลย ฉันดูไม่ออกด้วยซ้ำว่ามันคิดจะเขียนอะไร”

“นายเองก็พอกันแหละ assembly อมีบานั่นของนายก็ถูกคนเขาลอกซะเปลี่ยนไปจนจำแทบไม่ได้เลย ไวรัส ‘แบ่งเปลี่ยน’ ที่ระบาดเมื่อสองปีก่อน แค่ดูก็รู้แล้วว่าลอก assembly ของนาย ฉันเปิดดู source code แล้วแทบลมใส่”

สวรรค์ช่วย! ไวรัส “แบ่งเปลี่ยน” นั่นทำเอาเขาแทบคางเหลือง! สองปีก่อนอยู่ๆ คอมพิวเตอร์ของเขาก็ติดไวรัส ไม่แค่บน desktop มี icon โผล่มาเต็มไปหมดเท่านั้น ทุก drive ในคอมพิวเตอร์ยังถูกไฟล์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนกินพื้นที่จนเต็มอีกต่างหาก แล้วเนื่องจากพื้นที่ว่างใน harddisk เป็นศูนย์ ผลจึงกลายเป็นว่าแม้แต่เปิดเครื่องก็ยังทำไม่ได้ ยังดีที่ตอนเขาติดไวรัส ไวรัสตัวนี้ระบาดมานานมากพอสมควรแล้ว วิธีจัดการกับมันเลยออกมาหมดแล้ว จื่ออวี๋ถึงค่อยรักษาข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของตัวเองเอาไว้ได้โดยไม่ต้องผ่านชะตากรรม format เครื่อง ตอนนั้นชายหนุ่มยังสาบานไว้เลยว่าถ้าเขารู้ว่าใครเป็นคนสร้างไวรัสนั่นขึ้นมาละก็ เขาต้องฆ่าหมอนั่นให้ได้...ดันเป็นหลวี่ปินหรือนี่...จื่ออวี๋เซ็งสุดชีวิต...

“เพราะ assembly นั่นแหละ ฉันถึงได้ขึ้นบัญชีดำของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ”

“รู้มั้ยว่าทำไมถึงชื่อว่าอมีบา?” เซียวหนานถามจื่ออวี๋ พอเห็นจื่ออวี๋ส่ายหน้า เซียวหนานก็พูดต่อว่า “อมีบา โปรโตซัว สัตว์เซลล์เดียว ขยายพันธุ์ด้วยการแบ่งตัวออกไปเรื่อยๆ assembly นั้นก็เหมือนกับอมีบา นั่นคือทุกไฟล์ที่แบ่งตัวออกมาจะเป็นร่างหลักทั้งหมด จากนั้นจะแบ่งตัวต่อไปด้วยอัตราเร็วเป็นทวีคูณ ที่เจ๋งที่สุดคือทุกไฟล์ที่แบ่งตัวออกมาจะถูกสุ่มตั้งชื่อทั้งหมด จึงไม่สามารถลบทิ้งให้สิ้นซากได้โดยสิ้นเชิง”

เปรี้ยง! นี่ถ้าไม่ใช่หลวี่ปินละก็ จื่ออวี๋อยากขจัดภัยให้ชาวโลกเดี๋ยวนี้เลยจริงจริ๊ง

เนื้อหาในการสนทนาถัดจากนั้น จื่ออวี๋สักแต่ฟังไม่ได้เก็ททั้งนั้น ทั้งช่องโหว่เอย ตัวแปรเอย Operation เอย จื่ออวี๋ยิ่งฟังยิ่งมึนหัว ตอนเรียนหนังสือวิชาเลข หลังจากเข้าเรื่องสมการ เขาก็ไม่เคยสอบผ่านอีกเลย ภาษาอังกฤษนี่ยิ่งหลังจากครูสอนพยัญชนะทั้ง 26 ตัวจบ เขาก็ไม่เคยฟังรู้เรื่องอีกเลย

ฟังไปได้ครึ่งชั่วโมง ข้อสรุปเดียวที่จื่ออวี๋ได้มาก็คือ เขาเป็นได้แค่เหยื่อของแฮกเกอร์สถานเดียวไปตลอดกาล...

เทียบกับคำศัพท์เฉพาะทางที่เขาฟังไม่รู้เรื่องพวกนั้นแล้ว บรรยากาศในตอนนี้กลับทำให้จื่ออวี๋นึกกังวลใจมากกว่า เพราะถึงจะดูเหมือนว่าสองคนนี้คุยกันเพลินมาก แต่จื่ออวี๋ก็ไม่ได้ลืมอยู่ดีว่าที่นี่คือที่ไหน ยิ่งไม่ได้ลืมสายตาที่เซียวหนานมองหลวี่ปินในตอนแรกสุด

จริงดังคาด สถานการณ์กลมเกลียวหลอกๆ ได้สลายไปอย่างรวดเร็ว

“ปินจื่อ กี่ปีแล้ว?” อยู่ๆ เซียวหนานก็ถามหลวี่ปินเสียงจริงจัง

“ห้าปีแล้ว”

“กลับมาเถอะ!”

“ไม่”

ขณะที่จื่ออวี๋กำลังงงว่าสองคนนี้พูดอะไรกัน เซียวหนานก็ลุกพรวดขึ้นมาอย่างปุบปับ

“นายยังบอกเองนี่ว่าห้าปีแล้ว ห้าปีแล้ว!” เสียงตะคอกอย่างเดือดจัด เซียวหนานยื่นมือไปขยุ้มคอเสื้อของหลวี่ปินแน่น ชั่ววูบนี้ในดวงตาดำลึกฉายแววโทสะผสมแววเคียดแค้น เหมือนอยากจะเผาหลวี่ปินให้เป็นขี้เถ้ายังไงยังงั้น

จื่ออวี๋เห็นท่าทีผิดปกติของเซียวหนานก็คิดจะขวาง แต่ยังช้าไปก้าวหนึ่งอยู่ดี จึงได้แต่จับมือของเซียวหนานไว้

“ปล่อยมือ!”

ถึงดูเผินๆ หลวี่ปินจะเหมือนไม่เป็นอะไร แต่จื่ออวี๋ดูออกว่าหลวี่ปินกำลังฝืนข่มความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา มือที่ถือแก้วไวน์นี่สั่นอย่างไม่มั่นคงด้วยซ้ำ

ท่าทางเซียวหนานจะโมโหสุดขีด สะบัดจื่ออวี๋ถอยห่างออกไปสองก้าว จื่ออวี๋นึกไม่ถึงเลยว่าผู้ชายที่เอาแต่นั่งเคาะคีย์บอร์ดอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งปีทั้งชาติจะแรงเยอะขนาดนี้ได้

“นายนึกว่าเขากำลังตายแทนนายใช่มั้ย?” เซียวหนานปล่อยหลวี่ปิน ท่าทางที่ชี้มือมาทางจื่ออวี๋เหมือนกำลังมองศัตรูคู่อาฆาตยังไงยังงั้น หัวเราะเยาะเสียงดังแล้วพูดว่า “นายน่ะมันเป็นแค่ตัวแทน พวกนายทุกคนน่ะเป็นแค่เครื่องมือที่เขาหลอกใช้! เป็นแค่ตัวแทนที่เขาเอามาใช้ทำให้ความฝันของคนตายเป็นจริง!”

คนตาย? ใครตายกัน? จื่ออวี๋หันไปมองหลวี่ปิน ส่วนหลวี่ปินเอาแต่นั่งเหม่อพิงโซฟา

อาจจะเพราะเห็นว่าไม่มีอะไรจะพูดกับจื่ออวี๋ เซียวหนานจึงหันกลับไปยืนตรงหน้าหลวี่ปินอีกครั้ง

“เสี่ยวหลงน่ะตายไปแล้ว นายยังจะทำให้ตัวเองบิดเบี้ยวเพื่อความฝันของคนตายไปอีกนานแค่ไหน?”

“คนตายคนนั้นคือน้องชายแท้ๆ ของนายนะ!” หลวี่ปินถลึงตาใส่เซียวหนานกลับอย่างไม่พอใจเหมือนกัน

“ใช่ ถูกต้อง เขาเป็นน้องชายของฉัน! เพราะงั้นแม้แต่ฉันเองยังเลิกเสียใจแล้วเลย แล้วนายยังจะทรมานตัวเองเพื่อเขาไปอีกนานแค่ไหนกัน?”

“ฉันสบายดีมากต่างหาก!”

“สบายดี? ถ้าเสี่ยวหลงบนสวรรค์เห็นสภาพของนายในตอนนี้ เขาไม่มีทางตายตาหลับแน่”

“ฉันสบายดีมาก!”

ในที่สุดจื่ออวี๋ก็รู้แล้วว่าทำไมหลวี่ปินถึงได้ยิ้มอยู่ตลอดเวลา เพราะหลวี่ปินกำลังบังคับให้ตัวเองยิ้ม จื่ออวี๋ไม่เคยเกลียดการเห็นใครยิ้มมากเท่าตอนนี้มาก่อนเลย เขายินดีเห็นหลวี่ปินเต้นเหยงๆ ตวาดด่า หรือเหวี่ยงหมัดอัดใส่อย่างโมโห หรือแม้แต่ร้องไห้ออกมาอย่างอ่อนแอ ก็ยังดีกว่าบังคับตัวเองให้ยิ้มเหมือนอย่างในตอนนี้

“นายยิ้มให้ใครดูกัน?” เซียวหนานเหวี่ยงมือตบใส่ไปเต็มแรงอย่างเดือดจัด เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังกังวานชัดเจนมากจนทำเอาจื่ออวี๋พลอยรู้สึกหน้าชาไปด้วย

“เซียวหนาน ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะสามารถเดินออกมาจากความทรงจำแล้วเริ่มต้นใหม่ได้ และไม่ใช่ว่าทุกคนจำเป็นต้องมองไปข้างหน้าถึงจะสามารถอยู่รอดต่อไปได้อีกเหมือนกัน ห้าปีก่อนฉันก็บอกไปแล้วไงว่า ฉันจะไม่เป็นแฮกเกอร์อีก!” รอยยิ้มจอมปลอมที่ถูกหนึ่งฝ่ามือตบกระเด็นไม่ได้ฝืนใจผุดขึ้นบนใบหน้าอีก หลวี่ปินมองเซียวหนานด้วยแววตาเฉยเมยขณะที่ปากบอกอย่างมั่นคงว่าการตัดสินใจของเขาไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ร่างผอมแห้งจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกนั้นโกรธจนตัวสั่น ชี้หน้าหลวี่ปินถามว่า

“เพราะอะไร? เสี่ยวหลงเป็นฝ่ายยอมแบกรับแทนนายเอง ส่วนนายก็ล้างแค้นให้เขาแล้วไม่ใช่รึไง? เสี่ยวหลงเป็นฝ่ายยอมตายเพื่อนายเอง ไม่มีใครโทษนายและไม่มีใครอยากให้นายชดใช้ความผิด นายกำลังทำแบบนี้ให้ใครดูกัน?”

เงียบ...เกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างหลวี่ปินกับเสี่ยวหลงแล้วก็ตาไม้เสียบผีนี่กันแน่?

“เซียวหนาน ทำไมตั้งหลายปีเข้าไปแล้วนายถึงได้ยังดื้อหัวชนฝาแบบนี้อยู่อีกนะ?” หลวี่ปินย้อนถามอย่างอ่อนใจ

เซียวหนานมองหลวี่ปินด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อ

“ในเมื่อนายยังไม่ยอมฟังคำเกลี้ยกล่อมเสียที งั้นฉันจะทำลายเกมของนายนั่นกับตัวแทนพวกนั้นของนายไปพร้อมๆ กันซะ”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขา!”

“ถูกต้อง เดิมทีน่ะไม่เกี่ยวกัน แต่นายเป็นคนทำให้พวกเขาเปลี่ยนเป็นเกี่ยวเอง”

สังหรณ์ร้าย! จื่ออวี๋แอบถอยหลังไปเงียบๆ สองก้าว ถอยห่างจากเจ้าหมอเซียวหนานนี่ไกลๆ หน่อย

หลวี่ปินสูดหายใจลึกๆ จากนั้นเอามือพยุงโซฟาข้างตัวฝืนใจลุกขึ้นยืน

“ไม่ว่านายคิดจะทำอะไร ให้ทำใส่ฉัน”

“ลูกพี่!” สองก้าวที่ถอยออกไปเมื่อกี้ถูกจื่ออวี๋ก้าวพรวดกลับมาเหมือนเดิมในครึ่งก้าว ชายหนุ่มแล่นไปอยู่ข้างๆ หลวี่ปิน ยื่นมือออกไปพยุงร่างที่ซวนเซนั่น “ลูกพี่บาดเจ็บหนักมากแล้วนะ”

เซียวหนานเองก็โกรธจัดจนตัวสั่น จื่ออวี๋ถึงกับกังวลว่าอีกฝ่ายจะโกรธจนหายใจไม่ออกลมใส่ไปเลย ถึงแม้ชายหนุ่มจะอยากให้ความกังวลนี้กลายเป็นความจริงสุดๆ ก็ตาม

“นายยังถูกอัดได้อีกซักกี่หมัดกัน? แม้แต่ชีวิตนายก็ไม่เอาแล้วเรอะ? ตื่นซะทีเถอะ! เพื่อเครื่องมือที่ถูกนายหลอกใช้พวกนี้น่ะมันคู่ควรมั้ย? พวกเขาไม่ใช่เสี่ยวหลง ไม่ใช่คนที่นายอยากจะชดใช้ความผิดนั่น”

เครื่องมือที่หลอกใช้? จื่ออวี๋มองหลวี่ปินที่อยู่ข้างๆ ใบหน้าของหลวี่ปินเรียบเฉย เอาแต่มองเซียวหนานนิ่งๆ

เป็นแค่ตัวแทนของคนตายจริงๆ หรือ? อยู่ๆ จื่ออวี๋ก็นึกถึงคำพูดประโยคนั้นของหูถุฯขึ้นมาอีกครั้ง

“ถ้านายตายไป ฉันจะต้องมีชีวิตอยู่โดยแบกเงาของนายไปจนตาย!”

หลวี่ปินกับเซียวหนานต่างมองหน้ากัน ฝ่ายแรกสีหน้าเย็นชา เพียงแต่หอบหายใจหนักๆ เพราะได้รับบาดเจ็บ ฝ่ายหลังกลับเดือดดาลสุดขีด สายตาที่ถลึงจ้องใส่หลวี่ปินอย่างดุดันเหมือนอยากจะอัดหลวี่ปินต่ออีกรอบยังไงยังงั้น

“การเถียงกันแบบนี้มีความหมายมั้ย?” หลวี่ปินถามเสียงเรียบ

“ดูท่าทางจะไม่มีความหมายอะไร นายยังคงเลือกที่จะเป็นคนทรยศเหมือนเมื่อห้าปีก่อนตามเคย”

“ในเมื่อไม่มีอะไรจะพูดกันอีก งั้นพวกฉันไปกันซะทีได้หรือยัง?”

“ฉันเองก็อยากจะส่งนายไปโรงพยาบาลเต็มทีอยู่หรอก แต่น่าเสียดายที่การที่ฉันยืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าฉันมีสิทธิ์ที่จะปล่อยนายไป” อาจจะเพราะเมื่อกี้โมโหมากเกินไปจนตอนนี้ชักจะหมดแรง เซียวหนานจึงระงับโทสะพูดเสียงเรียบ

“ทางที่ดีนายจงไปบอกซินซางซะว่า อย่าทำอะไรให้มันหนักข้อเกินไปนัก ความอดทนของฉันน่ะมีขีดจำกัด”

“ทำไมฉันต้องไปบอกเขาด้วย? ความเป็นตายของพวกนายเกี่ยวอะไรกับฉัน? เขายืมมือพวกฉันหาแพะตายแทนสี่คนนี้จนเจอ ส่วนพวกฉันยืมอิทธิพลของเขาจัดการแพะสี่คนนี้ ก็แค่นั้นเอง”

พูดไม่ออก...ช่างพูดได้เหมือนเป็นฝ่ายถูกซะเต็มที่เชียวนะ

หลวี่ปินมองเซียวหนาน แค่นหัวเราะเย็นชา นั่งกลับลงไปบนโซฟาล้วงหยิบมือถือออกมากดโทร

“ฮัลโหล? เฉียงเกอ หรือ? โทษทีครับที่โทรมารบกวนดึกป่านนี้ พอดีมีปัญหานิดหน่อยน่ะ ช่วยส่งคนมารับผมหน่อยได้มั้ย? ไม่ต้องมากหรอก ตามใจเถอะ! อืม ได้รับบาดเจ็บนิดหน่อย ผมไม่อยากไปโรงพยาบาล ได้ครับ งั้นผมจะรอพวกเขามา” บอกที่อยู่เสร็จ หลวี่ปินก็เก็บมือถือ

“ลูกพี่...คนนั้น...” สายตาที่จื่ออวี๋มองหลวี่ปินเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อกี้คนที่ชื่อ “เฉียงเกอ” อะไรนั่น คงไม่ใช่ว่าเป็น...เหมือนกัน...

“มาเฟียน่ะให้มาเฟียด้วยกันไปจัดการกันเองแหละดีแล้ว! ไม่มีอะไรแล้ว อีกเดี๋ยวก็จะมีคนมารับพวกเรา” หลวี่ปินเอนตัวพิงพนักโซฟาเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย

“ดูท่าทางซินซางจะเจอของแข็งเข้าให้ซะแล้ว ไม่กี่ปีมานี้นายคลุกคลีได้ไม่เลวเลยนี่!” เซียวหนานเองก็ทำท่าเหมือนเดาได้อยู่แล้ว รินไวน์ให้ตัวเองอย่างไม่มีทีท่าว่าผิดคาดสักนิด

“เฮอะ ทำอาชีพนี้นายยังไม่รู้ดีอีกเรอะ?” หลวี่ปินก็ยิ้มพลางรินไวน์ให้ตัวเองเหมือนกัน

“ก็จริง ต่อไปถ้าฉันมีลูก ฉันต้องบอกเขาแน่ว่าอย่ามาเป็นแฮกเกอร์เด็ดขาด อยู่ดีไม่ว่าดีใครๆ ก็แห่กันอยากจะมารู้จักนาย พอรู้จักเสร็จไม่สั่งให้นายไปล่วงเกินคนอื่น ก็ถูกนายล่วงเกินเสร็จตามมาล้างแค้นนายทั้งนั้น”

“นายไม่ไปเรอะ?” หลวี่ปินเลิกคิ้วมองเซียวหนานที่ยังคงนั่งทอดหุ่ยอย่างสบายอารมณ์

“ขืนฉันไปสองคนในห้องนั้นก็จะออกมา นายยังหวังจะนั่งกินไวน์อยู่ตรงนี้ได้อีก?” เซียวหนานยิ้มพลางชนแก้วกับหลวี่ปิน

หลวี่ปินไม่พูดอะไรอีก รินไวน์ให้จื่ออวี๋อีกคน ทั้งสามคนช่วยกันดื่มไวน์ทั้งขวดจนหมดเกลี้ยง

ไวน์แก้วสุดท้ายยังดื่มไม่ทันหมด เสียงฝีเท้าดังสับสนก็แว่วมาจากนอกประตู จากนั้นก็เป็นเสียงคนกระแทกประตู กระแทกไปสองทีก็ยังเปิดไม่ได้ นอกประตูมีเสียงทุบของดังตามมาอยู่พักหนึ่ง ใช้เวลาแค่ไม่ถึงครึ่งนาที กลอนประตูก็ถูกทุบกระเด็นหลุดออกจากบานประตูมาทั้งยวง

ป่าเถื่อนจริงๆ...จื่ออวี๋นึกถึงครั้งก่อนที่อาจ่ายพูดถึงเรื่องเตะประตู แล้วนึกในใจว่าประตูบานนี้คุณภาพไม่เลวเลย มาเฟียควรจะซื้อประตูแบบนี้แหละ เพราะช่วยถ่วงเวลาให้หนีไปได้อีกหน่อยนึงด้วย

ตอนที่ประตูถูกทุบไปได้ครึ่งหนึ่ง ผู้ชายสองคนในตอนแรกที่อยู่ในห้องติดกันได้ถือแป๊บเหล็กคนละดุ้นวิ่งออกมาจากห้อง รอจนประตูถูกทุบเปิดออก ทั้งสองคนก็ยังคงยืนนิ่งกันอยู่ตรงนั้น

จื่ออวี๋คิดในใจ ถ้าเป็นเขา เขาก็ยืนนิ่งไม่ขยับเหมือนกันแหละ เพราะจากตำแหน่งที่เขาอยู่มองออกไป นอกประตูมีแต่คนยืนออกันดำพืดไปหมด คาดว่าขอแค่เป็นพื้นที่ที่ยืนได้ ตอนนี้คงจะถูกคนยืนจนเต็มหมดแล้ว ผู้ชายที่นำขบวนอายุประมาณยี่สิบเศษ ดูแล้วอายุพอๆ กับจื่ออวี๋ แจ็คเก็ตหนังปกสูงสีดำ กางเกงขายาวหนังรองเท้าบู๊ตดำ แถมในมือยังถือดาบซามูไรที่จื่ออวี๋เคยเห็นก็แต่ในทีวี ข้างหลังผู้ชายคนนี้ยังมีแสงสะท้อนจากของที่ทำจากโลหะอีกวูบวาบนับไม่ถ้วน

น...น...นี่...มันจะเวอร์เกินไปหน่อยมั้ย?

จื่ออวี๋หันไปดูหลวี่ปินอย่างอดไม่ได้ หลวี่ปินกลับดื่มไวน์กับเซียวหนานเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรเลยไงงั้น

“ปินเกอ!” ชายหนุ่มที่นำขบวนร้องทัก ก้าวปราดๆ มาถึงตรงหน้าหลวี่ปินเหมือนมองไม่เห็นผู้ชายอีกสองคนที่ยังคงยืนทื่อถือแป๊บเหล็กโดยสิ้นเชิง

“นายเองหรอกเหรอ! เฉียงเกอนี่ให้เกียรติฉันจริงๆ” หลวี่ปินยิ้มให้อีกฝ่าย

ชายหนุ่มที่มาใหม่เห็นแผลบนหน้าของหลวี่ปิน แววตาก็เปลี่ยนไปทันที

“ปินเกอ ใครอัดพี่ครับ?”

หลวี่ปินงอนิ้วชี้ไปทางผู้ชายสองคนนั้นที่ยังคงยืนทื่ออยู่ที่เดิม แต่ตอนนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำไปแล้ว ข้างหลังชายหนุ่มผู้มาใหม่ก็มีคนก้าวพรวดออกมาสี่คนไปจับตัวสองคนนั้นมาตรงหน้าหลวี่ปินทันที หลวี่ปินยิ้มให้ผู้ชายสองคนนี้อย่างใจดี แล้วพูดด้วยว่า

“กลับไปบอกคนที่วานให้พวกนายมาซะนะ จะข้ามแม่น้ำต้องดูท่าเรือ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เขาจะมาได้!”

“จัดการยังไงดี ปินเกอ?”

“หักแขนคนละข้างแล้วปล่อยไปเถอะ!” หลวี่ปินโบกมือ แล้วทำท่าจะลุกขึ้นยืน จื่ออวี๋เพิ่งคิดจะช่วยพยุง ก็ถูกชายหนุ่มที่นำขบวนนั่นแย่งเข้าไปพยุงเสียก่อน

ตอนเดินออกไปนอกประตู จื่ออวี๋เห็นหนึ่งในคนที่จับตัวชายสองคนนั้นไว้ก้มลงหยิบแป๊บเหล็กบนพื้นขึ้นมา แล้วเงื้อขึ้นสูงทำท่าจะหวดลงใส่ แต่ถูกอีกคนที่อยู่ข้างๆ บ้องกะโหลกไปหนึ่งเปรี้ยงทันที ด่าเบาๆ ว่า

“ไอ้ห่า! นายไม่รู้เรอะว่าปินเกอใจอ่อนทนฟังเสียงคนแหกปากร้องไม่ได้น่ะ? รอปินเกอไปแล้วค่อยลงมือ”

เงียบ...จื่ออวี๋พูดไม่ออกสุดๆ แล้ว

เห็นได้ชัดว่าคนพวกนั้นดูสีหน้าคนเก่งมาก ตอนพวกเขาเพิ่งเข้ามาใหม่ๆ เซียวหนานก็นั่งดื่มไวน์กับหลวี่ปินอยู่ตรงนั้นแล้ว คนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางจะหลงนึกว่าสองคนนั้นเป็นเพื่อนกันทุกคน ดังนั้นตอนนี้เซียวหนานจึงยังคงนั่งดื่มไวน์อยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม แต่ไม่มีใครเข้าไปรบกวนเขาเลยสักคน จื่ออวี๋นึกในใจว่าถ้าคนพวกนี้รู้ว่าความจริงที่หลวี่ปินถูกอัดซะกลายเป็นแบบนี้เป็นความคิดของเซียวหนานนี่ ไม่รู้ว่าจะลมใส่กันมั้ย ส่วนตัวจื่ออวี๋เอง หลังจากหลวี่ปินชี้มาที่จื่ออวี๋แล้วบอกชายหนุ่มที่นำขบวนว่า “คนนี้เป็นเพื่อนฉัน” จื่ออวี๋เดินไปถึงไหนก็มีคนช่วยหลีกทางให้โดยอัตโนมัติตลอด

ออกจากห้องไปแล้วจื่ออวี๋ถึงค่อยเห็นชัดตา ข้างนอกมีคนยืนออกกันอยู่ประมาณยี่สิบกว่าคน ระเบียงหน้าห้องทั้งสี่ห้องของชั้นหนึ่งถูกคนพวกนี้ยืนยึดพื้นที่จนเต็มหมดทั้งแถบ ลงจากตึกไป ข้างล่างตึกมีรถตู้สีขาวจอดอยู่สี่คัน จื่ออวี๋ตามหลวี่ปินขึ้นไปนั่งบนรถตู้คันที่สอง

พอขึ้นรถไป ชายหนุ่มที่นำขบวนก้จุดบุหรี่ให้หลวี่ปินทันที

“ปินเกอ บุหรี่ครับ”

“เสี่ยวซาน ขอโทษด้วยนะที่ดึกป่านนี้แล้วยังจะรบกวนนายอีก” หลวี่ปินรับบุหรี่มาแล้วพูดยิ้มๆ

พอฟังจบ ผู้ชายชื่อ “เสี่ยวซาน” นั่นก็ขมวดคิ้ว พูดอย่างไม่พอใจว่า

“ปินเกอ พูดงี้ได้ไงครับ? เฉียงเกอน่ะคิดจะมารับพี่ด้วยตัวเองด้วยซ้ำ แต่เพราะอยู่ไกลจากที่นี่เกินไป บวกกับกลัวว่าพี่จะเป็นอะไรไป ถึงได้ให้ผมล่วงหน้ามาก่อน เฉียงเกอยังบอกด้วยว่าถ้าคนแค่นี้ไม่พอ ยังมีพี่น้องอีกร้อยกว่าคนรอรับโทรศัพท์อยู่นะครับ”

หลวี่ปินเป็นใครกันแน่? จื่ออวี๋ที่นั่งอยู่ข้างหลังหลวี่ปินชักจะรู้สึกว่าผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างหน้าแปลกหน้ามากขึ้นทุกที

“ถือว่าฉันพูดผิดแล้วกัน ไว้แล้วฉันจะเลี้ยงเหล้านะโอเคมั้ย?”

“ให้พี่เลี้ยงได้ไงกันครับ ครั้งหน้าให้ผมได้เป็นคนเลี้ยงก็ถือว่าพี่ให้เกียรติผมเสี่ยวซานแล้วล่ะครับ” เซียวซานหัวเราะหึหึ แล้วมองไปที่นอกรถ คนที่อยู่บนตึกจัดการเรื่องเสร็จกลับขึ้นมาบนรถกันหมดแล้ว เสี่ยวซานจึงตบคนข้างหน้าเบาๆ สั่งให้พวกนั้นออกรถ

“ลูกพี่” ไม่รู้เพราะอะไรจื่ออวี๋ถึงรู้สึกไม่สบายใจยังไงชอบกล คืนนี้ทั้งคืนเกิดเรื่องขึ้นมากเกินไป ตอนนี้แม้แต่หลวี่ปินเองยังทำให้เขารู้สึกกลัวเลย

“หือ?” หลวี่ปินหันกลับมามองหน้า

“พวกเขา...จะหักแขนของสองคนนั้นจริงๆ...”

เสี่ยวซานที่นั่งอยู่ข้างหลวี่ปินถลึงมองจื่ออวี๋อย่างเย็นชา พูดเสียงเย็นกระด้าง

“ถ้านายไม่วางใจ จะให้นายกลับไปดูด้วยตาตัวเองเดี๋ยวนี้เลยก็ได้”

“พอแล้วเสี่ยวซาน เขาไม่ได้หมายความอย่างนั้น” หลวี่ปินปราม เสี่ยวซานไม่พูดอะไรอีก นั่งตัวตรงมองกระจกกั้นลม หลวี่ปินคลี่ยิ้มแบบที่ปลอบให้จื่ออวี๋วางใจ “ไว้มีเวลาเมื่อไหร่ ฉันค่อยบอกนาย”

ใช่สิ ต้องรอให้มีเวลาแล้วค่อยคุยกับหลวี่ปินให้เคลียร์ เรื่องในคืนนี้อัดกันยุ่งเต็มหัวเขาไปหมดแล้ว จื่ออวี๋ถึงขนาดไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลวี่ปินใช่หลวี่ปินคนที่พวกเขาเหล่าบอสน้อยรู้จักหรือเปล่า หรือว่าหลวี่ปินคนนั้นเป็นแค่ภาพลวงตาที่พวกเขาวาดภาพกันไปเองเพราะถูกฝีมือแสดงละครของหลวี่ปินหลอกตบตา ซินซางนั่น เซียวหนานนั่น เสี่ยวหลงนั่น เฉียงเกอนั่น เสี่ยวซานนั่น...คือหลวี่ปิน หรืออมีบา? หรือว่าปินเกอ? หรือคนทรยศ?

รถสี่คันขับตรงดิ่งไปถึงอาบอบนวดแห่งหนึ่ง จื่ออวี๋อยู่มาจนโตป่านนี้ยังไม่เคยมาสถานที่แบบนี้เลย ก่อนจะเข้าประตู ความคิดเดียวที่อยู่ในหัวของจื่ออวี๋กลับเป็น...นี่เขายังเป็นหนุ่มพรหมจรรย์หรอกเรอะ

เดินเข้าไปข้างใน เสี่ยวซานไล่คนที่เดินตามหลังมาแยกย้ายไปจนหมด จากนั้นประคองหลวี่ปินเข้าไปในห้องพิเศษขนาดใหญ่ห้องหนึ่งที่ด้านใน

ถึงจื่ออวี๋จะรู้สึกว่าหลวี่ปินแปลกหน้า แต่ในสถานการณ์แบบนี้ดูเหมือนเขาจะได้แต่เดินไปกับหลวี่ปินแหละนะ

เปิดประตูออก ในห้องพิเศษเสียงตะโกนพูดคุยดังสะเทือนไปทั้งห้อง ผู้ชายหลายคนกำลังดวดเหล้าคุยกันอยู่ในนั้น บอกว่า “คุยกัน” นี่จื่ออวี๋ยังตะขิดตะขวงใจด้วยซ้ำ เพราะมันคือการชุมนุมคำสบถด่าชัดๆ

พอทุกคนเห็นหลวี่ปิน ก็เงียบกริบลงทันที ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงกลางซึ่งดูเหมือนอายุยังไม่ถึงสามสิบน่าจะเป็นลูกพี่ใหญ่ของคนพวกนี้ พอเห็นหลวี่ปินเข้าก็รีบไล่สาวดริงค์ข้างตัวออกไปอีกทางทันที แล้วตบที่นั่งข้างๆ ตัวเองให้หลวี่ปินเข้าไปนั่ง

“เฉียงเกอ รบกวนแล้ว” หลวี่ปินพูดขอบคุณตามเคย

“พี่น้องกันเองจะขอบอกขอบใจทำไมกัน หัวจื่อ หัวจื่อ! แม่งยังจะมัวนั่งเหม่อหาอะไรอยู่ตรงนั้นวะ ยังไม่รีบมาดูแผลให้ปินเกอของแกอีกเรอะ?”

ผู้ชายท่าทางสุภาพเรียบร้อยมากที่นั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งรีบลุกขึ้นตามเสียงเรียก เข้ามานั่งข้างๆ หลวี่ปิน แล้วช่วยตรวจดูแผลให้อย่างระมัดระวัง

ช่วงที่รอให้หัวจื่อตรวจดูแผล ในที่สุดเฉียงเกอก็หันไปมองเห็นจื่ออวี๋ที่ยังคงยืนขวางอยู่ตรงประตู จึงขมวดคิ้วถามเสี่ยวซาน

“เขาเป็นใคร?”

“เพื่อนของปินเกอครับ”

เฉียงเกอหันไปมองหลวี่ปินอย่างประหลาดใจ หลวี่ปินพูดยิ้มๆ

“เด็กที่บริษัทน่ะ พอดีว่าตอนค่ำโชคร้ายถูกจับตัวไปพร้อมกับผม”

“พับผ่าสิ! มีดวงเฮงขนาดนี้นี่น่าไปซื้อล็อตเตอรี่จริงๆ! เสี่ยวซาน เปิดห้องให้เขาห้องนึง เรียกสาวด้วยคนนึง เลิกเอาแต่ยืนเหม่ออยู่ตรงนั้นได้แล้ว”

เงียบ...ผมแค่อยากจะกลับบ้านไปนอนครับ...

จื่ออวี๋นั่งอยู่ในห้องที่เปิดใหม่แล้วนึกถึงคำพูดของโจวซิงฉือขึ้นมาอย่างปุบปับ

“ชีวิตคนขึ้นลงปรู๊ดปร๊าดเร็วเกินไป เร้าใจเป็นบ้า!”

เมื่อสามชั่วโมงกว่าก่อนหน้านี้อยู่ๆ เขาก็ถูกลักพาตัว เมื่อยี่สิบนาทีก่อนเขายังกลุ้มใจอยู่เลยว่าวันนี้จะรอดตายกลับบ้านไปได้มั้ย มาตอนนี้กลับนั่งอยู่ในห้องในอาบอบนวด ข้างตัวมีน้องหนูที่ไม่รู้ว่าอายุถึงสิบแปดปีหรือเปล่าเกาะติด ดื่มไวน์แดงที่ฟังว่าราคาขวดละเกินหมื่น

“เสี่ยขา เสี่ยยังหนุ่มจังเลย มาเป็นครั้งแรกหรือคะ?” เสียงน้องหนูคนนี้ออดอ้อนมากยังกับน้ำละลายกระดูกในนิยายกำลังภายใน เสื้อผ้าก็น้อยชิ้นมากซะจนจื่ออวี๋เป็นห่วงว่าหลังเลิกงานแล้วคุณเธอต้องห่อผ้านวมถึงจะกลับไปบ้านได้

“ค...คุณอย่าเข้ามาใกล้นักสิ ผ...ผมขี้ร้อน” ตอนนี้จื่ออวี๋เหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้า แถมยังไม่กล้ายื่นมือออกไปผลักคุณเธออีกต่างหาก เพราะขืนเล็งผลักไม่ถูกที่ ชายหนุ่มกลัวจริงๆ ว่าเสื้อผ้าคุณเธอจะร่วงผลุบ แล้วตอนนี้หน้าอกหน้าใจทั้งคู่ที่ล้นทะลักออกมาครึ่งหนึ่งของคุณเธอกำลังกระเพื่อมไปมาอยู่ต่อหน้าต่อตาเขานี่เอง...ทั้งขาว ทั้งเนียน ดูดสายตาสุดๆ...

“ทำไมถึงขี้อายขนาดนี้นะ? หนุ่มพรหมจรรย์ยังไม่ขนาดถึงนี้เลยด้วยซ้ำ”

ฉันก็หนุ่มพรหมจรรย์เหมือนกันนะ!

“มามะ ดื่มไวน์ซักอึกเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง อย่าประหม่านักสิ!”

มือขาวผ่องนวลเนียนถือไวน์แก้วหนึ่งยื่นไปให้ถึงปากของจื่ออวี๋ ภายใต้แสงไฟมืดสลัว มือข้างนั้นเนียนละเอียดผุดผ่องจนเหมือนเรืองแสงอยู่จางๆ ภายใต้แสงสะท้อนของน้ำยาเคลือบเล็บสีแดงและไวน์แดงในแก้วขับเน้น ยิ่งดูแดงเฉิดฉายแทบจะหยด

จื่ออวี๋ดูมือทั้งขาวผ่องทั้งนวลเนียนข้างนั้นแล้วเข้าใจทันทีว่าทำไมโลกนี้ถึงได้มีคดีข่มขืนมากขนาดนี้ และเข้าใจด้วยว่าทำไมถึงมีผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษผู้กล้าเยอะแยะมากมายถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของผู้หญิง ยิ่งเข้าใจในที่สุดว่าทำไมในตอนแรกพระเจ้าสร้างอดัมขึ้นมาแล้วยังต้องสร้างอีวาขึ้นมาอีกคน...

“มาสิจ๊ะ มาดื่มซักคำ ดื่มเสร็จแล้วเจ๊จะจุ๊บนะ!”

ผมไม่เอ๊า!

ลูกพี่คร้าบ ช่วยผมด้วย...




<>::<>::<>::<>::<>::<>




 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 7 กรกฎาคม 2554 13:44:44 น.
Counter : 254 Pageviews.  

1  2  

ซีเรีย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add ซีเรีย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.