Group Blog
 
All Blogs
 

เรื่องเล่าสมัยเรียนที่ปักกิ่ง เรื่องที่ ๑

เทอมแรกของปีแรกที่ไปเรียนปักกิ่ง ดิฉันพักอยู่หอพักใน เป็นหอพักนักศึกษาต่างชาติหอที่ ๔ มี ๕ ชั้น ดิฉันอยู่ชั้น ๒ อยู่กันห้องละ ๒ คนเพื่อนร่วมห้องเป็นคนญี่ปุ่นอายุเท่ากัน ชื่อ อายาโนะ คาเนโกะ (ไม่แน่ใจว่าไหนชื่อ ไหนนามสกุล แต่คิดว่า คาเนโกะ น่าจะเป็นนามสกุล เพราะคนญี่ปุ่นที่สนิทกับเธอทุกคนเรียกเธอว่าอายาโนะหมดเลย)

ช่วงแรกในหอพักผ่านไปอย่างสงบสุข จนกระทั่งถึงฤดูหนาว ซึ่งตะวันจะตกเร็วมาก 5 โมงครึ่งนี่อย่างกับ 1 ทุ่มของเมืองไทยเลย (และกว่าฟ้าจะเริ่มสางก็ปาเข้าไป 7 โมงเช้า) เรื่องมันเกิดในค่ำวันหนึ่ง วันนั้น ดิฉันและอายาโนะต่างก็ออกไปข้างนอกด้วยกันทั้งคู่ เมื่อเวลาประมาณ 5 โมงเย็น แล้วดิฉันกลับเข้ามาก่อนเมื่อเวลาประมาณ 6 โมง (ฟ้ามืดแล้ว)

พอกลับมาถึง ก็เปิดไฟห้อง เอากระเป๋าไปวางปลายเตียง (ดูตามภาพ) และพบว่าปลายเตียงมีตะขอพลาสติกสำหรับแขวนของ ที่ด้านหลังมีกระดาษกาวสองหน้าวางอยู่ปลายเตียงตัวหนึ่ง ดิฉันคิดว่าอายาโนะแบ่งให้ใช้ จึงหยิบขึ้นมา แต่พบว่ามันเป็นของใช้แล้ว เพราะกระดาษกาวถูกแกะออก จึงคิดว่าคงเป็นของอายาโนะที่ทำตก และนำไปวางให้ที่เตียงของอายาโนะ

ประมาณหนึ่งทุ่ม อายาโนะกลับมาจากข้างนอกปุ๊บ ก็เดินไปที่ตู้เสื้อผ้าของตัวเองเพื่อที่จะหยิบผ้าขนหนูซึ่งแขวนกับไม้แขวนเสื้ออยู่ตรงประตูตู้ออกไปล้างหน้า แล้วเธอจึงพบว่าไม้แขวนเสื้อที่มีผ้าขนหนูพาด มันตกลงไปอยู่บนพื้นอันเป็นที่วางรองเท้า อายาโนะจึงมองหาตะขอที่ติดไว้บนตู้ ดิฉันเห็นเข้า จึงช่วยบอกว่า

“ตะขออยู่บนเตียงเธอไง”

อายาโนะหันไปดูบนเตียง ก็พบว่าตะขอวางอยู่จริง เธอจึงถามว่า

“มันไปอยู่บนเตียงฉันได้ยังไง?”

ดิฉัน “ฉันเอาไปวางเองแหละ ก็เห็นมันวางอยู่บนเตียงฉัน”

อายาโนะตกใจมาก “มันขึ้นไปอยู่บนเตียงเธอได้ยังไง?”

ดิฉัน “ก็คงตกแล้วกระเด็นขึ้นไปมั้ง...” พูดออกไปแล้วก็นึกได้...ว่าระยะห่างจากจุดที่ตะขอตกมาถึงเตียงน่ะ มันประมาณ 3 เมตร แล้วเตียงของพวกเรามันสูงมาก ประมาณ 50 ซม. แถมตอนที่ดิฉันเจอ ตะขอนี่วางลึกจากขอบเตียงเข้ามาประมาณหนึ่งฟุต

ทำไมมันกระเด็นไกลจัง แถมกระเด็นสูงอีกต่างหาก อย่าว่าแต่ตรงจุดที่ตะขอตกมันมีรองเท้ารองรับอยู่ ไม่ได้โดนพื้นตรงๆ -_-"

ด้วยความอยากรู้ พวกเราจึงลองทิ้งตะขอจากจุดที่มันติดอยู่หลายครั้ง ซึ่งมันก็กระเด็นออกห่างจากตู้ไกลสุดเพียง 2-3 ฟุตเท่านั้น...

แล้วเราก็เลิกพูดเรื่องนี้ แต่เรื่องมันยังไม่จบ เพราะเช้าวันรุ่งขึ้น อยู่ๆ อายาโนะก็ถามดิฉันว่า มีไปแตะแปรงสีฟันของเธอหรือเปล่า (อายาโนะจะติดแผงใส่แปรงสีฟันกับยาสีฟันไว้ที่หัวเตียง โดยช่องตรงกลางเป็นช่องใหญ่ สำหรับใส่ยาสีฟัน สองช่องเล็กขนาบข้างไว้ใส่แปรงสีฟัน)

ดิฉันมองหน้าอายาโนะด้วยสายตาแปลกๆ แล้วบอกว่า

“ฉันจะไปแตะแปรงสีฟันของเธอทำไมกันล่ะ”

อายาโนะ “ฉันก็ว่าเธอคงไม่แตะหรอก ก็แค่ถามไปงั้นเอง คือปกติฉันจะใส่แปรงไว้ด้านขวา แต่เมื่อคืนนึกไงไม่รู้ ฉันเอาไปใส่ไว้ด้านซ้าย แต่วันนี้ตื่นมา มันอยู่ด้านขวาล่ะ”

ดิฉันเงียบ และนึกในใจว่า อย่าบอกนะว่าห้องนี้ก็มีผี -_-' ก่อนจะปลอบใจอายาโนะว่า ช่างมันเหอะ เขาคงแค่มาล้อเล่นนิดหน่อยเท่านั้น หลังจากนั้นพวกเราก็สุมหัวกันเล่าเรื่องผีที่เคยเจอเคยได้ยินแบบไม่อิงนิยายให้กันฟัง ด้วยความสามารถทางการสื่อสารอันแสนยอดเยี่ยมของเราทั้งคู่ ก็ฟังกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ดิฉันบอกอายาโนะเรื่องเสียงที่ได้ยินบ่อยๆ คือเสียงลูกสนุกเกอร์ อายาโนะบอกว่าเธอไม่เคยได้ยินเลย ซึ่งทุกครั้งที่ได้ยิน ดิฉันมักอยู่ในห้องคนเดียว

แต่อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่เราทั้งสองอยู่ในห้อง เสียงลูกสนุกเกอร์ก็ดังขึ้น อายาโนะก็ได้ยินด้วย ดิฉันบอกว่า

“นี่แหละ เสียงนี้แหละ”

อายาโนะมองหน้าดิฉันแบบ ตกใจมาก และบอกว่า “เอาไว้เราขึ้นไปถามห้องข้างบนกันไหมว่าเขาทำอะไร?”

ดิฉัน “ได้สิ”

แต่สุดท้าย จนจบเทอม และอายาโนะกลับญี่ปุ่นไป เราก็ไม่ได้ไปถาม เพราะชั้นสามนั้นเป็นชั้นที่พักของผู้ชาย ฮะฮะ

(หอพักเราเป็นหอพักรวม แบ่งชั้นอยู่ดังนี้ ชั้น ๑,๓ ผู้ชายอยู่ ชั้น ๒,๔,๕ ผู้หญิงอยู่)





 

Create Date : 21 ธันวาคม 2548    
Last Update : 21 ธันวาคม 2548 9:46:00 น.
Counter : 540 Pageviews.  

เรื่องเล่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เรื่องที่ ๔

และแล้ว ปี 3 กับเรื่องผีๆ ที่โถมเข้ามาช่วงปิดเทอมก็ผ่านพ้นไป ดิฉันก็ขึ้นปี ๔

ปี ๔ นี้ เรื่องผีดูจะระดมเข้ามาเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องจากเพื่อนสนิทคนใกล้ชิด ขอเล่าเฉพาะเรื่องของดิฉันก่อนก็แล้วกันค่ะ

ปี ๔ นี้ รู้สึกดิฉันจะเจอแบบ ของหายในห้อง หาเท่าไรก็ไม่เจอ แต่พอผ่านไปสักระยะ อาจจะไม่กี่นาที ไม่กี่ชั่วโมง หรือไม่กี่วัน ก็จะเจอเอง แบบนี้บ่อย แต่ครั้งที่จำได้แม่น มีแค่ ๒ ครั้ง

ครั้งแรก ช่วงนั้นตรงกับวันหยุดยาว 3 วัน (มั้ง) ดิฉันจึงพาหลานชาย 2 คนมาเที่ยวมหาวิทยาลัย และค้างด้วย 1 คืน หลานชายคนโต ตอนนั้นอายุ 13 ปี หลานชายคนรองอายุ 11 ปี วันรุ่งขึ้นที่จะพาหลานกลับ เวลาประมาณบ่ายโมง ดิฉันโทรเรียกรถตู้ให้มารับ แล้วนั่งรอกับหลานภายในห้อง โดยดิฉันนั่งหน้าโต๊ะญี่ปุ่นที่วางชิดขอบเตียง หันหลังให้ผนังห้องน้ำ ใช้แผ่นพลาสติกห่อปกหนังสือการ์ตูน ส่วนหลานชายคนโตนั่งขอบเตียง หันหน้าหาดิฉัน ห้อยขาลง และอ่านการ์ตูนอย่างสุขี ส่วนหลานชายคนรองนอนหมอบอ่านการ์ตูนอยู่บนเตียงตรงส่วนที่ดิฉันนอน

คืนที่ผ่านมา ดิฉันพาหลานชายไปเดินเที่ยวงานวัฒนธรรมในมหาวิทยาลัย แล้วซื้อแมงมุมเรืองแสงสีขาวตัวขนาดฝ่ามือให้หลานคนละตัว ซึ่งบ่ายวันรุ่งขึ้น ขณะรอรถตู้ หลานชายคนโตได้วางแมงมุมของเขาที่มุมโต๊ะญี่ปุ่นซึ่งดิฉันนั่งห่อปกหนังสือการ์ตูนอยู่ โดยแมงมุมวางอยู่ข้างๆ ขาของเขาที่ห้อยลงจากเตียง และจากหางตาของดิฉัน จะสามารถมองเห็นแมงมุมของเล่นนี้ตลอดเวลา

ขณะที่ดิฉันกำลังทำงานเพลิน อยู่ๆ หลานชายก็ถามขึ้นว่า

“แมงมุมหายไปไหนแล้ว?”

ดิฉันตอบว่า “ก็อยู่บนโต๊ะไง”

หลาน “ไม่เห็นมีเลย”

ดิฉันเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่ามันหายไปจริงๆ เราสองคนจึงช่วยกันหา ดิฉันยกโต๊ะขึ้น ลองคลำหาบนพื้น ก็ไม่เจอ ซึ่งพื้นที่มันก็มีแค่นั้น ไม่มีทางหายไปไหนได้ ดิฉันลองลูบมือผ่านโต๊ะตรงบริเวณที่มันเคยวางอยู่ ก็ไม่พบอะไร จึงพับโต๊ะญี่ปุ่น และคลำหากันอย่างจริงจังอีกรอบ ก็ไม่เจอ จึงเลิกหา และบอกหลานว่า

“ช่างมันเถอะ เอาไว้หาเจอแล้วค่อยส่งกลับไปให้แล้วกัน”

หลานชายจึงเลิกสนใจ และหันไปอ่านการ์ตูนต่อตามเดิม

ประมาณ 30 นาทีให้หลัง ดิฉันพบว่ามีอะไรอยู่ตรงหางตา จึงหันไปดู พบว่า...แมงมุมตัวนั้นมันกลับมาแล้ว..และวางอยู่ที่เดิม ดิฉันจึงบอกหลานชายว่า

“นั่นไง แมงมุมกลับมาแล้ว”

หลานชายหันขวับมาดูทันที แล้วมองหน้าดิฉันแบบเบิกตากว้าง หน้านี่ซีดลงต่อหน้าต่อตาดิฉันเลย - -"

ตอนนี้เจ้าหลานชายคนรองเริ่มรู้สึกผิดปกติ จึงโผล่หน้ามาถามว่า “มีอะไรเหรอ?”

ดิฉันบอก “ไม่มีอะไร อ่านการ์ตูนต่อไปเถอะ”


<>::<>::<>


หลังจากเหตุการณ์นี้ไม่กี่เดือน เหตุการณ์ของหายที่จำแม่นเหตุการณ์ที่สองก็เกิดขึ้น

ตอนนั้น อีก ๒ วันจะมีสอบย่อยวิชาหนึ่ง ดิฉันจึงหาชี้ทที่อาจารย์แจก และดิฉันโน้ตสิ่งที่เรียนเอาไว้เยอะแยะไว้ในนั้นจะมาอ่านสอบ แต่ปรากฏว่า...หาไม่พบ

หลังจากเอาชี้ททั้งหมดที่มีมากองรวมกัน แล้วเปิดหาทีละแผ่นอย่างช้าๆ 3 รอบ ก็ยังหาไม่พบ ดิฉันก็เริ่มโกรธ และคิดว่าอาจมีเพื่อนขอยืมไปซีร็อกซ์ แล้วลืมคืน จึงไปถามเพื่อนคนที่สงสัย เขาก็บอกว่าคืนแล้ว แต่ดิฉันก็ยังไม่ค่อยเชื่อ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายดิฉันก็ต้องไปขอยืมชี้ทเพื่อนคนอื่นมาซีร็อกซ์อ่านแทน แบบ เจ็บใจมาก เราอุตส่าห์จดเอาไว้แบบละเอียด แล้วชี้ทของดิฉันมันก็จดได้ละเอียดกว่าของเพื่อนทุกคนด้วย

แม้จะได้ชี้ทเพื่อนมาอ่านแล้ว ดิฉันก็ยังไม่ละความพยายามลองหาชี้ทของตัวเองดูอีก 3 รอบ ก็ไม่เจอ จึงเริ่มปลงว่ามันคงหายไปแล้วแหงๆ

หลังสอบเสร็จ ดิฉันกลับมาถึงห้อง แล้วนึกย่างไรไม่รู้ ดิฉันลองหาชี้ทดูอีกครั้ง ครั้งนี้เจออย่างง่ายดายในการหาเพียงรอบแรก บอกตามตรงว่าครั้งนั้นโกรธมากๆ จะแกล้งกันเล็กๆ น้อยๆ นี่ไม่ว่า แต่ถึงขนาดมากระทบกระเทือนการเรียนนี่ มากไปแล้วเฟ้ย !


<>::<>::<>


ต่อมา เรื่องของเพื่อนที่ย้ายเข้ามาอยู่หอซึ่งดิฉันอยู่ตอนปี ๒

เพื่อนที่เจอ มี ๒ คน โดยคนแรกนั้น เจอวันก่อนวันสอบไฟนอลวิชาหนึ่ง เธออ่านหนังสือจนดึก ค่อยเข้านอน

ตอนเริ่มเคลิ้มๆ เธอก็เห็นว่ามีเงาดำๆ ลอยเข้ามาจากหน้าต่างมุ้งลวดตรงศีรษะเธอ เธอนอนเตียงล่าง และตรงผนังเตียงบนนั้นเธอติดดาวเรืองแสงไว้หลายดวง เธอบอกว่าตอนที่เงานี้เข้ามา เงาได้บังดาวเรืองแสงไปเลย เธอเห็นชัด แล้วเงาก็ร้องว่า

“ช่วยด้วย...ช่วยด้วย...”

ด้วยความกลัว เธอหลับตาปี๋ แล้วพูดไปในใจว่า

“ช่วยไปก่อนได้มั้ย พรุ่งนี้ชั้นมีสอบ สอบเสร็จแล้วจะตักบาตรให้!”

ปรากฏว่าเงานั้นไปจริงๆ

แล้วหลังสอบหนึ่งวัน เธอก็ไปตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้เงาที่เจอ ^^"


ส่วนเพื่อนอีกคน นอนเตียงล่างเหมือนกัน แต่คนละห้อง ขณะที่เธอกำลังเคลิ้มๆ ก็เห็นว่าปกของพจนานุกรมเล่มปาศีรษะสุนัขแตกที่วางอยู่บนโต๊ะญี่ปุ่นห่างเตียงเธอออกไปราวๆ 2 ฟุตนั้นมันพลิกเปิดเองโดยไม่มีลมพัด (ปกพจนานุกรมนี้หนามากๆ หนาประมาณ 3 มิลลิเมตร เพราะพจนานุกรมเล่มนี้เป็นปกแข็งเล่มหนาประมาณ 4 นิ้ว) และหน้ากระดาษมันก็ถูกพลิกไล่มาเรื่อยๆ เหมือนถูกลมเป่า...

สิ่งที่เพื่อนทำมีเพียงรีบหลับ และทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ^^"


<>::<>::<>


ต่อมา ในปี ๔ นี้ ดิฉันได้รู้จักและสนิทกับเพื่อนเมทของเพื่อนร่วมวิชาเอก ซึ่งเธอเป็นพวกมีสัมผัสที่หกแรงไม่น้อย เจอผีบ่อยมาก โดยเฉพาะเวลาที่ร่างกายอ่อนแอ เช่นเหนื่อย หรือป่วย ดิฉันออกไปทานข้าวกับเธอบ่อย วันนั้นก็เช่นกัน ช่วงเย็นๆ โพล้เพล้ เราต่างคนต่างขี่มอเตอร์ไซค์ของตัวเองไปทานข้าวเย็นที่โต้รุ่ง

ระหว่างที่เราขี่ผ่านโรงพยาบาลประจำจังหวัด เพื่อนมันก็ขี่ขึ้นมาตีคู่ แล้วหันมาจะคุยอะไรกับดิฉัน แต่แล้วก็กลับเงียบไป แล้วขี่แซงไปเลย พอไปถึงร้านอาหาร เธอค่อยเล่าว่าตอนผ่าน รพ. เธอเห็นมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งซ้อนท้ายรถดิฉัน

ดิฉันพูดว่า “เหรอ เราก็รู้อยู่หรอกว่ามีผีตามหลังเยอะ ดังนั้นเขาจะขึ้นมาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เราก็ไม่เห็นแปลกนี่”

เมื่อเราต่างขี่รถกลับถึงมหาวิทยาลัย ดิฉันก็ถามว่า “ตะกี้ตอนผ่าน รพ. เห็นมีคนนั่งท้ายรถเราอีกหรือเปล่า?”

เพื่อนส่ายหน้า “ไม่มีแล้ว”

เพื่อนคนนี้บอกดิฉันว่า ผีที่เธอเจอนั้นจะมี ๒ แบบ แบบแรกคือเป็นเงาดำ จะเห็นทั้งตัว แบบที่สองจะเห็นหน้าตาชัดเจน แต่มาไม่เคยเต็มตัวเลย บางทีก็เจอในสภาพไม่น่าดู และเจอกี่หน เธอก็ยังกลัวอยู่นั่นเอง

มีอยู่วัน เธอเล่าว่า วันนี้ (วันที่เล่า) เรารู้สึกไม่ค่อยสบาย ก็สังหรณ์อยู่แล้ว และก็เจอจริงๆ ตอนเลิกเรียน เดินออกมาจากห้องฝึกสอน เราเห็นคนนึงนั่งอยู่ตรงที่นั่งริมระเบียงหน้าห้องเรียน เขาไม่มีขา เราก็เดินผ่านไป ทำเป็นมองไม่เห็น



<>::<>::<>::<>::<>::<>




 

Create Date : 20 ธันวาคม 2548    
Last Update : 20 ธันวาคม 2548 10:18:56 น.
Counter : 185 Pageviews.  

เรื่องเล่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เรื่องที่ ๓

หลังเหตุการณ์รถล้ม ก็เป็นช่วงเวลาปิดเทอม ดิฉันไม่กล้าบอกเรื่องรถล้มกับแม่ แต่ไปบอกพี่ชายพี่สาวแทน พี่สาวได้พาดิฉันไปหาหมอดู หมอดูบอกว่าดิฉันมีสัมผัสที่หก พอจะติดต่อกับพวกเขาได้ในบางครั้ง ทำให้ดิฉันนึกถึงเรื่องที่ตัวเองเจอบ่อยๆ และไม่เคยคิดมาก่อนว่ามัน “ประหลาด” นั่นคือ...

ตั้งแต่ตอนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ห้องนอนของดิฉันที่บ้าน จะอยู่ใต้ห้องของหลานชาย ๓ คน และเวลากลางคืน ช่วงที่หลานชายยังไม่นอนกัน ดิฉันมักได้ยินเสียงลูกบอลไม้แบบลูกสนุกเกอร์ตกและกลิ้งกระดอนไปบนพื้น ดังมาจากห้องหลานชาย เกือบทุกคืน

ทั้งที่ดิฉันก็รู้ดีว่า ในห้องหลานชายไม่มีของเล่มแบบนี้หรอก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ได้กลัว เนื่องจากเสียงนี้ดังในเวลาที่ยังไม่นอน และยังเปิดไฟสว่างโร่

เมื่อดิฉันเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และอยู่ชั้น 4 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของหอพัก ก็ยังคงได้ยินเสียงลูกสนุกเกอร์นี้ต่อไป และมักได้ยินในคืนที่พี่เมทไม่อยู่ห้อง แต่ก็ไม่ได้กลัว อาจเป็นเพราะฟังจนชิน แถมตอนที่ดิฉันเรียนอยู่ปี ๑ นี้ มีเพื่อนคณะเดียวกันชั้นปีเดียวกันอยู่ในหอพักในหอเดียวกัน แต่เขาอยู่ชั้น 2 ป่วยเสียชีวิตในช่วงเริ่มสอบปลายภาคพอดี ซึ่งนับแต่คืนที่เขาเสียไปเป็นเวลา 7 คืน ได้ยินว่าหมาได้พากันมานั่งหอนโหยหวนบริเวณหอพัก และมีคนเห็นเขายืนอยู่ที่ลานหอในชุดนอนที่สวมตอนตาย แหงนหน้ามองขึ้นมาที่หอพัก

ตอนนั้นพวกที่ชอบนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบดึกๆ กลัวกันหัวหด มหาวิทยาลัยเงียบกริบในตอนกลางคืน และรุ่นพี่ปี ๓ ที่นอนเตียงบนของดิฉันนอนฟังเสียงหมาหอนจนกลัวมาก ขอลงมานอนกับดิฉัน ส่วนตัวดิฉันนั้นหรือ นอนหลับสบายทุกวันโดยไม่ได้ยินเสียงหมาหอนเลยสักคืน - -"

เมื่อดิฉันขึ้นปี 2 ได้ย้ายออกมาอยู่หอนอน อยู่ชั้น ๒ ซึ่งเป็นชั้นบนสุด ก็ยังคงได้ยินเสียงสนุกเกอร์นี้ต่อไป...

ในระหว่างอยู่ ปี 2 เพื่อนที่อยู่ห้องตรงข้ามหนึ่งในสองคนเขามีสัมผัสที่หกค่อนข้างแรง คือเจอผีบ่อย เขาเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่ง กลับมาจากเรียนตอนประมาณ ๕ โมงเย็น ก็ได้ยินเสียงดีดคอมก้อกแก้กมาจากในห้องดิฉัน เธอจึงตะโกนเรียกชื่อดิฉันเป็นการทักทาย แต่...เงียบ ไร้เสียงตอบ เธอจึงมองรองเท้า และพบว่าดิฉันกับเพื่อนเมทยังไม่กลับห้องทั้งคู่

เท่านั้นแหละ...เธอรีบเอาของเก็บในห้อง แล้วเผ่นออกจากหอทันที ^^"

สรุป มีผีมาพิมพ์คอมของดิฉันเล่นตอนที่ดิฉันไม่อยู่ห้องนั่นเอง...

อันที่จริงปลังจากดิฉันย้ายไปอยู่หอพักใหม่ที่ไฮโซกว่าเดิมในปี ๓ ก็เพิ่งมาทราบว่าหอพักที่เคยอยู่ตอนปี ๒ นั้นได้ชื่อว่าผีดุ มีคนเจอบ่อย แต่ดิฉันไม่ยักเจอนิ - -"

หลังจากที่ได้ทราบว่าเสียงสนุกเกอร์นั้นไม่ใช่เรื่อง “ปกติ” ดิฉันก็ได้ยินมันมาจนชินเกินกว่าจะนึกกลัวเสียแล้วล่ะนะ -_-

พี่ชายดิฉันได้ไปหาพระหลวงพ่อทวดองค์เบ้อเร่อมาให้สวมแทนองค์เดิมที่เล็กเกินไป และบอกว่าองค์นี้สำหรับไล่ผีโดยเฉพาะ (องค์ใหญ่จนดูน่าอุ่นใจดีจริงๆ ซึ่งก่อนที่จะเจอเงาดำในห้องน้ำนั้น ดิฉันไม่ห้อยพระเลย เพราะไม่เคยเชื่อเรื่องผี เนื่องจากไม่เคยเจอมาก่อน)

ปิดเทอม ดิฉันขึ้นไปฝึกงานที่กรุงเทพฯ ก็พักอยู่กับพี่สาวที่ทำงานในกรุง โดยพี่สาวเช่าห้องอยู่ด้วยกันกับเพื่อน เราก็นอนกันสามคนในห้องนั้น โดยดิฉันนอนเตียงปิกนิกที่ปูบนพื้นข้างเตียง ส่วนพี่สาวกับเพื่อนนอนบนเตียง (ดังภาพ)



คืนแรกที่มาค้าง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอคืนที่ ๒ พี่สาวดิฉันทักว่า ไหว้พระบอกเจ้าที่ก่อนนอนหรือยัง ดิฉันค่อยนึกได้ และสวดมนตร์บอกเจ้าที่เจ้าทางในคืนที่ ๒ (ปกติเป็นพวกขี้เกียจสุดๆ ไม่เคยสวดมนตร์ก่อนนอนเลยตั้งแต่เริ่มเรียนมัธยม ขนาดเจอเงาดำนั่นในห้อง ก็ยังสวดมนตร์เพราะความกลัวแค่อาทิตย์เดียว ความขี้เกียจก็ชนะอีกแล้ว -_-" )

ที่แปลกคือ พอสวดมนตร์ก่อนนอนปุ๊บ เสียงสนุกเกอร์ก็หวนกลับมาทันที...ทั้งๆ ที่คืนแรกไม่มีอะไรเลย ทำให้แอบคิดว่ารู้งี้ไม่สวดมนตร์ดีกว่าเรา -_-'

ครั้งนี้ เสียงสนุกเกอร์ไม่ได้ดังมาจากเพดาน แต่ดังมาจากด้านหลังกระเป๋าเดินทางของพี่สาวดิฉัน ซึ่งวางอยู่ชิดผนัง เสียงนั้นชัดเจนมาก เหมือนดังมาจากตรงนั้น ห่างออกไปแค่ครึ่งเมตร แต่อย่างว่า มันได้ยินจนชิน ก็เลยเฉยๆ

ระหว่างฝึกงาน พี่สาวดิฉันได้พาดิฉันไปพบพระรูปหนึ่งในวัดอะไรสักแห่ง ซึ่งเป็นพระที่เจ้านายพี่สาวเชื่อถือมาก พี่กะพาดิฉันไปให้ท่านช่วยดูดวงให้ว่าช่วงนี้มันเกิดอะไรขึ้น

พระท่านบอกว่า มีผีมุสลิมตามหลังดิฉันมาเยอะเลยนะ กลัวไหม?

ดิฉันก็อึ้งเล็กน้อย และคิดว่า ขนาดเข้ามาในวัด ยังตามเข้ามาได้อีกเหรอเนี่ย? - -" แต่ก็ตอบไปว่า ไม่กลัว ขอแค่อย่าโผล่มาให้เห็นจะๆ ก็พอ แหะๆ

พระท่านบอกว่าดิฉันจิตแข็ง ไม่ต้องสวดมนตร์ก่อนนอนก็ได้ ซึ่งพี่สาวแอบมาบอกลับหลังว่าแปลก เพราะเห็นมีแต่พระท่านแนะนำให้สวดมนตร์ก่อนนอน (ท่านอาจทราบถึงธาตุขี้เกียจอันแรงกล้าในตัวดิฉันล่ะมั้ง - -" )

หลังจากนั้น เวลาก็ผ่านไปพร้อมกับเสียงลูกสนุกเกอร์ จนถึงคืนวันที่ 12 เมษายน ดิฉันจำได้แม่นยำ คืนก่อนวันสงกรานต์ เสียงที่ได้ยินก็เปลี่ยนไป...

เดือนเมษาใน กทม. ในห้องที่ไม่มีแอร์ แน่นอนว่าร้อนแทบบ้า ร้อนจนต้องเปิดประตูระเบียงทิ้งไว้ ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือ...ยุง ยุงมันแทบจะหามเราไป ตบยุงกันเปาะแปะกว่าจะหลับลงได้ และเพราะเหตุนี้ จึงแน่ใจอย่างยิ่งว่าเสียงที่ได้ยินนั้นได้ยินตอนที่เรายังไม่หลับแน่นอน มันดังทันทีที่ปิดไฟนอน

เป็นเสียงประหลาดแบบที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เป็นเสียงสัตว์อะไรก็ไม่รู้ ร้องในจังหวะเดียวกับจิ้งจก แต่เสียงมันแหบและฟังแล้วขนลุกมาก ตอนนั้นคิดว่าต่อให้เป็นเสียงตุ๊กแกก็แพ้เสียงเจ้าตัวนี้หลุดลุ่ย เสียงมันน่ากลัวกว่าตุ๊กแกเป็นสิบเท่า T T

แถมที่มาของเสียงนั้น..ตำแหน่งเดียวกับที่ได้ยินเสียงสนุกเกอร์ คือมาจากหลังกระเป๋าเดินทาง เหมือนที่มาของเสียงมันเกาะอยู่บนผนังห้อง เบียดตัวอยู่ระหว่างผนังห้องกับกระเป๋าเดินทางอย่างไรอย่างนั้น และเสียงนี้ก็ดังอยู่จนกระทั่งดิฉันหลับไป

ที่สุดๆ คือคืนต่อมา เสียงนี้ก็ยังดังอยู่ ดังตลอดเวลาที่ตื่น เสียงมันน่ากลัวมากซะจนไม่กล้าลุกไปปัสสาวะ ทั้งที่พี่สาวกับเพื่อนก็นอนอยู่ข้างๆ นี้เอง และห้องน้ำก็อยู่ในห้องเนี่ยแหละ T T

พอคืนที่สาม ดิฉันกับพี่สาวก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวจากทางบ้านว่า พี่เขย ภรรยาของพี่สาวอีกคนรถคว่ำเสียชีวิต เมื่อคืนวันที่ ๑๒ คืนแรกที่ดิฉันได้ยินเสียงประหลาดนี้เอง

เมื่อได้ทราบข่าว ดิฉันก็ตัดสินใจยุติการฝึกงาน (ซึ่งเดิมทีก็แค่ทำเล่นๆ - -" ) แต่เพียงเท่านี้ และจะนั่งเครื่องบินกลับบ้านทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้น

คืนนั้น ดิฉันนอนไม่หลับทั้งคืน และทราบว่าพี่สาวเองก็นอนไม่หลับ เพราะได้ยินเสียงพี่พลิกตัวไปมาทั้งคืน เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงได้นอนเสียงสัตว์ประหลาดมหัศจรรย์ทั้งคืนเช่นกัน - -" แล้วมันก็ช่าง....เกาะอยู่ตรงจุดเดิม 3 วัน 3 คืนไม่ย้ายไปไหนเลย...

พอสักตี 5 ดิฉันก็ลุกมาปลุกพี่กับเพื่อน ขอให้ช่วยจองตั๋วเครื่องบินให้ จากนั้นเมื่อพี่สาวกับเพื่อนอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ดิฉันก็พูดขึ้นลอยๆ ว่า

“จิ้งจกห้องพี่นี่ร้องเสียงประหลาดจังนะ”

พี่สาวกับเพื่อนนิ่งเงียบทันที แล้วเพื่อนพี่จึงถามว่า

“จิ้งจกอะไร?”

ดิฉันจึงบอกว่า “ก็จิ้งจกน่ะแหละ น่าจะเกาะอยู่ตรงนั้น” ดิฉันชี้ไปยังจุดที่กระเป๋าเดินทางวางชิดผนัง “นอนฟังเสียงมันร้องมา ๓ วันแล้ว เสียงประมาณนี้” แล้วดิฉันก็เลียนเสียงสัตว์ปริศนาร้องให้พี่กับเพื่อนฟัง

ความเงียบกริบมาเยือนห้องทันที ก่อนพี่สาวจะบอกว่า

“หลี หลีจะกลับบ้านวันนี้แล้ว แต่พี่กับเพื่อนยังต้องอยู่ห้องนี้ต่อนะ(เว้ย)”

สรุป เสียงสัตว์ปริศนาที่ร้องดังติดต่อกัน ๓ วันนั้น มีดิฉันได้ยินอยู่คนเดียว...- -"

และเนื่องจากเสียงมันเริ่มดังในคืนที่พี่เคยดิฉันเสียชีวิตพอดี ดิฉันจึงเหมาโมเมเอาว่า นั่นคงเป็นเสียงแจ้งเหตุร้ายล่ะมั้ง (หลังจากนั้นมาจนถึงวันนี้ ดิฉันไม่ได้ยินเสียงแบบนั้นอีกเลย)

พอกลับบ้านมางานศพพี่เขย ดิฉันก็ไม่ได้ไปงานศพทุกวัน บางวันก็เฝ้าบ้าน พวกพี่ชายพี่สาวคนอื่นเขาไปแทน ซึ่งช่วงที่เฝ้าบ้านนี้ พี่สาว (ภรรยาพี่เขยที่เสีย) ก็เอาลูกสาวคนเล็กที่อายุ 3 ขวบมาฝากให้ดูแล ดิฉันจะนั่งดูทีวีในห้องนอนกลางวันของพ่อ โดยมีหลานชายที่โตแล้ว 2 คนนั่งดูอยู่ด้วย และหลานสาวลูกของพี่เขยที่เสีย

เวลานั้นเป็นเวลาประมาณสามทุ่ม อยู่ๆ หลานสาวก็พูดขึ้นว่า

“ผีป่าป๊านั่งอยู่บนเตียงอากง” (หลานเรียกพ่อดิฉันว่าอากง) จากนั้นก็เอาเก้าอี้สำหรับเด็กนั่งขึ้นไปวางบนเตียงพ่อดิฉัน แล้วออกไปเอาน้ำแก้วหนึ่งมาวางหน้าเก้าอี้ (หลานเห็นคนเขาเอาแก้วน้ำวางหน้ารูปถ่ายพ่อตัวเองในงานศพน่ะค่ะ ^^" )

พอหลานสาวบอกงั้น หลานชายสองคนก็หันมามองหน้าดิฉัน แล้วบอกว่า

“เมื่อวานนี้ มุก (หลานสาวลูกพี่ชาย อายุ 3 ขวบเท่ากัน) ก็ทำแบบนี้ บอกว่าอาเตี๋ยนั่งอยู่บนเตียงอากง”

ดิฉันก็เลยบอกหลานสาวว่า

“อย่าเรียกปะป๊าว่าผีสิ” จากนั้นพูดทักทายพี่เขยไป (พูดไปงั้นเอง ความจริงมองไม่เห็นหรอก) แล้วดูทีวีต่อ ก็พี่เขยเขาแค่ห่วงลูกสาวเขา เลยตามมาเฝ้าเท่านั้นนี่

หลานชายเห็นดิฉันทำท่าเฉยๆ เลยพลอยไม่กลัวไปด้วย ผ่านไปสักพัก หลานก็บอกว่าพ่อเขาไปแล้ว

เมื่อพี่สาวดิฉันกลับมารับลูกสาว ดิฉันจึงเล่าให้ฟัง พี่จึงบอกว่าสามีมาเข้าฝันเหมือนกัน ในฝันเขาอุ้มลูกสาวคนเล็กมา บอกว่าเป็นห่วงลูก พี่สาวเลยบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงหรอ



<>::<>::<>::<>::<>::<>




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2548    
Last Update : 19 ธันวาคม 2548 19:47:59 น.
Counter : 282 Pageviews.  

เรื่องเล่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เรื่องที่ ๒

นับจากครั้งแรกที่เจอ “เงาดำ” ในห้องตอนปี ๓ ต้นเทอม ๑ เวลาก็ผ่านเลยมาถึงปลายเทอม ๒ อย่างราบรื่น ไม่เจออะไรแปลกๆ ในห้องนั้นอีกเลย (หรือถ้าเจอ ก็ไม่ใช่เงาดำ และเล็กน้อยมากจนลืมไปแล้ว)

ปิดเทอมปี ๓ เป็นปีที่นักศึกษานิยมฝึกงานกัน ข้าพเจ้าเองก็อยากจะลองฝึกงานดูบ้างเหมือนกัน จึงสมัครฝึกงานที่บริษัททัวร์แห่งหนึ่งใน กทม. เพราะพี่สาวคนที่สี่ทำงานอยู่ กทม. จึงไปขอพักอยู่กับพี่สาวได้

ปลายเดือน ก.พ. หรือต้นเดือน มี.ค. ก็ไม่แน่ใจ พวกเพื่อนส่วนใหญ่สอบเสร็จกลับบ้านกันไปหมดแล้ว ส่วนข้าพเจ้านั้น เนื่องจากวางแผนจะไปเรียนต่อที่ปักกิ่ง จึงยังอยู่ปรึกษาเรื่องเรียนต่อกับอาจารย์ที่เคยไปเรียนที่ปักกิ่งมาแล้ว

ปู อดีตเพื่อนร่วมห้องตอนปี ๒ ของข้าพเจ้าเองก็ยังไม่กลับบ้าน เพราะยังสอบไม่เสร็จ ตอนปลายปี ๒ ปูจับฉลากได้อยู่หอใน โดยได้อยู่หอพักหญิง ๗ พวกเราจึงได้แยกย้ายกันอยู่คนละที่ ข้าพเจ้าทราบว่าปูยังสอบไม่เสร็จ เย็นวันหนึ่ง จึงได้ขี่มอเตอร์ไซค์ไปชวนปูออกไปกินข้าวกันที่โต้รุ่ง

เหตุเกิดตอนขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปหาปูนี่เอง...

ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณบ่าย ๔ โมงครึ่ง ดวงอาทิตย์หน้าร้อนยังคงสว่างจ้า ข้าพเจ้าขี่รถเข้ามาในมหาวิทยาลัย แล้วเลี้ยวซ้าย ขี่ไปตามถนนคอนกรีตสองเลนที่ทอดตัวเลียบคลองเพื่อมุ่งหน้าสู่หอพักหญิง ระหว่างถนนกับคลองมีตลิ่งเล็กๆ ขวางอยู่ บนตลิ่งจะมีเสาไฟฟ้าปักเป็นระยะๆ

ถนนคอนกรีตทางสายนี้ เริ่มต้นจากปลายสนามหญ้าของหอพักชาย ๑ , ๒ ผ่านสามแยกเลี้ยวไปโรงอาหาร สามแยกเลี้ยวไปหอพักหญิง ๕ , ๘ ไปสุดที่หอพักหญิง ๖ , ๗ อาณาเขตของหอพักชาย จะมีแนวรั้วต้นสนเตี้ยๆ ล้อมรอบไว้โดยตลอด (ดูภาพประกอบ)





ขณะที่ขี่รถไปตามถนนคอนกรีต ก่อนจะถึงสามแยกเลี้ยวไปโรงอาหาร (มีชื่อเล่นว่า “สามแยกหัวขาด” เพราะเล่ากันว่าเคยมีป้อมยามอยู่ตรงนั้น แล้วยามถูกโจรฆ่าตัดคอ หลังจากนั้นวันดีคืนดีก็จะมี นศ.หอชายมองลงมาเห็นยามเดินถือหัวเตร็ดเตร่อยู่ตรงสามแยกนี้) ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าข้างหน้า ช่วงเกือบจะถึงสามแยก มีเส้นเอ็นสีเขียวที่เขาใช้เล่นว่าวขาดห้อยลงมาจากสายไฟ ปลายของเชือกเอ็นห้อยระประมาณกลางถนน

ข้าพเจ้าเห็นแล้วว่าอย่างไรตัวข้าพเจ้าก็ต้องโดนเชือกเส้นนั้นแน่ แต่แล้วจะทำไมล่ะ มันก็แค่เชือกเส้นหนึ่งเท่านั้น

ตอนขี่ผ่านเชือก มันทอดระผ่านหมวกกันน็อคของข้าพเจ้าไปอย่างช้าๆ





แล้วเมื่อข้าพเจ้าขี่ผ่านเชือกไปได้ราวๆ ๕ เมตร ขี่ผ่านสามแยกหัวขาดไปได้ประมาณ ๒ - ๓ เมตร อยู่ดีๆ ข้าพเจ้าก็รู้สึกราวกับรถไปชนเข้ากับเส้นลวดที่ขึงขวางถนนไว้อย่างกะทันหัน

มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ไม่ได้ชนกับกำแพงหรืออะไร แต่รู้สึกว่าไปชนกับเส้นลวดที่ขึงดักไว้ตรงตะกร้ารถ ในตอนนั้นอุปาทานเหมือนได้ยินเสียงตะกร้าหน้ารถชนกับลวดด้วยซ้ำ!

แล้วรถข้าพเจ้าก็เสียหลัก ล้มลงโดยแรงทันที!

ตอนที่รถล้มนี่ ข้าพเจ้านิ่งมาก ไม่ตกใจเลย ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนกำลังอยู่ในภาวะสโลโมชั่น จับความรู้สึกได้ทุกระยะ ทุกความเคลื่อนไหว

ขณะที่ล้ม ด้านข้างหมวกกันน็อคของข้าพเจ้าครูดไปกับพื้นถนนคอนกรีตโดยแรงจนข้าพเจ้านึกดีใจที่ตัวเองเป็นโรคบ้าหมวกกันน็อคดีๆ จึงซื้อหมวกกันน็อคแบบหนากว่าที่คนทั่วไปเขานิยมสวมมาใช้ และมันก็ได้แสดงคุณประโยชน์ออกมาในตอนนี้เอง

ข้าพเจ้านึกในใจว่ารถกำลังไถลแบบนี้ แรงเรารั้งไม่อยู่แน่ จึงรอให้มันหยุดไถลระหว่างที่เสียงหูหมวกกันน็อคเสียดสีกับพื้นคอนกรีต หูข้างซ้ายของข้าพเจ้าหนวกมาแต่กำเนิด แต่รถล้มนี้ล้มด้านขวา ดังนั้นจึงได้ยินเสียงเสียดสีนี้อย่างถนัดชัดเจน ขณะที่ฟังเสียงหมวกกันน็อคครูดพื้นคอนกรีต ข้าพเจ้าก็คิดในใจอีกว่า

...รู้แล้วว่าพวกซิ่งมอเตอร์ไซค์ที่โดนลวดที่ชาวบ้านขึงดักรู้สึกยังไง...





เมื่อรถหยุดไถล ข้าพเจ้าก็เลื่อนตัวออกมาจากรถ แล้วพยุงรถขึ้นมา ตั้งแสตนด์ ถอดหมวกกันน็อคออก จากนั้นหันไปมองเชือกเอ็นเส้นนั้น เพราะข้าพเจ้าคิดว่ามันอาจจะพันล้อ ทำให้รถล้ม

แต่มันก็ยังห้อยระถนนอยู่ที่เดิม และแกว่งไกวน้อยๆ ตามแรงลมพัด ข้าพเจ้าจึงหันมาสนใจรถเป็นลำดับต่อไป

รถข้าพเจ้าล้มและลื่นไถลมาอยู่ถนนเลนขวา ระยะทางที่ไถลนี้ยาวประมาณ ๕ เมตร เหล็กตรงไหนสักแห่งของรถครูดกับถนนคอนกรีตจนเห็นเป็นเส้นลึกชัดเจน

ข้าพเจ้าสำรวจรถ ตัวรถยังคงปกติดี เมื่อลองสตาร์ทดู ก็ยังสตาร์ทติด (สตาร์ทมือ) แต่กระจกซ้ายหักอย่างงดงาม คือเหลือแต่ลูกกลิ้งติดอยู่ ส่วนกระจกทั้งบานหายไปเลย กระเด็นหายไปไหนก็ไม่ทราบ มองไม่เห็นเลยในบริเวณพื้นที่กว้างโล่งนั่น สงสัยตกคลองไปแล้ว ส่วนกระจกขวาก็เบี้ยวผิดรูปไปเลย ต้องเปลี่ยนกระจกรถใหม่ทั้งสองอัน T T

ต่อไป หันดูหมวกกันน็อคใบเก่ง ตรงหูครอบตัวเลื่อนของกระบังตาและกระบังหน้าที่เดิมเห็นแค่สองวง คือกระบังครอบชั้นนอกสุด และแกนยึดพลาสติกที่ทำหน้าที่เป็นน็อตยึดตรงกลาง วงที่ครอบอยู่นอกสุดถลอกหายไป วงเลื่อนที่ยึดติดกับกระบังตาพลาสติกใส และยึดกระบังหน้า โผล่ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน แถมหลุดออกมาห้อยรุ่งริ่ง กระบังบังตาเลยใช้การไม่ได้อีก เพราะปลายข้างหนึ่งเลื่อนลงมาอยู่ใต้ตา - -" สรุป...ต้องซื้อหมวกกันน็อคใหม่ T T (ดูภาพประกอบ)

มันน่าสยองมากๆ หากคิดถึงภาพในกรณีที่ตัวเราไม่สวมหมวกกันน็อค หูคงหาย และเนื้อส่วนนั้นคงถลอกจนเห็นกระดูกเป็นแถบกว้างไปเลย - -"





ทีนี้มาสำรวจตัวเอง โชคดีที่ข้าพเจ้าสวมกางเกงยีนส์ และใส่เสื้อแขนยาว หัวเข่าจึงเพียงแต่เสียดสีกับกางเกงจนถลอก ข้อศอกขวาก็เช่นกัน แค่เสียดสีกับเสื้อจนถลอกบวมแดง แต่เลือดไม่ออก เลือดไปออกนิดหน่อยตรงปลายหัวแม่เท้าขวา เพราะข้าพเจ้าสวมรองเท้าแตะ - -"

ตอนนั้นมีนศ.ชายผู้หนึ่งขี่จักรยานสวนมาพอดี ก็แวะถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า? มีอะไรให้ช่วยไหม?

ข้าพเจ้าส่ายหน้า และบอกขอบใจไป จากนั้นก็ขึ้นรถ สตาร์ท ขี่ต่อไปยังหอพัก ๗

เมื่อไปถึงหอ ๙ ข้าพเจ้าแวะล้างเลือดที่ออกแค่ไม่กี่หยดที่ห้องน้ำ แล้วค่อยขึ้นไปหาเพื่อน เล่าแค่ว่าจะมาชวนไปกินข้าวนอกมหาวิทยาลัยกัน แล้วพอดีรถล้ม เลยคงต้องแวะร้านขายยาทำแผลก่อน เพื่อนก็เลยเป็นคนขี่รถแทน แวะร้านขายยาซื้อแอลกอฮอล์ ผ้ากอส กับสำลี ทำแผนที่แขนใกล้ๆ ศอก ซึ่งแม้เลือดจะไม่ออก แต่มันก็ตกสะเก็ด กับหัวเข่าทั้งสองข้าง และหัวแม่เท้าขวา หลังจากนั้นพวกเราก็ไปกินข้าวกัน

ระหว่างกินข้าว ข้าพเจ้าเล่าให้เพื่อนฟังอย่างละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนจึงขอให้ข้าพเจ้าพาไปดูจุดที่รถล้ม เมื่อกินข้าวเสร็จ เพื่อนจึงขี่มอเตอร์ไซค์ไปยังจุดที่ข้าพเจ้าบอก

ผลปรากฏว่า...รอยรถล้มยังอยู่ แต่เชือกเอ็นเส้นนั้นมันหายไปแล้ว - -"

ข้าพเจ้าตกใจมาก ถึงกับลงไปยืนดูตรงสายไฟบริเวณนั้น เดินหาอยู่พักหนึ่ง ก็ไม่เห็นแม้แต่รอยปมเชือก ไม่มีร่องรอยใดที่แสดงให้เห็นเลยว่า ณ ที่นั้นเคยมีเชือกเอ็นเส้นหนึ่งอยู่...

ข้าพเจ้ายืนยันกับปูว่าเชือกมันอยู่ตรงนั้นจริงๆ ตอนที่ข้าพเจ้าผ่านมา

ปูเพียงแต่มองหน้าข้าพเจ้าแปลกๆ แล้วพูดว่า

“หลี เราว่าแกอย่าผ่านทางนี้สักระยะก็แล้วกัน”

เวลาที่ข้าพเจ้าและปูมาถึงจุดที่รถล้ม คือเวลา ๖ โมงครึ่ง แสงแดดยังคงสว่างมากพอที่จะมองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน...

ทั้งข้าพเจ้าและปูต่างทราบดีว่า ตอนนี้ถือว่าอยู่ในช่วงปิดเทอม ภารโรงของมหาวิทยาลัยเราซึ่งปกติก็ไม่ได้ขยันอะไรเป็นพิเศษ ไม่มีทางผ่านมาตรวจตรา แล้วลงทุนหาบันไดมาวาง เพื่อจะปีนขึ้นไปแก้เชือกออกจากสายไฟแรงสูงแน่

หาก นศ.ชายที่เห็นข้าพเจ้าล้มรถไปแจ้งภารโรงละก็ สิ่งที่ภารโรงจะทำ อย่างมากก็คงแค่หากรรไกรมาตัดเชือกเอ็นออกสูงในระดับชู เพื่อไม่ให้มันเกะกะใครอีกเท่านั้น ยังไงก็ไม่มีทางปีนขึ้นไปแก้ปมมันออกจากสายไปอย่างแน่นอน...

และเมื่อมาคิดดู ข้าพเจ้าอดรู้สึกไม่ได้ว่าตัวเองช่างโชคดีที่ลื่นไถลมาทางขวา เพราะหากลื่นไถลไปทางซ้าย มีหวังลงคลองอย่างแน่นอน แล้วหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็สุดรู้ เพราะแม้ข้าพเจ้าจะว่ายน้ำเป็น แต่ว่ายไม่แข็ง และหมวกกันน็อคของข้าพเจ้าก็สวมอย่างแน่นหนามากเสียด้วย

หลังจากวันนั้น ข้าพเจ้าไม่กล้าผ่านเส้นทางสายนี้ไปหลายเดือนเลยทีเดียว...




 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 19 ธันวาคม 2548 19:47:47 น.
Counter : 565 Pageviews.  

เรื่องเล่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เรื่องที่ ๑

มหาวิทยาลัยของข้าพเจ้า เป็นมหาวิทยาลัยรัฐบาลที่เรียกได้ว่า “อยู่บ้านนอก” เพราะห่างไกลความเจริญหลายอย่าง เช่น อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๒ - ๓ กิโลเมตร และแม้จะเป็นในตัวเมือง ก็มีโรงหนังเก่าโทรมแค่ ๒ โรง (แล้วก่อนข้าพเจ้าจะจบปี ๔ มันก็เจ๊งปิดกิจการไป ๑ โรง) หนังซึ่งเข้าฉายในโรงหนังทั้ง ๒ โรงนี้ จะช้ากว่าหนังที่เข้าฉายใน กทม.ประมาณ ๒ - ๓ เดือน ราวกับมิได้อยู่ในประเทศไทยเดียวกัน ในตัวเมืองมีศูนย์การค้าเพียงแห่งเดียว มี ๒ ชั้น ซึ่งหากเทียบกับห้างในกรุงเทพฯแล้วล่ะก็ กล่าวได้ว่าเล็กมากๆ แต่มันก็เป็นห้างที่หรูที่สุดของจังหวัดที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่

ข้าพเจ้าเข้าเรียนปี ๑ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ตลอดเวลา ๔ ปีที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย หอพักสำหรับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมีทั้งสิ้น ๘ หอพัก โดยหอพักที่ ๑ - ๔ เป็นหอพักชาย และหอพักที่ ๕ - ๘ เป็นหอพักหญิง หอพักชาย ๑ - ๔ นั้นจะมีเตียง ๒ ชั้น ๓ เตียง จึงนอนกันห้องละ ๖ คน ในขณะที่หอพักหญิง ๕ - ๘ จะมีเตียง ๒ ชั้น ๒ เตียง ให้นอนห้องละ ๔ คน

เพื่อความปลอดภัยสำหรับนักศึกษาชั้นปี ๑ ที่ยังใหม่ต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ทางมหาวิทยาลัยจึงบังคับให้ นศ.ปี ๑ ที่มิได้มีถิ่นฐานอยู่ในจังหวัดเข้าพักในหอพักของมหาวิทยาลัยทุกคน แต่พวกปี ๒ ขึ้นไปนั้น ต้องจักฉลากกันว่าใครจะได้อยู่หอพักใน ซึ่งก็จะได้ห้องที่เหลือจากน้องปี ๑

ตอนข้าพเจ้าอยู่ปี ๑ ข้าพเจ้าอยู่หอพัก ๖ ชั้น ๔ ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของหอ ๖ และตลอดเวลาที่อยู่ปี ๑ ข้าพเจ้าไม่เคยเจออะไรประหลาดเลย...

พอขึ้นปี ๒ ข้าพเจ้าย้ายออกไปอยู่หอนอก ซึ่งอยู่ด้านหลังมหาวิทยาลัย เป็นหอพักเล็กๆ มี ๒ ชั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้ ข้าพเจ้าอยู่ชั้นบน ซึ่งมีด้วยกันทั้งสิ้น ๖ ห้อง แบ่งเป็น ๒ ฟาก ฟากละ ๓ ห้อง แต่ละห้องกั้นด้วยไม่กระดานบางๆ ด้านบนกรุมุ้งลวด

แต่ละห้อง จะมีเตียง ๒ ชั้น ๑ เตียง นั่นคือให้เช่าได้ห้องละ ๒ คน แต่ใครจะเช่าคนเดียวก็ได้ ส่วนข้าพเจ้าอยากมีเพื่อนร่วมห้อง จึงเช่าร่วมกันกับเพื่อนชั้นปีเดียวกัน ชื่อ ปู

ตลอดเวลาที่อยู่ห้องพักห้องนี้ ข้าพเจ้าไม่เจออะไรประหลาดอีกเช่นกัน (หรือถึงเจอก็ไม่รู้ว่านั่นมัน “ประหลาด” ) แต่เพื่อนที่อยู่ห้องตรงข้ามนี่สิ...เคยเจอเหตุประหลาดจากห้องของข้าพเจ้า ซึ่งจะเล่าถึงในคราวหลัง

เมื่อขึ้นปี ๓ ข้าพเจ้าก็ย้ายไปอยู่หอพักใหม่ ห้องใหญ่ สะดวกสบายกว่าเดิม เป็นหอพักตึกสูง ๔ หรือ ๕ ชั้นก็จำได้ไม่ถนัด ข้าพเจ้าอยู่ชั้น ๑ ห้องแรกสุดเลย ซึ่งก็อยู่สุดปลายด้านหนึ่งของมุมตึก

เรื่องประหลาดเรื่องแรก เกิดในห้องนี้เอง...

ก่อนอื่นขอบรรยายภาพห้องพักห้องนี้สักหน่อย (ดูภาพประกอบได้ค่ะ)

เมื่อเปิดประตูเข้ามา ท่านจะพบห้องน้ำอยู่ทางขวามือ ห้องพักนี้ห้องน้ำกว้างมากเมื่อเทียบกับหอพักที่เคยอยู่เมื่อปี ๒ ตรงข้ามห้องน้ำคือตู้เสื้อผ้าที่ทางหอพักให้ผู้เช่าไว้ใช้ ตามด้วยชั้นวางของ และโต๊ะเครื่องแป้งติดกระจกบานใหญ่ (ที่ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้ายึดครองห้องนี้ มันไม่เคยมีโอกาสได้วาง “แป้ง” เลย) เดินเลยห้องน้ำไปก็จะเป็นเตียงขนาดคิงไซส์ หัวเตียงวางชิดผนัง สองข้างเตียงจะมีพื้นที่ว่างเล็กน้อย ที่ว่างด้านหนึ่งคั่นระหว่างเตียงกับผนังห้องด้านที่ติดระเบียง ที่ว่างอีกด้านหนึ่งคั่นระหว่างเตียงกับผนังห้องน้ำ

ที่ว่างด้านผนังห้องน้ำจะกว้างกว่าพอสมควร ข้าพเจ้าจึงนำชั้นหนังสือมาวาง ตามด้วยโต๊ะญี่ปุ่น และพรมเช็ดเท้าผืนใหญ่ เอาไว้นั่งทำการบ้าน ส่วนที่ว่างด้านระเบียง จะมีโต๊ะเล็กๆ วางอยู่ และมีปลั๊กไฟอยู่ข้างๆ ข้าพเจ้าจึงซื้อโคมไฟแบบ 2 in 1 ที่มีทั้งไฟแดงและไฟนีออนซึ่งวางขายเกร่อมาวาง เพราะสวิทซ์ไฟกลางของห้อง มันอยู่โน่น...ข้างประตูห้อง

ห้องนี้ไม่มีแอร์ มีแต่พัดลมติดเพดานที่ให้ความเย็นฉ่ำได้เป็นอย่างดี และด้วยความที่มันยังใหม่เอี่ยม เลยไม่ต้องนึกสยอง กลัวว่ามันจะหล่นโครมลงมาใส่หัวเราตอนนอน...

ข้าพเจ้าเป็นคนแรกที่เป็นเจ้าของห้องนี้ และเข้ามาอยู่ตั้งแต่ก่อนจะเปิดเทอมประมาณ ๑ สัปดาห์ ซึ่งวันแรกที่มาอยู่นั้น เงียบเชียบดีชะมัด ชาวบ้านเขายังไม่มากัน แถมไฟฟ้าเขาก็ยังเปิดให้ใช้ คืนแรกเลยต้องจุดเทียนให้ความสว่างแทน -_-'

แต่ก็ไม่เจออะไรประหลาดหรอกหนา...เรื่องที่เจอมันหลังจากอยู่ไปได้ ๑ เดือน ตอนที่เพิ่งเปิดเทอมได้ไม่นาน

คืนวันนั้น จะด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบได้ ข้าพเจ้าเกิดนึกอยากเข้านอนเร็วกว่าปกติ ๒ ทุ่มครึ่งก็ปิดไฟนอนแล้ว

หลังจากหลับไปได้พักหนึ่ง อยู่ดีๆ ก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเอง แล้วสายตาของข้าพเจ้าก็พุ่งปราดไปที่ด้านหน้าห้องน้ำทันที

มีคนคนหนึ่งยืนอยู่หน้าห้องน้ำ และกำลังหันหน้ามาทางข้าพเจ้า ร่างนั้นเห็นเป็นเงาดำๆ ที่ล้อมรอบด้วยเส้นแสงสีขาว ซึ่งแสงนี้ ดูเหมือนจะเป็นแสงสว่างจากไฟนีออนตรงทางเดินที่ส่องลอดเข้ามาทางใต้ประตูห้อง มือข้างขวาของเงาดำจับอยู่ที่ลูกบิดประตูห้องน้ำ

ในความรู้สึกสะลึมสะลือ ข้าพเจ้าคิดในใจว่า

“กุญห้องเรามี ๓ ดอก อยู่ที่เราทั้ง ๓ ดอก คนนั้นเข้ามาในห้องเราได้ยังไง? ขโมย!”

บนผนังด้านระเบียง ข้าพเจ้าแขวนไม้บรรทัดเหล็กยาว ๑ เมตรไว้ และตั้งใจว่า หาก “ขโมย” คนนั้นเดินเข้ามาใกล้ ข้าพเจ้าจะลุกขึ้นฉวยไม้บรรทัดเหล็กหวดเข้าใส่ทันที!

ระหว่างที่ข้าพเจ้านอนจ้องหน้าเงาดำนั้น ก็ได้ยินเสียงหัวเราะของพวกผู้หญิงที่นั่งดูทีวีอยู่ตรงล็อบบี้ของหอพักดังมา

หลังจากจ้องหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง “เงาดำ” ก็ขยับมือในอาการเปิดประตูห้องน้ำ แล้วเดินหายเข้าไป จากนั้นปิดประตูตามหลังดัง “ปัง!”

ข้าพเจ้าเปิดโคมไฟหัวโต๊ะ แล้วลุกตามไปดูทันที (ไม่ได้คว้าไม้บรรทัดเหล็กติดมือไปด้วยแหละนะ)

ปรากฏว่า...ประตูห้องน้ำมันเปิดอยู่...

แล้วเสียงปิดประตูเมื่อกี้มันมาจากไหนหว่า? งง -_-"

ข้าพเจ้าเปิดไปห้องน้ำ ก็พบแต่ความว่างเปล่า...ไม่มีใครอยู่ในห้องน้ำ ข้าพเจ้าจึงเข้าห้องน้ำ ปิดประตู แล้วถ่ายเบา ระหว่างนั้นก็มองซ้ายมองขวา เผื่อว่า “เงาดำ” นั้นจะโผล่มาอีก (วันรุ่งขึ้น เมื่อมานึกย้อนดู ก็รู้สึกว่าตัวเองช่างบ้าอะไรอย่างนี้ -_-" )

เมื่อไม่เห็นเงาดำโผล่มาอีกเลย ข้าพเจ้าก็ออกจากห้องน้ำไปนอนต่อ ก่อนจะนอน ก็เหลือบมองนาฬิกา

๔ ทุ่มครึ่ง...ยังไม่ดึกเลยนี่ แล้วก็ล้มตัวลงนอน

ตอนนั้นก็รู้แล้วแหละว่าตัวเองเจออะไร แต่มันเฉยมากเลย เพิ่งมารู้สึกกลัวเอาตอนวันรุ่งขึ้น - -" (เพื่อนๆ นินทาเหมือนกันว่าความรู้สึกกลัวมาช้าอย่างแรง)

และเมื่อนึกย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ข้าพเจ้าก็ได้คิด ว่าแสงไฟจากใต้ประตูน่ะ มันส่องมาไม่ถึงหน้าประตูห้องน้ำ และถึงจะส่งมาถึง มันก็ไม่ส่องสูงพอจะอาบตลอดความสูงของคนที่ยืนอยู่หน้าห้องน้ำหรอก อย่าว่าแต่ข้าพเจ้าสายตาสั้น แต่ดันเห็นเส้นแสงบางๆ ที่ล้อมกรอบ “เงาดำ” นั้นชัดมาก

คืนวันต่อมา ข้าพเจ้าเปิดก็ไฟนอน...เพราะกลัวจัด กลัวเจออีกรอบ ^^"

หลังจากเปิดไฟนอนอยู่พักหนึ่ง จนเริ่มหายกลัว ก็ปิดไฟต่อ

หลังจากวันนั้น ก็ไม่เคยเจอ “เงาดำ” นั้นอีกเลย แต่เจออย่างอื่นแทน...

ที่ตลกคือ ข้าพเจ้าได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ผู้ดูแลหอพัก และเพื่อนวิชาเอกเดียวกันฟัง เพื่อนถามเลยว่า ไปนอนกับเขาสักพักไหม? ข้าพเจ้าบอก ไม่ล่ะ เพราะข้าพเจ้ายังต้องอยู่ห้องนั้นอีกนาน การหลบไปนอนห้องเพื่อนชั่วคราวมันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเลย

ส่วนผู้ดูแลหอพักคนนั้น ก็เอาไปเล่าต่ออีท่าไหนไม่รู้ จนมีคนมาถามข้าพเจ้าว่า

“นี่ๆ เธอเจอผีในห้องน้ำตอนกำลังอาบน้ำอยู่เหรอ?”

- -"....ขืนเจอแบบนั้นนะเธอ ฉันร้องลั่นห้องไปแล้ว ไม่นิ่งสนิทแบบนี้หรอก





 

Create Date : 14 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 19 ธันวาคม 2548 19:47:36 น.
Counter : 192 Pageviews.  


ซีเรีย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add ซีเรีย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.