Group Blog
 
All Blogs
 
31-เรื่องของซูซี่ พิตะวัน









**เรื่องเล่าแทกซี่นิวยอร์ก**( ตอน เรื่องของซูซี่ พิตะวัน)
วันหนึ่งในช่วงปลายๆปี1990ผมรับคนไปสนามบินJFK
เป็นคนไทย จะบินกลับเมืองไทยถาวร จะไม่มาหยียบเมกาอีกแล้ว
ไม่ใช่ผมรับจากที่โบกมือริมถนน หรือจากโรงแรมไหนหรอกครับ
เที่ยวนี้เป็นเที่ยวพิเศษ รับจากตึกอพาร์ทเมนท์ที่ผมอยู่ ในย่านbrooklyn สมัยนั้น
เที่ยวพิเศษนี้ มีภรรยาผมนั่งไปด้วย

ไม่ใช่ว่าผมต้องให้เมียมานั่งคุมการขับรถของผมหรอกนะ
หลังจากที่เกือบโดนพี่มืดกระซวกไปคราวนั้น
และไม่ใช่ผู้โดยสารคนที่ผมจะไปส่งนี่ เป็นสาวไทยสวยด้วยหรอกครับ
จึงต้องให้เมียมาคุม หุหุ

เธอสาวไทย คนที่จะกลับไปใช้ชีวิต ที่เมืองไทย นี่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนคนหนึ่ง
ที่ผมกับภรรยา รู้จักดี อยู่ในตึกเดียวกัน แต่ต่างคนต่างอยู่ ต่างอพาร์ทเมนท์กัน
เครื่องบินจะออกจาก JFK เที่ยงครึ่ง เราออกจากบ้าน สิบโมงเช้า

บรรยากาศ ตั้งแต่ผมขนกระเป๋าหนักมากๆสองใบ เหมือนมันเงียบๆเศร้าๆไงไม่รู้
สาวคนที่จะบินวันนี้ หน้าตาหม่นหมอง ผิดกับทุกวันก่อนนี้ที่เคยเห็น
เมื่อถึงสนามบิน เช็กอินเช็กกระเป๋า เรียบร้อยแล้ว

มีเวลาเหลืออีกเกือบชั่วโมง จึงไปนั่งกินกาแฟกันที่ค้อฟฟี่ช้อบ ที่เทอร์มินัล ขาออก
ภรรยาผมก็พูดคุยปลอบใจ คุยถึงเรื่องราวที่สาวนั้นจะไปพบพานที่เมืองไทย
สาวนั้นก็ยังเหมือนจะฟังๆไปอย่างงั้นเอง ดูซึมๆเศร้าๆ

อ้อ เธอเป็นคนปักษ์ใต้ เหมือนผมเหมือนแฟนผมนี่แหละ
ผมก็นั่งฟังเฉยๆ นานๆก็แนะนำอะไรไปบ้าง
พลางก็คิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ทั้งหมด แต่วันแรก ที่ได้รู้จักสาวไทยคนนี้

เมื่อได้เวลาจะเข้าข้างใน gate สำหรับผู้เดินทาง
ก็ได้ร่ำลากันก่อนเธอจะเดินเข้าไปในเกท
สาวคนสวยน้ำตาไหลพราก โอบกอด กับแฟนผม และผมต่อมา
ผมก็ใจหายเหมือนกันนะ ก็พูดไรไม่ออก
นอกจากกล่าวคำให้เดินทางปลอดภัย และโชคดีกับชีวิตที่จะเริ่มใหม่ที่เมืองไทย

เมื่อเธอเดินเข้า เกท ไปแล้ว เธอเหลียวหลัง มาโบกมือ บ๊ายบาย
หน้าสวยพรางพร่าด้วยน้ำตา
และ นั่น ก็เป็น การเห็นเธอ ครั้งสุดท้าย
.......................................................................................................................................................

..................." ก่อนอยู่เคียนซาเขาเรียกกันว่าอีส้าว
มาอยู่นิวยอร์กเมืองหนาว
เปลี่ยนจากอีส้าวมาเป็นซูซี่" ...................................................


ข้างบนนี่เป็นเพลงแปลงที่ผม ร้องล้อแม่สาวจากปักษ์ใต้ ชื่อแม่ซูซี่
เพราะที่หลังจากรู้จักแม่สาวนี่ ผมขำ ผมหมั่นใส้หล่อนเอามากๆ
ทั้งนิสัย การพูดจา เหมือนที่เพลงลูกทุ่งเพลงหนึ่ง ร้องไว้จริงๆเล้ย

ซูซี่เป็นคนปักษ์ใต้จังหวัดหนึ่ง ที่ไม่ไกลจากบ้านเกิดผมนัก
หล่อนไม่เคยบอกใคร ไม่พูดไม่แหลงใต้
แต่แกบอกแฟนผม และผมนะ ผมว่างั้นเรามาแหลงใต้ดีกว่านิ

ที่ผมและภรรยาได้รู้จัก ก็เพราะ ซูซี่ อีส้าวย้ายมาอยู่ในตึกที่ผมอยู่มาก่อนแล้ว
วันนั้น วันที่เธอขนกระเป๋าลงจากแทกซี่เข้ามาในตัวตึก
ผมและภรรยา กำลังเข้าบ้านพอดี จึงช่วยขนกระเป๋า เข้าลิฟท์
และยกไปส่งให้ถึงหน้าห้องของเธอ ซึ่งอยู่คนละชั้นกับผม
เลยได้รู้ว่าเป็นคนไทย

หน้าตาก็สวยดีนะ แต่ผมมองตาและกิริยาท่าทาง
หล่อนคงเบ่งน่าดูนิ การแต่งตัวก็ดูดี มียี่ห้อ ทั้งเครื่องประดับ กระเป๋าถือ
หรือกระเป๋าเดินทาง

ต่อมาบ้านผม คือ อพาร์ทเมนท์นะ เรียกบ้าน ง่ายดีกว่าครับ
homeนะครับไม่ใช่ house
ก็ได้แม่สาวซูซี่เป็นแขกประจำบ้าน เพราะเห็นว่า คนไทยด้วยกัน รู้จักกันไว้ก็ดี

ผมยังจำ วันแรกๆที่ซูซี่มาบ้านผม ผมกำลังชงกาแฟ
ที่บ้านผมยังกินกาแฟใส่นมข้นอยู่นะ ไม่ชอบคอฟฟี่เมต หรือนมสด
แม่ซูซี่เห็นนมข้น หล่อนทักว่า
"อ้าว นี่กินนมข้นกันหรือ ที่บ้านใช้เลี้ยงหมานะ"
ผมถามกลับว่า แล้วที่บ้านกินกาแฟกับไรละ
ซูซี่บอกว่า กินคอฟฟี่เมท มานานแล้ว
หุหุ อายุเกือบเท่ากัน ที่ปักษ์ใต้ ตำบล อำเภอที่หล่อนอยู่
ยังเป็นดินลูกรัง เดินทางลำบาก ยังเฉือกมีคอฟฟี่เมตขายอีกด้วยนิ
แฟนผมปรายตามาทางผม เหมือนเตือนผม อย่านะๆ
เพราะแกรู้เหมือนกัน ว่าปากผมก็ร้าย
แปลกนะผมนี่ กับคนที่ไม่เป็นอันตรายอะไร
เรื่องปากหมาอย่างเดียวผมไม่กลัวครับ
และผู้หญิง สวยด้วย เอาไว้ตอกกลับแสบๆคันๆดีกว่า
ผมแก้แกไปว่า "อือม์ งั้นหรือ ดีนะ นมข้นนี่เลี้ยงจนหมาโตหมาสวย มาเมกาได้" หุหุ
ก็ทำเอาซูซี่ เชิดคอค้อนเอาเสียหลายค้อน แต่ไม่กล่าวไรอีก

พอรู้จัก กันนานไป ก็สนิทกันพอสมควร แฟนผมใจดี และใจเย็น
ชอบช่วยคนด้วย
เลยทำให้ซูซี่ ไม่กล้าทำไรน่าเกลียดมาก ถึงแกไม่ชอบผม แต่ก็ไม่กล้ากับผมเท่าไร
เพราะผมจะตอกแกแบบน้ำนิ่งไหลลึก รู้สึกได้ทุกที

แกชอบเอาเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับ คนชั้นไฮโซ มาคุยทับ แฟนผม
ผมก็ต้องทนฟังไปด้วย บางที่ก็แค่ฟังเฉยๆ บางที่ หล่อนก็แว้งกับผม
ผมเลยต้องใช้เขี้ยวงับเข้าบ้างพอแสบๆ

แต่นึกอีกที ก็น่าสนุกนะ เรารู้เขา เขาไม่รู้เรา
ผมนี่ชอบให้คนมาประมาณตัวผมให้ดูต่ำ under estimate อยู่ด้วย
แล้วก็ได้สะใจ ที่ได้ทำไรแก้ลำบ้าง

มีวันหนึ่ง ซูซี่ ให้คนมาส่งเปียโนที่บ้านแก
ผมเห็นพอดี ถามว่า อ้าวใครเล่นอะ เปียโน
แกว่า แกจะเล่น จะจ้างครูมาสอน
พอค่ำซูซี่มาเรียกให้ไปบ้าน เพื่อจะอวดเปียโน
ผมว่าเคยเรียนมาก่อนหรือ
ซูซี่บอกที่บ้านเคยเล่น ตอนเรียนโรงเรียนคาทอลิก ที่เมืองไทย ซิสเตอร์สอนให้

ผมก็ไปลองนั่ง ขยับเพลง ที่เคยขอให้คนหนึ่งสอนให้นานแล้ว
ขอแบบว่า ขอให้เล่นเพลงเดียวท่อนเดียว
เอาให้ถูกคอร์ด ถูกคีย์ เหมือนคนเล่นเป็นเลยนะ
ผมก็ฝึกแต่ท่อนนั้น เขียนเอา จำเอาจนเล่นได้ฟังเป็นเพลง

พอผมเริ่มวางนิ้ว เต๊ะท่าแบบไม่สนใจเท่าไร
แล้วพรมนิ้ว อุ๊ย พรมนิ้ว พูดแล้วขนลุก
เพลงเก่ง as time goes by ขึ้นเป็นเพลง จนจบไปท่อนแรก เพราะหัดจนเป็น
แม่สาวซูซี่ งง และตาแกบอกทึ่งกับผมสุดขีด
หน้าอย่างไอ้นี่ เล่นเปียโนได้ เป็นไปได้ไง

ผมก็วางมือ ไม่เล่นต่อ ไม่กลัวว่าซูซี่จะขอให้เล่นเพลงอื่นหรอกครับ
แค่คนที่ขี้โม้นี่ ต้องอ่านให้ออกครับ ใครจะมายอมเสียหน้าละ
ให้มันจุกอกตายไปเองเถอะ ซูซี่แค่บอกว่า เสียงใช้ได้นะ
ผมก็ว่า อือม์ เสียงดี แต่คีย์ แฟลทไมเนอร์นะต้องจูนหน่อย
หุหุ แฟลทไมเนอร์นี่ ผมดำน้ำนะ นึกออกผิดๆถูกๆก็พูดไปงั้นเอง
ไม่รู้คืออะไรแน่ มีปะไม่รู้เลย แต่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ซูซี่ไม่รู้
...................................................................................................................................
คุณๆเคยอ่านนิยาย หรือดูลครไทยเรื่องหนึ่ง ของ ว วินิจฉัยกุล ไหมครับ
ชื่อเรื่อง มายา นะ ที่เป็นเรื่องใช้ฉากเมืองหนึ่งของเมกา
เป็นเรื่องชีวิตนักเรียนนอก ในมหาวิทยาลัยหนึ่ง
สนุกดีนะผมว่า ให้ข้อคิดดีๆด้วย

เป็นเรื่องของเด็กสาว ที่ คุณย่าผู้ดีคนรวยขอมาเลี้ยงแต่เด็ก
พอโตก็ให้ใช้นามสกุล และเพราะเด็กคนนี้หัวดี เรียนเก่ง
เลยได้ทุนมาเรียนเมกา ในหัวแกจำได้ถึงแต่การถูกย้ำๆ
กับชาติกำเนิดตัวเอง โดยคุณย่า ผู้ดีคนนั้น ตอกเอาๆให้เป็นปมด้อย ตลอดมา
จนแกต้องมาสร้างปมเด่น หลอกคน หลอกนักเรียนนอกด้วยกัน
สรวมรอยเป็นผู้ดีกับเขาไปด้วย ผมจำชื่อ ตัวเอกนั้นได้ดี ครับ
ชื่อ พิตะวัน แต่จำชื่อสกุลในเรื่องไม่ได้

ผมก็เรียกแม่ซูซี่นี่แหละว่า คุณพิตะวัน
ซูซี่ไม่อ่านนิยาย ไม่ดูลครไทย เลยไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร แกคงเห็นว่าแปลกและเพราะดี
เลยไม่ได้ว่าอะไร จนผมเรียกติดปากไปเลย

มีวันหนึ่ง ที่นิวยอร์ก มีงานบอลล์การกุศล สายใจไทย หรือไรนี่แหละครับ
ซูซี่ พิตะวัน อยากไปมากเลย แต่ไม่มีเพื่อน
ไม่มีเพื่อนจริงๆครับ การงานที่ทำ ผมก็ไม่ได้สนใจไปอยากรู้มาก
แกเคยบอกกับแฟนผมว่า ทำงานที่ ออฟฟิส บริษัทอินชัวรันใหญ่แห่งหนึ่ง
แต่ผมเรื่องไรจะไปสืบ จะไปหาปมด้อยแกเพิ่มละครับ
ที่จริงมันก็ไม่ได้เป็นภัยกับใคร กับการขี้โอ่ของแก จิตใจแท้จริงก็ไม่ได้ร้ายหนักหนา

ผมไม่ใช่แพทย์ทางจิตวิทยาไรหรอก แต่ผมว่าผมเข้าใจมนุษย์พอ
สิ่งที่แม่พิตะวัน ทำมาแต่ต้นนั้น มันต้องมีที่มาหรอก
มนุษย์นะ ความอยากได้โน่น ได้นี่ เป็นโน่น เป็นนี่ มันมีอยู่ในสัญชาติญานนะ
แต่หากไม่รู้ตัว ก็ย่อมมีผลกับตัวเอง ไปหลายทางได้เหมือนกัน ทั้งดี และร้าย

ผมกับแฟนผมนี่ ก็ช่วยพิตะวันแกหลายเรื่องนะ อย่างน้อยก็นับแกเป็นเพื่อนด้วย
มีของ มีกับข้าว ก็ไปให้ บางที่เรียกมากินข้าวที่บ้าน
ให้แกมาคุย มาโม้ให้ผมฟังเพื่อจะตอกกลับบ้างเบาๆเบาะๆ

ตกลงเราก็ไปงานบอลลล์นั้นกันนะครับ
ชวนเพื่อนอีกหลายคน ซื้อบัตร์โต๊ะใหญ่ครบสิบคน
คืนนั้นซูซี่ พิตะวัน สวยเริดสุดหรูมากครับในชุดราตรีสีเทาๆ
ผมนี่ไม่ชอบงานแบบนี้เลยนะครับ แต่ที่ไปเพราะไม่อยากขัด
และได้ข่าวมีนักร้องดัง จากเมืองไทยมาร่วมด้วย
พอบอกเพื่อนๆไปกันหลายคนก็โอเค สนุกได้ละทีนี้

หัวคิดการอำคนของผมเริ่มออกลายอีกแล้ว วันนี้แม่ซูซี่หน้าเชิดโชว์โฉม
ผมไปนัดแนะกับเพื่อนคนหนึ่ง คู่หูการอำที่แนบเนียน ไอ้โทนี่ ขับแทกซี่ ไงครับ
ผมให้มันเลิกชับแทกซี่แต่หัววัน เพื่อมางานพร้อมกับ เพื่อนๆอีกห้าหกคน

ผมแนะนำ ไอ้โทนี่ให้คุณซูซี่พิตะวัน รู้จัก ต่อหน้าเพื่อนคนอื่น ผมให้มันเป็นหมอ
และบอกว่าให้มันทักผมแบบเป็นวิศกรเหมืองแร่ จบจากมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของไทย
ดูสิคุณ หนักไปไหมครับ แต่มันไม่ใช่พวกลวงโลก แอบอ้างเพื่อการไรนะ
นี่เพื่อการเอามัน เอาสนุกอย่างเดียว

" อ้อ หมอณรงค์ครับ นี่พิตะวัน เพื่อนผมครับ"
ไอ้โทนี่ เอ้ย หมอณรงค์ ยกมือไหว้พร้อมกันเลย ที่แม่พิตะวันยกมือ
"สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ"

ซูซี่ ชักทึ่งผมนะที่มีเพื่อนเป็นหมอ วันนี้ ท่าทางจะข่มผมไม่มีเลย วางตัวน่ารัก
แล้วไอ้โทนี่ก็ขึ้นมาว่า" เฮ้ย (ชื่อผม )ได้ข่าว นายช่างสมศักดิ์ไหม นี่เพิ่งคุยกันวานนี้
โห ได้เป็นไดเเรกเตอร์ฝ่ายผลิตที่ฟอร์ดมอเตอร์แล้วนะ"

หุหุ ไอ้นี่หน้าตายดี แต่ผมแกล้งทำ แบบ จุ๊ปากยกนิ้วเหมือนบอกว่าเบาๆ อย่าพูดๆ
เพราะรู้ว่า แม่พิตะวันกำลังฟังอยู่ ไอ้โทนี่ ไปตามแผนต่อว่า
"ตอนที่นายไปสำรวจแร่ที่พังงา หนังสือกรมลงข่าวนายนะ หุหุ นายช่างใหญ่(ชื่อผม)"
แม่พิตะวัน ทำหน้าเหมือนสงสัยว่า สองคนนี่คุยไรกัน
แต่ผมว่าแกมองผมอย่างทึ่งและนับถือขึ้นมาก

คืนนั้นแกคุยกับไอ้โทนี่ เอ้ย หมอณรงค์ อย่างสนุก แต่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับแพทย์นะ
เป็นเรื่องหนังเรื่องลคร เพราะไอ้โทนี่พยายามหลบๆเรื่องนั้น
แต่มาดหมอมันไม่เลวครับ ไอ้หมอเถื่อนเอ๊ย
แฟนผมและเพื่อนคนอื่นๆก็พากั้นกลั้นหัวเราะ จนผมเกือบหลุดการแสดงแล้ว

พิตะวันซูซี่ไปถามแฟนผมทีหลัง ว่าผมจบไรมา แฟนผมบอกว่า
ไอ้หมอนี่ มันไม่เหมือนใคร ไปถามเขาเองสิ
แต่ซูซี่ไม่กล้าถามผมหรอกครับ แกกลัวว่าผมจะถามกลับนะ

เอ้อ แล้วคุณๆก็อย่ามาเชื่อผมอีกนะว่า เป็นแบบไอ้เพื่อนผมว่า
ผมไม่ได้จบไรแบบนั้นมาหรอกครับ และถึงถามว่า จริงๆผมเรียนไรมา
ผมก็ไม่บอกอยู่ดีแหละ อย่ามาถามผมอีกนะ ไม่มีคำตอบถูกต้องให้อะ
แต่ที่อำกันเรื่องนี้ก็แค่ในหมู่กันเอง ไม่ได้คิดแอบอ้างจริงจัง เพื่อการอื่นใดครับ
ขอโทษมานะที่นี่ด้วย

พิตะวันซูซี่ อายุก็น่าจะมีแฟนได้แล้ว หน้าตาก็สวย
แต่งกายก็ดูดี มีรสนิยม
แต่แกไม่มีแฟนจริงๆครับ พอมีชายใดมาคบหา มาจีบ
คบกันสักพักก็เลิกลาไป เพราะไม่มีใครทนกับการขี้โอ้ ขี้อวดของแกได้
ไอ้ที่ทน ก็ไม่มีไรที่น่าสนใจสำหรับ ซูซี่
แต่นิสัยส่วนอื่นที่ผมแอบสังเกตุ ซูซี่ไม่ได้ร้ายเหมือนปากเลย
มีน้ำใจและช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่า เคยเห็นแกให้เงิน พวกโฮมเลส ตั้งห้าเหรียญแนะ
.....................................................................................
เรื่องเล่าตอนนี้คุณคงคิดว่า เล่าแบบเอาคนมาเผา เอาสนุกอย่างเดียว
แต่ไม่ใช่นะ ตอนจบเรื่องนี้เศร้าครับ
หลังจากที่ผมกับภรรยาส่งซูซี่เข้าเกท ที่สนามบินไปแล้ว

ตอนนั่งมาในรถ ภรรยาผมบอกความจริงที่ทำให้ผมตกใจ เพราะคาดไม่ถึง
ที่ซูซี่กลับเมืองไทยกระทันหัน และร้องไห้จนผมเห็นว่ามันเกินไป
กับแค่การกลับไทย ถึงแม้จะไม่มาอีกแล้ว นิวยอร์ก
ภรรยาผมบอกว่า ซูซี่โชคร้าย น่าสงสารมาก พูดแล้วน้ำตาไหลด้วย

ซูซี่ถูกไอ้เลวข่มขืนครับ

ขณะกลับบ้านคืนหนึ่ง ถูกไอ้โก้สองคนลากขึ้นรถ
แล้วขับรถพาไปข่มขืนบนรถ ในแถวถิ่นใกล้ๆชายป่ารกแห่งหนึ่งของbrooklyn
โห นี่อะไรกัน ทำไมเธอโชคร้ายอย่างนี้
เธอได้แจ้งตำรวจ บอกตำรวจว่าจำคนร้ายไม่ได้

แต่ที่น่ากลัวกว่านั้น เธอหวาดผวา กับผู้คน และทุกอย่างที่เห็นในนิวยอร์ก
เมื่อเธอเดินอยู่ แม้แค่กลางวัน ได้ยินเสียงรถยนต์ที่แล่นมาทางหลัง
เธอจะหันมาดู แล้วออกท่าตกใจกลัว เหมือนใครจะมาจับตัวเธอขึ้นรถอีก
เธอบอกภรรยาผมว่า อย่าไปเล่าใคร แม้แต่ผม เธออาย
เธอทำใจไม่ได้หากที่จะอยู่นิวยอร์กต่อไป
เธอเจ็บ เธอปวด กับแผลลึกในใจที่จะต้องฝังกับตัวกับใจไปตราบวันตาย
ผมรู้สึกสงสารเธอมาก นึกไม่ถึงว่าเหตุร้ายจะเกิดกับเธอได้
มันร้ายเกินจะทนได้กับผู้หญิงคนหนึ่ง จริงๆแหละ
โดยเฉพาะกับเธอซูซี่ ผู้วางตัวไว้เสียสูง
.....................................................................................................................................
เมื่อตอนภรรยาผมกลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยประมาณปี 91-92 ไปคนเดียวครับ
และหวังจะได้ไปเยี่ยม ซูซี่ ที่บ้านแกที่กรุงเทพ ที่ซูซี่เคยบอกที่อยู่ไว้ แต่ไม่มีเบอร์โทรศัพท์
ภรรยาผมไปหาจนเจอบ้านนะ และเมื่อถามหาซูซี่
หญิงชราคนหนึ่งเป็นยายแกนะ บอกด้วยคำพูดปนสะอื้น ที่ทำให้ภรรยาผม ตกใจยิ่งนัก
" เขาสบายไปแล้วนะคุณ "

ซูซี่กินยาเวเลี่ยม ระงับประสาทเกินกำหนด ฆ่าตัวตายครับ
ขอให้เธอจงได้พบความสุข จริงๆ มีเพื่อน มีคนรัก ในภพหน้านะ ซูซี่ พิตะวันของผม.............
.........................................
...............................
**ขอเพิ่มเติม เรื่องราว ซูซี่ พิตะวัน อีกนิดครับ
ซูซี่ แรกๆก็ได้วีซ่านักเรียนมาเมกาครับ มาเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อต่อทาง
business admins. สมัยนั้นได้ง่ายมาง่ายอยู่ครับ แต่ก็แค่ได้เรียนภาษาเพื่อต่ออายุวีซ่าไปเรื่อยๆนะครับ
ก็เรียนไปทำงานไปเหมือนคนไทย ที่ไม่มีใบเขียวแหละครับ
ก่อนย้ายมาอยู่บรุคลิน ก็แชร์ห้องกับรูมเมทที่แมนฮัทตั้น แถวๆอัปเปอร์เว็สท์ไซด์
หลายปีต่อมามีเพื่อนกระเทยฝรั่ง ช่วยแต่งงานหลอกๆทำใบเขียวให้
เมื่อได้ใบเขียว ก็ไม่เรียนแล้ว ทำงานมาหลายแห่ง เป็นเวทร้านอาหารฝรั่งดังๆ
ฐานะทางบ้านที่เมืองไทย ต่างจังหวัดก็ปานกลาง ไม่จน ไม่รวย
แกกลับไปเมืองไทยหลายครั้ง ไปซื้อบ้านให้พ่อแม่พี่ๆน้องๆอยู่ที่กรุงเทพ ส่งเสียน้องเรียนด้วย
คุณอาจสงสัยว่าแกกลับไทยกระทันหัน แบบนี้ จัดการกับของใหญ่ๆยังไง เช่น เปียโน แกไม่ได้กลับทันที ที่เกิดเรื่องครับ อีกสองอาทิตย์ต่อมานะ ก็ประกาศขายสิ่งของเครื่องใช้ไปก่อน ขายถูกๆ หรือแจกๆข้างห้องไป ผมยังได้เครื่องครัวหลายอย่างมาเลย เปียโนนั้น แกขายไปอีกปีกว่าๆหลังจากซื้อมา แกว่า ไม่มีเวลาเล่น ก่อนนั้นวันหนึ่ง ผมเอาแกงไตปลาไปให้แก ไม่โทรไปก่อน ได้ยินเสียง โ่ด่ โด่ เร เร แบบนิ้วเดียวกดคีย์นะ หัดเล่นนะครับเสียงลอดมาจากในห้องแก
ผมรู้สึกว่า ผมไม่น่าให้แกอายผมอีกนะ ใจหนึ่งเวทนาสงสารแกขึ้นมามากด้วย
สงสารผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่คนเดียว เป็นตัวแท้ๆที่คนอื่นไม่เห็น แกคงเหงามากสินะ
ในต่างแดน ไกลบ้าน ไกลญาติพี่น้อง ไม่มีเพื่อน เช่นนี้
ผมต้องเอาแกงขึ้นมาที่ห้องผมก่อน ไม่เคาะเรียกซูซี่
แล้วให้แฟนผมโทรไป ให้แฟนเอาไปให้เอง
ผมเข้าใจแกมากขึ้น จนต่อมา ผมไม่นึกแต่จะอำ จะโต้กลับ กับที่ซูซี่จะพูดจะอวด
จะโม้อย่างไรอีก
ความจริงในตัวเธอคร่าวๆนี้ แกเล่าให้แฟนผมฟัง เมื่อหลังที่เธอเจอเหตุการณ์ร้าย
และตัดสินใจกลับเมืองไทย

จากคุณ : smartupid - [ 2 ส.ค. 48 17:05:08






Create Date : 11 สิงหาคม 2548
Last Update : 11 สิงหาคม 2548 13:44:52 น. 8 comments
Counter : 746 Pageviews.

 
มารำลึก ไว้อาลัย อีกครั้ง


โดย: ตุ้มเม้ง ริวซากิแอล IP: 202.142.216.225 วันที่: 18 สิงหาคม 2548 เวลา:4:52:52 น.  

 
สงสารซูซี่มากค่ะ พวกชอบข่มขืนเนี่ย มันน่าจะจับให้พวกกระเทยตุ๊ยซะให้เข็ด จะได้รู้สึกบ้างว่ามันเจ็บปวดขนาดไหน แค่ความอยากชั่วครู่ของคนเลวๆ ทำให้ชีวิตคนนึงๆพังทลายไปเลย เฮ้อออ เศร้า


โดย: แมงเม่าบินเข้ากองฟาง IP: 213.184.205.206 วันที่: 19 สิงหาคม 2548 เวลา:2:31:16 น.  

 
อึ้ง..น้ำตาซึมเลยค่ะ


โดย: แม่ตัวเล็ก IP: 61.91.110.237 วันที่: 18 กันยายน 2548 เวลา:12:27:59 น.  

 
เกลียดพวกข่มขืนครับ พักหลังมาเนี่ยะ ออกข่าวเยอะมาก เด็ก ๆ ทั้งนั้น อนาถ


โดย: nutxnut วันที่: 20 กันยายน 2548 เวลา:10:58:13 น.  

 
ไม่ชอบไอ้พวกข่มขืนผู้หญิงเลยค่ะ(เกลียดมากเลย)


โดย: พันธ์ x เด็กสุดขั้ว IP: 124.157.168.173 วันที่: 14 สิงหาคม 2550 เวลา:9:03:09 น.  

 


โดย: ohv'sob, IP: 125.24.78.112 วันที่: 20 กันยายน 2550 เวลา:13:54:08 น.  

 
งงวะ


โดย: นรร IP: 125.24.78.112 วันที่: 20 กันยายน 2550 เวลา:13:56:09 น.  

 
เศร้าจัง จะเมืองนอก หรือเมืองใน ก็อันตรายทั้งนั้นแหละ ต้องดูและระวังตัวเองตลอดเวลา


โดย: ณัฎฐะมุกวารินทร์ IP: 116.58.231.242 วันที่: 18 ตุลาคม 2550 เวลา:22:03:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

smartupid
Location :
New York United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




กรุณาตรวจตราสิ่งของก่อนลงจากรถไป แค่ลืมหัวใจไว้ในรถ คนขับก็สดชื่น.... โอ่เค้
Please check your belongings before leaving my cab, just leave your heart here ...Thank You
Friends' blogs
[Add smartupid's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.