Group Blog
 
All Blogs
 

ny5-เรื่องเล่าจากนิวยอร์ก ตอน กินแบบฝรั่ง

สักสามสี่ปีก่อนนี้ ผมได้ดูเทปลครไทยเรื่องหนึ่งครับ
มันมีตอนหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกแทนพระเอกในเรื่องนั้นว่า มันเกินไปแล้วโว้ย
คือตอนที่ตัวเอกสาวที่ตามเนื้อเรื่องบอกกล่าวว่า เป็นสาวไฮโซ ฐานะร่ำรวย มากๆ
ที่หลงรักในตัวพระเอกรูปหล่อ ซึ่งก็แค่เป็นคนพื้นๆธรรมดา ด้อยกว่าในทุกด้าน
แม่สาวนั่นแกจับนายพระเอก มาเข้าคอร์ส อบรมมรรยาทผู้ดีแบบไฮโซ
หุหุ แกจับมานั่งโต๊ะให้คนสอน เพื่อหัดแดะ เอ้อ หัดกินแบบฝรั่งนะ
ให้รู้จักการใช้มีด ส้อม ช้อน แก้ว จาน ถ้วย
รวมหมดก็มีมากกว่าสิบชิ้นบนโต๊ะดินเนอร์ที่จำลองไว้
นายพระเอกก็ทำท่าเหมือนว่ากระอักกระอ่วนเป็นที่สุด และต้องทำไปอย่างฝืนๆ
สีหน้าอ่านได้ว่าอะไรกันนักหนาโว้ย จะแดะทีนึงทำไมเรื่องมากอย่างงี้ หา
ฝ่ายสาวผู้ดีนั่นมองอยู่ก็คอยดุคอยว่าให้พระเอกเอาใจใส่หน่อยสิเธอ
ไอ้คนที่มาสอนก็ส่อสายตาดูถูก เยาะๆในที
เหอ เหอ จากดินจะเป็นดาว คงยากนะ เป็นผู้ดีไม่ง่ายนะโว้ย
จนในที่สุดมาจบตอนเอาที่นายพระเอกนั่น ทนไม่ได้จริงๆครับ
การอบรมนั้นก็จบไปแบบไม่จบหลักสูตรผู้ดีตีนแดง
พระเอกบอกไม่เอาแล้วกับการจะทำไรที่ต้องฝืนจนไม่เป็นตัวของตัวเองนะ
บอกตัวเองเคยกิน เคยอยู่แบบคนไทยอื่นๆก็อยู่ได้ กินได้ ไม่เดือดร้อนอะไร
หุหุ ลครเรื่องนั้น ทำเอาผมแอบชอบพระเอกนะ ที่พูดและทำเหมือนที่ผมคิดไว้เลย
อือม์ อะไรกันนักหนา จะแดะจะกินทีนึง เรื่องมาก อยากตามก้นฝาหรั่ง

ผมก็เคยทำงานเสริ์ฟดินเนอร์ที่เรียกว่า Banquet Server ตามโรงแรมนะครับ
แต่ไม่ได้ทำประจำ ก็ทำแบบBuyout นะครับ คือเขาต้องการคนก็เรียกมา
งานนี้เงินดีครับ มีคนไทยทำงานนี้หลายคนอยู่ครับ รายได้จวนๆแสนเหรียญต่อปีเชียวนะ
บางดินเนอร์หรูครบคอร์สนี่ได้สามร้อยกว่าเหรียญต่อการทำงานแค่ห้าหกชั่วโมงก็มีครับ
ตอนผมไปทำใหม่ๆนั้น ก็ต้องเรียนรู้การจัดโต๊ะ การเซ็ทอัพดินเนอร์แวร์ ซิลเวอร์แวร์
มันมีมากชิ้นจังเลย ก็ทำเอาหลงๆลืมๆ จำผิดจำถูกบางทีก็มั่วไปหมด
ไหนมีดตัดเนื้อ มีดปาดเนย มีดหั่นขนมปัง .... มีดหั่นคอคนมากินที่จู้จี้ หุหุ ล้อเล่น
อาหารชนิดไหนใช้ ส้อมเล็ก ส้อมใหญ่ ......
แก้วน้ำ แก้วไวน์ขาว แก้วไวน์แดง แก้วแชมเปญ......... แก้วจ๋าพี่ลาก่อน หุหุ
จานสลัด จานแอปเปอร์ไทซ์ จานรองแก้ว จานเมนคอร์ส จานของหวาน .....จานบิน หุหุ
จะเสริฟทีต้องเข้าด้านไหนของคนนั่งแดะ เอ้ย คนนั่งกิน
ผ้าเช็ดปากก็ต้องประดิดประดอย บ้างให้เป็นรูปพัด รูปดอกบัง รูปปิรามิด มีหลายรูปแบบ
ผมนี่พับผ้าที่ว่านั้นฝีมือไม่เอาไหนเสียเลยกับการทำอะไรแบบศิลปที่ไม่เข้าท่านี่
รูปดอกบัวจะออกเป็นเหมือนนมสาวๆเสียมากว่า หุหุ เพราะใจไม่คิดถึงดอกบัวมั๊ง.... ทาลึ่ง
บางทีทำไปเสริ์ฟไป จะเอาเงินเขายังแอบคิดขำๆ ว่าเฮ้อ มนุษย์นี่ๆแปลกนะ แม้ฝรั่งก็เถอะ
เอาเงินมาจ่ายหัวละห้าร้อยเหรียญ เพื่อจะกินอะไรที่น่าจะรวมแล้วไม่น่าเกินหกสิบเหรียญ
ตอนกินกันก็ทำตัว วางมาด จะกินแบบตะกละ รีบๆแดะก็ไม่ได้ ไม่รู้มันจะอร่อยเหมือนที่บอกไหมนะ
กินไปสีหน้าก็ยิ้มไป ถามกันว่าอาหารยูเป็นไง ตอบGreat.. Great ทุกคน
แต่แมร่งแดะไม่หมดชิ้นหรอก ไอ้สะเต็กฟิเลท์ มียอง หรือ ไพร์ริบ ชิ้นนั้น
บางคนเสือกสั่ง VERY RARE พอเห็นเลือดยังแดงฉาดก็จะเป็นลม เอ้ย ไม่ใช่ แดะไม่ลงซะอีก
บางคนไม่เคยกินคาร์เวีย แมร่งตักเข้าปากยังกับจะกินแมงลัก
บางคนไม่เห็นใช้มีดด้วยมือขวา ใช้ส้อมด้วยมือซ้ายเลย เอ หรือมันถนัดซ้าย
หุหุ แมร่งมันเอามีดหั่นเนื้อเว็ลดัน เป็นชิ้นๆ แล้วใช้มือขวาจับส้อมจิ้มเนื้อที่หั่นใส่ปากเฉยก็มี
บางโต๊ะที่รวมแต่กลุ่มเพื่อนๆรู้จักกันสนิท มันเอามีดจิ้มเนื้อเข้าปากยังมีเลย
แล้วอย่าคิดนะครับว่า ฝาหรั่งมันจะกินดินเนอร์หรูกันเป็นทุกคน
มีถามกันเองด้วยแหละว่า เฮ้ ยู ว้อดาฟักอิสดิสชิท ฮาวทูอีทอิท แหมน
ที่ฝาหรั่งบ้านนอกบ้านกรุงและไม่สนไม่แคร์กับสังคมก็มีนะครับ
หลังๆผมพอรู้ทันบ้าง ก็เอาแบบเสริ์ฟให้ทันใจเหมาะกับเวลาแต่ละคอร์ส
ไม่ต้องกังวลกับพิธีการที่โปรเขาทำกัน หุหุ แต่ต้องอ่านแขกที่มาให้ออกก่อนนะครับ
โถ งานใหญ่ๆเขาเชิญกันมาเป็นร้อยเป็นพันคน มันจะเลิศหรูไปหมดทุกคนได้ไง
มีบางคนก็ตื่นจนลน ทำตัวไม่ถูกไปเลยก็มี ไม่กล้ากินไร ตาก็คอยสังเกตุคนอื่นๆ
ทนหิวไป ขากลับบ้านอาจต้องแวะพึ่งพี่บิ๊กแมกกลางทางก็ได้


ตอนผมไปเมืองไทยปีแรกๆอยู่นะครับ มีเพื่อนพาไปกินสะเต็กที่กรุงเทพ ร้านหนึ่ง บนตึกสูง
มันคิดไงของมันนะพาคนมาจากเมกาไปกินสะเต็ก จะบ้าหรือ
ที่นิวยอร์กผมทั้งเสริ์ฟทั้งกินประจำทุกวันอยู่แล้ว
แต่ผมแอบสังเกตุนะครับว่า เพื่อนผมจะลองภูมิผมว่าอยู่เมกามานานนี่ ทำไรเหมือนฝาหรั่งเป็นไหม
มันจับตาดูตั้งแต่พอสะเต็กมาถึงโต๊ะ และผมจะหยิบมีด หยิบส้อมเลยละ
ในร้านนะครับ เห็นแต่คนไทยใจฝรั่งเต็มไปหมด ต่างคนต่างวางมาด หุหุ มากินร้านหรูนี่
มีแก๊กหน้าอวดกันด้วยแหละ บ้างก็เที่ยวชำเลืองคอยสังเกตุคนอื่น
เห็นโต๊ะไหนคนไหนมีท่าว่า จะมากินครั้งแรก ก็จะแอบยิ้มๆ เมื่อเห็นเขาทำไรไม่ค่อยถูก
ผมก็กินสะเต็กของผมไป ก็อร่อยดีนิ เพื่อนๆผมมันก็วางท่ากันน่าขำตอนกินสะเต็ก
ไอ้คนหนึ่งพยายามจะทำตามแบบที่อ่านจากหนังสือมาถึงวิธีกินสะเต็ก คิดจะติผมด้วยละ
ตอนมันยกมีดยกส้อมมียกแขนยกศอกขนานกับโต๊ะเป็นมุมเก้าสิบองศา น่าหมั่นใส้โว้ย

ผมทนไม่ได้เลยบอกพวกมันทุกคนว่า มรึงอย่าไปคิดไรมากเลยนะ
มรึงจ่ายเงินมาแดะ มรึงจะแดะยังไงก็แดะไปเถอะ ทำไงให้สะเต็กเข้าปากมรึงได้ก็ดีแล้ว
จะใช้มือหรือใช้ทีนหยิบมีดหยิบส้อมก็เรื่องของมรึง อย่าไปแคร์คนมากนัก
ฝรั่งมันยังไม่แคร์เลย ว่าต้องแดะอย่างงี้อย่างงั้น
หากไม่ได้แดะอยู่บนโต๊ะดินเนอร์กับ ใครๆบางคน ในงานเลี้ยง

ไอ้ไข่เอ้ย มรึงสั่งไก่ทอดมา หากมรึงใช้มีดใช้ส้อม กรูว่าทั้งคืนมรึงก็กินไม่หมดชิ้น เสียของนิ
ใช้มือๆๆๆ ไปเลยเพื่อน เออๆ เอามือฉีกไก่ จิ้มน้ำจิ้ม ยัดเข้าปาก
เลียนิ้วนิดหนึ่ง แล้วฉีกกินไปต่อ เออ ๆๆ แบบนั้นแหละ อร่อยไหมล่า
คิดถึงตอนมรึงแดะไก่ที่แม่มรึงทอดให้กินที่บ้านนะ
วันหลังไปหากจะอยากกิน เค เอฟ ซี มรึงก็ใช้มือนะ อย่าไปใช้ส้อมพลาสติกแดะอีกหละ
แมร่งรู้ปะ ฝรั่งมันก็แดะแบบนี้ มันไม่สนใจใครหรอกวะ










 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2549 15:40:04 น.
Counter : 612 Pageviews.  

ny4-เรื่องเล่าจากนิวยอร์ก ตอน แท็กซี่หน้าหม้อ


เมื่อสักเดือนกว่าที่ผ่านมานี่ครับ พาดหัวตัวเป้ง จากThe New York Post
CRASH CABBY 'A flirty fool'
ก็จากข่าวที่ว่า นายคนขับแท็กซี่อาบัง ชาวปากิ๊สทาน หรือที่ไทยๆเราอ่านกันว่า ปากีสถาน
นาย Hassan Afzal ที่เพิ่งได้ใบขับขี่แท็กซี่นิวยอร์กแค่เดือนเดียวเองแหละครับ
นายอาบังนี่ท่าจะเจ้าชู้ชีกอ เป็นโรมีโอจากถิ่นเกิดบ้านเก่าก็ได้ คือว่าจีบดะ ได้แดะบ้าง ไม่ได้แดะบ้าง
พอมาเริ่มชีวิตที่ดีกว่าในเมกานี่ ได้พบเห็น โอ๊ะโอ่ กาโห อีนี่ สาวฝาหรั่ง สวยม๊ากมาก เซ็กซี่ สุดๆด้วย
ยิ่งพอได้มาขับแท็กซี่นี่ ได้เจอะเจอผู้คนหลากหลาย แบบใกล้ชิดกว่า ในรถแท็กซี่ของตัวที่ขับหากินไป
บางทริปบางเที่ยวก็ได้บริการสาวๆ สวยๆ ได้พูดคุย ได้แอบเอาสายตาหื่นๆไปเพ่งไปจ้องสาวๆเค้า
อาจคิดเลยเถิดไปแบบแท็กซี่ขี้หลี แท็กซี่หน้าหม้อ ว่าสักวัน อีนี่ฉานจาหาทางฟันสาวฝาหรั่งให้ได้
เพราะที่บ้านเมืองฉาน กรุงอิสลามาบัทไม่มีสวยแบบนี่นิ
หุหุ เพิ่งขับแท็กซี่เดือนเดียวจะหาทางเอาผู้โดยสารเป็นเมีย บ้าจริงๆนิ
ผมขับมาตั้งหกปี ไม่ได้แดะสักราย แค่จะคิดก็ทุเรสตัวเองแล้วครับ ผมไม่แบบนั้นแน่ครับ หุหุ
วันที่เกิดเรื่องเป็นข่าวนั้นนะครับ นายอาบังขี้หลี รับผู้โดยสารสาวสวยสี่คน
เป็นสาวๆวัยรุ่น กำลังเรียนคอลเลจ กันทั้งหมด ข่าวว่าพวกเธอๆนี่เพิ่งกลับจากงาน Prom
คงเพิ่งดีใจ เลี้ยงฉลองกันกับผลสำเร็จจากการเรียน
นายAfzal อาบัง ท่าจะชอบสาวคนที่นั่งตอนหน้า ใกล้ชิดกับตนเองกว่าอีกสามคนที่นั่งตอนหลัง
ทราบชื่อภายหลังจากข่าวว่า คนสวยคนนั้นชื่อ Danielle ครับ
นายพี่บังบ้ารัก ก็เริ่มหาทางพูดคุย จะจีบ จะเอาสนุก จะเอามัน กับสาวสวย
จากข่าวเขาใช้คำ Flirting หยอกล้อส่อความตามนัยชู้สาว ประมาณนั้นแหละครับ
สาวเค้าก็พูดจาโต้ตอบด้วยแบบFriendly ที่คนเมกันส่วนมากก็ปฎิบัติอยู่ ไม่ได้คิดไร
ไม่เหมือนที่ไอ้บังบ้า คิดไรกรุ้มกริ่มไปก่อนแล้ว อะฮ๊า ก่าโห มีทางๆ เย็สๆๆ
คุยไปขับไป ความระวังระไวก็ลดน้อยถอยลงด้วย มีปล่อยมือข้างหนึ่ง มาแต๊ะอั๋งฝรั่งจ๋า
จนมาถึงช่วงรถเสียหลักบนWestside Highway-Southbound ที่แท็กซี่คันนี้วิ่งอยู่
เพื่อนสาวที่นั่งตอนหลังคนหนึ่ง บอกสาวแดเนี่ยลว่า" Grab the wheel ,Grab the wheel"
แล้วเหตุการณ์สยองก็มาถึง รถเสียหลักไปชนเอาคอนกรีตแบ่งโซนถนนด้วยความแรง
และด้วยความเร็วของสปีดที่ขับอยู่ด้วยครับ รถก็ถลาไถลไปไกลจนสุดท้ายไปหยุดได้ที่ตึกๆหนึ่ง
ตึกBloomburg ที่เจ้าของคือนาย บูมเบริ์กนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กเองครับ
แต่สาวน้อยแดเนี่ยลที่นั่งตอนหน้า ร่างกระเด็นไปตกที่ผิวถนน ของไฮเวย์Northbound อีกส่วนของถนน
แล้วทันใด ร่างของสาวน้อยเคราะห์ร้าย ก็ถูกชนและทับแบบกระชั้นชิดอย่างแรงด้วยความเร็วของรถที่ขับมาพอดี
สาวแดเนี่ยล ถูกรถลากร่างไปไกลพอดู กว่ารถที่ชนเธอนั้นจะหยุดได้ เธอตายคาที่ ตรงนั้นแหละครับ
รถที่ชนเธอ เพราะสุดความสามารถที่คนขับจะเบรค จะจัดการอะไรได้นั้น เป็นแท็กซี่เหลืองนิวยอร์ก
และทำไมมันต้องบังเอิญอย่างนี้ด้วยนะ
แท็กซี่ไอ้บังAfzal คนขับขี้หลีคนก่อเรื่อง ชาวปากีสถานขับบนSouthbound
แท็กซี่บนNorthboundคันที่รับลูกช่วง ชนคนตายนั่น ก็เป็นชาวปากีสถานเหมือนกัน Azim Saddiqui
ไอ้บังขี้หลี มันสร้างวีรเวรให้หลายคนเลยละ เพื่อนร่วมชาติมันก็ยังโดนเลย ฆ่าคนโดยไม่เจตนา
สาวสาวที่นั่งมาด้วย ไม่ตายแต่อาการสาหัสทั้งสามคน ตัวไอ้บังหลีเองก็ไม่ตายแค่อาการโคม่า

จากข่าวนี้ ทำให้ผู้คนชาวนิวยอร์ก รู้สึกสลดใจ และมีความเห็นว่าคนขับแท็กซี่ที่ทำเหมือนไร้สติ Reckless นี่
น่าจะหมดไปจากถนนเสียที น่าจะมีการหาทางป้องกันได้ เช่นการเพิ่มความเข้มงวดกับการออกใบขับขี่
หรือมีการอบรมถึงเรื่องความปลอดภัย มรรยาทในการขับรถ และการปฎิบัติต่อผู้โดยสารด้วยการให้เกียรติบ้าง

ผมอ่านข่าวนี้แล้ว ใจผมก็คิดไปถึงครั้งที่ผมยังขับแท็กซี่เมื่อสิบกว่าปีก่อนนี้
อาชีพนี้เป็นอาชีพของคนที่มาจากหลายเผ่าเหล่าพันธ์จริงๆครับ
มีทั้งเหมือนจะเรียกว่า คนขับแท็กซี่ผู้ดีมากๆ ไปจนถึงไอ้แท็กซี่ที่เลวต่ำสถุลสุดๆ
มีทั้งนักศึกษาคอลเลจ ขับรถพาร์ทไทม์หาเงินเรียนต่อปริญาโท ปริญาเอก
บางคนแต่งตัวดีมีคลาส ผูกไทใส่สูท หิ้วกระเป๋าบริฟเคส หุหุ ภายในกระเป๋าอาจมีแต่Trip sheet รายงานการขับ
แต่งตัวออกจากบ้านไปอู่รถ เพื่อนบ้านอาจนึกว่าไปทำงานแถววอลสตรีท ในมือถือThe Wallstreet Jurnal
และก็มีที่เหมือนแต่งตัวเหมือนไอ้บ้า มีผมทรงพังค์ ทรงนกหัวขวาน แซมผมด้วยสีปวดลุกตา
การพูดจาพาทีก็แตกต่างบอกสกุล หรือบอกความสถุลได้อีก
ที่ยึดอาชีพแท็กซี่เพราะจะได้อาศัยโอกาสพบเจอลูกค้าผู้โดยสารแบบที่ตนเองมีจุดประสงค์อย่างไรได้
เช่นบางคนคิดแต่ว่า คืนนี้อาจจะเจอไก่หลง อาจได้พบสาวกระหายสักคน ที่รับจากบาร์ตอนตีสามตีสี่
บ้างก็ใช้คารมพูดจาทำท่าทางกระลิ้มกระเหลี่ย เห็นสาวไหนคิดไปหมดว่าสาวนี่คงง่ายๆ
มันบ้านิ ยังกับว่าในนิวยอร์กนี่นะ มีผู้ชายที่ขับแท็กซี่เท่านั้น ที่เป็นBest lover ทำไรๆนั้นๆเก่งๆ
บางคนก็มีเหมือนกับที่เห็นจากในหนังเรื่องTaxi Driver หนังคลาสสิกของพี่ โรเบิร์ท เดอ นีโร่ไงครับ
คือเหมือนคนโรคจิต แอบแฝงจริต หรือมีอคติกับสังคมทั่วไป
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้คนทั่วไปคิดว่า คนดีๆเขาไม่มาขับแท็กซี่หรอกมั๊ง

ช่วงที่ผมขับแท็กซี่นั้น ส่วนมากที่ผมพบเจอ กว่า 70% เป็นคนแขกๆครับ
ไม่ว่าแขกจากอินเดีย ปากีสถาน บังคลาเดจ อัฟกานิสถาน หรือแขกจากมิดเดิลอีสท์อื่นๆ
และใช่ว่าผมจะคิดอคติกับพวกแขกๆเหล่านี้กันหมดทุกคนนะครับ
แต่ส่วนมากจริงๆแล้ว นานๆทีครับ ที่จะเรียกว่าได้เจอแขกคนดีๆ แขกคนดีๆก็มีอยู่หรอกครับ
แต่น้อยเกินไปกับที่ผมได้พบได้เห็น พูดคุยด้วย
ที่มันทำเลวให้เห็น ทั้งการพูดจาและนิสัยสันดาน จะมีให้เห็นจนชินมากเสียกว่าครับ
ตอนผมไปคอยคิวที่สนามบิน เรียกว่าที่นั่น จะเป็นแหล่งให้เห็นความสถุลได้มาก
ผมเจอแขกลืมตน แขกโกงแขก แขกดูถูกแขก และชนชาติเอเชียด้วยกัน

และที่ผมทนไม่ได้ เกือบมีเรื่องหลายครั้งก็กับการที่ไอ้แขกเลวๆนี่แหละ
พอพวกมันรู้ว่าผมคนไทย มีบางคนก็เอามาเป็นหัวข้อการพูดคุยกัน
มีบางคนว่า เฮ้ ทำไมผู้หญิงที่แบงค๊อก ราคาถูกจังวะ
หรือบ้างก็ว่าโห ไอไปแบงค๊อกหลายครั้งแล้ว ผู้หญิงเมืองยู The best อะไรๆทำนองนี้
จากสำเนียงดูถูกที่มันเรียกผู้หญิงไทย ผมอยากถีบหน้าแมร่งมันมากๆ
ต้องอดกลั้นมากๆด้วยแหละครับ แล้วโต้ตอบไปบ้าง
ผมว่า หากยูไปแบงคอกเพื่อจะหาแบบนั้น ยูก็ได้แบบนั้น
ยูเอาเงินดอลล่าร์เมกันไปใช้ มันก็อาจจะถูกอย่างว่าแหละ
แต่ก็ไม่ถูกเท่าที่เมืองแม่ยูอยู่นะ หากบ้านเมืองไอผู้หญิงราคาห้าร้อยบาท ยูหาได้
ที่อินเดีย ก็คงจะยิ่งถูกกว่า กี่รูปีหละ และอีกอย่างไอจะบอกให้
พวกยูไม่เคยพบคนดีๆของดีๆในชีวิต หากยูไปเมืองไทยอีกตอนนี้
ยูจะไม่ได้เห็นแล้วนะ พวกกาหรี้ราคาถูกๆอย่างนั้น
มันถามกลับว่า ทำไมละ เป็นไปได้ไง
ผมเลยตอบว่า
ก็พวกยูนี่แหละ ไม่เคยเจอของดีๆ ยูเลยขอแต่งงานกับพวกนั้นกันหมด
แล้วเอาไปทำเมียเสียใหญ่โต ที่ประเทศยูไงละ










 

Create Date : 14 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 14 กรกฎาคม 2549 15:21:34 น.
Counter : 494 Pageviews.  

ny3*เรื่องเล่าจากนิวยอร์ก( ตอนHomeless เกาหลี)

ผมเคยเขียนเล่าเรื่องHomeless คนไทยหนึ่งเดียวในนิวยอร์กให้อ่านกันแล้วนะครับ
ที่กล่าวถึงคนไทยคนหนึ่งที่มีชีวิตท่าจะไปได้ดี กับการงานอาชีพที่ทำ
และรายได้ที่น่าจะเป็นผลให้กับอนาคต คงได้สร้างเนื้อสร้างตัว เป็นปึกแผ่น
แต่ ชีวิตและอนาคตในเมืองนอกของคนไทยคนนั้น ต้องมาล่มทลาย
เพราะพิษร้ายของยาเสพย์ติด ต้องกลายมาเป็นผู้หมดสิ้น ทั้งเงินทอง และเพื่อนฝูง
ไม่มีแม้แต่บ้านหรือห้องซุกหัวนอน ต้องอาศัยสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน
ซุกตัวหลบความหนาวในกล่องกระดาษขนาดใหญ่ ต้องคุ้ยเขี่ยเศษอาหารจากถังขยะ
ก็ได้ให้บทเรียนกับผู้คนให้ตระหนักถึงความหายนะและพิษร้ายของอบายมุข
และเป็นการเตือนสติ ให้รู้สึกยั้งคิด ไม่หลงระเริงกับการใช้ชีวิตในเมืองนอก

วันนี้ผมขอพูดถึงอีกครั้งนะครับ ผมเคยเกริ่นๆไปว่า ใครๆที่มาเที่ยวนิวยอร์กนี่
หากไม่โชคดีจริงๆก็คงไม่ได้เห็นHomeless ชาวเอเชียเราหรอกครับ
ซึ่งจริงๆแล้วก็มีบ้างหรอก แต่เทียบอัตรส่วนแล้ว มีน้อยมากจริงๆครับ
ที่เห็นๆกันเกือบทุกหัวมุมถนน ไม่ว่าจากอัพทาวน์ มิดทาวน์ ยันดาวน์ทาวน์
และทั้งในสถานีรถไฟใต้ดิน ส่วนมากจะเห็นเป็นคนดำแซมด้วยคนขาวเสียแหละมาก
Homeless นี่ต่างกับพวกบัม Bum พวกPanhandler หรือBeggar หรือขอทานอยู่นะครับ
เขาแค่ไม่มีที่พำนักเป็นหลักแหล่ง ไม่มีเงินทองจับจ่ายใช้สอยหรือบริโภค
เขาอาจยึดเอาสวนสาธารณะเล็กๆในเมืองในย่านผู้คนจอแจ เอาเป็นที่นั่งนอน
หรือไม่ก็ปล่อยอารมณ์ไปตามประสาเขา เราไม่อาจรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
บ้างก็เห็นนั่งเหม่อลอย ตาปรือมองไปไร้จุดหมาย บ้างก็พึมพำกับตัวเอง
มีเหมือนกันที่เห็นบางคน นั่งอ่านหนังสือพิมพ์หรือป๊อกเก็ทบุ๊กอย่างเพลิดเพลิน
ดูแล้ว เหมือนไม่เห็นเขาเป็นทุกข์ร้อนอะไร สายตาที่มองมายังผู้คนที่เดืนผ่านอย่างเร่งรีบ
ก็ไม่เห็นแววอิจฉาหรือน้อยใจที่ตัวเองไม่อาจเป็นเหมือนผู้คนเขาอื่น
หุหุ ไม่รู้นะ บางทีที่เห็นเขายิ้มๆในที เขาอาจคิดขำๆกับผู้คนรอบข้างเขาก็ได้ ใครจะรู้
เออ เอาเข้าไป รีบๆ เดินๆกัน จับจ่ายใช้สอย หรือทำงานกันไปเถอะ เหนื่อยไปเถอะ
สู้พวกเราเหล่าโฮมเล็สไม่ได้ ไม่ต้องทำไรเล้ย เดี๋ยวไปหาไรกินหน่อย กินแล้วก็นอน
เขาไม่ค่อยเที่ยวขอใคร แต่ใครให้ก็รับทั้งเงินหรืออาหารหรือบุหรี่สักมวน
ส่วนอีกพวก ก็บัม Bum นี่ เป็นอีกรูปแบบครับ
คือนอกจากเป็นผู้ไม่มีที่พำนักเป็นโฮมเล็สแล้ว ยังแฝงด้วยความเพี้ยนๆไร้สติสตังไปด้วย
เนื้อตัวสกปรก กลิ่นเหม็นโชยมาแต่ไกลถึงต้องอุดจมูกกันทีเดียวละ
พวกนี้จะเข้าขั้นเกือบบ้าก็มีมาก อาจเที่ยวขอเงินคนประเภทว่า
Yo , Can you spare a penny or a dime for me ..please..?
ได้เงินนับแล้วพอค่าเหล้าก็ไปซื้อเหล้ามากิน แล้วก็เมา เมาแล้วก็นอนกรนคร๊อกๆ
ตื่นมาก็ทำแบบที่ทำมาก่อนเมาแล้วนอน หิวก็ไปคุ้ยๆเอาตามถังขยะ
ที่ผมเจอมาจะว่าโฮมเลสอย่างเดียวก็ไม่ใช่ จะว่าบัมก็ไม่เชิง
มันแปลกอยู่นะ เนื้อตัวสกปรก หน้าร้อนแดดจ้า อากาศขึ้นถึงเกือบเก้าสิบองศา
พ่อใส่เสื้อโคทยาวอย่างหนาหน้าตาเฉย ขณะที่แกกำลังคุ้ยหาเศษอาหารจากถังขยะ
ผมเห็นก็เกิดอาการเวทนา เลยเอาเงินไปยื่นให้หนึ่งเหรียญ บอกให้ไปซื้อฮ้อทดอกกิน
หุหุ พ่อนั่นกระชากเสียงใส่ผมว่า ไม่เอาโว้ย
No, I don't want ไม่แม้จะกล่าวThanks ด้วยละ
ผมเห็นไอ้นี่หยิ่งดี เลยเอาใหม่ยื่นไปให้สามเหรียญ
หุหุ ก็ยัง I don't want your money ตามด้วย Do you understand English?
แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาคุ้ยต่อไป ในถังขยะ เออหวะ เจอโดมเล็สผู้จองหองแล้วสิเรา
เราก็ไม่รู้อีกแหละว่า ชีวิตของนายนั่นเป็นความสุขหรือทุกข์กันแน่
แต่ผมว่านายนั่นคงเพี้ยนไป ประสาทแกคงไม่ฟังชั่นจนจะรับรู้ไรเสียมากกว่านะ

ผมเดินขึ้นมาจากซับเวย์ ตอนไปทำงานทุกวัน
ระยะหลังๆนี่ผมจะเห็นชายคนหนึ่ง นั่งบนม้าหินอ่อนใกล้ๆน้ำพุหน้าตึกสูงตึกหนึ่ง
นายคนนี้หน้าตาเอเชี่ยน เสื้อผ้า เนื้อตัว ผมเผ้าก็ไม่ดูสกปรกเลย
แต่แกจะนั่งเหม่อทอดสายตาไปแบบไร้จุดหมาย
บางทีก็เห็นแกบ่นพึมพำอยู่เสียงดังพอได้ยิน เป็นภาษาชาติของแกนะ ท่าจะคนเกาหลี
มีบางวันผมเห็นแกนั่งอ่าน The New York Times ออกท่าว่าติดตามข่าวสารบ้านเมืองดีนิ
และวันหนึ่งแกถึงขั้นอ่าน The Wallstreet Jurnal หุหุ อย่าถึงกับอ่านเช็กสต๊อกเลยนะ
นายนี่เป็นโฮมเล็สครับ ผมเดินผ่านทุกวัน ใจหนึ่งอยากให้เงินแกนะครับ
แต่ก็ไม่กล้าให้ อยากไปคุยด้วยก็ไม่กล้า เพราะในวันทำงาน ผู้คนจะพลุกพล่านมาก
ไม่รู้ว่านายนี่จะว่าไงหากเอาเงินให้ หรือคุยด้วย แกจะเพี้ยนเหมือนนายบัมที่ว่าหรือเปล่า

จนถึงเมื่อวานนี้แหละครับ วันอาทิตย์ ผมเห็นแกนั่งอยู่ ที่ข้างหน้ามีป้ายอะไรของแกด้วย
ผมก็หยุดอ่านดู แล้วถามแกว่าหากผมจะให้เงินแก แกจะรับไหม
นายนั่น คนเกาหลี โฮมเลสเอเชี่ยน บอกว่า โอเค รับครับ
ผมก็ให้ไปห้าเหรียญ พร้อมกับยื่นบุหรี่ให้มวนหนึ่งด้วย
นายโฮมเลสที่คงพลาดหวังรักจาก แดจังกึมต้องอดกินกิมจิ ก็กล่าวขอบใจผม อย่างสุภาพ
เอ นายนี่พูดอังกฤษสำเนียงดีมากด้วยนะ ผิดจากคนเกาหลีอื่นๆที่ได้ยินมา
ผมบอกขออนุญาติถ่ายรูปแก ว่าจะโอเคไหม แกว่า โอเค
แล้วบอกผมอีกว่า ช่วยเอาเมมโมรี่คาร์ดของแกใส่ในกล้องผม แล้วถ่ายให้แกด้วย
หุหุ โฮมเลสพกคาร์ด ไม่พกกล้อง ความจุตั้ง1 gbด้วยสิ
นายคนนี้ชื่อ Jin Yang Hum ครับ น่าอ่านเป็นจีนแย่งหำ จัง หุหุ
แกเล่าว่าก่อนมาเป็นโฮมเลสก็อยู่ที่ L .A มีธุรกิจด้านTextile ร่วมกับเพื่อนชาวเกาหลี
แต่โดนโกงจนหมดตัว ทั้งโดนเบี้ยวจากคนชาวไต้หวันที่เปิดโรงงานเสื้อผ้าที่ไต้หวัน
แต่นั้นมาเลยเกลียดชาวเกาหลีเพื่อนร่วมชาติ กับคนจีนไต้หวันไปเลย
พอผมบอกว่าเป็นคนไทย แกว่าคนไทยนี่ดีนะ แกรู้จักอยู่สองสามคน
และว่าเคยช่วยนักเรียนสาวไทยสองคน พาไปส่งบ้านด้วยหลังจากที่หลงทางหรือตกรถ
หลังจากธุรกิจเจ๊งไป แกก็หางานทำที่ไหนก็ไม่ได้ ไม่มีใครรับ
ขาดเงินทองจนต้องกลายเป็นโฮมเลสที่L .A
นี่เพิ่งย้ายมาเป็น resident เอ้อ น่าจะ non- resident New York สักสามปีได้
ผมเห็นเสื้อผ้า เนื้อตัว และการพูดจาพาทีแล้ว คิดว่านายนี่ไม่น่าจะเป็นแบบนี้เลย
ยังหนุ่มยังแน่น หน้าตาก็ไม่เลว ภาษาก็ดี ทั้งเขียนทั้งพูด น่าจะหาทางทำงานได้นะ
แต่นายจีนแย่งหำแกว่า แกแฮปปี้กับชีวิตแบบนี้ ไม่ทุกข์ร้อนอันใด
กลางวันก็มานั่งแถวๆนี้ ค่ำก็ไปหาที่นอนที่โบสถ์ถนนLexington
ดึกหน่อยก็คอยของจากหน่วยประชาสงเคราะห์ ที่เอาอาหารมาแจก
ผมอ่านลวกๆในป้ายที่เขียนนะ แกคงหัวรุนแรงพอดูแกฟักหมดแหละ
Fcuk Koria-Fcuk China-Fcuk USA-fcuk India แกคงเกลียดพวกโปรอเมริกาอยู่นะ
ผมถามว่ากินเหล้าไหม แกว่า กินพวกไวน์อย่างเดียว หุหุ โฮมเลสเทสท์สูงด้วยนิ
ดูรูปนายจีนแย่งหำ ข้างล่างครับ

จะจบแล้วสิ แว่วเพลงโปรดของคาราบาว ขวัญใจผมพอดี
เพลงบิ๊กสุ ยังจำกันได้ไหมครับ นายแอ๊ดนี่ผมยกให้ครับ ยอดทั้งร้องทั้งแต่งทั้งเล่นกีตาร์
..."...บิ๊กเอย บิ๊กสุ สุรพล สุรชัย
สองผู้ยิ่งใหญ่ ใครๆรู้จักดี....
.........
สุรพล ตายแล้ว แต่สุรชัยยังอยู่
ใครๆเรียกว่าครู บ้างก็เรียกอาจารย์
น้าหงา คาราวาน......
..ร้องเพลงมาตั้งนาน...ยังไม่มีบ้านจะอยู่.."
หุหุ น้าหงาคาราวาน นี่ก็โฮมเลสเหมือนกัน

................................................................
เอาข่าวมาบอกกันหน่อย หุหุ วันนี้บอกอหนังสือแท็กซี่ผมบอกมาว่า จะพิมพ์หนังสือครั้งที่สองแล้วนะ หุหุ เกิดขายดีแหะ ผมต้องขอขอบคุณกับท่านที่กรุณาไปอุดหนุนด้วยอย่างมากๆเลยครับ







 

Create Date : 05 มิถุนายน 2549    
Last Update : 5 มิถุนายน 2549 17:07:22 น.
Counter : 898 Pageviews.  

ny2*เรื่องเล่าจากนิวยอร์ก* (ตอน หุหุ เอาคนไทยมาเผา)

มีคนพูดกันมากและบ่อยๆด้วยครับ ถึงเรื่องการปฎิบัติตัวของคนไทยต่อคนไทยด้วยกัน
ที่มาใช้ชีวิตที่เมืองนอก โดยเฉพาะที่เมกานี่ ทั้งพวกที่ทำงานจะตัวเขียวแล้วหรือไม่เขียว
ยังอยู่ป่าเชอร์วูดเป็นโรบินฮูดอยู่ หรือพวกนักเรียนที่มาเรียนด้วยทุนพอกอ พ่อกรู
ทุนจากกอพอจริงๆ หรือทุนจากร้านอาหารที่ตัวเป็นเวท เป็นคนล้างจาน
ที่ได้ยินกันมา บ้างก็ว่าคนไทยไม่ค่อยรักกัน ไม่ค่อยร่วมใจรวมตัวกัน ต่างคนต่างอยู่
บ้างก็มีถึงกับกล่าวดูถูกคนไทยด้วยกันไปเลย ชั้นคนนึงละไม่คบไอ้พวกคนไทยเด็ดขาด
บ้างก็อายตัวเองที่เป็นคนไทย เพราะใจเป็นฝรั่งไปแล้ว ใครถามก็ตอบเลี่ยงไปเลย
แม้จะหลอกหน้ากะเหรี่ยงๆแท้ๆไม่ได้ ไอ แอม ฟรอม ไทวัน.. โน โน น๊อท ไทยแลนด์
หรือที่บางคนไม่เจียมสำเนียงภาษาที่พูด ก็บอกไปเฉยเลยว่า
ไอ เรสส เฮียร์ มาย แฟมิลี่ 'ส เฮียร์ อิน นิวโย๊ก แม้สำเนียงจะฟ้อง จนคนฟังนึกขำ
หุหุ มานี่เมื่ออายุเกินยี่สิบและก็ไม่ได้ฝึกปรืออิงลิชจนคล่องมาก่อน ลิ้นมันแข็งไปแล้ว
ไม่รู้จะหลอกกันหาอะไร จะต้องอายชาติกำเนิดทำไม แหยะ ด๊าด จ่าหรี๊ด
มีเหมือนกันที่ได้ข่าวว่า พวกนักเรียนที่มาจากครอบครัวมีเงิน พวกคนรวยนะ
พวกนี้เป็นที่น่าอิจฉากันนัก บางคนพ่อมาเช่าอพาร์ทเมนท์หรูๆ บนอีสไซด์แมนฮัทตั้น
มีรถสปอร์ทขับไปโรงเรียน ไม่ต้องทำงาน เอาแต่เรียน และเที่ยวอย่างเดียว
ใช้เงินดอลล่าร์ เหมือนใช้เงินบาทไทย จะกินจะช๊อปก็เลือกแต่เอาเฉพาะพวก
แพงๆมีคลาส ตามรสนิยมที่ค่อนข้างสูงของตัวเอง แถมพวกนี้หน้าตาจะดูดี มีหล่อมีสวย
กันอีกต่างหาก
ผมเคยได้ยินมานะ จริงเท็จไม่รู้ เขาเล่ากันมาว่า ลูกชายเศรษฐีไทย รวยคับฟ้าคนหนึ่ง
เดินผ่านดีลเลอร์รถพอร์ช ก็แวะเข้าไปดูในโชว์รูม ไอ้เซลแมนที่มีตาแต่ไม่มีแววจะดูออก
ว่าใครเป็นใครให้รู้บ้าง นายนั่นก็มาที่รถ ขณะลูกชายเสี่ยไทยยืนมองรถ รุ่นคาเรร่าสีแดง
ด้วยความสนใจ นายเซลแมนแสดงกิริยาเหมือนดูหมิ่นว่า ไอ้ไชนิสนี่คงไม่มีปัญญาซื้อ
หรอกน่า และคงทำให้โชว์รูมรถแพงๆดูด้อยไปด้วย เดี๋ยวลูกค้าที่กำลังจะดีลกัน
เกิดไม่ชอบใจก็ได้ นี่ไม่ใช่โชว์รูมรถฮุนได ฮอนเดนะ ลูกค้าต้องมีระดับกว่านั้น
เสียงพูดของเซลแมนที่บอกกับลูกชายเสี่ยใหญ่บวกกับสายตาเยาะหยัน เมย์ ไอ เฮ็ลพ์ ยู
และต่อด้วย รถคันนี้ ทู มัช ฟอร์ ยู เรียกเลือดเสี่ยกิมหงวน ไทยแท้ เอ้ย ไมใช่
หุหุ เรื่องนี้ไม่มีการฉีกแบงค์ครับ
นายลูกเศรษฐีไทยคนดังก็อย่างว่านะ เหมือนคนรวยโง่ๆไทยทั้งหลายแหละครับ
ดูถูกเรื่องอื่นๆ เรื่องเรียนไม่เก่ง สมองไม่มีนี่ พอทนได้ แต่เรื่องเงินนี่ดูถูกกันไม่ได้
นี่หากเป็นเมืองไทย นายนี่คงเอาปึกแบงค์พันตบหน้านายนั่น แล้วโทรบอกพ่อให้คนขน
เงินสดมาห้าเข่ง แล้วซื้อรถซื้อร้าน เหมาให้หมดรู้เรื่องกันไปเลย
แต่นี่นิวยอร์ก ทำไรไม่ได้มากกว่า ถามว่าไอ้คาเรร่าสีแดงมีในสตอ๊กไหม ราคาเท่าไร
นายเซลแมนว่า หากยูมีเจ็ดสิบพันดอลล่าร์ เราก็มีรถให้นายนะ แล้วบอกขอตัวว่า ซอรี่นะ
ไอไม่มีเวลามากนะ แล้วเดินไปต้อนรับฝรั่งใส่สูทที่เพิ่งเข้าร้านมา
นายลูกเสี่ยใหญ่ออกจากร้านไป อีกชั่วโมงต่อมาก็กลับมาพร้อมด้วยเช็คเงินสดเกือบ
เจ็ดสิบพันดอลล่าร์ ที่ตัวเองจำราคาจากสติ๊กเกอร์ที่ติดไว้กับตัวรถ ตรงไปที่นายเซลแมน
นั่นที่ต้องตกตลึงในลูกบ้า เศรษฐีไทย ทีนี้การต้อนรับก็เปลี่ยนไป เพราะค่าคอมมิชชั่น
มากๆแต่แสนจะง่ายอย่างนี้ ไม่เคยเจอมาก่อน หากมันกราบได้ มันคงกราบไปแล้ว
หุหุ ไม่รู้จักคนรวยไทยเสียแล้ว หยามกันได้ไง เรื่องเงินนิ คนรวยไทยเขาถือนะ
พวกนักเรียนมาเรียนเมกาที่มีฐานะดี รวยๆกันนี่ เขาว่าส่วนมากจะมองแต่ทางไม่ดีกับ
พวกนักเรียนที่ต้องเอาแรงกายทำงานเป็นทุนค่าเครดิทค่าเรียน ค่ากินอยู่
บ้างก็ว่าทำให้เสียชื่อไทยแลนด์ ไม่มีเงินมากๆแล้วเสือกมาเรียนเมืองนอก
ที่จริงผมว่าพวกที่มาเรียนแล้วทำงานด้วยนะ น่าชื่นชมเขาด้วยซ้ำ ไม่ใช่แต่พวกเรา
เหล่าไทยหรอกครับ พวกชนชาติอื่นๆเขาก็ทำแบบนี้ การเอาแรงกายทำงาน
ที่ตนเองไม่เคยทำมาก่อนตอนอยู่บ้านเกิด ได้สอนเขาให้รู้จักการต่อสู้ชีวิต
ได้เห็นและเรียนรู้ระบบการทำงานของฝรั่ง เห็นค่าของเงินกับความเหนื่อยยากตรากตรำ
บ้างก็ถูกกดค่าแรงจากนายจ้าง ต้องทำสารพัดเท่าที่นายจ้างจะกดได้โกงได้
ต้องคอยหวาดหวั่น กลัวๆกับการการเสี่ยงแอบทำงาน กลัวเจ้าหน้าที่ ต.ม ไอ้อิมมี่ ไอ้เกร์
ไม่รู้จะโผล่มาตอนไหน แล้วต้องใช้สมองเรียนให้ได้ ให้จบอีก
ไม่ใช่ง่ายๆและทำได้ทุกคนนะ

คนไทยในเมกานี่ มีแยกแยะเป็นกลุ่มๆหลายกลุ่ม มีทั้งกลุ่มน่ายกย่องชมเชย เช่น
กลุ่มที่ทำงานช่วยเหลือสังคมคนไทยต่างๆ ใครไหนมีเรื่องราวทุกข์ร้อนก็ให้คำปรึกษา
หาทางช่วยเหลือ และก็มีที่ทำหน้าที่ประสานงานกับองค์กรที่เมืองไทย มีหาทุนบริจาก
ให้แก่ทางด้านการศึกษา ด้านศาสนาและสังคม
มีกลุ่มที่อนุรักษ์ความเป็นไทย ช่วยเผยแพร่ขนบธรรมเนียมที่ดีๆของชาติไทยเรา
มีการตั้งโรงเรียนสอนภาษาและวัฒนธรรมไทยให้แก่เยาวชนไทยวัยเด็ก ที่เกิดและโตที่
เมกา มีหมดทั้งเริ่มสอนกอไก่ ไปจนถึงสอนดนตรีไทย และรู้จักการทำอาหารไทย

กลุ่มที่ไม่ต้องชมเชยเขา แต่ไม่ต้องถึงไปด่าว่าเขาก็มีครับ กลุ่มเหล่านี้จะแยกเป็นเหมือน
ว่า กลุ่มใครกลุ่มมัน ขึ้นแต่รสนิยมที่ตรงกันของคนในกลุ่ม มีแบบที่ทำตัวเหมือนอยู่เมือง
ไทยเปี๊ยบเลย ชอบตั้งกลุ่มอวดโชว์ความโก้เก๋ ได้ข่าวใครคนไหนซื้อรถเมอร์ซิเดส
รุ่นสี่ร้อย เอส ตัวก็จะไปถอยห้าร้อย เอส มาเกทับ ใครซื้อบ้านหกห้องนอนริมหาดแถวๆ
ลองไอแลนด์ ก็จะหาทางไปซื้อแมนชั่นแถวแฮมพ์ตันให้ได้
มีงานบอลล์ งานภราดร เต้นรำบอลรูม งานไหนที่ไหน ก็จะแต่งตัวด้วยแฟชั่นเริดหรู
ชุดราตรี ราคาแพงเท่ารถเกาหลีคันหนึ่งก็ซื้อกันนะ มีเพชรไสวพร่างตาจ้าเจิดไปโชว์กัน
ของชั้นนี่จากแคตตาล๊อก คาเทียร์ เล่มใหม่นะเธอ ของชั้น ที่เห็นโชว์ที่วินโดว์ ทิฟฟานี่
ไงจ๊ะ แหม แค่หลุยส์ วิตตอง กระจอกแล้วจ้า ข้างถนนบอร์ดเวย์มีขายเต็มเลย นี่ใบนี้จ๊ะ
แปดพันเหรียญเฮอร์มีส์
โห ได้ฟังแล้วก็น่าขโมยกระเป๋าบ้านั่นไปขาย ได้สักแปดสิบก็เอาแล้ว

แล้วก็มีกลุ่มที่ไม่รวยไม่จน กลุ่มทำงานใช้แรงเสียส่วนใหญ่ ที่นิวยอร์กนี่ที่รู้ๆ
มีทั้งที่เป็นเวทเตอร์ เป็นกุ๊กใหญ่ กุ๊กกลางๆ กุ๊กเล็ก ทั้งร้านฝรั่ง ร้านไทย ทั้งเงินดีมากๆ
ไปจนถึงพออยู่ได้ สบายๆเป็นสุขดี ดีกว่ากลับไปตกงานที่เมืองไทย
ที่ขับแท้กซี่ที่นิวยอร์กก็มีนะ มีคนขับแท็กซี่คนหนึ่ง เคยขับแท็กซี่มาก่อนหลายปีแล้ว
เอาเรื่องการขับแท็กซี่มาโม้ในพันทิพนี่ ตอนนี้เขาว่ากันว่าเป็นหนังสือเล่มแล้ว ผมได้ข่าว
ยังขำเลย ไม่ใช่มันเขียนดีไรหรอก แต่แรงเชียร์จากคนอ่านบวกกับโชคมากกว่า เขาว่า
หนังสือมันขายดีด้วยนะ ผมว่ามันน่าขอบคุณคนจากพันทิพให้มากนะ
คนไทยหลายคนครับ ที่ยังขับแท็กซี่อยู่ มีพี่คนหนึ่งขับมาเกินยี่สิบปีแล้ว และพี่แกก็พอใจ
กับอาชีพนี้ พี่แกไม่ได้เป็นเจ้าของป้ายด้วยนะ แค่เช่าขับจากอู่ วันหยุดก็ไปตีกอล์ฟ หุหุ
หากเป็นเมืองไทย แท้กซี่ตีกอล์ฟนี่ มันต้องขายรถก่อนนะจึงซื้อไม้กอลฟและอุปกรณ์ได้
พวกกลุ่มคนใช้แรงงานทั่วไปนี่ จะเข้ากันได้ดีพอสมควรนะ อาจเจอกัน ทักทายกันได้
ในร้านอาหารสักร้าน ไม่ว่าร้านไทยหรือร้านจีนเจ้าประจำ หรือร้านขายหนังสือพิมพ์
ร้านให้เช่าวีดีโอของคนไทย บางครั้งได้ยินตั้งกลุ่มคุยกันเรื่องการเมือง มรึงว่าทากสินต้อง
อ๊อกไป แต่กรูว่า สนติ๊ก็น่าอ๊อกไปด้วยนะ
แม้ว่าข่าวการ ทรีทคนไทยของคนไทยต่อคนไทย จะเป็นไปแบบไม่น่าออกด้านบวกเท่าไร
ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ใครจะแสดงออกกันง่ายๆ กับการกระทำของตนเองต่อคนอื่นๆนะ
ก็มันเป็นสิทธิส่วนบุคคลของเขานะ หากไปก้าวก่ายกันมาก แสดงกิริยาไม่ดีกับเขา
เดี๋ยวมีเรื่องกันเปล่าๆ จึงแบบที่บอกไงครับ ต่างคนต่างอยู่ อย่ามายุ่งกันดีกว่า

แต่มีอย่างหนึ่งครับ ที่ผมได้พบเห็นมาด้วยตัวเอง ก็คนที่มาจากเมืองไทยนี่แหละครับ
ไม่ใช่พวกคนไทยที่อาศัยที่นี่กันนะครับ พวกมาเที่ยว มาอยู่ระยะสั้นๆ ยังเห็นความเป็นอยู่
ที่เมืองไทยของสังคมไทยอยู่ บ้างก็รับไม่ได้กับระบบที่เมกานี่ บ้างที่มีเงิน มีฐานะ ก็เอา
ความเป็นอย่างนั้น มาใช้กับคนที่นี่ เห็นว่าพวกอยู่เมืองนอกนี่ ทำไมมันไม่ดูดีเท่าที่คิดเลย
บ้างก็คิดว่าตัวเองตอนอยู่เมืองไทยเป็นบิ๊ก เป็นบอส มาเมกาที ไม่มีใครรู้จักเท่าไรเลย บ้าง
ก็แสดงกิริยา เหยียดหยามพวกคนไทยที่นี่ ที่ไม่ได้เรียนสูง ไม่มีหน้าตาในสังคมไทยฝรั่ง

ตอนผมเป็นเวทร้านไทย ร้านหนึ่ง ในช่วงสั้นๆช่วงหนึ่ง ก่อนขับแท็กซี่ ผมได้เสริฟเสี่ย
ใหญ่จากเมืองไทย คนดัง ที่ใครๆก็รู้จัก เจ้าของร้านก็รู้จัก เลยมาบอกผมว่า ให้บริการเสี่ย
คนนี้ให้พิเศษหน่อย ผมได้ฟังแล้วหมดใจทำงานเลย โธ่เว้ยทำไมต้องบริการมันให้พิเศษ
กว่าลูกค้าคนอื่นด้วยหวะ เพื่ออะไร เพื่อทิปโตๆหรือ ผมก็ทำอย่างนั้น บริการทุกระดับ
ประทับใจมาตั้งนานแล้ว ไอ้เสี่ยบ้านั่น เวลามันเรียกผมนะ มันเรียก เฮ้ย บ๋อย แล้วใช้มือ
กวักเหมือนที่มันเคยเรียกสั่งลูกน้องมันนะ จะเอาไรให้ได้ดังใจ หากจะคิดว่ามันไม่รู้อะไร
ทางเมืองนอกนี่ ก็ไม่ได้นะ มันต้องรู้สิ การเป็นเสี่ยเป็นเห้ มีเงินมีอำนาจ ผมมีไรเกี่ยวกับ
มันละ ทำไมมันไม่มีสามัญสำนึกสิ่งสำคัญที่สุดของการอยู่ร่วมกันในโลกนี้ละ
ผมเลยไปบอกเจ้าของร้านนะครับว่า ผมไม่เสริฟไอ้เสี่ยนี้นะ เจ้าของร้านก็ไม่พอใจ เพราะ
เสี่ยก็เรียกเจ้าของร้านไปนั่งโต๊ะคุยด้วย ผมเลยบอกว่า งั้นผมขอลาออกเลยดีกว่า ผมก็
ทำตามที่พูด ไปเปลี่ยนชุด แล้วบายบายกับร้านนั้น ตกงานไปอีกครั้ง

เมื่อผมเลิกอาชีพขับแท็กซี่ ผมเคยบอกแล้วไงครับ ผมได้งานทำที่โรงแรมหนึ่ง
แรกๆนั้น ไม่มีงานไหนแผนกไหนให้ผมเลือกได้หรอกครับ
ผมต้องไปอยู่แผนก HOUSEKEEPING ก็เป็นคนงานเฮาส์แมน คนทำความสะอาดทั่วไป
นั่นแหละครับ กวาดขยะ ดูดฝุ่น ยกของ ทำได้หมดแหละครับ ไม่อายด้วย อยู่เมกา
แล้วอายได้ไง หุหุ แต่เมืองไทยไม่เอาแน่ ไม่ใช่ไร ไม่พอกิน มากกว่าเรื่องอาย
วันหนึ่งครับ ผมไปกวาดขยะด้านหน้าของโรงแรม ผมเห็นดอร์แมนกำลังยกกระเป๋า
เดินทางสามสี่ใบลงจากรถแท็กซี่ แขกที่จะเข้าพัก มากันสี่คน คงเป็นคู่สามีภรรยา กับ
ลูกชายสองคน ผมได้ยินเสียงพูดคุยกันเป็นภาษาไทยด้วยแหละ
เมื่อคนไทยกลุ่มนั้น จะเดินเข้าประตูทางเข้า ผมเลยทักทายไปก่อนครับ
"สวัสดีครับ" แล้วก็เปิดประตูจับประตูกระจกคาให้ทุกคนเดินเข้า
ผู้ชายไทยหัวหน้าครอบครัวคนนั้น ปรายตามองมาที่ผมครับ
ผมเลยถามไปครับว่า "มาเที่ยวนิวยอร์กหรือครับ "
แต่ไม่มีเสียงสวัสดีตอบครับ ไม่มีคำขอบคุณที่ผมเปิดประตูให้ด้วย
ผมเห็นแบบนั้น ก็อดไม่ได้แล้วครับ คนไทยด้วยกันในต่างแดน แหม มาวางท่าว่า
คุยกับคนกวาดขยะไม่ได้ ผมเลยเอ่ยไปเสียงไม่เบา ด้วยคำเคยชิน ที่ใช้ประจำในเมกา
" SHIT"
แล้วผมได้ยินเสียงเด็กชายคนโต หันไปบอกผู้ชายจอมจุ๊ยว่า
" พ่อๆ เค้ารู้จักชื่อพ่อด้วยนะ"





















 

Create Date : 05 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 5 พฤษภาคม 2549 18:12:14 น.
Counter : 545 Pageviews.  

ny1**เรื่องเล่าจากนิวยอร์ก**( ตอน sue sue sue ซู ซู ซู อะไรๆก็ซู ซู ซู)


sue.. sue.. sue.. ซู.. ซู..ซู อะไรๆก็ซู ๆๆ ซูซีจ๊ะ ซูเข้าไป ซูเลย

หุหุ ไม่ใช่ผมมานั่งเรียกหาน้อง ซู Sue คนสวยที่นี่นะครับ
แต่ผมมานึกว่า sue คำนี้ ค่อนข้างจะเป็นคำฮิท ในหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ ที่เมกา
sue ที่แปลว่าการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายนะครับ
ได้พบได้อ่านกันทุกวัน คนนั้นฟ้องคนนี้ คนโน้นฟ้องบริษัทนั้น บริษัทนี้
องค์การหน่วยงานของซิตี้ หรือสเตท มักจะเกลียดคำๆนี้
เพราะหากโดนคำนี้เข้า เป็นต้องคิดหนัก ต้องหาทางแก้ ไม่งั้นหากเกิดแพ้คดี
ก็ต้องจ่ายกันไม่น้อย เป็นล้านๆเหรียญดอลล่า ขึ้นไป

ดุจริงๆนิ นังsue ในเมกานี่
จะนับเป็นส่วนดีส่วนหนึ่งในประเทศนี้ ก็นับว่า เออ ใช่เหมือนกันแหละ
เพราะเขามีกฎหมายคุ้มครองพลเมืองของเขาดี ไม่ว่าจะเรื่องไหน บทไหน
ก็เขาเคารพในสิทธิส่วนบุคคลของแต่ละบุคคลอย่างเหนียวแน่น
สิทธิของไอ ยูอย่ามาล่วงล้ำ ยูอยู่ส่วนยู ไออยู่ส่วนไอ
ไออาจมีรูปถ่าย หรือวีดีโอส่วนตัวกับบอยเฟร็นด์ ไอถ่ายไว้ดูเล่นกันสองคน
แล้วยูเอาไปเผยแพร่ให้ชาวเน็ทดูกัน ไอยอมไม่ได้ (ใช่ปะจ๊ะน้องแอนนา)
ไอ้ต้อง ซู ๆๆๆๆ ไอต้องเรียกค่าเสียหายจาก ผู้เกี่ยวข้องให้หมด
คิดสาระตะแล้วเรียกแปดสิบล้านเหรียญ บอกให้มากไว้ก่อน
เผื่อเหลือเผื่อขาด และค่าจ้างทนายที่ต้องจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไป

และกรณีที่ไอจ่ายเงินซื้อของจากยู หากเกิดผลเสียหายกระทบ
จากของที่ยูมาขาย ยูต้องรับผิดชอบ ไอจะซูๆๆๆๆๆๆ เรียกค่าเสียหาย

การกระทำใดๆของหน่วยงานองค์การหรือ บริษัทที่เกิดผลให้ คนใดคนหนึ่ง
ได้รับความเสียหาย หรือ เป็นผลต่อร่างกาย บาดเจ็บ ทุพลภาพ หรือเสียชีวิต
หน่วยงาน นั้น ต้องรับผิดชอบ ก็ต้องโดนนัง sue นี่เรียกหา ซูๆๆๆๆ

แต่การเรียกหานังซูนี่ บางเรื่องบางคดี มันก็เกินไปนะครับ
นานมาแล้วที่ยายคนหนึ่ง ซูฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก Macdonald
ไอ้เชนเบอร์เกอร์เจ้าใหญ่ในโลกนั่นแหละครับ
ข้อหาที่ยายนั่นฟ้องร้องก็คือ กาแฟของแมกโดแนลด์นั้น
น้ำกาแฟมันร้อนเกินไป แล้วมาลวกตัวยายนั้น ก็แกเองทำหกราดตัวเอง
ในรถยนต์ของแกที่ขับมาเองแหละ
ผมได้ยินการฟ้องร้องของยายนั่น ก็คิดเอาด้วยสามัญธรรมดานะครับ
โธ่เว้ย ยูทำผิดเอง ทำไรไม่ระวัง รู้ว่ากาแฟมันก็ต้องร้อนอยู่แล้ว
หากตัวเองทำตัวเองก็ต้องยอมรับสิวะ ไปฟ้องคนขายมันจะถูกหรือวะ
แต่ยายนี่ไปปรึกษาทนายครับ หลังจากคุยกัน ทนายก็หาทางจนได้
ก็ต้องเรียกหานังซูๆๆๆ ฟ้องร้องกับศาล เรียกค่าเสียหายจากแมกฯ
ทนายว่ากาแฟที่ขายให้ยายนั้นนะ อุณหภูมิความร้อนสูงกว่าอัตราปกติ
ดูมันสิครับ มันละเอียดละออกันถึงต้องวัดระดับความร้อน เพื่อจะเอาเงิน
ระดับความร้อนที่สูงจนลวกร่างกายคนได้ให้เป็นแผลพองหนังพองเนื้อ
กับระดับความร้อน ที่พอทนได้ ไม่เป็นผลต่อผิวหนังเท่าไร
ตกลงศาลต้องตัดสินให้แมกฯ จ่ายเงินยายหัวหมอนั้นไปหลายล้านเหรียญ
และหลังจากนั้น แมกฯก็ติดประกาศเป็นคำเตือน คนซื้อน้ำชากาแฟ
บอกให้รู้ว่า น้ำชากาแฟร้านนี้ ร้อนนะโว้ย ลวกเอาได้ ระวังหน่อย
นี่ผมไม่รู้ว่า หากกาแฟของแมกฯนั้น มันเย็นชืด หรือแค่อุ่นๆ
มันจะหาทางฟ้องกันอีกไหมนะ ฐานทำให้รสชาติกาแฟเป็นน้ำล้างทีน

หากเป็นเราๆคุณๆผมๆ อย่างไทยๆนี่ ผมว่าเราคงนึกไม่ถึง ไม่คิดเกินเลยไป
ที่จะแหกปากฟ้องร้องใครกันนะครับ กาแฟร้อนๆ ยิ่งร้อนมากๆยิ่งดี
โดนกาแฟลวกมือเอา ก็คงต้องคิดแค่ว่า ซวยชิกหาย ไม่ระมัดระวัง
หรือว่าดีไม่ดี คนจะสมน้ำหน้าเอาอีก ดีๆๆ เป็นบทเรียนทีหลัง
หากคิดจะไปฟ้องร้องคนขายกาแฟร้อน คนไทยด้วยกันคงจะหมั่นใส้
ไอ้บ้าเอ๊ย มรึงทำเองแล้วไปว่าเขา ไม่ดีนะ
แสดงว่าสามัญสำนึกคนไทยที่ว่า อกเขา อกเรา นั้นน่าเลื่อมใสจริงๆครับ
ความเห็นใจ มีน้ำใจแบบไทยๆ และธรรมะในพุทธศาสนา
ไม่หาเรื่องคน ยอมรับผลจากการกระทำโดยดุษดียภาพ

ที่น่าหมั่นใส้กับการซูอีกเรื่องก็คือ การฟ้องร้องบริษัทผลิตบุหรี่
หุหุ ไอสูบบุหรี่ของยู แล้วไอก็เกิดเป็นมะเร็ง ยูต้องรับผิดชอบ
นี่ขนาดเขาก็ติดคำเตือนไว้บนซองบุหรี่แล้วนะ สูบบุหรี่ไม่ดี
จะเกิดโรคร้ายได้ ทั้งมะเร็งเฮงซวย โรคหัวใจ ไปจนถึงเซ็กเสื่อม
คนสูบหมอนั่นก็เหลือร้าย รู้ทั้งรู้ แต่ก็ไปซื้อหามาสูบมาพ่นควันอัดควันเข้าปอด
พอสุขภาพแย่ลง จะเป็นจะตายมา ก็ฟ้องร้องบริษัทบุหรี่เรียกเงินหลายสิบล้าน
ศาลก็บ้าจี้อีกแหละครับ ให้บริษัทชดใช้เงินให้นายนั่น
รู้อยู่หรอกครับ ว่ามันมีช่องทางทำได้หากจะทำ บวกความเชี่ยวชาญของทนายดังๆ
แต่มันก็แปลกๆนะ รู้ว่าบุหรี่มันของไม่ดี ไปซื้อเขามาสูบ แล้วฟ้องเขา หุหุ

ผมก็สูบบุหรี่นะครับ นี่จะลองหาทางคิดแปลกๆกับเขาบ้าง
หากผมสูบบุหรี่ไปเรื่อยๆ แล้วยังไม่เป็นไร ตับปอด ยังดี แต่เรื่องเซ็กคงไม่แน่ใจ หุหุ
ผมจะซูไอ้บริษัททำมาร์ลโบโร่นี่ดีไหม ฐานที่เอาสารมะเร็งมาให้ผมไม่มากพอ
เหมือนฆ่าตัวตายแบบผ่อนส่ง ถึงเวลาแล้วไม่ตายนี่ ต้องมีไรผิดปกติแน่

วันนี้เองครับ ผมอ่านข่าวจาก New York Daily News
MTA( Metropolitan Transit Authority)
หรือ องค์การ อสมท ของนิวยอร์ก ที่ควบคุมรถไฟใต้ดิน รถบัส อยู่นะครับ
ศาลได้ตัดสินให้ MTA จ่ายเงินให้แกนาย Juan Soto เป็นเงินหนึ่งล้านสี่แสนเหรียญ
เรื่องมันเกิดตั้งแต่ปี1997 แนะครับ
นายโซโต้ คนได้เงินจากคดีความ เมื่อปีนั้นก็แค่อายุ18 ปีเองครับ
ยังวัยรุ่นอยู่ จึงมีอะไรที่ห่ามๆบ้าๆ เหมือนวัยรุ่นทั่วไป
วันเกิดเหตุ นายนี่กับเพื่อนอีกคน ได้กระโจนลงไปในรางของรถไฟ สาย7
ที่วิ่งระหว่าง Flushing ,Queens -Times Square
สองคนนี่คิดว่า รถไฟบนรางนี้คงไม่วิ่งนะช่วงนี้ เพราะเห็นมีสายสีส้มกั้น บนชานชาลาอยู่
อาจจะมีการซ่อมราง หรือการทำงานอะไรอย่างหนึ่งของเจ้าหน้าที่
แต่ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม เขามีกฎบอกติดไว้ทั่วไปว่าห้ามผ่าน ห้ามลงไปบนรางรถไฟ
มันผิดกฎหมาย เหมือนข้อห้ามอื่นๆ ที่เขาตั้งเอาไว้เพื่อความปลอดภัยของมวลชนและคนใดคนหนึ่ง
นายโซโต กับเพื่อน ก็เดินกันไปบนรางเฉยเลย
แต่ทันใดนั้น เสียงรถไฟดังมาจากด้านหลัง บนรางแคบๆที่สองนายเดินอยู่
ตายละหว่า สองคนนั้นก็วิ่งสุดแรงฤทธิ์ เพื่อจะไปขึ้นที่สถานีข้างหน้า
ไม่ใช้ง่ายๆนะ ที่พนักงานขับรถไฟ คิดจะเหยียบเบรกกระทันหัน แล้วรถหยุดกึก
เพื่อนนายโซโต วิ่งเร็วกว่า และก็เอาตัวขึ้นมาได้บนสถานี ทันการ รอดไปหวุดหวิด
แต่นายโซโต สะดุดล้มลง เลยโดนทับจากท่อนหัวเข่าลงไป
ไม่ตายแต่เสียขาสองข้าง หุหุ สมน้ำหน้าดีไหม เล่นไรบ้าๆ
แต่นายโซโต ก็หาทนายอีกแหละ เรียก หานัง sue ซูๆๆอีกแล้ว
เหอ จะเอาไรไปฟ้องเขา ตัวเองผิดเต็มประตู
ทนายบอกต่อศาลว่า ปกตินายโซโตนี่วิ่งได้เร็ว8ไมล์ต่อชั่วโมง
และพนักงานขับรถไฟ ก็น่าจะมีเวลาเหยียบเบรคทัน
ดูสิ มันน่านัก ตัวทำเรื่องเอง ไปเดินในที่เขาห้าม แล้วมาขอให้เขารับผิดชอบ
ศาลมีมติ4 ต่อ3 ให้MTA จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้นายโซโต

ผมเป็นคนที่เคารพกฎมากๆครับ อะไรๆที่เขาห้าม ผมจะไม่ทำ
หากทำผิดเขาจับได้ ผมก็จะไม่โวยวาย ไม่โทษใคร แต่จะยอมรับกับสิ่งที่ตนเองทำไป
เขาจะปรับก็ให้ปรับ เขาจะฆ่าก็เอา
คืออย่างน้อยสามัญสำนึกถูกผิดดีอยู่พอสมควร
ไม่เหมือนใครหน้าเหลี่ยมๆ บางคน ไม่รู้ทนอยู่ได้ยังไง
ท๊ากกกกกกกกกกกสิ๊นนนนนนนนนน อออออออออออกไปปปปปปปปปปป

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งครับ อยู่นิวยอร์กนี่แหละ เป็นคนปักษ์ใต้ ไข่นุ้ยไข่ย้อยเหมือนกัน แต่คนละจังหวัด
เขาว่าคนใต้นี่หัวหมอพอได้อยู่เหมือนกันนะ แต่ม่ายช่ายผ้ม
ไอ้ไข่นุ้ยจากนครสี้ถ่ำมะหราด มันบอกว่า ตอนที่ไปทำงานแบกถาด
ที่รีสอร์ทใหญ่ทางอัพสเตทนิวยอร์ก
ทุกวันต้องเดินผ่าน บ้านหลังหนึ่งที่เจ้าของบ้านเลี้ยงหมาตัวใหญ่ดูดุๆตัวหนึ่ง
ไม่มีโซ่ล่ามคอ เห่าเสียงดัง ชอบมาเห่าขู่ใกล้ๆสร้างความสยองขวัญให้แก่ไข่นุ้ยเป็นอันมาก
ไอ้ไข่นุ้ย มีไอเดียกระฉูด หลายเรื่องที่คนปกติ เขาไม่ค่อยมีกัน
ไข่นุ้ยชอบอ่านข่าวกี่ยวกับซู การฟ้อง ที่เมกานี่ มันว่านี่แหละส่วนดีของกฏหมายเมกัน
มันนอนคิด นั่งคิดนะว่าจะทำอย่างไร จะหาวิธีหาเงินจากเจ้าของหมาตัวนั้น บ้านนั้น
มันมาบอกผมวันหนึ่งครับ ว่าคิดได้แล้ว สำเร็จๆๆ จะได้รวยลัด รวยเร็วเสียที
มันว่า จะเอาตัวมันเองไปให้หมากัดครับ หุหุ แค่คิดผมก็เสียวแล้ว เขี้ยวหมาฝังเนื้อ
แต่ก็หมั่นใส้มันนะ ที่ชอบคิดไรแปลกๆ พอเอาเข้าจริง เหลวทุกที
ผมเลยยุส่งไปเลย ไข่นุ้ย มรึงยอมเจ็บตัวนิดหน่อย เด๋วเจ้าของหมาก็มาห้ามหมามัน
มรึงจะซูสักกี่ล้านก็ คงชนะความอยู่แล้ว ซูๆๆๆเอาเลยนะ
ไข่นุ้ยก็ตกลงจะเอาจริงละที่นี้ พอกันทีงานแบกถาด หากินกับหมาดีกว่า
แล้วมันก็กลับไปอัพสะเตท เตรียมทำเรื่อง ทำตัวให้หมากัด

อีกอาทิตย์ต่อมา ผมได้เจอไข่นุ้ย
มันยังปกติดีอยู่นีหว่า ผมถามมันว่า อ้าว ไม่เอาแล้วหรือ เรื่องซูเจ้าของหมา
มันหัวเราะแหะๆแบบไอ้เท่งหนังตะลุงครับ แล้วเล่าให้ผมฟัง
มันว่า วันนั้น มันเอาจริงเลยละ พอหมาเห่า กระโดดไปๆมาๆใกล้ตัวมัน
มันเดินรี่เข้าหาหมาที่ท่าทางดุ ตัวนั้น ไม่กลัวด้วยจริงๆแหละ มาๆๆมากัดกรู
อ้าว แล้วทำไมรอดมาได้ไม่เจ็บตัวเลยอะ ผมรีบถามสวนไปก่อน
มันว่า ไอ้หมานั่น แหยะแหม เก่งแต่เห่า พอกรูรี่ไปหา หมารายำกับถอย
ตาห้อย ไม่เห่า ครางหงี่ๆ แล้วทรุดตัวลงหมอบกระดิกหางเฉยเลย
หุหุหุ ขนาดหมายังกลัวมันซู
ผมก็คิดก่อนแล้วนะ หากหมาดุจริง ใครเขาจะเที่ยวปล่อยเพ่นพ่านอย่างนั้น

หุหุ อย่าลืมหนังสือ แท็กซี่นิวยอร์ก กันนะครับ ไปดูในงานสัปดาห์หนังสือฯ กันบ้าง
ขอบคุณครับ








 

Create Date : 26 มีนาคม 2549    
Last Update : 26 มีนาคม 2549 15:44:59 น.
Counter : 462 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

smartupid
Location :
New York United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




กรุณาตรวจตราสิ่งของก่อนลงจากรถไป แค่ลืมหัวใจไว้ในรถ คนขับก็สดชื่น.... โอ่เค้
Please check your belongings before leaving my cab, just leave your heart here ...Thank You
Friends' blogs
[Add smartupid's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.