~~**~~ WELCOME TO SNOWBLACK WORLD~~ **~~
Group Blog
 
All blogs
 

หาดทราย สายลม และจุดเริ่มต้นของความรัก (ตอนที่ 8)

หาดทราย สายลม และจุดเริ่มต้นของความรัก (ตอนที่ 8)

ประวัติส่วนตัว

ชื่อจริง ซากุระงิ มีนา
ชื่อเล่น March
วัน/เดือน/ปีเกิด 3 March 19xx
ส่วนสูง 188 เซ็นติเมตร
น้ำหนัก 79 กิโลกรัม
ดวงตา สีน้ำตาลอ่อน
ความสามารถพิเศษ แต่งเพลง
สิ่งที่ชอบ ศิลปะการต่อสู้ทุกชนิด

++++++++++++++++++++++++++++

ชื่อจริง ซากุระงิ มาฆะ
ชื่อเล่น March
วัน/เดือน/ปีเกิด 3 March 19xx
ส่วนสูง 189 เซ็นติเมตร
น้ำหนัก 79 กิโลกรัม
ดวงตา สีน้ำตาลเข้ม
ความสามารถพิเศษ แกล้งการะบุหนิง
สิ่งที่ชอบ แกล้งการะบุหนิง

ภาพหนุ่มหล่อและสาวสวยสองคู่ที่กำลังตะกองกอดกันอย่างหวานซึ้ง ปรากฏอยู่บนโปสเตอร์ขนาดใหญ่ที่ติดหราอยู่ในบริเวณต่าง ๆ กลางใจเมืองกรุงเทพมหานคร เรียกความสนใจจากใครหลายคนที่เดินผ่านไปผ่านมาในบริเวณนั้น ที่ต่างหยุดมองและวิจารณ์กันอย่างชื่นชมว่า ทั้งคู่ดูเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก โดยเฉพาะคู่ของมาฆะและการะบุหนิง ไม่ใช่ว่าคู่ของมีนากับฮินะจะดูเด่นน้อยกว่า แต่ด้วยความที่การะบุหนิงเป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับเลือกให้เป็นนางเอกใน MV จึงทำให้คนไทยอดที่จะชื่นชมคนไทยด้วยกันไม่ได้

เสียงตอบรับอันดีจากผู้ชมทำให้ทีมงานพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะเบื้องหลังกระแสตอบรับอย่างดีในขณะนี้ ทางทีมงานต้องแลกด้วยอาการเกือบหัวใจจะวายเพราะต้องลุ้นระทึกอยู่ตลอดเวลาที่จับมาฆะกับการะบุหนิงถ่ายรูปคู่กัน ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วทั้งคู่จะเป็นมืออาชีพก็ตาม เล่นเอาเหนื่อยไปตามๆกัน

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 วันก่อน ระหว่างที่กานต์กำลังเริงร่าอยู่กับการเที่ยวที่แสนสุขนั้น แก้วกลับต้องฝืนทนกล้ำกลืนทำงานกับ “เพื่อนสุดเลิฟ”อย่างมาฆะ แค่คิดก็รู้แล้วว่าจะยุ่งวุ่นวายขนาดไหน

วันนี้เป็นวันแรกของการถ่ายโปสเตอร์และตัวอย่างภาพประกอบ MV เพลงชุดใหม่ที่ 2 นักร้องฝาแฝดชื่อดัง อย่าง มีนา กับ มาฆะ เพื่อนำไปโปรโมทตามที่ต่าง ๆ

“นี่หลีกไปนะนายมาร์ค นี่มันที่ของฉันต่างหากล่ะยะ” แก้วร้องตะโกนบอกเมื่อเห็นชายหนุ่มวางของลงบนโต๊ะตัวที่เธอมักใช้ประจำเวลามาที่บริษัทนี้

“ไหน ยายแก้วแตก ไม่เห็นมีป้ายอะไรบอกไว้ว่าเป็นโต๊ะของเธอเลยนี่”

มาฆะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนที่จะแกล้งเอาของทุกอย่างเท่าที่จะหาได้ขณะนั้นวางสุม ๆ ขึ้นไปเพื่อให้หญิงสาวไม่สามารถวางอะไรได้ แต่แก้วนั้นทำเป็นไม่สนใจ เอาของมาฆะกวาดไปข้าง ๆ และนำของของตนไปวางแทนที่ พร้อมกับหันมาแลบลิ้นปลิ้นตาให้กับชายหนุ่มบ้าง และก่อนที่จะเปิดศึกกันไปมากกว่านี้ มีนาก็เข้ามาลากตัวมาฆะไปหาทีมงานซะก่อน

โดยตามเนื้อเรื่องใน MV นั้น แก้ว จะต้องรับบทเป็น ริต้า หญิงสาวผู้ซึ่งมีความอ่อนโยนราวกับนางฟ้า ผู้นำแสงสว่างแห่งชีวิตมาให้กับ ยูยะ ซึ่งรับบทโดย มาฆะ ผู้ชายที่แสนจะเย็นชาและไม่เคยเชื่อในเรื่องของความรัก แต่เขาก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อได้พบกับหญิงสาว ส่วน ฮินะ รับบทเป็น ไอระ ผู้หญิงที่พยายามทำทุกอย่างให้ โช ผู้ชายที่เธอแอบรัก ส่วนมีนา รับบทเป็น โช ชายหนุ่มผู้แสนอ่อนโยนผิดกับยูยะผู้เป็นคู่แฝดอย่างลิบลับ เขาพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ ริต้า หญิงสาวที่เขารักนั้นมีความสุข ทั้ง ๆ ที่หญิงสาวไม่อาจที่จะตอบรับความรู้สึกที่ชายหนุ่มมีแก่เธอได้

และเมื่อการประชุมรายละเอียดงานต่าง ๆ จบลง มาฆะ ซึ่งในขณะนี้กำลังยืนฟังทีมงานอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับแนวเสื้อผ้าที่ต้องใช้ในการถ่ายทำในครั้งนี้ ก็แอบชะโงกหน้าไปดูแบบร่างชุดที่แก้วต้องใส่ในการถ่ายทำในวันนี้อย่างสนอกสนใจเป็นพิเศษ

จากบทบาทตัวละครที่แต่ละคนต้องแสดง จึงทำให้ชุดที่แก้วต้องใส่ในครั้งนี้จึงชุดเป็นดกระโปรงลูกไม้สีขาวสะอาดตา พร้อมทั้งสวมช่อมะกอกไว้บนศีรษะ

“โห นี่เค้ากะให้เธอแต่งชุดเตรียมไปแข่งกีฬาโอลิมปิกที่เอเธนส์หรือเปล่า ก็เหมาะดีนะ บึกบึนอย่างเธอต้องไปแข่งกีฬายกน้ำหนัก ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“พูดเกินไปแล้วนะมาร์ค ไปแก้วเราไปแต่งตัวกันดีกว่า” ฮินะพูดตัดบทขึ้นก่อนที่จะส่งสัญญาณให้พี่ทีมงานที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเอาตะกร้อมาครอบปาก หรืออีกนัยหนึ่งให้รีบมาเชิญมาฆะไปแต่งตัวต่างหาก

“แก้วจ๊ะ เสื้อผ้านี่เหมาะกับแก้วมากเลย รับรองใส่แล้วออกมาสวย เราไปลองชุดกันเถอะ อยากเห็นตอนที่แก้วใส่ชุดนี้จัง ” ฮินะกล่าวชมแก้วอย่างจริงใจ

“เหอะ ๆ ฮินะ เธอไม่จำเป็นต้องชมยายแก้วแตกนี่ตามมารยาทหรอกนะ อยากพูดอะไรก็พูดสิ่งที่คิดไว้ในใจเถอะ ตัวสูงอย่างกับเสากระโดงเรือแบบนี้ น่าจะใส่เสื้อยืด กางเกงยีนต์รับบทเป็นหัวหน้าแก๊งค์อันธพาลมากกว่า ไม่รู้ไปวางยาเสน่ห์ท่าไหนเค้าถึงเลือกมาเป็นนางเอก แถมเล่นคู่กับคนหน้าตาดี ๆ อย่างฉันอีกต่างหาก”

เมื่อพูดจบเจ้าของเสียงก็เดินจากไปอย่างอารมณ์ดีสุด ๆ โดยปล่อยให้แก้วยืนเขม่นเข่นเคี้ยวมองตามร่างนั้นอย่างหมั่นไส้ จน ฮินะ ต้องลากแก้วให้เดินตามไปยังห้องแต่งตัวนักแสดง

อีก 1 ชั่วโมงต่อมา มีนาก็เดินออกมาในชุดสูทสีขาว อีกสักพักมาฆะก็เดินตามออกมาด้วยชุดสูทสีดำสนิท ร่างสูงโปร่ง ผมสีน้ำตาลเข้ม ผิวขาวจัด ปากแดงระเรื่อ รับกับนัยน์ตาสีสวย คมเข้ม ทำให้ทั้งคู่ดูมีเสน่ห์อย่างลึกลับ ราวกับเจ้าชายหิมะก็ไม่ปาน ทีมงานจึงรีบเก็บภาพในอิริยาบถต่าง ๆ ของทั้งคู่ไว้ก่อน

“ไหน ไหน ยายแก้วแตกยังไม่ออกมาอีกเหรอไง หรือว่าตัวใหญ่บึกบึนเกินไปเลยต้องแก้ชุดใหม่หมด” มาฆะตะโกนถามเมื่อเห็น ฮินะ เดินออกมาโดยไม่มีวี่แววว่าแม่สาวร่างสูงคู่ปรับของเขาจะตามมาแม้แต่น้อย

“ไหน ใครบอกว่าชั้นใส่ชุดไม่ได้กันยะ นายมาฆะ หันมาดูให้เต็มตาซะก่อน” เสียงแก้วดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของสตูดิโอ

ภาพหญิงสาวสวย รูปร่างสูงโปร่ง ดวงตาสุกใสเป็นประกาย ในชุดกระโปรงลูกไม้สีขาว โดยมีช่อมะกอกประดับไว้บนผมหยักศกสีดำยาวสลวย สวมรองเท้าที่สานด้วยเชือกฟางสีน้ำตาล ค่อย ๆ เดินลงมาจากบันใด ทำเอาทีมงานและทุก ๆ คนที่มาดูการถ่ายทำถึงกับตะลึงกันเป็นแถว ไม่เว้นแม้แต่เจ้าของเสียงจิก ๆ กัด ๆ อย่างนายมาฆะเองก็ตาม แก้วเห็นดังนั้นจึงมองมาที่ชายหนุ่มด้วยสายตาเหมือน ฮ่า ฮ่า ฮ่า คราวนี้ฉันชนะ

“สวย สวยมากเลยครับน้องแก้ว ผู้กำกับถึงกับเอ่ยชมอย่างไม่ขาดปาก ฮินะจังเอง ก็น่ารักมาก”

หากใครได้เห็นภาพสาวสวยสองคนที่คนหนึ่งคมเข้ม เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ ดูแล้วน่าค้นหา ส่วนอีกคนดูน่ารัก บริสุทธิ์สดใส ทำให้ใครที่ชิดใกล้ต้องรู้สึกอบอุ่น และยิ่งเมื่อทั้งสี่คน ได้มาถ่ายรูปร่วมกันแล้วก็ยิ่งทำให้ภาพที่ออกมาน่าดูมากขึ้น

“เชอะ ยายโย่งนึกว่าสวยมากนักหรือไง สูงอย่างกับเสาไฟฟ้าแบบนี้ เค้าจะนึกว่าเอาผู้ชายมาถ่าย MV 3 คน คนอื่นที่เค้าชมเธอ เค้าชมตามมารยาท รู้ไว้ซะด้วย” มาฆะแอบกระซิบเบา ๆ ขณะที่ทั้งคู่ต้องถ่ายภาพร่วมกัน

แก้วหันมายิ้มช้า ๆ ก่อนที่จะค่อย ๆ เอาเท้าประกบเหยียบไปที่เท้าของมาฆะอย่างเต็มแรง ครั้นชายหนุ่มจะร้องก็ร้องไม่ได้เพราะอยู่ในระหว่างการถ่ายทำ ได้แต่ฝืนยิ้มแหย ๆ

“มันเจ็บนะยายโย่ง” ว่าแล้วมาฆะก็ดึงตัวแก้วมากอดให้แน่นกว่าเดิม พร้อมกับแอบเขกหัวแก้วเบา ๆ และแนบเนียน

“ฉันก็เจ็บเหมือนกัน ไอ้เจ้ามาร์คบ้า” ว่าแล้วแก้วก็เอาเอาข้อศอกถองไปที่หน้าอกชายหนุ่มอย่างแนบเนียนไม่แพ้กัน

“มาร์ค น้องแก้ว ช่วยยิ้มแบบคู่รัก เอาให้ดูหวานมากที่สุด อย่าแสยะยิ้มแบบนั้นนะครับ มันดูน่ากลัว” เสียงช่างภาพตะโกนบอกทั้งคู่เป็นรอบที่ 7 ด้วยเสียงอ่อนใจ

ในวันนั้นกว่าทางทีมงานจะได้ภาพที่ถูกใจ ก็ปาไปเกือบ ๆ 5 ชั่วโมง งานนี้ต้องชมผู้กำกับที่งัดคำว่า “มืออาชีพ” มาใช้กับคนทั้งคู่ จึงทำให้การถ่ายทำประสบความสำเร็จเพราะต่างคนก็ต่างงัดกลยุทธ์แบบมืออาชีพขึ้นมาสุดฤทธิ์ เพราะกลัวถูกหาว่าไม่มีฝีมือ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“โอย ทำไมวันนี้รถติดขนาดนี้นะ คนยิ่งรีบ ๆ อยู่ ชุดก็ยังไม่ได้เปลี่ยน ข้าวก็ยังไม่ได้ทาน แถมคุณชายกานต์เพิ่มงานให้อีกต่างหาก”

ไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันโชคร้ายของแก้วหรือประการใด งานต่าง ๆ จึงประดังเข้ามากองรวมอยู่วันนี้เกือบหมด เริ่มจากเมื่อวานนี้นิตยสารที่ติดต่อแก้วไปถ่ายแบบก็ขอเลื่อนการถ่ายทำขึ้นมาเป็นวันนี้ตอนเช้าแทน แถมทางกองถ่าย MV ได้เลื่อนนัดให้แก้วมาร่วมฟังการชี้แจงรายละเอียดงานครั้งสุดท้ายก่อนที่การถ่ายทำจริงจะเริ่มต้นขึ้นในอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า ด้วยความที่รีบร้อนเพราะกลัวจะมาไม่ทัน แก้ว จึงมาที่บริษัท ด้วยชุดเกาะอกสีฟ้า กางเกงขาสั้นสีขาว ส่วนผมยายสลวยนั้นถูกรวบขึ้นเป็นทรงสวยงาม ช่วงแขนช่วงขาที่เรียวยาวและเนียนเรียบ ทำให้เวลาที่เดินไปทางไหนก็มีคนเหลียวมองกันเป็นทิวแถว แต่แก้วก็ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เพราะวันนี้แก้วจะรีบตามไปช่วยเตรียมการถ่ายทำรายการที่ ‘มูลนิธิชลาธิป’ แต่แล้วก็ต้องเกิดอาการโชคร้ายซ้ำซ้อน เมื่อรถเจ้ากรรมกับมาเสียระหว่างทางซะได้ แถมอยู่ ๆ วันนี้ฝนก็ตั้งเค้าจะตกขึ้นมาเฉยๆ อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย บรรยากาศรอบ ๆ ก็เริ่มมืดลงทุกที ๆ และที่สำคัญคือ ข้อมูลรายละเอียดงานที่ต้องแก้ไขให้กานต์นั้นอยู่ที่เธอทั้งหมด ในขณะที่หญิงสาวกำลังหันซ้ายหันขวาไปมาอยู่นั้น รถสปอร์ตสีขาวคันหนึ่งที่ขับมาอย่างรวดเร็วก็แล่นเข้ามาจอดข้าง ๆ ซึ่งเจ้าของรถก็ไม่ใช่ใครที่ไหน มาฆะ นั่นเอง

“ยายแก้วแตก มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ รีบขึ้นรถมาเร็ว สงสารสายตาประชาชนที่เค้ามองอยู่ซะบ้าง”

โดยปกติแล้วแก้วไม่เคยมีความเห็นตรงกับมาฆะเลย แต่ว่าคราวนี้กลับทำตามที่เขาบอกอย่างง่ายดาย ก็จะไม่ให้ทำตามที่บอกได้ยังไงละ เพราะเมื่อเธอมองไปอีกฝั่งของถนนก็พบว่ามีคนงานผู้ชายประมาณ 8-9 คน ที่กำลังนั่งกินเหล้าเมายา แต่มันคงไม่น่ากลัวถ้าสายตาของพวกนั้นไม่ได้มองจ้องมาที่เธออย่างหื่น ๆ พิกล ต่อให้เรียนสารพัดวิชาป้องกันตัวแต่ผู้ชาย 8-9 คน กับผู้หญิงคนเดียวก็สู้ไม่ไหวเหมือนกัน หลังจากที่เข้ามาในรถของคู่ปรับตัวดี ซึ่งตอนนี้ทำหน้าที่สุภาพบุรุษโทรศัพท์เรียกทีมงานให้มาจัดการกับรถของเธอ ก่อนที่จะขับรถพาแก้วตรงดิ่งไปยังมูลนิธิ

“ขอบใจนะ ที่อุตส่าห์ผ่านมา” แก้วพูดพลางปรายตามองคนข้าง ๆ

“นี่ยายแก้วแตก ถ้าไม่เต็มใจก็ไม่ต้องฝืนพูดก็ได้นะ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะว่านายมีนเป็นห่วงเห็นเธอดูลุกลี้ลุกลนพิกล ฉันก็ไม่ต้องโชคร้ายเป็นสารถีขับรถให้เธอหรอกนะ”

“อ๋อ แปลว่าที่นายมาช่วยชั้นเพราะ มีน ขอร้องอย่างนั้นเหรอ แบบนี้วันหลังไม่ต้องมาหรอกชั้นช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ได้พิการ ตาบอด ขากุด นี่ยะ ถ้าเสียเวลานายมากก็จอดรถตรงนี้เลยก็ได้ เดี๋ยวชั้นโบกรถไปต่อเอง” เมื่อได้ฟังคำของหญิงสาว มาฆะ กับเบรกรถอย่างแรง จนทำให้แก้วหน้าคะมำ

“นี่ไอ้ผู้ชายบ้า จะหยุดรถทำไมไม่บอกกันก่อนหละ”

“เธอหละ ยายผู้หญิงต๊อง เอะอะอะไรก็จะลงจากรถ หัดลืมตามองดูบ้างซิ ใส่ชุดแบบนี้แทนที่มันจะรับขึ้นรถ มันจะพาไปทำอย่างอื่นมากกว่า” มาฆะหันกลับไปมองแก้วอย่างสำรวจตรวจตราก่อนที่จะหันหลังไปหยิบเสื้อคลุมของเขายื่นให้หญิงสาว “เอานี่ใส่ไว้ อย่างน้อยก็ดูไม่อุจาดตาชั้น 1 คน หละ”

ถึงแม้ว่าน้ำเสียงจะดูต่อว่าต่อขาน แต่แก้วรู้ดีว่าจริง ๆ แล้วมาฆะเองก็เป็นห่วงเธอไม่น้อยเหมือนกัน จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะคิกคัก ๆ ออกมา

“นี่ยายบ๊อง บ้าหรือเปล่าอยู่ ๆ ก็หัวเราะ”

“อ้าวก็ชั้นขำ เลยหัวเราะออกมามีอะไรหรือเปล่ายะ”

ตลอดเส้นทางจากกรุงเทพไปถึงประจวบคีรีขันธ์ หนึ่งหนุ่มหนึ่งสาวก็ต่างผลัดกันทะเลาะเบาะแว้ง เรื่องไม่เป็นเรื่องไปตลอดทาง แต่แปลกที่ทุกครั้งที่หาเรื่องทะเลาะกันจะต้องจบท้ายด้วยเสียงหัวเราะของทั้งคู่ทุกที ถึงแม้ว่ามาฆะจะบอกว่าที่ต้องตามแก้วมาในครั้งนี้เพราะเห็นแก่นายมีนา แต่จริง ๆ แล้วเค้าคงลืมบอกไปว่า เค้าเป็นคนรับอาสามาเอง มีนา ไม่ได้ระบุชื่อสักหน่อยว่า คนที่มาต้องเป็นคนที่ชื่อ มาฆะ แม้แต่น้อย




 

Create Date : 28 ธันวาคม 2550    
Last Update : 25 สิงหาคม 2552 12:02:29 น.
Counter : 107 Pageviews.  

หาดทราย สายลม และจุดเริ่มต้นของความรัก (ตอนที่ 7)

หาดทราย สายลม และจุดเริ่มต้นของความรัก (ตอนที่ 7)

La La Lah La Lah !
La La Lah La Lah !
La La Lah La Lah La La!

Sing, sing a song
Sing out loud
Sing out strong
Sing of good things not bad
Sing of happy not sad.

Sing, sing a song
Make it simple to last
Your whole life long
Don't worry that it's not
Good enough for anyone
Else to hear
Just sing, sing a song.

Sing, sing a song
Let the world sing along
Sing of love there could be
Sing for you and for me.

Sing, sing a song
Make it simple to last
Your whole life long
Don't worry that it's not
Good enough for anyone
Else to hear
Just sing, sing a song.

เพลง Sing by Carpenter

เสียงใส ๆ ในเพลง Sing ของ Carpenter ดังก้องอยู่บริเวณหาดทราย หน้า ‘มูลนิธิชลาธิป’ ในขนาดนี้ เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของเด็กชายหญิง จำนวน 52 คน ที่กำลังเอามือเกาะเอวต่อกันเป็นแถวยาว พร้อมกับโยกตัวไปมาสลับซ้ายขวา ตามจังหวะของเพลงอย่างสนุกสนาน โดยที่แกนนำของกลุ่ม คือ ฟ้า ซึ่งวันนี้ อยู่ในชุดกางเกงผ้าฝ้ายสีชมพู ผูกผมด้วยผ้าเช็ดหน้าสีขาวสลับลายทางน้ำตาล กำลังตบมือเป็นจังหวะสอนเด็ก ๆ โดยไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย ผิดกับกานต์ที่ขณะนี้กำลังยืนหอบ แฮ่ก แฮ่ก เพราะวันนี้ต้องสาธิต ท่าประกอบเพลง ให้เด็ก ๆ ได้ดูกันเป็นรอบที่ 15 แล้ว

ชายหนุ่มถึงกับทรุดตัวลงบนพื้นทรายด้วยความอ่อนล้าอย่างลืมรักษาภาพพจน์ เมื่อฟ้าอนุญาตให้เด็ก ๆ ไปพักได้ 15 นาที

"เฮ้อ ไม่น่าหาเรื่องเลยเรา"

กานต์แอบบ่นกับตัวเองเบา ๆ ก่อนที่จะล้มตัวลงนอนเหยียดยาวอย่างไม่แคร์สายตาประชาชีที่เดินผ่านไปผ่านมา เวรกรรมใดของเราหนอ แทนที่ เช้าวันนี้จะเป็นวันแห่งความสดใส เช้าที่อบอวลไปด้วยไออุ่นของความรัก ทำไมเรื่องจริงถึงได้กลับกันกับที่คิดไว้ฟะ

กานต์นึกถึงเหตุการณ์หวาน ๆ ในค่ำคืนที่ผ่านมา (เอาเถอะหวานในความคิดของเจ้าตัวเขาหละ) ทำให้ชายหนุ่มตื่นนอนขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่นเหมือนยืนอยู่กลางใจน้องฟ้า (แหวะมุขตัวเองจัง) แถมถ้าตาเขาไม่ฝาด เขาเห็นฟ้าก็ส่งยิ้มมาให้เขาอย่างอ่อนหวาน ตั้งแต่แวบแรกที่เห็นเขาเดินลงมาจากข้างบน หลังจากนั้นเขาก็ต้องรู้สึกมีความสุขเป็นระลอกที่สองเมื่อหญิงสาวเอ่ยปากชวนเขาไปเดินเล่นที่ชายหาด ทำให้เขารู้สึกระริกระรี้เป็นพิเศษ แต่แล้วความสุขก็พลันต้องจางหายและมลายไปในที่สุด เมื่อพบว่าบรรดาเด็ก ๆ ที่น่ารักทั้งหลายยืนออกันอยู่เต็มชายหาด และต่างก็พากันปรบมือ เมื่อฟ้าบอกว่าวันนี้ เขาจะเป็นผู้สาธิตการแสดงให้เด็ก ๆ ได้ชมกัน แง ๆ คุณหลอกกานต์!! แต่ เอาวะไหน ๆ ก็ หลงกลเธอแล้วทำไงได้ ถอนตัวแต่ใจมันไม่ยอมกลับ ชายหนุ่มคิดในใจก่อนที่จะบ้าจี้ แสดงอะไรต่อมิอะไรตามเด็ก ๆ ขอไปซะหมด

“พี่กานต์ไปทำอะไรมาครับ ทำไมถึงโทรมขนาดนี้” น้อง ๆ ทีมงานกล่าวทัก เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินเป็นวิญญาณกลับเข้ามาในมูลนิธิ

“เปล่า พี่แค่เข้าไปวิ่งในหัวใจใครบางคน ก็เลยต้องออกแรงเยอะหน่อย” กานต์ตอบพลางนั่งหอบอีกหลายตลบ”

หลังจากที่ยิงมุข(แป๊ก)กันไปมาอยู่นานสองนาน กานต์และทีมงานก็เริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ตามที่ได้ตกลงกันไว้อีกครั้ง โดยมีฟ้าที่พาเด็ก ๆ แปลงร่างเป็นแม่ครัว พ่อครัว ตัวน้อย ช่วยกันทำอาหาร และเครื่องดื่ม แจกจ่ายให้กับทุกคน ส่วนกานต์เมื่อมีเวลาว่างจากการยกงานให้ลูกน้องทำ (เพราะอ้างกับลูกน้องว่าตัวเองยังอยู่ในระหว่างพักร้อน) ก็แอบแวบหายเข้ามาในครัวเพื่อช่วยฟ้า ทดลองทำขนม สำหรับแจกให้แขกที่มาร่วมงาน แต่กระนั้นก็ไม่รอดพ้นจากหูตาสับปะรดของบรรดาทีมงานที่ต่างพากันสวมวิญญาณปาปาราสซี่สมัครเล่น แอบผลุบ ๆ โผล่ ๆ เป็นนินจาแอบดูลูกพี่ของตนกันเป็นแถว เพราะตั้งแต่ทำงานกันมานี่เป็นครั้งแรกที่เห็นเจ้านายที่พวกเค้าเคารพเหมือนพี่ชายจีบสาวอย่างจริง ๆ จัง ๆ

กานต์อ้อนขอให้ฟ้าสอนทำขนมเค้กแบบง่าย ๆ ให้ ก่อนที่จะขอเวลาลองฝึกทำเค้กตามลำพัง โดยนำหญิงสาวไปฝากไว้กับบรรดาเด็กแคระทั้งเจ็ด และ เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง ท่ามกลางความระแหวดระวังของทุกคนที่เตรียมพร้อมจะเรียกรถดับเพลิงทุกเมื่อถ้าหากว่ามีกลุ่มควันลอยออกมาจากในครัว เค้กที่ออกแบบโดยกานต์ก็เสร็จสมบรูณ์ แต่เค้ากลับไม่ยอมให้ฟ้าได้เห็นง่าย ๆ

“นะคะ พี่กานต์ ไหนคะขอฟ้าดูหน่อย จะได้ดูว่าผ่านหรือไม่ผ่าน”
สีหน้า ท่าทาง ที่แสนน่ารักของหญิงสาว ทำให้เขาเกือบจะใจละลาย ละลาย ละลาย หลอมละลายในพริบตา

“ก็ได้ครับ แต่ว่าต้องช่วยซับเหงื่อให้พี่ก่อน นะ นะ มือพี่เปื้อนทำไม่ถนัด นะครับน้องฟ้า“ กานต์ทำเสียงออเซาะ พร้อมกับทำหน้าแอ๊บแบ้ว ดูแล้วน่าหมั่นไส้สุด สุด

แต่คนที่ถูกขอร้องกับเอาแต่ก้มหน้ามองพื้นด้วยความเขิน ก่อนที่จะใช้ผ้าเช็ดหน้าสีสวยหลับหูหลับตาซับเหงื่อให้คนตัวโต ที่ตอนนี้ทำตัวราวกับเป็นหนึ่งในเด็กน้อยที่รอความเมตตากรุณาจากนางฟ้า กานต์ทำหน้าเจ้าเล่ห์ ก่อนที่จะยื่นถาดใส่ขนมเค้กที่แอบซ่อนไว้ ให้กับหญิงสาว

“นี่ครับ เค้กอร่อย ๆ สำหรับเจ้าหญิง แอ๊น แอ๊น แอ๊น ลองดูนะครับ ”
ภาพเค้กช๊อคโกแลตทรงกลมที่ถูกตกแต่งด้วยสตอเบอรี่ผลโตที่ดูคล้ายกับเอาหัวใจหลาย ๆ ดวงมาเรียงต่อกัน โดยมีตุ๊กตาเจ้าชายและตุ๊กตาเจ้าหญิงสโนว์ไว้ท์กำลังยืนกอดกันท่ามกลางหมู่คนแคระทั้งเจ็ด

“น่ารักมั๊ยครับ เด็ก ๆ คงดีใจแน่ ๆ ถ้าได้เห็น พี่ใช้ฝีมือที่มีทำออกมาจากใจเลยนะครับ”

ฟ้ามองภาพตุ๊กตาเจ้าหญิงเจ้าชายที่กำลังเกาะกุมมือกันไว้อย่างอบอุ่น (อันนี้ฟ้าไม่ได้คิดเองนะ แต่ฟังจากคำบรรยายของนายกานต์ต่างหาก) แบบนี้หมายความว่ายังไงกันนะ ภายในใจของหญิงสาวในตอนนี้ทั้งประหม่า ตื่นเต้น ขัดเขินและสับสน ปนเปกันไปหมด

“ทราบมั๊ยครับว่าเค้กชิ้นนี้หมายถึงอะไรน๊า ว่าแต่พี่ควรจะเขียนคำว่าอะไรลงไปดีหละครับ I Love You หรือ You’re The One อะไรแบบนี้ดีมั๊ยครับ ”กานต์พูดพลางมองตาฟ้าราวกับจะสื่อความหมายอะไรบางอย่าง

“พี่กานต์ขี้โกง ไหนบอกว่าทำเค้กไม่เป็นไงคะ แบบนี้เค้าเรียกว่า มืออาชีพแล้วคะ หลอกให้ฟ้าสอนจระเข้ว่ายน้ำ” ฟ้าตัดสินใจหนีการรุกไล่ของชายหนุ่ม ไปเรื่องอื่นแทน ก่อนที่จะไล่ทุบกานต์ที่ตอนนี้วิ่งหลบหญิงสาวไปมาอย่างสนุกสนาน

กานต์แอบยิ้ม เขาไม่คิดที่จะคาดคั้นเอาคำตอบอะไรจากหญิงสาวในตอนนี้ เพียงแค่อยากจะบอกเศษเสี้ยวหนึ่งของความในใจให้เธอได้รับรู้เท่านั้น (เมื่อคืนก่อนแกยังแสดงไม่พออีกเหรอไง)

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“พี่กานต์เป็นอะไรคะ เอาแต่จ้องฟ้าอยู่ได้’หญิงสาวถามขึ้นด้วยความเขินเมื่อเห็น กานต์เอาแต่จ้องมองเธอตลอดทางที่ขับรถมาด้วยกัน เฮ้อ แค่เรื่องเค้กเมื่อกี๊เธอก็เขินจะตายอยู่แล้ว นี่ยังมานั่งจ้องหน้ากันอีก คนบ้า

“เปล่าครับพี่แค่มองคนน่ารักก็เท่านั้นเอง” กานต์พูดพลางขับรถอย่างอารมณ์ดี ตลอดเส้นทางคนทั้งสองต่างผลัดกันแอบมองกันและกันมาตลอดทาง

หลังจากทานอาหารมื้อบ่ายเรียบร้อยแล้ว กานต์ก็ขับรถพาฟ้ามุ่งหน้ากลับไปที่บ้านของปู่ทองอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างทางเขาและฟ้าก็แวะซื้อของเพื่อกลับไปทำอาหารเย็นทานกันในคืนนี้ แต่แล้วก็ต้องเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันเมื่อฟ้าสะดุดท่อระบายน้ำล้มลง กานต์รีบเข้ามาประคองหญิงสาวไปนั่งเก้าอี้ที่แม่ค้าคนหนึ่งเอามาให้ และก้มลงถอดรองเท้าพร้อมกับเอาเท้าของเธอไว้บนเข่าของเขา และใช้ผ้าขนหนูค่อย ๆ เช็ดทำความสะอาดให้อย่างแผ่วเบาก่อนที่จะพาเธอไปยังโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด

“โอ๋ โอ๋ คนดีห้ามร้องไห้นะครับ ถึงมือหมอแล้วเดี๋ยวก็หายเจ็บนะ” กานต์พูดขึ้นเมื่อเห็นฟ้าที่หน้าแดงก่ำด้วยความเจ็บแต่ก็ฝืนทนไม่ร้องไห้ออกมาแม้แต่น้อย

กิริยา ท่าทาง และคำพูดอันแสนอ่อนโยน ของชายหนุ่ม ทำให้ฟ้าอดที่จะร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตันใจไม่ได้ และเมื่อกลับถึงบ้านกานต์ก็ถูกปู่ทองเอกตำหนิที่ไม่ดูแลหญิงสาวให้ดี ๆ แต่ฟ้ากลับออกรับแทนชายหนุ่มไปซะทุกคำพูด

“คืนนี้ พี่กานต์เลยต้องมารับหน้าที่ทั้งหมดแทนฟ้า “

หญิงสาวกล่าวขอโทษชายหนุ่มเสียงอ่อย เมื่อเห็นเขาวิ่งไปมาระหว่างครัว แถมยังต้องขนอุปกรณ์สำหรับการทำกิจกรรมสนุก ๆ ให้กับเด็ก ๆ อีกต่างหาก ที่สำคัญยังถูกคุณปู่ เคืองเรื่องที่เขาทำให้เธอได้รับบาดเจ็บจนแกล้งให้คนงานในบ้านไปทำธุระอื่น ๆ กันหมด

ปากก็บอกหญิงสาวว่าไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเขานั้นแรงเยอะ แต่เอาเข้าจริง ๆ กานต์ถึงกับหอบอย่างหมดแรง โอ๊ย คุณปู่นะคุณปู่ แกล้งกันแบบนี้ ก็ไม่ไหวเหมือนกันนะครับ สายตาของเขามองไปที่คุณปู่ด้วยสายตาที่ตัดพ้อต่อว่านิด ๆ

แต่ก็คุ้มนะที่เรียกร้องความเห็นใจจากหลานสาวชั้นได้ ปู่ทองเอกมองตอบชายหนุ่มราวกับจะบอกความนัยให้เขาได้รู้


โอ้ความรัก คือ สิ่งที่ทำให้เราเหนื่อยได้
กานต์คิดก่อนที่จะก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายต่อไปอย่างเงียบ ๆ ไม่กล้ามีปากมีเสียง

สู้ต่อไปเถิดกานต์ เส้นทางความรักข้างหน้ายังมีอุปสรรคให้ได้เผชิญอีก




 

Create Date : 26 ธันวาคม 2550    
Last Update : 25 สิงหาคม 2552 11:55:43 น.
Counter : 134 Pageviews.  

หาดทราย สายลม และจุดเริ่มต้นของความรัก (ตอนที่ 6)

หาดทราย สายลม และจุดเริ่มต้นของความรัก (ตอนที่ 6)

หลังจากที่พาเด็ก ๆ เข้านอนเรียบร้อยแล้ว ฟ้าก็ออกมายืนรับลมที่ระเบียงชั้นสองของบ้านพัก พร้อมกับนึกถึงคำพูดที่เด็ก ๆ ต่างพากันถามถึงพ่อกับแม่อย่างเศร้าสร้อย นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ซึนามิละก็ ป่านนี้เด็ก ๆ คงจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว แต่ในเวลาไม่ถึง 1 วัน ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่กับพรากบุคคลที่รักไปจากพวกเขาเอย่างไม่มีวันกลับ หญิงสาวแหงนหน้ามองดูพระจันทร์ดวงโตที่ทอแสงสีหม่นอยู่บนท้องฟ้า ด้วยความรู้สึกที่หดหู่และหมองเศร้าอย่างบอกไม่ถูก มนุษย์เรามีใครบ้างหละที่ไม่อยากอยู่กับพ่อแม่ และมีใครบ้างหละที่ไม่อยากได้ความรักความห่วงใยจากพ่อแม่ คงไม่มีหรอก อาจเป็นเพราะความเมตตากรุณา ที่อยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ ทำให้หญิงสาวอดที่จะร้องไห้ออกมา ด้วยความโศกเศร้าไม่ได้ ในขณะนั้นเองกานต์เห็นหญิงสาวหายไปจากห้องนั่งเล่นจึงตามมาดูด้วยความเป็นห่วง


“น้องฟ้าเป็นอะไรไปครับ” กานต์ถามด้วยน้ำสียงตกใจเมื่อเห็นหยดน้ำตาบนใบหน้าของหญิงสาวอย่างชัดเจน

“เปล่าคะพี่กานต์ ฟ้าแค่สงสารเด็ก ๆ ฟ้าไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเค้าต้องโชคร้าย ทำไมพวกเค้าต้องไม่มีพ่อแม่”

ว่าแล้วหยาดน้ำตาก็ยิ่ง ไหลรินออกมาจากดวงตาคู่สวยอย่างไม่ขาดสาย กานต์ค่อย ๆ มองใบหน้าสวยหวานของหญิงสาวอย่างเอ็นดู ก่อนที่จะค่อย ๆ เอามือ ซับน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน ใครบอกว่าเค้าพาเด็กมาแค่ 7 คน จริง ๆ เค้าพาเด็กมา 8 คนต่างหาก

“โอ๋ โอ๋ โอ๋ เด็กน้อยคนดีอย่าร้องไห้เลยนะครับ” กานต์ยิ้มพูด พร้อมกับค่อย ๆ ลูบศรีษะของหญิงสาวเป็นเชิงปลอบอย่างอ่อนโยน

“อย่ามาทำเหมือนฟ้าเป็นเด็กๆนะ ฟ้าโตแล้วนะพี่กานต์” อดที่จะเถียงออกมาไม่ได้ ทั้งที่นัยน์ตาคู่สวยยังเต็มไปด้วยรอยน้ำตา

“ถ้าน้องฟ้าไม่ใช่เด็ก แล้วน้องฟ้าร้องไห้ทำไมครับ”กานต์กระซิบถามอย่างอ่อนโยน จนหญิงสาวเงยหน้าสวย ๆ ขึ้นมองเขาอย่างไม่ตั้งใจ

ทั้งสองได้สบตากันอีกครั้ง สายตาที่กานต์มองฟ้า เต็มไปด้วยความห่วงใยบอกกล่าวถ้อยคำปลอบประโลมให้เธอคลายความเศร้าใจ ชายหนุ่มมองหญิงสาวอยู่เนิ่นนาน พลางขยับเข้ามาใกล้จนปลายเท้าชนกัน กานต์ก้มหน้าลงมาใกล้หญิงสาว ราวกับจะรับรู้ได้ฟ้ายิ้มพลางหลับตาลงช้าๆ ชายหนุ่มได้ประทับริมฝีปากอุ่น ๆ ลงบนหน้าผากของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา เมื่อสบตากันอีกครั้ง กานต์จึงรวบตัวหญิงสาวมากอดไว้อย่างอ่อนโยน ฟ้ายืนนิ่งด้วยความเขินอาย สักพักจึงยกสองมือขึ้นกอดชายหนุ่มกลับอย่างแผ่วเบา ร่างของทั้งสองอยู่แนบชิดกัน งดงามเหมือนดังภาพในความฝันอันแสนหวาน

ท่ามกลางหมู่ดาวที่ส่องแสงพร่างพราว ความอบอุ่นได้ถูกถ่ายทอดจากหัวใจดวงหนึ่งไปยังหัวใจอีกดวงหนึ่ง อย่างช้า ๆ จนทำให้ฟ้ารู้สึกหวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก นอกจากพ่อกับแม่ของเธอแล้ว ไม่เคยมีอ้อมแขนของใครจะทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจได้มากมายขนาดนี้


อาจจะมีพร้อม แต่ชีวิตก็ยังวุ่นวาย
ยังไม่พอดี ยังไม่พอใจ ถึงไม่หนาวกายแต่หนาวใจอยู่ดี

อาจจะมีน้อย แต่ไม่ขอให้มีมากมาย
มีแค่พอดี มีแค่พอใจ ถึงต้องหนาวกายแต่หัวใจอุ่นดี

อุ่นใจแล้ว แค่มีเธอกับฉัน
รักกันตลอดไปด้วยใจ ใจที่หวังดี
อุ่นใจแล้ว หนาวเย็นสักแค่ไหน
เมื่อมีรักเข้าใจ จะมีอะไรอุ่นกว่านี้

อยู่ในความรัก อาจจะเหมือนว่าไม่มีใคร
แต่รู้ว่ามีเธอ เธอที่เข้าใจ
ถึงต้องหนาวกายแต่หัวใจอุ่นดี


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

แม้เสียงนาฬิกาจะตีบอกเวลาของวันใหม่ แต่ฟ้ากับนั่งใจลอย เฝ้านึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ ความรู้สึกหวั่นไหวแต่ก็สุขใจอย่างประหลาดที่เกิดขึ้นกับเธอนั้น มันคืออะไรกันแน่ หญิงสาวเฝ้าถามตัวเองหลายครั้ง หลายหน แต่ก่อนที่หญิงสาวจะทันได้มีเวลาคิดอะไรไปมากกว่านี้เสียงดังโครมคราม ตามด้วยเสียงโวยวายของศิลา และเสียงหัวเราะของบรรดาเด็ก ๆ ก็ทำให้หญิงสาวตื่นจากภวังค์ พร้อมกับรีบอาบน้ำแต่งตัวเตรียมพร้อมที่จะพาเด็ก ๆ ไปปั่นจักรยานเสือภูเขากันอีกรอบ

“วันนี้พี่ฟ้าเป็นอะไรไป ครับ/คะ ทำไมหน้าแดงจังเลย ไม่สบายหรือเปล่า”

บรรดาเด็กแคระทั้งเจ็ดถามขึ้นด้วยความสงสัย เมื่อเห็นหญิงสาวเอาแต่ก้มหน้าก้มตา เหมือนกับจะหาสมบัติที่ตกอยู่บนพื้นดินมาตลอดทาง แต่แทนที่จะได้คำตอบ เจ้าตัวกับเฉไฉเดินไปหาเจ้าหน้าที่เพื่อถามรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ส่วนกานต์ วันนี้ก็ดูอารมณ์ดีแบบแปลก ๆ คือ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แต่กับไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนปกติ ราวกับมีอะไรปกปิดไว้ในใจ

ก่อนที่จะมีคนใดคนหนึ่งเขิน หรืออายม้วนกันไปมากกว่านี้ ความโกลาหลวุ่นวาย ก็มาเยี่ยมเยียนทุก ๆ คนอีกครั้ง เมื่อฟ้าปรารภกับทุกคนว่าอยากจะมีส่วนร่วมในงานประจำปีของ “มูลนิธิชลาธิป” ซึ่งจะจัดขึ้นในอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า เดิมทีหญิงสาวเพียงแต่ตั้งใจอยากจะช่วยสอนการแสดงให้เด็ก ๆ เพื่อใช้ในวันงานเท่านั้น เพราะที่นี่เป็นเพียงมูลนิธิเล็ก ๆ ที่เจ้าของจัดตั้งขึ้นแบบส่วนตัว จึงทำให้มีรายได้เข้ามูลนิธิไม่มากนัก ดังนั้นกานต์จึงปรึกษากับปู่ทองเอก ศิวา และฟ้าเพื่อขอความเห็น ก่อนที่จะตัดสินใจทำเรื่องขอนำประวัติ และเรื่องราวต่าง ๆ ของมูลนิธิไปออกรายการทีวีของเขา หลังจากนั้นกานต์จึงรีบโทรหาทีมงานในรายการ พร้อมกับชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ ในเบื้องต้น เขาตัดสินใจที่จะเป็นพ่องานและผู้ดำเนินรายการในครั้งนี้ด้วยตนเอง แต่งานนี้คงจะไม่สามารถสำเร็จลุล่วงไปได้หากขาดแก้วซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญอีกคนหนึ่ง

“ว่าไงพี่กานต์ หนีงานไปหลายวันแล้วตอนนี้เกิดอาการสำนึกได้หรือไง ถึงได้เปลี่ยนใจกลับมาทำงานได้” แก้วเปิดฉากพูดกับพี่ชายคนเดียวด้วยน้ำเสียงประชดประชันเล็ก ๆ

“ใครบอกเราหละ ยายแก้ว พี่กำลังอยู่ในระหว่างพักร้อนนะ แต่ว่างานนี้ยอมทำเพราะว่าเห็นแก่เด็กตาดำ ๆ ต่างหาก”

กานต์ย้อนตอบน้องสาวด้วยน้ำเสียงที่ดูแข็งขันน่าเชื่อถือ

“ เชอะ เด็กตาดำ ๆ หรือผู้หญิงตาดำ ๆ กันแน่พี่กานต์ แก้วรู้นะ พวกทีมงานแอบเอาคาบข่าวมาบอกหมดแล้ว ระวังเถอะจะเจอ พี่อลิส ลอบฆ่าอย่างไม่รู้ตัว สงหน้าข่าวคาวบันเทิงไม่พอ อยากลงหนังสืออาชญากรรมต่อหรือไงพี่กานต์”

แก้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนทำให้กานต์ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย

“นี่ไอ้ตัวแสบ เอายาย อลิส มาขู่เหรอ เดี๋ยวพี่ก็หนีไปต่างประเทศ ทิ้งให้แกทำรายการอยู่คนเดียวหรอก แล้วรายละเอียดงานอีก 4 วัน ช่วยเอามาให้พี่ที่นี่หน่อยนะ ไม่ต้องส่งเมลมา ยังไม่ก็ไม่ผ่านเพราะไฟล์งานใหญ่พอสมควร แล้วนี่เป็นยังไงบ้างได้ทำงานกับเพื่อนเก่าเนี่ย พี่เองยังตกใจเลยนะที่เจ้าเด็กแฝดสองคนนั่นจะดังได้ขนาดนี้ โดยเฉพาะเจ้ามาร์คโตขึ้นมากเชียว แถมเก่งอีกต่างหาก”

กานต์ไม่รู้ว่าคำพูดของตนได้ไปจุดประกายแค้นของน้องสาวให้เพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

“อืม ดีใจมากจนอยากจะเนรเทศให้กลับประเทศไปซะเดี๋ยวนี้เลย พอใจมั๊ย งั้นแค่นี้ก่อนหละกัน บายคะ”

“เดี๋ยวก่อนซิยายแก้ว โธ๋เอ๋ย ยังคุยงานกันไม่เสร็จเลย ยายเด็กบ๊อง” เอ ! เราพูดอะไรผิดไปหรือเปล่าหว่า กานต์พึมพำกับตัวเองอย่างงง ๆ

กลางดึกคืนนั้น กานต์ไม่เป็นอันกินอันนอนเพราะมัวแต่ร่างแผนงานใหม่ที่เขาเพิ่งคิดขึ้นมาสด ๆ ร้อน ๆ เพื่อการถ่ายทำรายการที่มูลนิธิอย่างขะมักเขม้น ในขณะที่กานต์กำลังหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ทอยู่นั้น ก็เห็นชื่อที่คุ้นตาทักทายเขาเข้ามาทาง MSN

Alice In Wonderland : พี่กานต์ตอนนี้อยู่ที่ไหนคะ รู้มั๊ยว่าอลิสเป็นห่วงมากแค่ไหน T_T

Mr.ก่าน ก๊าน : พี่แค่ลาพักร้อนเท่านั้นเอง ไม่ได้หายไปไหน แล้วก็ไม่ต้องกังวลใจกับข่าวที่ออกมานะ พี่ชินซะแล้วละอลิส ปล่อยมันไปเถอะ @(^_^)@

Alice In Wonderland : แต่อลิสเป็นห่วงพี่มากที่สุดในโลก พี่กานต์ก็ทราบนี่คะ ว่าอลิสมีแต่พี่กานต์ อลิสไม่เหลือใครอีกแล้ว อีกสักพักอลิส จะกลับไปที่เมืองไทย แล้วก็เปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดของเรา

Mr.ก่าน ก๊าน : *_*’ พี่ว่าเราไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้นะ อลิสพักผ่อนให้สบายใจนะ แล้วค่อยกลับมาว่า......กันต่อ

ยังไม่ทันที่กานต์จะพูดอะไรต่อ ปลายทางก็ offline ไปเรียบร้อยแล้ว อลิส เอ๋ย อลิส กานต์คิดด้วยท่าทีที่หนักใจ เรื่องระหว่างเขากับอลิส ช่างมันเถอะเอางานนี้ให้รอดไปก่อนดีกว่า ว่าแล้วชายหนุ่มก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไป

ด้วยความที่วันงานใกล้เข้ามาทุกที วันนี้กานต์และทุก ๆ คนต่างพากันเก็บข้าวเก็บของ พร้อมกับขนอุปกรณ์ต่าง ๆ จากบ้านปู่ทอง เท่าที่จะสามารถใช้ประยุกต์กับงานได้ และไม่ทำให้รถของกานต์ล้นจนเกินไป ก่อนที่จะออกเดินทาง มุ่งหน้าไปที่มูลนิธิอย่างเร่งรีบ ระหว่างที่ขับรถอยู่นั้นกานต์ก็เกิดอาการท้องร้อง เพราะเมื่อคืนมัวแต่บ้างานไม่ยอมทานอะไร และไม่ว่าใครจะเตือนก็ไม่สนใจฟัง จนทำให้ฟ้าต้องบอกให้เด็ก ๆ บังคับให้ชายหนุ่มแวะซื้ออาหารที่ร้านสะดวกซื้อ ก่อนที่จะเดินทางต่อไป แต่เนื่องจากกานต์กำลังขับรถอยู่ คงจะเป็นการยากลำบากถ้าหากว่าต้องหยิบอาหารมาทานเอง เด็ก ๆ จึงคะยั้นคะยอให้ฟ้าช่วยป้อนให้ ราวกับนัดหมายกันไว้ก็ไม่ปาน แต่เมื่อเห็นฟ้าทำท่าลังเลใจ กานต์ก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตัดพ้อต่อว่า

“ถ้าน้องฟ้าไม่สะดวก เดี๋ยวพี่ทานเองดีกว่าครับ ไว้ไปทานที่นู่นเลยก็ได้”

ก่อนที่กานต์จะได้พูดอะไรต่ออีกสักคำสองคำ ไส้กรอกทั้งไม้ก็ถูกยัดเข้าไปในปากโดยฝีมือ เจ้าหญิงสโนไว้ท์แสนสวยที่ขณะนี้สายตาดุคล้าย ๆ แม่มดร้ายไปซะแล้ว ในฐานะที่เป็นเจ้าของความคิด ในฐานะที่หวังดี ในฐานะที่มีคุณธรรม ในฐานะที่ต้องทำตามความเรียกร้องของเด็ก ๆ ฟ้าจึงตัดสินใจอำนวยความสะดวกให้ชายหนุ่มอย่างเต็มที่ เล่นเอาชายหนุ่มตาเหลือก น้ำตาไหลไอสำลักด้วยความปลาบปลื้ม จนแทบหายใจไม่ออก

อีก 2 ชั่วโมงต่อมา ทั้งหมดก็มาถึงที่หมาย (ดีใจที่นายกานต์รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด) “มูลนิธิชลาธิป” ตั้งอยู่บนที่ดินประมาณ 4 ไร่เศษ มีลักษณะเป็นตึกหลังใหญ่ 4 ชั้น ทาด้วยสีขาวทั้งหลัง ปัจจุบันมีเด็ก ๆ ที่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิประมาณ 70 คน เป็นเด็กชายหญิง อายุ ราว ๆ 5-12 ปี และมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลประสานงานอยู่เพียง 3 คนเท่านั้น ถึงแม้จะเป็นแค่มูลนิธิเล็ก ๆ แต่ความมุ่งหวังของผู้ก่อตั้ง คือ ต้องการให้เด็กที่นี่ได้รับการศึกษาในระดับสูงเท่าที่ทางมูลนิธิจะให้การช่วยเหลือได้

เมื่อพักผ่อนทานอาหารกลางวัน (ตอนบ่าย 2) เรียบร้อยแล้ว กานต์ก็จัดแจงแบ่งหน้าที่ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมทั้งทีมงานในบริษัทเค้าที่ตามมาที่หลัง พร้อมกับจัดการแอบโวยวายเรื่องที่ไปบอกยายแก้วเรื่องฟ้าด้วย

แล้วความชุลมุนวุ่นวายแบบย่อย ๆ ก็เกิดขึ้นอีกครั้งในตอนบ่าย เมื่อกานต์ส่งสัญญาณให้ทุกคนเริ่มปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายไว้

เริ่มจากฟ้าที่ถึงกับเหนื่อยหอบเมื่อต้องรับบทหนักฝึกเด็ก ๆ ร้องเพลงสำหรับใช้ในการแสดงบนเวที ซึ่งกว่าเด็ก ๆ จะจำเนื้อร้องได้ก็ใช้เวลาไปไม่น้อย แถมยังแอบงีบหลับเมื่อหญิงสาวเดินออกไปดูงานอื่น ๆ ทางด้านนอกอีกต่างหาก หญิงสาวจึงต้องถอยไปตั้งหลัก 15 นาทีเพื่อวางแผนการรบใหม่ ก่อนที่จะพาเด็ก ๆ ไปวิ่งที่ชายหาดหน้ามูลนิธิ พร้อมกับฝึกร้องเพลงไปด้วย หากใครเผลอหลับระหว่างการวิ่งก็จะถูกลงโทษให้ แสดงท่าทางเป็นลิงเป็นค่าง ให้เพื่อน ๆ ในกลุ่ม ได้หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน (ใครเผลอหลับได้ก็นับว่าเป็นยอดคน)

ส่วนบรรดาหนุ่ม ๆ และเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิต่างก็พากัน ทำโครงร่างเวทีการแสดงและตกแต่งซุ้มต่าง ๆ สำหรับใช้ในวันงาน เว้นแต่กานต์ที่ขณะนี้กำลังเตรียมร่างสคริปต์ เพื่อส่งงานต่อให้แก้วจัดรูปแบบและแก้ไขรายละเอียดอื่น ๆ เพื่อใช้ในวันถ่ายทำจริง

ทุกคนต่างร่วมแรงร่วมใจทำงานกันอย่างแข็งขัน โดยมีเสียงร้องเพลงของเด็ก ๆ ช่วยสร้างสีสันและเสียงหัวเราะให้กับทุก ๆ คนได้ตลอดเวลา จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบ 6 โมงเย็น ฟ้าจึงพาพวกเด็ก ๆ ไปอาบน้ำอาบท่าและทานอาหารเย็น ก่อนที่จะล่ำลาเด็ก ๆ เพื่อไปเตรียมงานกันต่อที่บ้านของกานต์

จวบจนเวลาประมาณ 3 ทุ่ม บรรดาทีมงาน ต่างพากันแยกย้ายกันไป บ้างก็กลับไปพักผ่อน บ้างก็กลับกรุงเทพเพื่อไปเตรียมงานอื่น ๆ เหลือเพียงกานต์ ฟ้า และคุณป้าแม่บ้านที่ขนเอาหลาน ๆ มาช่วยฟ้าทำชุดสำหรับการแสดงให้พวกเด็ก ๆ ส่วนตัวเขานั้นขอตัวไปอาบน้ำและเตรียมแผนงานสำหรับวันพรุ่งนี้ต่อไป

“เดี๋ยวป้าพาหลาน ๆ ไปส่งที่บ้านก่อนนะคะ แล้วจะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนคุณฟ้ากับคุณกานต์ จริงซิคะ ป้าฝากคุณฟ้าเอานมร้อนให้คุณกานต์ที ทำงานทีไรลืมกิน ลืมนอนทุกทีเลยคะ”

“ได้คะป้า เดี๋ยวฟ้าจะจัดการให้นะคะ ขอบคุณมากเลยคะ”

ว่าแล้วฟ้าก็เดินขึ้นไปข้างบน แต่เมื่อไปถึงหญิงสาวกับพบว่ากานต์นอนหลับตาอยู่บนเก้าอี้หวาย ด้วยท่าทางที่เหน็ดเหนื่อย ครั้นจะปลุกก็กลัวว่าคนบ้างานจะลุกขึ้นมาทำนู่นทำนี่ให้ปวดหัวอีก เธอจึงเปลี่ยนใจเอาผ้าห่มมาคลุมให้ชายหนุ่ม แต่ยังไม่ทันที่จะสำเร็จคนบ้างานก็ลืมตาตื่นขึ้นมาซะก่อน

“กี่โมงแล้วครับน้องฟ้า”
กานต์ถามขึ้นทั้งที่ยังไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างเต็มที่

“เที่ยงคืนกว่าแล้วคะ พี่กานต์ไปนอนพักดีกว่าคะพี่ทำงานดึก ๆ ดื่น ๆ มาสองวันติดกันแล้วนะคะ แล้วนี่นมร้อนทานก่อนนอนด้วยนะคะ ตื่นมาจะได้ร่างกายสดใส”

ชายหนุ่มพยักหน้า เมื่อเห็นสายตาของฟ้าที่มองมาด้วยความเป็นห่วง ก่อนที่จะหมุนตัวเดินจากไปช้า ๆ

“เอ่อ น้องฟ้าครับ เดี๋ยวก่อน”
กานต์เอามือแตะที่ปลายเสื้อของฟ้าเบา ๆ จนทำให้หญิงสาวต้องหันหน้ากลับมาอีกครั้ง

“พี่กานต์มีอะไรให้ฟ้าช่วยหรือเปล่าคะ”

“เอ่อ เปล่าจ๊ะ พี่แค่รู้สึกเจ็บตรงไหล่นิดหน่อย“

”ไหนค่ะ ฟ้าดูให้ เป็นอะไรมากหรือเปล่า วันนี้พี่กานต์ทำงานหนักทั้งวัน อุ้ย” ทันทีที่เธอเดินเข้าไปนั่งคุกเข่าเพื่อดูไหล่ให้ กานต์ก็โน้มตัวมาโอบกอดหญิงสาวไว้แน่น

“พี่กานต์ ปล่อยนะ เจ้าเล่ห์นักนะ” ฟ้าไม่ทันตั้งตัว ได้แต่ดิ้นขัดขืนเบาๆด้วยความเขินอาย ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ชายหนุ่มก็หอมฟอดใหญ่บนเรือนผม ก่อนปล่อยตัวเธอเป็นอิสระ ฟ้าถอยห่างออกมาพลางเงื้อมือตีเพี้ยลงไปบนแขนแข็งแรง กานต์ยิ้มกว้างตอบโดยไม่สะทกสะท้านสักนิด เขานิ่งมองหน้าฟ้าอยู่สักพักจึงค่อยๆพูดขึ้นเบาๆ ท่าทางเอียงอายดูขัดตากับร่างกำยำ

“เมื่อคืนนี้......”

เพราะเห็นว่าชายหนุ่มมัวแต่อ้ำอึงหรือด้วยความเขินของตัวเอง ฟ้าจึงพูดตัดบทขอตัวไปนอนซะก่อน

“ช่างเถอะคะพี่กานต์ ฟ้าทราบว่าพี่กานต์ ทำไปเพราะต้องการที่จะปลอบใจฟ้าเท่านั้น ฟ้าขอตัวไปนอนก่อนนะคะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”

ว่าแล้วฟ้าก็รีบเดินพรวด ๆ จ้ำอ้าวเข้าห้องนอน ก่อนที่กานต์จะได้เห็นหน้าสวย ๆ ที่ขนาดนี้แดงเป็นสุกตำลึงสุกไปซะแล้ว

“อ้าว เอ่อ น้องฟ้าครับ นอนหลับฝันดีนะครับ “

กานต์ตัดสินใจตะโกนไล่หลังไป แต่หญิงสาวกับทำเป็นไม่ได้ยินรีบปิดประตูห้องนอนไปซะแล้ว ทิ้งให้ชายหนุ่มยิ้มอย่างปลาบปลื้มก่อนที่จะทิ้งตัวลงนอนบนอย่างมีความสุข

เจ้าชายควรจะทำอย่างไรดี ในเมื่อใจดวงนี้มีแต่เจ้าหญิงสโนไว้ท์เก็บไว้อยู่ในใจทั้งดวง




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2550    
Last Update : 25 สิงหาคม 2552 11:51:20 น.
Counter : 115 Pageviews.  

หาดทราย สายลม และจุดเริ่มต้นของความรัก (ตอนที่ 5)

หาดทราย สายลม และจุดเริ่มต้นของความรัก (ตอนที่ 5)

เวลา 5.00 น. ณ บ้านของปู่ทองเอก

ขณะที่กานต์ค่อย ๆ เปิดประตูห้องของตนออกมาอย่างช้า ๆ ก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นเงาตะคุ่ม ๆ กำลังเคลื่อนไหวไปมาอยู่บริเวณหน้าห้องของเขา ก่อนที่กานต์จะตัดสินใจว่าควรจะเรียกหาพระหรือจะเรียกหาตำรวจ ก็พอดีกับที่เขาได้เห็นเจ้าของเงานั้นอย่างถนัดตา

"เฮ้ย ไอ้ศิวา แกเป็นอะไรไปวะ ทำท่าอย่างกับจะมีข้าศึกมาโจมตีที่นี่อย่างนั้นหละ”

กานต์ถึงกับเกาหัวอย่างงง ๆ เมื่อเห็นเพื่อนรัก จู่ ๆ ก็ทำตัวราวกับเป็นยามเฝ้าแผ่นบ้านไปซะอย่างนั้น

ศิวาหันมาทำหน้ายักษ์ใส่เพื่อน ก่อนที่จะหันกลับไปมองรอบ ๆ บ้านอย่างระมัดระวัง อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกหลาย ๆ ครั้ง

“ไอ้บ้าเอ๊ย นักข่าวจะมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทำไมแกถึงทำใจเย็นอยู่ได้วะไอ้กานต์”

ว่าแล้วศิวาก็คว้ากล้องส่องทางไกลออกมาจากกระเป๋ากางเกง และค่อย ๆ เอาหน้าโผล่ไปที่หน้าต่าง อย่างหวาดระแวง ราวกับกลัวใครจะเอาระเบิดมาวางที่บ้าน จนทำให้กานต์อดที่จะยกขาขึ้นเตะก้นเพื่อนตนเองเบา ๆ ด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้

“ไม่มีนักข่าวที่ไหนมาหรอกน่าไอ้ศิวาเอ๊ย ฉันใช้กำลังภายในสกัดไว้ตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วเฟ้ย”

กานต์พูดขึ้นพร้อมกับยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจถึงสิ่งที่ตัวเองทำไว้ เมื่อคืนหลังจากที่กานต์พาทุกคนกลับมาที่บ้าน เขาก็เอาแต่ครุ่นคิดหาวิธีป้องกันการสอดแนมของบรรดานักข่าวทั้งหลาย ที่ตั้งอกตั้งใจจะทำข่าวเรื่องเขากันเสียเหลือเกิน หลังจากนั่งนึกอยู่สักพักใหญ่ ๆ เขาก็รีบโทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่เขาสนิทมากคนหนึ่งซึ่งมีบิดาเป็นผู้มีอิทธิพลในวงการโทรทัศน์ให้ช่วยระงับบรรดานักข่าวไว้ได้ทันท่วงที

สำหรับตัวเขาเองนั้นจะเป็นข่าวคาวมากน้อยแค่ไหน กานต์ไม่เคยคิดสนใจสักเท่าไหร่ แต่เขาไม่อยากให้ปู่ทอง ศิวา ฟ้า และ พวกเด็ก ๆ ต้องมาเดือดร้อนเพราะเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟ้า เขาไม่อยากให้เธอต้องมาเดือดร้อนและเสียหายเพราะเขา ต่อจากนี้ไปหากเขาจะทำอะไร ที่ไหน คงจะต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น ว่าแต่เขาจะทำยังไงดีล่ะ กานต์พูดกับตัวเองเบา ๆ

“พี่กานต์ ครับ/คะ พี่อยู่ที่ไหน”

เสียงเรียกของบรรดาเด็กแคระทั้งเจ็ดดังขึ้นพร้อม ๆ กัน เพราะวันนี้ พวกเด็กๆทั้งหมด รวมทั้ง ศิวา และปู่ทองเอก นัดกันไว้ว่าจะออกไปเที่ยว แต่ว่าตั้งแต่ตื่นขึ้นมาในเช้าวันนี้ ยังไม่เห็นแม้แต่เงาหัวหน้าแก๊งตัวโข่งของพวกตนแม้แต่น้อย จึงพากันมาส่งเสียงร้องเรียกดังเจื้อยแจ้ว

“พี่อยู่นี่ค้าบบบบบ”

ทันทีที่เด็ก ๆ หันไปทางต้นเสียง ก็ถึงกับยืนอ้าปากค้างกันเป็นแถว เมื่อเห็นกานต์ซึ่งขณะนี้อยู่ในชุดเสื้อสีแดงแป๊ด กางเกงขาก๊วย รองเท้าแตะ แถมตัวดำปี๋ เหมือนกับเพิ่งไปคลุกปลักเลนปลักโคลนมา แถมผมที่เคยได้รูปได้ทรง ก็กลายเป็นรังนกกระจอกไปซะแล้ว หากใครที่มีโอกาสได้เห็นชายหนุ่มในขณะนี้รับรองว่ารางวัลการแต่งกายยอดเยี่ยม 3 ปีซ้อน จากนิตยสารชื่อดังคงถูกบรรดากรรมการสั่งให้ริบคืนหมดชัวร์ แน่ล่ะลงทุนปลอมตัวซะประหลาดขนาดนี้ ถ้าพวกนักข่าวยังจำได้อีก คงต้องเลยตามเลยแล้วล่ะ

“พี่กานต์ดูเปลี่ยนไปเยอะนะคะ ฟ้ามองตั้งหลายรอบกว่าจะแน่ใจว่าเป็นพี่จริง ๆ “ ว่าแล้วหญิงสาวก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ จนทำให้คนอื่น ๆ พากันหัวเราะตามอย่างกลั้นไม่อยู่ เมื่อได้เห็นความแปลกของชายหนุ่มอย่างเต็มตา แบบนี้ดูว่าจะเด่นกว่าเดิมซะอีก นะคะพี่กานต์ ฟ้าแอบคิดในใจอย่างปลง ๆ

ก่อนที่ทุกคนจะเปิดหัวข้ออภิปรายเขามากไปกว่านี้ กานต์ก็รีบตัดบท พาคณะออกเดินทางไปยัง The Park Adventure Land ทั้งหมดขับรถมุ่งหน้าไปทางบ้านเพ “เดอะปาร์ค” นั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนวเกษตร เดิมทีมีชื่อว่า “สวนเกษตรศิริ” มีพื้นที่ประมาณ 2000 ไร่ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทิวทัศน์ที่สวยงามของขุนเขาและธารน้ำ สวนยางพารา และสวนผลไม้นานาพรรณ เหมาะกับเด็กๆ และผู้ที่ชอบท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและการผจญภัย เมื่อไปถึงเขาพาทุกคนไปที่ Colonial Club เป็นศูนย์รวมของกิจกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทั้งร้านอาหาร จักรยานเสือภูเขา เรือพาย รวมทั้งบริการ Internet ด้วย ซึ่งสร้างขึ้นในแบบ British – India ตั้งอยู่ริมทะเลสาบขนาดใหญ่ มีความกลมกลืนกับธรรมชาติโดยรอบ

กานต์เลือกที่พักเป็นบ้านแบบ 2 ชั้น ขนาด 2 ห้องนอน พร้อมกับมีห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ เพื่อให้ทุกคน ได้พักผ่อนดูทีวีกัน เนื่องจากทุกคนนั่งรถกันมาเป็นเวลายาวนาน ประกอบกับตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ ดังนั้นพอถึงห้องพัก ปู่ทอง ได้ขอตัวพักผ่อนที่ห้อง ส่วนพวกเด็ก ๆ ที่ตอนเดินทางตื่นเต้น เล่นสนุกสนานกันมาตลอดทาง ตอนนี้พากันเหนื่อยอ่อนง่วงงัวเงียพากันเดินเข้าห้องไปฟุบหลับกันเป็นแถว แม้แต่ศิวาเองที่ตอนแรกก็ตั้งใจจะตามกานต์และฟ้าออกไปสำรวจพื้นที่ แต่พอเดินออกมาได้สัก 4 เมตร ก็ขอตัวกลับมาพักผ่อนปล่อยให้ทั้งคู่เดินต่อไปเอง

กานต์และฟ้าต่างพากันเดินดูวิวทิวทัศน์ข้างทางอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ แถมผลัดเปลี่ยนกันถ่ายรูปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ใครไม่รู้ก็คงคิดว่าคุณหนูของบ้านนี้ช่างใจดีเหลือเกินที่ยอมให้คน(รับใช้)ในบ้านร่วมถ่ายรูปด้วย

“น้องฟ้าครับเราไปเช่าจักรยานเสือภูเขากันดีกว่า รอบแรกเริ่มประมาณสิบโมงเช้าครับ ถือว่าเป็นการไปสำรวจเส้นทางกันก่อนดีกว่า ส่วนคืนนี้พวกเราค่อยไปพายเรือดูหิ่งห้อยกันนะครับ”

“ก็ได้คะ พี่กานต์”

ด้วยความที่เป็นสุภาพบุรุษ ไม่เคยมีครั้งใดเลยที่กานต์จะแตะต้องเนื้อตัวของหญิงสาว นอกจากว่ามีเหตุการณ์ที่จำเป็นในบางครั้ง จนทำให้ความรู้สึกที่ฟ้ามีต่อชายหนุ่มตรงหน้าดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ จนในนาทีนี้เธอสามารถพูดคุยกับเขา ได้อย่างสนิทใจ

โดยปกติแล้วกิจกรรมการชมสวนด้วยจักรยานเสือภูเขาจะมีเพียงวันละ 3 รอบ คือ สิบโมงเช้า บ่ายสองโมง และสี่โมงเย็นเท่านั้น ส่วนเส้นทางการขี่จักรยานนั้นจะเป็นถนนลาดยางและลูกรัง โดยทุกรอบนั้นจะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกแนะนำสถานที่ต่าง ๆ พร้อมกับเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความรู้ทางด้านการเกษตรให้ฟังอีกด้วย โดยตลอดทางนั้นทั้งฟ้าและกานต์ ได้ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามของธรรมชาติแล้ว ยังได้ความสนุก โดยในเส้นทางจะผ่านป่ายางพารา สวนผลไม้นานาชนิด ชมฟาร์มกวางลูซ่า พร้อมกับฝายน้ำล้นที่มีอายุเกือบ 50 ปี และท้ายสุดก็แวะพักผ่อนถ่ายภาพที่ระลึกกันที่บ้านบนต้นไม้ เดิมทีนั้นทั้งคู่ตั้งใจว่าจะถ่ายภาพกันเพียงเล็กน้อย และรอมาถ่ายภาพกันอีกครั้งกับเด็ก ๆ ในวันพรุ่งนี้ แต่แล้วความสวยงามของธรรมชาติและต้นไม้นานาพันธุ์ กับทำให้ทั้งคู่อดที่จะเก็บภาพสวย ๆ ไว้ทุกซอกทุกมุม ไม่เว้นแม้แต่ห้องน้ำ

บรรยากาศวันนี้ ทำให้คนทั้งใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น บ่อยครั้งที่กานต์เผลอมองฟ้าในยามที่หญิงสาวไม่รู้ตัว ทุกครั้งที่เธอหันมาเห็น เขาเป็นต้องเฉไฉมองไปทางอื่น ฟ้าเองเมื่อรู้ตัวว่าถูกมองก็เขินอาย ระมัดระวังตัวมากขึ้น แต่ทุกครั้งที่เธอหันมาทางกานต์ ก็จะพบว่าชายหนุ่มมองมาทางเธอเสมอ และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เธอไม่มีโอกาสแอบมองชายหนุ่มกลับ เนื่องจากทุกครั้งที่เธอแอบมอง กานต์จะมองเธออยู่แล้ว ฟ้าจึงได้แต่เขินอายอยู่ในใจ แต่เก็บอาการไม่ให้กานต์รู้

“กลับกันเถอะค่ะพี่กานต์ ป่านนี้พวกเด็กๆคงตื่นแล้ว” ฟ้าเอ่ยปากชวนเมื่อเห็นว่าสมควรแก่เวลากลับ เธอเป็นห่วงเด็กๆ ที่ป่านนี้คงจะชะเง้อชะแง้คอยเธอและกานต์อยู่ที่บ้าน

“ครับ ป่านนี้คงงอแงกันน่าดู” กานต์ยิ้ม แล้วทั้งคู่ก็พากันกลับ

ด้วยความที่ทั้งสองหายไปนาน ประกอบกับมีรูปถ่ายจำนวนมากมายเป็นหลักฐาน ทำให้เด็ก ๆ ต่างพากันโอดครวญและตัดพ้อต่อว่าที่ทั้งคู่แอบหนีไปเที่ยวโดยที่ไม่บอกกล่าว

“ใครบอกว่าพี่กานต์ไม่ได้บอก พี่ชวนพวกเราแล้วนะ แต่พวกเราอยากนอนหลับกันไปก่อนเองนี่ครับ”

กานต์พูดขึ้นพลางหัวเราะเบา ๆ ก่อนที่จะคุกเข่าเพื่อเป็นการง้อเด็ก ๆ ที่ขณะนี้พากันงอนแบบไม่ให้ชายหนุ่มง้อง่าย ๆ แต่เพื่อเป็นการไม่ให้เสียเวลา กานต์จึงเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ โดยการชวนเด็ก ๆ ไปพายเรือดูหิ่งห้อยตอนกลางคืนตามที่ได้บอกฟ้าไว้ตั้งแต่แรก เดิมทีเด็ก ๆ ก็ทำท่าว่าจะงอนกันต่อไป ชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงพูดแหย่บรรดาเด็ก ๆ ตัวน้อยขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับแอบหรี่ตามอง

“ไม่เป็นไรนะครับ ถ้าหากทุกคนไม่อยากไปล่ะก็ เดี๋ยวคืนนี้พี่ คุณปู่ พี่ฟ้า พี่ศิวาก็จะไปกันแค่ 4 คน แล้วก็จะไปถ่ายภาพสวย ๆ กันดีกว่า ใครอยากงอนก็งอนไปนะ พี่กานต์ไม่ง้อล่ะ ดีซะอีกจะได้ไม่มีใครมาแย่งพี่กานต์ถ่ายรูป นับ 1 ถึง 3 คนไหนยังงอนอยู่ก็อดไป 1..2..”

ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะนับถึงเลข 3 เด็ก ๆ ก็ต่างพากันโถมตัวเข้าหากานต์ จนล้มขยับเขยื้อนไม่ได้ แล้วทั้งพี่และน้องต่างพ่อต่างแม่ต่างแหล่งที่มา ก็หยอกล้อกอดรัดฟัดเหวี่ยงเล่นกันอย่างสนุกสนาน

หลังจากที่ทุกคนรับประทานอาหารเย็นกันเรียบร้อนแล้ว กานต์ก็พาลูกทัวร์ ไปพายเรือดูบรรดาเจ้าหิ่งห้อย ตัวน้อย ๆ ที่พากันส่องแสงระยิบระยับ ภายใต้บรรยากาศที่แสนสงบร่มรื่น แข่งกับหมู่ดาวมากมายที่ทอประกายอยู่บนท้องฟ้า จนกานต์อดนึกถึงบทเพลงเพลงหนึ่งซึ่งพูดถึงหิ่งห้อยไว้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง และเพลงนี้มีชื่อว่า” นิทานหิ่งห้อย” ฟ้าเองก็เคยได้ยินเพลงนี้ตั้งแต่สมัยยังเด็กเพราะคุณตา คุณยาย ของเธอก็เคยร้องให้ฟัง และแล้วเสียงอันไพเราะกังวานของฟ้าประสานกับเสียงของกานต์ และศิวา ก็เริ่มขับกล่อมบทเพลงขึ้นอีกครั้ง

เด็กน้อยได้ยินเรื่องราว กล่าวขานมานาน ว่าหากใครได้นับหิ่งห้อย
มาเก็บเอาไว้ใต้หมอน นอนคืนนั้นจะฝันดี จะฝันเห็นดวงดาวมากมาย
ฝันเห็นเจ้าชายเจ้าหญิง ฝันแสนสวยงาม


เด็กน้อยนั่งตักคุณยายไต่ถามความจริง ยายยิ้มกินหมาก
หนึ่งคำไม่ตอบอะไรส่ายหัว ใจเด็กน้อยอยากเห็นจริง
อยากเห็นดวงดาวมากมาย อยากเห็นเจ้าชายเจ้าหญิง อยากฝันสวยงาม
หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน ส่องแสงระยิบระยับกัน สว่างไสวไปทั้งต้นลำพู
เด็กน้อยแอบออกมา ไล่คว้าแสงน้อยมาดู ใส่ไว้ในกล่องงามหรู
ซ่อนไว้ใต้หมอน แล้วนอนคอยฝันดี


ตื่นเช้าพอได้ลืมตา มองเห็นคุณยาย มาแกล้งถามว่าเจอะอะไร
สนุกแค่ไหนที่ฝัน ใจเด็กน้อยจึงทบทวน ไม่ฝันเห็นอะไรมากมาย
รีบค้นเร็วไวใต้หมอนเปิดฝานั้นดู

หิ่งห้อยในกล่องตอนนี้เหมือนหนอนตัวหนึ่ง ไม่สวยดังซึ่งตอนอยู่
ใต้ต้นลำพูส่องแสง ยายยิ้มแล้วสอนตาม จะมองเห็นความจริง
อย่าขังความจริงที่เห็น อย่างขังความงาม
หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน ส่องแสงระยิบระยับกัน สว่างไสวไปทั้งต้นลำพู
เด็กน้อยถือกล่องออกมา เปิดฝา แล้วแง้มมองดู
หนอนน้อยในกล่องงามหรูก็เปล่งแสงสุกใสบินไปรวมกัน


เด็กน้อยนอนหลับสบายอมยิ้มละไม ใต้หมอนไม่มีกล่องอะไร
ไม่มีสิ่งใดถูกขัง นอนคืนนั้นจึงฝันดี ได้ฝันเห็นดวงดาวมากมาย
ฝันเห็นเจ้าชาย เจ้าหญิง ฝันแสนสวยงาม (ลัลล้า ลัลล้า จนจางหาย)


“พี่ฟ้า พี่กานต์ คะ/ครับ ถ้าพวกเราเก็บเอาหิ่งห้อยมาเก็บไว้ใต้หมอน เราจะนอนฝันเห็นพ่อกับแม่ของเรามั๊ย’

อยู่ ๆ เด็ก ๆ ก็พากันถามขึ้นอย่างไร้เดียงสาด้วยน้ำเสียงอันแสนเศร้าหลังจากที่ทุกคนกลับมาถึงบ้าน และนอนหนุนตักฟ้าและกานต์ที่ขณะนี้กำลังร้องเพลง ” นิทานหิ่งห้อย” ตามคำขอของเด็ก ๆ อีกครั้ง

ฟ้ายิ้มพร้อมกับเอามือลูบศีรษะของเด็ก ๆ อย่างแผ่วเบาก่อนที่จะตอบคำถาม ด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน

“ฝันเห็นสิจ๊ะ สักวันหนึ่งถ้าพวกหนูทำตัวเป็นเด็กดี ไม่ดื้อไม่ซน สักวัน พ่อกับแม่ของหนูต้องมาหา พร้อมกับให้พรวิเศษ ให้หนูเป็นเด็กที่โชคดีตลอดไป”

“ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้พ่อกับแม่ของพวกเราอยู่ที่ไหนล่ะคะ”

“ตอนนี้ท่านอยู่บนสวรรค์ไงจ๊ะ อยู่นู่นไงอยู่บนท้องฟ้า เพื่อคอยดูว่าพวกเราเป็นเด็กดีกันหรือเปล่า”

“ทำไมพ่อกับแม่ของพวกเราอยู่ไกลจัง คะ/ครับ ถ้าอย่างนั้นเวลาใครถามแล้วเราจะบอกพวกเค้าว่า พ่อแม่เราหน้าตาเป็นยังไงคะ” เสียงน้อยๆ ยังซักถามต่อไม่ลดละ

“ท่านจะรูปร่างหน้าตาเป็นยังไงก็ไม่สำคัญหรอกจ๊ะ สำคัญอยู่ที่ว่าท่านยังรักและเป็นห่วงพวกหนูอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าท่านจะไม่มีโอกาสได้อยู่กับพวกหนูอย่างใกล้ชิดก็ตาม”

ฟ้าพูดพลางชี้ชวนให้เด็ก ๆ ดูดวงดาวบนท้องฟ้า ในขณะที่กานต์ก็บรรยายถึงเรื่องเล่าของหมู่ดาวต่าง ๆ ทั้งดาวไถ ดาวลูกไก่ และสารพัดดาวเท่าที่เขาจะสามารถนึกได้ตอนนั้น

คืนนั้นเด็ก ๆ ก็นอนหลับฝันดีกันอีกครั้ง โดยที่พวกเขาไม่มีทางได้รู้ว่าตอนนี้พวกเขาได้สานสายสัมพันธ์ให้กับชายหญิงคู่หนึ่งเข้าให้แล้ว

“พี่กานต์กับพี่ฟ้า เป็นพ่อกับแม่ของพวกเราได้มั๊ยครับ/คะ”
คำถามอันแสนซื่อ จากเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสา เล่นเอาทั้งคู่ถึงกับเขินไปพักใหญ่ ก่อนที่จะพากันพยักหน้ารับคำของเด็ก ๆ

“ถ้าอย่างนั้น พี่กานต์ กับพี่ฟ้าก็ต้องจับมือกันแล้วก็กอดพวกเราไว้ อย่างที่พ่อกับแม่ของพวกเราเคยทำนะครับ”

กานต์มองหน้าฟ้าอย่างขอความเห็น ก่อนที่จะเอื้อมมือไปจับมือเล็ก ๆ ของหญิงสาวมากุมไว้ อย่างอ่อนโยน เมื่อเห็นเด็ก ๆ ที่ส่งสายตาอ้อนวอน ที่ทำเนี่ยเพราะเห็นกับเด็ก ๆ หรอกนะ ฟ้าแอบส่งสายตาบอกกานต์ เล็ก ๆ

ปู่ทองและศิวา ต่างพากันมองภาพ ชายหนุ่มกับหญิงสาวที่ขณะนี้ กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน

“อะฮ้า ท่าทางคราวนี้ไอ้กานต์ มันเสร็จแน่ ดูมันจะสนใจคนของเรานะครับปู่ สงสัยคราวนี้ปู่คงจะได้หลานเขยสมใจอยาก” ศิวาพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี

ชายชราหันมามองผู้ที่อ่อนวัยกว่า พลางพูดขึ้นอย่างถอดทอนใจ

“ถ้าอะไรมันง่ายอย่างที่เจ้าคิดก็ดีซินะ ศิวา เจ้าเองก็อย่าลืมนะว่า ยายฟ้ามีคู่หมั้นอยู่แล้ว เห็นว่า พ่อแม่ของเค้าจัดการหมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่เด็ก ๆ แถมกานต์เองก็ยังมีเรื่อง อลิส ติดค้างอยู่ในใจอีกต่างหาก เอาเถอะอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดหละนะเจ้าศิวา”

“โห ปู่ เรื่องคู่หมั้นของยายฟ้า เค้ายังไม่ได้ตกลงกันแบบเป็นทางการสักหน่อย คุณป้าเองก็ไม่เคยคิดจะบังคับลูกอยู่แล้วนี่ครับ แต่เรื่องเจ้ากานต์กับ อลิส เนี่ย ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จริง ๆ แล้วเรื่องเป็นยังไงกันแน่ เพราะมีคนเห็น อลิส เข้าออก บ้านนายกานต์บ่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ปกติเจ้านั่นไม่เคยให้สาวไหนไปที่บ้านเลยนะครับ ผมเป็นเพื่อนกับมันมานาน ผมรู้ดี” ศิวาออกรับแทนเพื่อนพลางมองอย่างส่งกำลังใจ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังอดหวั่นใจไม่ได้ อย่างไรก็ดี เขาได้แต่ภาวนาให้ความรักที่จะเกิดขึ้นราบรื่นด้วยดี

เรื่องราวของความรักไม่เคยมีคำว่าง่ายและไม่เคยมีคำว่ายาก แต่เรื่องราวความรักของกานต์กับฟ้าในวันหน้าจะเป็นอย่างไรนะ

หรือครั้งหน้าสโนว์ไว้ท์จะต้องโดนแม่มดใจร้ายกลั่นแกล้งกันนะ




 

Create Date : 21 ธันวาคม 2550    
Last Update : 25 สิงหาคม 2552 11:40:06 น.
Counter : 113 Pageviews.  

หาดทราย สายลม และจุดเริ่มต้นของความรัก (ตอนที่ 4)

หาดทราย สายลม และจุดเริ่มต้นของความรัก ตอนที่ 4

อีกด้านหนึ่งของท้องฟ้ายามราตรี ณ คอนโดหรูใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟาหนังสีน้ำตาลอ่อน ควบคู่กับการเปิดเพลงฟังเบา ๆ เพื่อเป็นเพื่อนคลายเหงาในยามค่ำคืน

ดึกแล้ว... ไล่ตัวเองให้ไปนอน หยุดยอกย้อนตัวเองสักที ฟุ้งซ่านทำไม ดึกแล้ว... เดี๋ยวก็ชินก็ผ่านไป แค่นอนเหงาเดียวดาย ไม่มีเธอเหมือนเดิม เปลี่ยนจากกลางวัน กลายเป็นอีกคนไปเลย แค่ฟ้ามืดลงเท่านั้นอวดเก่ง ทำเป็นเข้มแข็งอยู่ได้ไม่นาน ก็ต้านทานไม่ไหว

เก่งนักใช่ไหม กลางวันทำเป็นเก่งนัก. แล้วทำไมไม่พัก แล้วทำไมไม่นอน
เก่งนักใช่ไหม แล้วทำไมต้องเหงา แล้วทำไมต้องทุกข์ทน คิดกังวลมากมาย... เก่งจริง ต้องไม่เป็นอะไร แต่ทำไมแพ้กลางคืนอย่างนี้


บทเพลงช่างเข้ากับชีวิตของเธอในตอนนี้เหลือเกิน หญิงสาวรำพึงรำพันกับตัวเองเบา ๆ ในขณะที่เจ้าตัวกำลังเอาหน้าซุกอยู่บนกองกระดาษที่วางเรียงรายอยู่มากมายก่ายกอง

‘โอ๊ย ทนไม่ไหวแล้ว! ทำไมเพลงถึงได้เข้ากับชีวิตอันแสนรันทดของฉันขนาดนี้ ก็ใครจะหลับตาลงได้ละ ฮือ ๆ พี่กานต์นะพี่กานต์ ทิ้งงานไว้ให้แต่ละงาน ง่าย ๆ ทั้งนั้น ง่ายจนไม่รู้จะเริ่มทำอะไรก่อน ไอ้พี่บ้า”

เจ้าของเสียงบ่นนี้จะเป็นใครที่ไหนไปได้ นอกจาก แก้ว หรือ การะบุหนิง น้องสาวคนเดียวของกานต์ นั่นเอง แน่นอนว่าบุคลิกลักษณะของหญิงสาวนั้นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากกานต์ผู้เป็นพี่ชายสักเท่าไหร่ ความโดดเด่นของแก้วอยู่ที่นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลอ่อน รูปร่างสูงโปร่ง ผิวสีน้ำผึ้ง และด้วยความสูง 177 เซนติเมตร ที่เกินมาตรฐานหญิงไทยทั่วไปมาก จึงทำให้คนมักเข้าใจผิดคิดว่าเธอมีเชื้อสายทางอาหรับ ทั้ง ๆ ที่เธอเป็นคนไทยแท้ ๆ และด้วยความสวยที่โดดเด่น ดูแปลกแหวกแนวไม่เหมือนกับใครนั่นเอง ส่งผลให้เธอกลายเป็นนางแบบดาวรุ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้นางแบบรุ่นพี่คนอื่น ทั้ง ๆ ที่ ปกติแล้วแก้วเป็นคนไม่ชอบแต่งตัวหรือยึดติดกับแฟชั่นมากนัก จุดเริ่มต้นมาจากการที่มารดาของเธอเป็นคนที่มีจิตใจอารี เมื่อเพื่อนสนิทที่คบกันมายาวนาน ขอร้องให้แก้วเป็นนางแบบให้สำหรับงานแฟชั่นโชว์การกุศล จึงทำให้แก้วต้องกลายเป็นนางแบบจำเป็นให้กับเพื่อนร่วมสถาบันของมารดาเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้บรรดาห้องเสื้อชื่อดังต่างรุมสนใจแก้วตั้งแต่นั้นมาจนกลายเป็นนางแบบชื่อดังไปในที่สุด

วันนี้ก็เป็นฝันร้ายอีกวันของเธอ นับตั้งแต่กานต์หอบผ้าหอบผ่อนหนีไปพักร้อน หลายวันมานี้หญิงสาวต้องเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด เพราะว่าต้องอดหลับอดนอน กับการสะสางงานที่พี่ชายเธอให้คำจำกัดความว่า ง่าย ง่าย ไม่ยุ่งยาก

แก้วคงจะไม่รู้สึกแย่ขนาดนี้ ถ้าหากไม่บังเอิญว่า งานที่เธอได้รับมอบหมายในครั้งนี้เป็นงานสัมภาษณ์ สองฝาแฝด ซากุระงิ มีนา กับ ซากุระงิ มาฆะ นักร้องชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น ที่ขณะนี้กำลังมีผลงานโด่งดังไปทั่วทั้งเอเชีย มันคงจะไม่ยาก ถ้าหากว่าเธอไม่เคยรู้จักทั้งคู่มาก่อน และมันคงยิ่งง่ายกว่านั้น ถ้าหากว่าเมื่อสองวันก่อนเธอไม่เผลอไปชกหน้านายมาฆะ หนึ่งในสองฝาแฝดนั่นเข้า และคงจะยิ่งดีไปกว่านี้ ถ้าหากทางผู้ใหญ่จะไม่เลือกเธอเป็นนางเอก MV เพลงชุดใหม่ที่ทั้งคู่มีแผนจะมาถ่ายทำที่ประเทศไทย
“ทำไมชีวิตถึงได้มีกรรมขนาดนี้นะ” หญิงสาวคร่ำครวญ พลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนที่จะเผลอหลับไปในที่สุด
……………………………………………………

อีกมุมหนึ่งของห้องชุดสุดหรูย่านสุขุมวิท ปรากฏร่างของชายหนุ่มสองคนกำลังยืนคุยกันพร้อม ๆ กับการชมวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพมหานคร บ้านเกิดเมืองนอนที่พวกเขาจากไปนาน

“เราจากไปแค่ 10 ปี ทุกอย่างที่นี่เปลี่ยนไปมากนะ ไง มาร์ค นายยังเจ็บปากอยู่หรือเปล่า แต่ก็น่าสมน้ำหน้านะอยากปากดีเองช่วยไม่ได้”

เจ้าของเสียงเป็นชายหนุ่มรูปงาม เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน ริมฝีปากสีแดงระเรื่อ รับกับผมสีน้ำตาลอ่อน และผิวที่ขาวราวกับกระเบื้องเซรามิคสีขาวเนื้อดี ที่ขณะนี้กำลังเหลือบตามองน้องชายฝาแฝด หากดูเผิน ๆ แล้วทั้งคู่เหมือนกันราวกับแกะ แต่เมื่อสังเกตดูดี ๆ แล้วจะเห็นว่า นัยน์ตาของมาฆะจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม

“อืมม ใช่ อะไรก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ยกเว้นหมัดของยายแก้วแตก โอ๊ย ผู้หญิงอะไรหมัดหนักชะมัดเลย หนักกว่าสมัยก่อนซะด้วยซ้ำ”

ถึงแม้น้ำเสียงจะออกไปทางต่อว่า แต่ใบหน้าของผู้พูดนั้นกับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ด้วยความพึงพอใจอย่างประหลาด

“อย่าบอกนะมาร์ค ว่านายหลงเสน่ห์แก้วเข้าให้แล้ว ไหนเมื่อก่อนนายบอกว่าเกลียดนักเกลียดหนา บอกว่าแก้วเป็นยายม้าดีดกะโหลกยังไงล่ะ”

มีนา แฝดผู้พี่ถามขึ้นมาราวกับรู้ทันความคิดของน้องชายตนเอง

“ฝันไปเถอะมีน ใครจะไปชอบยายแก้วแตกนั่นได้ แก่นกะโหลกก็ที่หนึ่ง ผิดกับ ฮินะจัง รายนั้นทั้งอ่อนหวานทั้งน่ารัก”

มาฆะ แฝดผู้น้องรีบตอบสวนขึ้นมาทันควัน

เพราะคำพูดของน้องชายเพียงคนเดียวของเขาเมื่อครู่ ทำให้มีนาแอบยิ้มออกมาที่มุมปากนิด ๆ ก่อนที่จะหันไปประสานสายตากับมาฆะอีกครั้ง

“งั้น ก็ดีซิ ฉันกับคิดตรงข้ามกับแกนะ ถ้าอย่างนั้นแกต้องช่วยฉันจีบแก้วด้วยนะ ผู้หญิงอะไรทั้งสวย ทั้งเก่ง แบบนี้สเปกฉันเลย อีกอย่างแกก็รู้ว่าสมัยก่อนฉันกับแก้วสนิทและรู้ใจกันมากแค่ไหน ไม่เหมือนแกเจอกันทีไรทะเลาะกันทุกที แต่ชั้นเสียดายที่ MV เพลงใหม่คราวนี้ โปรดิวเซอร์คายามะ จัดให้แก้วแสดงคู่กับแกซะนี่ แต่แปลกนะปกติฝาแฝดคู่อื่นเค้าจะชอบอะไรที่เหมือน ๆ กัน แต่แกกับชั้นกลับแตกต่าง”

มีนากล่าวทิ้งท้ายไว้ ก่อนที่จะขอตัวเข้าไปนอน ทิ้งให้มาฆะยืนอยู่ตามลำพัง ความเงียบทำให้ชายหนุ่มอดนึกย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน สมัยที่เค้ากับพี่ชายยังเรียนอยู่ที่นี่ ตอนนั้นเค้าเป็นเด็กที่อ่อนแอ และเอาแต่ใจตัวเองมาก มีอะไรนิดหน่อยก็พึ่งแต่พี่ชาย จนทำให้โดนรุมแกล้งอยู่บ่อย ๆ เขาคงไม่มีโอกาสได้รู้จักกับแก้ว ถ้าไม่ใช่เพราะว่าวันหนึ่งเด็กหญิงโผล่มาช่วยเขาจากการถูกเด็กผู้ชายตัวโต ๆ 3 คนรังแก เป็นครั้งแรกที่ทำให้เขาถึงกับช๊อกที่ต้องให้เด็กผู้หญิงเข้ามาช่วย แต่ไม่รู้เพราะอะไรเขาถึงไม่เคยพูดดีกับแก้วแม้แต่ครั้งเดียว หนำซ้ำทุกครั้งที่เจอทั้งเธอและเขามักจะมีเรื่องให้ต้องทะเลาะกันเสมอ ผิดกับมีนผู้เป็นพี่ชาย รายนั้นสนิทสนมและเข้ากันกับแก้วได้ดีมาก เพราะทั้งคู่ชอบอะไรเหมือนกันหลายอย่าง ตัวเขาเองก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่าจริง ๆ แล้วเขารู้สึกหมั่นไส้ที่แก้วมาแย่งเวลาของพี่ชายเขาไป หรือว่ามีเหตุผลอื่นกันแน่ แต่ช่างเถอะเขารู้แต่ว่ามะรืนนี้ เขาจะหาเรื่องอะไรไปแกล้งยายแก้วแตกดี

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ในขณะที่แก้วผู้เป็นน้องสาวต้องผจญกับมรสุมงานกองโต ที่ขนาดนี้เริ่มจะกลายเป็นพายุทอนาโด ทางด้านกานต์ผู้เป็นพี่ชายกลับตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่ด้วยใบหน้าที่สดใสและมีความสุข ก่อนที่จะลุกขึ้นไปปลุกเด็ก ๆ ที่นอนเรียงรายเป็นเด็กแคระตากแห้งอยู่ในห้องข้าง ๆ เดิมทีวันนี้เขาตั้งใจว่าจะพาฟ้าและเด็ก ๆ ไปเที่ยวต่อ แต่ก็เปลี่ยนใจเพราะคิดที่จะช่วยงานปู่ทองกับศิวาให้เสร็จก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยพาทุกคนไปด้วยกันทั้งหมด

หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว กานต์ ฟ้าและเด็ก ๆ ต่างพากันแต่งกายด้วยชุดทะมัดทะแมง ก่อนที่จะพากันไปช่วย ปู่ทองเอก ศิวาและคนงาน ทาสีผนังห้องเรียน และห้องนั่งเล่น กันอย่างขะมักขะเม้น ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจของเด็ก ๆ ที่พยายามจะแสดงฝีมืออย่างสุดความสามารถทำให้พวกผู้ใหญ่ต่างมีมติเป็นเอกฉันท์โหวตให้ไปช่วยคุณป้าแม่บ้านทำกับข้าวในครัวจะดีกว่า ฟ้านั้นถึงจะดูรูปร่างบอบบาง แต่กลับทำงานต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่แพ้คนอื่น ๆ เธอบอกกับทุกคนว่า การที่เธอไปเรียนในต่างแดนนั้นสอนให้เธอต้องช่วยตัวเองในเรื่องต่าง ๆ เท่าที่จะทำได้ ว่าแล้ว ทั้งกานต์ ศิวา และฟ้าก็แข่งกันทาสีกำแพงอย่างเมามัน จนกระทั่งเวลาผ่านไป 4 ชั่วโมง จากที่ตั้งใจจะแข่งกันก็เริ่มกลายเป็นช่วยกันทำไปโดยปริยาย โดยมีเด็ก ๆ คอยส่งเสบียงให้ทุก ๆ ชั่วโมง จนเมื่องานสำเร็จลุล่วง ทุกคนก็พากันไปเล่นน้ำทะเลอย่างสนุกสนาน

ในขณะที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมนันทนาการบนชายหาด ที่เด็ก ๆ ผลัดกันเป็นผู้นำเกมส์อยู่นั้น บังเอิญฟ้าพลาดก้าวเท้าไปเหยียบเปลือกหอย จนเป็นแผลลึก จนกานต์ที่อยู่ใกล้ที่สุดต้องรีบเข้าไปประคองหญิงสาว เพื่อพาไปส่งโรงพยาบาลเพื่อเย็บแผลทันที เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ระหว่างที่ศิวานำรถไปจอด กานต์อุ้มฟ้าไปถึงหน้าห้องตรวจของโรงพยาบาล ทันใดนั้นเองก็มีแสงแฟลชสว่างวาบมาจากทางด้านหลัง เมื่อทุกคนหันไปก็เห็นชายคนหนึ่งกำลังถือกล้องเพื่อจับภาพฟ้าซึ่งในขณะนี้อยู่ในอ้อมแขนของกานต์

“หยุดถ่ายภาพเดี๋ยวนี้นะ!!!” เสียงกานต์ตะโกนขึ้นอย่างเหลืออด

ขณะที่ทุกคนมัวแต่ตกตะลึง กานต์วางฟ้าลงก่อนบอกให้ศิวาประคองตัวฟ้าเอาไว้ ก่อนที่เขาจะวิ่งไปแย่งกล้องดิจิตอลในมือของผู้ชายคนนั้นและกดลบภาพทั้งหมดออกอย่างรวดเร็ว โดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันตั้งตัว ก่อนที่เรื่องจะบานปลายมากกว่านี้ ปู่ทองเอกก็เดินเข้ามาห้ามปรามกานต์พร้อมกับขอให้นักข่าวคนนั้นรีบไปจากที่นี่ซะ

“คุณปู่จะห้ามผมทำไม ขอต่อยหน้ามันสักทีเถอะ” กานต์พูดอย่างหัวเสีย

ชายชรามองคนที่อ่อนวัยกว่าพลางตบไหล่เบาๆ พร้อมกับพูดให้สติชายหนุ่ม

“กานต์ เจ้าเป็นคนของประชาชนนะ จะทำอะไรต้องรู้จักอดทน ปากกาคมพอ ๆ กับปากคนนะ ถ้ามีข่าวอะไรเสียหายออกมา ถึงเจ้าไม่เห็นแก่ใครก็ควรเห็นกับพ่อแม่ของเจ้านะ”

คำพูดของปู่ทองเอกทำให้กานต์ได้สติ พร้อมกับหันไปขอโทษทุกคนโดยเฉพาะฟ้า ที่เกือบจะต้องตกเป็นข่าวฉาวกับเขาซะแล้ว ตลอดทางที่ขับรถกลับมาบ้านชายหนุ่มเอาแต่นั่งเงียบขรึม โดยมีทุกคนมองอย่างเป็นห่วง

“เฮ้อ อุตส่าห์หนีมาพักร้อนตั้งไกล ยังอุตส่าห์มีนักข่าวตามมาจนได้” กานต์พูดขึ้นเปรย ๆ เมื่อเห็นศิวาเดินมายืนอยู่ข้าง ๆ หลังจากที่พาฟ้าไปส่งในห้องเรียบร้อยแล้ว

“หึ หึ ยังไม่ชินอีกหรือไง ปกติแกก็ถูกนักข่าวตามอยู่เป็นรายวันอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้มีแต่คนอยากรู้เรื่องแกกับอลิส กันทั้งนั้น เชื่อเถอะพรุ่งนี้มีหวังนักข่าวแห่กันมาเต็มแน่ ๆ แกเตรียมรับสถานการณ์นี้เอาไว้เถอะ” ศิวาพูดจบก็เอามือตบไหล่เพื่อนรักเป็นเชิงปลอบใจ

นั่นซินะ กานต์คิด เขาคงต้องเตรียมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ด้วย และจะทำให้คนในบ้านนี้เดือดร้อนไม่ได้ เขาควรจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไงดี กานต์ครุ่นคิดอย่างหนัก แบบนี้เค้าเรียกว่ากรรมติดจรวด อยากทิ้งงานไว้ให้น้องสาวทำดีนัก ชายหนุ่มคิดพลางนึกถึงหน้าน้องสาวที่จะต้องทำท่าล้อเลียนถ้ารู้เรื่องเข้า

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันนี้เป็นวันแรก ที่แก้วต้องมาซ้อมบทเพื่อเตรียมตัวก่อนที่จะต้องแสดง MV คู่กับฝาแฝดมีนาและมาฆะ เมื่อหญิงสาวมาถึงก็ทักทายทุกคนในกองถ่ายอย่างเป็นกันเอง

“มาแล้วหรือยายแก้วแตก วันแรกก็มาสายเลยนะ” มาฆะเปิดฉากทักทายก่อนเมื่อเห็นหญิงสาวเดินเข้ามาในสตูดิโอ

“เมื่อวันก่อนกินหมัดเข้าไปนี่ยังไม่อิ่มใช่มั๊ยนายมาร์ค วันนี้จะเสริมด้วยแข้งตามไปอีกอย่างดีมั๊ย”

หญิงสาวสวนกลับทันที ใจจริงแล้วแก้วคิดจะมาขอโทษชายหนุ่มตรงหน้า แต่พอมาได้ยินคำพูดแสลงหูที่กลั่นออกมาจากปากจัด ๆ นั่น ทำให้หญิงสาวเปลี่ยนความตั้งใจ

ก่อนที่ทั้งคู่จะปะทะคารมกันมากไปกว่านี้ บังเอิญว่ามีนาและทีมงานมาตามตัวทั้งคู่ไปเตรียมตัวท่องบท และฝึกการแสดงกันเพิ่มเติม ขณะที่ซ้อมการแสดงมาฆะมักจะพูดเปรียบเทียบระหว่างเแก้วกับฮินะจัง นักแสดงดาวรุ่งของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเพื่อนสมัยที่ทั้งคู่ไปเรียนต่อที่ประเทศอเมริกา ฮินะ เป็นชาวญี่ปุ่นที่จัดว่าดูดีมากคนหนึ่ง ด้วยรูปร่างที่ดูบอบบาง ดวงตาเรียวเล็กสีน้ำตาล และผิวที่ขาวราวกับน้ำนม ทำให้เธอมีความโดดเด่นในสไตส์แบบสาวญี่ปุ่นแท้ ๆ ที่สำคัญแก้วกับฮินะเข้ากันได้ดีราวกับรู้จักกันมานาน

ถึงแม้ว่าจะโดนมาฆะแกล้งพูดจากระทบกระแทกสักเท่าไหร่ แก้วกลับไม่สนใจ แถมยังไปช่วยมีนาและฮินะต่อบท โดยไม่เหลียวแลชายหนุ่มอีกต่างหาก ตกลงยายนี่เป็นนางเอกคู่กับเราไม่ใช่เหรอเนี่ย แล้วทำไมดันไปต่อบทกับพี่ชายแทนซะละ มาฆะครุ่นคิดอย่างโมโห และเมื่อถึงเวลาที่เข้าฉากด้วยกัน ทั้งคู่ก็สร้างความหนักใจให้กับทีมงานทุกคนอย่างทั่วถึง

“เอ่อ น้องมาฆะ น้องแก้ว ครับ น้องสองคนต้องแสดงเป็นคนรักกันนะครับ ไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาตกันนะ ช่วยแสดงสายตาแบบอ่อนโยน อ่อนหวาน สบตากันแบบซึ้ง ๆ กว่านี้ได้มั๊ยครับ” ผู้ช่วยผู้กำกับพูดกับทั้งคู่อย่างอ่อนอกอ่อนใจ

“เราสองคนจะพยายาม ครับ/คะ” ทั้งคู่หันมาตอบ พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูขัดตาพิลึก ๆ ก่อนที่จะเดินแยกออกจากกันไปนั่งท่องบทแบบทางใครก็ทางมัน

แก้วนั่งอ่านตารางการทำงานของเธอในอีก 3 เดือนข้างหน้า อย่างเซ็ง ๆ นี่แทบไม่มีวันไหนเลยที่เธอไม่ต้องเจอกับ นายมาร์ค ผู้ชายที่ตอนนี้เธอไม่อยากพบ ไม่อยากเจอเป็นที่สุด แถมคำว่า ยายโย่ง ยายเสากระโดงเรือ ที่ลอยผ่านหูเธอ ในวันนี้ยิ่งทวีความหงุดหงิดของเธอให้แรงขึ้นเป็นทวีคูณ ฝาแฝดคู่นี้ทำไมต่างกันขนาดนี้นะ ทั้งที่มีนออกจะเป็นคนอ่อนโยน ใจดี แถมยังมีสาระ แต่นายมาร์ค เนี่ย เป็นก๊อตซิล่า มาเกิดชัด ๆ พี่กานต์นะพี่กานต์ กลับมาสักที หญิงสาวบ่นขึ้นด้วยน้ำเสียงหมดอาลัยตายอยาก

"เหนื่อยมั๊ยแก้ว วันนี้ไปทานข้าวด้วยกันนะ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เรามีเรื่องจะคุยกับแก้วเยอะแยะเลย"

มีนาเข้ามาช่วยแก้วเก็บของพลางชวนไปทานข้าวเย็น พร้อมกับค่อย ๆ ดึงมือของหญิงสาวขึ้นมาช้า ๆ จนทำให้เธอชักมือหนีอย่างตกใจ

"เอ้า จะพลอดรักกันไปถึงไหนครับ ผมรอจนหิวไส้จะขาดแล้ว" เสียงของมาฆะ ดังขึ้นที่หน้าประตู แก้วมองไปยังต้นเสียงอย่างขุ่นเคือง พลางอดคิดไม่ได้ว่า ตัวเองจะทานอาหารมื้อนี้ได้อร่อยสักแค่ไหนกัน

บรรยากาศการทานอาหารค่ำสำหรับชายหญิงหน้าตาดี สองคู่ คงจะดูหรูหราและโรแมนติกไม่น้อย ถ้าหากว่าไม่มีสายตาอาฆาตมาดร้ายหมายทำลายล้างของแก้วและมาฆะที่ผลัดกันทิ้งบอมบ์ และยิงจรวดใส่กันไปมา อย่างไม่มีใครยอมใคร สำหรับชายหนุ่มแล้ว ภาพที่เขาเห็นก่อนหน้านี้ยิ่งทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก ใครจะปล่อยให้พี่ชายของเขาตาบอดมาชอบยายนี่ได้ลง ดีละเขาจะหาทางขัดขวางแบบสุด ๆ มาฆะครุ่นคิด ก่อนที่จะลงมือแย่งไข่ปลาคาเวียของโปรดเขา ที่ขณะนี้กำลังจะถูกแก้วยกไปที่จานพี่ชายเขาซะแล้ว




 

Create Date : 29 ตุลาคม 2550    
Last Update : 25 สิงหาคม 2552 11:33:06 น.
Counter : 116 Pageviews.  

1  2  3  4  

Designed By Me
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




...OnE GIrL STORY...
Friends' blogs
[Add Designed By Me's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.