Group Blog
 
All Blogs
 

เล่านิยาย เรื่องที่ 2-6

ปรากฏว่าเป็นงานเลี้ยงที่ลูกพี่ลูกน้องฮ่องเต้คนที่มาสู่ขอนางเอกนั่นแหละจัด ในงานเลี้ยงนี้มันพาสาวๆ จากซ่องมาปรนนิบัติเพียบ พระเอกเห็นแล้วโกรธมาก ญาติฮ่องเต้นี่ก็พูดจาท้าทายพระเอกแบบไม่มีกลัวว่า ได้ยินว่าพระเอกมีวิทยายุทธ์เป็นอันดับหนึ่ง แต่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน ไม่รู้ว่าโม้กันไปเองหรือเปล่า เขาจะขอประมือพิสูจน์ดูได้มั้ย พระเอกก็รับคำท้า แล้วสามารถหลบทุกท่าโจมตีของหมอนี่ได้โดยไม่ต้องใช้วิชาอะไรเลย จากนั้นตอบโต้กลับซัดหมอนี่ลงไปนอนหมอบได้ในพริบตาเดียว แสดงให้เห้นว่าวิทยายุทธ์พระเอกแน่มากจริงๆ

พอสู้เสร็จ ทุกคนตกตะลึงเงียบกริบ มีแต่นางเอกที่ปรบมือช้าๆ ดังๆ บอกว่าใครๆ ก็บอกว่าวิทยายุทธ์ของนางเอกรับสืบทอดมาจากพระเอกหมดแล้ว แต่ดูจากที่พระเอกแสดงให้เห็นในวันนี้ วิทยายุทธ์นางเอกยังห่างจากพระเอกอยู่อีกช่วงใหญ่มาก

สองคนกลับไปถึงวังพระเอก ก็พบกับจอหงวนคนล่าสุดของปีนี้ที่พระเอกนัดมาพบรออยู่แล้ว เป็นหนุ่มหล่อมาดสุขุมนุ่มนวลคล้ายกับพระเอก พระเอกแนะนำสองคนให้รู้จักกัน นางเอกฟังออกว่าพระเอกมีเจตนาจะจับคู่ให้ก็โกรธมาก พูดเป็นเชิงไล่ฝ่ายนั้นกลับว่าดึกแล้วแบบไม่มีการเกรงใจ ฝ่ายนั้นก็พอจะดูออก จึงลากลับไป พอหนุ่มจอหงวนนั่นคล้อยหลังไป นางเอกก็โวยใส่พระเอกทันทีว่าไม่ต้องพูดอะไรแก้แทนให้จอหงวนนั่นเลย ไม่งั้นนางเอกจะกลับกองทัพเดี๋ยวนี้ พระเอกรู้ว่านางเอกพูดจริงทำจริง เลยไม่พูดอะไร หันมาคุยเรื่องสไตล์การรบของนางเอกแทน

พระเอกย้ำเตือนนางเอกเหมือนเดิมว่าอย่าผยอง อย่าอวดดี ต้องระมัดระวังรอบคอบ นางเอกตัดบทบอกพระเอกบอกมันมาหลายร้อยรอบแล้ว มันท่องได้หมดแล้ว แต่มันไม่เคยเห็นด้วยกับข้อห้ามของแม่ทัพพวกนี้เลย มันเห็นว่าการผยอง อวดดี คือการมีความมั่นใจในตัวเอง และสิ่งนี้แหละที่ทำให้ตัวเองมีความฮึกหาญ และเพิ่มกำลังใจรบของทหารใต้บังคับบัญชา ซึ่งมันก็สามารถชนะมาได้ทุกครั้งอย่างสวยงามแม้จะละเมิดข้อห้ามของแม่ทัพทุกข้อ พระเอกจึงเปลี่ยนไปพูดเรื่องแผนการรบระยะยาวว่าจะยึดครองพื้นที่ตรงไหนให้ได้บ้าง ซึ่งรวมแล้วคือ “ครึ่งแผ่นดิน”

นางเอกบอกว่า “ถ้าท่านต้องการแผ่นดินหมดทั้งผืนนี้ ข้าจะตีเอามาให้ท่านเอง” พระเอกฟังแล้วอึ้งไปพักนึง ในใจน่ะดีใจที่คำพูดนี้แสดงว่านางเอกรักมัน ยกมันเป็นที่หนึ่งในใจ แต่อีกใจที่เหนือกว่าคือในฐานะผู้ปกป้องฮ่องเต้ คำพูดนี้ของนางเอกเท่ากับเป็นกบฏ และยุให้พระเอกเป็นกบฏด้วย ซึ่งพระเอกไม่พอใจอย่างมาก จึงดุออกไปว่าคำพูดแบบนี้อย่าซี้ซั้วพูดออกมา ใครได้ยินเข้ามันจะไม่ดี นางเอกจึงเปลี่ยนไปพูดว่า ถ้าครั้งหน้านางเอกชนะ เท่ากับว่ายึดครองพื้นที่ที่พระเอกว่ามาทั้งหมดนั่นได้แล้ว พระเอกจะให้อะไรนางเอกเป็นของขวัญ พระเอกถามนางเอกว่าอยากได้อะไรล่ะ? นางเอกบอกตอนนี้ยังนึกไม่ออก พระเอกเลยบอกงั้นถึงตอนนั้นนางเอกอยากได้อะไรมันจะให้ทั้งหมด นางเอกเลยขอคำสัญญา พระเอกก็ให้ วันรุ่งขึ้นนางเอกก็กลับเข้ากองทัพไป

หลายเดือนผ่านไป นางเอกรบชนะรุกคืบกินดินแดนไปเรื่อยๆ จนเหลือระยะสุดท้ายที่จะกลืนดินแดนครึ่งแผ่นดินที่พระเอกบอกไว้ก่อนหน้านี้ นางเอกก็ส่งม้าเร็วนำจดหมายไปให้พระเอกที่เมืองหลวงด่วนจี๋ พระเอกตกใจนึกว่าเกิดเรื่องร้ายอะไรขึ้น ออกมารับจดหมายจากทหารกลางดึกทั้งชุดนอน ไม่ได้เกล้าผมไม่ได้ใส่รองเท้า แต่เนื้อความในจดหมายดันเป็นขอพระเอกแต่งงานตามสัญญาที่พระเอกเคยบอกว่า ถ้าตีเอาแผ่นดินครึ่งหนึ่งมาได้ นางเอกขออะไรพระเอกก็จะให้ทั้งนั้น แล้วเป็นแม่ทัพไปประจำอยู่ชายแดนกันทั้งสองคน ให้พระเอกไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องการปกครองในเมืองหลวงอีก

พระเอกเห็นแล้วอึ้งไปเลย พึมพำว่าแบบนี้มันบังคับแต่งงานกันชัดๆ นะ แต่ก็ตอบกลับไปว่า “เป็นดังเจ้าปรารถนา”

นางเอกได้รับคำตอบตกลงจากพระเอกก็ดีใจมาก เร่งรบจนชนะ แล้วกลับไปหาพระเอก ถามยืนยันว่าเรื่องแต่งงานโอเคแน่ๆ นะ พระเอกบอกโอเคแน่ นางเอกก็กลับไปเคลียร์งานเพื่อจะได้กลับมาแต่งงานกับพระเอก สั่งตัดชุดเจ้าสาวทั้งยังอยู่ในกองทัพในระหว่างที่จัดการเรื่องหลังรบชนะ

ด้านพระเอก ระหว่างที่นางเอกสร้างความชอบด้านการรบ พระเอกก็เลือกขุนนางหนุ่มหน้าใหม่มาทำหน้าที่แทนในด้านบุ๋น ฝึกให้รับช่วงต่อจากพระเอกในด้านการปกครองบ้านเมือง ก็ได้จอหงวนคนล่าสุดนั่นมา กับเพื่อนสนิทของจอหงวนคนล่าสุด เพื่อนสนิทนี่คือคนที่กล้าถวายฎีกาเขียนตำหนินางเอกอย่างตรงไปตรงมาไม่มีการกลัวเกรง โดยเขาเขียนบอกพระเอกตรงๆ ว่า หลังรบชนะกลับเข้าเมือง ทหารลูกน้องของนางเอกมักไม่เคารพกฎหมาย ชอบทำอะไรตามใจชอบ เจอโจรปล้นชาวบ้านก็ฆ่าโจรทันทีไม่จับส่งทางการ ถือดีในความชอบจากการรบกระทำตัวไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง แล้วนางเอกยังให้ท้ายปกป้องลูกน้อง ฮ่องเต้ก็เข้าข้างนางเอก นิสัยนางเอกอันตราย ไม่ค่อยมีความภักดี ทางที่ดีควรกำจัดนางเอกทิ้งไป แบบเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล คือควรยึดอำนาจคุมทัพมาจากมือนางเอกให้เร็วที่สุดหลังศึกครั้งล่าสุดที่นางเอกชนะกลับมา

พระเอกคิดอยู่นานกับคำแนะนำนี้ สุดท้ายหลังจากนางเอกมาขอคำยืนยันเรื่องแต่งงานและกลับไป พฤติกรรมวางอำนาจและเป็นเจ้าข้าวข้าวของอย่างออกนอกหน้าแบบไม่เกรงสายตาชาวบ้านของนางเอกทำให้พระเอกชักไม่พอใจ ตอนที่นางเอกเคลียร์งานเสร็จและเตรียมตัวกลับ พระเอกจึงตัดสินใจนัดนางเอกออกมาพบเขาตามลำพังที่เหลาซึ่งเจอกันครั้งแรกนั้น โดยพระเอกเหมาเหลาแห่งนั้นไว้ทั้งหมด แล้วนั่งกินเหล้ารออยู่คนเดียว

นางเอกรีบเร่งม้าไปตามนัดแบบดีใจมาก พอไปถึง พระเอกบอกว่าเขาแต่งงานกับนางเอกไม่ได้ เพราะเขาสาบานกับพี่ชายแล้วว่าจะดูแลหลานชาย และฮ่องเต้จะมีได้แค่คนเดียว เขาจะมีลูกไม่ได้ เพราะเขามีตำแหน่ง + อำนาจอิทธิพลมากเกินไป นางเอกเองก็ด้วย และด้วยสมองของพระเอกกับพรสวรรค์ของนางเอก รวมทั้งอำนาจอิทธิพลที่มี ทำให้ลูกที่จะเกิดมา ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย จะต้องเป็นเด็กที่ทะเยอทะยาน และคุกคามต่อบัลลังก์ของฮ่องเต้อย่างแน่นอนในอีกสิบแปดปีให้หลัง และหลานชายพระเอก ฮ่องเต้คนปัจจุบัน ไม่มีทางรับมือลูกของพระเอกกับนางเอกได้แน่ ดังนั้นพระเอกเลยจะแต่งงานกับนางเอกไม่ได้

นางเอกโกรธมาก บอกจะกลับทัพไปยกทัพมาตีเมืองหลวง ให้ฮ่องเต้ตกจากบัลลังก์ ดูซิว่าพระเอกจะต้องปกป้องใครอีก

พระเอกแทงใส่หลังนางเอกที่หันหลังเปิดประตูทันที พูดเสียงเย็นชาว่านางเอกไม่ควรมีความคิดก่อกบฏ เพราะพระเอกมีหน้าที่กวาดล้างคนที่ขวางทางของหลานชายเขาทุกคน แล้วบอกว่า แต่เพราะเขารับปากจะแต่งงานกับนางเอกแล้ว เพราะงั้นชาตินี้พระเอกจะไม่แต่งงานกับใครอีก


หลังจากนั้นข่าวนางเอกตายก็แพร่กระจายไปทั่ว ฮ่องเต้เองก็ตกใจมาก จัดงานศพให้อย่างสมเกียรติ และแต่งตั้งยศให้เป็นโหวขั้นหนึ่ง ในมุมหนึ่งของงานศพ จอหงวนใหม่กับเพื่อนดูงานศพอยู่เงียบๆ จอหงวนใหม่พูดอย่างเสียวไส้ว่าพระเอกนี่เหี้ยมจริงๆ เพื่อปกป้องบัลลังก์ฮ่องเต้ แม้แต่ลูกสาวบุญธรรมก็ฆ่าได้ลงหน้าตาเฉย แต่เพื่อนจอหงวนกลับพูดว่า เขานึกไม่ออกเลยว่าพระเอกจะฆ่านางเอกไปทำไม เพราะการทำแบบนี้ไม่มีผลดีอะไรกับพระเอกเลยสักนิด

ความจริงนางเอกไม่ได้ตาย หลังจากแทงนางเอกแล้ว พระเอกพานางเอกไปที่โรงเตี๊ยมแห่งนึง แล้วส่งจดหมายไปหาเฟิงจิ้งจวี๋เพื่อนสนิทนางเอกให้ช่วยมาดูแลนางเอกที่กำลังบาดเจ็บสาหัส เฟิงจิ้งจวี๋ก็มาตามที่บอกและช่วยดูแลนางเอกจนหายโดยไม่ได้รู้ว่าใครที่ทำร้ายนางเอก เฟิงจิ้งจวี๋ได้เห็นแต่จดหมายที่พระเอกเคยส่งมาให้นางเอก ซึ่งนางเอกบอกให้ช่วยเอาไปเผาให้หมด ไม่ได้บอกว่าคนที่แทงใส่นางเอกจนบาดเจ็บคือเจ้าของจดหมายพวกนี้แหละ

เฟิงจิ้งจวี๋ขออ่านก่อนเผา นางเอกไม่ว่าอะไร เฟิงจิ้งจวี๋อ่านหมดแล้วรู้สึกได้เลยว่าคนเขียนจดหมายนี้มาห่วงใยและใส่ใจนางเอกมากๆ ในจดหมายแสดงถึงความรักใคร่ห่วงใยออกมาอย่างชัดเจน แม้จะไม่ได้หวานเลี่ยน จนนึกอยากรู้ว่าใครเป็นคนเขียนจดหมายพวกนี้

หลังจากหายดี นางเอกแค้นพระเอกมาก นางเอกไปรายงานตัวกับฮ่องเต้ แล้วกลับเข้ากองทัพ ตอนนั้นพอดีว่าทัพแคว้นศัตรูได้ข่าวว่านางเอกตาย เลยฉวยโอกาสยกทัพบุกมารุกราน เจอนางเอกที่หายดีแล้วจัดการเล่นงานซะแคว้นล่มไปเลย ทุกคนเลยคิดว่านางเอกวางแผนแกล้งตายเพื่อจัดการแคว้นศัตรูนั่นให้ราบคาบ โดยมีแต่พระเอก จอหงวนคนใหม่กับเพื่อนซึ่งเป็นขุนนางบุ๋นที่พระเอกฝึกมารับช่วงสองคนนั้น กับถานเซิง เถี่ยเว่ยที่รู้ความจริง

หลังจากโดนพระเอกทำร้ายหนนั้น นิสัยนางเอกก็เปลี่ยนไป ความจองหองหยิ่งผยองไม่เห็นหัวใครหายไป เปลี่ยนเป็นสุขุมใจเย็นขึ้น ระวังตัวมากขึ้น เรียกว่าก้าวหน้าขึ้นเยอะ และคุมลูกน้องเข้มงวดขึ้นด้วย ไม่ปล่อยให้เที่ยวไประรานชาวบ้านอีก และหลังจากทำร้ายนางเอกหนนั้น อาการป่วยของพระเอกได้ทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว

หลังกลับเข้ากองทัพ นางเอกเอาพวกชุดเกราะและอาวุธที่พระเอกยกให้ + สั่งตีให้ ส่งกลับคืนพระเอกไปทั้งหมด + จดหมายตัดขาดความสัมพันธ์ และไม่ไปพักที่บ้านพระเอกอีกเลย ไม่ไปพบหน้าพระเอกอีก ไม่ส่งจดหมายติดต่อกัน แต่จะติดต่อคุยเรื่องการศึกและเรื่องราชการกับขุนนางสองคนที่พระเอกฝึกขึ้นมาแทน

อาการป่วยพระเอกทรุดหนักลงเรื่อยๆ หลังจากนางเอกส่งอาวุธชุดเกราะ + จม.ตัดขาดความสัมพันธ์พวกนั้นไปให้

สามปีที่ไม่ได้ติดต่อพระเอกเลย จนก่อนศึกครั้งสุดท้าย นางเอกกลับเมืองหลวงไปปรึกษาแผนการรบกับจอหงวนใหม่และเพื่อน แล้วกะจะกลับเลยไม่แวะไปพบพระเอก พระเอกรู้ว่านางเอกกลับมาเมืองหลวง และรู้ว่าตัวเองป่วยหนัก หมอบอกจะอยู่ได้อีกแค่ครึ่งปี เลยไปพบนางเอก ขอเวลาคุยด้วย แล้วถามแค่ว่า ยังจำได้มั้ย พิชัยยุทธ์ที่พระเอกเคยสอน พระเอกเอ่ยถึงแผนหนึ่งออกมา นางเอกก็ตอบต่อให้ แสดงว่าจำได้ พระเอกก็พยักหน้าพอใจ แล้วกลับไป นางเอกเห็นท่าทางพระเอกแล้วสังหรณ์ใจไม่ดี เลยวิ่งตามไปที่หน้าเกี้ยว บอกว่า "ถนอมตัว"

นางเอกกลับไปรบครั้งสุดท้ายกับแม่ทัพที่พระเอกเคยกลัวนั่น หมอนั่นถูกปล่อยออกจากคุกมานำทัพ ระหว่างที่นางเอกรบกับแม่ทัพนั่น จอหงวนใหม่กับเพื่อนได้ไปถามพระเอกว่า นางเอกจะชนะมั้ย พระเอกบอก ถ้าเป็นนางเอกเมื่อก่อนคงไม่มีทางชนะ แต่ตอนนี้มีโอกาสชนะได้ ถ้านางเอกรบด้วยวิธีนี้ แล้วร่ายแผนการรบที่จะทำให้นางเอกชนะได้ออกมาเป็นฉากๆ ซึ่งตรงกับที่นางเอกคิดจะลงมือทำทุกอย่าง

ระหว่างที่นางเอกรบตามแผนที่คิดตรงกับพระเอก พระเอกก็อาการป่วยกำเริบหนัก ฮ่องเต้หลานชายมาเยี่ยม เห็นว่าเสด็จอาจะไม่รอดแล้ว ก็ตัดสินใจส่งป้ายทองไปเรียกตัวนางเอกกลับมาดูใจ บอกว่าถึงนางเอกรบชนะ ก็แค่เพิ่มพื้นที่มาหย่อมเดียว และพื้นที่มากแค่ไหนก็เทียบกับชีวิตอาของเขาไม่ได้ (ความจริงพระเอกกะจะคืนอำนาจให้ฮ่องเต้ปกครองบ้านเมืองเองมาตั้งแต่ตอนฮ่องเต้อายุ 15 ปี แต่ฮ่องเต้ขี้เกียจ เลยไม่ยอมตัดสินงานราชการอะไรสักอย่าง โบ้ยให้พระเอกทำต่อหมด พระเอกก็ตามใจหลาน ใจอ่อนกับหลานมาจนชิน เลยทำอะไรไม่ได้ จำใจต้องก้มหน้าก้มตาทำงานแทนหลานชายสุดที่รักต่อไป -_-" )

พระเอกทำใจแล้วว่าคงจะตายโดยไม่ได้เห็นหน้านางเอกเป็นครั้งสุดท้ายแน่ๆ เพราะนางเอกคงไม่ยอมมาหาเขา จึงขอคุยกับจอหงวนใหม่ตามลำพัง แล้วบอกฝากนางเอกกับจอหงวนใหม่ ให้จอหงวนใหม่แต่งงานกับนางเอก ดูแลนางเอกให้ดี จอหงวนใหม่ถามว่าทำไมพระเอกถึงเลือกให้เขาดูแลนางเอก? พระเอกบอก เพราะเพื่อนจอหงวนใหม่นิสัยเหมือนพระเอกมากเกินไป คือเป็นคนจิตใจเย็นชา แล้วอธิบายว่า เขาเกิดมาในราชวงศ์ ถูกเลี้ยงมาต่างกับชาวบ้าน แม่เขายังไม่เคยอุ้มเขาเลยสักครั้ง เขาเลยไม่รู้วิธีที่จะพาตัวเข้าไปชิดใกล้กับใคร และมีความคิดระแวงคนสูง เพราะโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนั้น เขาห่วงนางเอก แต่ไม่รู้ว่านอกจากวิธีนั้นแล้ว เขาควรจะใช้วิธีไหนที่ละมุนละม่อมกว่าแต่ได้ผลลัพธ์เหมือนกัน

พอนางเอกรบชนะ ก็รีบกลับมาดูใจพระเอก แต่พอถึงเมืองหลวงเข้าจริงก็ลังเล ไม่กล้าไปพบ เพราะไม่อยากใจอ่อนยอมยกโทษให้ที่พระเอกแทงนางเอกครั้งนั้น เพื่อนจอหงวนเลยไปหานางเอก บอกนางเอกว่า ถ้าพระเอกคิดจะฆ่าใครจริงๆ คนคนนั้นไม่มีทางไม่ตาย และถามนางเอกว่า มีวิธีไหนที่จะทำให้คนที่หยิ่งผยองจองหองถึงขีดสุดเปลี่ยนนิสัยเป็นรู้จักสงบเสงี่ยมระวังตัวในเวลาที่สั้นที่สุด นางเอกบอก ทำให้คนคนนั้นล้มลงด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมที่สุด

เพื่อนจอหงวนพยักหน้า แล้วส่งซองเอกสารให้ บอกว่าเหตุผลที่เหลืออยู่ในนี้ นางเอกแกะซองเอกสารออกมาดู ในนั้นเขียนบอกประวัติอาการป่วยของพระเอก

นางเอกรู้ว่าที่เพื่อนจอหงวนพูดมา เขาต้องการบอกว่า ที่พระเอกแทงนางเอกครั้งนั้น ไม่ได้กะให้นางเอกตาย แต่กะให้นางเอกล้ม เป็นวิธีการทำให้นางเอกเปลี่ยนนิสัยในเวลาที่สั้นที่สุด แล้วก็ปฐมฮ่องเต้ของราชวงศ์พระเอกได้ชื่อว่ารบทัพเก่งมาก ส่วนฮองเฮาของเขาเป็นองค์หญิงของอีกเผ่าที่สวยมากและฉลาดมาก แต่อายุสั้น แต่ไม่ถึงสามสิบปีก็ตายแล้ว ฟังว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมของตระกูลองค์หญิง แต่โรคนี้ มันก็จำพวกเลือดใกล้กันแต่งงานกัน เกิดจากยีนส์ด้อย พอมาแต่งงานกับปู่พระเอก ลูกที่เกิดมาก็ปกติกัน ไม่มีใครอายุสั้น แต่พ่อพระเอกไม่ยอมฟังคำเตือนของหมอหลวง แต่งงานแต่กับลูกพี่ลูกน้องตัวเอง ลูกที่เกิดมาทั้งสิบสามคน ทุกคนเลยอายุสั้นหมด ไม่ถึง 40 ปีก็ป่วยตาย พระเอกเอง ตอนอายุ 30 ก็เริ่มส่อเค้าอาการป่วย แต่มาทรุดหนักเร็วเกิดเหตุเพราะเรื่องนางเอกเป็นปมในใจเขา

ความจริงโรคนี้มีทางรักษา แต่ต้องไปรักษาและพักอยู่ในแคว้นที่ห่างไกล เพราะต้องอาศัยสภาพอากาศ อาหารการกิน และยาเข้าช่วย คือต้องไปอยู่ที่นั่นไปตลอดชีวิตถึงจะรอด แล้วพระเอกทิ้งบ้านเมืองกับหลานชายไปไม่ได้ ถึงได้เลยตัดสินใจวางแผน ให้นางเอกตัดใจจากพระเอก เปลี่ยนนิสัยนางเอกให้อยู่ได้อย่างปลอดภัยขึ้น ก้าวหน้าขึ้น สร้างแม่ทัพอันดับหนึ่งให้แคว้น และฝึกขุนนางบุ๋นขึ้นมารับช่วงแทนตัวเอง พระเอกจะได้ตายจากไปอย่างไม่มีห่วง

เพื่อนจอหงวนบอกว่า เขาสงสัยมาตั้งแต่ตอนที่พระเอกวางแผนฆ่านางเอกแล้วว่าพระเอกจะทำไปเพื่ออะไร แต่เขาต้องใช้เวลารวบรวมหลักฐานเพื่อค้นหาและยืนยันถึงเหตุจูงใจของพระเอกอยู่นานกว่าจะเข้าใจที่มาที่ไปทั้งหมดได้ ก็มีใครบ้างล่ะที่จะคาดเดาแผนการของคนสุดยอดฉลาดอย่างพระเอกในทันทีได้? นางเอกถามเพื่อนจอหงวนว่าแล้วที่ยอมเสียเวลาค้นหาหลักฐานพวกนี้ทั้งที่ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรแก่ตัวเองและบ้านเมืองเลยนี่ เพื่ออะไร? เขาตอบว่า เพราะเขาเป็นคนบอกให้พระเอกเก็บนางเอกเอง เขาจึงต้องการชดใช้ให้ทั้งพระเอกและนางเอก

หลังจากรู้ที่มาที่ไปทั้งหมด นางเอกก็ไปหาพระเอก ขู่ไม่ให้ตาย ไม่งั้นจะตามอาฆาตไปทุกชาติ

พระเอกเห็นนางเอกยอมมาหาและยอมอยู่กับเขา ก็ประมาณว่าไอ้ที่กลุ้มใจด้วยโรครักก็หาย บวกกับฮ่องเต้ตามหมอฝีมือดีสุดแห่กันมารักษา เลยรอดมาได้ แต่เพื่อให้พระเอกได้รักษาตัวอย่างสงบๆ ไม่ต้องลำบากลำบนกับงานราชการอีก ฮ่องเต้กับนางเอกเลยร่วมกันวางแผนทำเป็นว่าพระเอกป่วยตาย จัดงานศพใหญ่โต นางเอกก็ทำเป็นว่าเสียใจมากที่พระเอกตาย เลยเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ออกมาเลย ความจริงคือคอยดูแลพระเอกอย่างใกล้ชิด (พระเอกย้ายไปอยู่บ้านนางเอก)

เพราะหลังจากรอดตายก็ได้นางเอกอยู่ข้างๆ ตลอด (หลังจากไม่มาดูดำดูดีสามปีกว่า) พระเอกก็อาการดีขึ้นเรื่อยๆ

พระเอกตัดสินใจว่า ถ้าเขายังคอยดูแลหลานอยู่แบบนี้ หลานก็จะไม่โตสักที จึงจะออกเดินทางไปแคว้นห่างไกลนั่นกับนางเอกเพื่อรักษาโรค แล้วจะไม่กลับมาอีกแล้ว ไปตั้งรกรากอยู่ที่นั่นเลย


จบเรื่องเล่าเรื่องที่ 2



อันนี้นอกเรื่องค่ะ บทสนทนาที่คุยกับเพื่อนรุ่นพี่หลังจากเล่าเรื่องนี้ให้ฟังทาง msn จบแล้ว


พี่นก : ชิ แบบนี้โรคพันธุกรรมไรนั่นก็จอมปลอมสิ้นดี ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้องค์ก่อนทำไมไม่หาทางรักษาตัวเองเล่าถ้ามันมีทางรักษาได้ (อยากให้พระเอกตายมาก)

ตอบ : แหมๆ พี่ ส่วนตัวหลีชอบคนที่เสียสละเพื่อบ้านเมือง อีกอย่าง จบแฮปปี้ย่อมจะดีกว่าจบเศร้า เราควรให้โอกาสเขาจิ เพราะความจริงตอนพี่ชายพระเอกตาย สถานการณ์บ้านเมืองมันก็อันตรายมากจริงๆถ้าไม่มีพระเอกมันเสียสละรับภาระดูแลทุกอย่างให้น่ะ

พี่นก : พี่เห็นว่าอาการป่วยที่ว่าตายตั้งแต่อายุยังน้อยนี่ไม่สมเหตุสมผล ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้องค์ก่อนทำไมไม่หาทางรักษาตัวเองเล่า

ตอบ : ฮ่องเต้องค์ก่อนเป็นพี่ใหญ่ค่ะ เรื่องโรคนี้ พระเอกมารู้หลังจากพี่ชายเขาตายไปแล้ว และกว่าจะหาทางรักษาได้ก็ใช้เวลาอีกหลายปี ไม่งั้นฮองเฮาของปฐมฮ่องเต้คงไม่ต้องอายุสั้นตายไปทั้งที่ไม่ถึงสามสิบปี คนในตระกูลของฮองเฮาที่ก็เป็นเจ้าครองแคว้นเหมือนกันคงไม่ต้องป่วยตายตอนอายุไม่ถึงสามสิบกันทั้งนั้นหรอก

แต่ว่านะพี่นก นางเอกน่ะ นิสัยสมควรโดนสั่งสอนมากจริงๆ ตอนอ่านนี่เข้าใจพระเอกเลย เข้าใจว่ามันกลุ้มใจมากว่าจะหาทางปกป้องนางเอกยังไง เรียกว่าขุนนางในราชสำนักนี่ หาทางกำจัดนางเอกเพราะหมั่นไส้ เพราะริษยากันตรึม ไม่ใช่พระเอกสปอยล์ นางเอกนิสัยแบบนี้มาแต่แรก และทำยังไงก็ไม่หาย แล้วดันเก่ง รบไม่เคยแพ้ ประมาณว่าข้อห้ามสำหรับแม่ทัพมีกี่ข้อ คุณเธอละเมิดหมด แล้วดันรบไม่แพ้ เลยดูถูกว่าข้อห้ามพวกนั้นไม่เห็นจริง นิสัยแบบนี้อันตรายสุดๆ

พระเอกเรื่องนี้เป็นหนุ่มพรหมจรรย์ด้วยค่ะ หุๆๆ เพราะทำแต่งาน

พี่นก : พระเอกเรื่องนี้ไม่รู้จักคำว่าเห็นแก่ตัวเลย

ตอบ : ยังดีที่สุดท้ายตอนจบยังรู้จักเห็นแก่ตัว เพราะเห็นว่าตัวเองเสียสละเพื่อประเทศชาติมามากพอแล้ว + ขืนมันไม่ยอมถีบหลานชายตกเหวซะที (แบบลูกสิงโต) หลานชายเขาคงไม่ยอมโต




<>::<>::<>::<>::<>::<>




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2554 7:41:22 น.
Counter : 1914 Pageviews.  

เล่านิยาย เรื่องที่ 2-5

พระเอกช่วยนวดให้ไปปากก็บ่นไปว่าบอกเจ้าตั้งหลายครั้งแล้วว่ายอดแม่ทัพจริงๆ ต้องวางแผนการรบเอาชัยข้าศึกอยู่ในกระโจม เจ้าก็ชอบออกไปดวลกับทหารข้าศึกอยู่เรื่อย ทำเอาได้แผลเต็มตัวกลับมาทุกที นางเอกก็เถียงว่าเอาแต่หลบบัญชาการอยู่แต่ในกระโจมมันจะไปสนุกอะไร แล้วร้องโวยวายว่าพระเอกนวดเจ็บเกินไปแล้ว พระเอกดุว่าพูดจาโวยวายไม่เป็นกุลสตรีเลย นางเอกเถียงว่าพระเอกเลี้ยงมันมาให้เป็นแม่ทัพพาทหารออกรบ ไม่ได้เลี้ยงให้เป็นเจ้าสาวรอแต่งงานซะหน่อย แล้วแอบเหล่พระเอก พูดเปรยๆ เหมือนไม่ได้สนใจว่า ได้ยินว่าพระเอกไม่สนใจเรื่องที่ญาติของพระเอกมาสู่ขอนางเอกเลย?

พระเอกเลิกคิ้ว บอกว่าขืนพระเอกยอมเป็นผู้ใหญ่จัดการให้ กลัวว่าญาติมันคนนั้นจะมาโวยว่ามันทีหลังว่าไปทำชีวิตเขาล่มทั้งชีวิตน่ะสิ นางเอกฟังแล้วหน้างอ โวยว่าพระเอกพูดดูถูกมันเกินไปแล้ว 2-3 ปีมานี้น่ะ คนที่มาสู่ขอนางเอกเยอะมากจนเข้าแถวได้ยาวตั้งจากหน้าประตูวังหลวงไปจนถึงริมแม่น้ำประจำเมืองเชียวนะ พระเอกศอกกลับนิ่มๆ ว่า เจ้าไม่ได้กลับมาเมืองหลวงนานเกินไป จึงไม่รู้ว่าวังหลวงมีการแก้ไขก่อสร้างใหม่ ตอนนี้น่ะประตูวังหลวงอยู่ห่างจากแม่น้ำประจำเมืองแค่สามก้าวเท่านั้น ยืนเข้าแถวกันสองคนยังเบียดเกินไปเลย

นางเอกทั้งฉิวทั้งขำ พูดเปรยว่าจะว่าไปก็แปลกดีนะที่มีคนมาสู่ขอมันมากขนาดนี้ เขาไม่กลัวเมียดุกันบ้างหรือไง? พระเอกพูดเสียงเฉยชาว่าคนที่คิดจะแต่งแม่ทัพใหญ่เป็นภรรยาน่ะ นอกจากเอาไว้อวดคนอื่น ข้าก็นึกเหตุผลอื่นไม่ออกแล้ว นางเอกฟังแล้วอุ่นวาบอยู่ในใจ เพราะแปลว่าพระเอกรู้ดีว่าพวกนั้นมาสู่ขอไม่ใช่เพราะรักนางเอก ดังนั้นเลยไม่เคยรับปากใครเลยสักคน นี่เป็นการแสดงความห่วงใยนางเอกโดยไม่พูดออกมาในแบบของพระเอก และจากที่อยู่ด้วยกันมาแปดปี นางเอกก็อ่านนิสัยและท่าทีนี้ของพระเอกออกเป็นอย่างดี

พระเอกปล่อยมือนางเอก พูดสั่งสอนต่อว่า “การปราบชนเผ่านอกด่านของเจ้าในครั้งนี้ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด แต่เสี่ยงอันตรายมากเกินไป ใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ หากเกิดผิดพลาดขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ต่อให้กองทัพเรือนแสนก็ไม่สามารถรั้งสถานการณ์กลับได้

นางเอกเบือนหน้าหนี พูดเบาๆ ว่าข้าไม่วางใจให้ท่านอยู่ในวังหลวงเพียงลำพัง พระเอกฟังแล้วอึ้งไป เข้าใจความหมายและอารมณ์ที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้นดี ขมวดคิ้วพูดเสียงหนักว่า ยังไม่มีใครทำให้เขาลำบากใจได้ นางเอกได้ฟังก็ยิ้ม เพราะชอบเวลาพระเอกแสดงท่าทางหยิ่งผยองแบบนี้ออกมามากที่สุด พระเอกเห็นนางเอกยิ้มแล้วใจไหววูบ (ช่วงใกล้ๆ นี้มันเริ่มมีใจให้นางเอก จึงหวั่นไหวกับปฏิกิริยาและสีหน้าท่าทีของนางเอกอยู่เรื่อย) แต่ฝืนข่มเอาไว้ไม่แสดงออกมาให้เห็นทางสีหน้า ตีหน้าเครียดพูดสั่งสอนต่อว่า “สอนพิชัยยุทธ์กับรูปแบบขบวนทัพให้เจ้าตั้งมากมาย เจ้ากลับชอบแต่รบแบบตะลุมบอนอยู่เรื่อย ถ้าเจอกับยอดฝีมือด้านพิชัยยุทธ์จริงๆ เข้า...” พระเอกนึกไปถึงแม่ทัพเกราะทองของแคว้นเพื่อนบ้านซึ่งถูกสั่งขังลืมไปตั้งแต่เมื่อแปดปีก่อน แต่จากสายสืบที่พระเอกวางไว้ในแคว้นนั้นได้ส่งข่าวมาบอกว่า มีแววว่าแม่ทัพเกราะทองอาจจะได้รับอภัยโทษปล่อยตัว

นางเอกฟังที่พระเอกพูดสั่งสอนแล้วขมวดคิ้ว เถียงว่า “ทำศึกแค่รบชนะให้ได้ก็พอแล้วนี่ จะใช้วิธีไหนมันก็เหมือนกันไม่ใช่หรือไง? ทั้งแคว้นเราก็มีแต่เจ้านี่แหละ ที่ข้ารบชนะกลับมาก็ยังไม่ลืมที่จะพูดจาสั่งสอนข้า”

พระเอกหน้าเครียด พูดว่า “หลักในการเป็นแม่ทัพ ถือสาโอหังถือสาลำพอง ไม่อย่างนั้นจะชักพาภัยใส่ตัว เจ้าต้องจำไว้ให้มั่น” แล้วคิดในใจว่าตัวนางเอกในตอนนี้ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของแม่ทัพเกราะทอง และถึงเวลาจะผ่านมาแปดปีแล้ว เขาก็ยังคงจำได้ดีว่าในตอนนั้น แม่ทัพเกราะทองเก่งกาจเหี้ยมหาญมากแค่ไหน

นางเอกกลับโบกมือให้พระเอกอย่างรำคาญ พูดว่า พูดว่าพระเอกสอนให้นางเอกท่องเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว บอกว่าเป็นพิชัยยุทธ์ที่คนจงหยวนที่ชื่อขงเบ้งอะไรนั่นพูด แล้วผลลัพธ์เป็นไง ไอ้ที่เขาบอกว่า ‘ข้อเสียของแม่ทัพ’ น่ะ ข้าเป็นมันหมดทุกข้อเลย แล้วทำไมข้าไม่เห็นจะล่มจมล่มสลาย ยังมีชีวิตอยู่เป็นปกติสุขดีเล่า? ในจงหยวนมีคนที่ชื่อซุนอู่อีกคน ตำราพิชัยสงครามที่เขาเขียนยิ่งน่าขำเข้าไปใหญ่ แผนการรบต้องเคลื่อนไหวโดยศัตรูมิอาจหยั่งคาดเอย ต้องจู่โจมยามข้าศึกไม่ทันระวังตั้งตัวเอย เก้าเปลี่ยนแปลงเอย เก้าชัยภูมิเอยอะไรนั่น ร่ายมาซะมากมายก่ายกอง สุดท้ายกลับบอกทุกคนว่าทางที่ดีที่สุดคืออย่าทำสงคราม ช่างพิลึกสิ้นดี ข้าว่าไว้สักวันข้าเขียนตำราพิชัยสงครามเองบ้างสักเล่มดีกว่า ต้องยอดเยี่ยมมากแน่ๆ

พระเอกฟังแล้วส่ายหน้า พูดว่านับแต่โบราณมา ยิ่งเป็นนักการทหารที่เก่งมากเท่าไร ก็ยิ่งตระหนักถึงผลเสียของการทหารที่มีต่อประเทศและประชาราษฎร์มากเท่านั้น ดังนั้น... พูดถึงตรงนี้นางเอกก็เบือนหน้าไปอีกทางอย่างไม่สนใจ ถามอย่างจะเปลี่ยนเรื่องว่า เจ้าได้ยินเสียงเหยี่ยวร้องหรือเปล่า? ทำไมในวังหลวงถึงมีเสียงเหยี่ยวร้องด้วย?

พระเอกรู้ว่านางเอกเปลี่ยนเรื่องเพราะไม่อยากฟังเขาอบรมต่อ จึงได้แต่ฝืนยิ้มอย่างอ่อนใจ ยอมเปลี่ยนเรื่องตาม พูดว่าในอุทยานมีกรงขังเหยี่ยวที่จับมาให้พวกเชื้อพระวงศ์เอาไว้ช่วยล่าสัตว์อยู่ นางเอกพูดว่าขัดตาพวกลูกหลานเชื้อพระวงศ์พวกนี้มากที่สุดแล้ว ชอบอวดโอ่ว่าตัวเก่ง แต่ไม่ชอบไปออกรบ เอาแต่ใช้เหยี่ยวช่วยล่ารังแกสัตว์ที่อ่อนแอกว่า ไม่เห็นจะมีบุคลิกลูกผู้ชายชาตรีเลย พระเอกแค่เหลือบมองนางเอกอย่างครุ่นคิดโดยไม่ต่อคำ คิดในใจว่านางเอกโตแล้วจริงๆ จากเด็กผู้หญิงคนนั้นกลายเป็นเป็นหญิงสาวที่เปิดเผยห้าวหาญ ทุกกิริยาท่าทางต่างแสดงออกถึงความองอาจดึงดูดใจจนเขาเห็นแล้วไม่อาจละสายตาได้

นางเอกหันกลับมายิ้มให้พระเอกแล้วพูดว่าเจ้าเองเล่า อายุย่างเข้าสามสิบปีแล้วยังครองตัวเป็นโสดอยู่อีก คิดจะรักษาตัวเพื่อฮ่องเต้หรือยังไง? พระเอกพูดเสียงหนักว่า ก่อนที่ฮ่องเต้จะยืนหยัดด้วยตัวเองได้ ข้าไม่เคยคิดจะแต่งงาน พอนึกถึงฮ่องเต้ อารมณ์ที่หวั่นไหวไปกับนางเอกของพระเอกก็สงบเหมือนน้ำนิ่งทันที

นางเอกโวยว่าข้าไม่ชอบสีหน้าแบบขุนนางผู้ภักดีแบบนี้ของเจ้ามากที่สุดแล้ว และนึกริษยาฮ่องเต้อยู่ในใจ พูดต่อว่านางเอกช่วยปราบพวกคนเถื่อนให้พระเอกแล้ว พระเอกยังจะมีอะไรที่วางใจไม่ได้อีก?

พระเอกบอกนางเอกเป็นอัจฉริยะด้านการทำศึกก็จริง แต่เรื่องปกครองบ้านเมืองนางเอกไม่รู้เรื่องเลยสักนิด พระเอกจึงต้องหาคนอื่นมารับช่วงช่วยฮ่องเต้ปกครองบ้านเมืองต่อจากมัน อีกอย่าง... พระเอกหันมาจ้องหน้านางเอก พูดเน้นเสียงว่า นางเอกไม่ได้รบเพื่อมัน นางเอกรบเพื่อฮ่องเต้และแคว้นของเราต่างหาก

นางเอกสอดคำทันทีว่าพอแล้ว เลิกยกคำพูดแสนภักดีที่น่าเบื่อแทบตายพวกนั้นขึ้นมาพูดสักทีขอร้อง หลายปีมานี้ข้ายังฟังมาไม่พออีกหรือไง? เลิกพูดเรื่องน่าเบื่อพวกนี้ดีกว่า ไปดูนกกันเถอะ แล้วดึงแขนเสื้อพระเอกไปทางที่ได้ยินเสียงเหยี่ยวร้อง พระเอกยิ้มบางๆ ยอมเดินตามไปโดยไม่ดึงแขนเสื้อออก

ไปถึงกรงนก นางเอกดูนกพลางถอนใจชมว่าเป็นนกที่สวยจริงๆ พระเอกยิ้มบางๆ ไม่พูดอะไร เพราะรู้นิสัยนางเอกมานานว่าชอบอะไรไม่เหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไป พระเอกดูเหยี่ยวในกรงแล้วรู้สึกว่ามันเหมือนกับนางเอกมาก เชิดคออย่างหยิ่งผยอง รักอิสระ นึกถึงตรงนี้ อยู่ๆ พระเอกก็รู้สึกถึงสังกรณ์อันตรายขึ้นมาอย่างประหลาด นางเอกบอกว่าจับเหยี่ยวแบบนี้มาขังไว้ ออกจะน่าเสียดายเกินไป เลยทำท่าจะเปิดกรงขังปล่อยนกเป็นอิสระ พระเอกรีบคว้ามือนางเอกไว้ พูดห้ามว่านี่เป็นของของวังหลวง จะสร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินของของวังหลวงไม่ได้

นางเอกพูดเสียงดูถูกว่า อย่าบอกนะว่าท้องฟ้านี้ ลมที่พัดผ่านนี้ก็เป็นของของวังหลวงแห่งนี้เหมือนกัน? ลูกหลานเชื้อพระวงศ์คิดจะล่านก ทำไมไม่ไปฝึกฝีมือยิงธนูให้ดีๆ กลับมาให้เหยี่ยวช่วยล่าให้? มีเหยี่ยวตัวไหนบ้างที่ยินยอมพร้อมใจให้สั่งใช้งาน? พูดจบมือที่ถูกพระเอกจับอยู่ก็ถูกบีบแน่นทันที สีหน้าพระเอกเริ่มเครียด นางเอกเห็นก็ถามอย่างไม่เข้าใจว่าพระเอกเป็นอะไรไป? พระเอกบอกไม่มีอะไร แล้วปล่อยมือนางเอกอยางเย็นชา

ตั้งแต่นางเอกโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวเป็นต้นมา ไม่รู้เพราะอะไรเวลาที่นางเอกแสดงท่าทีพยศไม่เชื่อฟัง สัญญาณเตือนภัยจะวูบขึ้นในใจพระเอกอย่างประหลาดทุกครั้ง เหมือนกับว่าที่ข้างตัวมีภัยคุกคามที่อันตรายมากอยู่ ส่วนนางเอกนึกในใจว่านางเอกรู้ตัวมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าไม่เคยเดาได้เลยว่าพระเอกกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ที่นางเอกหลงรักพระเอกก็เพราะเหตุนี้แหละ

ระหว่างที่ทั้งสองคนต่างฝ่ายต่างเงียบ ก็ได้ยินเสียงดนตรีลอยมา บ่งบอกว่าอีกแห่งหนึ่งในวังหลวงมีคนจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ชนกับงานเลี้ยงของฮ่องเต้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ไว้หน้าฮ่องเต้อย่างมาก พระเอกกำลังอารมณ์ไม่ดี เจอเรื่องแบบนี้เข้าเหมือนเจอโอกาสระบายอารมณ์ จึงตรงดิ่งไปทางต้นเสียงทันที




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2554 1:20:33 น.
Counter : 721 Pageviews.  


ซีเรีย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add ซีเรีย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.