Deleted Scene :: Take VI - Endways - [6.3]



Redeem the sin


Deleted Scene :: Take VI

- Endways -

(continued)




“โลกิ!! ปิดเทซเซอแรคต์ซะ ไม่งั้นข้าจะทำลายมัน!!!!!!!!” เสียงของธอร์ตวาดกร้าวขึ้นทันทีที่เหยียบย่างลงมาบนยอดตึกสูงชัน


ข้าหันไปมองใบหน้าเครียดขึงนั้นแล้วก็เผยอยิ้ม “อย่าฝัน จะไม่มีการหยุดยั้ง งานนี้จะมีแต่ สงคราม!”


“งั้นก็จัดให้”


เช่นที่ข้าคาดไว้...การตายของสหายทำให้ธอร์ไม่ลังเลอีกแล้วที่จะลงมือกับข้า


ข้ายิ้มรับสายตาเกรี้ยวกราด...เคียดแค้น ใช่แล้ว มันควรจะเป็นเช่นนี้ล่ะ


“ย้าก!”


เสียงอาวุธปะทะกันดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าเสียดแหลมบาดหู


เช่นที่เคยบอก...ข้าไม่ถนัดในการต่อสู้ประชิดตัว แต่ความที่ธอร์มักเลี่ยงจุดตายเสมอทำให้ข้าพอจะยื้อเวลาออกไปได้บ้าง ระหว่างที่กำลังพัวพันกันอยู่นั้นเองที่ข้ารู้สึกได้ถึงลางสังหารที่ลอยมาปะทะแผ่นหลัง ข้ายิงเวทใส่โดยเพิ่งมารู้ทีหลังด้วยซ้ำว่ามันคือยานของบรรดาก๊วนสหายชาวมิดการ์ดของธอร์นั่นเอง


เมื่อหมดตัวลอบกัดแล้วข้าก็ต้องหันกลับมารับมือกับธอร์อีกครั้งโดยไม่มีแม้กระทั่งเวลาได้หยุดพักหายใจ


เสียงปะทะ เสียงกรีดร้อง เสียงของความสับสนอลหม่านดังไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ข้าได้ยินมันทั้งหมด...ทั้งๆ ที่ข้าสามารถปิดหูปิดตาไม่รับรู้มันเสียก็ได้ หากทว่าข้าเลือกที่จะไม่ทำ


เพราะนี่คือผลของการตัดสินใจของข้า ไม่ว่ามันจะออกมาเป็นเช่นไรข้าก็ควรรับมันเอาไว้ทั้งหมด แน่นอนว่าข้าไม่ได้คิดว่าจะมีเสียงยกย่องสรรเสริญหรอก แต่มีเพียงเช่นนี้เท่านั้น...มีแต่เพียงเช่นนี้ที่ศักดิ์ศรีของข้าจะไม่ถูกความต่ำช้าเห็นแก่ตัวเหยียบย่ำจนย่อยยับพังทลาย


ข้าถูกธอร์ตรึงเอาไว้ มือหยาบกร้านค้ำลำคอบังคับให้ข้าเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิวทัศน์เบื้องนอกที่เต็มไปด้วย...หายนะ


“เจ้ามองไว้! มองไปรอบๆ!! การขึ้นเป็นใหญ่ของเจ้าหยุดความบ้าคลั่งนี้ได้เหรอ!!!?”


ดวงตาของข้ามองเห็นควันไฟ หูของข้าได้ยินเสียงกรีดร้อง จมูกของข้าได้กลิ่นความตาย


ข้ายอมรับ...ว่าเวลานั้นข้าหวาดกลัว หวาดกลัวมากว่าทุกสิ่งจะไม่เป็นไปตามที่ข้าตั้งใจเอาไว้ เหล่าชิทอรี่แข็งแกร่งผิดจากเมื่อหลายเดือนก่อนราวแอสการ์ดกับนิฟไฮม์ อีกทั้งยังหวาดกลัวความหวั่นไหวของใจข้าเอง แม้ข้าจะพร่ำบอกอยู่ตลอดเวลาว่าจะไม่ถอดใจ ว่าจะไม่ยอมแพ้ ว่าจะไม่มีวันถอยกลับ...แต่...แต่...บางครั้ง...บางครั้งข้าก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าข้าเข้าไปบอกธอร์ตรงๆ ว่าให้นำเทซเซอแรคต์กลับไปเสีย บอกธอร์ไปตรงๆ ว่าหากมนุษย์สามารถเปิดประตูมิติได้แล้วทั้งเก้าโลกจะเกิดความวุ่นวายเพียงใด


...ทุกสิ่งทุกอย่างจะออกมาในรูปแบบไหนกัน...


แต่ข้าก็เหมือนโทนี่ สตาร์ก


...ต้องการเป็นที่ยอมรับ...


ไม่ว่าเหตุการณ์ในวันนี้จะลงเอยเช่นไร แต่มันก็จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน ทั้งประวัติศาสตร์ของแอสการ์ด และทั้งอาจเป็นสิ่งที่ชาวมิดการ์ดเรียกขานว่าตำนาน


นามของข้าจะถูกกล่าวขานไปตลอดกาล


ไม่ใช่อนุชาแห่งธอร์ ไม่ใช่บุตรแห่งลาฟฟี่หรือโอดิน


หากเป็นข้าเอง


แม้จะต้องเป็นเทพแห่งหายนะก็ตาม


“มันสายไปแล้ว สายเกินจะหยุดมันได้แล้ว”


ดวงตาของข้าบอกกล่าวแก่ธอร์มากกว่าถ้อยคำ บอกกล่าว...ว่านี่เป็นอีกครั้งที่เขามาสายเกินไป เช่นเดียวกับเหตุการณ์บนดาวเคราะห์เล็กๆ ดวงนั้น...เช่นเดียวกับเหตุการณ์อีกหลายครั้งหลายครา...ที่เขาไม่เคยแก้ไขสิ่งใดได้ทันการณ์...


“ไม่หรอก เราหยุดได้ ถ้าช่วยกัน”


ข้าชะงักงันไป...ความหอมหวานของทางเลือกที่ง่ายกว่าช่างเย้ายวนจนยากนักที่จะปฏิเสธ แต่...


...ข้ายิ้ม...ชักอาวุธลับออกมาแทงเข้าไปที่ท้องของพระเชษฐาอย่างรวดเร็ว


“เลี่ยนได้ใจ”


หยาดน้ำหยดหนึ่งรินไหลผ่านแก้ม


...มันสายเกินไป...


สายเกินไปมากจริงๆ


ธอร์ซึ่งทรุดลงไปไม่มีโอกาสได้เห็นมัน และข้าเองก็พอใจที่จะให้เป็นเช่นนั้น


เมื่อลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง ร่างสูงใหญ่กำยำก็ตรงเข้าจู่โจมอย่างไม่เปิดช่องว่างให้โต้ตอบ ข้าที่ถูกโยนลงพื้นนิ่วหน้าด้วยความเจ็บก่อนจะฝืนขยับร่างพลิกตัวลงจากยอดตึกนั้น และคว้ายานบินของเหล่าชิทอรี่ไว้


ข้าทำทีเป็นทิ้งคทาไว้ที่นั่น


หวังว่าในหมู่มนุษย์พวกนั้นจะมีใครสักคนที่ฉลาดพอจะเอามันไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้



--- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---



ข้ายอมรับว่าค่อนข้างทึ่งที่เหล่า...อะไรนะ? เอ่อ ดิอเวนเจอร์ สามารถรับมือกับชิทอรี่เป็นกองทัพได้ แต่ก็ยอมรับเช่นกันว่ารู้สึกโล่งอกที่มันเป็นเช่นนั้น


“...ส่งที่เหลือเข้ามา...” ข้าจำต้องเติมฟืนเพื่อเป็นเชื้อไฟ...นำพาให้หายนะโหมกระพือ


โชคดีที่ข้ามีประสาทสัมผัสในฐานะจอมเวทอยู่มาก ไม่เช่นนั้นคงโดนลอบกัดจนตายไปนับครั้งไม่ถ้วนเรียบร้อยแล้ว ข้าคว้าลูกดอกที่พุ่งตรงมายังใบหน้าเอาไว้อย่างแม่นยำก่อนปรายตามองไปยังผู้ที่แผลงศรมันออกมา หากทว่ายังไม่ทันได้กระทำสิ่งใดต่อ ลูกดอกในมือนั้นก็ระเบิดออก ส่งให้ร่างของข้ากระเด็นเข้าไปในระเบียงของตึกสตาร์กอีกครั้ง...


...และเป็นอีกครั้งเช่นกันที่ข้าได้แต่พยายามมองโลกในแง่ดีว่าอย่างน้อยก็ไม่ได้ร่วงลงไปข้างล่างนั่น...


ข้าพยุงกายลุกขึ้น ยังไม่ทันได้ตั้งตัวติดหรือขับไล่ความมึนเบลอจากแรงกระแทกครั้งก่อนก็มีแรงกระแทกครั้งใหม่ซ้ำสองจนร่างกระเด็นเข้าไปภายในตึก...อย่างน้อยมันก็ยังปูพรมนุ่มๆ เอาไว้...


ข้าได้แต่ปลอบตัวเองอีกครั้ง


อสูรกายตัวใหญ่สีเขียวคำรามก้อง บ่งบอกให้รู้ได้ในทันทีว่าแรงกระแทกเมื่อครู่นั้นเกิดจากอะไร ควรรู้ว่าต่อให้ใจเย็นเป็นน้ำแข็งในโยทันไฮม์แค่ไหน แต่ถ้าถูกทำแบบข้าแล้วก็ยากนักที่จะหาคนไม่โกรธได้...อันที่จริงข้าอยากจะบอกว่ามันไม่มีเลยด้วยซ้ำ และเมื่อมันทำท่าจะก้าวปึงปังเข้ามาหา ข้าจึงปรี๊ดแตก ตวาดไป “พอเลย!!!! พวกเจ้ามันต้องอยู่ใต้อาณัติข้า! ข้าน่ะเทพนะ! เจ้าสัตว์ปัญญาด้อย! ข้าจะไม่ยอมถูกซ้อมโดยเดรัจ...!”


เสียงของข้าขาดหายไป ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น ข้ารู้สึกเหมือนโลกพลิกกลับไปมาตลอดเวลาพร้อมทั้งรู้สึกถึงแรงกระแทกจากทุกส่วนของร่างกาย


เมื่อทุกอย่างจบสิ้นลงแล้ว ข้าก็พบว่าตนเองกำลังนอนแผ่อยู่กลางห้องนั้นโดยมีอสูรกายตัวเขียวยืนค้ำหัวอยู่ ถ้าดวงตาของข้าไม่ฝ้าฟางจากแรงกระแทก หรือสมองถูกกระทบกระเทือนมากเกินไปจนประมวลผลผิดพลาด ข้าคิดว่าตนเองได้เห็นแววตาเหยียดหยามจากเจ้ายักษ์อัปลักษณ์นั่นค่อนข้างชัดเจนเลยทีเดียว


มันหันหลังให้ข้าอย่างหมดความสนใจก่อนจะพ่นเสียงออกมาอย่างดูถูกว่า “เทพกระจอก!”


...


...ข้าเกลียดพวกมัน!!!...เกลียดพวกมันทุกคนเลย!!!



--- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---







Create Date : 09 มิถุนายน 2555
Last Update : 9 มิถุนายน 2555 1:57:05 น.
Counter : 293 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

SM.tale
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]