Group Blog
 
All Blogs
 

[นิยายแปล] ชวนผู้ที่อ่าน สามชาติสามภพ ป่าท้อสิบหลี่ จบแล้วมาคุยกันค่ะ

ชวนผู้ที่อ่าน สามชาติสามภพ ป่าท้อสิบหลี่ จบแล้วมาคุยกันค่ะ
(ใครยังไม่อ่านและไม่อยากถูก spoil ให้มองข้ามหัวข้อนี้ไปนะคะ)

หัวข้อที่จะชวนคุยก็คือ สิ่งที่ถังชีกงจื่อผู้เขียนซ่อนเอาไว้ในเรื่องโดยไม่บอกออกมาตรงๆ ต้องอาศัยการสังเกตและวิเคราะห์กันเอาเอง...

มาบอกกันนะคะว่าใครหาอะไรเจอตรงไหนบ้างทั้งจุดใหญ่และจุดเล็ก

ดิฉันจะเริ่มนำให้ก่อนค่ะ โดยจะขอยกบางประเด็นที่ผู้อ่านชาวจีนอ่านไม่แตกฉานและเข้าใจผิดกันมากขึ้นมาก่อน

1. เรื่องที่ซู่จิ่นโดนหยวนเจินลวนลาม

จากการรวบรวมสิ่งที่ผู้อ่านชาวจีนวิเคราะห์บวกกับที่ผู้แปลและเพื่อนๆ สุมหัวกันคุย ได้ข้อสรุปเรียงเป็นข้อๆ เพื่อให้ดูเข้าใจง่ายได้ดังนี้

1.1 การที่หยวนเจินกินเหล้าเมาแล้วหลงเข้าไปในวังสี่อู๋ ไปเจอซู่จิ่นที่หน้าตาสวยสู้ตัวหยวนเจินเองไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วเกิดหน้ามืดเข้าไปลวนลาม วิเคราะห์ได้ว่า นั่นเป็นเพราะดวงตาของป๋ายเฉี่ยนที่อยู่บนหน้าซู่จิ่นเป็นดวงตาคู่ที่สวยที่สุด และเป็นดวงตาของจิ้งจอกเก้าหางเพศเมียที่มีเสน่ห์โดยธรรมชาติ

1.2 การที่ซู่จิ่นจะผูกคอตายล้างมลทิน วิเคราะห์ได้ว่าต้องการเรียกร้องความสนใจจากเยี่ยหัว เนื่องจากตอนนั้นเยี่ยหัวลงไปพักที่ถ้ำจิ้งจอกของป๋ายเฉี่ยนนานมากโดยไม่มีวี่แววว่าจะกลับ แต่จากการอ่านโดยละเอียด ตอนที่ซู่จิ่นส่งสาวใช้ลงไปตามตัวเยี่ยหัวที่ถ้ำจิ้งจอก หยวนเจินถูกลงโทษลงไปเกิดผ่านด่านเคราะห์ตั้ง 17-18 ปีแล้ว
(ผู้อ่านชาวจีนคิดไปไกลถึงว่าซู่จิ่นจงใจวางแผนล่อหยวนเจินเข้ามาในวังสี่อู๋ แต่ส่วนตัวคิดว่าความคิดนี้ออกจะจินตนาการบรรเจิดเกินไป บางคนคิดว่าซู่จิ่นวางแผนนี้เพื่อเขี่ยหยวนเจินออกจากการเป้นคู่แข่งชิงบัลลังก์เยี่ยหัว ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะทุกด้านของหยวนเจินแพ้เยี่ยหัวมาแต่ในมุ้งแล้ว และขนาดเยี่ยหัวไปหลงรักสาวมนุษย์ถึงขนาดมีลูกด้วยกัน โดดแท่นประหารเซียนตามเธอ เทียนจวินยังไม่แม้แต่จะคิดปลดเยี่ยหัวออกจากตำแหน่งไท่จื่อเลย)

1.3 ที่บอกว่าเหตุการณ์หยวนเจินเมาแล้วลวนลามซู่จิ่น เกิดขึ้นตั้งแต่ 18 ปีก่อนแล้ว นั่นคือเกิดขึ้นก่อนที่ป๋ายเฉี่ยนจะได้พบกับเยี่ยหัวอีกครั้งในงานเลี้ยงครบเดือนลูกชายเทพสมุทรบูรพา มีหลักฐานคือ

1.3.1 ในตอน "หากจะพิชิตใจนาง เชิญพิชิตกระเพาะของนางก่อน" หมีกู่บอกว่าเฟิ่งจิ่วลงไปตอบแทนบุญคุณตงหัวได้ครึ่งปีแล้ว และเมื่อป๋ายเฉี่ยนลงไปช่วยหยวนเจินผ่านด่านเคราะห์ หยวนเจินบอกว่าเฉินกุ้ยเหรินจมน้ำรอดตายและเริ่มมีปานรูปดอกเฟิ่งจิ่วโผล่บนหน้าผากเมื่อประมาณครึ่งปีก่อน แสดงว่าเวลาของในโลกที่หยวนเจินลงไปเกิดดำเนินไปเท่ากับเวลาบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า

1.3.2 ในบทที่ 9 ชะตาชีวิตของหยวนเจินเสี่ยวตี้ช่างแสนจะตำนาน กับ บทที่ 12 ศึกชี้ขาด ณ วังต้าจื่อหมิงกง มีกล่าวถึงช่วงเวลาของบนโลกมนุษย์ที่หยวนเจินลงไปเกิดเทียบกับชิงชิวดังนี้

บทที่ 9 ชะตาชีวิตของหยวนเจินเสี่ยวตี้ช่างแสนจะตำนาน
หนึ่งค่ำเดือนหก วันประสูติของพระเวทโพธิสัตว์ ฮ่องเต้เสด็จประพาสแม่น้ำซู่อวี้ชวนร่วมบันเทิงกับพสกนิกร พาบรรดาสนมนางในและขุนนางอำมาตย์ไปด้วยกลุ่มใหญ่ ไท่จื่อหยวนเจินก็ติดตามในขบวนเสด็จนี้ด้วย
......
ห่างจากหนึ่งค่ำเดือนหกอีกเพียงหนึ่งเดือนครึ่ง
อยู่กับหยวนเจินมาหลายวัน ข้าก็คลำทางออกอย่างหนึ่ง แม้ว่าดูเผินๆ หยวนเจินเสี่ยวตี้จะนอบน้อมเชื่อฟังอย่างยิ่ง จะอย่างไรก็ยังมีจิตใจแบบเด็กหนุ่ม ค่อนข้างชอบสิ่งแปลกใหม่ ไม่ว่าเรื่องใดท่านสั่งเขาไปทางขวา ต่อให้เขาไปทางขวาแล้ว ก็จะฉวยโอกาสที่ท่านไม่สังเกตไปทางซ้ายอีกหน ตัวอย่างเช่นวันหนึ่งค่ำเดือนหก หากข้าเตือนเขาตรงๆ อย่างเปิดอกว่าอย่าไปแม่น้ำซู่อวี้ชวน เขาจะต้องถามว่าเหตุใดจึงไปไม่ได้ ไม่ว่าข้าจะหาเหตุผลใดมากลบเกลื่อน เขาก็ต้องเกิดความอยากรู้อยากเห็นอยู่นั่นเอง ไม่แน่ว่าอาจจะแอบตามไปดูเพียงลำพังให้เห็นกับตา

บทที่ 12 ศึกชี้ขาด ณ วังต้าจื่อหมิงกง
ข้าลงไปโลกมนุษย์เพียงสองเดือน ชิงชิวย่อมมิได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก ภูเขายังคงเป็นภูเขาเหล่านั้น แม่น้ำยังคงเป็นแม่น้ำเหล่านั้น ดาวเทพสุริยอรุณยังคงเมตตาต่อแผ่นดินผืนนี้มากเป็นพิเศษดังเดิม แสงแดดส่องได้กำลังดี ไม่แรงเกินไป และไม่อ่อนเกินไป

1.3.3 ผู้เขียนได้บอกไว้ในบทที่ 20 "ข้านึกเสียใจนักที่ไม่ได้พบเขาในช่วงวัยที่ดีสุด" ว่า

เคราะห์ดีที่ในบรรดาโลกมนุษย์สิบล้านกว่าใบของสามพันมหาสหัสภพ โลกมนุษย์ที่เทียนจวินผู้เฒ่าเลือกให้เยี่ยหัวแห่งนั้น เวลาของมันที่นั่นแตกต่างจากสี่ทะเลแปดดินแดนโลกของเทพเซียนเราไม่ใช่แค่เล็กน้อย เวลาหนึ่งวันของพวกเราที่นี่ คือเวลาหนึ่งปีเต็มๆ ของพวกเขาที่นั่น ด้วยเหตุนี้ถึงแม้เยี่ยหัวจะลงไปเวียนว่ายตายเกิดผ่านด่านเป็นตายหกสิบปีอย่างเป็นทางการ ก็เพียงแค่ต้องแยกจากข้าสองเดือนกว่าเท่านั้น

นั่นคือ โลกมนุษย์ในเรื่องนี้มีจำนวนทั้งสิ้นสิบล้านกว่าใบ และเวลาก็ดำเนินไปเหมือนกันบ้างไม่เหมือนกันบ้าง โลกที่หยวนเจินกับตงหัวลงไปเกิด เวลาดำเนินไปเท่ากับเวลาบนสวรรค์ค่ะ แต่โลกที่เยี่ยหัวลงไปเกิด เวลาดำเนินไปเร็วกว่าเวลาบนสวรรค์มาก

1.4 ในตอน "แม่หญิงนางนี้ไม่ผิดเลยสักนิด" ตอนที่งูปาเสอส้าวซินคลานเข่าเข้ามาพบป๋ายเฉี่ยน ประโยคแรกที่ป๋ายเฉี่ยนพูด (ไม่นับที่ทักเรื่องอ้วน) คือ

"ข้าไม่ได้ออกจากชิงชิวมาหลายหมื่นปี ไม่นึกว่าครั้งนี้เพิ่งออกมาก็ได้พบคนรู้จักเก่าก่อน ไร้เรื่องร้อนใจไม่ถ่อไปวัด ส้าวซิน เจ้าน่าจะรู้ดีว่าข้าไม่อยากพบหน้าเจ้าอย่างยิ่ง แต่กลับจงใจมาคุกเข่าลงตรงหน้าข้า แสดงว่าต้องมีเรื่องจะขอร้องข้า เราเคยเป็นนายบ่าวกันมาก่อน ตอนเจ้าออกเรือน ข้าเองก็ไม่ได้เตรียมสินเดิมอะไรให้ ครั้งนี้ได้ชดเชยพอดี ข้าจะให้พรเจ้าหนึ่งข้อ ว่ามาเถิด เจ้าต้องการสิ่งใด?”

ประโยคนี้บ่งบอกชัดเจนว่า ป๋ายเฉี่ยนรู้ดีอยู่แล้วว่าที่ส้าวซินคลานเข่าเข้ามาหาในลักษณะนี้ ต้องเป็นเพราะมีเรื่องจะขอร้อง ไม่ใช่ว่ามาขอโทษ เพราะถ้าคิดจะขอโทษ น่าจะมาหาและขอโทษไปนานแล้ว ไม่รอนานป่านนี้เพิ่งจะมา และเรื่องที่ส้าวซินขอให้ช่วย ก็คือช่วยหยวนเจินผ่านด่าน แสดงว่าหยวนเจินลงไปเกิดตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

‎1.5 ผู้อ่านจีนบางคนแย้งว่า ถ้าตอนส้าวซินมาพบป๋ายเฉี่ยนในงานเลี้ยงของเทพสมุทรบูรพา หยวนเจินได้ถูกลงโทษให้ลงไปเกิดอยู่ก่อนแล้ว งั้นทำไมส้าวซินไม่พูดเรื่องที่ต้องการขอร้องออกมาเดี๋ยวนั้นเลย แต่ต้องรอไปพูดที่ชิงชิว? คำตอบคือ เพราะตอนนั้นเยี่ยห...ัวอยู่ด้วย และคนที่หยวนเจินลวนลามก็เป็นเช่อเฟยของเยี่ยหัว ซู่จิ่นกล้าพูดขอร้องเรื่องนี้ออกมาก็แปลกแล้ว หลักฐานอีกอย่างคือแม้แต่ตอนที่ส้าวซินเอาพัดไปที่ชิงชิว ก็ยังคุกเข่านิ่งอยู่นานโดยไม่กล้าพูดเรื่องที่ต้องการขอร้อง เพราะตอนนั้นเยี่ยหัวก็นั่งอยู่ในห้องด้วย



2. วิเคราะห์พฤติกรรมและเหตุจูงใจของงูปาเสอส้าวซิน

ในเนื้อเรื่องตอนที่ "แม่หญิงนางนี้ไม่ผิดเลยสักนิด" ป๋ายเฉี่ยนบอกว่า

"ว่ากันตามตรงแล้ว เผ่างูปาเสอนั้น ทุกตัวที่บำเพ็ญเพียรจนจำแลงร่างเป็นสตรีได้ ไม่มีตัวใดไม่งดงามยั่วยวนกล้าหาญชาญชัย ส้าวซินกลับผ่าเหล่า บางทีอาจเป็นเพราะตอนยังเล็กถูกรังแกมาหนักมาก แม้จะอยู่รักษาบาดแผลที่ชิงชิวจนหายดี นางกลับยังคงเป็นนกหวาดเกาทัณฑ์ ตอนนั้น ทอดตามองทั่วทั้งชิงชิว นอกจากข้ากับพี่สี่แล้ว ไม่มีใครเข้าใกล้นางในรัศมีสองจ้างได้สักราย กระทั่งหมีกู่ที่หมื่นสาวต่างหลงใหลเป็นฝ่ายริเริ่มทอดไมตรีต่อนาง นางยังเผ่นหนีเสียไกลลิบ"

แต่จากการวิเคราะห์ ส้าวซินไม่ได้ผ่าเหล่าเลย อันที่จริงคุณเธอร้ายยิ่งกว่างูปาเสอด้วยกันทุกตัวด้วยซ้ำ เพราะลองคิดดูสิว่าที่เธอปฏิเสธหมีกู่เพราะอะไร? เพราะหมีกู่เป็นแค่บ่าวรับใช้ของป๋ายเฉี่ยนไง!

แล้วคนที่เธอปิ๊งคือใคร? คือป๋ายเจินที่ตอนนั้นรักษาการปกครองชิงชิวแทนพ่อแม่ที่ออกไปเที่ยว กับซางจี๋ที่ตอนนั้นยังเป็นลูกคนโปรดของเทียนจวิน เป็นองค์ชายเผ่าสวรรค์ที่มีโอกาสได้รับเลือกเป็นไท่จื่อมากที่สุด

ความจริงแล้วส้าวซินเป็นคนทะเยอทะยานมาก แค่ดูจากผู้ชายที่เธอเลือกจับก็รู้ได้แล้ว ถ้าจะมองว่าเธอใสซื่อไร้เดียงสาอย่างที่ป๋ายเฉี่ยนเข้าใจ ก็มีเหตุผลขัดแย้งดังนี้

2.1 สังเกตไหมว่าตลอดทั้งเรื่อง ซางจี๋ไม่เคยมีโอกาสได้เจอหน้าป๋ายเฉี่ยนเลยสักครั้ง? เพราะส้าวซินพยายามหาทางกีดกันป้องกันทุกวิถีทาง ลองคิดดูสิว่าซางจี๋ที่รักเมียมากถึงขนาดยอมบากหน้าไปขอลูกท้อจากเจ๋อเหยียน กลับยอมปล่อยให้เมียที่กำลังท้องแก่ไปพบป๋ายเฉี่ยนเพียงลำพังโดยไม่ตามประกบไปด้วย อย่าว่าแต่ความจริงแล้ว คนที่ผิดต่อป๋ายเฉี่ยนคือทั้งส้าวซินและซางจี๋ ซางจี๋ก็ควรจะมาเอ่ยปากขอโทษป๋ายเฉี่ยนด้วยตัวเองอย่างลูกผู้ชายด้วย นี่ดันไม่ได้มาพร้อมกับส้าวซิน ถ้าไม่ใช่เพราะส้าวซินยืนกรานหนักแน่นไม่ใช่ซางจี๋ไปพบป๋ายเฉี่ยนด้วยกัน ซางจี๋ไม่มีทางยอมปล่อยส้าวซินไปพบป๋ายเฉี่ยนตามลำพังแน่นอน

2.2 ถ้าส้าวซินไม่ทะเยอทะยานและภักดีกับป๋ายเฉี่ยนจริง ย่อมจะไม่หนีตามซางจี๋ไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ซางจี๋ได้เจอหน้าป๋ายเฉี่ยน แต่ต้องรอจนป๋ายเฉี่ยนกลับมาและบอกกับป๋ายเฉี่ยนตรงๆ แต่นี่สงสัยส้าวซินจะโกหกอะไรเกี่ยวกับป๋ายเฉี่ยน + ยุให้ซางจี๋รีบพาหนีตาม เพราะกลัวว่าเกิดซางจี๋ที่ติดใจส้าวซินเพราะความสวยเห็นป๋ายเฉี่ยนคู่หมั้นตัวเองที่สวยกว่าส้าวซินหลายเท่าแล้วจะเปลี่ยนใจทิ้งส้าวซินไปเลือกป๋ายเฉี่ยน

2.3 ตอนป๋ายเฉี่ยนลงไปช่วยหยวนเจินผ่านด่านเคราะห์ และบอกให้ส้าวซินเลือกคนอื่นที่แข็งแรงกว่ามาทำหน้าที่ผลักฮ่องเต้ ส้าวซินนิ่งคิดอยู่นานมากกว่าจะบอกว่าให้สามีของเธอลงมือเรื่องนี้ได้ และในเหตุการณ์จริง ขนาดว่าอยู่บนเรือลำเดียวกัน ป๋ายเฉี่ยนกับซางจี๋ก็ไม่ได้เจอหน้ากันอยู่ดี คิดว่าเหตุที่เป็นอย่างนี้น่าจะเป็นแผนของส้าวซินเช่นกัน

2.4 แม้แต่ตอนที่ส้าวซินเอาพัดไปยื่นเพื่อแจ้งคำขอร้องต่อป๋ายเฉี่ยนที่ชิงชิว ก็ยังไปคนเดียว ซางจี๋ไม่ได้ตามไปคุ้มครองเมียที่กำลังท้องแก่ด้วย กรณีนี้ยิ่งผิดปกติเห็นชัดเจนมาก

2.5 ถ้าส้าวซินใสซื้อไร้เดียงสาจริง ตอนซางจี๋พาขึ้นไปบนสวรรค์และทั้งรักทั้งโอ๋ทั้งตามใจ คุณเธอย่อมจะไม่เชิดไม่หยิ่งด้วยความภาคภูมิใจที่เป็นสุดที่รักของซางจี๋แบบนั้น

2.6 ถ้าส้าวซินใสซื้อไร้เดียงสาจริง ตอนไปพบป๋ายเฉี่ยนในสวนของวังแก้วผลึกทะเลบูรพา และเยี่ยหัวโผล่มา คุณเธอย่อมไม่มองเยี่ยหัวอย่างเจ็บใจแค้นใจ ที่เธอมองเยี่ยหัวแบบนั้น แม้แต่ป๋ายเฉี่ยนเองก็ยังรู้ว่า เพราะถ้าไม่มีเยี่ยหัวซะคน ไม่แน่ว่าตำแหน่งไท่จื่ออาจจะตกเป็นของซางจี๋ก็ได้ นี่เพราะมีเยี่ยหัวเกิดมา ซางจี๋เลยอดเป็นเทียนจวินไปตลอดกาล



3. ปฏิกิริยาของเยี่ยหัวหลังจากดึงผ้าพันตาป๋ายเฉี่ยนออก ตอนเจอกันในงานเลี้ยงเทพสมุทรบูรพา

ท่านพ่อของเด็กน้อยยืนนิ่งไร้ปฏิ...กิริยาอยู่ครู่ใหญ่ ตามด้วยอีกครู่ใหญ่ ในที่สุดก็พันผืนแพรขาวกลับคืนให้ข้าดังเดิม ค่อยกล่าวว่า “ถูกแล้ว ข้าจำคนผิดไปเอง เพราะนางแสดงกิริยานอกแข็งกร้าวในขลาดเขลาเช่นที่ท่านทำไม่เป็น และไม่งดงามล่มเมืองเท่าท่าน เมื่อครู่นี้ล่วงเกินแล้ว”

จากการถกกับเพื่อนคนหนึ่งที่อ่านเชิงวิเคราะห์ได้เก่ง เพื่อนบอกว่า ตอนแรกเยี่ยหัวเข้าใจว่าป๋ายเฉี่ยนก็คือซู่ซู่ จึงดึงผ้าพันตาอกเพื่อจะดูให้ชัวร์ แต่ปรากฏกว่าหน้าที่โผล่ให้เห็นดันเป็นสาวสวยขี้เมาที่ลวนลามเขาเมื่อคืน ที่เงียบไปนานก็เพราะคือทั้งผิดหวังและเคืองเรื่องเมื่อคืน ปฏิกิริยาจึงเปลี่ยนเป็นเย็นชาในพริบตา



‎4. คำพูดของม่อเยวียนที่แสดงให้รู้ว่า รู้อยู่แล้วว่าเสวียนหนวี่ใช้แผนทรมานสังขารแฝงตัวเข้ามาเป็นไส้ศึก

ทัพเผ่าปิศาจได้ยกมาจนถึงระยะห่างจากพรมแดนสองเผ่าเพียงสามสิบหลี่ เทียนจวินผู้เฒ่าบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าส่งเด็กรับใช้ถึงสิบแปดคนมาเร่งเชิญ ม่อเ...ยวียนจึงค่อยหยิบชุดเกราะแก้วผลึกนิลซึ่งเก็บไว้ก้นหีบมานานปีของท่านชุดนั้นออกมาปัดฝุ่น เอ่ยเสียงเรียบว่า “ในเมื่อฉิงชางยกข้าเป็นข้ออ้าง ทั้งข้ายังเป็นเทพสงคราม ย่อมเลี่ยงไม่ได้ต้องสู้กับเขาสักตั้ง สิบเจ็ดน้อย เจ้าจงนำชุดเกราะนี้ไปพลิกตรวจตราดู อย่างไรก็เก็บมานานปีอยู่บ้าง กลัวว่ามีหนอนแมลงสักตัวเจาะไชจะไม่ดีนัก”

เน้นวรรคสุดท้าย "กลัวว่ามีหนอนแมลง "สักตัว" เจาะไชจะไม่ดีนัก"



‎5. พฤติกรรม + เจตนาของเจ๋อเหยียน?
(เป็นแค่ข้อสังเกตเฉยๆ คุณถังชีผู้เขียนจะตั้งใจซ่อนประเด็นไว้หรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้เช่นกัน)

5.1 มาเริ่มกันตั้งแต่ในบทที่ 14 "นางเอกก็เคยแรกรุ่นมาก่อน" ตอนที่ท่านแม่ของป๋ายเฉี่ยนร้องไห้ฮึกๆ สงสารอนาคตลูกสาวคนเ...ดียวที่คงจะชีช้ำเพราะโดนแม่ผัวรังแกเป็นแน่แท้ แล้วเจ๋อเหยียนบังเอิญมาเยี่ยมพอดี เห็นเข้าก็ถามถึงสาเหตุที่ร้องไห้ เมื่อได้ฟังก็นิ่งเงียบไป แล้วบอกว่า

“นิสัยของยายหนูเป็นเช่นนี้ไปแล้ว อย่างไรก็ปรับแก้ไม่ได้อีก ตอนนี้ได้แต่ให้นางไปเรียนวิชาให้เก่งกาจ หากบ้านสามีในวันหน้าของนางนั่น ตั้งแต่หัวหน้าเผ่าควบคุมบ้านลงไปถึงเด็กกวาดพื้น ไม่มีคนใดมีพลังฤทธิ์สู้นางได้สักคน นางจะดื้อรั้นอวดดีไร้เดียงสาอย่างไร ก็ไม่มีทางถูกข่มเหงรังแกเด็ดขาด”

ขอบอกว่า พวกตระกูลป๋ายอาจจะติงต๊องกันยกตระกูลก็จริง แต่เจ๋อเหยียนไม่ได้ติงต๊องไปด้วยอย่างแน่นอน เจ๋อเหยียนฉลาดเจ้าเล่ห์ที่สุดในเรื่องแล้วมั้งด้วยซ้ำไป ดังนั้นย่อมจะรู้ดีว่าอย่างป๋ายเฉี่ยนที่ทั้งหน้าตาดีกินขาด + มีอิทธิพลทางบ้านเป็นแบคใหญ่ ไม่มีแม่ผัวคนไหนกล้ารังแกสะใภ้แบบนี้หรอก คำแนะนำนี้ของเจ๋อเหยียนที่รู้เรื่องนี้ดีจึงมีปัญหาน่าข้องใจอย่างมาก

อีกอย่าง เงื่อนไขของม่อเยวียนก็สามารถทำให้ท่านแม่ของป๋ายเฉี่ยนวางใจได้ด้วยว่าแต่งออกไปแล้ว ลูกสาวจะไม่ถูกแม่ผัวรังแก เพราะว่า

- พ่อแม่ม่อเยวียนตายหมดแล้ว
- ม่อเยวียนยังโสด อยู่ตัวคนเดียวไม่มีพี่น้อง
- ฐานะสูงส่ง ฤทธิ์แก่กล้าที่สุดบนสวรรค์ ไม่มีใครกล้ามาหือ

คาดว่าเจ๋อเหยียนคิดสะระตะดังนี้ บวกกับต้องการแกล้งเพื่อนเล่นด้วยการจับคู่ให้ จึงตัดสินใจพาป๋ายเฉี่ยนไปเป็นศิษย์ของม่อเยวียน ซึ่งเจตนานี้ของเจ๋อเหยียนมีจุดเล็กๆ บางจุดที่อาจจะใช้เป็นหลักฐานได้ นั่นคือ

ตอนที่เกิดข่าวลือว่าม่อเยวียนพาป๋ายเฉี่ยนเข้าเร้นกายเพื่อหลีกหนีจากข้อครหาว่าศิษย์อาจารย์เป็นต้วนซิ่วกัน เจ๋อเหยียนแล่นมาหาป๋ายเฉี่ยนที่ถ้ำโดยบอกว่า กะจะมาดูว่าจริงอย่างข่าวลือหรือเปล่า แต่ท่าทางของเจ๋อเหยียนตอนที่พูดดูสบายๆ เหมือนไม่แปลกใจกับข่าวลือนั้นเลย แปลว่านายวางแผนให้มีข่าวลือแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้วใช่มั้ยเจ๋อเหยียน? -_-

‎5.2 ตอนที่ม่อเยวียนฟื้นแล้วในตอน "เคียงคู่เสียงมังกรคำราม ณ คุนหลุนซวี เขาได้หวนคืน" และไปที่คุนหลุนซวีพร้อมกับเจ๋อเหยียน ป๋ายเฉี่ยน ป๋ายเจิน ในวันรุ่งขึ้นก็เกิดข่าวลือประหลาดพิลึกแพร่ออกไปว่า

เรื่องใหญ่ที่ว่าม่อเยวียนกลับมาแล้วนี้ไม่ทราบแพ...ร่กระจายออกไปอย่างไร เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ที่บินอยู่บนฟ้าที่คลานอยู่บนดิน ที่พอจะมีภูมิปัญญาอยู่บ้างทั้งหมด ต่างก็รู้ว่าซ่างเสินบรรพกาลแห่งสงครามและดนตรีกาลกลับมาแล้ว

ในเสียงลือเสียงเล่าอ้างบรรยายว่า ม่อเยวียนศีรษะสวมรัดเกล้าทองม่วง ตัวคลุมชุดเกราะแก้วผลึกนิล เท้าเหยียบรองเท้าหุ้มแข้งดำ มือกุมกระบี่เซวียนหยวน ในอ้อมอกซุกสาวน้อยอรชรผู้หนึ่ง ทิ้งตัวลงสู่ยอดเขาคุนหลุนซวีอย่างองอาจน่าเกรงขามในวันสิบหกค่ำเดือนแปดยามเว่ยสามเค่อ ตอนที่ม่อเยวียนทิ้งตัวลงสู่ยอดเขาคุนหลุนซวี เทือกเขาซึ่งทอดตัวยาวเหยียดจากคุนหลุนซวีตลอดทั้งแนวสะท้านยะเยือกไปสามครั้ง เหล่าทวิบาทจตุบาทต่างแหงนหน้ากู่ร้อง เหล่ามัจฉามังกรในน้ำเองต่างก็ลอยตัวโผล่ขึ้นมาหลั่งน้ำตาตื่นเต้นยินดี

เมื่อดูจากนิสัยเจ้าเล่ห์ชอบเล่นตลกร้าย + ความสามารถเฉพาะตัวที่ไม่สมควรเลียนแบบอย่างยิ่งของเจ๋อเหยียนในด้านแพร่กระจายข่าวลือทำนองเรื่องชวนนินทาของชาวบ้านตามที่ป๋ายเฉี่ยนเคยได้บอกไว้ + เงื่อนไขข้อที่มีคนรู้เรื่องม่อเยวียนกลับมาคุนหลุนซวีแล้วน้อยนับคนได้ + คนที่หาญกล้าเมคข่าวลือเกี่ยวกับม่อเยวียนในตอนที่ม่อเยวียนยังไม่ตายยิ่งมีน้อยยิ่งกว่า คาดว่าคนที่แพร่ข่าวลือพิลึกๆ แบบนี้ออกไปน่าจะเป็นเจ๋อเหยียนเองนั่นแหละ ส่วนการแพร่ข่าวลือแบบที่เยี่ยหัวได้ยินเข้ามีหวังหึงหน้ามืดนี้จะเป็นด้วยเจตนาอะไร แกล้งเพื่อนเล่น? หรืออยากเห็นศึกพี่น้องชิงนางแก้เซ็ง? อันนี้ก็สุดจะคาดเดาใจของเจ๋อเหยียนได้เช่นกัน



6. ตอนที่เจ๋อเหยียนฝากเหล้าให้พี่สี่ของอาเจ้ เห็นแกเน้นยำมากว่าห้ามให้อาเจ้แกดื่มแล้วให้รีบเอาไปให้ ลักษณะการพูด บวกกับนิสัยอาเจ้ที่เจ๋อเหยียนรู้จักดีมันเหมือนเป็นการยั่วยุให้ฝ่ายตรงข้ามทำยังไงก็ไม่รู้ โดย: yuechan

<<< ตรงนี้ตรงกับที่ผู้อ่านชาวจีนนึกสงสัยเหมือนกันค่ะ ว่าเจ๋อเหยียนรู้จักทั้งเยี่ยหัวและป๋ายเฉี่ยน เลยคิดจะจับคู่ให้คู่หมั้นสองคนนี้ได้มาเจอหน้ากัน บางทีที่เยี่ยหัวบังเอิญโผล่ไปเจอป๋ายเฉี่ยนแถวนั้นตอนนั้นพอดี น่าจะเพราะเจ๋อเหยียนจัดที่พักให้เยี่ยหัวอยู่แถวนั้นด้วยค่ะ



7. อีกตอนคือที่อาเจ้แกข่มขืนเยี่ยหัว ในกรณีนี้ถ้าเยี่ยหัวไม่เต็มใจมีหรือจะไม่สู้ แต่นี่มันเรียกว่าเฮียแกสมยอมชัดๆ ไหนบอกว่ารักเมียตัวเองหนักหนาแล้วไหงยอมสาวได้ง่ายนัก หรือว่าเห็นหน้าตาคล้ายเมียเลยยินยอมหว่า โดย: yuechan

<<< ตรงนี้วิเคราะห์กันว่า น่าจะเป็นเพราะอำนาจสะกดของดวงตาจิ้งจอกเก้าหางอายุแสนสี่หมื่นปีมันแรงมาก แต่ก็มีคนจีนวิเคราะห์เช่นกันว่า ไม่น่าจะลวนลามสำเร็จ เพราะไม่งั้นเยี่ยหัวน่าจะเห็นรอยแผลเป็นตรงอกไปแล้ว ทั้งนี้ถังชีก็ไม่ได้บอกเช่นกันว่าซู่ซู่มีรอยแผลเป็นหรือเปล่า



8. เรื่องแผนทรมานสังขาร ไม่เคยสะกิดใจเลยจริงๆค่ะ (ฮา) คิดว่าม่อเหยียนแค่หลับตาข้างลืมตาข้างปล่อยให้ศิษย์พี่ใหญ่พาเสวียนหนี่เข้ามารักษา เป็นเพราะกะจะส่งเสริมคู่นี้ ตัดคู่แข่งตัวเองไปอีกหนึ่ง เพราะประวัติม่อเหยียนนี่กีดกันชาวบ้านตลอด ตอนอุ้มจากถ้ำซ่างเซียนก็อุ้มเอง แถมให้พี่ใหญ่ที่เกลียดต้วนซิ่วที่สุดเฝ้า กีดกันคนอื่นสุดๆ โดย : คุณหนมจีน

<<< ไม่เคยคิดถึงเรื่องเหตุผลที่ม่อเยวียนให้ศิษย์คนโตเป็นคนอยู่เฝ้าอาอินมาก่อนเลยแหละค่ะ พอฟังคุณหนมจีนบอกแบบนี้แล้วก็ชักจะเข้าเค้าเหมือนกันนะเนี่ย ^^



9. เห็นต่าง ในข้อ 5 เรื่อง พฤติกรรม + เจตนาของเจ๋อเหยียน? ค่ะ

คิดว่าจุดมุ่งหมายหลักของเจ๋อเหยียนคือแยก เจินเจิน ออกจากน้องสาว เพราะป๋ายเฉี่ยนบอกว่าพี่สี่เป็นคนเลี้ยงดูมาตลอด ยิ่งโตทั้ง2 เซียนก็เที่ยวซุกซน ก่อเรื่องไปทั่วไปทั่ว

เจ๋อเหยียนคงเซ็งอยากจะสวีทกับป๋ายเจินบ้าง พอท่านแม่ของป๋ายเฉียนเกิดวิตกจริต ก็เข้าล็อค แผนการจึงบังเกิดขึ้น

ส่วนเรื่องจะจับคู่ให้ม่อเยวียนคงเป็นผลพลอยได้ ประมาณว่า สำเร็จก็ดีม่อเยวียนจะได้ไม่ซึมเซากับรักครั้งเก่า
เพราะถ้าอยากจับคู่จริงๆ คงต้องสอดส่องและวางแผนกับแยกป๋ายเฉี่ยนกับหลีจิ้งไปแล้ว โดย : คุณ asherron

<<< ฟังคำอธิบายแจกแจงแบบนี้แล้ว เริ่มเห็นคล้อยตามด้วยค่ะที่ว่าจุดประสงค์หลักของเจ๋อเหยียนคือต้องการแยกป๋ายเฉี่ยนออกจากป๋ายเจิน เพื่อที่ตัวเองจะได้เข้าเสียบแทน แต่กรณีที่ว่าถ้าเจ๋อเหยียนต้องการจับคู่ป๋ายเฉี่ยนกับม่อเยวียนจริงๆ ก็น่าจะไปคอยกีดกันตอนป๋ายเฉี่ยนปิ๊งกับหลีจิ้งนั้น ส่วนตัวเห็นว่า การ "จับคู่" ของเจ๋อเหยียนหยุดอยู่แค่ส่งป๋ายเฉี่ยนไปเข้าสำนักม่อเยวียนเท่านั้นค่ะ เข้าทำนอง สำเร็จก็ดี ไม่สำเร็จก็เฉยๆ อีกอย่าง ม่อเยวียนออกจะฉลาดขนาดนั้น ขืนเจ๋อเหยียนเที่ยวเข้าไปป้วนเปี้ยนยุ่มย่าม มีหวังได้โดนม่อเยวียนเล่นงานปะไร ไม่แน่อาจไล่ป๋ายเฉี่ยนออกจากสำนักตัดปัญหาไปเลยด้วยซ้ำมั้ง -_-"



10. จะว่าไป ทำไมม่อเยวียนต้องถามป๋ายเฉี่ยนเรื่องแฟนบ่อยๆ แถมมีชะงัก กึกกัก ดูอึดอัดอยู่หลายรอบ
หรืออันที่จริงก็มีใจให้ป๋ายเฉี่ยนอยู่ตั้งแต่แรกเหมือนกัน แต่พอเห็นป๋ายเฉี่ยนไปได้ดีกับน้องตัวเอง สุดท้ายก็ตัดใจ ? โดย : คุณ sinfulass

<<< ม่อเยวียนถามทั้งหมด 2 ครั้งค่ะ คนอ่านจีนวิเคราะห์ว่า ครั้งแรก ถามเพราะกะว่าถ้าป๋ายเฉี่ยนแค่แต่งตามพ่อแม่สั่ง = คลุมถุงชน โดยไม่ได้รักเยี่ยหัว ม่อเยวียนแย่งแน่ๆ ส่วนถามครั้งที่ 2 คงจะเพื่อให้ตัวเองตัดใจจากป๋ายเฉี่ยนได้ค่ะ ว่าคู่นั้นเขาสวีทกันดี ตัวเองไม่ควรแทรกเข้าไปเป็นมือที่สาม



11. มันช่างบังเอิญเหลือเกิน ที่ป่าท้อฯ ในคืนที่นางเอกจะไล่ปล้ำพระเอกเนี่ย พระเอกเค้าโผล่มาได้ยังไง ใครไปเชิญมาเวลานั้น พอดี๊พอดี ? เหมือนว่ามีข่าวว่าพาลูกชายมาเที่ยวแถวๆ นั้น ไม่ใช่เรอะ แล้วลูกชายไปไหน ทำไมไม่มาช่วยปะป๊า จากการถูกนางเอกปล้ำหว่า ? โดย : คุณ siru

<<< เด็กน้อยสามขวบต้องเข้านอนแต่หัวค่ำค่ะ ^^ ส่วนประเด็นอื่น ตอบไปแล้วในข้อ 6 ค่ะ




 

Create Date : 09 เมษายน 2554    
Last Update : 11 เมษายน 2554 21:28:42 น.
Counter : 21046 Pageviews.  

[การ์ตูน] ราชันย์ ทรราช (ต่อ)

ราชันย์ ทรราช

โดย...ชิโนฮาระ มาซามิ


ต่อ



นักบินที่พารันกับวายันหนี ได้พาทั้งสองไปยัง คุสึริว ฐานทัพนักบิน ที่นั่นคือที่ซึ่งนักบินทุกคนต้องไปสอบเอาใบอนุญาตเป็นนักบินอาชีพ หัวหน้านักบินได้รอการมาถึงของวายันอยู่แล้ว พวกเขานักบินต้องการเป็นอิสระจากการควบคุมของนครหลวง ดังนั้นหากมิคาโดะซึ่งมาจากกลุ่มนักบินขึ้นครองตำแหน่ง ฝันนี้ก็จะเป็นจริง พวกนี้จึงเตรียมผู้ทำนายอดีตและอนาคตของวายันเอาไว้ยินยันว่าเขาคือมิคาโดะตัวจริงหรือไม่พร้อมสรรพ

และผลการทำนายคือ วายันเป็นชาติภพใหม่ของมิคาโดะคนก่อนจริงๆ...

ด้านขุนพลเทพเงิน เนื่องจากโกไลอัสถูกขุนพลเทพทำร้าย บาดแผลจึงไม่มีทางหาย แถมมีแต่จะลุกลาม จึงต้องตัดใจจากการช่วยชีวิตโกไลอัส แต่วิทยาการในเวลานี้สามารถปลูกถ่ายเซลล์สร้างขาใหม่ให้แก่เขาได้แล้ว ขุนพลเงินจึงจะยืนได้ด้วยขาของตัวเองในไม่ช้า

ทัพกบฏซึ่งมีกลุ่มนักบินเป็นแกนกลางได้วางแผนบุกปราสาทแดง ศูนย์กลางเขตคุ้มครองของขุนพลเทพแดง เพราะที่ปราสาทนั้นมีประตูมิติเปิดไปสู่นครหลวง การบุกมีเลงิออนเป็นกำลังสำคัญ เพราะแค่เลงิออนโผล่หน้าไป ทหารศัตรูก็หนีกันกระเจิงแล้วด้วยความหวาดกลัวขุนพลอสูรในตำนาน

ระหว่างการบุกหมู่ดาวชูริ (ดาวแดง) ได้เผชิญกับการขัดขวางจากนาโทรัชที่ได้เป็นขุนพลเทพแดงคนใหม่ โดยสนามรบที่ปะทะกันคือกลางทะเลทรายแสง อันเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของหมู่ดาว ทรายแสงเบากว่าน้ำ มนุษย์จึงไม่สามารถเดินไปบนทรายแสงได้ จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วย หน้าตาคล้ายๆ กระดานโต้คลื่นเหาะได้ มีบังเหียนให้บังคับ เวลาขี่ก็ยืนบนกระดานนั้น แล้วจับบังเหียนไว้

เมื่อนาโทรัชปรากฏตัว ก็พุ่งดิ่งเข้าหารันทันที เพราะเธอมีความแค้นกับรันมาก่อน เธอคือนักรบ ๑ ใน ๑๐๐ คนที่แพ้รันเมื่อคราวศึกชิงตำแหน่งขุนพลแดง รันที่ไม่มีดาบอิซานากิพลาดท่า ถูกเล่นงานจนกระดานโต้คลื่นแตก ดีที่เลงิออนเข้ามารับไว้ทัน เลงิออนใช้ดาบชิรานุอิมารุฟันฝ่าอากาศทีเดียว กระดานของนาโทรัชก็แตก แล้วเธอก็ตกลงไปในทรายแสง จมหายไป แต่ดาบเฮียกกิมารุแค่ปักลงในทรายแสงครึ่งหนึ่ง ไม่ได้จมตาม

รันคว้าเชือกมัดกับกระดานของเลงิออน แล้วโดดลงไปช่วยนาโทรัชขึ้นมาได้ เลงิออนถามว่าช่วยศัตรูทำไม รันบอกว่าเขารู้สึกผิดที่ทำให้นาโทรัชกลายเป็นแบบนี้ และบอกว่าเขาแปลกใจที่เจอกันครั้งนี้ นาโทรัชดูจะบ้าคลั่งกว่าเดิมมาก

รันแปลกใจว่าทำไมนาโทรัชจึงสลบไปกว่าวันโดยไม่ฟื้น ขณะที่เลงิออนมีรูปเบ้อเร่อที่ท้อง แต่แผลก็หายในเวลาไม่ถึงเดือน เลงิออนบอกว่าเพราะนาโทรัชไม่ใช่ขุนพลเทพ เธอเป็นแค่สิ่งที่ทดลองผิดพลาด ผู้ที่ผ่านพิธีล้างบาปสำเร็จและได้เป็นขุนพลเทพนั้น เมื่อตกลงไปในทรายแสง ตัวจะไม่จม ดังนั้นบาดแผลของนาโทรัชที่ถูกเลงิออนทำร้ายจึงจะไม่หายง่ายๆ สุดท้ายรันต้องใช้ยาช่วยรักษา นาโทรัชค่อยฟื้นพอฟื้นขึ้นมาก็ทำท่าจะสู้กับรันต่อ แต่สังขารไม่สู้

นาโทรัชบอกว่าแค้นรันที่ดูหมิ่นเธอด้วยการละเว้นชีวิตในตอนที่ชนะ รันบอกว่าเขาไม่ได้ดูถูก แค่นึกเสียดายที่จะฆ่า เพราะว่าในบรรดานักรบที่สู้กัน นาโทรัชเก่งที่สุด เขาจึงคิดว่าหากได้เป็นพวกเดียวกัน ได้สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันน่าจะดีกว่า จึงเว้นไว้ไม่ฆ่า นาโทรัชฟังแล้วรู้สึกดีขึ้นมาก แต่เนื่องจากเธอโดนอุปราชลอเอนกลินจับเข้าห้องทดลองให้เปลี่ยนบุคลิกเป็นอสูรสงครามที่คิดแต่จะฆ่า หลังจากสงบใจได้เพียงพักเดียวจึงเกิดอาการคลั่งขึ้นมาอีกครั้ง ขโมยกระดานของเลงิออนหนีไป โดยก่อนหนี เธอรู้ตัวดีว่าควบคุมตัวเองไม่ได้ จึงหันมามองรันพร้อมกับขยับปากเป็นคำพูดว่า ช่วยเธอด้วย

ด้านวายันได้อยู่กับพวกนักบิน ซ้อมบินไปเรื่อยๆ โดยมีนักบินตัวจริงเป็นครูฝึก พร้อมกับเรียนรู้สิ่งที่มิคาโดะควรรู้ ระหว่างนั้นคณิกาโบตั๋นได้มาเยี่ยม และบอกว่าอยากให้วายันได้เป็นมิคาโดะ แต่วายันอดคิดไม่ได้ว่า หากตัวเขาได้เป็นมิคาโดะแล้ว มิคาโดะที่เมืองหลวงล่ะจะเป็นยังไง เพราะตัวเขาเอง หากไม่ได้เป็นมิคาโดะ เขาก็ยังเป็นนักบินได้ แต่มิคาโดะที่เมืองหลวง หากไม่ได้เป็นมิคาโดะแล้ว เด็กคนนั้นจะทำอย่างไร

ระหว่างที่ทัพกบฏลุกฮือขึ้นก่อการในที่ต่างๆ ในเขตหมู่ดาวที่เป็นเขตคุ้มครองของกองทัพอสูรซ้ายใต้สังกัดของขุนพลเทพเงินสามารถกำราบทัพกบฏได้อย่างเด็ดขาด พวกขุนนางในเขตอันตรายอื่นจึงพากันเดินทางไปขออาศัยที่นั่นกันมากมาย ฝ่ายนครหลวงก็พากันจัดพิธีบวงสรวงขอคำอวยพรจากมิคาโดะให้ชนะในการรบครั้งนี้

ระหว่างพิธีอวยพร อุปราชลอเอนกลินได้เข้าไปในวิหารเทพสงครามอันว่างเปล่าซึ่งไม่ได้เหยียบย่างมานานนับแต่เมื่อครั้งที่เขายังเป็นร่างเนื้อ (ยังไม่ผ่านการชำระบาป)








<>::<>::<>






ลอเอนกลิน & เซเลน




ลอเอนกลินอยู่ที่วิหารเทพสงครามในฐานะมิโกะมาแต่จำความได้ ในวิหารเทพสงครามจะมีเด็กๆ ที่ถูกซื้อมาจากหมู่ดาวเพื่อมาเป็นมิโกะคอยรับใช้มิคาโดะ และเอาไว้ฝังร่วมกับมิคาโดะในยามสวรรคตเป็นจำนวนมาก บางคนก็เป็นบุตรหลานขุนนางที่พ่อแม่ฝากเข้ามาเพื่อความก้าวหน้า ซึ่งพวกนี้จะมีโอกาสได้เป็นผู้คุ้มกฎในอนาคต ต่างกับเด็กที่ถูกซื้อมา

แต่ลอเอนกลินไม่ใช่ทั้งเด็กที่ถูกซื้อมา และไม่ใช่บุตรหลานขุนนาง เขาไม่ใช่พวกไหนทั้งนั้น เขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาแต่จำความได้ ทั้งเป็นมิโกะและไม่ใช่มิโกะ เขามีชีวิตอยู่เหมือนไม่มี ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีผู้คนใส่ใจ ไม่มีความหมาย ไม่มีความสำคัญ แค่ได้รับอนุญาตให้มีชีวิตอยู่ไปวันๆ จนกระทั่งวันนั้น วันเกิดปีที่ ๑๐ วันที่เขาได้พบกับเซเลน...






มิโกะที่อายุครบ ๑๐ ขวบจะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ดูแลมิโกะใหม่ ๑ คน และมิโกะใหม่ที่ลอเอนกลินต้องดูแล คือ เซเลน ที่ตอนนั้นอายุได้ ๗ เดือน

ลอเอนกลินในวัย ๑๐ ขวบมีท่าทีกลุ้มใจที่ต้องมาเป็นผู้ดูแลเด็กทารกที่ยังไม่ประสีประสา พูดก็ยังไม่ได้เลย แต่รอยยิ้มอย่างร่าเริงและเป็นมิตรที่หนูน้อยเซเลนมอบให้ ทำให้เขายิ้มตอบ และคิดว่า เขาจะเลี้ยงเซเลนให้ดี เลี้ยงให้เธอรักเขามากที่สุด...

แต่สุดท้าย เขาเองที่เป็นคนฆ่าเธอ ผู้ที่เขาต้องการปกป้องมากที่สุด...






เซเลนติดลอเอนกลินมาก ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน เธอจะต้องตามไปหาตลอด และเธอมักจะรู้อยู่เสมอว่าเขาอยู่ที่ไหน

ใน ๑ ปี มิคาโดะ จะมาเยือนเหล่ามิโกะเพื่อมองหาผู้ที่ต้องตาไปเป็นสนม มิโกะไร้ตำแหน่งส่วนใหญ่ต่างรอคอยวันนี้ แต่แล้วในปีนั้น สายตามิคาโดะกลับเหลือบมาที่เซเลนซึ่งอยู่ข้างลอเอนกลิน มิคาโดะได้เห็นชั่วขณะที่ทั้งสองหันไปยิ้มให้กัน





มิคาโดะคนก่อน



ไม่นานให้หลัง วันหนึ่ง ลอเอนกลินไปที่หอสมุดหลวงซึ่งไปเป็นประจำเพื่อขอยืมหนังสืออ่านตามปกติ เซเลนได้ไปหาเขาและบอกว่า พ่อของเธอบอกว่าให้ไปยังที่ประทับของมิคาโดะหลังสวดมนตร์เย็น เธอตื่นเต้นมาก เพราะเพิ่งจะเคยถูกเรียกตัวครั้งแรก โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าการถูกเรียกตัวนั้นหมายถึงอะไร แต่ลอเอนกลินรู้ และตกใจมาก





เพื่อปกป้องเซเลนจากมลทินนี้ ลอเอนกลินได้วางแผนหลอกให้เซเลนข้ามประตูมิติไปยังดาวอันไกลโพ้นเป็นการชั่วคราว โดยบอกว่านั่นคือทางไปสู่ตำหนักของมิคาโดะ ขณะที่ตัวเขาไปขอเข้าเฝ้าและทูลขอให้ละเว้นจากเซเลน พร้อมกับขอรับโทษแทนเธอ โดยบอกว่าเขาเป็นคนวางแผนทุกอย่างนี้

แต่ปฏิกิริยาของมิคาโดะคือ บอกว่าลอเอนกลินเหมือนกับเจ้าหญิงที่เขาเคยรัก เธอทรยศและทิ้งเขาไป ทำให้เขาทั้งรักและชังเธอ เขาจึงอยากให้ลอเอนกลินชดใช้ที่ทำให้เขาหวนคิดถึงหญิงคนรักคนนั้น ด้วยการมาแทนที่เซเลน แล้วเขาจะยอมทำเฉยกับเซเลนไปก่อน

ลอเอนกลินนิ่งอึ้ง สุดท้ายก็ยอมสละตัวเองเพื่อเซเลน

ส่วนเซเลน ทางออกของอีกฟากประตู ทำให้เธอได้พบกับเลงิออน และเปลี่ยนแปลงความคิดที่คิดแต่เพียงจะสวดภาวนาในวิหารไปจนดาย เธออยากจะจับดาบและทำสิ่งอื่นที่ดีไปกว่านั้นเพื่อให้ความสงบสุขบังเกิดแก่แผ่นดิน

หลังจากเหตุการณ์นี้ อุปราชซึ่งชรามากแล้วได้เรียกเซเลนไปพบ และบอกว่าจะแต่งตั้งเธอเป็นอุปราชคนต่อไป

นับแต่นั้นมา ลอเอนกลินก็ต้องไปพบมิคาโดะทุกครั้งที่เรียกหา ขณะที่เซเลนมัวมุ่งมั่นกับสิ่งใหม่ที่ค้นพบ จึงไปขอหัดดาบกับเลงิออน และลืมลอเอนกลินไปชั่วคราว พอดีกับเวลานั้นข่าวลือเรื่องลอเอนกลินเริ่มหนาหู ลอเอนกลินที่กลัวว่าเซเลนจะได้ยินเรื่องนี้แล้วนึกละอายและอยากหลบหน้าเซเลน

แต่แล้ววันหนึ่ง ลอเอนกลินก็ได้พบเซเลนโดยบังเอิญตอนที่เธอกำลังฝึกดาบกับเลงิออน เซเลนพลาดท่าหกล้ม ลอเอนกลินที่ยืนมองอยู่ในเงามืดเงียบๆ ทำท่าจะเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง แต่เลงิออนที่อยู่ใกล้กว่าได้เข้าไปประคอง และเลียแผลถลอกที่ฝ่ามือให้ ลอเอนกลินเห็นภาพนั้นเข้าตำตา ความรู้สึกประหลาดจึงวาบเข้ามาในใจ

ตอนนั้นเองเซเลนได้หันมาเห็นลอเอนกลิน จึงแนะนำกับเลงิออนว่าเขาเป็นพี่ชายคนสำคัญที่เลี้ยงดูเธอมาแต่เด็ก และถามว่าลอเอนกลินสบายดีไหม ไม่เจอกันตั้งนาน ก่อนจะขอตัวไปฝึกดาบต่อ

ลอเอนกลินยืนนิ่ง ตระหนักในความเปลี่ยนแปลง ว่าเซเลนของเขาเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่เซเลนคนเดิมที่เคยตามเขาต้อยๆ อีกต่อไป...

หลังจากนั้นเขาก็แทบไม่ได้พบกับเซเลนเลย เขาไม่รู้ว่าเซเลนอยู่ที่ไหน แต่ทราบจากปากคนอื่นว่าเวลานี้เซเลนได้ออกไปในเมืองเพื่อพบและรักษาผู้ป่วย ทำให้เกิดศรัทธาเลื่อมใสในหมู่ชาวบ้าน จนพากันเรียกเธอว่า ไดเทนชิ

ไม่นานให้หลัง วันหนึ่ง ในระหว่างเข้าพบมิคาโดะตามคำสั่ง มิคาโดะบอกลอเอนกลินว่า คืนนี้เขาจะให้เซเลนมาหา ลอเอนกลินประท้วงว่ามิคาโดะไม่รักษาสัญญาที่ให้กับเขา มิคาโดะบอกว่าเขาไม่เคยสัญญาแบบนั้น เขาแค่บอกว่าหากลอเอนกลินยอมมาแทนที่เซเลน เขาจะยอมทำเฉยกับเซเลนไปก่อนเท่านั้น และบอกด้วยใบหน้ายิ้มหยันว่า

“เจ้าเองก็ไม่เลว ยิ่งอยู่ในวัยเดียวกับนางผู้นั้นที่ตายไป สมกับเป็นแม่ลูก จะผู้หญิงหรือผู้ชายก็ไม่ต่างกันจริงๆ แต่ข้าเบื่อที่จะเล่นแล้วล่ะ”

ลอเอนกลินกึ่งงงกึ่งไม่เข้าใจ “แม่...ลูก ?”

“ใช่...มารดาของเจ้าที่มีความสัมพันธ์กับข้าจนให้กำเนิดเจ้ามา เป็นบุตรสาวแท้ๆ ของข้าเอง...บุตรีของข้าหรือมารดาของเจ้านั้นเป็นหญิงงามที่ยากจะพบพาน แต่หากเป็นขัตติยวงศ์ สักวันนางก็ต้องไปเป็นภรรยาขุนนางที่ไหนอยู่ดี” มิคาโดะหยิบถ้วยเหล้าขึ้นจิบ “จะปล่อยไปซะเฉยๆ ก็น่าเสียดาย...”

ลอเอนกลินช็อคสุดๆ เขาไม่เคยรู้ชาติกำเนิดตัวเอง และไม่เคยคิดอยากรู้ โดยเฉพาะชาติกำเนิดแบบนี้ มิคาโดะกล่าวต่อ

“เรื่องทารกที่ถูกส่งมายังวิหารเทพสงคราม ข้าก็เพิ่งจำได้เมื่อไม่นานมานี้เอง แต่...ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้นจริงๆ เหมือนกันราวกับออกมาจากพิมพ์เดียวกัน” มิคาโดะปล่อยแก้วให้กลิ้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียงจนมันตกลงบนพื้นพรมตรงหน้าลอเอนกลิน “แล้วเซเลน...วิหารเทพสงครามก็ช่างคิดไม่เลว อุปราชที่งดงามปานนั้น...ข้าคงไม่เบื่อง่ายๆ นักหรอก”

ในใจลอเอนกลินเต็มไปด้วยไฟแห่งความโกรธแค้นลุกไหม้เผาผลาญ ความทรงจำในอดีตที่มีเกี่ยวกับแม่มีเพียงเสียงร้องไห้คร่ำครวญ ชายคนนี้เป็นบิดาของเขาและเป็นตาของเขา เขาเป็นบุตรของชายคนนี้ที่เกิดกับลูกสาวแท้ๆ ชายคนนี้เห็นตัวเขาที่เป็นบุตรเป็นของเล่นทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ

มิคาโดะเอ่ยด้วยรอยยิ้มเหยียดๆ “ขอบคุณพ่อคนนี้ซะเถิดนะ ลอเอนกลิน ข้านี่แหละเป็นผู้สั่งให้ผู้อื่นหมางเมินต่อเจ้าเสีย ถึงตอนนี้ข้าจะยกโทษให้เจ้าไปก่อนก็ได้”

ในใจลอเอนกลินคิดด้วยความเดือดจัด ...ยกโทษ ? อะไรล่ะ ? การที่ข้าเกิดมาในโลกนี้งั้นรึ ? ใครยกโทษกัน...อย่างแกน่ะ... มือลอเอนกลินคว้าแก้วเหล้าที่อยู่ตรงหน้า บีบจนแตก แล้วหยิบเศษแก้วคมกริบขึ้นมา ร้องตะโกนก้อง

“ไม่มีค่าพอจะยกโทษให้ใครได้หรอก !” แล้วพุ่งพรวดเข้าไปหามิคาโดะ ใช้เศษแก้วปาดคอโดยแรงซ้ำหลายครั้งด้วยแรงคลั่ง เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง มิคาโดะก็ตายคามือตัวเองไปแล้ว

หลังจากนั้นลอเอนกลินได้หลบหนีกลับไปยังวิหารในสภาพกึ่งขาดสติ จำไม่ได้ว่าตัวเองหนีออกมายังไง และเอาแต่นอนคว่ำนิ่งอยู่กับพื้นวิหาร ผ่านไปนับวัน จึงค่อยลุกขึ้นเดินกลับไปรับโทษ แต่ก็ได้ทราบข่าวว่า ได้เกิดเหตุร้ายแรงที่สุดนับแต่เริ่มมีนครหลวงขึ้นเสียแล้ว...

เหตุร้ายแรงนั้นคือ อุปราชเซเลนลอบปลงพระชนม์องค์มิคาโดะ มีผู้เข้าไปพบคาหนังคาเขา อุปราชถูกจับส่งไปยังลานประหารทันทีโดยไม่มีการไต่สวนใดๆ ในตอนนั้นเองก็ได้เกิดเหตุการณ์อันน่ากลัวขึ้น ขุนพลเทพทองได้ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันที่ลานประหาร และใช้กำลังชิงตัวเซเลนไป หลังจากนั้นก็ไม่ผิดอะไรกับนรก กองทหารที่ยกไปเพื่อหยุดขุนพลเทพตายเรียบ กว่าครึ่งของนครหลวงกลายเป็นทะเลเพลิง

พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น พวกกบฏในหมู่ดาวก็พากันลุกฮือขึ้นสนับสนุนมิโกะเซเลนที่สังหารมิคาโดะ ขุนพลเทพคนอื่นได้ไปยับยั้งสงคราม แต่กลับเป็นการกระพือให้ไฟสงครามลุกฮือกว่าเดิม

ลอเอนกลินตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าที่ผลจากการกระทำของเขาได้ทำให้เซเลนที่ถูกมิคาโดะเรียกตัวมาต่อจากเขา กลายเป็นฆาตกรสังหารมิคาโดะ กลายเป็นกบฏและถูกตามล่าไปเสียแล้ว เซเลนซึ่งเป็นบุคคลเดียวที่เขาต้องการปกป้อง กลับตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงที่สุดด้วยน้ำมือของเขาเอง ทุกสิ่งที่เขาเพียรทำเพื่อปกป้องเธอกลายเป็นความสูญเปล่า...

ยิ่งไปกว่านั้น...เซเลนไปกับขุนพลเทพทองเลงิออน

หากตอนนั้นเขาไม่ฆ่ามิคาโดะ เรื่องก็คงไม่กลายเป็นแบบนี้ หรือที่ตอนนี้เขายังไม่ตาย เพราะสวรรค์ต้องการให้เขาได้เห็นผลจากการกระทำของตนเองด้วยตาของตนเอง หรือเขาคือคนบาปที่เกิดมาด้วยเป็นโทษทัณฑ์ของพระเจ้าแต่แรก

ลอเอนกลินตัดสินใจไปที่วิหารชำระบาปเพื่อฆ่าตัวตาย และเพื่อพนันกับโชคชะตา ว่าสวรรค์ต้องการให้เขาอยู่ต่อไปเพื่อสร้างบาป หรือต้องการให้เขาตายเพื่อชดใช้ความผิด เมื่อประตูห้องชำระบาปเปิดออกอีกครั้ง เขาก็จะได้รับคำตอบ...

หลังพิธีชำระบาป แม้เป็นเพียงงานทดลองที่ผิดพลาด โดยไม่ได้เป็นขุนพลเทพโดยสมบูรณ์ เพราะต้องสูญเสียดวงตาทั้งคู่ไป แต่สุดท้ายลอเอนกลินก็ยังมีชีวิตอยู่ และยังได้ความเป็นอมตะกับความแข็งแกร่งมา ทั้งยังได้ประสาทสัมผัสอื่นที่ทำให้สามารถสัมผัสทุกสิ่งได้เช่นเดียวกับดวงตามาแทนดวงตาที่สูญเสียไป...



<>::<>::<>




ด้านขุนพลแดงนาโทรัช เกิดอาการคลั่งเพราะบุคลิกที่ถูกสะกดจิตต่างกับนิสัยดั้งเดิมของตัวเองมากเกินไป หลังจากได้รับยาระงับประสาทแล้ว ก็นำทับออกรบกับพวกกบฏทั้งที่อาการยังไม่ดีนัก ผลคือแยกพวกตัวเองและพวกกบฏไม่ออก ลงมือฆ่าดะไปทั้งสมรภูมิ จนหมู่ดาวในความคุ้มครองต้องพ่ายแพ้ตกเป็นของพวกกบฏไป

ระหว่างที่ืัพกบฏกำลังพยายามหาทางคลายผนึกประตูมิติทอดสู่นครหลวง อุปราชลอเอนกลินก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ข้างประตู แต่ปรากกว่าเป็นเพียงเงาที่ถูกส่งมาผ่านเทคโนดลยีการสื่อสารล่าสุด แจ้งข่าวขอทำสัญญาสงบศึก ให้มิคาโดะของทั้งสองฝ่ายได้พบปะเจรจากัน เพื่อให้สงครามสงบลงเสียที เป็นความประสงค์ของมิคาโดะฝ่ายเขา โดยสถานที่ให้ฝ่ายกบฏเป็นฝ่ายเลือก





เงาของอุปราชลอเอนกลิน



หลังแจ้งข่าวจบ ลอเอนกลินทำท่าจะตัดการติดต่อ เลงิออนร้องเรียกขึ้นก่อนว่า

“อุปราชลอเอนกลิน มีเรื่องอยากจะถาม”

ลอเอนกลินหันหน้ามา “อะไรงั้นรึท่านขุนพลอสูร ?”

“ไดเทนชิอยู่ที่นั่นใช่มั้ย ?”

ลอเอนกลินยิ้ม “สิ่งที่เรียกว่า ไดเทนชิ ไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก...”

วายันตกลงจะไป เพราะอยากไปพบมิคาโดะฝ่ายนั้น เพราะคิดว่ามิคาโดะอยู่คนเดียวคงจะเหงา เพราะตอนที่เขาหนีจากมิคาโดะไปช่วยรันนั้น มิคาโดะที่ถูกพวกผู้ดูแลพาตัวไปซ่อนยังที่ปลอดภัยตะโกนบอกเขาว่า “พาข้าไปด้วย อย่าทิ้งข้าไว้คนเดียว !” พวกกบฏจึงตกลงจะเปิดเจรจาสงบศึก โดยเลือกสถานที่เป็นดาวในความอารักขาของขุนพลเทพขาววีวาซ เพราะทราบว่าขุนพลเทพขาวเป็นผู้รักษาสัจจะที่สุด และหมู่ดาวนี้ยังอยู่ตรงกลางโดยมีหมู่ดาวในความคุ้มครองของขุนพลเทพเงินซาลันดอล กับดาวในความคุ้มครองของขุนพลเทพทองเลงิออน ทำให้สามารถคุมเชิงกันได้

การเจรจามาถึง โต๊ะที่ผู้นำของทั้งสองฝ่ายมานั่งเจรจากันยาวมาก มิคาโดะของแต่ละฝ่ายนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ วายันเห็นแล้วทำหน้าม่อย เพราะเขากับมิคาโดะนั่งห่างกันมาก จึงคุยกันไม่ได้ ได้แต่แอบโบกมือทักทายและยิ้มให้กัน





วายันและมิคาโดะบนโต๊ะประชุม



รันเบื่อการประชุมที่ยืดยาด จึงออกไปยืดเส้นยืดสายที่ด้านนอก และได้เจอนาโทรัชเดินอยู่ที่ด้านล่างแวบๆ จากหน้าต่างห้องประชุมซึ่งอยู่ชั้นบน จึงลงไปหา ก็พบ แต่นาโทรัชที่ได้เจอรันเกิดอาการแปลก ใจหนึ่งที่ถูกสะกดจิตคิดจะฆ่ารัน แต่จิตใจของตัวเองไม่ต้องการฆ่า จึงเกิดขัดแย้งกันจนร่างกายขยับไม่ได้ รันที่ยืนงงอยู่ถูกลอบวางยาสลบจากคนของอุปราชลอเอนกลินที่เข้ามาจากด้านหลังเพื่อแย่งดาบอิซานากิ แต่โชคดีที่ก่อนลงมา รันได้ฝากอิซานากิไว้กับนักบินคนหนึ่ง แล้วรันก็ถูกจับตัวไป

รันถูกจับไปขังในคุกที่เอาไว้ขังเหยื่อทดลองในตำหนักของอุปราชลอเอนกลิน ที่ลอเอนกลินต้องการจะได้อิซานากิมา เพราะมันคือกุญแจที่จะทำให้เซเลนฟื้นคืนชีพ

ด้านฝ่ายกบฏ เมื่อรันหายตัวไป แต่อิซานากิปลอดภัยจึงไม่กังวลมากนัก มีแต่วายันที่โกระมากที่ทุกคนเห็นดาบสำคัญกว่ารัน จึงชวนเลงิออนไปช่วยรันกันสองคน โดยนำดาบอิซานากิไปด้วย วายันชักดาบอิซานากิออกมา แล้วถามดาบว่ารันอยู่ที่ไหน คำตอบคือ อยู่ที่นครหลวง...

การจะไปนครหลวงต้องผ่านหมู่ดาวของขุนพลเทพเงินซาลันดอล เมื่อเลงิออนและวายันไปถึง แม้จะไปโดยสันติ ข่าวก็ถูกแจ้งไปยังซาลันดอล ซาลันดอลออกมาเผชิญหน้าเลงิออนทันทีที่รู้ข่าว

เลงิออนให้วายันถอยไปซ่อนไกลๆ เพราะขณะต่อสู้กับขุนพลเทพด้วยกัน เขาไม่อาจจะคุ้มครองวายันได้ วายันจึงหนีไปซ่อน แล้วการปะทะกันระหว่างขุนพลเทพก็อุบัติขึ้น รุนแรงจนมนุษย์ไม่อาจเข้าใกล้ได้ ดาวทั้งดาวสะท้านเหมือนจะระเบิด

ซาลันดอลรู้สึกแปลกมาก นับแต่ได้รับอิสรภาพกลับมาเดินได้อีกครั้ง ความแค้นที่เขามีต่อเลงิออนดูจะจางลงไป แต่ ณ เวลานี้ที่เขามาสู้ ก็ด้วยความรู้สึกอีกแบบ ความรู้สึกที่อยากจะลองสู้ อยากประลองกับขุนพลเทพทองซึ่งเป็นขุนพลเทพสูงสุดสักครั้ง สู้อย่างสุดกำลังโดยไม่จำเป็นต้องชนะ และไม่กลัวตาย ขอแค่ให้ได้สู้เท่านั้น !

เลงิออนต้องทุ่มสุดกำลังจึงสามารถโจมตีจุดตายแทงใส่ท้องของซาลันดอลได้ในวินาทีที่ถูกโจมตีจุดตาย ซาลันดอลก็เข้าใจในบางสิ่งขึ้นมาโดยพลัน เขาถามเลงิออนว่า

“ท่านพี่ไปเพื่อเกลี้ยกล่อมเจ้า...ไปเพื่อพาเจ้ากลับมา แล้วทำไม...ถึงต้องสู้กัน ?”

เลงิออนมองมาด้วยสายตาสงบนิ่ง “ทานาทอสหัวเราะ แล้วบอกว่าเอาจริง” ในตอนนั้นทานาทอสได้ฟันดาบใส่ใบหน้า ฝากรอยแผลพาดผ่านตาข้างหนึ่งไว้ให้เลงิออน “ทานาทอส !” เลงิออนที่เลือดอาบครึ่งใบหน้ามองอีกฝ่ายอย่างงุนงง

ทานาทอส “ความหวังสูงสุดของผู้มีดาบมารในมือยังไงล่ะ สู้กับสีทอง !

“นี่ไม่ใช่เวลาจะมาทำแบบนั้นนะ”

“ช่างสิ หากปล่อยโอกาสนี้ไปเจ้าคงไม่มีวันตอบรับความตั้งใจของข้าอีกแน่ !”

หลังจากปะทะกันเป็นดังที่ทราบผลอยู่แล้ว ขุนพลเทพแดงทานาทอสพ่ายแพ้...

ซาลันดอลล้มลง เลงิออนรีบเข้าไปประคอง ซาลันดอลยิ้ม แล้วบอกว่า

“แปลกเหลือเกิน เลงิออน ทำไมพวกข้าถึงอยากสู้กับเจ้าถึงเพียงนี้ ?! เจ้า...คือสีทอง ผู้ยืนอยู่ในตำแหน่งของนักรบซึ่งมีสงครามหล่อเลี้ยงชีวิต ข้าน่าจะรู้ดี...เพียงแต่...เจ้าซึ่งเป็นพวกพ้องต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน...เก่งกาจเกินไป...ถึงขนาดทำให้ข้าสับสน...แล้ว...ก็พ่ายแพ้ต่อความสับสนนั้น...” ซาลันดอลหันมามองเลงิออน “เลงิออน เจ้าเกลียดข้าหรือเปล่า ?”

“ข้าไม่เคยคิดเกลียดเจ้าแม้แต่ครั้งเดียว”

...ใช่แล้ว ขุนพลเทพทองที่ข้ารู้จัก คือชายที่ไม่มีวันพูดโกหกเด็ดขาด...

“น่าจะได้ฟัง...เร็วกว่านี้นะ” ซาลันดอลเอ่ย แล้วจากไปอย่างสงบ



<>::<>::<>




ด้านนครหลวง เนื่องจากขุนพลเทพเงินเสียชีวิตแล้ว เหลือก็แต่ขุนพลเทพขาวที่คงไม่สามารถสู้ขุนพลเทพทองได้ อุปราชลอเอนกลินจึงขอให้สังฆราชคลายผนึกดาบยาโคกะ ดาบประจำตำแหน่งขุนพลเทพดำ แต่สังฆราชไม่ยอม

ทว่าขณะเดินกลับตำหนัก สังฆราชก็ล้มลง และขาดใจตาย...ด้วยาพิษที่ถูกลอเอนกลินส่งคนไปวางก่อนหน้านี้

ผู้ขัดขวางหมดสิ้นไป ลอเอนกลินมุ่งหน้าไปยังวิหารดำเพื่อคลายผนึกให้แก่ดาบยาโคกะ แต่พบกับขุนพลเทพขาววีวาซรอขัดขวางอยู่ก่อนแล้ว

วีวาซ “เรื่องที่ซาลันดอลแพ้เลงิออน...คงเข้าหูท่านเรียบร้อยแล้วสินะ ท่านอุปราช ?”

ลอเอนกลิน “แน่นอน...”

...ชายคนนี้จริงๆ นั่นแหละ !... “ท่านรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว จึงรักษาขาของเด็กคนนั้น (ซาลันดอล)สินะ ?” (วีวาซเห็นซาลันดอบมาตั้งแต่อายุไม่ถึง ๑๐ ขวบ จึงมองว่าซาลันดอลเป็นหนูน้อยอยู่ตลอด

ลอเอนกลินกล่าวยิ้มๆ “โดยปกติแล้ว...ขุนพลเทพก็คือขุมกำลังของนครหลวงและมิคาโดะ การรักษาเขาก็คือคำอวยพรแก่ผู้ยืนหยัดในสมรภูมิไม่ใช่รึ ?”

วีวาซจ้องอีกฝ่ายอย่างดุดัน “แล้วให้ตามตกไปตามกันก็ดี...ใช่มั้ย ?”

“กรุณาอย่าตัดสินเอาเองเลย...ท่านขุนพลเทพขาว ถึงสหายเก่าของท่านจะถูกฆ่า แต่กล่าวเช่นนี้ก็ออกจะเกินไปหน่อยกระมัง...”

“แน่นอน...ท่านคงทราบดีสินะว่าข้ารู้สึกสับสนเพียงใด ตัวข้าที่ถูกบีบคั้นมาจนถึงจุดนี้ยากจะไว้ใจในทุกสิ่งได้จริงๆ...” ...เลงิออนไม่ใช่คนผลีผลาม เหตุผลที่คนผู้นั้นจะเคลื่อนไหวมีเพียงหนึ่งเท่านั้น... “...แต่ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเลงิออนจะยอมเป็นมือเท้าของทัพกบฏจริงๆ เขาต้องมีเหตุผลอันหนักหนาบางประการแน่จึงมุ่งหน้าสู่นครหลวงเช่นนี้” น้ำเสียงวีวาซเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว “เพื่อคลายผนึกส่วนในออกถึงกับทำลายข้อห้าม...อุปราชลอเอนกลิน ท่านเป็นใครกันแน่ ?”

ลอเอนกลิน “ท่านเองก็มีชีวิตอยู่ในโลกนี้มานานกว่าข้ามากมายมัก...จนบัดนี้กล่าวเช่นนั้นออกจะไร้ความหมายไปหน่อยกระมัง”

วีวาซ “ท่านหยุดยั้งกบฏคินบะด้วยตัวคนเดียว...พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังอันมหาศาลของท่าน แต่กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าท่านมาจากที่ใด ? ท่านเป็นใคร ? จากนี้ไปจะทำอะไรกันแน่ ?”

“ข้ารู้จักดีทั้งท่านขุนพลเทพขาวและขุนพลอสูร แต่เรื่องของข้ากลับไม่มีผู้ใดรู้ และไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้...”

“เลิกเล่นได้แล้ว !” วีวาซตวัด ดาบเบนิซากุโระ ดาบประจำตำแหน่งขุนพลเทพขาวชี้หน้าลอเอนกลิน ลอเอนกลินรีบหนีขึ้นบันไปไปยังผนึกของดาบยาโคกะ วีวาซวิ่งตามไปโดยบอกว่าผู้ทรงศีลอย่างเขาใช้ยาโคกะไม่ได้หรอก

แต่ปรากฏว่า...ลอเอนกลินใช้ยาโคกะได้ และใช้มันสู้ชนะวีวาซอย่างง่ายดาย จากนั้นแย่งดาบเบนิซากุโระไปผนึกห้ามไม่ให้วีวาซใช้

ทางด้านรัน ระหว่างกำลังถูกทดลอง นาโทรัชที่อยู่แถวๆ นั้นด้วยได้ทำลายห้องทดลองและพยายามจะช่วยรันออกมา

การทำลายห้องทดลองของนาโทรัชถูกแจ้งไปยังลอเอนกลินที่กำลังอยู่กับวีวาซอย่างรวดเร็ว ในห้องทดลองนั้นมีเซเลนอยู่ ลอเอนกลินจึงทิ้งวีวาซ รีบไปดูสถานการณ์ทันที

วีวาซที่ถูกยึดดาบได้ตัดสินใจที่จะปกป้องนครหลวงและมิคาโดะด้วยตัวเอง โดยการไปหามิคาโดะซึ่งเวลานั้นป่วยเล็กน้อย (ไม่อยากหายป่วย เพราะถ้าหาย ก็ต้องไปทำพิธีโน่นนี่ มิคาโดะเลยนอนอู้) และได้พามิคาโดะจากไปยังดาวเคราะห์อุคงอันเป็นด่านหน้าของนครหลวง และเป็นแหล่งพลังงานในการยิงวชิระ เพื่อจะได้ทราบได้ทันทีหากลอเอนกลินจะใช้วชิระ และเข้าขัดขวางได้

ที่ดาวอุคง เลงิออนและวายันได้เดินทางมาถึง เลงิออนเผชิญหน้ากับวีวาซอย่างสันติ และตัดสินใจพักที่ดาวอุคงชั่วคราว วายันเลยได้พบได้คุยกับมิคาโดะสมใจเสียที ส่วนเลงิออนได้เดินทางผ่านประตูมิติไปยังนครหลวงเพียงลำพัง





ในห้องทดลองที่ถูกถล่ม นาโทรัชหาดาบเฮียกกิมารุจนเจอ ขณะจะเล่นงานห้องทดลองต่อ ลอเอนกลินในชุดเกราะขุนพลเทพดำก็ปรากฏกายขึ้นจัดการเธอ นาโทรัชรีบสั่งให้รันหนีเข้าไปในห้องที่มีร่างของไดเทนชิอยู่ โดยบอกว่าหากอยู่ในนั้น ลอเอนกลินจะไม่กล้าใช้ดาบยาโคกะ จากนั้นปิดประตูขังรันไว้ในนั้น ส่วนเธอขวางอยู่หน้าประตู สู้กับลอเอนกลินจนตัวตาย





ที่ด้านนอก กองทัพนักบินได้ขนพวกกบฏบุกตรงมายังนครหลวงในจำนวนมหาศาลจนดูราวกับท้องฟ้าร่วงตกลงมา...

ด้านรัน ลอเอนกลินเปิดประตูเข้ามาหาตัวรัน รันพบว่าเมื่ออยู่ในห้องนี้ ลอเอนกลินไม่ยอมใช้ดาบยาโคกะจริงๆ ดังที่นาโทรัชว่า ขณะที่กำลังสงสัยว่าทำไม รันก็วิ่งหนีจนมาพบกับร่างของไดเทนชิที่ถูกรักษาอยู่ในหลอดแก้วขนาดใหญ่

“หยุดนะ...อย่าแตะต้องเซเลนของข้า” เสียงอุปราชลอเอนกลินที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้รันตกใจ หันขวับไปโดยเร็ว ทันใดนั้นรันได้เกิดอาการประหลาด เลือดเหมือนจะไหลย้อนกลับตีขึ้นมาจนหน้ามืด หมดสติไป เป็นเวลาเดียวกับที่เลงิออนซึ่งเดินทางมาถึงนครหลวงก้าวเข้ามาในห้องนั้น ลอเอนกลินหันไปกล่าวเสียงเย็น

“ช้าจริงนะท่านขุนพลอสูร ขอบคุณที่อุสต่าห์เอาอิซานากิมาส่ง”

ตอนนั้นเอง ดาบอิซานากิได้ส่งสัญญาณต่อร่างของรันและเซเลนในขวดแก้ว ทำให้เครื่องช่วยชีวิตของเซเลนกรีดร้องเสียงดัง ดึงความสนใจของเลงิออนและลอเอนกลินให้หันขวับไปทันที





แล้วทั้งสองจึงได้เห็น...เซเลนที่สิ้นลมมานานกว่าร้อยปีลืมตาขึ้น...

“อือ...” เสียงครางอย่างเจ็บปวดของรันที่เริ่มได้สติดึงสายตาของทั้งสองให้หันมาที่รัน พริบตานั้นนัยนืตาที่ลืมขึ้นของเซเลนก็หลับลงอีกครั้ง

รันเห็นเลงิออนมาถึงพร้อมกับดาบอิซานากิ ก็ดีใจ รีบขอดาบจะเอามาฆ่าลอเอนกลิน แต่เลงิออนที่เห็นไดเทนชิอนู่ในนั้นด้วยห้ามไม่ให้รันใช้ดาบที่นี่

รันโมโห เข้าไปแย่งดาบมาทันที บอกว่าลอเอนกลินทำให้นาโทรัชต้องตาย เขาไม่มีวันยกโทษให้ และลอเอนกลินจะไม่ใช้ดาบมันก็เรื่องของลอเอนกลิน แต่เขาจะใช้ แม้เลงิออนจะร้องห้ามว่าอย่าต่อสู้กันในห้องนี้ ไดเทนชิจะได้รับอันตราย รันก็ไม่ฟัง

หลังจากได้เห็นชั่วพริบตาที่เซเลนฟื้นคืนชีพ ลอเอนกลินเข้าใจในทันที และบอกเลงิออนว่า นับแต่เซเลนตาย เขาก็ใช้เววลากว่าร้อยปีเพียรศึกษาวิทยาการทั้งมวลเพื่อจะหาทางชุบชีวิตของเซเลน แต่เธอก็ไม่ฟื้นเสียที ซึ่งตอนนี้เขารู้แล้วว่าทำไม

มันเป็นเพราะวิญญาณของเธอได้มาเกิดในร่างใหม่แล้ว ซึ่งก็คืออีบลิช รัน ดังนั้นชั่วขณะที่รันหมดสติ เซเลนจึงได้ฟื้นขึ้นมา หากเลงิออนต้องการจะให้เซเลนฟื้นคืนชีพ ก็ต้องฆ่ารันเสีย เลงิออนจะเลือกใคร ระหว่างรันกับเซเลน ?

เลงิออนพุ่งเข้าฟันดาบใส่รันทันที และชัวร์ว่ารันสู้ไม่ได้ แต่เลงิออนก็ลังเลที่จะฆ่ารันจนลงมือพลาด (แากช่วงนี้ดูวายๆ ชอบกล เลยไม่ค่อยชอบ - -" ) ด้านลอเอนกลิน เห็นเลงิออนลังเลก็ยิ้มเยาะ และบอกว่า “พวกเจ้าอยู่ในดลกอันวุ่นวายนี้ต่อไปเถอะ ข้าจะกลับสู่อดีต...อดีตที่ไม่มีอาจหวนคืนมาอีกเป็นครั้งที่สอง ข้าจะไขว่คว้ากลับมาด้วยมือคู่นี้เอง” แล้วเอามือแตะแผงควบคุมช่วยชีวิตของเซเลน ระเบิดมันพังไป จากนั้นคลายผนึกห้องชั้นในสุดอันเป็นที่เก็บเครื่องยิงวชิระ อาวุธสูงสุด

“เครื่องยิงวชิระรึ ไม่มีผู้ใดใช้มันมานับร้อยปีแล้วสินะ ไม่นึกเลยว่าจะได้ย่างเท้าเข้ามาที่นี่อีกครั้ง เมื่อครั้งแรกคือยามที่แย่งชิงชีวิตของเด็กคนนั้น และคราวนี้...เมื่อหยุดลมหายใจของนครหลวงซะ” แล้วลอเอนกลินก็ทำการปลดผนึกของเครื่องยิงวชิระ

ด้านขุนพลเทพขาววีวาซ เมื่อแหล่งพลังงานในดาวอุคงมีการเคลื่อนไหว ก็ทราบทันทีว่ามีผู้ใช้เครื่องยิงวชิระ และผู้ที่สามารถปลดผนึกได้ก็มีเพียงคนเดียว คืออุปราชลอเอนกลิน วีวาซจึงไปยังศูนย์หกลางจ่ายพลังงานที่ร้อนจัดเพื่อใช้พลังยับยั้งไม่ให้เครื่องยิงวชิระสามารถทำงานได้ทันที

แต่วชิระลูกแรกถูกยิงไปแล้ว เป้าหมายคือนครหลวง ทั้งทัพกบฏและชาวนครหลวงสับสนอลหม่านทันที รันกัลเลงิออนที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางที่ถูกยิงก็โดนลูกหลงไปด้วย แต่ไ่เป็นอะไรมาก รันงงว่าเกิดอะไรขึ้น เลงิออนจึงบอกให้ฟังว่าลอเอนกลินยิงวชิระ เป้าหมายคือนครหลวง รันงงมากว่าลอเอนกลินทำไปเพื่ออะไร เพราะยิงนครหลวง ตัวเองก็ต้องตายด้วย

“เพื่อการคืนชีพของไดเทนชิรึ ?” รันพูดอย่างไม่เข้าใจ “เพื่อไดเทนชิผู้เดียวมันถึงกับเผานครหลวงและทุกสิ่งทุกอย่างจนสิ้นซากเชียวรึ !”

เลงิออน “ข้าก็เคยทำเช่นเดียวกับเขา”

รันสะอึก และเงียบไป ก่อนจะพูดว่า “ข้าแปลกใจมานานแล้ว เจ้ากับอุปราชเป็นศัตรูกันด้วยเรื่องของไดเทนชิใช่มั้ย...ทั้งๆ อย่างนั้น แต่กลับไม่เคยสู้กันซึ่งๆ หน้าเลย เพราะอะไร ?”

เลงิออน “ข้าและเขาต่างก็เป็นผู้ที่สละชีพได้เพื่อวิญญาณดวงเดียวกัน แต่ทว่า...ไม่มีผู้ใดสามารถอยู่ใกล้ไดเทนชิได้มากกว่าอีกผู้หนึ่ง เพราะต่างก็สูญเสียวิญญาณดวงนั้นไปพร้อมๆ กัน ตอนนี้ข้าเข้าใจดี เขาเองก็ปรารถนาจะช่วยไดเทนชิเช่นเดียวกับข้า”

รันไม่พอใจ บอกว่านั่นเป็นเรื่องในอดีตระหว่างเลงิออนกับอุปราช เขาไม่เกี่ยว และเขาจะไปหยุดไม่ให้อุปราชทำลายนครหลวง แต่ขณะจะเข้าไปในห้องเก้บวชิระ รันก็โดนเลงิออนน็อคสลบไป เลงิออนเดินเข้าไปในห้องนั้นแทน

ลอเอนกลินหันมามอง “เจ้ามาที่นี่ แต่เซเลนก็ไม่ตื่นขึ้น แปลว่าเจ้าเด็กนั้นยังมีชีวิตอยู่สินะ...เอาเถอะ ยังไงข้าก็ได้กลับคืนมาแล้ว หากตื่นขึ้นมา ข้าก็ต้องทนดูเด็กคนนั้นไปกับใครอื่นอีก”

เลงิออน “อุปราชหยุดวชิระซะ เจ้าทำไปก็ไม่มีความหมายอะไรขึ้นมาหรอก”

ลอเอนกลิน “ไม่มีความหมายรึ ? ทั้งนครหลวง ทั้งแก ทั้งเจ้าเด็กนั่นจะหายไปมด แล้วข้ากับเซเลนก็จะไปยังที่ซึ่งไม่มีใครยื่นมือไปถึงยังไงล่ะ”

“ปล่อยไดเทนชิซะ เฝ้าติดตาม คราบ จนบัดนี้ไม่คิดเบื่อบ้างรึไง”

“ท่านขุนพลอสูร เจ้ามาถึงที่นี่เพื่อแสวงหาสิ่งใดกันแน่ ?”

เลงิออน “สิ่งที่ข้าแสวงหาอยู่ข้างกายข้ามาเนิ่นนานแล้ว ถึงกระนั้นข้าก็ต้องการสิ่งนั้นในร่างของไดเทนชิอยู่ดี”

“โลภมากจังนะท่านขุนพลอสูร” ลอเอนกลินหันไปมองร่างเซเลนในแก้วผลึก “ขอเพียงร่างของเด็กคนนี้ ข้าก็พอใจแล้วล่ะ”

...ข้า...ได้มาซึ่งวิญญาณ...เขาได้มาซึ่งร่างอันว่างเปล่า...

...พวกเราต่างปรารถนาในสิ่งที่สูงสุดเอื้อม...

แต่ทว่าสองสิ่งนั้นไม่อาจเป็นหนึ่งเดียวกันได้ชัวกาลนาน...ดุจเดียวกับสายลม แสงสว่าง เกลียวคลื่น ที่ไม่มีวันเกิดซ้ำซ้อนกันเป็นครั้งที่ ๒...

ปัจจุบันก็คือปัจจุบันเท่านั้น เรื่องเพียงเท่านี้ แต่มนุษย์กลับไม่เข้าใจ...

เลงิออนปะทะกับอุปราชลอเอนกลิน ระหว่างการปะทะ ร่างของไดเทนชิในแก้วผลึกเกือบถูกลูกหลง เลงิออนรีบไปป้องกันไว้ ทำให้โดนดาบยาโคกะฟันจมลึกลงไปในไหล่

อุปราชลอเอนกลินทิ้งดาบยาโคกะไว้ที่ไหล่เลงิออน แล้วทำลายแก้วผลึก อุ้มเซเลนออกมาจะพาจากไป ตอนนั้นเอง รันที่ฟื้นคืนสติแล้วได้ก้าวเข้ามาขวาง ถือดาบอิซานากิโดดเข้าฟันใส่ลอเอนกลินที่อุ้มเซเลนอยู่ในมือ

ตอนนั้นเองดาบอิซานากิได้ทำปฏิกิริยา ดึงความทรงจำที่เซเลนฝากเอาไว้ในดาบให้ปรากฏออกมาสู่สมองของลอเอนกลินและเลงิออน

ในวาระสุดท้าย ณ ดาวโกระอันเป็นบ้านเกิด เซเลนตกตะลึงเมื่อได้ทราบว่าอุปราชหนุ่มผู้เปรื่องปราดและเก่งกาจ ซึ่งกำลังเล็งวชิระมายังดาวโกระนั้นชื่อ...ลอเอนกลิน

เซเลนไม่อยากเชื่อว่าพี่ชายที่แสนจะอ่อนโยนใจดีคนนั้นจะทำเช่นนี้ได้ แต่แล้วเธอก็ได้คิด ว่าทั้งลอเอนกลินและเลงิออนต่างก็รักเธอ และต่างก็ทำทุกสิ่งนี้เพื่อเธอ ฆ่าคนมากมายเพื่อเธอ เธอคือต้นเหตุที่ทำให้ทั้งสองคนต้องอยู่ในเงามืด เซเลนจึงฝากความทำจำนี้ไว้ในอิซานากิ ให้บอกต่อลอเอนกลินว่าเธอให้อภัยเขาในทุกอย่างที่เขาทำ

ลอเอนกลินเจ็บปวดมาก นึกไม่ถึงว่าเซเลนจะรู้อยู่ก่อนว่าผู้ที่ยิงวชิระฆ่าเธอคือตัวเขาเอง เขานึกไม่ถึงว่าเซเลนจะรู้จิตใจอันน่าชังของเขาที่เต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งชิงชังที่ถูกเลงิออนแย่งเธอไป เลงิออนเองก็เพิ่งตระหนักว่าที่ไดเทนชิไม่ยอมเรียกเขาที่เวลานั้นกำลังสู้กับทานาทอสกลับไปคุ้มครอง เพราะต้องการยุติรักสามเส้านี้

ลอเอนกลินตัดสินใจเลิกสนใจทุกสิ่ง และอุ้มร่างของเซเลนจากไปยังแม็กม่าเพื่อฆ่าตัวตายก่อนที่เลงิออนกับรันจะทันไหวตัว ส่วนเลงิออนเอาดาบชิรานุอิมารุให้รัน และถืออิซานากิจากไปเพื่อหยุดวชิระ โดยให้สัญญาว่าจะกลับมา

ด้านมิคาโดะ เมื่อเห็นนครหลวงราบเป็นหน้ากลอง ก็ตัดสินใจจะกลับมาเพื่อให้กำลังใจแก่ชาวเมืองผู้ทุกข์ร้อน วายันชมจากใจจริงว่ามิคาโดะเหมาะสมจะเป็นมิคาโดะมากกว่าเขาจริงๆ เขาจะไปส่งให้

หลังหยุดยั้งวชิระได้ ดาวนครหลวงพ้นจากความพินาศ เลงิออนก็กลับมาอีกครั้งตามสัญญา




จบ




บังเอิญว่าเมื่อวานนี้เอาหนังสือไปเก็บที่บ้านพี่ชาย จึงแวะหยิบการ์ตูนชุดนี้มาอ่านแก้คิดถึงด้วย และพบว่าข้างในข้าพเจ้าได้เขียนวันที่ซื้อเอาไว้ว่า

1 พ.ค. 2539

ครบ 10 ปีพอดีแล้วสินี่...

เรื่องนี้หาอ่านยากมากๆ พิมพ์โดย สนพ.เอก มี 4 เล่มจบ ลายเส้นเรื่องนี้สวยมากเลย ชอบ ^^




 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2549 23:29:00 น.
Counter : 404 Pageviews.  

[การ์ตูน] ราชันย์ ทรราช (spoil อย่างมาก)

ราชันย์ ทรราช

โดย...ชิโนฮาร่า มาซามิ




เป็นการ์ตูนแฟนตาซีที่มีฉากหลังเป็นโลกในยุคอนาคต








ดาวสุสานอิซานามิ...สุสานของ อุปราชเซเลน ดาวสุสานอันเป็นดาวเคราะห์น้อยที่มีอากาศและแรงดึงดูดสมบูรณ์ นักรบพเนจร อีบลิช รัน ได้บุกมายังดาวแห่งนี้เพื่อเอาศีรษะของขุนพลเทพผู้เป็นกบฏ เลงิออน ขุนพลเทพทองผู้ได้รับฉายานามว่า ขุนพลอสูร เพราะสังหารทหารตายไปถึงหนึ่งแสนคนด้วยตัวเพียงคนเดียวเมื่อครั้ง กบฏคินบะ กลับไปยังนครหลวงเพื่อแลกมาซึ่งตำแหน่งขุนพลเทพทองที่เลงิออนครอบครองอยู่



อีบลิช รัน


ดาวเคราะห์น้อยนี้มีเลงิออนอยู่เพียงผู้เดียว เขาเฝ้าอยู่ที่ดาวแห่งนี้มากว่า ๑๐๐ ปีเพื่อรอวันที่นายเพียงหนึ่งเดียวของเขา อุปราชเซเลน ผู้ได้รับการขนานนามว่า ไดเทนชิ (เทพธิดา) จะฟื้นคืนชีพ ตามที่นายของเขาได้กล่าวไว้ก่อนจะสิ้นลม

รันสู้แพ้เลงิออนแบบราบคาบ แต่เลงิออนไม่ได้ฆ่าเขา และยังมอบ ดาบชิรานุอิมารุ ดาบประจำตำแหน่งขุนพลเทพทองที่เป็นปลอกแขนสวมติดอยู่กับแขนข้างที่เป็นแขนเทียม ให้รันนำกลับไปยืนยันว่าได้สังหารขุนพลเทพทองแล้ว เลงิออนยังบอกว่า วิธีการใช้ดาบของรันคล้ายกับไดเทนชินายของเขา

รันนำดาบชิรานุอิมารุกลับไปอย่างสับสน แต่ขณะที่ทำพิธีเข้ารับตำแหน่งขุนพลเทพทอง รันกลับคว้าดาบชิรานุอิมารุ แล้วทิ้งพิธีกลางคัน โดยบอกว่าเขาไม่สามารถรับดาบนี้ได้ จนกว่าจะสู้ชนะเลงิออนอย่างแท้จริง

ขุนพลเทพ คือยอดนักรบในยอดนักรบ ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งขุนพลเทพ จะต้องเป็นนักรบที่ผ่านสงครามมาอย่างโชกโชน เอาชนะนักรบด้วยกันมานับพันนับหมื่นคน







ขุนพลเทพทอง เลงิออน


ในยุคของรันที่ปราศจากสงครามให้สร้างชื่อ การจะได้รับตำแหน่งขุนพลเทพ จะต้องรบชนะนักรบด้วยกันกว่าร้อยคน แต่เมื่อรันทำได้ และกำลังจะได้รับมอบตำแหน่งขุนพลเทพแดงที่ว่างอยู่ รันกลับปฏิเสธ และร้องขอว่าอยากจะได้ตำแหน่งขุนพลเทพทอง จึงได้รับเงื่อนไขจากสังฆราชแห่งวิหารเทพสงครามแห่งนครหลวงว่า จะต้องนำศีรษะของ ขุนพลเทพทอง เลงิออน มา จึงจะได้รับตำแหน่งขุนพลเทพทอง

รันกลับไปที่ดาวสุสานอีกครั้ง และท้าสู้เลงิออน แต่ก็ไม่ชนะสักครั้ง แถมยังหงุดหงิดที่เลงิออนเอาแต่ออมมือให้เหมือนดูหมิ่นความเป็นนักรบของเขา ระหว่างนั้น ขุนพลเทพขาว วีวาซ (ผู้หญิงคนเดียวในบรรดาขุนพลเทพทั้งห้าคน) ได้ปรากฏกายขึ้น และแนะนำให้รันบุกเข้าไปในสุสานของไดเทนชิ และทำลายสุสานเสีย รับรองว่าเลงิออนจะเอาจริงด้วยแน่ รันจึงทำตาม






ขุนพลเทพขาว วีวาซ



แต่เมื่อบุกเข้าไปในสุสาน และได้เห็นไดเทนชิที่ถูกผนึกอยู่ในแก้วผลึกในสภาพเดิม รันก็ทำไม่ลง เลงิออนที่ตามเข้ามาจึงยอมเป็นคู่มือให้โดยไม่ออมมืออีก

เมื่อครั้งยังเป็นขุนพลเทพทอง ในสงครามปราบผู้แข็งข้อตามชายแดนครั้งหนึ่ง ณ ดาวอันห่างไกล เลงิออนได้พบกับ เซเลน ซึ่ง ณ เวลานั้นยังเป็นเพียงมิโกะ (นักบวชผู้อุทิศตนเพื่อมิคาโดะ) โดยบังเอิญ โดยเซเลนผ่านมายังดาวดวงนี้ทางประตูมิติที่มิคาโดะเปิดทางให้ เซเลนกำลังพยายามที่จะนำศพผู้ที่ตายในสงครามมารวมกันเพื่อจะทำพิธีส่งวิญญาณให้ เลงิออนมาเห็นเข้า ก็เตือนว่าให้รีบไปจากที่นี่ก่อนตะวันจะตกดิน เพราะหากตะวันตกดินแล้ว จะมีอสูรพรายซึ่งเกิดจากวิญญาณของผู้ตายออกมากัดกินศพผู้ตาย แต่บางครั้งก็จะรุมฆ่าคนเป็นเพื่อทึ้งศพด้วยเหมือนกัน

เพิ่งขาดคำ อสูรพรายเป็นกองทัพก็ออกมา เลงิออนจึงจำต้องช่วยปกป้องเซเลนโดยไม่สามารถใช้ดาบชิรานุอิมารุได้ เพราะเซเลนจะโดนลูกหลง เซเลนขอให้เขาใช้ดาบ เพราะเลงิออนบาดเจ็บไม่น้อยเพื่อปกป้องเธอ เลงิออนจึงบอกให้เธอลองภาวนาให้วิญญาณร้ายไปสู่สุขคติ เหมือนที่อุปราชอัลกิสในตำนานผู้เป็นเจ้าของดาบอิซานากิเคยภาวนาขับไล่เหล่าวิญญาณร้ายเพื่อปกป้องมิคาโดะ

เซเลนลองทำตามที่เลงิออนบอก ผลคือพลังอันมหาศาลของเธอได้ขับไล่เหล่าอสูรพรายให้จากไปจนหมดในพริบตา...

หลังจากนั้นขุนพลเทพทอง เงิน และแดง ก็ถูกเรียกตัวกลับนครหลวงเพื่อไปเข้าร่วมพิธีสถาปนาอุปราชคนใหม่ (ขุนพลเทพขาว วีวาซ มีหน้าที่ประจำอยู่ยังนครหลวงอยู่แล้ว) ซึ่งกล่าวกันว่าอุปราชคนใหม่นี้ทั้งเยาว์วัยและมีพลังสูงอย่างมาก เหนือล้ำกว่าอุปราชคนก่อนที่ถึงแก่อายุขัยไปแล้ว ซึ่งปรากกว่าอุปราชคนใหม่ก็คือ มิโกะ เซเลน นั่นเอง...

การมายังดาวสุสานของขุนพลเทพขาววีวาซ ถูก “คุสะ” หน่วยสอดแนมซึ่งเป็นเหล่าหญิงสาวที่ถูกฝึกมากลุ่มหนึ่งสืบรู้เข้า คุสะสาวทั้งสามเป็นคุสะสังกัด ขุนพลเทพเงิน ซาลันดอล ทั้งสามจึงนำข่าวนี้ไปแจ้งแก่ซาลันดอล

ขุนพลเทพเงิน ซาลันดอล เป็นขุนพลเทพที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาขุนพลเทพทั้ง ๕ อันได้แก่ ขุนพลเทพดำ ขุนพลเทพทอง ขุนพลเทพเงิน ขุนพลเทพแดง ขุนพลเทพ และเป็นน้องชายคนเดียวของ ขุนพลเทพแดง ทานาทอส ที่ถูกเลงิออนฆ่าตายไปในสงครามกบฏคินบะ





ขุนพลเทพแดง ทานาทอส และขุนพลเทพเงิน ซาลันดอล




ขุนพลเทพเงิน ซาลันดอล


ในอดีต นอกจากขุนพลเทพดำที่สละตำแหน่งไปตั้งแต่เนิ่นนานก่อนหน้านี้ ขุนพลเทพทอง เงิน แดง ขาว ทั้งสี่ต่างเป็นสหายร่วมรบที่สนิทสนมกันอย่างมาก ทั้งขุนพลเทพเงิน ซาลันดอล ที่อายุน้อยที่สุดยังเป็นผู้ที่มีความอ่อนโยนกว่าทุกคน แต่นับแต่เกิดสงครามคินบะ ขุนพลทองเลงิออนเป็นกบฏ ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนก็ถูกทำลายลง และความอ่อนโยนของซาลันดอลก็หายไป ถูกแทนที่ด้วยความเคียดแค้น

สงครามกบฏคินบะ เกิดขึ้นเพราะอุปราชไดเทนชิลอบปลงพระชนม์ มิคาโดะ องค์พระจักรพรรดิแห่งหมู่ดาว และถูกสั่งจับกุมตัวมารับโทษประหาร แต่เลงิออน ขุนพลเทพทองได้พาตัวอุปราชไดเทนชิหลบหนีไป ทางนครหลวงได้ส่งทหารเรือนแสนออกตามล่า พร้อมทั้งขุนพลเทพแดง แต่ขุนพลเทพแดงถูกฆ่าตาย ส่วนขุนพลเทพเงินที่ติดตามไปเห็นพี่ชายถูกสังหาร จึงตรงเข้าสู้กับเลงิออนทันที แต่พ่ายแพ้ ถูกตัดขาทั้งสองข้างไป หลังจากนั้นคณะแพทย์ของวิหารเทพสงครามแห่งนครหลวงก็ได้ร่วมกันคิดค้น สร้าง ยักษ์โกไลอัส ขึ้นมาแทนขาของซาลันดอล ยักษ์ตัวนี้จะเชื่อฟังคำสั่งและติดตามซาลันดอลไปทุกที่ หากยักษ์ตนนี้อยู่ด้วย ขาของซาลันดอลก็จะสามารถเคลื่อนไหวได้เป็นปกติ








ยักษ์โกไลอัส


ซาลันดอลพร้อมด้วยดาบคู่คู่มือ รันเซกกะ และ เคียวเซกกะ ได้บุกมายังดาวสุสานเพื่อฆ่าเลงิออน และยอมทำถึงขนาดลบหลู่คนตาย ทำลายสุสานของไดเทนชิ ระหว่างนั้นรันที่เป็นผู้ซึ่งมิได้ผ่านพิธีล้างบาป และไม่มีอาวุธที่แข็งแกร่งทัดเทียมกับพลังของตนได้แต่หนีเข้าไปในสุสานตามคำบอกของเลงิออน

พิธีล้างบาป คือพิธีซึ่งมีแต่เหล่าขุนพลเทพเท่านั้นที่จะได้รับ หลังผ่านพิธีล้างบาป ขุนพลเทพจะมีชีวิตใกล้เคียงกับความเป็นอมตะ มีพละกำลังมหาศาล มีร่างกายที่แข็งแกร่ง สามารถฟื้นสภาพจากอาการบาดเจ็บได้รวดเร็วกว่าคนทั่วไปหลายเท่า และได้รับมอบดาบประจำตำแหน่ง พร้อมกับได้รับตำแหน่งแม่ทัพแห่งกองทัพอสูรประจำนครหลวง



ดาบประจำตำแหน่งขุนพลเทพทั้งห้า


ในสุสาน รันได้พบกับ ดาบอิซานากิ ดาบประจำตำแหน่งอุปราชซึ่งไดเทนชิได้นำติดตัวมาด้วยหลังก่อกบฏ โดยดาบถูกผนึกอยู่ในคริสตัลที่แข็งมาก แต่เมื่อรันซึ่งกำลังต้องการดาบอยางเหลือเกินเพ่งจิตร้องขอ ก็สามารถผ่านผลึกเข้าไปหยิบดาบมาได้ แล้วรันก็รีบออกไปช่วยเลงิออนสู้กับซาลันดอลและโกไลอัส




เลงิออนเห็นรันได้ดาบอิซานากิมา ก็นึกขึ้นได้ว่าก่อนนายจะสิ้นลมนั้น ได้บอกว่าสักวันจะกลับมา แต่ไม่ได้บอกว่าจะกลับมาในร่างเดิม การที่นับแต่รันมายังดาวสุสาน เวลาที่เคยหยุดนิ่งมากว่า ๑๐๐ ปีก็เริ่มหมุนอย่างรวดเร็ว และการที่รันได้ดาบนี้มา อาจบอกความนัยอะไรบางอย่าง

ด้วยเหตุนี้เลงิออนจึงตัดสินใจระเบิดทำลายดาวสุสานอิซานามิทิ้ง เพื่อยุติการต่อสู้



<>::<>::<>




หลังการระเบิด คุสะของขุนพลเทพเงิน ซาลันดอล ทั้งสามคนได้พยายามค้นหาดาบอิซานากิจากซาดดาว แต่สิ่งที่ได้พบคือ ผลึกที่ภายในมีร่างของอุปราชไดเทนชิอยู่...

ทั้งสามได้พาผลึกนี้กลับไปขายที่นครหลวง



<>::<>::<>




ข้าง อีบลิช รัน ได้นำดาบอิซานากิติดตัวไปยังดาวแม่ของดาวเคราะห์น้อยอิซานามิเพื่อจะว่าจ้างนักบินพาเขาเดินทางไปยังนครหลวง แต่ปรากฏว่านักบินทุกคนถูกสั่งให้ไปทำงานด้วยสัญญาระยะยาวจนไม่มีใครว่างมารับจ้างเลย ตอนนั้นเองได้มีคนแอบมากระซิบกับรันว่ามีเมืองเถื่อนชื่อว่า ป้อมแปดล้านปี อยู่ในป่า ที่นั่นมีนักบินเถื่อนอยู่

ผู้ปกครองเมืองเถื่อนที่มีสิ่งของผิดกฎหมายทุกอย่างนี้คือ อัลไอยูน หญิงวัยกลางคนร่างอวบท้วมท่าทางไฮโซ อัลไอยูนทราบว่ารันมีดาบอิซานากิ จึงส่งคนไปแย่ง รวมทั้งส่งทหารไปจับรันโดยไม่ออกหน้าว่าเป็นฝีมือเธอ แต่เมื่อเหล่าทหารต่างพ่ายแพ้ เธอก็ให้คนไปเชิญรันมาดีๆ



อัลไอยูน


ที่คฤหาสน์ของอัลไอยูน รันได้พบกับ วายัน นอร์ เด็กชายอายุ ๑๐ ขวบซึ่งอัลไอยูนมั่นใจมากว่าคือ มิคาโดะตัวจริง เนื่องจากอัลไอยูนเคยได้รับของพระราชทานจากมิคาโดะหลายชิ้น และวายันสามารถบอกได้ทั้งหมดว่าของเหล่านั้นชื่ออะไรบ้าง





วายัน นอร์



ตำแหน่งมิคาโดะ ไม่ได้สืบทอดทางสายเลือด เนื่องจากมิคาโดะองค์แรกในอดีตได้กล่าวไว้ก่อนสวรรคตในสงครามว่า ตนจะกลับมาอีกครั้ง ดังนั้นอุปราชอัลกิสในเวลานั้นจึงรอคอยจนได้พบกับมิคาโดะผู้มาจุติในร่างใหม่ จึงอัญเชิญมาดำรงตำแหน่งมิคาโดะดังเดิม นับแต่นั้นมาธรรมเนียมในการสืบตำแหน่งมิคาโดะก็ถูกกำหนดขึ้นดังนี้

อัลไอยูนวาดหวังว่าเมื่อได้องค์มิคาโดะตัวจริงและดาบอิซานากิมาไว้ในมือ โอกาสที่เธอจะได้หวนคืนราชสำนักอีกครั้งก็ใกล้แค่เอื้อม

อัลไอยูนได้พบวายันโดยบังเอิญ และรั้งเด็กชายไว้ในคฤหาสน์นับแต่นั้นมา เธอยังชักชวนให้รันพักอยู่ในคฤหาสน์ไปตลอดกาลด้วย รันปฏิเสธ แต่ก็ยอมอยู่เป็นเพื่อนเล่นให้วายันที่ท่าทางเหงามากชั่วครู่

ระหว่างเล่นกับวายัน รันก็ถามวายันว่าเป็นลูกของอัลไอยูนหรือ เมื่อวายันบอกว่าไม่ใช่ เขาหนีออกจากบ้านมา รันก็บอกว่ารันเองก็หนีออกจากบ้านมาเหมือนกัน ตอนอายุ ๑๒ เขาฝากตัวเป็นศิษย์นักรบพเนจรคนหนึ่ง แล้วเลยหนีออกจากบ้านไปกับนักรบคนนั้นเสียเลย จากนั้นถามวายันว่าที่หนีออกจากบ้านมานี้ อยากจะทำอะไรหรือ ?

วายันคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่าตนอยากจะทำอะไร...

ระหว่างที่รันไปยังป้อมแปดล้านปี ได้มีบุคคลลึกลับผู้หนึ่งมาถามหารัน และตามไปจนถึงป้อมแปดล้านปี ปรากฏว่าคือเลงิออน รันดีใจที่ได้เจอเลงิออนอีก จึงคิดจะเดินทางไปเมืองหลวงกับเลงิออน โดยก่อนไปเขาได้ไปหาวายันเพื่อกล่าวลา พอได้เจอ วายันก็บอกว่าขอดูดาบอิซานากิให้ชัดๆ หน่อยได้ไหม รันก็ยื่นให้ พอดาบพ้นจากมือ พื้นที่รันยืนก็วูบ รันตกผลุบลงไปข้างใต้ที่เป็นเหว แต่เอามีดปักกับผนังผาหยุดตัวเองไว้ได้ และขึ้นไปหาวายันเพื่อเอาดาบคืน

อัลไอยูนได้ปรากฏตัวออกเกลี้ยกล่อมให้เลงิออนเข้าเป็นพวกกับเธอ แต่เลงิออนปฏิเสธ เธอจึงเปิดตามารที่อก สะกดเลงิออนให้เชื่อฟังคำสั่ง เลงิออนตกอยู่ใต้มนตร์สะกด

ข้างวายันกับรัน วายันไม่ยอมคืนดาบให้ และชักดาบออกจากฝักจะสู้ถ้ารันขืนจะแย่่ง ตอนนั้นเองดาบได้ส่งผลบางอย่างต่อวายัน ทำให้วายันพ้นจากอำนาจมนตร์สะกดของอัลไอยูน และจำได้ว่าเขาคือนักบินฝึกหัด เขาไม่ได้อยากจะเป็นมิคาโดะ

รันนำดาบอิซานากิจะไปจัดการอัลไอยูน แต่ถูกเลงิออนที่ต้องมนตร์สะกดขวาง อัลไอยูนจับตัววายันไว้จะสะกดจิตอีกครั้ง รันจึงพุ่งดาบไปปักที่ตามารของอัลไอยูน ทำให้อำนาจสะกดจิตเสื่อมไป

วายันเป็นนักบินฝึกหัด เมื่อได้ทราบว่ารันกับเลงิออนจะไปยังนครหลวง แต่หานักบินพาไปไม่ได้ ก็อาสาจะพาไปให้ หลังจากทั้งสามออกจากคฤหาสน์ เลงิออนเล่าว่าอัลไอยูนเคยเป็นนางสนมในวังมาก่อน แต่ถูกขับไล่ออกมาเพราะลอบเข้าพิธีล้างบาปโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามารนั้นได้มาจากการเข้าพิธีล้างบาปนั่นเอง

นักบิน คือผู้ซึ่งมีพรสวรรค์ในการข้ามมิติมาแต่เกิด ไม่สามารถเป็นได้ด้วยการฝึกฝน ผู้ที่จะเป็นนักบินเต็มตัวได้จะต้องผ่านการฝึกฝน เรียนรู้มากมาย และต้องสอบเอาใบอนุญาต จึงจะสามารถประกอบอาชีพได้อย่างถูกกฎหมาย

วิธีการ บิน คือเปิดประตูมิติ และพาผู้โดยสารทุกคนผ่านเข้าไป



<>::<>::<>




หลังออกจากคฤหาสน์ของอัลไอยูน รัน เลงิออน และวายัน ก็ต้องแวะที่ดาวดาวคันระคุซัน เนื่องจากวายันใช้พลังพารันกับเลงิออนเดินทางจนเกินตัว จึงล้มป่วย

คันระคุซัน เป็นเมืองนอกรีต เป็นที่เนรเทศนักโทษมาแต่โบราณ เป็นเมืองแห่งโสเภณีและคนเถื่อน เมืองนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้มีบุตรชาย และผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบอาชีพอื่น นอกจากเป็น ดอกไม้ (คณิกา) และ ใบไม้ (คุสะ - พวกที่คอยสืบข่าว) ส่วนทารกชาย จะถูกนำไปทิ้งที่ดินแดนรกร้างด้านหลังเมืองเพื่อให้อสูรพรายกัดกิน

ในอดีต มิคาโดะพระองค์หนึ่งเคยมาเยือนเมืองนี้ และถูกพระทัยในคำกล่าวแสดงความภักดีของนางคณิกาอันดับหนึ่งของคันระคุซันในเวลานั้น จึงได้พระราชทานสมบัติให้เป็นเกียรติแก่คันระคุซัน

เนื่องจากวายันป่วยหนัก เมืองนี้เป็นเมืองที่เงินคือพระเจ้า แต่พวกรันไม่มีเงิน เลงิออนออกไปเอาของของวายันไปขายแลกเงิน ส่วนรันเฝ้าวายัน แล้วรันก็ถูกยายเจ้าของห้องเช่าไล่เอาๆ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า

เลงิออนได้พบกับอาจารย์ของตน ขุนพลเทพดำ ชินบะ โดยบังเอิญ ขนพลเทพดำ ชินบะ เป็นตาแก่ท่าทางคล้ายนักบวชญี่ปุ่น ชินบะอาศัยอยู่ในเมืองนี้มาได้ระยะหนึ่งแล้ว เมื่อเลงิออนบอกว่าตนมากับรัน ชินบะก็บอกว่า รันก็เป็นศิษย์คนหนึ่งของเขา จากนั้นบอกให้เลงิออนปิดเรื่องที่เขาเป็นขุนพลเทพดำไว้ อย่าได้บอกรัน เพราะรันไม่เคยรู้มาก่อนว่าอาจารย์ของตนคือขุนพลเทพดำ





อดีตขุนพลเทพดำ ชินบะ



ตอนนั้นเอง โบตั๋นนางคณิกาอันดับหนึ่งแห่งชิองคาคุก็ได้มาจ่ายเงินแทนและช่วยทั้งสองไว้ ตอนนั้นเอง เลงิออนกับชินบะก็ได้มาถึง ปรากกว่าโบตั๋นเป็นแฟนของชินบะเอง...

ทางด้านนครหลวง ได้รับทราบข่าวเรื่องรันร่วมทางกับเลงิออนและเด็กซึ่งแอบอ้างตนว่าเป็นมิคาโดะตัวจริง ก็แทบจะเต้น นครหลวงแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายวิหารเทพสงครามซึ่งนำโดยสังฆราช (ตาแก่เหนียงยานคนหนึ่ง) และฝ่ายตำหนักโคกะซึ่งนำโดย อุปราชลอเอนกลิน (หล่อมาก เพราะผ่านพิธีล้างบาปมาแล้ว เลยไม่แก่ไม่ตาย) อุปราชซึ่งรับตำแหน่งแทนอุปราชเซเลน ทั้งสองฝ่ายนี้ไม่ถูกกัน แต่อุปราชลอเอนกลินมีอำนาจมากกว่า ฝ่ายสังฆราชได้ลอบส่งกองทัพไปบุกคันระคุซัน แต่อุปราชลออเนกลินได้สั่งกักบริเวณและริบอาวุธขุนพลเทพขาว วีวาซ กับสั่งจองจำขุนพลเทพเงิน ซาลันดอล โทษฐานลบหลู่ผู้ตาย (ทำลายสุสานของไดเทนชิ) ทำให้กองทัพที่ยกไปบุกคันระคุเซ็นขาดผู้นำที่เก่งกาจ

นอกจากนี้ ลออเนกลินยังลอบส่ง คิบะ หรือ นักฆ่า ๒ คน ชื่อ โฮจู กับ บาล ให้ไปสังหารรัน

ลอเอนกลินได้กลับเข้าไปในห้องส่วนตัว ณ ที่นั้นมีผลึกที่ข้างในมีร่างของไดเทนชิตั้งอยู่ ลอเอนกลินกล่าวว่า “ในที่สุดเจ้าก็กลับมาหาข้านะ เซเลน...”



<>::<>::<>




รันที่อาศัยอยู่ในสำนักคณิกาของโบตั๋นต้องช่วยทำงานโดยต้องไปตักน้ำที่ในป่ามาใส่ตุ่มตามที่มัตสึบะ แม่เล้ายังสาวสั่ง มัตสึบะเตือนรันว่าอย่าเดินออกนอกทาง และอย่ากลับหลังตะวันตกดิน แต่พอรันไปตักน้ำ ก็ถูก คิบะ โฮจู เล่นงาน รันไม่มีดาบอิซานากิ เนื่องจากในเมืองนี้ห้ามพกดาบเดินไปมา จึงเสียเปรียบเต็มที่

วายันซึ่งนอนอยู่เหนดาบอิซานากิเปล่งแสง จึงไปจับดาบดูด้วยความตกใจ ก็รู้ว่าดาบกำลังเรียกหารัน รันกำลังตกอยู่ในอันตราย จึงบอกกับเลงิออน เลงิออนคว้าดาบอิซานากิเอาไปให้รันที่ในป่า และช่วยรันเอาไว้ได้ทัน

จากการลอบสังหารครั้งนี้ โฮจูได้บอกให้รันรู้ว่า ผู้ที่ส่งเขามาคืออุปราชลอเอนกลิน และขณะนี้รันได้กลายเป็นกบฏอย่างเต็มตัวไปแล้ว

ข่าวเรื่องวายันคือมิคาโดะตัวจริงแพร่สะพัดไปทั่วคันระคุซัน ชาวบ้านแห่กันมาขอดูหน้าวายัน พร้อมกับตั้งความหวังว่าหากวายันคือมิคาโดะตัวจริง ก็ขอให้ช่วยปลดปล่อยเมืองนี้เป็นอิสระจากกฎอันโหดร้ายต่างๆ วายันลำบากใจมาก เพราะเขาไม่ได้อยากจะเป็นมิคาโดะเลย

หลังจากนอนสลบเหมือดมา ๒ วัน รันก็ออกไปท้าสู้กับโฮจูเพื่อล้างอัปยศ ระหว่างนั้นเหล่านักบินจำนวนมากได้พากองทหารจากนครหลวงมา พร้อมกับส่งตัวแทนมาเตือนภัยว่าทางนครหลวงส่งทหารมาจับกุมตัวกบฏอีบลิช รัน และเด็กผู้แอบอ้างตนเป็นมิคาโดะ

ชาวคันระคุซันพากันหนีเข้าบ้านปิดประตูลงกลอน โบตั่นรีบพาวายันไปซ่อนในห้องลับ โดยในห้องนั้นมีสมบัติที่องค์มิคาโดะในอดีตเคยพระราชทานให้ เป็นฉลองพระองค์ที่มีสัญลักษณ์ของมิคาโดะ

ชินบะกับเลงิออนตัดสินใจจะออกไปช่วยต้านรับกองทัพจากนครหลวง วายันซึ่งยังตัดสินใจไม่ถูกว่าตนควรทำอะไรในเวลาแบบนี้ถามเลงิออนว่าเขาควรทำอะไร เลงิออนบอกว่าวายันโตแล้ว ให้คิดเอง

เมื่อกองทัพจากนครหลวงบุกเข้าดจมตี ชินบะกับเลงิออนได้ออกไปรับหน้า แค่สองคนฆ่าทหารนครหลวงตายเป็นเบือ พวกทหารค่อยรู้ว่าคนที่ออกมาสู้กับพวกตนคือขุนพลอสูรในตำนาน จึงพากันขวัญกระเจิง

เวลานั้นเอง โบตั๋นได้สวมชุดพระราชทานจากมิคาโดะ เดินนำขบวนแห่นางคณิกามา อาศัยฉลองพระองค์ขององค์มิคาโดะออกคำสั่งให้เหล่าทหารกลับไปยังนครหลวง เพราะการขัดขืนคำสั่งของผู้ซึ่งครอบครองของพระราชทานซึ่งมิคาโดะมอบให้เป็นแทนองค์ คือการขัดขืนคำสั่งมิคาโดะ

ทหารจากนครหลวงเห็นทางนี้มีทั้งฉลองพระองค์ของมิคาโดะและขุนพลอสูรอยู่ จึงจำใจถอนทัพกลับไป

ทางด้านรันกำลังต่อสู้กับโฮจูและบาลอย่างลำบาก เพราะบาลคือนักบิน จึงทำให้โฮจูหายตัวโผล่มาเล่นงานรันได้จากตำแหน่งต่างๆ โดยที่รันตั้งรับไม่ทัน วายันที่รู้เรื่องบาลจาปากของรันในการปะทะครั้งก่อนจึงหนีมาช่วยรัน โดยเข้าสกัดบาลไว้ไม่ให้ช่วยโฮจูได้

โฮจูเป็นชาวคันระคุซันโดยกำเนิด เนื่องจากแม่ไม่อาจตัดใจฆ่าเขา จึงเลี้ยงดูเขาแบบผู้หญิง แต่สุดท้ายความก็แตก ทั้งแม่และเขาจึงถูกนำไปทิ้งให้หิวตายและถูกอสูรพรายกัดกิน แม่ได้มอบเลือดเนื้อเพื่อประทังชีวิตของเขาไว้ จากนั้นบอกว่าให้เขาทดแทนคืนให้เมื่อโต

โฮจูไม่สามารถฆ่าตัวตายเพื่อคืนเลือดเนื้อที่รับมานี้แก่แม่ได้ เขาจึงสร้างศพจำนวนมากให้แม่แทน ด้วยการเป็นนักฆ่า โฮจูมีกระดิ่งซึ่งเผารวมกับเถ้าของทารกชายที่ถูกทิ้งให้ตายในที่นั้น เมื่อสั่นกระดิ่ง วิญญาณทารกจะมากัดกินศัตรูของเขา รันเสียท่าเพราะถูกวิญญาณและโฮจูรุมเล่นงานพร้อมกันนี่เอง

ในขณะที่รันกำลังจะถูกฆ่านั้น ดาบอิซานากิได้สำแดงเดชปกป้องรัน ดาบได้เข้าสิงรัน ทำให้รันสามารถกล่าวคำภาวนาส่งเหล่าวิญญาณอาฆาตของทารกสู่ความสงบ และสังหารโฮจูตาย

ส่วนบาล พอโฮจูตาย เขาก็ขอยุติหน้าที่คิบะ พร้อมกับเตือนรันว่า คิบะไม่ได้มีแค่พวกเขา พวกเขาไป อุปราชก็ต้องส่งรายใหม่มาแน่

หลังช่วยขับไล่กองทัพนครหลวงจากไปแล้ว เลงิออนก็ขอตัวเดินทางไปนครหลวงเพียงลำพังโดยไม่รอรัน นักบินที่พาเขาไปส่งส่งเขาลงแค่ดาวต้องห้ามโกระ อันเป็นดาวบ้านเกิดของไดเทนชิ เพราะตัวนักบินไม่มีใบอนุญาตเข้านครหลวง

เลงิออนเพิ่งได้ทราบในตอนนั้นเองว่า ดาวโกระได้กลายเป็นดาวต้องห้ามไปเสียแล้ว

ในตอนที่เลงิออนแยกจากไดเทนชิไปจัดการกับกองทัพที่ทางนครหลวงส่งมาปราบกบฏ ด้านนครหลวง อุปราชลอเอนกลินได้สั่งให้ยิงวชิระทำลายดาวโกระทิ้งเสีย แม้จะทราบดีว่าเซเลนอยู่ที่ดาวดวงนี้ในเวลานั้น และเมื่อเซเลนทราบเร่องนี้ ก็ยืนกรานไม่ยอมหนีเอาตัวรอดไปเพียงลำพัง ยอมตายอยู่ที่ดาวนั้น

ข่าวการพ่ายแพ้ของกองทัพถูกส่งไปถึงนครหลวง เหล่าสังฆราชจากวิหารเทพสงครามพากันตื่นตระหนก ขณะเดียวกันข่าวความล้มเหลวในการทำงานของคิบะ ก็ถูกส่งมายังลอเอนกลินเช่นกัน









อุปราชลอเอนกลิน




<>::<>::<>




เหล่าทหารซึ่งไปรบในสงครามคันระคุซันนั่งจับกลุ่มคุยกันถึงความน่ากลัวของขุนพลอสูร สาวน้อย นาโทรัช ผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มได้กระตุ้นพวกพ้องว่า ที่พวกนั้นเก่งกาจได้ก็เพราะผ่านพิธีชำระบาป หากพวกเราได้ผ่านพิธีนั้นบ้าง ก็จะเก่งไม่แพ้เขาหรอก เวลานี้ตำแหน่งขุนพลเทพดำและขุนพลเทพแดงว่างอยู่ ขุนพลเทพทองกบฏไปแล้ว ขุนพลเทพขาวถูกกักบริเวณ ขุนพลเทพเงินถูกจองจำ ในนครหลวงไม่เหลือขุนพลเทพที่จะนำทัพเลย ไม่ขอเป็นขุนพลเทพตอนนี้ จะไปเป็นตอนไหน





นาโทรัช



ทุกคนจึงพร้อมใจกับไปขอพบอุปราชลอเอนกลิน

ณ คฤหาสน์ของขุนพลเทพขาว วีวาซ มิสึ ุสะของขุนพลเทพเงินซาลันดอลได้บุกเข้ามาเพื่อขอพบวีวาซ เพื่อขอให้วีวาซช่วยปลดปล่อยซาลันดอลจากการถูกจองจำให้ไม่อาจกระทั่งเดินด้วยขาของตัวเองได้ เพราะโกไลอัสซึ่งเป็นขาของซาลันดอลถูผนึกไว้

วีวาซรับปากจะช่วย และได้ไปหาอุปราชลอเอนกลินเพื่อขอดาบรันเซกกะ เคียวเซกกะ คืนให้แก่ซาลันดอล ลอเอนกลินก็ยอมให้ไปแต่โดยดี





ขุนพลเทพขาว วีวาซ



หลังจากวีวาซกลับไปแล้ว จึงได้เห็นว่าลอเอนกลินซ่อนเหล่าทหารกลุ่มที่อยากเป็นขุนพลเทพไว้ พวกทหารได้ยินคำพูดของวีวาซแล้วก็เข้าใจว่าอุปราชไม่ถูกกับวิหารเทพสงครามจริงๆ จึงยินดีจะเป็นพวกของอุปราชหากพวกตนได้เป็นขุนพลเทพ ลอเอนกลินได้พาทุกคนไปเข้าพิธีล้างบาปยังแท่นล้างบาป เงื่อนไขคืนต้องยืนอยู่บนนั้นเป็นเวลาครึ่งวัน

หลังพิธีล้างบาป นอกจากนาโทรัช ทหารทุกคนกลายเป็นเศษเหลวๆ นาโทรัชจึงได้รับตำแหน่งขุนพลเทพแดง พร้อมกับได้รับมอบ ดาบเฮียกกิมารุ ดาบประจำตำแหน่งขุนพลเทพแดง

ด้านเลงิออน หลังจากลงที่ดาวโกระแล้ว ก็ไปยังปราสาทบนหน้าผาอันมีประตูมิติเปิดไปสู่นครหลวง แต่ปรากฏซาลันดอลถูกจองจำอยู่ที่ปราสาทแห่งนี้เอง เลงิออนได้ยินเสียงร้องของโกไลอัสที่ถูกจองจำอยู่ใต้หน้าผา จึงทราบว่าซาลันดอลอยู่ที่นี่ แต่ก็เดินผ่านซาลันดอลไปเปิดประตูมิติโดยไม่ได้ทำอะไร แต่สิ่งนี้ทำให้ซาลันดอลรู้สึกอัปยศมาก

ระหว่างรอให้ประตูมิติเปิด คุสะ มิสึ ได้นำดาบรันเซกกะ เคียวเซกกะ มาให้ซาลันดอล เมื่อได้ดาบมาแล้ว ซาลันดอลก็คลายผนึกให้โกไลอัสได้ทันที และตรงเข้าสู้กับเลงิออนในเวลาที่ประตูผนึกเพิ่งเปิดพอดี

ทางด้านรันกับวายัน เดิมทีรันไม่คิดจะมานครหลวงแล้ว แต่ต้องคืนดาบให้เลงิออน รันคิดวิธีเดินทางมายังนครหลวงโดยเร็วที่สุดด้วยการ ขอเปลี่ยนตัวกับแม่ลูกคู่หนึ่งที่แม่ขายลูกสาวให้เป็นมิโกะมายังนครหลวง โดยรันปลอมตัวเป็นแม่ วายันปลอมตัวเป็นลูก ซึ่งแม่มีสิทธิ์ไปส่งลูกที่นครหลวงได้

พอไปถึงนครหลวง รันก็ถูกแยกออกไป ส่วนวายันถูกพาไปรวมกับเด็กที่ถูกส่งมาเป็นมิโกะคนอื่นๆ ซึ่งเด็กทุกคนต่างก็ร้องไห้งอแง ผู้ดูแลมิโกะถามวายันว่าอายุเท่าไหร่ วายันตอบว่า ๑๐ ขวบ ผู้ดูแลว่าแก่ไปหน่อยสำหรับมิโกะ แล้วบอกว่ามิโกะคือผู้ตัดขาดทางโลก ไม่ใช่ทั้งชายและหญิง และต้องรับใช้มิคาโดะไปชั่วชีวิต

วายันช็อคมาก กลัวว่าถ้ารันมาช่วยช้า ตัวเขาอาจไม่ได้กลายเป็นเด็กผู้ชายอีก...

ขณะนั่งรอในห้อง มิคาโดะก็ได้มาเยอะ และมีท่าทางแปลกใจที่วายันคนเดียวที่ไม่ร้องไห้ จึงสั่งให้คนดูแลพาวายันไปที่ห้องเขา จะได้เป็นเพื่อนคุยของเขา





มิคาโดะ



เมื่ออยู่กันตามลำพัง มิคาโดะบอกว่าเขาหาเพื่อนคุยไม่ได้เลย เพราะเด็กที่มาเป็นมิโกะทุกคนจะร้องไห้จนพูดกันไม่รู้เรื่อง ไม่ก็เอาแต่หมอบนิ่งไม่พูดไม่จา ไม่กล้าคุยกับเขา จากนั้นชวนวายันให้มาเป็นภรรยาของตน จะได้เป็นเพื่อนคุยกันตลอดไป วายันอึ้ง...

ตอนนั้นเอง รันที่กำลังเดินหาทางไปในวิหารเทพสงครามถูกทหารพบเข้า เกิดการสู้กัน มีเสียงตะโกนบอกต่อๆ กันไปว่ามีผู้บุกรุกดังมาถึงที่ประทับของมิคาโดะ พวกผู้ดูแลจึงจะมาพามิคาโดะไปหลบยังที่ปลอดภัย ขณะที่วายันโดดขึ้นหน้าต่างจะไปหารัน มิคาโดะห้ามไว้ ถามว่าเขาไม่ดีอะไร วายันถึงไม่อยากเป็นภรรยาเขา วายันบอกว่าตัวเองเป็นเด็กผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง และตอนนี้เขาเป็นเพื่อนกับมิคาโดะแล้ว แต่เขาต้องไปช่วยเพื่อนอีกคนของเขาก่อน แล้วก็ผลุบหายเข้าประตูมิติไปหารัน จะพารันหนี แต่เนื่องจากในเขตนครหลวงมีอาคมอยู่ รันที่ไม่มีสัญลักษณ์ผ่านทางแบบที่วายันได้มาจึงถูกสกัดไว้ วายันพาไปไม่ได้ ตอนนั้นเองได้มีนักบินแปลกหน้าสองคนโผล่มากะทันหัน พาวายันกับรันหลบไปยังที่ปลอดภัย

เวลาเดียวกันนั้น เลงิออนที่ต่อสู้กับซาลันดอลในช่องทางข้ามมิติได้ทำให้ทางข้ามมิติระเบิด ทั้งคู่โผล่มาที่วังหลวง โกไลอัส ยักษ์ซึ่งเป็นขาของซาลันดอลถูกเลงิออนทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ซาลันดอลห่วงโกไลอัสมาก พอโผล่มาที่นครหลวง ก็เลิกคิดเรื่องสู้ รีบพาโกไลอัสไปหาคณะแพทย์ของวิหารเทพสงคราม ฝ่ายเลงิออน โผล่มาก็เจอพวกคุสะของซาลันดอลทั้งสามคนพอดี จึงถามพวกเธอว่าเอาไดเทนชิไปขายให้ใคร พวกเธอบอกว่าขายให้อุปราชลอเอนกลิน จากนั้นนิจิ หัวหน้ากลุ่มก็ชักชวนเลงิออนเข้าร่วมกับพวกเธอ...ซึ่งคิดก่อการแข็งข้อต่อนครหลวง



<>::<>::<>




 

Create Date : 05 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2549 23:03:07 น.
Counter : 620 Pageviews.  


ซีเรีย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add ซีเรีย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.