ประสีประสาสิงสาราสัตว์
Group Blog
 
All Blogs
 

ผจญจงอาง



มันเป็นบ่ายที่อากาศแจ่มใส ลมพัดใบไม้แกว่งไกว ขณะผมที่ก้มหน้าก้มตาเดินอยู่ เงยไปเห็นงูจงอางใหญ่อย่างฉับพลันทันที

บ้องลำตัวขนาดต้นแขนพาดขวางทางเดิน ชูหัวจ้องเขม็งมา แต่ยังไม่แผ่แม่เบี้ย

ผมผงะถอยหลัง 2 ก้าวด้วยสัญชาตญาณ คะเนระยะถึงงู เหลือประมาณ 7 ก้าว

7 ก้าวสำหรับงูทุกชนิด ถือว่าเหลือๆ แต่ 7 ก้าวสำหรับงูจงอางที่ใหญ่เต็มที่ ความรู้สึกมันใกล้เสียยิ่งกว่าใกล้ เป็นที่รู้กันว่าจงอางเป็นงูที่มีสปีดการเลื้อยเร็วมาก

ผมมีแต่มือเปล่า หลังยังแบกเป้หนักๆไว้อีกใบ วิ่งหนีไม่รอดแน่

แต่ถึงจะตระหนกสุดขีด ยังมีสติบอกตัวเอง “เฉยไว้แล้วดีเอง”

เราจึงอยู่ในท่า“ตามองตา”กันแบบไม่ไหวติง ระหว่างนั้น ผมก็พยายามส่งกระแสจิตไปถึงงูใหญ่ด้วย

น่าจะสักครึ่งนาที จงอางก็ลดหัวลง เลื้อยปราดกลับเข้าป่าทางเดิมที่มันเลื้อยมา

ท่ามกลางพื้นป่าแห้งกรอบของห้วยขาแข้ง ได้ยินเสียงการเลื้อยลั่นกราว ไม่กี่วินาที ก็มองเห็นหลังงูอยู่ลิบๆ...รวดเร็วสมคำร่ำลือจริงๆ

โอย เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ นี่เป็นครั้งที่ผมกลัวสัตว์ป่าที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว

ถึงจะชื่อว่า King Cobra แต่งูจงอางไม่ได้เป็นญาติใกล้ชิดกับ Cobra หรืองูเห่าแต่อย่างใด

จากความยาวที่ปาไป 4-5 เมตร จึงได้รับตำแหน่ง“งูพิษที่ยาวที่สุดในโลก”ไปครอง

จงอางวางตัวเป็นพญางูอย่างแท้จริง เพราะอาหารของมัน คืองูด้วยกัน ไม่ว่าจะมีพิษหรือไม่มีพิษ

แต่หากอาหารหลักพวกนี้ขาดแคลน ก็พร้อมจะกินหนู นก กบแทนได้

ที่เหนือกว่างูทั่วไปอีกอย่าง จงอางเป็นงูชนิดเดียวที่ทำรังเพื่อวางไข่ จากนั้นก็เฝ้าดูแลไข่อย่างใกล้ชิด อันเป็นที่มาของสำนวน“จงอางหวงไข่”

มีเรื่องเล่าที่ผมฟังบ่อยๆตอนเด็ก เป็นขบวนการขโมยไข่จงอาง ด้วยการพาขึ้นหลังม้าควบหนี แล้วเอาไปทิ้งลงในกระทะใบบัวที่ต้มน้ำเดือดรออยู่

แม่งูที่เลื้อยไล่ก้นม้ามาติดๆ จะพุ่งหัวตามไข่ลงไปในน้ำเดือด แล้วก็ตาย (ฟังแล้ว อยากให้คนพิเรนทร์พวกนี้ตายมากกว่างู!)

ทั้งที่งูจำนวนมากชอบหากินกลางคืน แต่งูจงอางดันเป็นสัตว์หากินกลางวัน ตาของมันคมกริบ มองเห็นเหยื่อได้ไกลเป็นร้อยๆเมตร

ขณะที่ลิ้นสองแฉกก็ทำงานแบบสเตอริโอ ตรวจสอบสิ่งต่างๆ อย่างเป็นเอกเทศ แฉกใครแฉกมัน

ชะรอย ประสาทสัมผัสของจงอางตัวนั้น คงจับสาส์นที่ผมส่งออกไปได้ เลยล่าถอยไปโดยสงบ

สาส์นนั้นคือคำภาวนากระเส่า “อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย” 555


ปริญญา ผดุงถิ่น เรื่อง
สาวน้อยร้อยชั่ง ภาพ




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2555 3:02:56 น.
Counter : 1793 Pageviews.  

หมูหริ่ง...หมูแพนด้า



มีสัตว์ป่าโหลๆตัวหนึ่ง ที่ผมคิดว่าโอกาสจะได้รูปมัน มีหวังต้องพึ่งลูกฟลุก จากการทิ้งกล้องดักถ่าย (Camera Trap) ไว้ในป่า

มันก็คือ หมูหริ่ง (Hog Badger)

เหตุที่ผมคิดเช่นนั้น เพราะหมูหริ่งออกหากินกลางคืนเป็นหลัก และก็ไม่มีนิสัยมาหาเศษอาหารกินใกล้ๆคนอย่างพวกชะมด อีเห็น จัดอยู่ในข่ายสัตว์ลึกลับ ไม่ค่อยมีใครพบเห็น

แต่ของพรรค์นี้มันบ่แน่ดอกนาย บทจะเจอขึ้นมาก็เจอแบบไม่ทันตั้งตัว

หมูหริ่งตัวหนึ่ง ซุกอยู่ในโพรงแตกโคนไม้ใหญ่ในตอนสายๆ ลักษณะคล้ายหมาจนตรอก ต้องหันหน้ามาเผชิญหน้าคน เพราะจะหนีก็หนีไม่ทันแล้ว

แต่ที่ต่างจากหมาจนตรอกอย่างน่าตกใจ จู่ๆ หมูหริ่งก็หลับตานอนดื้อๆ อ้าว!

ทั้งที่ผมกับเพื่อนช่างภาพสัตว์ป่าคนดัง “กั๊ก-กุลพัฒน์ ศรลัมพ์” ก็ยืนค้ำหัวมันแค่ 3-4 เมตรเท่านั้น

ถ้าเป็นชาวบ้านโหดๆ ผ่านมาเจอแบบนี้ หาไม้ดุ้นเหมาะมือฟาดตุ้บเดียว ก็คงไม่รอด

บางครั้งผมเคลื่อนไหวแสกสากจนมันตื่นมามอง แต่แป๊บเดียวก็ม่อยกระรอกฟุบหลับไปอีก โอ้โห หลับได้หลับดี อย่างกะเสี่ยพลาดท่าโดนสาวมอมยา ยังไงยังงั้น

ผมกับกั๊กก็เลยนั่งคุยกันตรงข้างตัวหมูหริ่งร่วม 2 ชั่วโมง จะยกกล้องขึ้นถ่ายรูปก็ตอนมันตื่นมาขยับอิริยาบถ หรือเปลี่ยนท่านอน

ได้เห็นกันแบบประชิดตัวเช่นนี้ เราพร่ำเพ้อถึงความน่ารักของหมูหริ่งไม่ขาดปาก สีสันตามตัวชวนให้นึกถึงหมีแพนด้า

ผมก็เลยเรียกหมูหริ่งว่าหมูแพนด้าซะเลย แถมน่ารักกว่าหมีแพนด้าด้วยซ้ำ (555 ขอชาตินิยมซักหน่อย)

แปลก ขนของมันฟูสะอาด ไม่ยักเป็นขนแข็งๆแบบขนหมู เมื่อลองสูดหายใจแรงๆ เพื่อดมหากลิ่นตัวหมูหริ่ง เนื่องจากจำได้ ตำราระบุว่าหมูหริ่งเป็นสัตว์กลิ่นแรง

ผมกับกั๊กก็ไม่ได้กลิ่นสาบกลิ่นเน่าใดๆ จากสัตว์น่ารักราวตุ๊กตาตัวนี้ (แหะๆ อาจจะเข้าไปดมไม่ใกล้พอ)

ที่เด่นสะดุดตาสุดๆ เห็นจะเป็นเล็บยาวโง้งสีขาว ซึ่งปกติไว้ใช้ขุดคุ้ยตะกุยหาอาหารพวกไส้เดือน รากไม้ต่างๆ แต่ก็ใช้ป้องกันตัวจากศัตรูด้วย ในท่ายืนสองขากางเล็บ

เสี่ยเหยื่อสาวมอมยาคนเดิม เวลากลับบ้านไปโดนเมีย“ฟ้อนเล็บ”ซ้ำเข้าให้ อาจแค่หน้าเป็นแผลข่วนเลือดซิบ

แต่ถ้าใครโดนเล็บหมูหริ่งตะกุยเข้าจังๆละก็ ไม่แคล้วเหวอะหวะเลือดทะลัก

ความที่หมูหริ่งนอนได้นอนดี ไม่สนชีวิตตัวเองจะเป็นตายร้ายดี เขาจึงจัดให้มันเป็นสัตว์หากินกลางคืนขนานแท้

อย่างไรก็ดี บางสำนักไม่เห็นด้วย เชื่อว่าหมูหริ่งออกหากินตอนเช้าๆ เย็นๆ มากกว่า (ก็ว่ากันไป)

นอกจากหมูหริ่ง บ้านเรายังมี“หมาหริ่ง” และก็“หนูหริ่ง”ด้วย ล้วนแต่สัตว์แนวหาดูยากทั้งนั้น

ส่วนผมที่ถ่ายรูปหมูหริ่งป่าได้ มีความภูมิใจว่าน้อยคนนักจะมีโอกาสเช่นนี้

ก็เลยยกย่องตัวเอง ให้เป็น“คนหริ่ง”


ปริญญา ผดุงถิ่น เรื่อง/ภาพ




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2555 21:47:04 น.
Counter : 2027 Pageviews.  

สอยวัวบา



ขอบอกก่อนว่า “วัวบา” ที่ผมตั้งชื่อเรื่องไว้นั้น ถูกต้องแล้วนะครับ หากใครพลิกพจนานุกรมแล้วไม่เจอ ก็อย่ายึดถือเอาเป็นเอาตายอะไรเลย เพราะศัพท์แสงภาษาไทย มีตั้งเยอะแยะที่พจนานุกรมก็ไม่รู้จัก

แล้วมันก็เป็นคนละตัวกับ “วัวบ้า” ด้วย วัวบาก็คือวัวบา วัวบ้าก็วัวบ้า

ในแวดวงนักเลงสัตว์ป่า คำว่า “วัวบา” หมายถึงวัวแดงตัวผู้ที่มีอายุมากหรือค่อนข้างแก่แล้ว วัวแดงเด็กๆไม่นับเป็นวัวบา

วัวแดงที่เป็นวัวบา สีขนน้ำตาลแดง จะเปลี่ยนเป็นอมน้ำตาลเข้ม แบบที่เรียกว่า สีตาลโตนด

วัวบาอาจเป็นวัวโทน หรือวัวจ่าฝูงก็ได้ทั้งนั้น ซึ่งผมนั้นถือว่าโชคดี ได้เห็นวัวบามาแล้ว 3 หน ถ่ายรูปมาได้ 2 หน พลาดเฉียดฉิวอีก 1 หน

อย่างตัวในรูปนี้ เป็นวัวบาจ่าฝูง คุมตัวเมียและเด็กๆ 6-7 ตัว ออกมาแทะดินโป่ง แล้วก็อ้อยอิ่งเล็มกินหญ้าเป็นนานสองนาน

จังหวะการปรากฏตัวนับว่าน่าสนใจ แทนที่วัวบาจ่าฝูงจะโชว์ความกล้าเดินนำกล้า กลับเป็นวัวแดงเด็กๆ ที่กรูออกจากราวป่าก่อน วัวบาแทบจะออกมาเป็นตัวปิดขบวนเลยทีเดียว

ฉลาดแบบนี้ มิน่า ถึงรอดปากเสือมาจนแก่เฒ่า เพราะหากมีเสือโคร่งซุ่มดักอยู่แถวโป่ง พวกวัวเด็กๆจะเสร็จก่อน (คล้ายๆพฤติกรรมของแกนนำมวลชนแหละครับ เห็นมีแต่ชาวบ้านตายก่อน)

พอมีวัวบาปะปนมาในวัวแดงฝูงด้วยเช่นนี้ ผมมั่นใจว่าช่างภาพสัตว์ร้อยทั้งร้อยที่ได้โอกาส จะต้องเล็งเป้าไปที่วัวบามากเป็นพิเศษ นอกจากสีเข้มๆไม่เหมือนใครแล้ว เนื้อตัวมันก็สูงใหญ่กำยำ งามสง่ากว่าลูกฝูงทุกตัว

ตอนกดชัตเตอร์ผมก็ไม่เห็นหรอก แต่พอขยายรูปขึ้นมาดูในจอคอมพ์ จึงเห็นว่าปลายเขาวัวบา สึกกร่อนแล้วทั้งสองข้าง ยืนยันความเก๋า ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ

อีกอย่างที่ตอนถ่ายไม่เห็น มาเห็นในจอ วัวบาแก่กำลังเคี้ยวหญ้าอ่อนอยู่คาปากเลยทีเดียว

ยิ่งเมื่อเห็นคราบน้ำตาของวัวบาที่ไหลพรากอาบแก้ม อืม สงสัยมันตื้นตันในความเป็นวัวบาผู้โชคดีของตัวเอง 555

ผมลองเสิร์ชดูภาพวัวบาของคนอื่นที่มีแพร่ในเน็ต ก็เห็นว่าไม่มีวัวบาตัวไหนจะดูแก่เท่าเจ้าตัวนี้อีกแล้ว

มีเกร็ดเกี่ยวกับวัวแดงส่งท้าย วัวแดงบางส่วนโดนเอาไปปล่อยตามป่าห่างไกลของออสเตรเลีย จนกลายเป็นวัวแดงเร่ร่อน และมีฐานะเป็นสัตว์เกม

ส่วนที่เกาะบาหลี วัวแดงที่นั่นดันกลายเป็นวัวบ้าน มีจำนวนเป็นล้านๆตัว แต่สายเลือดมีปนเปื้อนวัวบ้านพันธุ์อื่นจนเยินไปหมด จนตัวเล็กลงทุกวัน

ลองเสิร์ชภาพวัวแดงบาหลีแล้วอึ้ง หน้าตาก็เหมือนวัวแดงป่าทุกประการ แต่มันยอมย่ำโคลนลากคันไถให้ชาวนาจริงๆ


ปริญญา ผดุงถิ่น เรื่อง/ภาพ




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2555 21:39:33 น.
Counter : 1574 Pageviews.  

ล่าวัวแดง





ตั้งแต่ช่วงก่อนเที่ยงจนถึงบ่ายสอง 45 นาที ทุ่งหญ้าและดินโป่งตรงหน้า มีแต่ความเงียบงัน ไม่มีแม้แต่เก้งสักตัว

จากฟ้าแจ่มใส แดดแรงจ้า กลายเป็นแสงหม่น ฟ้าร้องครืนๆ ผมคิดว่าวันนี้น่าจะพอได้แล้ว

แต่ในเมื่อเข็มนาฬิกาเหลือเศษ 15 นาที เอาวะ ต่อเวลาพิเศษอีก 15 นาทีให้เป็นตัวเลขกลมๆ ค่อยกลับ

ว่าแล้ว ก็เคลิ้มเข้าสู่ภวังค์ กึ่งหลับกึ่งตื่นต่อ

มารู้สึกตัว เมื่อมองไปเห็นฝูงสัตว์ใหญ่ตัวสีน้ำตาลแดง ออกมายืนกลางโป่งเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้เหมือนกัน

การเห็นวัวแดงใช้ชีวิตกลางธรรมชาติเช่นนี้ เป็นอะไรที่สุดยอดมาก และยิ่งสุดยอดไปใหญ่ เมื่อมันเป็นโอกาสจะจะที่ผมจะได้ถ่ายรูปพวกมัน

ระยะจากจุดซุ่มถึงฝูงวัวแดง ผมว่าน่าจะสักร้อยเมตรปลายๆ ลำพังเลนส์ 300 ถือว่าไกลไป

แต่งานนี้ผมมีของเล่นใหม่มาทดสอบ เป็น Nikon V1 ที่เพิ่งถอยออกมาป้ายแดง บอดี้สีขาวเจ้าสำอางทีเดียว

ความพิเศษของกล้อง V1 คือเมื่อเชื่อมต่อมันด้วยอแดปเตอร์เข้ากับเลนส์ Nikon ใดๆ จะได้แรงขยายเพิ่มขึ้น 2.7 เท่า

เลนส์ 300 ก็กลายร่างเป็นเลนส์ 810 วัวแดงที่มองตาเปล่าเห็นอยู่ลิบๆ จึงชักจะไม่ลิบแล้ว อิอิ

วัวแดงฝูงนี้ สมาชิกมีทั้งตัวเมียตัวเด็ก ซึ่งขนเป็นสีแดงๆสมชื่อวัวแดง ยกเว้นตัวผู้จ่าฝูงตัวเดียว ที่ขนคล้ำดำไม่เหมือนใคร

รูปร่างโดยทั่วไป คล้ายคลึงกับวัวบ้านมาก แต่ก็ดูสง่าและมีสุขภาพดีกว่าพวกวัวบ้านพื้นเมืองตัวขาวๆเหงาหงอย ผอมแห้งแรงน้อยทั้งหลาย

ขนแดงๆของวัวแดงป่า ดูเรียบ สะอาด ภายใต้หนังยังแลเห็นกล้ามเป็นมัดๆ งามพอดีๆ ไม่ใช่แบบกระทิง ที่กล้ามปูดโปนเกิน ราวกับนักเพาะกาย 4 ขา

ตำราบอกว่ามาร์กเฉพาะตัวของวัวแดง ที่ทำให้วัวแดงต่างจากวัวชนิดอื่นๆ คือวงก้นสีขาว เพราะฉะนั้นเวลาดูวัวแดง อย่าลืมดูแถวก้นมันด้วย 555

แม้กระทิงดูจะมีศักดิ์ศรีบารมีที่เหนือกว่าวัวแดง แต่ในมุมของนักดูนกอย่างผม ย่อมปลื้มกับการเจอวัวแดงมากกว่ากระทิง

จากการที่มันหาได้ยากกว่านั่นเอง ถิ่นอาศัยที่วัวแดงอยู่ได้ จะเป็นป่าโปร่งจำพวกป่าเบญจพรรณ หรือป่าเต็งรัง ซึ่งมักอยู่ตามพื้นราบ

เคยคุยกับนักวิจัยกระทิง ก็บอกว่ากีบวัวแดงมันจะกลมๆตลอดเวลา ทำให้ปีนป่ายที่สูงไม่ถนัด ขณะที่กีบกระทิงมันยืดหยุ่นกว่า กางออกได้ ไต่ภูมิประเทศสูงชันได้เป็นว่าเล่น

การอยู่เฉพาะป่าต่ำโปร่งๆ วัวแดงจึงโดนคุกคามได้ง่าย จากการล่าของคน และการบุกรุกป่า ซวยทั้งขึ้นทั้งล่อง

ทุกวันนี้ สถานภาพระดับโลกของวัวแดง จัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ หรือ Endangered เลยทีเดียว

ประมาณว่าทั้งโลก เหลือวัวแดงแค่ประมาณ 500 ตัวเท่านั้น

อย่างที่บอก...ด้วยอารมณ์แบบนักดูนก เจออะไรที่หายากและทรงคุณค่าระดับนี้ ยิ่งซี้ดซ้าด 555


ปริญญา ผดุงถิ่น เรื่อง/ภาพ




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2555 11:44:35 น.
Counter : 3967 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

HWAMEI
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add HWAMEI's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.