Update ทุกความเคลื่อนไหว ไปกับ SmartPower
Group Blog
 
All Blogs
 

"โนเกีย" ทิ้งบอมบ์ เปิด "ซิมเบียน" เป็น "โอเพ่นซอร์ซ"

คอลัมน์ ไอทีทะลุโลก

โดย siripong@kidtalentz.com


ตลาด โทรศัพท์มือถือเหมือนร้อนระอุ เมื่อแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ส่ง "ไอโฟน" ออกมาลุยตลาดกวาดส่วนแบ่งไปมากโข กลายเป็นต้นแบบที่โทรศัพท์มือถือเจ้าอื่นๆ ต้องเร่งพัฒนาตาม อาจจะยังโชคดีที่แอปเปิ้ลคงสไตล์เดิม นั่นคือสงวนสิทธิ์ทั้งตัวเครื่องและระบบปฏิบัติการไว้ วิธีนี้สร้างกำไรและแบรนด์ให้โดดเด่นได้ เพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งหาจากที่อื่นไม่ได้

แต่การเล่น เกมอย่างนี้ต้องไม่ลืมว่า แอปเปิ้ลก็เคยพ่ายแพ้มาแล้วในตลาดพีซี ถึงขนาดไมโครซอฟท์ต้องอัดเงินเข้ามาช่วยเหลือประคองคู่แข่ง

สังเกตได้ว่าสำหรับแอปเปิ้ลแล้ว กำไรสำคัญกว่าส่วนแบ่งตลาด ทว่าส่วนแบ่งตลาดหากมากก็สร้างกำไรได้มากเช่นกัน และถ้าน้อยเกินไปก็ขาดทุน

เจ้า ตลาดระบบปฏิบัติการโทรศัพท์ มือถือของโลกต้องยกให้ "ซิมเบียน" ที่มาจากการรวมตัวกันของมากมายหลายเจ้า นำโดย "โนเกีย" ลำพังโนเกียเองก็ครองส่วนแบ่งตลาดโทรศัพท์มือถือมากที่สุดในโลกอยู่แล้ว ขณะที่ระบบปฏิบัติการ "ซิมเบียน" นั้นยังมีค่ายอื่นๆ ใช้อยู่ด้วย เพราะฉะนั้นไม่แปลกที่สำหรับโทรศัพท์มือถือทั่วโลกแล้ว "ซิมเบียน" จะเป็นเจ้าตลาด โดยมีวินโดวส์ โมบายล์ ของไมโครซอฟท์วิ่งตามมาห่างๆ และระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ซึ่งครองตลาดใหญ่ที่สุดในจีนไปได้

กูเกิล เจ้าแห่งการค้นหาบนอินเทอร์เน็ตที่เราท่านรู้จักกันดี กำลังผลักดันระบบปฏิบัติการตัวใหม่สำหรับโทรศัพท์มือถือ ที่เรียกกันว่า "แอนดรอยด์" ดึงเอานักพัฒนารุ่นใหม่เครื่องร้อนทั้งหลายจากทั่วโลกเข้าไปร่วมพัฒนา ด้วยกลยุทธ์เหนือชั้น

อนาคตของซิมเบียนซึ่งแม้จะเป็นเจ้าตลาดก็ตาม น่าจะต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างน่ากลัว

ล่า สุด "โนเกีย" ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ด้วยการจ่ายเงินถอน "ซิมเบียน" ออกจากความร่วมไม้ร่วมมือของคนอื่นๆ พูดง่ายๆ คือซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นอื่นๆ ทั้งหมดใน "ซิมเบียน" เอามาเป็นของตัวเองคนเดียว จากนั้นบริจาคระบบปฏิบัติการซิมเบียนเข้าไปให้มูลนิธิซิมเบียน

แล้วเปิด "ซิมเบียน" ให้เป็นระบบปฏิบัติการแบบโอเพ่นซอร์ซภายใต้การดูแลของ มูลนิธิซิมเบียน

เท่ากับเปิดฟรีสำหรับการเอาไปใช้ พัฒนาต่อ และรวมถึงแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่จะใช้กับโทรศัพท์มือถือซิมเบียนด้วย

วิธี นี้จะช่วยให้เกิดแอปพลิเคชั่นหรือ สารพัดโปรแกรมใช้งานหลั่งไหลเข้ามาหา ซิมเบียน และโนเกียซึ่งผลิตและขายโทรศัพท์มือถือมากที่สุดก็จะเป็นผู้ได้โดยปริยาย


ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4014 (3214)
หน้า 28




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2551    
Last Update : 30 มิถุนายน 2551 18:40:42 น.
Counter : 271 Pageviews.  

"ดีแทค-ทรูมูฟ"รอลุ้นกทช.อนุมัติ3จี "เอไอเอส"คาใจบอร์ดกสทฯต่ออายุสัมปทานคู่แข่ง

"ดีแทค-ทรูมูฟ"รอลุ้นกทช.อนุมัติ3จี "เอไอเอส"คาใจบอร์ดกสทฯต่ออายุสัมปทานคู่แข่ง

"ดีแทค-ทรูมูฟ" ลุ้นตัวโก่ง รอคิว "กทช." อนุมัติขยับคลื่น 850 MHz อัพเกรดโครงข่ายประเดิม "3G" ฟาก "กทช." เตรียมชงเรื่องเข้าบอร์ดอนุมัติภายใน 3 ก.ค.นี้ เผยแค่เพิ่มเติมข้อมูลท้ายไลเซนส์ ฟาก "เอไอเอส" เดินสายร้องขอความเป็นธรรมป้องสิทธิ "ดีพีซี" เต็มสูบ ทั้งตั้งคำถามบอร์ด "กสทฯ" มีอำนาจอนุมัติต่อสัมปทาน ทรูมูฟ 5 ปีหรือไม่

แหล่ง ข่าวจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กสทฯได้ยื่นหนังสือไปยังคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) แล้ว โดยจะแบ่งคลื่นความถี่ 800 MHz จากบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีอยู่ 12.5 MHz คือย่าน 835-845 MHz 880-890 MHz และ 846.5-849 MHz 891.5-894 MHz ให้ทรูมูฟจำนวน 2.5 MHz และแบ่งความถี่ที่ใช้งานสำหรับ CAT CDMA และ Hutch ซึ่งมี 12.5 MHz ในย่าน 824-835 MHz 869-880 MHz และ 845-846.5 MHz 890-894.5 MHz ให้ทรูมูฟอีก 2.3 MHz

ทั้งนี้ เมื่อปรับปรุงการใช้ย่านความถี่แล้วจะทำให้ดีแทคมีแบนด์วิดท์สำหรับทำ 3G อยู่ 10 MHz คือย่าน 839-849 MHz 884-894 MHz ขณะที่ทรูมูฟจะมีประมาณ 4.8 MHz ย่าน 834.2-839 MHz และ 879.2-884 MHz ส่วน CAT CDMA และ Hutch จะเหลือใช้งาน 10.2 MHz ในย่าน 824-834.2 MHz และ 869-879.2 MHz

" ได้ตกลงกับ Hutch ในหลักการไปแล้ว แต่ยังไม่ได้หารือรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและมูลค่าต่างๆ ในการขยับคลื่นความถี่ ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทรูมูฟยินดีจะรับผิดชอบ ส่วนกรณีดีพีซี ไม่หนักใจว่าจะถูกโจมตีว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากสถิติของดีพีซีที่ผ่านมา มีลูกค้าไม่กี่แสนราย ขณะที่ทรูมูฟมีกว่า 12 ล้านราย เห็นถึงประสิทธิภาพการใช้คลื่นความถี่ที่ต่างกันอยู่แล้ว อีกทั้งเอไอเอสก็เปิด 3G ไปแล้ว การปรับปรุงย่านความถี่ให้ดีแทคและทรูมูฟจึงเป็นเรื่องที่ชี้แจงได้"

ด้าน นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิ การ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนา คมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า ตนจะเสนอเรื่องการปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ของ กสทฯให้คณะกรรมการ กทช.พิจารณาในวันที่ 3 ก.ค.2551 นี้ โดยสำนักงาน กทช.อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลใน 2 ประเด็น คือ 1.ความถี่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในเงื่อนไขที่ กสทฯได้รับใบอนุญาตจาก กทช.หรือไม่ และ 2.การปรับปรุงย่าน ความถี่ดังกล่าวมีผลกระทบทางเทคนิคอย่างไรบ้าง

"ถ้า กทช.พิจารณาอนุมัติ ก็แค่เปลี่ยนแปลงรายละเอียดในเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตของ กสทฯเท่านั้น ก็ดำเนินการต่อได้แล้ว"

ขณะ ที่นายสรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า บริษัทร้องเรียนไปยัง กทช.และรัฐมนตรีไอซีที กรณีคณะกรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ไม่อนุมัติการจัดสรรคลื่น 850 MHz ให้ดีพีซี เพื่อพัฒนาบริการบนเทคโนโลยี HSPA แต่จัดสรรคลื่นให้ดีแทคและทรูมูฟ ทั้งยังอนุมัติให้ต่ออายุสัมปทานทรูมูฟเพิ่มอีก 5 ปี

"ดีพีซีก็ควร ได้เหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นความถี่หรือการต่ออายุสัญญา ความถี่มีทั้งหมด 15 MHz แบ่งให้ 3 ราย คนละ 5 MHz ก็ได้ ทำไมต้องแบ่ง 10 กับ 5 การที่ดีพีซีเป็นบริษัทลูกของเอไอเอส หรือมีลูกค้าน้อย ไม่เกี่ยวข้องกับการแบ่งคลื่น เรากำลังร้องเรียนไปตามกลไกของกฎหมายในทุกช่องทาง เพื่อให้ดีพีซีได้รับสิทธิเท่าเทียมผู้ให้บริการรายอื่นใต้สัมปทาน กสทฯ"

ด้าน นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการบริษัทเดียวกัน เสริมว่า การที่ทรูมูฟได้ต่ออายุสัมปทานจะเป็นปัญหาทางกฎหมายที่ต้องตัดสินให้ชัดเจน ว่าบอร์ด กสทฯและทีโอที มีอำนาจในการต่อสัมปทานจริงหรือไม่ เพราะ กทช.มองว่า หากอายุสัมปทานหมดลง สิทธิในการใช้คลื่นของ กสทฯและทีโอทีต้องหมดลง และต้องคืนคลื่นให้ ทช.ทั้งหมด

"คนที่มี อำนาจชี้ขาดได้คือ กฤษฎีกา ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล หากมีผู้คัดค้านก็อาจต้องให้ศาลชี้ขาดว่า สุดท้ายแล้วทีโอทีและ กสทฯต้องคืนคลื่นหรือไม่ ถ้าคืนแล้ว กทช.จะทำอย่างไรต่อไป บอร์ดของทั้งคู่มีอำนาจให้ต่อสัมปทานได้หรือไม่ เป็นต้น"

สำหรับเอไอ เอสอายุสัมปทานจะหมดลงในปี 2558 ซึ่งตามเงื่อนไขต้องเจรจากับ ทีโอทีให้จบภายใน 2 ปี ก่อนสิ้นสุดสัญญาว่าจะต่อสัญญาออกไปอีกหรือไม่ หรือจะทำธุรกิจร่วมกันในรูปแบบไหน มีทางเลือกมากมาย ยังบอกไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา เช่น การให้ใบอนุญาต 3G ของ กทช., การร่วมพัฒนาคลื่น 1900 MHz กับทีโอที เป็นต้น

ขณะ ที่นายอมฤต ศุขะวณิช รอง กรรมการอาวุโส บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า แม้บอร์ด กสทฯจะอนุมัติให้มีการจัดสรรคลื่น 850 MHz ให้ดีแทคพัฒนาบริการบนเทคโนโลยี HSPA แล้ว แต่ต้องให้ กทช.อนุมัติก่อนจึงจะดำเนินการต่อได้


ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4014 (3214)
หน้า 27




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2551    
Last Update : 30 มิถุนายน 2551 18:39:50 น.
Counter : 252 Pageviews.  

จับสัญญาณ "กูเกิล" บุกไทย "วันนี้เพียงแค่การเริ่มต้น"

รายงาน


นับ เป็นเรื่องน่าจับตาสัญญาณการรุกคืบตลาดเมืองไทยของ "กูเกิล" โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา "กูเกิล" ได้เปิดตัวบริการใหม่ "iGoogle Aritst" ในไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่กูเกิลได้มีการจัดงานเปิดตัวต่อสื่อมวลชนไทยอย่าง เป็นทางการ หลังจากแอบซุ่มทำตลาดในประเทศไทยอย่างเงียบๆ มานาน

ขณะ ที่ช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ผู้บริหารกูเกิลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ได้ยกทีมมาจัดเวิร์กช็อป กับมีเดีย เอเจนซี่ โฆษณาของไทย เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับบริการโฆษณาออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ของกูเกิลเป็นครั้งแรกเช่นกัน

พร้อมๆ กับการประกาศรับสมัคร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด และผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์คนไทยที่จะมาดูแลตลาดในเมืองไทย แม้ว่าจะยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องการตั้งสำนักงานสาขาในไทย แต่ก็เห็นได้ชัดถึงการรุกคืบของกูเกิลในตลาดเมืองไทย

แม้วันนี้ผู้ ใช้อินเทอร์เน็ตคนไทยจะรู้จักเสิร์ชเอ็นจิ้น "กูเกิล" เป็นอย่างดี แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างธุรกิจและรายได้ของกูเกิล ซึ่งมีบริการอื่นๆ อีกมากมาย

ความสำคัญของการเปิดตัวโครงการ iGoogle Aritst ในประเทศไทย คือ เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่ได้รับคัดเลือกให้เปิดตัวบริการดังกล่าว จึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณการประกาศบุกตลาดไทยของกูเกิล ซึ่งเป็นผู้ครองส่วนแบ่งการตลาดการค้นหาข้อมูล (เสิร์ชเอ็นจิ้น) ในไทยอยู่ประมาณ 95%

"iGoogle Aritst" เป็นบริการสร้างหน้าโฮมเพจกูเกิลของผู้ใช้งานเอง ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือก "ธีม" หรือ "ชุดรูปแบบ" ที่ดีไซน์ขึ้นมาเอง หรือจากศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกและศิลปินไทย โดยปัจจุบัน iGoogle ถูกแปลเป็น 26 ภาษาในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก

"เดเร็ก คาลโลว์" ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทกูเกิล เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า "กูเกิลนำเสนอสินค้าและการบริการในประเทศไทยมานานแล้ว แต่การเปิดตัวครั้งนี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่ากูเกิลเข้ามาใกล้ชิดกับคน ไทยมากขึ้น"

กลยุทธ์หลักในการบุกตลาดประเทศไทยของกูเกิลจะเน้นที่ 3 ผลิตภัณฑ์หลัก คือ บริการค้นหาข้อมูล (เสิร์ชเอ็นจิ้น), google Apps เช่น Gmail, Document, Spreadsheets และโฆษณาออนไลน์ อาทิ Google AdWords หรือ Google AdSense

เสิร์ชเอ็นจิ้น และ google Apps เป็นจุดแข็งของกูเกิลที่ให้บริการฟรีแก่ผู้ใช้ทั่วไป แต่ตัวที่สร้างรายได้สำคัญให้กับบริษัทในไทยคือโฆษณาออนไลน์ ซึ่งการเติบโตของโฆษณาในไทยยังเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"หากนับ รวมส่วนแบ่งตลาดด้านเสิร์ชเอ็นจิ้นของเว็บไซต์ Sanook.com ผู้เป็นพาร์ตเนอร์สำคัญของกูเกิล เท่ากับว่าตอนนี้กูเกิลมีส่วนแบ่งกว่า 99% ของตลาดเสิร์ชเอ็นจิ้นในไทย ดังนั้นการเติบโตของ กูเกิลไม่ใช่การสร้างมาร์เก็ตแชร์เพิ่ม แต่เป็นการต่อยอด รวมทั้งปรับปรุงทำให้บริการเสิร์ชดีขึ้น การบริการที่เป็นโลคอล มากขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ในไทยใช้กูเกิลอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์จากการเสิร์ชเหล่านั้นมากกว่า"

ผู้ จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทกูเกิล เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า บริษัทแม่ของกูเกิลมองว่าประเทศไทยเป็นกำลังที่สำคัญมากของตลาดเสิร์ชใน ภูมิภาคนี้ และเป็นโอกาสที่ดีของกูเกิลอย่างมาก

"การเปิดตัว โครงการ iGoogle Aritst ในไทย แสดงให้เห็นว่าตลาดไทยมีความสำคัญกับกูเกิลมาก แต่ก็ถือว่าเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น และสิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสินค้าใหม่ๆ ให้แก่ผู้ใช้ชาวไทย" เดเร็กกล่าว และว่า

ทั้งนี้จากข้อมูลของเนคเทคโชว์ว่า ปัจจุบันไทยมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 13 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 20% ต่อประชากร โดยเสิร์ชเอ็นจิ้นถือเป็นหัวใจหลักของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันเพื่อ ค้นหาข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่ทั่วโลก และกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กูเกิลได้รับความนิยมในหมู่ ผู้เล่นเน็ตชาวไทย บวกกับระบบการค้นหาที่มีความเข้าใจสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการ และรองรับภาษาไทย จึงยิ่งเป็นตัวเร่งให้การใช้งานเสิร์ชของกูเกิลพุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษจากกูเกิล พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นประเทศแรกในการเปิดตัวบริการใหม่ๆ ในอนาคต

" เดเร็ก" กล่าวอีกว่า ปัจจัยสำคัญที่เป็นคีย์หลักของกูเกิลในการดำเนินธุรกิจในไทย คือ การร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ โดยปัจจุบันพาร์ตเนอร์หลักของกูเกิลในไทย คือ เว็บไซต์สนุกและเอไอเอส แต่ตอนนี้กูเกิลกำลังมองหาพาร์ตเนอร์รายใหม่ที่จะเข้ามาช่วยสร้าง gadget ลูกเล่นใหม่ๆ ที่อยู่บนแพลตฟอร์มของกูเกิลและมีความเหมาะสมกับผู้ใช้ชาวไทยมากขึ้น รวมถึงพาร์ตเนอร์ด้านคอนเทนต์ที่จะเข้ามาช่วยสร้างคอนเทนต์แก่กูเกิลด้วย

ขณะ ที่ความคืบหน้าการตั้งออฟฟิศในไทย ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการศึกษา แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเมื่อไร แต่ทั้งนี้การมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย และการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ รวมถึงการหา ผู้จัดการฝ่ายโปรดักต์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของกูเกิลที่เป็นคนไทยเพื่อมารับผิดชอบการทำตลาดใน เมืองไทย ก็อยู่ในช่วงการเฟ้นหาคนที่มีความรู้ความสามารถเพื่อเข้ามาช่วยพัฒนาสินค้า ให้เหมาะกับคนไทย นับเป็นการการันตีว่ากูเกิลให้ความสำคัญกับประเทศไทยอย่างมาก

"การหาคนในตำแหน่งต่างๆ เป็นการแสดงให้เห็นว่า เรามีคอมมิตเมนต์กับไทยมากขึ้น และเราสนใจตลาดนี้" เดเร็กกล่าว

สำหรับ แผนต่อไปของกูเกิลในไทยนั้น ยังคงเน้นบริการด้านการเสิร์ชซึ่งเป็นหัวใจหลักของการทำงานอยู่ และจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้ใช้ชาวไทยได้รับประสบการณ์ที่ดีใน การค้นหาข้อมูลมากขึ้น

"มีสินค้าและบริการอีกหลายอย่างของ กูเกิลที่อาจจะไม่ใช่แคมเปญใหญ่ๆ แต่มีความสำคัญ ส่วนอนาคตนั้นเราไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีสินค้าบริการอะไรออกมาอีก แต่สิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับ เช่น เป็นประเทศแรกที่มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ก่อนประเทศอื่นในอาเซียน"

นาย เดเร็กยังทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของ กูเกิลในการทำตลาดไทยคือ การทำให้สินค้า ของกูเกิลมีความเกี่ยวข้องกับผู้ใช้ชาวไทยมากขึ้นและมีอยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการเพิ่มประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดียิ่งขึ้น


ที่มา : หนังสือพิมพ์ประัชาชาติธุรกิจ
วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4014 (3214)
หน้า 28




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2551    
Last Update : 30 มิถุนายน 2551 18:38:29 น.
Counter : 172 Pageviews.  

เอไอเอสกลับลำยื่น กทช. อัพเกรดจำนวนสถานี 3 จี

นาย วิกรม ศรีประทักษ์ หัวหน้าคณะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอสได้ขอคืนหนังสือยื่นขอใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์เอชเอสพีเอ เพื่ออัพเกรดคลื่นความถี่เก่า เป็นระบบ 3 จี ในพื้นที่กรุงเทพฯ จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพื่อนำกลับมาแก้ไข และยื่นขอใหม่ เนื่องจากเอไอเอส ต้องการเปลี่ยนรูปแบบการยื่นขอใหม่ ให้เป็นลักษณะเดียวกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ที่ยื่นขอเป็นจำนวนสถานีฐานที่จะอัพเกรดจำนวน 3,000 สถานีฐานจากเดิมที่เอไอเอสยื่นขออัพเกรดเป็นแต่ละพื้นที่ เช่น เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ เป็นต้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11049




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2551    
Last Update : 11 มิถุนายน 2551 11:03:58 น.
Counter : 211 Pageviews.  

‘ธนา’เลิกง้อกสทหันพึ่งใบอนุญาต 3G กทช.

‘ธนา’เลิกง้อกสทหันพึ่งใบอนุญาต 3G กทช.

5 มิถุนายน 2551 10:57 น.

ดีแทคเปลี่ยนเป้าหมายโฟกัสใบอนุญาตจากกทช. หลังกสทอืดอาดไม่ยอมไฟเขียวยื่นขอใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์อัปเกรดบนความถี่ เดิม ซัดสุดท้ายกสทจะเสียประโยชน์เองเพราะกทช.ริบคลื่นเดิมที่ไม่ใช้ประโยชน์ ด้านเอไอเอสเผยให้บริการ 3G ในกรุงเทพฯอาจช้ากว่ากำหนดเปิดเดิมกลางเดือนมิ.ย.นี้ ‘มั่น’ ฟันธงกลางเวทีสัมมนาผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ 3Gไทยได้เห็นใน 6 เดือน

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น กล่าวว่า กรณีที่บริษัท กสท โทรคมนาคม หรือ กสท พิจารณาการยื่นขอใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์HSPA เพื่ออัปเกรดคลื่นความถี่ 850 MHz ให้บริการ 3G ล่าช้านั้น อาจจะส่งผลให้ดีแทคหันไปพิจารณาการลงทุนบนใบอนุญาตใหม่ที่คณะกรรมการกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. แทน เนื่องจาก กทช. ระบุว่าจะสามารถออกใบอนุญาตได้เร็วๆนี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์

‘ไม่มีเหตุผลที่กสทจะไม่เร่งยื่นขอใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์ อัปเกรดความถี่เดิมให้ดีแทค เพราะการดำเนินการดังกล่าวเป็นผลดีต่อกสทเองเนื่องจากเป็นการนำคลื่นความ ถี่เดิมที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ และหากไม่ได้นำความถี่นี้มาอัปเกรด อนาคตกทช.ก็ต้องเรียกคลื่นคืน ซึ่งขณะนี้ดีแทคอาจจะพิจารณาไปรอลงทุนในใบอนุญาตที่กทช.กำลังจะออกให้ เพราะมีค่าใบอนุญาตถูกกว่า ทั้งยังเป็นการลงทุนถาวร ซึ่งการลงทุนอัปเกรดความถี่เดิมก็มีข้อเสียที่อายุสัมปทานเหลือเพียง 10 ปี และมีส่วนแบ่งรายได้สูง ที่ผ่านมาดีแทครอมานานถึงขั้นอยากจะเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สายบัว จำกัด(มหาชน)แล้ว” นายธนากล่าว

สำหรับเทคโนโลยี 3Gนั้นความจริงไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่เป็นเพียงเทคโนโลยีตัวหนึ่งที่จะเพิ่มความรวดเร็วในการสื่อสารผ่านมือถือ เหมือนเทคโลยี EDGE หรือ GPRS แต่ที่ผ่านมาเกิดความล่าช้าเพราะหลายฝ่ายไปมองว่าเป็นเรื่องใหญ่โต ทั้งที่ในแง่การลงทุนนั้นก็เป็นเอกชนที่ต้องลงทุนจะขาดทุนหรือไม่ก็เป็น เรื่องของเอกชน

อย่างไรก็ดี มีอุตสาหกรรมโดยรอบหลายอุตสาหกรรมที่รอเติบโตตามอุตสาหกรรมหลักอย่าง โทรศัพท์มือถือเมื่อมีการนำเทคโนโลยี 3G มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมจำหน่ายเครื่องมือถือ อุตสาหกรรม คอนเทนต์ และซอฟต์แวร์เพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้จะมีการพัฒนาเพื่อรองรับการใช้งาน 3G บนมือถือ

นายสรรชัย เตียวประเสริฐกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอสกล่าวว่า หาก กทช.พิจารณาออกใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์ HSPA เพื่ออัปเกรดความถี่ 900 MHz ให้บริการ 3Gในพื้นที่กรุงเทพฯในวันนี้(5 พ.ค.51) อาจจะทำให้การให้บริการ 3G ในพื้นที่กรุงเทพฯ ล่าช้าออกไปจากกำหนดเดิมที่จะเปิดให้บริการในกลางเดือน มิ.ย.นี้เล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ เอไอเอสมีแผนจะเปิดให้บริการ 3G ใน 7 จังหวัดได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต โคราช ขอนแก่น ชลบุรี สงขลา และกรุงเทพฯ และตั้งเป้าจะมีลูกค้าใช้บริการ ทั้งสิ้น 6 -7 หมื่นรายในปลายปี โดยในส่วนจังหวัดเชียงใหม่ที่เปิดให้บริการไปแล้วมีลูกค้าใช้บริการแล้ว 1,500 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ 35 % ใช้งานแอร์การ์ดถึง 35 % และเชื่อว่าในระยะยาวเมื่อมีการให้บริการ 3G อย่างทั่วถึงจะส่งผลให้มีลูกค้าใช้บริการแอร์การ์ดเพื่อใช้งานอินเทอร์เน็ต เพิ่มมากขึ้น

นายมั่น พัธโนทัย รมว.ไอซีที กล่าวในการปาฐกถาเรื่อง 3G พลิกธุรกิจโทรคมนาคมไทย คนไทยได้อะไร จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่ายังเชื่อมั่นว่าภายใน 6-12 เดือนนี้จะสามารถให้บริการเทคโนโลยีระบบ 3G ได้แน่นอน ซึ่งในปัจจุบันยังต้องรอ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (พ.ร.บ.กสช.) ซึ่งคาดว่ากฎหมายดังกล่าวน่าจะออกใช้ได้ภายในปีนี้

‘การมี 3Gจะช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้เร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศที่สำคัญ โดยปัจจุบันคนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้น้อยมาก เพราะการให้บริการบรอดแบนด์ทางสายมีข้อจำกัดในการเข้าถึง ฉะนั้นบริการ 3Gจะสามารถเข้ามาให้บริการประชาชนในส่วนนอกข่ายสายได้เป็นอย่างดี”นายมั่น กล่าว

นอกจากนี้ ในส่วนของการเพิ่มความเร็วบรอดแบนด์ก็น่าจะทำได้ภายในระยะเวลา 15 เดือน ซึ่ง ครม.ได้มีการอนุมัติงบลงทุนปรับปรุงโครงข่ายไอพีบรอดแบนด์ให้บริษัท ทีโอที ไปแล้วจำนวน 4.7 ล้านบาทในการเพิ่มความเร็วของบรอดแบนด์

นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท เปิดเผยว่า 3G จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ของคนไทยให้เปลี่ยนไปเพราะจะสามารถเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารได้ทุกที่ทุกเวลา ทำให้คนสามารถทำงานและติดต่อสื่อสารกันในทุกที่และต่อไปการติดต่อกันด้วย เสียงจะเป็นส่วนน้อย เพราะการติดต่อด้วยข้อมูลข่าวสารจะเติบโตมาทดแทน

นายวรุธ สุวกร รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวว่า เทคโนโลยี 3Gจะทำให้คนไทยได้บริการที่หาไม่ได้บนเทคโนโลยี 2G อาทิ วีดีโอคอล Virtual Environment , Global Mobility

ข้อมูลข่าว จาก //www.manager.co.th/telecom/ViewNews.aspx?NewsID=9510000065696




 

Create Date : 06 มิถุนายน 2551    
Last Update : 6 มิถุนายน 2551 10:48:33 น.
Counter : 263 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

mrtech
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




อ่าน blog ไหนแล้วถูกใจ ขอทิปสักหน่อย ให้เด็กน้อยตาดำๆ ด้วยนะคร้าบบบ ^_^
Friends' blogs
[Add mrtech's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.