ประสีประสาสิงสาราสัตว์
Group Blog
 
All Blogs
 

T-25 เสือพ่อพระ




Tiger Trip ที่อุทยานฯรันธัมบอร์ ประเทศอินเดีย ผมได้รับความอิ่มใจมาก เมื่อบังเอิญไปรับรู้ชีวิตและหัวใจอันอบอุ่นของเสือเบงกอลที่มีรหัส T-25 ชื่อเป็นทางการ Dollar

แม้ความพยายามหลายวันที่นั่นของผม จะพบแค่เพียงรอยตีนมหึมาของมันที่ทิ้งไว้ใหม่เอี่ยมหลายหน

อ้อ แล้วก็เจอทีมงานสารคดีของ National Geographic วนเวียนจะทำสกู๊ปชีวิตของเจ้าดอลลาร์อยู่นานนับเดือนด้วย

ดอลลาร์ (ชื่อนี้ได้จากลายหนึ่งที่ข้างตัว แลดูคล้ายสัญลักษณ์เงินดอลลาร์สหรัฐ) เป็นข่าวครึกโครมไปทั่วอนุทวีปอินเดียเมื่อปีที่แล้วนี่เอง ในฐานะเสือตัวผู้ ที่รับเลี้ยงลูกเสือน้อยกำพร้า 2 ตัว

สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ปกติแม่เสือเท่านั้นที่จะทำหน้าที่นี้

เรื่องราวดราม่าเริ่มขึ้น เมื่อเสือเพศเมียรหัส T-5 เกิดมีแผลติดเชื้อที่โคนหาง แม้สัตวแพทย์พยายามจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่ก็สายไป เชื้อโรคคร่าชีวิตมันกะทันหัน ทิ้งลูกน้อยอายุ 4 เดือนให้เผชิญโลกตามยถากรรม 2 ตัว

เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ทำเท่าที่จะทำได้ จัดหาถาดเนื้อแพะไปวางทิ้งไว้ตามป่าที่ลูกเสือพี่น้องอยู่ ปรากฏว่าลูกเสือตอบสนองต่ออาหารพวกนี้ รอดไป 1 เปลาะ

แต่การจะมีชีวิตไปตลอดรอดฝั่ง ท่ามกลางดงเสือเช่นนี้เป็นเรื่องยากยิ่ง เพราะเสืออื่น โดยเฉพาะเสือตัวผู้ ชอบฆ่าลูกเสือทั้งในฐานะเหยื่อหรือเพื่อกำจัดคู่แข่งในอนาคต ไหนจะเสือดาวที่มีในป่ารันธัมบอร์มากซะยิ่งกว่าเสือโคร่ง ก็จะฆ่าลูกเสือโคร่งทันทีที่เจอเช่นกัน

และแล้ว เจ้าหน้าที่ก็แทบจะหมดหวังเลยทีเดียว เมื่อกล้องดักถ่ายที่ผูกทิ้งไว้ตัวหนึ่ง จับภาพได้เมื่อคืนวันที่ 14 พ.ค. 2011 เวลา 3 ทุ่ม 10 นาที เสือน้อยกำพร้าเดินตัดผ่านหน้ากล้อง โดยมีเสือใหญ่ตัวมหึมาเดินตามหลัง

ก่อนที่พวกเขาจะเผชิญความประหลาดใจอย่างจัง เมื่อพบว่าเสือใหญ่นั้น (ซึ่งจำแนกได้ว่าเป็นเจ้าดอลลาร์) ไม่ได้ฆ่าเสือน้อยทั้งสองตัวอย่างที่กริ่งเกรง

มิหนำซ้ำ ยังแสดงบทบาทเขย่าโลก ด้วยการรับบทเป็นแม่เสือแทน T-5 ทั้งขับไล่เสืออื่น หาเหยื่อมาป้อน พาเดินท่องเที่ยว โดยยอมลดอาณาเขตอันกว้างใหญ่ของตัวเองให้เล็กลงด้วย เพื่อจะได้เลี้ยงเด็กได้ถนัดๆ และยังเลี้ยงข้ามปี จนถึงตอนที่ผมไปรันธัมบอร์เลยทีเดียว

พฤติกรรมของดอลลาร์บ่งบอกว่ามันก็คือพ่อเสือแท้ๆของลูกเสือนั่นเอง ไม่ถึงกับเป็นพ่อเลี้ยงที่ไม่มีความผูกพันทางสายเลือด แต่สำหรับคนที่รู้จักธรรมชาติของเสือโคร่งดี แค่นี้ก็บ้าไปแล้ว

ในยูทูบ มีคนแพร่คลิปตอนดอลลาร์ T-25 พาลูกมาจ๊ะเอ๋เข้ากับสุนทรี T-17 (ตัวที่ผมถ่ายรูปมาลงให้ดูไปแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน) มันปรี่เข้ามาแสดงท่าข่มทันควัน เพื่อปรามไม่ให้ T-17 คิดร้ายกับเจ้าตัวเล็ก

เห็นแล้วสุดประทับใจ...หัวใจนายหล่อมาก!


ปริญญา ผดุงถิ่น เรื่อง/ภาพ




 

Create Date : 12 กันยายน 2555    
Last Update : 12 กันยายน 2555 5:12:13 น.
Counter : 2389 Pageviews.  

ล่าเสือเบงกอล





เสือโคร่งตัวนั้นหมอบอยู่ใต้พุ่มไม้บางๆ แสงแดดจัดยาม 10 โมงสาดส่องลงมากระทบเป็นเงารำไร ผมแทบไม่อยากเชื่อสายตา สีสันและลวดลายมันช่างกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม จนมองผ่านๆ แทบไม่เห็นเสือตัวมหึมานั่นเลยทีเดียว

แต่ผมจะงงนานก็ไม่ได้ ก้มหน้าก้มตารัวชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปเป็นพัลวัน จนครบทั้ง 2 กล้อง 2 เลนส์ที่เตรียมไป ก็ส่งสัญญาณให้รถจี๊ปถอยฉากจากเสือทันที

เพราะขณะนั้น รถจี๊ป รถบรรทุก นับสิบคัน บรรทุกนักท่องเที่ยวรวมแล้วเกือบร้อยคน กำลังอยู่ในสภาพการจราจรติดขัดกลางป่า เพราะบารมีของเจ้าเสือตัวนี้ตัวเดียว บรรดาไกด์ท้องถิ่นต้องพยายามจัดคิวขยับช่องที่ให้ลูกทัวร์ของตัวส่องทะลุร่มเงารำไรไปเห็นตัวเสือให้ได้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใน Tiger Trip ของผม ที่เดินทางไปยัง Ranthambhore National Park ประเทศอินเดีย ช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา (ดองไว้จนได้ที่แล้ว อิอิ)

อินเดียมีเสือโคร่งเป็นสัตว์ประจำชาติ เป็นสายพันธุ์ย่อยที่เรียกว่า เสือเบงกอล คนละตัวกับเสืออินโดจีนในป่าเมืองไทย ซึ่งตัวจะเล็กกว่าเล็กน้อย

แม้หลายอุทยานที่นั่นจะพบเสือเบงกอลได้ แต่ป่าที่ต้องเรียกว่าเป็นเมืองหลวงของเสือเบงกอล ก็ต้องเป็นรันธัมบอร์ที่ผมดั้นด้นไปมาแล้วนี่แหละ

ตัวที่ถ่ายรูปมาฝากนี้เป็นเสือตัวเมีย ที่มีชื่อรหัสว่า T-17 ชื่อเป็นทางการคือ Sundari คนแขกที่นั่นออกสำเนียงไทยชัดเป๊ะว่า “สุนทรี” (เอ หรือว่าเราออกสำเนียงแขกชัดมากกว่า 555)

อย่างไรก็ดี ชื่อเล่นที่ฮิตมากกว่าของ T-17 คือ Satara หรือ “ศาสตรา” โดยเจ้าถิ่นอธิบายว่า หมายถึงเลข 17 ไม่ใช่อาวุธ ฟังแล้วก็งงๆนิด

ปัจจุบันนี้ T-17 ได้รับการยกย่องว่าเป็นเสือดาราทองหมายเลข 1 ของอุทยานฯรันธัมบอร์ เนื่องจากมันคุ้นกับคนมากกว่าเสือตัวอื่น ดูจากลีลาที่มันหมอบเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อน ตอนโดนรถนักดูเสือล้อมหน้าล้อมหลัง ก็เห็นแล้วว่า T-17 ไม่แคร์สื่อจริงๆ

มากกว่านิสัยกันเองแล้ว การปรากฏตัวที่ถี่กว่าใคร เป็นผลจากการตั้งอาณาเขตหากิน ที่เริ่มตั้งแต่แนวกำแพงชั้นในของอุทยานเลยทีเดียว แบบว่าทันทีที่รถล่วงผ่านประตูกำแพงอันจอแจเข้าไป T-17 ก็พร้อมจะจ๊ะเอ๋กับคนได้ทุกเวลานาที

แม้ T-17 จะฮอตสุดนาทีนี้ แต่เสือที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของรันธัมบอร์กลับเป็น T-16 ผู้มีชื่อว่า Machali ซึ่งแปลว่า “ปลา” ในภาษาแขก (ชื่อมันน่าจะเป็นคำเดียวกับ“มัจฉา”นั่นแหละ) ไม่ใช่อื่นไกล แม่แท้ๆของ T-17 นี่แหละ

ทุกวันนี้ มาชาลี T-16 ก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่อาณาเขตเดิมของมันแถวหลังกำแพง ถูกลูกสาวตัวแสบ T-17 เข้ายึดครอง แล้วขับไล่ผู้เป็นแม่ จนต้องถอยร่น ไปอยู่พื้นที่ห่างไกล

องค์กรที่รับผิดชอบดูแลการท่องเที่ยวทัวร์เสืออินเดีย เคยประกาศมอบรางวัลเป็นเกียรติประวัติแก่ T-16 ในฐานะเสือที่ทำเงินจากการท่องเที่ยวเข้าประเทศได้เป็นอันดับ 1

ไม่มากไม่มาย แค่ 10 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เป็นเวลาติดต่อกัน 10 ปี!


ปริญญา ผดุงถิ่น เรื่อง/ภาพ




 

Create Date : 01 กันยายน 2555    
Last Update : 2 กันยายน 2555 11:03:50 น.
Counter : 2242 Pageviews.  

สัญลักษณ์แห่งฤดูกาล




แม้จะอยู่ในห้วงเวลาที่พายุฝนฟ้าคะนองตกกระหน่ำ แต่หากเห็นนกเล็กๆ ตัวหนึ่ง บินอพยพหนีหนาวมาถึงละก็

เราจะนึกรู้ได้ทันทีว่าอีกไม่นาน ความสดใสแห่งฤดูหนาวจะมาถึงในไม่ช้า

มันคือนกกระเต็นน้อยธรรมดา (Common Kingfisher)

อย่างตัวที่ผมถ่ายมาให้ดูนี่ ไปจ๊ะเอ๋มันในโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี ได้ภาพตอนนกกระเต็นยืนตากฝนหนักๆ ซึ่งหาดูยากติดไม้ติดมือมาด้วย

ถึงมีขนาดกระจ้อยร่อย ล่ำกว่านกกระจอกนิดเดียวเท่านั้น แต่นกกระเต็นน้อยธรรมดาบินเก่งมาก

เรามักเห็นตอนบินเร็วจี๋ ตรงแหน็ว กระพือปีกถี่ยิบ พลางร้องเสียงแหลมใสไปด้วย โดยมีเพดานบินเตี้ยๆ เหนือผิวน้ำเล็กน้อย

บางตัวจากบางพื้นที่ ก็บินอพยพไกลมาก ไปกลับถึง 3,000 กิโลเมตร!

ชื่อที่ติดคำว่า Common ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เพราะประชากรมันแพร่กระจายกว้างขวาง จากเอเชีย ยันยุโรป และแอฟริกาเหนือ ตีเป็นเนื้อที่โลกร่วม 10 ล้านตารางกิโลเมตร

ในบ้านเรา เมื่อถึงฤดูอพยพก็จัดเป็นนกที่ Common เช่นกัน มักพบเกาะอยู่ตามหัวตอหรือตามกิ่งเหมาะๆ ชายน้ำ

อุปนิสัยเป็นนกหวงถิ่น จึงมักพบนกกระเต็นน้อยธรรมดาแค่บ่อละตัว (แต่ครั้งหนึ่งครั้งเดียว ผมเจอ 2 ตัวในบ่อเดียวกัน)

อ่านข้อมูลเมืองนอก เขาระบุว่านกกระเต็นน้อยธรรมดาเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำ ว่ามีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำเล็กๆ ที่เป็นเหยื่อของนก

นั่นก็แปลว่าบ่อน้ำของโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย มีคุณภาพน้ำที่โอเค

แต่จะให้ผมลงไปแหวกว่ายเล่น ไม่เอาเด็ดขาด ก็คุณวรนุชตัวยาวเป็นเมตรๆ เธอว่ายเพ่นพ่านตลอดเวลา

เมื่อเจอเหยื่อ นกกระเต็นน้อยธรรมดาจะพุ่งจากกิ่งหรือหัวตอลงไปในน้ำ ใช้ปากยาวคาบขึ้นมา

ฝรั่งเบื๊อกวัดความลึกในการดำน้ำโจมตีของกระเต็นน้อยว่า ยังไงก็ลึกไม่เกิน 25 เซนติเมตร (รู้ไปก็เท่านั้น!)

นกกระเต็นน้อยธรรมดาแบ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยถึง 7 กลุ่ม กลุ่มที่อาศัยอยู่แถวจีน เกาหลี และญี่ปุ่นนี่แหละ ที่อพยพหนีหนาวลงมาแถวบ้านเรา

มันเป็นนกชนิดเดียวที่ผมรู้ชื่อภาษาญี่ปุ่นของมัน เพราะเมื่อคราวไปนอนในรีสอร์ตน้ำพุร้อนอันหนาวเหน็บบนเกาะกิวชิว คนญี่ปุ่นที่เห็นผมยกกล้องส่องนกตลอดทาง แนะนำว่า

“ปริญญาซัง รีสอร์ตแห่งนี้ชื่อว่า Kawasemi หมายถึงนกตัวนั้น” พลางชี้ให้ดูรูปบนผนัง

มันก็คือ Common Kingfisher นี่แหละ ทีเดียว จำได้ไม่ลืม

ผมนึกถึงเพื่อนคนหนึ่ง ผ่าไปเจอสาวอิตาเลียนสาวสวย มันไม่รู้จะทำยังไง เลยร้องทักว่า “มะกะโรนี! สปาเกตตี!”

ผมมีไอเดียอยู่เหมือนกัน วันไหนหากดวงซวย ต้องชวนสาวญี่ปุ่นคุย ต้องมีคำแปลกๆ ให้พวกเธอทึ่งบ้าง

“คาวาเซมิ!” น่าจะเก๋กว่า “คาวาซากิ!” มากมาย 555


ปริญญา ผดุงถิ่น เรื่อง/ภาพ




 

Create Date : 09 สิงหาคม 2555    
Last Update : 9 สิงหาคม 2555 21:19:33 น.
Counter : 1987 Pageviews.  

1 คืนกับเจ้าสันหางดำ



ณ ป่าพื้นที่อีสานแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอยากรู้ว่ากล้องดักถ่ายของผม (แบบใช้ DSLR พ่วงด้วยเซ็นเซอร์และแฟลชหลายดวง) มันทำงานอย่างไร จึงชวนให้ไปตั้งกล้องดักถ่ายสัตว์กัน แม้ผมจะมีเวลาแค่คืนเดียวเท่านั้น

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ผมกับเจ้าหน้าที่คนเดิมไปกู้กล้องด้วยกัน แทบจะเป็นธรรมเนียมของผมเลย ก่อนจะตรวจดูภาพที่กล้อง ต้องแกะรอยสัตว์รอบๆ ก่อน เป็นช่วงเวลาที่สนุกระทึกใจดีแท้

สิ่งที่เราเห็นบนถนนดินฝุ่นแดง เป็นรอยล้อรถกระบะที่แล่นผ่านไปคันเดียว ถามว่าทำไมดูออกว่าเป็นรอยรถกระบะ คำตอบก็คือ ผมกับเจ้าหน้าที่เจอชาวบ้านที่ขับรถกระบะผ่านมาตอนดึกนะเซ่ ยังหยุดทักทายพูดคุยกันเลย แล้วมันจะเป็นรถเก๋ง รถบัส รถแทรกเตอร์ไปได้ยังไง อิอิ

แต่ที่ย่ำทับรอยดอกยางรถกระบะนั้นไป เป็นรอยตีนสัตว์ที่ดูเผินๆ คล้ายพวกแมว เจ้าหน้าที่ ฟันธงไม่ลังเล "ชะมด!"

เมื่อเปิดไฟล์ในกล้องดู ชะมดจริงๆ กล้องรัวมาได้ 3 ช็อต ในท่าเดินหันสีข้างค่อนไปทางด้านหลังให้กับกล้อง ไม่เห็นหน้าเห็นตา พริบตาแรกที่เห็นหางเป็นปล้องๆ ผมนึกถึงชะมดแผงหางปล้อง (Large Indian Civet)

แต่เจ้าหน้าที่ไหวทัน เตือนให้ดูละเอียดๆ คราวนี้ผมแทบร้องเฮออกมา เมื่อเห็นว่าหางปล้องนั้นๆ ยังมีเส้นหนาสีดำพาดผ่านบนสันหางตั้งแต่โคนยันปลายหาง สีข้างก็ไม่ใช่ลายบั้งๆ แต่เป็นลายจุดๆ

ผมเจอของแพงเข้าให้อย่างไม่คาดฝัน มันคือ ชะมดแผงสันหางดำ (Large Spotted Civet) ซึ่งหายากกว่าคู่แฝดอย่างชะมดแผงหางปล้องหลายเท่า เจ้าหน้าที่เองก็ดีใจไม่แพ้กัน บอกนี่เป็นเรกคอร์ดแรกของพื้นที่

ลองค้นหาข้อมูลของชะมดแผงสันหางดำ พบว่าไม่ค่อยมีอะไรให้อ่านเท่าไร นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ค่อยรู้เรื่องราวเชิงลึกของมัน แต่เขาเชื่อกันว่าไม่ค่อยมีอะไรแตกต่างจากชะมดแผงหางปล้องเท่าใดนัก

แต่ผมไปเจอของดี เป็นบทคัดย่องานวิจัยชื่อว่า "การใช้กล้องดักถ่ายชะมดสันหางดำในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนและอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ประเทศไทย" โดยทีมงานที่มีทั้งคนไทยคนต่างชาติ

ข้อมูลน่าสนใจก็คือ การตั้งกล้อง 3,650 คืน ที่เขาอ่างฤาไน ได้ภาพเจ้าตัวนี้มา 23 ช็อต ส่วนที่ เขาใหญ่หนักกว่าแยะ 6,253 คืน ได้มาแค่ 4 ช็อต

จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากดวง สำหรับผมที่ตั้งกล้องเล่นๆ คืนเดียวดันซัดมาตั้ง 3 ช็อต


ปริญญา ผดุงถิ่น เรื่อง/ภาพ




 

Create Date : 07 สิงหาคม 2555    
Last Update : 8 สิงหาคม 2555 2:04:47 น.
Counter : 2962 Pageviews.  

ชะมด+แผง+หางปล้อง





ด่านสัตว์เล็กเส้นนั้น มีต้นทางมาจากไหนไม่รู้ แต่ทอดปลายทางไปสู่หนองน้ำขนาดเล็ก ท่ามกลางแมกไม้ทึบอันสงบเงียบ

ผมลงทุนมุดดงเถาวัลย์เข้าไปหาด่านที่ว่า จัดการตั้งกล้องพ่วงเซ็นเซอร์จับความร้อน (PIR Motion Sensor) “ดักถ่าย”ไว้ อยากรู้ว่ามีตัวอะไรบ้าง ใช้บริการด่านเส้นนี้ลงไปที่หนอง

2 สัปดาห์ต่อมาผมก็มา“กู้กล้อง”ที่ตั้งทิ้งไว้ ผลก็คือภาพที่เห็นนี่แหละ ชะมดแผงหางปล้อง (Large Indian Civet) กำลังมองมาตาแป๋วทีเดียว น่ารักที่ซู้ด

ที่พิเศษไม่เหมือนใคร ภาพนี้ตีแผ่ชื่อของมันได้ครบ ทั้งหางลายปล้อง และก็ขนแผงบนสันหลังที่กำลังพองตั้งเด่ ต่างจากภาพถ่ายอื่นๆที่ผมเคยผ่านตา ไม่เห็นมันจะโชว์ขนแผงให้ดูแบบนี้

จู่ๆ กล่องใกล้ๆตัวมัน ก็มีเสียงชัตเตอร์ดังรัวออกมา ไม่สะดุ้งขวัญผวายังไงไหว เกิดเป็นปฏิกิริยาขนลุกขนพองเหมือนคนโดนผีหลอกยังไงยังงั้น

ชื่อไทยอาจจะเอาอวัยวะเด่นๆมาตั้งชื่อ แต่ชื่ออังกฤษพุ่งไปที่จุดเด่นอื่น นั่นคือขนาดตัวและแหล่งกระจายพันธุ์ ว่ากันว่ามันถือเป็น“พี่ใหญ่”ของสัตว์จำพวกชะมดอีเห็น พบได้ตั้งแต่อินเดีย เนปาล จีนตอนใต้ ฮ่องกง ไล่มายังพม่า ไทย เวียดนาม มาเลเซีย

สถานีวิจัยสัตว์ป่าสะแกราช จ.นครราชสีมา ระบุสถานภาพของชะมดแผงหางปล้องในประเทศไทยไว้ว่า“พบน้อย” ส่วนในประเทศจีนจัดเป็นสัตว์“ใกล้สูญพันธุ์”เต็มที (โดนจับไปทำเปิบนรกนั่นแหละ จะมีอะไร)

มีข้อมูลของชะมดในกรงเลี้ยงว่า เป็นสัตว์ที่ไม่ดุร้ายเลย เวลาเจอคนหนักไปทางกระวนกระวาย คล้ายจะเป็นลม ว่าเข้านั่น

แต่ข้อมูลที่ผมอยากเล่าให้ฟังมาก เป็นของนักวิจัยนาม “บุษบง กาญจนสาขา” ไปเที่ยวเก็บขี้ชะมดในสวนยางที่สุราษฎร์ธานี เอามาแยกธาตุเพื่อดูว่าชะมดแผงหางปล้องในสวนยาง มีอะไรในเมนูอาหารบ้าง

ผลออกมา มันกินอาหารได้หลากหลายมาก มีทั้งพืชพวกผลไม้ และสัตว์ที่ล้วนแต่เป็นตัวแสบของคนทั้งนั้น ไม่ว่าจะหนู งู แมลงป่อง ตะขาบ ชาวสวนอาจไม่รู้ตัว ตอนออกไปกรีดยางมืดๆ เดินสบายตีนขึ้นแยะเพราะชะมด

แม้แต่ยางพาราดิบ ก็ไม่วายโดนมันกินด้วย (สงสัยคืนนั้นจับตัวอะไรกินไม่ได้ ต้องเอาน้ำยางลูบท้อง 555)

ลืมบอกไปว่านิสัยของชะมดแผงหางปล้องนั้น เป็นสัตว์หากินกลางคืนแบบข้ามาคนเดียว อยู่แบบมีอาณาเขตของตัวชัดเจน เคยได้ยินว่ามีนักวิจัยจับมันใส่ปลอกคอวิทยุ เพื่อวิจัยขนาดอาณาเขตด้วย

ความเป็นสัตว์หากินกลางคืน ทำให้ไม่ง่ายที่จะได้เจอตัว แต่นิสัยชอบเก็บเศษอาหารกินตามกองขยะในป่า หรือตามหลังครัวอุทยาน ช่วยให้คนที่อยากดูชะมดแผงหางปล้อง งานง่ายขึ้นแยะ

ชะมดบางอุทยานติดเศษอาหารหลังครัว จนเป็นดาราหน้ากล้องกลางแสงแฟลชแสงไฟฉาย หายกระวนกระวายไปเลย


ปริญญา ผดุงถิ่น เรื่อง/ภาพ




 

Create Date : 31 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 31 กรกฎาคม 2555 2:20:07 น.
Counter : 5529 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

HWAMEI
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add HWAMEI's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.