Group Blog
 
All Blogs
 

ชัยชนะของมนุษย์ : เมื่อข้าพเจ้าทำสงครามกับหนูในบ้าน

เมื่อวานนี้ Happy เป็นอันมาก ที่ดูท่าว่าสงครามระหว่างข้าพเจ้ากับฝูงหนูในบ้าน จะได้ปิดฉากลงเสียที...ด้วยชัยชนะของข้าพเจ้า หลังจากที่เปิดศึกกับพวกมันอย่างเอาจริงเอาจังมาเป็นเวลากว่าประมาณสองเดือน



ความจริง...บ้านที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ในเวลานี้ ซึ่งเป็นบ้านของพี่ชายคนที่สาม เป็นบ้านที่มิดชิดขนาดที่กระทั่งแมลงวันยังเข้ามายากเลย (แต่บางทีก็เจอคางคก อึ่งอ่าง ตั๊กแตน กิ้งกือ และค้างคาว เข้ามาทัศนศึกษาบ้างเหมือนกัน อย่างอื่นพอเข้าใจ แต่ค้างคาวนี่ ข้องใจมากว่ามาได้ยังไง) โดยบ้านเป็นบ้านสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประตูหน้าบ้านและประตูหลังบ้านเยื้องกันดังภาพ



ก่อนนี้ที่บ้านนี้จะมีหนูแอบเข้ามาได้นานๆ ครั้ง พี่ชายก็จะใช้กาวดักหนูดักได้ทุกครั้งไป พวกเราเคยสงสัยว่า หนูมันเข้ามาจากทางไหน เพราะบ้านนี้เป็นบ้านปูน และไม่มีตรงไหนเลยที่มีรอยแตกให้หนูเข้าได้ แล้วในวันหนึ่ง พี่สะใภ้ก็บังเอิญเห็น...หนูมันแอบเข้ามาในบ้านกับตาตัวเอง นั่นคือ...เข้ามาทางหน้าต่างครัวซึ่งติดมุ้งลวดไว้ โดยมันกัดมุ้งลวดจนขาด แล้วแอบเข้ามา

ดูตามภาพประกอบนะ หน้าต่างครัวของบ้านนี้จะเป็นกระจกบานเกล็ด 3 บานติดกัน และที่ด้านนอกบ้าน ใต้หน้าต่างบานทางขวามือสุด จะเป็นพัดลมแอร์ หนูมันโดดดึ๋งขึ้นมาบนพัดลมแอร์ แล้วโดดต่อขึ้นมาบนกรอบล่างของหน้าต่างบานเกล็ด กัดมุ้งลวดจนขาด แล้วเข้าไปในบ้านแบบสะดวกโยธิน



เมื่อพบทางเข้าออกของหนู นับแต่นั้นมาพี่สะใภ้จึงปิดหน้าต่างบานเกล็ดบานขวามือสุดเป็นการถาวร...แต่มันก็สายไปแล้ว เพราะหนูตัวที่แอบเข้ามาล่าสุดตัวดันเป็น แม่หนู และมันก็เข้ามาออกลูกในบ้านนี้ ซึ่งพวกเราได้รู้เมื่อหนูที่มาติดถาดมีลูกหนุที่ดูแล้วรู้เลยว่าเพิ่งพ้นสภาพตัวแดงๆ มาได้ไม่เท่าไหร่...

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน และนับแต่นั้นมา บ้านนี้ก็ไม่เคยขาดแคลนหนูอีกเลย เพราะหนูที่เล็ดลอดเข้ามาในบ้านมี 2 ตัว และน่าจะเป็นตัวผู้กับตัวเมีย เพราะหลังจากนั้นพวกเราจะได้เห็นลูกหนูที่ไม่รู้จักโตเสียทีโผล่มาติดถาดอยู่เรื่อยๆ (ไม่รู้ว่าการที่เหล่าหนูๆ เข้ามาสถิตอยู่ในบ้านอย่าง Happy มันจะเกี่ยวข้องกับการที่พี่ชายที่เป็นเจ้าของบ้านเกิดปีชวดหรือเปล่านะ -_- )



นอกจากแอบมากินของกินในบ้านแล้ว ในตอนกลางคืน หนูมันยังชอบวิ่งตึกๆ อยู่บนฝ้าเพดาน ทำให้หนวกหูเป็นที่น่ารำคาญอย่างมาก พวกเราก็สงสัยกันว่า มันเข้าไปในฝ้าเพดานได้ยังไง จนกระทั่งได้เห็นเส้นทางเข้าไปในฝ้าเพดานของมันกับตาในวันหนึ่ง...

เช้ามืดวันนั้น ข้าพเจ้าตื่นมาหุงข้าวเพื่อจะใส่บาตร พอเปิดไฟในครัวปั๊บ แม่หนูค่ะ...แม่หนูวิ่งสวนขึ้นบันไดไปยังห้องใต้หลังคาซึ่งเป็นห้องทำงานของข้าพเจ้า แต่มันไม่ได้ขึ้นไปถึงชั้นสองหรอก มันหยุดที่ขั้นบันไดห่างจากชั้นสอง 2 ขั้น แล้วก็หายตัวไปในบัดดลราวปาฏิหาริย์

ข้าพเจ้ามองตาค้าง แบบ..เฮ้ย !! แล้วก็เลยเดินไปใต้บันไดเพื่อดูจุดที่หนูมันหายไป แล้วจึงเข้าใจ...



จากภาพ ตรงจุดที่ฐานบันไดเชื่อมกับผนัง ใต้ฐานบันไดมันมีช่องเล็กๆ ที่หนูเข้าออกได้อยู่ช่องหนึ่ง แต่...ด้วยระยะห่างและตำแหน่งของช่องนั้น ทำให้งงมากว่า หนูมันทำยังไงของมันกันนะถึงสามารถมุดเข้าไปในช่องนั้นได้ เพราะดูจากภาพจะเห็นว่า มันไม่ได้มีทางเชื่อมไปถึงช่องนั้นเลย เว้นแต่หนูมันจะเดินไต่ผนัง 90 - 180 องศาได้เหมือนจิ้งจก

แต่มันก็ใช้ช่องนั้นแหละเป็นทางเข้าออกฝ้าเพดาน 100% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหนูบ้านนี้ช่างเก่งกาจยิ่งนัก - -"

แต่โดยทั่วไปแล้วเราจะรู้ว่ารังของหนูพวกนี้คือใต้บันไดซึ่งเป็นที่เก็บของนั่นแหละ เพราะมันเป็นจุดเดียวในบ้านที่หนูจะซุกซ่อนตัวได้ และเพราะมีแต่หนูตัวใหญ่ที่เก่งพอจะผลุบเข้าไปในฝ้าเพดานได้ เนื่องจากวิทยายุทธ์ของพวกลูกหนูยังไม่แก่กล้าถึงเพียงนั้น...


ต่อไป จะขออธิบายแหล่งอาหารของหนู ซึ่งก็คือสถานที่ที่ถูกหนูมันบุกรุกเข้ามาแอบกินของกินอยู่บ่อยๆ นั่นก็คือในครัว

ครัวของบ้านนี้จะมีแหล่งอาหารของหนูอยู่ 3 จุด คือ

1. โต๊ะกินข้าว

2. โต๊ะวางผลไม้และขวดน้ำดื่ม

3. กะละมังใส่เศษอาหารของหมาที่เลี้ยงไว้

ซึ่งตำแหน่งของแหล่งอาหารทั้งสามในห้องครัวมีดังภาพ



กะละมังใส่เศษอาหารของหมา จะวางอยู่บนถังแก๊สซึ่งเป็นถังแก๊สขนาดกลาง โดยกะละมังจะวางอยู่ในวงด้านบนดังภาพ



ขอบอกว่าหนูบ้านนี้ไม่นิยมคุ้ยถังขยะเช่นหนูบ้านอื่น มันจะเล็งแต่กะละมังใส่เศษอาหารเท่านั้น...

ไม่เคยเห็นกับตาหรอกว่าหนูมันเข้าไปกินเศษอาหารในกะละมังยังไง แต่สิ่งที่พบเห็นบ่อยๆ คือ หลังจากที่หนูเข้าไป รอบถังแก๊สจะมีเศษอาหารในกะละมังตกเกลื่อนอยู่เล็กน้อย และกะละมังจะอยู่ในสภาพเอียงมาด้านหน้า พี่ชายจึงป้องกันด้วยวิธี เอากล่องคุ้กกี้เปล่ามาวางปิดปากกะละมัง หนูมันก็จะเข้าไปในกะละมังไม่ได้ คาดว่ามันคงกระโดดสปริงตัวขึ้นไปได้แค่ปากกะละมังพอดี เมื่อเพิ่มความสูงของกล่องคุ้กกี้มา เลยกระโดดขึ้นไปไม่ถึง + ไม่มีที่ให้ขายึด เลยอดกิน

ด้วยข้อสันนิษฐานนี้ ข้าพเจ้าก็เลยลองวางกะละมังแบบเอียงเข้าหาผนัง ดังนั้นขอบกะละมังที่ด้านหน้าก็จะสูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย เพราะหนูมักกระโดดหากะละมังจากด้านหน้า โดยไม่เคยกระโดดจากด้านหลังกะละมังเลย

และก็ได้ผล ครั้งไหนที่วางด้วยวิธีนี้ จะไม่มีหนูเข้าไปกินเศษอาหารในกะละมัง คาดว่ามันคงกระโดดไม่ถึงนั่นแหละ



ต่อมา บ้านนี้มักซื้อกล้วยมาวางทิ้งไว้บ่อยๆ แล้วหนูก็มักจะแอบขึ้นไปกินกล้วยที่เผลอลืมครอบฝาชีไว้ ดังนั้นในเวลากลางคืน พวกเราจึงต้องเอาเก้าอี้ทุกตัวออกห่างจากโต๊ะ เพื่อที่หนูจะได้ขึ้นไปบนโต๊ะไม่ได้

แต่ช่วงหลังๆ หนูมันกำเริบเสิบสานมาก เพราะมันแอบมากินตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ในครัว แต่กำลังหันหลังให้ ยุ่งกับการตักข้าวใส่ถุง แบบ ตอนเดินไปที่หม้อหุงข้าวซึ่งอยู่ข้างเตา กล้วยไข่ยังอยู่ดี แต่พอตักเสร็จ มาที่โต๊ะ กล้วยใบหนึ่งแหว่งไปเป็นที่เรียบร้อย แถมมันไม่ออกปฏิบัติการเฉพาะกลางคืนแล้ว กลางวันก็ยังแอบขึ้นโต๊ะมากินกล้วยที่วางไว้หน้าตาเฉย ทำให้ข้าพเจ้าเกิดอาการโมโห และเริ่มคิดหาวิธีการจับหนูให้หมดบ้านอย่างจริงจัง



อนึ่ง วิธีดักหนูที่โอเคที่สุด ก็คือกาวดักหนูนั่นแหละ เพราะยาเบื่อมันโหดไป ส่วนกรงดักหนู...มีไว้ประดับเท่านั้น หนูมันไม่โง่มาติดหรอก -_-"

ตั้งแต่หนูมันมาออกลูก พี่ชายก็ซื้อถาดกาวดักหนูมาสำรองไว้ตลอด แต่หนูเป็นสัตว์ที่ฉลาด ดักหลายวันเข้า มันก็ไม่โง่มากินอาหารในถาดดักแล้ว อย่าว่าแต่ตั้งแต่แม่หนูมาออกลูกในบ้าน หนูที่โง่มาติดถาดดักหนูก็มีแต่ลูกหนู ไม่เคยมีหนูตัวใหญ่อีกเลย (สถิติลูกหนูติดถาดมากที่สุดคือ 5 ตัวใน 1 วัน โดยมาติด 2 ถาด ถาดหนึ่ง 3 ตัว อีกถาด 2 ตัว ล้วนแต่เป็นลูกหนูที่ยังไม่เดียงสาทั้งสิ้น)

ดังนั้นหากเราจะดักมันให้ได้ ก็ต้องดักแบบมีกลยุทธ์...



ก่อนอื่น รู้เขารู้เรา ร้อยรบไร้พ่าย ข้าพเจ้านำสิ่งที่ได้รู้เกี่ยวกับหนูพวกนี้ทั้งหมดมาวิเคราะห์เพื่อหาวิธีวางถาดดักชนิดที่ เอ็งหนีไม่รอดแน่ๆ เหอๆๆๆ นั่นคือ

บันไดขั้นที่สองจากห้องใต้หลังคาลงมา คือทางผ่านไปสู่ฝ้าเพดานของหนูตัวใหญ่ ดังนั้นเราจะวางถาดดักไว้ตรงนั้น แต่ราวบันไดมันขวางอยู่ เลยไปซื้อแผ่นไม้มา กะจะเลื่อยให้เข้ารูป แล้วทากาวไว้ข้างบน แปะกระดาษกาวสองหน้าไว้ด้านล่าง

แต่ปัญหาคือ กาวดักหนูมันมาเป็นถาด มันไม่มีเป็นหลอด ดังนั้นข้าพเจ้าเลยได้แต่หักดิบ แปะกระดาษกาวสองหน้าไว้ทั้งถาดเลย

ต่อมา เล็งมาทางพวกลูกหนู ข้าพเจ้าเดินไปสำรวจใต้บันไดที่มีของวางอยู่ แล้วเลื่อนๆ ของมาขวางทางออกจากใต้บันได ให้เหลือช่องอยู่ 2 ช่อง แล้ววางถาดไว้ที่ 2 ช่องนี้ดังภาพ



และก็ได้ผล ได้ลูกหนูมาหลายตัวเลย และได้เรื่อยๆ ด้วย โดยไม่ต้องวางเศษอาหารไว้ล่อเลย มีอยู่ถาดหนึ่งได้มาตั้ง 2 ตัวแน่ะ ส่วนถาดที่ดักหนูตัวใหญ่ หนูมันไม่โง่มาติดเลย สงสัยฝึกวิทยายุทธ์ก้าวหน้าไปอีกขั้น โดยโดดพรวดเข้าช่องจากบันไดขั้นที่สาม เพราะเสียงวิ่งตึงๆ บนฝ้าเพดานยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่องทุกคืน - -"



แต่ดักไปสักพัก หนูก็ไม่ค่อยมาติดแล้ว เลยต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ เพราะพบว่าอาหารที่วางอยู่ในถาดถูกกินโดยที่ไม่มีหนูมาติดถาด จึงสันนิษฐานกันว่า หนูตัวใหญ่มันสามารถงาบอาหารไปกินได้โดยที่กาวในถาดเอามันไม่อยู่ พี่สะใภ้จึงแนะให้อ่านวิธีใช้ถาดข้างกล่อง ซึ่งมีบอกถึงวิธีดักหนูตัวใหญ่ โดยเขาบอกว่าให้วางถาดไว้ในลัง มันจะได้ลากถาดดิ้นหนีไม่ได้ เราเลยใช้ลังสูงประมาณ 15 ซม. มาใส่ถาดดักหนูวางไว้ที่ชานพักบันได แต่มันก็ไม่ยักโง่มาติดตามเคย - -"

ข้าพเจ้าเลยเปลี่ยนตำแหน่ง เอาลังไปวางที่ใต้บันได แต่เนื่องจากไม่ได้หักขอบทั้งสี่ด้านที่เป็นฝาลังลง เลยไม่มีหนูมาติด ข้าพเจ้าก็เลยพัฒนากลยุทธ์อีกขั้นหนึ่ง โดยหักฝาลังลง 2 ด้าน เพื่อทำเป็นสะพานให้หนูเข้ามาในลังได้ แล้ววางของขวางทางออกไว้ เว้นทางออกเฉพาะที่ต้องผ่านลัง ดังภาพ



ได้ผล...มีลูกหนูที่ออกมาหาอาหารกินตกตุ้บมาติดถาดไม่ขาดสาย เฉพาะเจ้าลังนี้ดักลูกหนูได้รวมๆ แล้ว 10 ตัวเห็นจะได้ ก่อนจะถึงวันที่ 24 ก.ค. น่ะนะ (ปริมาณน่าตกใจนะ -_-" )

มีเรื่องที่ทั้งน่าขำและน่าประหลาดใจเล็กน้อย คือ ปกติเวลาลูกหนูมาติดถาดนี้ มันจะร้องจี๊ดๆ ชนิดที่ทำให้เรารู้ว่า มีหนูมาติดถาดแล้ว และจะทั้งร้องทั้งดิ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะจับทั้งมันและถาดใส่ถุงไปทิ้งถังขยะใหญ่หน้าบ้าน

แต่...มีอยู่ 3 วันที่ข้าพเจ้าลุกมาหุงข้าวใส่บาตร ที่มีลูกหนูมาติดถาดในเวลาเดียวกันวันละ 1 ตัว โดยมาติดในช่วงเวลาที่ข้าพเจ้ายุ่งกับการตักข้าวใส่ถุงและอุ่นอาหาร แบบ ตอนเดินเข้ามาในครัว ถาดยังว่างเปล่า แต่พอจัดของใส่บาตรเสร็จพร้อมในเกือบ 1 ชม.ต่อมา เดินมาดูอีกที จะเห็นลูกหนูหนึ่งตัวสถิตอยู่ในถาดเป็นที่เรียบร้อยอย่างเงียบกริบ มันไม่ร้องไม่ดิ้นเลย ทั้ง 3 ตัว เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจมาก - -" (แอบสงสัยว่าเจ้าที่ในบ้านที่กรวดน้ำให้ตอนใส่บาตรจะตอบแทนด้วยการต้อนหนูมาติดถาด...)

ในระหว่างนี้ มีอยู่วันหนึ่ง อยู่ๆ ก็มีกลิ่นเหม็นมาจากใต้บันได พวกเราจึงสันนิษฐานว่าคงจะมีหนูตายอยู่ในนั้น แต่ก็ไม่มีใครไปจัดการอะไร เพราะกลิ่นมันไม่ได้หึ่งไปทั่วบ้าน มันอยู่แค่บริเวณนั้น ไปไม่ถึงโต๊ะกินข้าวด้วยซ้ำ พวกเราเลยปล่อยทิ้งไว้จนกระทั่งกลิ่นมันหายไปเอง (บอกแล้วว่าบ้านนี้แมลงวันเข้ามายาก ดังนั้นเลยมีแต่กลิ่น ไม่มีแมลงวันมาตอม)



ต่อไป กลยุทธ์ดักหนูตัวใหญ่ที่โดดถึงกะละมังข้าวหมา ข้าพเจ้าเจ้าวางถาดไว้ที่ฐานของถังแก๊ส 3 ถาด (ดังภาพข้างบน) กะว่าเอ็งต้องไม่มีทางหนีรอดได้แน่ๆ แล้ววางกะละมังแบบปกติ ให้มันสามารถกระโดดถึงได้

ปรากฏว่า...หนูมันเลื่อนถาดที่วางออกเป็นช่องหน่อยนึง แล้วกระโดดขึ้นไปกินเศษอาหารในกะละมังได้แหละค่ะ...- -" แบบ ตื่นเช้ามาหุงข้าว ก็พบว่าถาดมันเลื่อนออกเป็นช่อง โห...ตกใจมาก ไหงหนูมันถึงฉลาดงี้ฟระ แต่ข้าพเจ้าก็แค่เลื่อนถาดกลับที่เดิม พร้อมกับตั้งใจว่า เดี๋ยวตรูจะไปเอากระดาษกาวสองหน้ามายึดถาดล่ะเฟ้ย !

แต่ ยังไม่ทันได้ทำตามที่คิด วันที่หนูดวงจู๋ก็มาถึงเร็วเกินคาด วันนั้นคือเมื่อวันจันทร์ ที่ 24 ก.ค.นี้เอง ตอนเที่ยง ข้าพเจ้าจะไปที่ทำการไปรษณีย์เพื่อส่งพัสดุให้เพื่อน พอเดินมาที่ครัวเพื่อหาอะไรกิน เดินเลี้ยวโต๊ะกินข้าวมา เห็นเศษปลาทอดตกอยู่บนพื้น ก็คิดว่า....เอาอีกแล้ว หนูมากินข้าวหมาอีกแล้ว แต่พอเดินมาอีกนิด ก็ช็อคอย่างแรง

หนูตัวใหญ่ ! หนูตัวใหญ่มาติดถาด !!

โอ้ ! แม่เจ้า ! ในที่สุดก็มีวันนี้ T-T

ถาด 3 ถาดที่ข้าพเจ้าวางไว้ตรงฐานถังแก๊ส หนูมันคงกระโดดพลาดตกปุ๊ลงมาในถาดใบหนึ่งแบบเต็มๆ แล้วดิ้นพราดๆ สุดแรง มันลากถาดตั้งแต่ตรงถังแก๊ส ไปถึงผ้าเช็ดเท้าที่ห่างออกไป 1 เมตร ลากผ้ามาติดกาวในถาด แล้วกระเสือกกระสนมาถึงขาเก้าอี้ 2 ตัวที่วางอยู่ห่างออกไปอีก 1 เมตรดังภาพ กว่าจะหมดแรง นอนหอบแฮ่กๆ แบบตอนที่ข้าพเจ้ามาเห็น



บอกตามตรงว่าตัวมันใหญ่จังจนข้าพเจ้าไม่กล้าเอาถาดใส่ถุงไปทิ้ง ตัวยาวประมาณ 20 ซม. ไม่นับหาง ข้าพเจ้าเลยขี่มอเตอร์ไซค์ไปบ้านคนงาน บอกให้ช่วยมาจับมันใส่ถุงไปทิ้งให้หน่อย แอ่นแอ๊น~

และแล้วหนูตัวใหญ่ก็เสร็จไปหนึ่งตัว...

นับแต่วันนั้นมา เสียงวิ่งตึงตังบนฝ้าเพดานก็หายไป...

เวลาเย็นของวันเดียวกัน ก็มีลูกหนูมาติดถาดอีกหนึ่งตัว และเวลาเช้ามืดของวันรุ่งขึ้น ก็มีลูกหนูมาติดถาดอีกหนึ่งตัว

แต่...ในเช้ามืดวันถัดมา ข้าพเจ้าก็ต้องตะลึง เมื่อเปิดไฟห้องครัว แล้วเห็นลูกหนูตัวหนึ่งวิ่งตึกๆ สวนไปขึ้นบันได แล้ววกออกลูกกรงบันไดตรงแถวๆ ชานพัก แล้วหายเข้าใต้บันไดไป...

หูยยย ไอ้ลูกหนูตัวนี้มันพัฒนาการหาทางเข้าออกใหม่ที่ไม่ต้องผ่านลังกับดักของเราได้แล้วเว้ยเฮ้ย ! คราวนี้จะทำไงดีวุ้ย

ระหว่างที่ยังนึกกลยุทธ์ใหม่ไม่ออก ข้าพเจ้าก็ทำได้แค่ประยุกต์กลยุทธ์เดิม วางถาดดักเป็น 2 ด่าน คือด่านที่หนึ่ง ตรงทางออกจากใต้บันได และด่านที่สอง คือลังที่มีถาดดักหนู 2 ถาดดังภาพข้างบน โดยด่านที่หนึ่งไม่ได้วางเศษอาหารล่อ แต่ในลังมีเศษอาหารล่อเล็กน้อย



ทีนี้วันต่อมา ข้าพเจ้าก็สังเกตเห็นว่า ถาดตรงด่านที่หนึ่งมันเลื่อนออกมาเล็กน้อยจนเกิดช่องให้หนูวิ่งเข้าออกได้โดยไม่ผ่านถาด ก็อึ้งว่า มันหาวิธีผ่านด่านที่หนึ่งของราโดยสวัสดิภาพได้แล้วแฮะ แต่ก็ยังไม่ได้คิดมาตรการใหม่ โดยแค่เลื่อนถาดกลับไปชิดขอบสิ่งกีดขวางตามเดิม เพราะคิดเอาว่าหนูที่มีปัญญาดันถาดออกได้ คงเป็นหนูตัวใหญ่ หนูตัวเล็กมันก็หนีไม่พ้นอยู่ดี

วันต่อมา ตอนเช้า พี่สะใภ้เจอลูกหนูซุกอยู่แถวๆ ขวดน้ำยาซักผ้าระหว่างผนังห้องน้ำกับเครื่องซักผ้า เราเลยวิ่งไล่จับหนูกันใหญ่ แต่มันหนีจู๊ดๆ ผ่านด่านที่สองทางช่องว่างระหว่างสิ่งกีดขวางที่ข้าพเจ้าเพิ่งจะเห็นว่ามันเลื่อนจนเกิดช่องว่างตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และวิ่งผ่านช่องว่างของถาดด่านที่หนึ่งที่เลื่อนหลุดจากที่อีกแล้ว คงจะด้วยฝีมือของหนูตัวเดียวกับที่สร้างช่องว่างตรงด่านที่สอง แล้วกลับเข้าใต้บันไดไปได้โดยสวัสดิภาพ

ทำให้ข้าพเจ้าได้แต่อึ้ง...

โหย..ตั้งแต่เมื่อไหร่ฟระเนี่ย ถึงว่าไม่มีหนูมาติด 2 วันแล้ว -"- ฮึ่ม ! ร้ายกาจมาก เลื่อนถาดงั้นเรอะ ด้ายยยย !!

แล้วข้าพเจ้าก็จัดการเอากระดาษกาวสองหน้าแปะใต้ถาด ยึดถาดไว้กับพื้นกระเบื้องซะเลย เหอๆๆๆ ทีนี้เลื่อนไม่ได้แล้วเฟ้ยยยย

ข้าพเจ้าจัดการเปลี่ยนตำแหน่งสิ่งกีดขวางใหม่ และเอาของหนักมาวางข้างบนให้หนูไม่สามารถขยับมันได้ จากนั้นทำการปิดช่องเล็กช่องน้อยระหว่างสิ่งกีดขวางด้วยแผ่นไม้ที่ซื้อมา แต่ยังไม่ได้เลื่อยสักทีนั่นแหละ ประมาณว่า ถ้าคราวนี้เอ็งยังโดดออกมาข้างนอกได้ ข้ายอมรับว่าเอ็งเก่ง !

นอกจากนั้น ข้าพเจ้ายังดำเนินการตัดเสบียงอย่างเฉียบขาด ไม่เปิดโอกาสให้หนูได้แอ้มทั้งโต๊ะและกะละมังข้าวหมา และเอากล้วยไข่หักเป็น 1/3 ท่อนไปวางในถาดในลังด่านที่สอง และถาดด่านที่หนึ่งที่ติดกระดาษกาวสองหน้าไว้ ประมาณจะต้อนให้มันต้องไปกินของที่วางล่อในถาดให้จงได้ !

ผลคือ...วันต่อมาที่ยังคงไม่มีหนูมาติด แต่กล้วยไข่ที่วางไว้ตรงถาดด่านที่หนึ่งอันตรธานไปโดยไร้ร่องรอย...

ฮึ่ม ! ไอ้หนูตัวใหญ่มันมากินแหงๆ ร้ายกาจมาก ไม่วางอาหารล่อที่ด่านหนึ่งแล้วเฟ้ย ! -"-

วันต่อมา หลานสาวที่เข้าไปค้นอัลบั้มซึ่งวางไว้ในกล่องพลาสติกที่ใต้บันไดพบว่า กระสอบข้าวสารหมาที่วางอยู่ใต้บันไดถูกหนูกัดจนขาด ข้าวสารหกออกมาเต็มเลย

พอหากินข้างนอกไม่ได้ มันเลยกัดกระสอบข้าวสาร แบบ ข้าพเจ้างงเลยว่า ทำไมถึงมีกระสอบข้าวสารหมามาวางอยู่ใต้บันไดได้ล่ะเนี่ย -_-'

ปกติข้าพเจ้าจะเป็นคนหุงข้าวให้หมา ซึ่งกระสอบข้าวสารจะวางอยู่ข้างถังข้าวสารหมา ซึ่งอยู่ข้างโต๊ะกินข้าวตลอด สงสัยกระสอบนี้ถูกเอามาวางใต้บันไดตอนที่เขาปูพื้นกระเบื้องเสร็จ แล้วเลยถูกลืมไปเลย

ข้าพเจ้าเอากระสอบข้าวสารหมาออกมาจากใต้บันไดซะ ตัดแหล่งเสบียงของหนูไปอีกหนึ่งแหล่ง

เช้ามืดวันรุ่งขึ้น วันที่ 1 ส.ค. พอเปิดไฟครัว เดินไปดูถาดดักหนู

ช็อคสุดขีด !! รีบไปเรียกพี่สะใภ้ (ตอนนั้นตี 5 ได้เวลาพี่สะใภ้ตื่นพอดี) เรียกมาดูถาดดักหนู

ดักหนูตัวใหญ่ได้อีก 1 ตัว !! มันมาติดถาดด่านหนึ่งที่ข้าพเจ้าแปะกระดาษกาวสองหน้าไว้

พ่อแม่หนูโดนจับได้หมดแล้ว ไชโย้ !! ^O^

ต่อไปจะไม่มีลูกหนูเพิ่มแล้ววววว

หลังจากเอาหนูไปทิ้งแล้ว ข้าพเจ้าก็พบว่า ตรงรูของกระสอบข้าวสารที่เอาออกมาจากใต้บันไดมีข้าวสารตกอยู่กองหนึ่ง คาดว่าหนูมันคงดอดออกมากิน เพราะมันเป็นหนูตัวใหญ่ ดังนั้นเป็นไปได้อย่างยิ่งว่ามันคงสามารถกระโดดข้ามลังที่วางขวางเอาไว้ได้ นอกจากนี้ยังพบเศษข้าวสารกองอยู่ข้างผ้าเช็ดเท้าตรงบันได ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่า หนูมันคงติดถาดตอนขากลับเข้าใต้บันไดแหงๆ



โชคร้ายหน่อยนะหนู ที่ถาดซึ่งแกเคยเลื่อนได้อย่างฉลาด มันติดกระดาษกาวสองหน้าซะแล้ว...ซึ่งทำให้หนูไม่สามารถดิ้นโดยลากถาดไปด้วยได้เหมือนอย่างหนูตัวใหญ่ตัวแรกที่มาติดถาด

วันต่อมา ก็มีลูกหนูมาติดถาดอีกหนึ่งตัว ขนาดประมาณตัวที่พวกเราวิ่งไล่จับกันในเช้าวันก่อน แต่ขนาดเล็กกว่าลูกหนูตัวที่วิ่งขึ้นบันไดและเข้าไปใต้บันไดทางชานพักที่ข้าพเจ้าจำได้เล็กน้อย ดังนั้นข้าพเจ้าจึงสันนิษฐานว่าอาจเป็นลูกหนูตัวที่เราวิ่งไล่จับมัน

วันถัดมา ไม่มีหนูมาติดถาด...

และแล้วเมื่อวานนี้ วันที่ 4 ส.ค. เวลาเช้ามืด มีหนูมาติดถาด 2 ตัว ขนาดเล็กสุดหนึ่งตัว และขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อยหนึ่งตัว ซึ่งขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อยนี้ ขนาดมันใกล้เคียงกับลูกหนูตัวที่ข้าพเจ้าเคยเห็นวิ่งตึกๆ ขึ้นบันไดมาก จึงสันนิษฐานว่าคงจะเป็นเจ้าตัวนั้น แต่ก็แอบคิดว่าทำไมมันโง่มาติดถาดได้เนี่ย

แล้วการณ์ประหลาดก็อุบัติ เมื่อตลอดกลางวันวันนั้น ข้าพเจ้าจะได้ยินเสียงลูกหนูร้องจี๊ดๆ มาจากใต้บันไดเป็นระยะๆ ตลอดทั้งวัน แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปสำรวจ พี่สะใภ้สงสัยว่าอาจมีลูกหนูครอกใหม่

จนกระทั่งตอนค่ำ พี่ชายพี่สะใภ้กลับมาจากทำงาน ข้าพเจ้าตัดสินใจจะสำรวจใต้บันไดดู เพราะถ้าเป็นลูกหนูครอกใหม่จริง ฉันไม่บ้ารอให้มันโตแน่ -_-" และเพราะหนูตัวใหญ่ไม่อยู่แล้ว เหลือแต่ตัวเล็ก ไงก็ไม่น่ากลัวมาก เลยไปชวนพี่สะใภ้สำรวจใต้บันไดกัน โดยเอากับดักด่านที่หนึ่งออก คงเหลือแต่ด่านที่สอง

ใต้บันไดมีของชิ้นใหญ่ที่วางขวางสายตาอยู่ คือกระเป๋าเดินทาง พี่สะใภ้ก็เลื่อนมันออก ก็เห็นใต้บันไดเปิดโล่ง มีตะกร้าใส่ผ้าที่เอามาใส่ของจิปาถะ 2 ใบ นอกนั้นก็โล่ง...ไม่มีอะไรแล้ว พี่สะใภ้เลยบอกให้ข้าพเจ้าลองเลื่อนตะกร้าผ้าดู แต่ข้าพเจ้าไม่กล้า กลัวหนูกระโดดใส่ - -"

พี่สะใภ้เองก็ไม่กล้าเลื่อน เลยทิ้งไว้แค่นี้ แล้วเดินไปจัดการงานอื่นต่อ

ข้าพเจ้ายังยืนเอาไฟฉายส่องๆ อยู่ ส่องดูจนแน่ใจว่าไม่มีแม้แต่เงาหนูสักตัว เลยทำใจกล้า ลองเลื่อนตะกร้าที่วางขวางสายตาใบหนึ่งออก

สิ่งที่ปรากฏคือ...ถาดดักหนูหนึ่งถาด ที่ข้างในมีลูกหนูเป็นๆ หนึ่งตัว และลูกหนูที่ตายมานานแล้วจนซากแห้งเกราะหนึ่งตัว...

ปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นก่อนหน้านี้ และเสียงลูกหนูร้องจี๊ดๆ ตลอดทั้งวัน คลี่คลายในบัดดล

ข้าพเจ้ารีบร้องบอกพี่ชายที่รดน้ำต้นไม้อยู่ ว่าเจอถาดดักหนูอยู่ใต้บันได และมีลูกหนูอยู่ตัวนึง เจ้าพี่ชายพูดหน้าตาเฉยว่า เอาไม้กวาดมาเขี่ยมันออกมาสิ โดยไม่มีทีท่าจะมาช่วยจัดการ (กลัวหนูล่ะสิเพ่ อะโด่ ไม่ค่อยเลยนะ -"- ) สุดท้ายเลยไปเรียกพี่สะใภ้มาช่วยกันจัดการ โดยข้าพเจ้าเอาไฟฉายส่อง แล้วพี่สะใภ้ก็เอาไม้กวาดเขี่ยถาดออกมา

ลูกหนูที่ติดอยู่ในถาด ตัวใหญ่กว่าลูกหนูเบอร์ใหญ่ที่ติดถาดเมื่อเช้านิดหน่อย คาดว่าน่าจะเป็นเจ้าตัวนี้แหละที่ข้าพเจ้าเห็นวิ่งขึ้นบันได

ถาดดักหนูใบนี้มาอยู่ใต้บันไดนานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่คงหลายเดือนแล้ว เพราะกาวงี้แห้งเชียว ที่สำคัญ พี่สะใภ้บอกว่า ไม่มีใครเอาถาดมาวางไว้ที่นี่นะ ตอนที่เขาปูกระเบื้องเสร็จ พี่แกยืนคุมตอนคนงานขนของตลอด ใต้บันไดไม่มีถาดดักหนูแน่ๆ

สรุปคือ...มันคือถาดดักหนูที่พวกเราเคยวางเอาไว้แถวๆ หน้าด่านที่สอง ในตอนที่ข้าพเจ้ายังไม่ได้เริ่มมาตรการวางกลยุทธ์ถาดกวาดล้างหนู นั่นคือแค่วางไว้ตรงทางเดินที่หนูผ่านไปมาเฉยๆ แล้วหนูตัวใหญ่มันคงมาติดเข้า เลยดิ้นพาถาดเข้าไปถึงใต้บันได แล้วหลุดจากกาวไปได้ เพราะจากขนาดของหนูที่แห้งตายอยู่ในถาด ซึ่งเป็นลูกหนู ไม่น่าจะมีปัญญาลากถาดไปไกลขนาดนั้นได้

และจากการนี้ทำให้ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า หนูตัวใหญ่ที่เคยมาติดถาดนี้ น่าจะเป็นหนูตัวใหญ่ตัวที่ 2 ที่ข้าพเจ้าดักได้ เพราะท่าทางมันไม่กลัวการติดถาดเท่าไหร่ ถึงได้วิ่งผ่านถาดกลับเข้ารังหน้าตาเฉย ประมาณว่ามันคงคิดว่าดิ้นนิดหน่อยเดี๋ยวก็หลุดอย่างคราวก่อน

น่าเสียดายที่หนนี้ใต้ถาดมีกระดาษกาวสองหน้ายึดไว้ มันเลยดิ้นไม่หลุด เหอๆๆๆ (ชั่วจริงๆ เลยเรา ดีใจกับการทำบาป - -" )

ระหว่างที่เราจัดการกับถาดหนูใบนี้ ไม่ปรากฏว่ามีวี่แววลูกหนูตัวอื่นให้เห็น พี่สะใภ้จึงสันนิษฐานว่า เจ้านี่คงเป็นหนูตัวสุดท้ายในบ้านแล้วล่ะ

ถ้าใช่ล่ะก็....ไชโย้ !! สงครามล้างเผ่าพันธุ์หนูในบ้านจะได้จบลงซะที

รอดูอีก 7 วัน ถ้าไม่มีหนูมาติดถาด ก็แสดงว่าหนูมันหมดบ้านแล้วจริงๆ ฮี่ๆๆๆๆๆๆ





จบข่าว




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2549    
Last Update : 4 สิงหาคม 2549 21:27:51 น.
Counter : 2054 Pageviews.  

เขียดขายาว (เขียดตะปาด)

เล่าเรื่องสัตว์ที่ไม่ได้เลี้ยง (อีกแล้ว) คราวนี้เป็นสัตว์ตระกูลกบ


เหตุเกิดเมื่อ 3 วันก่อน เริ่มจากช่วงเช้า ข้าพเจ้าถือกะละมังใส่ข้าวหมาเดินไปด้านข้างของบ้านซึ่งเป็นที่วางของชามข้าวหมาทั้งสามตัว เนื่องจากเช้าวันนั้น ข้าวเยอะเป็นพิเศษ หลังจากตักใส่ชามหมาทั้งสามชามแล้ว ก็ยังเหลือมากพอจะให้หมาจากโรงไฟฟ้าที่ชอบมาวนเวียนขอส่วนบุญ (ประมาณ 4 - 5 ตัว) ข้าพเจ้าจึงเดินไปยังชามข้าวหมาที่ไม่ใช้แล้ว ซึ่งหน้าตามันจะกลมๆ มีร่องสำหรับใส่อาหารตรงกลาง และตรงช่วงฐานมีช่องสำหรับสอดมือเข้าไปหยิบได้ดังรูป


//img.photobucket.com/albums/v491/Linmou/dish.jpg



ด้วยความสุภาพเป็นที่ยิ่ง ข้าพเจ้าใช้เท้าเขี่ยชามข้าวหมาที่ไม่ใช้แล้วเข้ามาใกล้ตัวเบาๆ

แต่...มันไม่ขยับ เลยออกแรงมากขึ้นอีกนิด มันก็ขยับในอาการหลุดผัวะ แล้วข้าพเจ้าก็แทบผงะเมื่อเห็นสาเหตุที่ทำให้ชามข้าวหมามันไม่ขยับในทีแรก

ข้างใต้ชาม...ตรงช่องระหว่างร่องใส่ข้าวหมากับฐานชาม มีคางคกซุกอยู่สามตัว

เมื่อชามข้าวหมาอันเป็นบ้านชั่วคราวของมันหายไป มันก็พร้อมใจกันมองมาทางข้าพเจ้าด้วยสายตาอ่านไม่ออก (อ่านใจคางคกไม่ออกค่ะ -_-" )

(อันที่จริง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่เจอคางคกอยู่ใต้ชามข้าวหมา ไม่ใช่ครั้งแรกด้วยที่เจอตั้ง 3 ตัว ก่อนนี้เคยเจอคางคก 2 ตัว กบ 1 ตัวซุกอยู่ใต้ชามข้าวหมา แต่คางคกล้วน 3 ตัวเพิ่งเคยเจอ และจะรอดูว่าจะมีวันไหนมั๊ยที่มันพร้อมใจกันเข้ามาซุกอยู่ 4 ตัว)

ข้าพเจ้าก็...ตักข้าวจากกะละมังใส่ชามข้าวหมาไป ตาเหลือบมองมันไป เสร็จแล้วก็ถอยไปยืนอีกทางหนึ่ง

ไอ้ลายหมาตัวเก่าเห็นทางด้านนี้ก็มีข้าว เลยเดินมาทันที พอเจอคางคก ก็ก้มหน้าลงดมๆ อย่างสนใจอยู่พักหนึ่ง (ระหว่างที่มันก้มลงดม คางคกตัวแข็งนิ่งเลย) ก่อนจะเดินจากไปชามข้าวของมันตามเดิม หมาโรงไฟฟ้าเลยดอดมากินข้าวในชามนี้

ระหว่างที่หมาโรงไฟฟ้ากินข้าวในชาม คางคก 1 ใน 3 ตัวก็กระดื้บๆ กลับไปที่ชามข้าวหมา แล้วค่อยๆ ปีนกลับเข้าไปใต้ชามทางช่องสอดมือ

ข้าพเจ้าคิดในใจ ยังจะกลับเข้าไปอีกเหรอนั่น -_-"

แล้วข้าพเจ้าก็เดินจากไป...


หลายวันต่อมา ขณะนั่งเล่นคอมพิวเตอร์อยู่ที่ห้องใต้หลังคา ก็เจอเขียดขายาวเกาะอยู่ที่หน้าต่างมุ้งลวด (มันไต่ผนังขึ้นมาถึงชั้น 2 เชียว!) แต่มีอาการลื่นพรืดๆ ขาเกาะมุ้งลวดไม่อยู่

แสดงว่าเรื่องเกาะผนังนี่ยังสู้จิ้งจกไม่ได้สินะ...



<>::<>::<>




ต่อมา...ตกเย็น ถึงเวลาให้ข้าวหมาอีกรอบ ข้าพเจ้าก็เดินถือกะละมังไปข้างบ้านตำแหน่งเดิม วางกะละมังไว้บนโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวยาวที่วางชิดผนัง จากนั้นเดินต่อไปยังข้างบ้าน

ขณะที่เดินผ่านโต๊ะกลมซึ่งวางอยู่ถัดจากโต๊ะสี่เหลี่ยมนั่นเอง อะไรบางอย่างก็กระโดดผลุงขึ้นไปเกาะผนัง เรียกสายตาข้าพเจ้าให้หันขวับไปมอง

มันคือ...ตัวอะไรสักอย่างที่มีบรรพบุรุษเดียวกับกบนั่นเอง (ก่อนหน้านี้ก็เคยเห็นเจ้าตัวแบบนี้มาแล้ว หน้าตาเหมือนกบแหละ ตัวพอๆ กับคางคก แต่ตัวสีเหลือง)

มันกระโดดจากโต๊ะกลมขึ้นไปเกาะนิ่งอยู่บนผนัง จากนั้นก็กระโดดไต่ตุ้บๆ ไปตามผนังอย่างคล่องแคล่ว อ้อมไปยังอีกด้านของตัวบ้าน(ดังภาพ)



//img.photobucket.com/albums/v491/Linmou/dish2.jpg



ข้าพเจ้ามองตาโต O_O

โห! เจ๋งชะมัด ตีนเหนียวสุดๆ ไปเลยไอ้ตัวนี้!

แล้วก็รีบไปเรียกพี่สะใภ้มาดู พี่สะใภ้บอกว่า มันคือ “เขียดขายาว”

ที่หน้าบ้านของพี่ชายจะมีโอ่งใบใหญ่สูงเลยเอวขึ้นมาเล็กน้อยสองใบ วางอยู่สองข้างเสาบ้าน (เสาที่นกเอี้ยงไปทำรังอยู่ด้านบน) เป็นโอ่งที่พี่ชายปลูกดอกบัวขนาดเล็กไว้ และเลี้ยงปลาหางนกยูงไว้กินลูกน้ำที่ยุงอาจมาไข่ไว้ในโอ่ง

แต่เวลานี้ ในโอ่ง 1 ใน 2 ใบดูเหมือนจะไม่เหลือปลาหางนกยูงเลยสักตัว มันถูกยึดครองโดยลูกอ๊อดนับร้อยนับพันตัว...(ข้าพเจ้าเคยพูดเล่นกึ่งประชดว่า ที่นี่คือโรงเรียนอนุบาลรับเลี้ยงลูกอ๊อดตั้งแต่วัยแรกคลอดจนถึงวัยขางอก)

ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าเคยสงสัย ว่าพวกกบมันตะกายขึ้นมาไข่ไว้ในโอ่งใบนี้ได้อย่างไร

หลังจากเห็นซุปเปอร์เขียดตัวนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็สิ้นกังขา...

หลังจากให้ข้าวหมาเสร็จ ข้าพเจ้าก็บอกพี่สะใภ้ว่า เมื่อเช้ามีคางคกสามตัวอยู่ใต้ชามข้าวหมาใบนั้น (ชี้) แล้วเดินไปเลิกมันขึ้นมาดูว่าคางคกยังอยู่หรือเปล่า

ปรากฏว่าสองตัวยังอยู่ ส่วนอีกตัว คงย้ายไปหาเคหสถานแห่งใหม่แล้ว (แสดงว่ามันมีพัฒนาการมันฉลาดขึ้น)



จบเรื่องเล่าของญาติๆ กบ





 

Create Date : 26 ธันวาคม 2548    
Last Update : 26 ธันวาคม 2548 7:42:07 น.
Counter : 1404 Pageviews.  

เรื่องของลูกนกเอี้ยง

ไม่รู้ทำไม ตัวข้าพเจ้าอดรู้สึกไม่ได้ว่า...บ้านหลังที่อยู่ในปัจจุบัน (บ้านพี่ชายคนที่สาม) มักมีเรื่องแปลกๆ เกี่ยวกับสัตว์เกิดขึ้นเสมอ

ก่อนหน้า เรื่องเล่าเกี่ยวกับงูชะตาขาดตัวหนึ่ง คือเรื่องค้างคาวที่บังเอิญบินหลังเข้ามาในบ้าน เป็นค้างคาวประหลาดที่ชอบบินไปมาท่ามกลางแสงไฟ(นีออน) คลื่นโซนาร์มันก็ท่าทางไม่ค่อยดี ชอบบินชนนั่นนี่ดังปึงปังอยู่เรื่อย แถมพี่ชายเคยเจอมันนอนอยู่ในอ่างล้างจานในเช้าวันหนึ่ง(หาที่นอนดีกว่านี้ไม่ได้แล้วหรือไงเนี่ย)

ก่อนหน้าเรื่อง หมาน้อยกัดคน คือเหตุการณ์นกกระจอกบินหลงเข้ามาในบ้าน แล้วไปติดกาวดักหนูที่วางอยู่ใต้โต๊ะ ซึ่งกลางจานกาวดักหนูวางปลาทูเอาไว้ล่อหนู ทำให้อดคิดไม่ได้ว่านกกระจอกมันหิวโซขนาดปลาทูก็จะกินเลยเหรอ - -"

หลังจากแซะนกกระจอกออกมาจากกาวดักหนูได้ มันก็หุบปีก กาวเลยยึดปีกมันแนบติดกับตัว กางไม่ออก แล้วมันก็ไปเกิดใหม่ในวันรุ่งขึ้น (ความจริงก็เล็งเห็นชะตากรรมมันตั้งแต่เห็นมันติดอยู่ในกาวดักหนูแล้วแหละนะ -_-" )

ต่อมา หลังเหตุการณ์ หมาน้อยกัดคน คือเรื่องราวของลูกนกเอี้ยงตัวหนึ่ง...

เหตุเกิดเมื่อหลาย 2 - 3 สัปดาห์มาแล้ว

เย็นวันหนึ่ง พี่สะใภ้ซึ่งนั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้ยาวหน้าบ้านกับลูกสาว (เด็กหญิงวัย 7 ขวบผู้ตั้งชื่อลูกหมาสีนวลตลอดตัวว่า “ลาย” ) ได้ตะโกนเรียกข้าพเจ้าให้ช่วยไปจัดการ “ตัวประหลาด” ที่หน้าบ้านให้หน่อย (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงให้เราเป็นคนจัดการ -_-" )

เมื่อข้าพเจ้าออกไปดูว่า “ตัวประหลาด” นั้นคืออะไร พี่สะใภ้ก็ชี้ไปที่ข้างจักรยานของเด็ก แล้วบอกว่า

“นั่นไง อยู่ข้างๆ จักรยานนั่น”

ข้าพเจ้าก็เดินไปดู ปรากฏว่า “ตัวประหลาด” นั้นคือ นกตัวหนึ่ง

...เป็นนกที่ดูแปลกๆ ยังไงชอบกล... ข้าพเจ้าคิด แล้วจับมันขึ้นมาดู

นกตัวนี้มีขนขึ้นหร็อมแหร็ม เหมือนโดนใครจับถอนขนมา ตัวใหญ่กว่านกกระจอก และเล็กกว่านกเอี้ยง ที่สำคัญ...มันมีปากสีเหลือง และเอาแต่หลับตาอ้าปากกว้าง...

“ลูกนกเอี้ยงนี่นา” ข้าพเจ้าบอก แล้วสำรวจร่างกายมันว่ามีส่วนไหนบิดหักหรือเปล่า “สงสัยตกลงมาจากรัง แต่ดูเหมือนไม่ได้เจ็บอะไร ขนยังหร็อมแหร็มอยู่เลย รังมันอยู่ไหนก็ไม่รู้”

“ลูกนกเอี้ยงเหรอ?” พี่สะใภ้ว่า “งั้นสงสัยตกลงมาจากบนเสาแหละ รังมันอยู่บนเสา (สีแดงคือรังนกเอี้ยง) นี่ดีนะว่าไอ้กี้ (ลัคกี้ หมาตัวเมียที่ชอบเข้าไปคลอเคลียคนและยิ้มแยกเขี้ยว) เป็นคนเจอ ถ้าเป็นหมาตัวอื่นมีหวังคาบไปกินแล้ว”

ข้าพเจ้าเงยหน้าขึ้นไปดู...จริงด้วยแฮะ บนนั้นมีรังนกอยู่

“เรียกหัวหน้าคนงานเอาบันไดมาวาง แล้วเอามันขึ้นไปส่งก็แล้วกัน” ข้าพเจ้าสรุป หลานสาวข้าพเจ้าอาสาขอไปตามเอง ระหว่างนั้นข้าพเจ้าก็เอาลูกนกเอี้ยงเข้าไปในบ้าน แล้วแกะถุงขนมปุยฝ้ายป้อนมัน มันก็กินมั่งไม่กินมั่ง

ไม่นานหลังจากนั้น เมื่อหัวหน้าคนงานเอาบันไดมาวาง และส่งมันขึ้นไปบนรัง เขาบอก ในรังยังมีลูกนกอีกตัวขนาดเดียวกันเลย แสดงว่าข้อสันนิษฐานที่ว่ามันตกลงมาจากรังที่อยู่บนเสานั้นถูกต้อง...



วันรุ่งขึ้น...เวลาบ่าย ข้าพเจ้าออกไปทำอะไรสักอย่างที่หน้าบ้าน แล้วเดินผ่านเสาที่อยู่ใกล้ประตู ก็ได้ยินเสียงแกรกๆ ดังขึ้นในระยะใกล้อย่างกะทันหัน (ตกใจหมดเลย -_-" ) จึงมองหาดู ปรากฏว่า เสียงมาจากในถังขยะใบเล็กสำหรับวางไว้ในรถ ซึ่งตั้งอยู่บนแท่นรอบเสา ข้าพเจ้าจึงเดินเข้าไปดู ข้างในนั้นคือลูกนกเอี้ยง....ตัวเดิมไหมก็ไม่รู้ ที่แน่ๆ มันคือ 1 ใน 2 ตัวที่อยู่ในรังนั่นแหละ มันตกลงมาจากรังอีกแล้ว -_-"

เอาไงดีล่ะเรา...ทำไมมันขยันตกลงมาจังฟระ ขืนมันตกลงมาที วิ่งไปตามหัวหน้าคนงานที มันตกลงมาวันละ 3 รอบ หัวหน้าคนงานก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว

ข้าพเจ้ามองขึ้นไปบนรังมัน สูงเกินกว่าแค่ยืนบนเก้าอี้แล้วจะส่งขึ้นไปได้ มีอะไรยาวๆ ที่เอามันผูกห้อยไว้ตรงปลาย แล้วส่งขึ้นไปได้ไหมหว่า...?

ครั้นแล้วก็ปิ๊ง! นึกได้แล้ว! เอาตะกร้อสอยผลไม่นี่แหละ!

ว่าแล้วข้าพเจ้าก็เดินไปหยิบตะกร้อสอยผลไม้ที่วางไว้ข้างบ้าน ปูหนังสือพิมพ์ลงไปหน่อย จับลูกนกเอี้ยงใส่เข้าไป แล้วส่งขึ้นไปบนรัง แต่...ขนาดส่งขึ้นไปถึงรังแล้วเอียงตะกร้อ มันยังไม่ยมออกมาเลย ต้องคว่ำตะกร้อเทมันออกไปโน่นแหละ -_-"

หลังจากส่งมันกลับรังไปแล้ว ข้าพเจ้าก็ยืนรอดูอยู่พักหนึ่ง ก็เห็นนกเอี้ยงตัวหนึ่งบินตรงไปที่รัง ตรงที่ลูกนกอยู่ สักพักลูกนกก็ถูกต้อนกลับเข้าไปในรังเป็นที่เรียบร้อย...

ตอนเย็น เมื่อพี่สะใภ้กลับมาจากทำงาน ข้าพเจ้าก็ถามว่า

“พี่เอาลูกนกเอี้ยงตัวเมื่อวานใส่ลงในถังขยะเหรอ?”

พี่สะใภ้ทำหน้างง

“พี่ไม่ได้เป็นคนใส่ มันไปอยู่ในถังขยะได้ยังไง?”

ถ้าพี่สะใภ้ไม่ได้เป็นคนเอามันใส่ถังขยะ งั้นคนใส่ก็ต้องพี่ชายเราน่ะสิ เพราะพี่ชายจะออกมากวาดบ้านตอนเช้าเป็นประจำ แสดงว่าอีลูกนกเอี้ยงเจ้าปัญหานี่มันตกลงมาตั้งแต่เช้าแล้วน่ะสิเนี่ย -_-"



ด้วยสังหรณ์ประหลาดบางอย่าง ทำให้เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาประมาณ 6 โมง ข้าพเจ้าเดินมามองๆ แถวๆ ใต้รังนกเอี้ยง และก็เจอมันนอนหมอกตัวสั่นๆ อยู่จริงๆ (เพราะคืนที่ผ่านมาฝนตก)

สรุปคือมันตกจากรังเป็นวันที่ 3 ติดกัน....

ข้าพเจ้ายืนมองมันด้วยสีหน้า...-____-" (สงสัยลูกนกเอี้ยงตัวเดิมแหงๆ)

จากนั้นก็จับมันเดินไปหาตะกร้อสอยผลไม้อันเดิม ระหว่างเดินไป พี่ชายออกมากวาดบ้านพอดี ข้าพเจ้าเลยบอกไป

“ลูกนกตกลงมาจากรังอีกแล้ว”

พี่ชายทำหน้าตกใจ

“แล้วทำไงดี?”

“ก็เอาตะกร้อสอยมะม่วงส่งมันกลับขึ้นไปน่ะสิ เมื่อวานก็ทำมาแล้ว” ข้าพเจ้าตอบ แล้วทำให้พี่ชายดู

“แล้วแม่มันรับมันกลับเข้ารังเหรอ?” พี่ชายถาม

“ก็เห็นรับนะ เมื่อวานเห็นแม่นกเอี้ยงมั๊ง ยืนเหมือนด่าลูกมันอยู่พักนึง แล้วค่อยต้อนกลับรัง”

หลังจากนั้น ลูกนกเอี้ยงก็ไม่ได้ตกลงมาจากรังอีกเลย บางวันข้าพเจ้าก็แอบดู ก็เห็นลูกนกทั้งสองตัว(รู้ว่าสองตัว เพราะเห็นปากสีเหลืองในความมืดสองปาก)ยังอยู่ในรัง และตัวดำขึ้น แสดงว่าขนงอกเยอะแล้ว

หลังจากครั้งสุดท้ายที่ลูกนกตกจากรัง เวลาผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ เย็นวันหนึ่ง หลานสาวก็เล่าให้ฟังว่า

“เมื่อเช้า หม่าม้าเจอลูกนกเอี้ยงบินไปติดอยู่ที่ร่มแหละ”

อนึ่ง “ร่ม” นี้มีหลายคัน และแขวนอยู่ตรงที่วางรองเท้าแบบมีล้อเลื่อน ซึ่งข้าพเจ้าเคยเลื่อนมันไปทับคองูเห่าโดยไม่ได้เจตนา

ข้าพเจ้าไปถามพี่สะใภ้ว่า

“ลูกนกเอี้ยงมันบินมาติดที่ร่มเหรอ?”

“อือม์ สงสัยมันกำลังหัดบิน แล้วจะบินเข้าบ้าน แต่เล็งพลาด เลยไปติดอยู่ที่ร่มแทน พี่...(ชื่อพี่ชาย)...เลยใช้ตะกร้อสอยมะม่วงส่งมันกลับรังไปแล้ว” พี่สะใภ้ตอบ

อนาคตของเอ็งช่างน่าห่วงจริงๆ เลย ไอ้นกเอี้ยงตัวนี้ - -"





 

Create Date : 25 ธันวาคม 2548    
Last Update : 25 ธันวาคม 2548 12:18:56 น.
Counter : 1213 Pageviews.  

เรื่องของหมาที่บ้าน

เที่ยงวันหนึ่งเมื่อ 5 เดือนก่อน ข้าพเจ้าขี่มอเตอร์ไซค์ไปทานข้าวเที่ยงที่บ้านแม่ แล้วลูกจ้างทำงานบ้านที่บ้านแม่บอกว่า...หมาที่บ้านเรากัดหัวหน้าคนงาน

ตัวที่กัดคือลูกหมาสีหมอก...

ชี้แจงนิด บ้านเรานี้ ดังที่เคยเล่าไว้ในกระทู้งูชะตาขาด ว่ามันอยู่ในสวน อาณาบริเวณกว้าง และมีแปลงปลูกผัก มีบ้านที่ปลูกไว้ให้คนงานอยู่ ลูกจ้างทำงานบ้านที่บ้านแม่ก็นอนที่บ้านคนงานในเขตบ้านเรานี่แหละ ถึงได้รู้ข่าว

และที่บ้านก็เลี้ยงหมาไว้ 3 ตัว ตัวที่ 3 นี้จิ๊กลูกหมาของหมาโรงไฟฟ้าข้างบ้านที่ชอบมาขอข้าวกินที่บ้านเรามาเลี้ยง เพราะหน้าตามันไฮโซดี เหมือนหมาฝรั่ง (แต่ตอนนี้หน้าตากลับไปเหมือนหมาบ้านแล้ว เพียงแต่ขนยาวเป็นพิเศษ และหูใหญ่)

เจ้าลูกหมาตัวนี้ อายุมันเพิ่งจะ 3 เดือน (ตอนนี้อายุ 8 เดือนแล้ว) ชื่อ "ไอ้ลาย" (หลานสาวที่เพิ่งขึ้น ป.1 ปีนี้ตั้งให้ ทั้งที่ทั้งตัวมันไม่มีตรงไหนที่ "ลาย" เลย หึหึ -_-" )

บ้านเราเลี้ยงหมาไว้เฝ้าบ้าน นี่คือข้ออ้างของพี่ชายสาม (เจ้าของบ้าน) แต่ความจริงคือ เจ้าพี่ชายคนนี้ชอบหมามากมาแต่ไหนแต่ไร แต่เมื่อก่อนบ้านเรามันแคบ คนก็เยอะ ไม่อำนวยให้เลี้ยงหมา ตอนนี้พี่แกมีบ้านของตัวเองแล้ว เลยเลี้ยงมันซะ 3 ตัวเลย (อาจเลี้ยงมากกว่านี้ ถ้าไม่กลัวศรีภริยาบ่น)

ตอนแรกก็เลี้ยงแค่ 2 ตัวหรอก ตัวผู้ตัวนึง ตัวเมียตัวนึง ตัวผู้ชื่อ "มิชชั่น" ตัวเมียชื่อ "ลัคกี้"

มิชชั่น กับ ลัคกี้ มันก็เฝ้าบ้านได้ดีหรอก เวลามันอยู่กันเป็นทีม

ที่ใช้คำว่า "อยู่กันเป็นทีม" เพราะมิชชั่นมันเห่าเก่งมาก เห่าขู่ได้น่ากลัวสุดๆ และช่างเห่ามากด้วย มอเตอร์ไซค์แล่นผ่านถนนหน้าบ้านที่ห่างออกไป 50 เมตร ไม่ได้เฉียดกรายเข้ามาใกล้บ้านเลย มันยังวิ่งตามเห่า (เห่าทำซากอะไรไม่ทราบ -"- )

แต่ถ้ารถหรือคนเข้ามาใกล้บ้าน แบบมีคนมาหา มันก็เห่าแหละ แต่หลบไปยืนเห่าอยู่ระยะ 50 เมตร แล้วถ้าคนที่โดนเห่าเดินเข้าไปใกล้ มันก็จะเดินถอยหนีไปพลางเห่าไปพลาง (มีประโยชน์มากเลย แกเอ๊ย...)

ส่วนไอ้ลัคกี้นั้นหรือ...มันไม่เคยเห่าใครเลย ใครมาหา แปลกหน้าไม่แปลกหน้า มันกระดิกหางเข้าไปคลอเคลียเลียมือเขาหมด - -"

แต่เพราะว่ามันเข้าไปใกล้เขา แถมยิ้มประจบ ซึ่งวิธียิ้มประจบของมันนี้ คนแปลกหน้าจะดูเห็นเป็นมันแยกเขี้ยวเตรียมงับ เมื่อบวกกับเสียงเห่ากรรโชกระยะ 50 เมตรของมิชชั่น เลยเกิดบรรยากาศข่มขู่เป็นพิเศษ...

แต่สรุปคือ ไม่เคยได้ยินว่าลัคกี้กับมิชชั่นมันกัดใครเลย ตั้งแต่กลับมาอยู่บ้านพี่ชายได้ 1 ปีเต็ม

แต่โอ้ว....วันนี้กลับได้ข่าวไอ้ลายวัย 2 เดือนกัดหัวหน้าคนงานจมเขี้ยว - -"

นึกภาพไม่ออกเลยวุ้ย....

ปกติ...ด้วยนิสัยของลูกหมาเวลาคันเขี้ยว มันมักหาของมาแทะเล่น และเหยื่อสุดโปรดของมันคือ...รองเท้า

ตั้งแต่กลับมา 1 ปี ตูข้าเสียรองเท้าไปหลายคู่แล้วเพราะหมาบ้านนี้ -"-

(ก่อนหน้าไอ้ลาย บ้านนี้เอาลูกของหมาโรงไฟฟ้ามาเลี้ยง ตั้งชื่อว่า "แบคแคม" (ตัวเมีย) แต่ป่วยตายไปเมื่อครึ่งปีก่อน ต่อมาก็ไปขอลูกหมามาเลี้ยงอีกตัว ชื่อ "ไอ้ม็อกซ์" มันก็ดันคิดสั้นฆ่าตัวตายโดยการเข้าไปอยู่ใต้ล้อรถของพี่สะใภ้ตอนแล่นเข้ามาจอด "ไอ้ลาย" จึงเป็นตัวที่ 3)

ซึ่งพวกเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีให้มันเลิกแทะรองเท้า จนกระทั่งวันหนึ่ง ญาติคนหนึ่งที่เคยเลี้ยงหมาแนะนำวิธีที่แม่ของเธอเคยใช้ได้ผลมาแล้ว

คือ เจอมันแทะรองเท้าเมื่อไหร่ ใช้รองเท้าข้างที่มันกำลังแทะนั่นแหละ ตบหน้ามันให้สุดแรงไปเลย

เราฟังแล้วก็ โอ...ช่างเป็นวิธีที่เข้าท่า

ดังนั้น ไอ้ลายโดน fore shoe + back shoe ไปทั้งสิ้น 3 หน

หนแรก พอโดนไป มันหวาดกลัวตัวเรามากเสียจน เห็นเดินออกมาจากบ้าน ก็รีบเผ่นไปซ่อนทันที ขนาดถึงเวลากินข้าว เอาข้าวไปให้กิน (หน้าที่ประจำคือให้ข้าวหมาเช้า-เย็น) มันยังไม่กล้าเข้ามากิน ร้อนถึงตัวเราต้องไปลากขามันออกมาจากที่ซ่อน (ยังไม่ได้หาปลอกคอมาใส่ให้มัน และหมาบ้านนี้ไม่เคยต้องอยู่ในกรง ไม่เคยต้องถูกล่ามโซ่) เพราะขี้เกียจเฝ้านาน (มีหมาโรงไฟฟ้าจ้องจะแย่งข้าวหมาเรากินอยู่ 4 - 5 ตัว ขืนไม่เฝ้า มันก็อด)

โดนรองเท้าตบหน้าไปแล้ว มันก็สงบเสงี่ยมไปหลายวัน แต่ไม่นาน มันก็เอาอีกแล้ว...เลยโดนรอบ 2

หลังโดน มันมาอาการเดิม กลัวเราขี้หด หนีไปซ่อนจนต้องลากตัวออกมาจากซุ้มมะลุลี แล้วอุ้มไปที่จานข้าวมัน (หนักไม่ใช่เล่นเลย - -" )

หลังจากโดนลูกตบรองเท้าหนสองไป มันสงบเสงี่ยม เลิกแทะรองเท้านานกว่าโดนครั้งแรก

แต่แล้วมันก็หวนกลับมาแทะอีกครั้ง....แบบ วันนั้น เดินออกไปจะเอาข้าวให้มันกิน เจอรองเท้าฟองน้ำสายรัดขาดกลางหราอยู่หน้าบ้าน เส้นเอ็นตรงขมับขึ้นดัง "ปึ้ด" ทันที รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกรอบด้านโดยพลัน

เราเดินไปหยิบรองเท้าอย่างใจเย็น ไอ้ลายที่นั่งทำหน้าเอ๋ออยู่หน้าบ้านคงสัมผัสรังสีอำมหิตได้ ลุกขึ้นวิ่งเลย แต่ไม่พ้นหรอกเฟ้ย!! -"- (บังเอิญขว้างของแม่นมาก หึหึหึ)

ไอ้ลายเลยโดนบาทาพิฆาตทั้งแบบเหาะและแบบ fore/back เป็นรอบที่ 3

จนตอนนี้ มันไม่ได้แตะรองเท้าที่ถอดทิ้งเกะกะอยู่หน้าบ้านอีกเลย

เนื่องจากไอ้ลายกลัวเรามาก ขนาดที่เรียกเข้ามาหา มันก็ทำท่ากระมิดกระเมี้ยน เข้ามาหาอยู่ห่างๆ ในอาการที่เห็นชัดว่า "กลัวมากๆ"

พอได้รู้เรื่องที่มันไปกัดหัวหน้าคนงาน เราเลย....ไอ้ลายเนี่ยนะไปกัดเขา?

นึกว่าโดนเราเอารองเท้าตบหน้าจนกลายเป็นหมาขี้ขลาดไปแล้วซะอีก ไม่น่าเชื่อเลย -_-"




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2548    
Last Update : 24 ธันวาคม 2548 9:02:48 น.
Counter : 211 Pageviews.  

เรื่องเล่าของนกกระจอกชะตาขาดตัวหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ประมาณเกือบ 7 เดือน

มีหนูตัวนึงมันเล็ดลอดเข้ามาในบ้าน จากทางใดไม่ปรากฏ แต่มันก็เข้ามาแล้ว

ดังนั้นพี่ชายจึงไปเอากับดักหนูแบบเป็นกรงมาวางใต้โต๊ะสำหรับวางขวดน้ำ

วางอยู่อาทิตย์นึง มันก็ไม่ยักมาติดกับดัก (ท่าทางหนูตัวนี้มันฉลาดน่าดู)

พี่ชายเลยไปซื้อกับดักหนูแบบเป็นจานกลมๆ มีกาวเหนียวหนึบสีเขียวๆ มาเสริมอีกอัน

วางไว้ด้วยกันที่ใต้โต๊ะนั่นแหละ

มาวันนี้ ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังรื้อค้นมะม่วงอกร่องในกล่องที่วางอยู่บนพื้นติดกับโต๊ะวางขวดน้ำ

ซึ่งเจ้าลังนี้ก็อยู่ห่างจากกับดักหนูแบบเป็นจานกลมๆ ประมาณหนึ่งฟุต

ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงเหลือบไปเห็น...

นกกระจอกตัวหนึ่ง ติดหนึบอยู่บนจานใบนั้น

แบบ...แทบไม่เชื่อสายตา

นกกระจอกติดกับดักหนู แถมปีกกางแผ่หราเชียว.....-_-"

(ทำไมมันโง่แบบนี้ บินอยู่ดีๆ ไม่ชอบ ดันถลาร่อนลงมาหากับดักหนู

แถมยังเป็นกับดักหนูที่ขนาดหนูเองยังไม่วิ่งเฉียดเข้ามาใกล้เลย)

บ้านก็ปิดประตูมิดชิดด้วย นกกระจอกไม่รู้เข้ามาจากทางไหน

หลังจากไปหาถุงมือยางมาใส่ (โชคดีที่ที่บ้านมีถุงมือยางแบบที่หมอใช้แล้วทิ้งเยอะ เพราะพี่ชายทำงานอยู่โรงงานผลิตถุงมือที่ว่านี่) แล้วพยายามแซะนกกระจอกโชคร้ายออกจากกาวอยู่พักใหญ่ (แบบ กลัวปีกมันหักมาก) ก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าที เพราะถุงมือมันคอยแต่จะติดกาวไปด้วย

เลยตัดสินใจไปหักกิ่งไม้เล็กๆ มาแซะแทน จนสำเร็จ เอามันออกมาจากกาวได้

แต่สภาพมัน ถึงปีกจะไม่หัก แต่กาวติดเต็มตัว อ้าปากไม่ได้ กางปีกก็ไม่ได้ ยืดขาไม่ได้ ได้แต่ขดกลมอยู่แบบนั้น

ข้าพเจ้าจึงนำมันไปวางบนกิ่งต้นพุทราหน้าบ้าน แล้วข้าพเจ้าก็กลับเข้าบ้านไป

สักชั่วโมงให้หลัง ลองแวบไปดูมันใหม่ มันตกจากกิ่งพุทราลงมานอนตาปริบๆ อยู่บนสนามหญ้า...

พอดีเห็นว่าฝนกำลังจะตก ข้าพเจ้าตัดสินใจนำมันไปวางไว้บนลังกระดาษซึ่งวางอยู่บนโต๊ะใต้ศาลา อย่างน้อยก็มีหลังคาคุ้มฝนแหละนะ

แล้วเย็นวันนั้น แชทคุยกับน้องคนหนึ่ง เล่าเรื่องนกให้เธอฟัง เธอบอกว่า ใช้แอลกอฮอล์เช็ดกาวน่าจะออก เราก็เอาเลยไปพานกมา และพยายามใช้แอลกอฮอล์เช็ด แบบ เกือบๆ จับมันอาบแอลกอฮอล์เลย เพราะกาวมันติดทั้งตัว

ขนาดอาบแอลกอฮอล์แล้ว ก็ยังเอากาวออกยากมาก เพราะติดเป็นเนื้อเดียวไปกับขน ดึงทีนี่หนืดมาพร้อมขนอ่อนเชียว นกคงเจ็บน่าดู แม้เราจะพยายามเบามือที่สุดแล้ว และขนาดเอาออกมาได้ตั้งเยอะแล้ว ที่เหลือติดอยู่ก็ยังมากกว่าครึ่ง

ขณะพยายามแซะกาว นกมันก็มีอาการหนาวกึกๆ ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจไปตั้งกระทู้ในห้องจตุจักร เพื่อหาคนช่วย พร้อมกับเอาข้าวสารให้มันกิน แล้วมีผู้รู้มาตอบกระทู้ว่า มันไม่ใช่ไก่นะ จะได้กินข้าวสาร ข้าพเจ้าจึงเปลี่ยนไปเอาข้าวสุกกับน้ำให้มันกินแทน ซึ่งมันกินแต่น้ำ (จับตัวมันเอาปากยื่นลงหาจานรองแก้วที่ใส่น้ำและข้าวสุกที่หักให้แตกเป็นท่อนสั้นๆ) ไม่กินข้าวสุกเลย

คำถามในกระทู้ที่ตั้งไว้ มีคนมาช่วยตอบรวดเร็วทันใน ว่าให้หยุดใช้แอลกอฮอล์อาบนกโดยเร็ว เพราะนกมันจะหนาวมาก ข้าพเจ้าจึงหยุดเอานกอาบแอลกอฮอล์ และเอาที่เป่าผมมาช่วยเป่าขนมันให้ ก่อนจะทำที่นอนอุ่นๆ ให้มัน และเอาลงนอนในลังซึ่งวางอยู่ในส่วนของบ้านที่ร้อนที่สุด และหวังว่ามันจะรอดตายผ่านคืนนี้ไปได้


<>::<>::<>


มาตอนเช้า นกยังไม่ตาย แต่ที่ก้นมันมีอะไรไม่รู้สีเหลืองๆ หน้าตาและขนาดพอๆ กับเม็ดแปะก้วย ข้าพเจ้าใช้แอลกอฮอล์ช่วยเช็ดออก (มันหลุดออกจากก้นทั้งก้อนเลย) จากนั้นก็เปิดคอม

ยังไม่มีคนมาตอบวิธีเอากาวออก ข้าพเจ้าจึงอัพเดทอาการของนก ก่อนจะพยายามช่วยมันเอากาวออกต่อไป แต่แล้วไม่นานนัก มันก็กระตุกเฮือก แล้วหัวใจก็หยุดเต้นคามือเลย - -"

หลังจากรออยู่สักชั่วโมง ตัวมันก็เย็นลง ข้าพเจ้าเลยแน่ใจว่ามันตายแล้วจริงๆ จึงนำไปฝังที่ข้างบ้าน จากนั้นมาดูกระทู้ที่ตั้งไว้

ปรากฏว่ามีคนมาตอบวิธีเอากาวออกแล้ว (เมื่อสายเกินไป) ว่าให้ใช้แป้งโรยตามบริเวณที่กาวติด ตามด้วยเอาน้ำมันพืชทามือเมื่อเอากาวออก แถมยังใจดีหาเว็บภาพตัวอย่างการช่วยนกจากกาวดักหนูมาให้ดู

แต่นกตัวอย่างมันนกเอี้ยง ไม่ใช่นกกระจอก ขนาดมันผิดกันเยอะ แล้วนกเอี้ยงในภาพ มันติดกาวดักหนูแค่ขานิดเดียว ไม่ได้ติดทั้งตัวแบบนกกระจอกตัวนี้ - -"

ยังไงก็ขอให้นกโชคร้ายตัวนี้ไปสู่ที่ชอบๆ แล้วกันนะ


นี่แหละน้า อิทธิฤทธิ์กาวดักหนู...ดักได้กระทั่งนก




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2548    
Last Update : 24 ธันวาคม 2548 9:01:01 น.
Counter : 514 Pageviews.  

1  2  

ซีเรีย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add ซีเรีย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.