ประสีประสาสิงสาราสัตว์
Group Blog
 
All Blogs
 

กระจ้อนเฒ่าไม่เข้าท่า





ตอนนี้ที่เริ่มเข้าป่าหัดดูนกใหม่ๆ เมื่อสัก 15 ปีก่อน ผมคึกจัดถึงขนาดเอาชื่อสัตว์เล็กสัตว์น้อยมาตั้งฉายาให้ตัวเองและผองเพื่อน เช่น

"กระถิกน้อยกัดแทะความไม่ถูกต้อง" "พญากระรอกแทะโลมความยุติธรรม" "กระรอกหลากสีผลาญพร่าทรชน" "กระเล็นเล็กโลมเลียแก๊งมาเฟียเฒ่า" เป็นต้น

วันหนึ่ง ตั้งวงดื่มกินกับน้าโบ๊ะ สันทนา ปลื้มชูศักดิ์ อดีตนายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ผมถามแกว่าน้าจะเอาสักฉายาไหมเล่า?

น้าโบ๊ะหัวเราะ ตอบทันควัน "ผมมัน...กระจ้อนเฒ่าไม่เข้าท่า" เรียกเสียงฮาลั่นวง

อย่างที่เคยเขียนไปแล้ว บ่อนกลุงสิน ณ ชายป่าแก่งกระจาน มีความคลาสสิกเป็นกระจงน้อย (กลอยใจ) ทั้งหลาย พาเหรดมาให้ชมจุใจ

แต่ไม่ได้มีแค่กระจงเท่านั้น ที่มาใช้บริการน้ำบ่อน้อยของลุงสิน หากแต่ยังมีแก๊งสัตว์ฟันแทะแห่กันมาอีกอื้อ

ครั้งแรกที่ผมได้เห็นตัวเป็นๆ ของสัตว์ที่ชื่อกระจ้อน ก็จากบ่อนกลุงสินนี่เอง

ลักษณะอย่าให้บรรยายมาก (เพราะมันบรรยายยาก 555) ดูจากรูปละกัน จุดเด่นคือมีแถบที่สีข้างนั่น และหางพวงๆ ของมันก็ไม่ยาวมาก ประมาณว่ายาวเท่าๆ กับลำตัว

ชื่ออังกฤษ Indochinese Ground Squirrel ฟ้องว่ากระจ้อนเป็นพวกกระรอกที่ชอบหากินบนพื้นดิน

ยิ่งปัจจุบัน ลุงสินแกโมดิฟายบ่อนกของแก ด้วยการโปรยเศษเมล็ดข้าวโพดไว้รอบๆ บ่อทุกเช้า เพื่อดึงดูดนกพวกนกกระทาและไก่ฟ้าเป็นหลัก

แก๊งแทะทั้งหลายเลยได้รับอานิสงส์ไปด้วย ออกจากป่ามาเก็บเศษข้าวโพดแทะกินกันอย่างเพลิดเพลิน

ผมที่เฝ้าถ่ายรูปในบังไพร จะได้ยินเสียงฟันขบเมล็ดข้าวโพดแข็งๆ ดังกึ๊ดๆๆๆๆ ตลอดเวลา และเหมือนจะไม่รู้จักเลิกราด้วย ผลัดกันเข้ามากินตลอด

กินข้าวโพดเสร็จ ก็ดื่มน้ำสะอาดๆ ในบ่อ ที่ลุงสินแบกใส่เป้มาเติมให้อย่างใส่ใจทุกเช้า

อะไรจะวาสนาดีเท่าสัตว์ป่าแถวบ่อนกลุงสิน คงไม่มีแล้ว!

จากรูปถ่ายเดียวกันนี้ ตัวที่เป็นแบ็กกราวด์เบลอๆ นั่น คือกระแต (เสียใจด้วย เห็นแล้วซี้ดไม่ออกใช่ไหมครับ?)

ถึงจะมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกระรอก-กระจ้อน แต่กระแตไม่ได้เป็นสัตว์ฟันแทะแต่อย่างใด

นอกจากหน้าแหลม สไตล์หนูผี ไม่ดูบ้องแบ๊วแบบพวกกระรอกแล้ว หางที่มีขนของมัน ก็ไม่ได้เป็นพวงสวยๆ แบบหางกระรอก

ลงจากต้นไม้มาร่วมวงกินเมล็ดข้าวโพดและน้ำด้วย เพราะอุปนิสัยก็ชอบลงพื้นอยู่แล้ว

ใครสนใจอยากไปนั่งซุ่มบังไพร ชมนกชมสัตว์รอบๆ บ่อนกลุงสิน โทร.สอบถามและสั่งจองโดยตรงที่ลุงสินได้เลยครับ 08-5266-3447

ยิ่งร้อนยิ่งแล้ง ถือเป็นนาทีทอง!


ปริญญา ผดุงถิ่น เรื่อง/ภาพ




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2555 3:40:37 น.
Counter : 1057 Pageviews.  

สอยอินทรี




ตั้งแต่ดูนกเป็นจนเริ่มรู้จักนกอินทรีเป็นต้นมา ผมยังไม่เคยมีรูปถ่ายนกอินทรีแบบจะจะเลย ไม่ว่าจะชนิดไหน

ตอนนี้อาถรรพ์ถูกทำลายลงแล้ว เมื่อผมเข้าไปในทุ่งหนองปลาไหล จ.เพชรบุรี ตอนบ่ายๆ แดดร้อนเปรี้ยง

เป้าหมายที่ประกาศไว้ คือ อยากได้นกอินทรีทุ่งหญ้าสเตปป์ (Steppe Eagle)

เหตุที่สนใจ Steppe Eagle มากที่สุด เพราะดูเหมือนมันจะเป็นกลุ่มนกอินทรีใหญ่ที่หายากที่สุดในบ้านเราแล้ว

แม้สถานภาพในโลกจะจัดว่าเป็นนกอินทรี “โหล” แต่ Steppe Eagle กลับมาเที่ยวเมืองไทยตอนหน้าหนาวน้อยกว่านกอินทรีชนิดอื่นที่มีจำนวนประชากรในโลกน้อยกว่า

ตอนที่หนังสือเบิร์ดไกด์ภาษาอังกฤษ A Guide To The Birds Of Thailand ผลิตออกมา ยังไม่มีรายชื่อของ Steppe Eagle แต่อย่างใด

กระทั่งมันถูกพบเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2532 ที่หาดในหาน จ.ภูเก็ต จากนั้นรายงานการพบ Steppe Eagle ก็มีเข้ามาเรื่อยๆ

อย่างทุ่งนาเมืองเพชรที่เป็นเมืองตากอากาศหน้าหนาวของเหล่านกอินทรีในไทย ก็พบ Steppe Eagle เนืองๆ แต่ดูเหมือนมันไม่ได้มาประจำทุกปี

เมื่อเห็นภาพจากคนอื่นๆ จนรู้แน่ชัดว่าปีนี้มีตัว ผมก็ต้องตั้งเป้าไว้ ที่ Steppe Eagle เป็นธรรมดา (ขออนุญาตเรียกชื่อภาษาอังกฤษนะครับ เพราะชื่อไทยยาวววววมาก!)

ไปถึง ผมใช้เวลาระหว่างรอด้วยการซ้อมถ่ายรูปนกบิน มีการลองปรับค่าในกล้องใหม่ รวมถึงลองเครื่องมือที่ไม่คุ้นเคยอย่างการโฟกัสตามวัตถุแบบ 3D Tracking ที่มีในกล้อง Nikon

ผมซ้อมอยู่ชั่วโมงนึง จนความมั่นใจพุ่งสูงปรี๊ด ถ้านกอินทรีหน้าไหนบินมาเข้าทางปืนละก็ โดนแน่ๆ

จากการปักหลักรอกลางทุ่ง ผมเปลี่ยนเป็นขับรถเลียบทุ่งตามหานกแทน กระทั่งมองไกลลิบๆ ไปเห็นฝูงนกลงพื้น เบียดๆ อยู่กับฝูงเป็ดไล่ทุ่ง

นอกจากเหยี่ยวดำ (Black Kite) และพวกนกยางขาวที่มีมากมาย ผมส่องเห็นนกอินทรีปนอยู่ด้วย 3 ตัว

ใช้วิธีเดินไม่รู้ไม่ชี้ โดยสะพายกล้องไว้ข้างหลังไม่ให้นกอินทรีเห็น นกพวกนี้ตาคมจัด ถ้ามันสงสัยว่าเรามีปืนมาด้วย ดูท่าจะมีอันตราย จะเผ่นหนีตั้งแต่ระยะหลายร้อยเมตรเลยทีเดียว

เมื่อชักเข้าใกล้ ก็เริ่มค้อมตัวต่ำๆ ติดดิน จนไปกำบังหลังแนวคันนาสุดท้าย จังหวะที่คนเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งกลับมาพอดี ฝูงนกแตกฮือไปคนละทางสองทาง นกอินทรี 3 ตัวก็เผ่นไปคนละทางเช่นกัน

แต่ผมโชคดี Steppe Eagle ที่หมายมั่นปั้นมือ เผ่นตรงเข้ามาพอดี

ช่างเป็นเกมดูนกที่น่าประทับใจ ยิ่งเมื่อเทียบกับการใช้เวลาในทุ่งนาร้อนแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น


ปริญญา ผดุงถิ่น เรื่อง/ภาพ




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2555 3:25:29 น.
Counter : 2611 Pageviews.  

ชะมดเช็ด...น้ำหอมแห่งราวไพร





แม้สถานภาพอย่างเป็นทางการของ ชะมดเช็ด (Small Indian Civet) จะไม่ใช่สัตว์หายาก

แต่คนเคยเห็นตัวจริงชะมดเช็ดในป่า น่าจะมีสักหยิบมือเดียว!

รูปถ่ายยิ่งไม่ต้องพูดถึง อยู่ในระดับหายากเลยทีเดียว

แต่ผมโชคดี ถ่ายรูปชะมดเช็ดมาจนได้ อิอิ

ปฏิบัติการย่องตามชะมดเช็ดในราตรีมืดมิดแห่งอุทยานฯ เขาใหญ่ ยังช่วยให้ผมได้เห็นพฤติกรรมของมันตามธรรมชาติอันน่าประทับใจ

ชะมดเช็ดพาเรือนร่างขนาดแมวหง่าว เดินท่อมๆ ไปตามทุ่งหญ้าเตียน จมูกดมอะไรฟุดฟิดๆ ไปเรื่อย

มีอาการไม่แคร์สื่อ เอ๊ย...ไม่สนแสงไฟฉายที่จับตามทุกย่างก้าว

มีเสียงนกร้องขึ้นมา มันก็หยุดชะเง้อ ชะแง้ขึ้นฟ้า มองหาต้นเสียง

และที่เป็นสุดยอดของประสบการณ์ เป็นตอนที่ผมเห็นมันยกหาง

ท่ามันฟ้อง มันกำลังป้ายกลิ่นจากต่อมที่โคนขาเข้ากับต้นหญ้าแข็งๆ ต้นหนึ่ง

ความโด่งดังของชะมดเช็ด ก็คือต่อมกลิ่นอันนี้ ตามธรรมชาติมีไว้เพื่อสื่อสารกันเองในหมู่ชะมดเช็ด

แต่มนุษย์สกัดกลิ่นจากต่อมที่ว่า ไปผลิตเป็นน้ำหอมเกรดระดับโลก เพิ่มความ"ร่านโลกย์"

ส่วนพวกน้ำหอมตามตลาดนัดทั้งหลาย อาจสกัดจากอีเห็น 555

ในอดีต คนไล่ฆ่าชะมดเช็ดเพื่อเอาต่อมกลิ่นที่ว่า แต่ปัจจุบันฉลาดขึ้น หันมาเปิดฟาร์มชะมดเช็ดแทน

เก็บ "ไขชะมด" ที่มันป้ายไว้กับหลักไม้ในกรง แบบเก็บเล็กผสมน้อย ปีนึงก็ได้เป็นก้อนโต ราคาขายแพงระยับ กิโลกรัมละ 2 แสนบาทขึ้นไป!

ไม่แน่ใจว่าเพราะไขชะมดเช็ดมันแพงเกินไปเสียแล้ว หรือกระบวนการจับชะมดเช็ดมาขังกรงแคบๆ ในฟาร์ม มันดูทารุณสัตว์เกิน

Chanel ผู้ผลิตน้ำหอมชั้นนำ ประกาศเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ว่าน้ำหอม Chanel No.5 เลิกใช้กลิ่นชะมดเช็ดเป็นวัตถุดิบแล้ว

หันไปใช้สารสังเคราะห์แทน รับประกันยังหอมรัญจวนใจและแพงเหมือนเดิม 555

ชะมดเช็ด แพร่กระจายตั้งแต่เอเชียใต้ยันเอเชียอาคเนย์ ในประเทศไทยพบได้ตามป่าทุกภาค แต่ชอบพื้นที่ป่าโปร่ง หรือตามทุ่งหญ้าชายป่า ไม่ใช่ป่าดิบ

เป็นสัตว์หากินกลางคืน โดยทั่วไปจะท่องหากินโดดเดี่ยว ยกเว้นฤดูจับคู่ แต่พอตัวเมียตกลูก 3-5 ตัว ในโพรงดิน ตัวผู้ก็จะออกท่องยุทธจักรต่อ ทิ้งให้ตัวเมียเลี้ยงดูลูกตามลำพัง

อาหารการกินเป็นพวกหนู นก งู รวมถึงผลไม้และรากไม้ แต่ชะมดเช็ดที่ป้วนเปี้ยนตามชายป่าใกล้หมู่บ้าน มักเข้าไปขโมยเป็ดไก่ในเล้ากิน

"โปรกั๊ก" ช่างภาพสัตว์ป่ารุ่นเก๋า บอกว่า ไม่เคยเห็นชะมดเช็ดเข้ามาเก็บเศษอาหารหลังครัวอุทยาน ต่างจากชะมดหรืออีเห็นชนิดอื่นๆ

เป็นคำตอบที่ว่า ทำไมรูปถ่ายชะมดเช็ดป่าจึงยังเป็นของหายาก

หลังเสร็จสิ้นการถ่ายทำคืนนั้น ผมมานึกเสียดายทีหลัง ดันลืมจำต้นหญ้าที่ชะมด "เช็ด" กลิ่นไว้

ไม่งั้นคงได้ดมสารตั้งต้นน้ำหอมสดๆ กลางดึกไปแล้ว


ปริญญา ผดุงถิ่น เรื่อง/ภาพ




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2555 3:05:07 น.
Counter : 4608 Pageviews.  

1 แรงช้าง vs 163 แรงม้า




หลังจากผมไปได้ประสบการณ์เร้าใจ เผชิญหน้ากับช้างป่าตกมัน ที่อุทยานฯ เขาใหญ่

มีเพื่อนออกปากทักว่า ทำไมต้องกลัวด้วย อยู่ในรถแท้ๆ

"เพราะช้างก็แค่ 1 แรงช้าง แต่รถนั่นมัน 163 แรงม้าเลยเชียว"

ฟังเหมือนมีเหตุผล แต่จริงๆ ไร้เหตุผล 555

เพราะผมมั่นใจว่าวิศวกรรถยนต์ คงไม่เคยเอาช้างมาขึ้นแท่นเพื่อวัดว่า 1 แรงช้าง มันเท่ากับกี่แรงม้า

ตอนที่ผมเผชิญหน้ากับช้างตกมันนั้น สภาพการจราจรบนอุทยานฯ เขาใหญ่ ก็ติดหนึบยาวเป็นกิโลฯ

163 แรงม้า ซึ่งสามารถทำความเร็วไปเกินร้อยปลายๆ จึงมีสภาพพอๆ กับรถเด็กเล่นคันใหญ่หน่อย

เท่าที่มองทะลุกระจกหน้ารถไป ช้างพลายตกมันตัวนั้นยืนสูงตระหง่านเกินหลังคารถไปไหนๆ

ยิ่งมันแสดงอาการเฮี้ยวออกมา รถคันโตที่เคยให้ความรู้สึกอบอุ่นยามขับขี่ ก็กลายเป็นรถที่ดู "บางทั้งคัน" น่าเสียวไส้

ถ้าช้างจะลุยกับรถจริงๆ อย่างเบาะๆ ที่สุด ก็คือรถบุบ เสียโฉม

ถ้ามันเล่นงานตรงหน้ากระโปรงรถ หม้อนํ้าอาจแตก รถตายไปไหนไม่รอด

ถ้ามันดันด้านข้างรถอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมก็เชื่อว่ารถหนัก 2 ตัน น่าจะพลิกตะแคงไม่ยาก

รถไม่ถึงกับลอยคว้างหงายท้อง เหมือนตอนโดนไอ้ทีเร็กซ์ใน Jurassic Park เล่นงาน แต่ก็พังได้แน่ๆ

ที่จริง ผมให้คะแนนมานานแล้ว สัตว์ป่าอันตรายที่สุดในป่าเมืองไทยไม่มีอะไรเกินช้างไปได้

แต่นาทีนี้ ผมว่าช้างป่าไม่ใช่สัตว์อันตรายหมายเลข 1 อีกต่อไป

หากแต่เป็น "ช้างป่าตกมัน" ต่างหาก!

เพราะช้างป่าทั่วไป ใช่จะจ้องไล่ตื้บคนเล่นเป็นของว่างซะเมื่อไร

แต่สัตว์ตัวโตที่ดูสุภาพเนิบนาบ จะกลายเป็นสัตว์ร้ายที่น่าพรั่นพรึงสุดๆ ตอนคลุ้มคลั่งขึ้นมานี่แหละ

อยากดูว่าช้างจะร้ายได้แค่ไหน ไม่ยากเลย ใน Youtube มีเยอะแยะ

มันใช้ความบึกบึนขยี้ร่างมนุษย์กับพื้น หรือบางครั้งจับโยนไปมาจนร่างทั้งร่างยับเยินราวผ้าขี้ริ้ว

มีคนตั้งคำถามว่า แล้วจอมเดินเนิบตัวนี้ เวลาวิ่งไล่กวดคนขึ้นมา เราจะหนีมันรอดหรือเปล่า

เท่าที่ดูข้อมูลจากเว็บนอก ตลอดจนดูภาพเหตุการณ์จริงใน Youtube

ผมว่ารอดยาก หากช้างมุ่งมั่นเอาจริง!

ประมาณว่าสปีดการวิ่งของช้างทำได้ถึง 25 ไมล์ต่อชั่วโมง เป็นระยะทาง 200-300 เมตร

วิ่งไล่กันบนที่โล่งๆ ช้างจะไล่ทันคน เพราะคนวิ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 15 ไมล์ต่อชั่วโมง

ต่อให้นักวิ่งเจ้าลมกรดโด๊ปยามาด้วย ก็วิ่งหนีช้างไม่รอด

หรือหากไปวิ่งในป่ารกๆ ช้างจะไล่ทันคนเร็วกว่าในที่โล่งซะอีก

ทางรอดที่ผมนึกออก อาจต้องพลิกตัวหลบกะทันหัน สไตล์ที่ "มาทาดอร์" ใช้ได้ผลกับสัตว์ตัวโตอย่างวัวกระทิง

แต่คิดไปคิดมา อืม...น่าจะรอดยากอยู่ดี

ก็งวงมันเอื้อมมาฟาดได้นิ


ปริญญา ผดุงถิ่น เรื่อง/ภาพ




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2555 2:48:59 น.
Counter : 2477 Pageviews.  

เผชิญช้างตกมัน




นี่เป็นประสบการณ์สุดระทึกครั้งหนึ่งในชีวิต

จู่ๆ ถนนบนอุทยานฯ เขาใหญ่ ตอนเที่ยงเศษ ก็เกิดสภาพการจราจรติดขัด

ผมสันนิษฐานไว้ 3 สาเหตุ 1.รถชนกัน 2.น้ำป่าลง 3.ช้างปิดถนน

หวยออกเบอร์ 3

ขณะที่รถคันอื่นกลับรถย้อนกลับมาทีละคันสองคัน ผมกลับขับรถสวนไปหาช้าง

จนในที่สุดก็ไปอยู่เป็นรถคันแรกของขบวน ขณะช้างพลายโทนงาอวบสั้น ก้าวเดินเนิบๆ ตรงเข้ามา

การถ่ายรูปช้างป่าถือเป็นกิจกรรมโปรดของผม การได้ชื่นชมเรือนร่างใหญ่โตท่ามกลางถิ่นอาศัยตามธรรมชาติเป็นความสุขอันลึกซึ้ง

มากกว่านั้น ความสั่นระทึกในอกจากความกริ่งเกรงช้างป่า ขับเลือดลมในกายให้แล่นพล่านดีแท้

ผมเสพติดความรู้สึกที่ว่านี้จริงๆ (โรคจิต!)

แต่คราวนี้มันต่างจากทุกคราว เมื่อผมยกเลนส์ 300 มม.ขึ้นเล็งเป้า

ตายห่า! นี่ผมพาตัวเองมาเผชิญหน้ากับช้างตกมัน

แลเห็นคราบน้ำมันไหลเป็นทางจากรูตรงขมับทั้งสองข้าง!

เหลียวมองทางหนีทีไล่ ก็พบว่ารถคันหลังๆ แล่นมาอัดต่อท้ายเต็มทั้งสองเลน ทุกคันกำลังใส่เกียร์ถอยหลังตามๆ กันอย่างทุลักทุเล

ผมทำอะไรมากไม่ได้แล้ว นอกจากต้องเล่นบท "ใจดีสู้ช้าง"

ภาวะช้างตกมันก็คือช้างติดสัดนั่นเอง ฮอร์โมนเพศของมันพลุ่งพล่าน จนหน้ามืด วิงเวียน ตาลาย คล้ายจะเป็นลม (ว่าไปโน่น แหะๆ)

เอาเป็นว่ามันหงุดหงิดงุ่นง่าน จนกลายเป็นช้างที่พร้อมจะฟิวส์ขาดน็อตหลุด

และก็พร้อมจะแปลงร่างจาก "ช้าง 4 ขา" เป็น "ช้าง 5 ขา" ทุกเมื่อ 555

ควาญที่สนิทกันยังถูกช้างตื้บตายไปมากมาย เพราะช้างตกมันไม่ค่อยสนไผเป็นไผ

พฤติกรรมตรงตามภาษิตเก่าแก่ที่ว่า "ความหงี่ไม่เคยปรานีใคร"

ในความรู้สึกของคนไทยทั่วไป มันเป็นสิ่งน่าประหวั่นพรั่นพรึงพอๆ กัน ไม่ว่าจะ "ช้างตกมัน" หรือ "เสาตกน้ำมัน"

ผมไม่เคยเห็นช้างตกมันมาก่อน ไม่ว่าจะช้างป่า ช้างบ้าน

อย่างช้างบ้าน เขาจะพาไปสงบสติอารมณ์ตามที่เงียบๆ เย็นๆ รอจนความงุ่นง่านคลี่คลาย

เพื่อเอาชนะอุปสรรคตัวโตข้างหน้า ผมลองสูตรที่เคยใช้ได้ผลกับช้างป่าอื่นๆ คือ ค่อยๆ ขับย่องผ่านช้าง

ที่ไหนได้ พลายตกมันที่เห็นยืนซึมๆ ถลันออกมาจังก้าขวางถนน

มันจะตาลาย เห็นรถผมเป็นช้างพังหรือเปล่า ผมไม่เสียเวลาวิเคราะห์ รีบถอยกรูดกลับที่เดิม

มีนักท่องเที่ยวฝรั่งขี่มอเตอร์ไซค์มาเจอช้างเลยสนุกใหญ่ พยายามเข้าไปจ่อถ่ายรูป

เห็นแล้วหัวใจจะวาย เกิดช้างยัวะขึ้นมา ฝรั่งอาจสวมวิญญาณลิงหนีรอดได้ก็จริง แต่รถคันอื่นๆ มีหวังบุบบู้บี้ หรืออาจถึงขั้นตะแคงตกถนน

กระทั่งสบโอกาส พ่อพลายหงี่หันหัวเข้าข้างทาง ผมเลยเร่งเครื่องตัดหลังผ่านมาได้สำเร็จ

มือที่จับพวงมาลัยถึงกับสั่นระริก

เลือดลมแล่นพล่านขนาดนี้ ผมว่ามันดีเกินไป!


ปริญญา ผดุงถิ่น เรื่อง/ภาพ




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2555 2:36:25 น.
Counter : 3385 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

HWAMEI
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add HWAMEI's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.