ไปเที่ยวกันดีมะ
Group Blog
 
All blogs
 

สะบายดี ปะเทดลาด 3 เลท สะ โก ทูวังเวียง เด้อ

หลังจากออกจากเวียงจันทร์เราก็ออกเดินทางสู่วังเวียงเลยค่ะ ออกจากเวียงจัทร์เวลากลางวันใช้เวลาประมาณ 3ชั่วโมงทั้งทีระยะทางไม่ไกล แต่ใช้เวลานานก็เพราะ ทางแย่มากค่ะ กำลังมีการปรับปรุงเส้นทางอยู่ โดยมีรถแบ๊คโฮมาขุดจกผิวหน้าทาง เป็นระยะๆ ทั้งขรุขระ ทั้งฝุ่นทั้งหลุมเลยค่ะ

วังเวียง เป็น เมืองแห่งธรรมชาติ ทัศนียภาพอันงดงามตระการตาของทิวเขา ไร่นาแบบขั้นบันได และหมู่บ้านชนพื้นเมืองเผ่าต่างๆ ของลาว เช่น ลาวสูง ลาวเทิง ลาวม้ง ไทลื้อ ชมความยิ่งใหญ่ของขุนเขาที่เต็มไปด้วยป่านานาพันธุ์ที่ขึ้นตามธรรมชาติ ระหว่างทางชมผาตั้ง ซึ่งเป็นภูเขาลูกเดียวที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว ด้านหน้าของภูเขามีน้ำซองไหลผ่าน ภูเขารูปร่างแปลกตา สลับซับซ้อนสวยงามยิ่ง นักท่องเที่ยวต่างขนานนามว่า “กุ้ยหลินเมืองลาว”
ตัวเมืองวังเวียง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซอง ห่างจากเมืองหลวงกรุงเวียงจันทน์ 154 กิโลเมตร และห่างจากเมืองหลวงพระบาง 210 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูง มองเห็นสายน้ำกว้างสลับเนินทราย โดยมีเทือกเขาหินปูนเป็นฉากหลัง และได้ฉายาว่า กุ้ยหลินแห่งเมืองลาว

เนี่ยเลย กุ้ยหลินเมืองลาว ฉากหลังคือทิวเขาค่ะ

อีกรูปค่ะ

ตามโปรแกรมเราจะไปถ้ำจังกัน ค่ะ แต่น่าเสียดายมากเพราะไม่ได้ไปเนื่องจากไฟดับค่ะ ถ้ำจะมืดมากเพื่อความปลอดภัย เราเลยไปล่องน้ำซองกันแทน ที่เห็นหันหลังให้คือไกด์สาวชาวลาวค่ะ

ล่องเรือชมทัศนีย์ภาพสองฝั่งแม่น้ำซองค่ะ แม่น้ำซองจะช่วงตื้นๆเยอะมาก นายแบบนางแบบอยู่ไกลหนอยนะคะ เรือลำหน้า (นายแบบนางแบบถูกแอบถ่ายรู้ตัวมั้ยเนี่ย



ริมฝั่งซ้ายยังไม่ค่อยมีคนและที่พักมากเท่าฝั่งขวา ธรรมชาติยังดูสวยงามมากค่ะ

ฝั่งขวาส่วนมากจะเป็นที่พักค่ะ ชอบที่พักผ่อนริมน้ำที่เค้าทำให้นั่งเล่นซะเหลือเกิน น่าเอาขานั่งแช่น้ำ


ระหว่างนั่งเรือเราก็จะเจอนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นฝาหรั่งพายเรือคายัคสวนมาหรือไม่ก็นั่งในห่วงยางล่องตามน้ำมาเป็นกลุ่มๆ(มือถือขวดเบียร์)


นั่งเรือผ่าน จะเห็นหอไม้แบบเนี่ยสร้างยื่นเข้าไปในน้ำหลายแห่งเลยค่ะ สงสัยจัง มันคืออะร

พอผ่านมาอีกทีเราก็กำลังเจอเลยฝรั่งกำลังจะโหนอยู่

อีกแห่งฝรั่งต่อคิวเพียวเลยค่ะ

นี่เลยแบบนี้เลย

ส่วนเนี่ยสะพานข้ามแม่น้ำซองค่ะ คลาสสิคมาก

อันนี้โรงแรมริมน้ำค่ะ

ล่องเรือเสร็จกำลังจะไปที่พักเห็นป้ายโรงเรียนเอาซะหน่อยแวะเข้าไปเต๊าะเด็กเล่น

เด็กที่นี่น่ารักมาก ขอถ่ายรูปก็ไม่มีเขิน ไม่ยัดข้องเลย

กลางคืนของวังเวียงเหมือนแหล่งท่องเที่ยวของเมืองไทยเลย มีพวกผับบาร์ เน็ตคาเฟ่เพียบเลย อ้อเค้าบออกว่าห้ามพลาดกับโรตีที่นี่ 555 ไปลองแล้วเจอราคา 10000กีบ หรือตก 40 บาท เนี่ย(โห กลับไปกินโรตี้เมืองไทย บ้านตรู ดีกั่ว) เดินไปเจอเนี่ยน้ำหวานลาว


รุ่งเช้าตื่นมาแต่เช้า แบบมึนๆ ออกเดินทางจากวังเวียง อันนี้แวะถ่ายรูปที่สะพานข้างล่างเป็นน้ำซอง ส่วนข้างหลังเป็นเขาชื่ออะไรซักอย่างแบบว่าจำไม่ได้ค่ะ หมอกกำลังปกยอดเขาเชียว

แหกตาสามัคคีหมู่เด้อค่า ทั้งคณะรวมไกด์ไทยลาวด้วยค่า




 

Create Date : 21 ธันวาคม 2551    
Last Update : 22 ธันวาคม 2551 21:44:17 น.
Counter : 447 Pageviews.  

สบายดี ประเทดลาว 2 ยังอยู่ในกำแพงนครค่ะ

ยังอยู่ในตัวเมืองเวียงจันทร์นะคะ เวียงจัน” หมายว่า เป็นเมือง แห่งดวงเดือน ตัวเมืองเวียงจันทร์นี่เราเรียกว่ากำแพงนครค่ะ เป็นเมืองหลวงของแขงเวียงจันทร์ รถที่อยู่ที่นี่ทะเบียนรถจะเขียนว่ากำแพงนครค่ะ

ส่วนเมืองวังเวียงที่เราจะเดินทางต่อไปชื่อเมืองวังเวียงแต่อยู่ในแขวงเวียงจันทร์ค่ะ ทะเบียนรถจะเป็นเวียงจันทร์

ตอนนี้เราจะเดินทางไปวัดสีสะเกดกันค่ะ ประตูทางเข้านะคะ

ที่นี่เป็นสถานตามป้ายนะคะ ฝึกอ่านภาษาลาวค่ะ

เมื่อเข้าไปข้างในนะคะ จะมีเอ่อเรียกว่าอะไรดีนะ รายล้อมอุโบสถอยู่

ซึ่งมีพระพุทธรูปมากมายประดิษฐานอยู่รายล้อมอุโบสถ

มีเยอะมากค่ะ


สิมคืออุโบสถหรือโบสถ์ค่ะ




นี่เป็นรูปธาตุในวัดสีสะเกดค่ะ

หลังจากนั้นเราก็ไปแหกตากันที่ประตูชัยค่ะ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปเยอะมาก อ้อ แหกตาหมายถึงถ่ายรูปค่ะ ถ่ายรูปหมู่ก็เรียกแหกตาสามัคคี

ประตูชัย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเวียงจันทน์บนถนนล้านช้างไปสิ้นสุดที่บริเวณประตูชัย สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2512 เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวผู้เสียสละชีวิตในสงครามก่อนหน้าการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ ประตูชัยแห่งนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า รันเวย์แนวตั้ง เพราะการก่อสร้างประตูชัยแห่งนี้ ใช้ปูนที่อเมริกาซื้อเพื่อนำมาสร้างสนามบินใหม่ในนครเวียงจันทน์ในระหว่างสงครามอินโดจีน แต่ไม่ทันได้สร้างเพราะอเมริกาแพ้สงครามในอินโดจีนเสียก่อน จึงนำปูนซีเมนต์มาสร้างประตูชัยแทน ลักษณะสถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลของประตูชัยในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคมในสมัยนั้น แต่ลักษณะสถาปัตยกรรมก็ยังมีเอกลักษณ์ของลาวปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปศิลปะลาว ภาพเรื่องราวมหากาพย์รามายณะ แบบปูนปั้นใต้ซุ้มประตูโค้งของประตูชัย บันไดวันให้ขึ้นไปชมทิวทัศน์ของนครเวียงจันทน์ บนยอดของประตูชัยอีกด้วย ตลอดบันไดวนของประตูชัยจะแบ่งออกเป็นชั้นๆ ซึ่งแต่ละชั้นจะมีร้านจำหน่ายของที่ระลึก
เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นชมวิวทิวทัศน์ทุกวัน
สถานที่ตั้ง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเวียงจันทน์
ค่าเข้าชม ผ่านประตูคนละ 2,000 กีบ
เปิดเวลาเปิดเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

ป้ายอธิบายประตูชัย

ยอดประตูชัยขึ้นไปข้างบนได้ค่ะมีบันได
ถ้าจะขึ้นต้องเสียค่าปี้ด้วยค่ะ ปี้คือค่าตั๋วค่ะ เข้าชมสถานที่ต่างๆ ต้องเสียค่าปี้ทั้งน้านน

น้ำพุหน้าประตูชัย เป็นน้ำพุที่เต้นตามเสียงดนตรี โดยรัฐบาลจีน เป็นผู้สร้างให้ ปิดเปิดเป็นเวลา(หมายถึงเปิดเป็นบางเวลา)

อันนี้เป็นรัฐสภาที่กำลังก่อสร้างของลาว

ก่อนออกจากเวียงจันทร์เราไปที่พระธาตุหลวงกันค่ะ
พระธาตุหลวง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประตูชัย พระธาตุหลวงแห่งนี้ถือเป็นศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของประเทศลาว เป็นสัญญาลักษณ์ประจำชาติและยังแทนความเป็นเอกราชและอำนาจอธิปไตยของประเทศลาวอีกด้วย พระธาตุนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 พระธาตุองค์นี้มีรูปทรงที่ไม่เหมือนกับองค์อื่นๆ เพราะเป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมในพระพุทธศาสนากับสถาปัตยกรรมของอาณาจักร
• ตามตำนานเล่าว่า พระธาตุองค์นี้ได้สร้างในสมัยพุทธศักราชที่ 236 โดยมีพระภิกษุลาวจำนวน 5 รูปเดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย และได้อันเชิญพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้ามายังนครเวียงจันทน์ด้วย ต่อมาด้ำกราบทูลพระยาจันทบุรีประสิทธิ์ศักดิ์ เจ้านครเวียงจันทน์ในสมัยนั้น ให้สร้างพระธาตุหลวงขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเพื่อให้ชาวลาวได้กราบไหว้ กล่าวไว้ว่า พระธาตุองค์เดิมนั้นสร้างด้วยหินเป็นทรงโอคว่ำ มีการก่อกำแพงล้อมรอบเอาไว้ทั้ง 4 ด้าน แต่ละด้านมีความกว้าง 10 เมตร หนา 4 เมตร และสูง 9 เมตร เชื่อกันว่าพระธาตุที่เห็นในปัจจุบันสร้างครอบองค์เดิม ซึ่งต่อมาสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองหลวงของราชอาณาจักรล้านช้างจากหลวงพระบางมาอยู่ที่เวียงจันทน์ ตามดำริของพระราชบิดา คือพระเจ้าโพธิสาร จากนั้นทรงมีพระบัญชา ให้ทรงสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่ครอบพระธาตุองค์เดิมไว้ ณ บริเวณที่เคยเป็นเทวสถานเก่าของขอมโดยเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2109 และหลังจากสร้างพระธาตุหลวงได้โปรดฯ ให้สร้างวัดขึ้นล้อมรอบพระธาตุไว้ทั้งสี่ทิศด้วย แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงสองแห่งด้วยกันคือ วัดพระธาตุหลวงเหนือและวัดพระธาตุหลวงใต้
• ในปัจจุบัน พระธาตุหลวงมีลักษณะคล้ายป้อมปราการ เพราะมีการสร้างระเบียงสูงใหญ่ขึ้นโอบล้อมรอบองค์พระธาตุไว้ พร้อมกับทำช่องหน้าต่างเล็กๆเอาไว้โดยตลอด สำหรับประตูทางเข้านั้นเป็นประตูไม้บานใหญ่ ลงรักสีแดงไว้ทั้งหมด นอกจากนี้รอบๆองค์พระธาตุใหญ่ยังมีเจดีย์บริวารล้อมรอบอยู่โดยรอบอีหลายองค์ เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็จะเห็นสัญลักษณ์หนึ่งแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนาแห่งนี้ปรากฏอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปแกะสลักพญานาค พระพุทธรูปปิดทองลายกลีบบัวประดับอยู่บนฐานปักษ์ และถัดจากประตูทางเข้าใหญ่ประมาณ 100 เมตรจะแลเห็นพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ตั้งอยู่บนฐานสูง พระหัตถ์ทรงถือพระแสงดาบวางพาดไว้บนพระเพลา เล่ากันว่า พระแสงดาบเล่มนี้ทำหน้าที่ปกป้องพระธาตุหลวงซึ่งได้ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวลาวทุกคน
สถานที่ตั้ง อยู่ใจกลางเมืองหลวงประเทศลาว
ค่าเข้าชม คนละ 5,000 กีบ
เปิดเวลาเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.
รูปซุ้มประตูทางเข้าพระธาตุหลวง

รูปพระทาดหลวงค่ะ

ดูกันชัดๆ
ป้ายค่ะ ฝึกอ่านภาษากันอีกที

อันนี้อยู่ข้างๆพระธาตุค่ะ ไม่รู้ว่าเป็นสิมกับศาลารึปล่าว


จบการทัวร์กำแพงนครเพียงเท่านี้ค่ะ เพราะเราต้องรีบเร่งเพื่อเดินทางไปวังเวียงค่ะ พบกันใหม่ที่วังเวียงเด้อค่ะ สะบายดี




 

Create Date : 16 ธันวาคม 2551    
Last Update : 18 ธันวาคม 2551 19:39:12 น.
Counter : 2103 Pageviews.  

สบายดี ปะเทดลาว1 เริ่มออกเดินทาง

2 ทุ่ม คืนวันที่ 9 ธันวาคม เมื่อผู้เดินทางมารวมตัวพร้อมกัน เราก็เริ่มล้อหมุนค่า โดยมีไกด์สุดสวยชื่อน้องอ้อนเป็นผู้ดูแลเรา และพลขับชื่อพี่กบเป็นโชเฟอร์พาเราออกเดินทาง นอนๆลุกๆ(แวะปั๊มเข้าห้องน้ำ) เผลอแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว ต้องจอดรอประมาณ 2 ชัว่โมงเพื่อให้เราได้ไปถึงร้านอาหารเพื่อทานอาหารตอน 6 โมงเช้าค่ะที่หนองคาย โอยอาหารเช้ามากมายหลายอย่าง ทานไม่ไหว ทั้งไข่กะทะ บาแก๊ตใส้กุนเชียงหมูยอ ข้าวต้มปลา กาแฟหรือโอวัลติน ให้กินกันมากมายขนาดนี้ อิ่มมากๆ
หลังจากนั้นเราก็ไปไหว้องค์พระศักสิทธ์คู่บ้านคู่เมืองจังหวัดหนิงคายกันค่ะ
ชื่อว่าองค์พระใส ซึ่งเป็นที่เคารพบูชามากของชาวหนองคายและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งพระใสนี้ประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย


องค์พระใสอีกรูป


หลังจากนั้นก็เดินทางไปยังด่านเพื่อข้ามพรมแดนทาง
สะพานมิตรภาพไทย-ลาวจ้า
ป้ายนี้ฝึกภาษาค่ะ ใครอ่านออกบ้าง โดยเฉพาะสองคำหลังเชื่อป่าวว่าเราอ่านว่า หมั่นยิ้มอ่ะ ตอนนั้นคิดว่าคงอยากให้ทุกคนยิ้มกันเยอะๆ แต่แป่ว ปรากฏว่ามันอ่านว่ามั่นยืนค่า หมายถึงประมาณมั่นคงยืนยาวค่ะ


ใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที เราก็เดินทางมาถึงนครหลวงเวียงจันทร์ จากนี้ไปจะมีไกด์สาวชาวลาวชื่อสอน(ชื่อเดียวกับนางเอกเรื่องสะบายดี หลวงพระบางเลยเนอะ)พาเราเที่ยวชมสถานที่สำคัญในกำแพงนครกันซึ่งสถานที่แรกที่เราไปก็คือ หอพระแก้ว
ซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตมาก่อน ก่อนที่จะถูกนำไปไว้ที่ประเทศแห่งหนึ่ง (เอ ประเทศอะไรน้า จำไม่ได้) ดูเหมือนว่าคนลาวจะใหเความสำคัญกับหอพระแก้วมาก แล้วรุ้สึกเหมืองว่าถูกแย่งชิงไปแต่ความจริงแล้วเคยอยู่เมืองไทยมาก่อนนะแล้วถูกเจ้าเมืองเชียงใหม่ที่ต้องไปครองเมืองล้านช้างหรือลาวอัญเชิญไปด้วย(เนื่องจาก อยู่ในโหมดรักชาติ------------>ตกค้างจากเขมรชอบแอบอ้างสมบัติประเทศไทยจริงๆแล้ว ประเทศไทยไม่ได้ไปเอาของใครมาน้า เลยไปหาประวัติมาค่ะ)

พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ สูง 66 เซนติเมตร กว้าง 48.3 เซนติเมตร สร้างจากหินหยกประเภทเจไดท์(หยกแข็งซึ่งสีจะทึบกว่าประเภทหยกอ่อนหรือเนปไฟท์ที่นิยมมากในจีน) ตามตำนานเล่าว่าพระพุทธรูปองค์นี้ถูกสร้างขี้นที่อินเดีย แล้วตกไปยังลังกา กัมโพชา ศรีอยุธยา ละโว้ กำแพงเพชร และเชียงรายตามลำดับ (ก่อนที่จะมาถึงเชียงรายนั้นไม่มีหลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจนว่าเป็นจริงหรือแค่ตำนาน) เจ้าเมืองเชียงรายกลัวว่าจะตกไปยังมือศัตรูจึงได้ทาปูนลงรักปิดทองแล้วบรรจุไว้ในเจดีย์วัดป่าญอ(วัดพระก้วเชียงราย)

ต่อมาฟ้าฝ่าองค์เจดีย์พังจึงได้พบพุทธรูปปิดทองข้างในเจ้าอาวาสจึงอัญเชิญมาไว้ในวิหาร 2 เดือนต่อมาปูนบริเวณพระนาสิก(จมูก)กระเทาะหลุดออกจึงเห็นว่าเป็นสีเขียวข้างใน เจ้าอธิการวัดจึงกระเทาะปูนออกทั้งหมดจนปรากฏเห็นเป็นพุทธรูปสีเขียว มีลักษณะสมบบูรณ์ งดงาม ทั้งองค์ จึงมีใบบอกแจ้งไปยังพระเจ้าสามฝั่งแกนเจ้าเมืองเชียงใหม่(ในขณะนั้นเชียงรายเป็นเมืองหนึ่งของอาณาจักรล้านนาซึ่งมีเชียงใหม่เป็นเมืองหลวงและยังไม่ถูกผนวกเข้ากับราชอาณาจักรไทย ตรงกับสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา)

พระแก้วมรกตได้ถูกอัญเชิญบนหลังช้างมายังเชียงใหม่ แต่เมื่อถึงทางแยกช้างก็ตื่นเตลิดวิ่งไปทางลำปาง แม้จะเปลี่ยนเอาช้างเชื่องเข้าแทนก็ยังเหมือนเดิม ด้วยเหตุนี้เจ้าเมืองเชียงใหม่ซึ่งเชื่อว่าผีสรางเทวดาที่รักษาองค์พระไม่ยอมให้ไปเชียงใหม่ จึงยอมให้อัญเชิญไปไว้ยังวัดพระแก้วดอนเต้าที่ลำปางถึง 34 ปี พระเจ้าติโลกราชกษัตริย์องค์ต่อมาจึงได้ส่งขบวนไปอัญเชิญมาเชียงใหม่สำเร็จ และประดิษฐานองค์พระพุทธรูปไว้ยังซุ้มจรนำด้านตะวันออกที่องค์เจดีย์หลวง วัดเจดีย์หลวง (ซึ่งปัจจุบันยังเหลือแท่นอยู่และเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วหยกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้สร้างขึ้นจากหินหยกเมืองแวนคูเวอร์ แคนาดา และมอบให้กับวัดที่เคยประดิษฐานพระแก้วมรกต คือ วัดพระแก้วเชียงราย วัดพระแก้วดอนเต้าลำปาง และวัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่) เป็นเวลา 84 ปี ที่พระแก้วมรกตได้ประดิษฐานอยู่ที่เชียงใหม่ จนเข้าในสมัยของพระเจ้าไชยเชษฐา ซึ่งเป็นหลานของเจ้าเมืองเชียงใหม่(ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่) และเป็นราชบุตรของพระเจ้าโพธิสารผู้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุต(ลาว) เมื่อพระบิดาสวรรคตจึงได้กลับไปครองเมืองศรีสัตนาคนหุตและได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญๆของเชียงใหม่ไปด้วย หนึ่งในนั้นก็คือพระแก้วมรกต รวม 12 ปี ที่อยู่ในเมืองหลวงพระบาง เมืองหลวงขณะนั้น พระเจ้าไชยเชษฐาได้อัญเชิญต่อไปประดิษฐานยังเมืองเวียงจันทร์(และอยู่ต่อมาอีกถึง 214 ปี) เมื่อย้ายราชธานีเนื่องจากเกรงภัยจากพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ซึ่งมีอำนาจขึ้นและยึดครองเชียงใหม่อยู่(หากดูหนังสุริโยทัย เหตุการณ์ศึกสงครามในตอนนั้นก็เกิดช่วงนี้แหละครับ เชียงใหม่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าและพม่าใช้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำเพื่อสู้ศึกอยุธยา จึงได้ส่งทหารมากมายมาประจำที่เชียงใหม่ แม้จะมีการต่อสู้ขัดขืนก็มิอาจต้านทานจนทำให้อาณาจักรล้านนาล่มสลายเป็นเมืองขึ้นพม่า 200 กว่าปี)

ในสมัยพระเจ้าตากสิน เมื่อรวบรวมเมืองได้เป็นปึกแผ่นดีแล้วจึงได้ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก(รัชกาลที่ 1)ซึ่งเป็นจอมทัพขณะนั้นไปปราบกรุงศรีสัตนาคนหุตที่แข็งเมือง และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมาสู่ราชอาณาจักรไทยอีกครั้งในปี 2321 และเมื่อรัชกาลที่1 ได้ครองราช พระแก้วมรกตจึงได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานยังพระอุโบสถในวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวังแห่งกรุงเทพพระมหานครจวบจนปัจจุบัน

นีคือรูปของหอพระบางค่ะ


ป้ายอธิบายหอจ้า ใครอ่านได้บ้างยกมือขึ้น


รูปหอพระอีกรูปค่ะ

อันนี้ใกล้อีกนิด

ต่อไปขึ้นไปบนหอพระบางนะคะ

นี่เป็นองค์พระที่ตั้งเรียงรายอยู่รอบหอค่ะ


องค์พระปางห้ามญาติทางเข้าหอพระค่ะ โปรดสังเกตุข้างๆมีเต่าด้วย

อันนี้ดูเหมือนจะเป็นสิงห์นะ

นี่เป็นไหหินจำลองมาจากทุ่งไหหินแห่งแขวงเชียงขวางค่ะ เป็นไหที่จำลองมาเป็นขนาดเล็กค่ะ พร๊อบประกอบไหคือนักท่องเที่ยวต่างประเทศกำลังชมไหอยู่ 3คน แล้วแอบมีแม่หญิงลาวรวมอีก 2 คน(ใบ้ให้ว่าสาวลาวจะมีเครื่องแต่งกายที่มีสีฟ้า)

ระหว่างที่นักท่องเที่ยวต่างชาติข้างหลังกำลังเก๊กสวยถ่ายรูปคู่ไหแต่แม่หญิงลาวของเราSHe โขมยซีนขอโพสต์ท่าจกปลาร้าในไหโชว์เต็มที

เจอกันรอหน้าค่ะ ยังทัวร์กำแพงนครอยู่ค่ะ ยังไม่ออกไปไหน




 

Create Date : 15 ธันวาคม 2551    
Last Update : 16 ธันวาคม 2551 20:23:24 น.
Counter : 726 Pageviews.  


sluggish orc
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add sluggish orc's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.