Group Blog
 
All blogs
 

ตอนที่ 01

ครั้งแรกสู่เอบัล-ยา


ความรู้สึกแรกของเด็กหญิงคือ ความมืดรอบกายนั้นบีบเข้า และดึงตัวเธอราวจะฉีกออกเป็นชิ้นๆ หัว แขนขา ถูกดึงออกไปคนละทาง เสมือนหนึ่งว่าต้องการจะกระชากจนเธอหลุดออกจากแสงสว่างตลอดกาลฉันนั้น ความรู้สึกที่สองคือ พื้นที่ใช้ยันตัวไว้เมื่อครู่กลับอันตรธานหายไป เด็กหญิงจมดิ่งลงสู่ความมืดเวิ้งว้างเสียดแทงไร้ที่สิ้นสุด ความมืดดำยิ่งกว่ามืดปิดปากปิดจมูกเธอให้หายใจไม่ออก เธอพยายามไขว่คว้าหาสิ่งยึด แต่ความมืดอนธการนั้นไร้สรรพสิ่ง ร่างกายขยับไม่ได้ดังใจคิด ลมหายใจเริ่มขาดห้วงด้วยความตื่นตระหนก กระทั่งเมื่อความกลัวรุมเร้าถึงขีดสุด แบมก็กรีดร้องออกมาสุดเสียง ก่อนจะลุกพรวดขึ้นนั่งพร้อมด้วยผ้าชุบน้ำเย็นที่หล่นปุลงบนตัก เด็กหญิงหอบหายใจ น้ำตาคลอตา

เสียงเอะอะดังขึ้นข้างตัว
"เอยาห์!! มินจาฟื้นแล้ว! เอยาห์!! มาเร็วๆเข้า! มินจาตื่นแล้ว!!!!" เป็นเสียงเล็กๆของเด็ก
"ได้ยินแล้ว เยรัน ไปเดี๋ยวนี้" เป็นเสียงทุ้มของชายหนุ่ม ซึ่งดังมาจากนอกประตู
เด็กหญิงยังจับต้นชนปลายไม่ถูก เธอกวาดตามองรอบตัวแต่ก็ไม่เห็นใคร จนกระทั่งชายหนุ่มเจ้าของเสียงขานรับวิ่งเข้าประตูมา เขาคนนี้ตัวไม่สูงเท่าใดนักคะเนอายุได้ประมาณสิบแปดปี ผมยาวสีทองเหลือบเงินมัดรวบไว้ด้านหลัง ดวงหน้าเกือบจะมองได้ว่าสวยนั้นซับสีเลือดด้วยความตื่นเต้น เมื่อเห็นเด็กหญิงชันนั่งอยู่บนเตียงก็กลับตัวแข็งด้วยความคิดไม่ถึง มือที่สั่นน้อยๆเอื้อมมาแตะแก้มของเด็กหญิง นิ้วนั้นเย็นเฉียบ พลางเสียงเครือกล่าวออกมาว่า
"ฟื้นแล้วหรือ..มินจา น้องฟื้นแล้ว...." กล่าวได้เท่านี้เสียงก็หลุบกลับเข้าไปในคอด้วยอาการกลั้นน้ำตาของเจ้าของเสียง สรรพนามที่ใช้เรียกทำให้คนฟังที่ไม่เข้าใจเริ่มจะตื่นตกใจ
เด็กหญิงมองจ้องที่ชายหนุ่ม แล้วกวาดตามองสถานที่ที่เธออยู่ โถงกว้าง.. หน้าต่างบานยาว.. และเตียงหรูหรา ดวงตาเธอคงจะฉายแววไม่เข้าใจออกมาเด่นชัด เสียงเล็กเสียงแรกดังขึ้นอีกครั้ง
"มินจา พูดอะไรสักคำซี" คราวนี้เด็กหญิงมองหาต้นเสียงพร้อมกับขมวดคิ้ว
ทันใดก็มีบางอย่างบินโฉบลงมาเกาะที่บ่าของเอยาห์ชายหนุ่ม เรียกสายตาของเด็กหญิงให้หันไปมอง ก่อนจะตาโพลง อ้าปากค้างโดยไม่มีเสียงใดๆลอดออกมา
สิ่งที่นั่งอยู่บนบ่าของเอยาห์คือเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ สูงประมาณหนึ่งฝ่ามือผู้ใหญ่ มีปีกใสสองคู่อยู่กลางหลัง เด็กชายตัวน้อยกอดอกขมวดคิ้วเมื่อแลเห็นท่าทางของเด็กหญิง
"เอยาห์ ข้าว่ามีอะไรแปลกๆแล้ว" เขาหันไปกระซิบกับชายหนุ่ม แต่ไม่มีเสียงตอบ ชายหนุ่มสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้เตียงเด็กหญิง ก่อนจะนั่งลงข้างๆ ตาสีฟ้าลึกล้ำมองสบตาเธออยู่นาน ขมวดคิ้วคิดมากอยู่ครู่ ก่อนตัดสินใจออกปากพูดกับเด็กหญิง
"มินจา... พี่รู้ว่าน้องคงจะได้รับผลกระทบจากมนต์บ้างไม่มากก็น้อย แต่ว่า มันคงไม่ถึงกับทำให้พูดไม่ได้หรอกใช่ไหม พูดอะไรสักอย่างสิ"
เด็กหญิงยังคงทำหน้าเหรอหรา เบิกตากว้างและมีน้ำตาคลอหน่วย คนพวกนี้กำลังล้อเธอเล่นใช่ไหมนี่...
ชายหนุ่มรออีกครู่หนึ่งก่อนจะส่งผ้าชุบน้ำผืนใหม่ให้เธออย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี เด็กหญิงรับมาเช็ดหน้า กลิ่นหอมเย็นของน้ำนั้นช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นบ้าง นี่คงจะฝันอยู่กระมัง..เธอนึกระหว่างที่ส่งผ้าคืนให้ชายหนุ่ม แต่มือที่มองเห็นกลับไม่ใช่มือที่คุ้นเคย แบมมองเห็นมือบางเล็กและขาวราวน้ำนมยื่นผ้าให้ชายหนุ่มที่ยื่นมือมารับ ที่แขนนั้นมีเส้นผมสีส้มอมทองสลวยพาดอยู่ แบมมองไล่เส้นผมนั้นขึ้นมาถึงหัวไหล่ ก่อนจะชักมือกลับมาลูบเส้นผมบนศีรษะอย่างไม่อยากเชื่อ ทั้งจับทั้งดึง พบว่าเธอนั่นเองคือเจ้าของเส้นผมแสนสวยเหล่านั้น…

เรื่องกลายเป็นเอะอะโกลาหลไปใหญ่ หลังจากที่แบมถูกพาไปที่กระจกบานใหญ่ซึ่งสะท้อนเงาที่ไม่ใช่ตัวเธอเอง คนที่ยืนอยู่อีกฟากกระจกนั้นร่างเล็กกว่าเธอนิดหน่อย ผอมและผิวขาวจัด ดวงตาสีเขียวเข้มใสราวมรกตในป่าใหญ่ รับกับดวงตาสีฟ้าดั่งเทอร์ควอยส์วางทาบบนท้องฟ้าของอีกคนที่ยืนข้างหลัง ผมสลวยยาวถึงเอวนั้นสีส้มทอง สัมผัสนุ่มและลื่นราวเส้นไหม อาภรณ์นั้นเป็นชุดยาวสีขาวบ่งว่าเป็นชุดนอน แต่ยังมีลูกไม้อย่างหรูประดับ
หยาดน้ำตาไหลพรูจากดวงตาสีงาม บ่งบอกชัดถึงอารมณ์สับสนของเด็กหญิงตัวน้อย แล้วนี่ที่ไหนกันล่ะนี่ แล้วนี่เธอคือใคร ทำอย่างไรเธอจึงจะได้กลับบ้าน ถ้าเป็นฝันก็ขอตื่นเสียที
"หนู... ที่นี่ที่ไหน..." แบมพูดพร้อมน้ำตาอาบแก้ม
หนึ่งภูตน้อยและหนึ่งชายหนุ่มหน้าถอดสีเลือด เหลือบมองกันและกันอย่างตกใจ
"มินจา.. ไม่ใช่มินจาหรือ?" เป็นเสียงภูติน้อย เด็กหญิงสั่นศีรษะน้อยๆเป็นคำตอบ
โกลาหลย่อยๆเกิดขึ้นในโถง ทั้งเสียงร้องไห้ เสียงร้องตกใจไม่อยากเชื่อดังระงม เป็นนานกว่าจะสงบลงพอที่จะถามไถ่พูดคุยกันได้รู้เรื่อง

"หนู..หนูชื่อแบมค่ะ" เด็กหญิงพูดเป็นคำแรกหลังสองหนุ่มเพียรถาม
"หนูไม่รู้ว่าหนูมาที่นี่ได้ยังไง.." เสียงเครือยังคงประท้วง

ความตื่นเต้นดีใจที่ตามมาด้วยความตกใจและผิดหวังนั้นคงจะเกินกำลังรับ ชายหนุ่มนามเอยาห์ซบใบหน้าลงกับฝ่ามือทั้งสอง
"เป็นไปไม่ได้... จะทำยังไงดี..." เสียงพึมพำกับตัวเอง
ทางด้านเด็กหญิงก็ทิ้งตัวลงบนหมอนอย่างหมดแรง ดูเหมือนจะมีเพียงภูติน้อยนามเยรันเท่านั้นที่คุมสติอยู่ได้
"เจ้ารออยู่ที่นี่สักพักนะ แล้วข้าจะอธิบายเรื่องราวให้ฟัง" เยรันพูดพร้อมกับส่งสัญญาณเรียกเอยาห์ออกไปจากห้อง

แบมยังคงเชื่อว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ เธอลองหยิกแขนตัวเองหลายครั้งเพื่อให้ตื่น แต่ว่าก็ไม่เป็นผล เธอยังคงนั่งอิงหมอนอยู่บนเตียงอย่างนั้นจนกระทั่งเยรันและเอยาห์กลับเข้ามา
"เธอบอกว่าเธอชื่ออะไรนะ" เอยาห์หนุ่มถาม
"แบมค่ะ.." เด็กหญิงตอบเสียงเบา
"แบม... ข้าพอจะรู้ว่าเจ้ามาที่นี่ได้ยังไง อาจจะเป็นเพราะความผิดพลาดของพวกเราเอง ถ้าเจ้าไม่รังเกียจข้าก็จะเล่าให้ฟัง อาจจะเป็นเรื่องที่เข้าใจยากอยู่สักหน่อย" เยรันพูด
เด็กหญิงพยักหน้าช้าๆเป็นคำตอบ ภูติน้อยจึงได้เริ่มเล่าเรื่อง



นานมาแล้วเมื่อครั้งก่อกำเนิดสรรพสิ่ง โลกมากมายได้ถูกสร้างขึ้น และถูกกำหนดให้มีลักษณะต่างๆกันไป บ้างเยือกเย็น บ้างอบอุ่น บ้างสมบูรณ์ร่มเย็น บ้างมีสงคราม และทุกโลกนั้นก็ได้เชื่อมโยงซ้อนทับเข้าด้วยกันอย่างแนบสนิท ในโลกทุกโลกล้วนแล้วแต่มีมนุษย์อาศัยอยู่ ต่างก็ดำเนินชีวิตและดำรงความเป็นมนุษย์ในตนเอง คล้ายเป็นบททดสอบว่ามนุษย์นั้นจะยังคงเป็นมนุษย์อยู่ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่แห่งใดหรือไม่
โลกแห่งนี้นั้นมีชื่อว่า เอบัล-ยา เป็นดินแดนที่ต้นกำเนิดของสรรพชีวิตหยิบยื่นชีวิตแก่ทุกสรรพสิ่ง ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นสัตว์ พืช หรือดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นดินแดนที่เหล่าสัตว์ พืช และมนุษย์ สามารถหยิบยืมพลังเล็กๆน้อยๆจากธรรมชาติเพื่อดำรงชีวิตหรือใช้ในกิจการต่างๆ
แต่เนื่องจากมีผู้คนมากมายศึกษาและเสาะแสวงหาลึกซึ้งกว่านั้น จากการเพียรพยายามลองผิดลองถูก พวกเขาเรียนรู้การดึงพลังมาใช้มากกว่าในยามจำเป็น และสามารถทำสัญญาเป็นเพื่อนกับเหล่าภูติดิน น้ำ ลม หรือไฟได้ โดยจะมีผลึกหินหรืออัญมณีเป็นสัญลักษณ์ผูกพัน หลังจากนั้น การหยิบยืมพลังจึงกลายเป็นเรื่องง่ายและสนุกสนาน ศาสตร์แขนงนี้เป็นที่นิยมมากในเอบัล-ยา (จึงมีเหล่าคนแบบที่โลกของเราเรียกว่า "จอมเวทย์" อยู่มากมาย)
มินจานั้นเป็นนามของน้องสาวของเอยาห์ เป็นเด็กหญิงที่มีความฉลาดปราดเปรื่องตั้งแต่ยังเยาว์วัย สามารถใช้พลังเวทมนตร์ได้อย่างเป็นธรรมชาติราวกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของตัวเธอ ความพิเศษของมินจาคือสร้างและควบคุมเหล่าดิน น้ำ ลม ไฟได้โดยไม่ต้องพึ่งขอร้องภูติ มินจาเป็นหนึ่งในคณะผู้ทรงเวทย์ของเอบัล-ยาตั้งแต่อายุเพียงเจ็ดขวบ ส่วนเอยาห์พี่ชายเป็นหนึ่งในหน่วยนักรบเวทย์ที่คอยดูแลความเรียบร้อยในเอบัล-ยา

วันหนึ่ง จอมเวทย์คนหนึ่งในคณะผู้ทรงเวทย์เกิดคลั่งและอาละวาดขึ้นมา เพราะพยายามใช้เวทย์ในทางที่ผิด เขาทำพิธีเรียก "ภูติดำ" ซึ่งเป็นภูติที่บันดาลความหวังชั่วร้ายในใจให้เป็นจริงได้ขึ้นมาใช้ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้น เพราะที่เอบัล-ยา ไม่เคยที่ใครที่จิตใจชั่วร้าย ภูติดำจึงอยู่แต่ในไข่วิญญาณภูติในป่าแห่งความสงบตลอดมา เมื่อจอมเวทย์คนนี้ทำการปลุกภูติดำขึ้น เหล่าภูติจึงโกรธและกักขังเขาไว้ในวงเวทย์สี่ธาตุ โชคร้ายที่พิธีของจอมเวทย์คนนั้นสำเร็จเสียก่อน ภูติดำจึงตื่น และพร้อมจะบันดาลความหวังใดๆแด่เขา
จอมเวทย์ผู้โลภโมโทสันขอร้องถึงพลังเวทย์ดำที่ทำลายได้ทุกสิ่ง ภูติดำบันดาลตามที่เขาขอและกลับไปเป็นไข่ที่ป่าแห่งความสงบ ส่วนนักเวทย์ได้ใช้พลังที่ได้มาทำลายวงเวทย์สี่ธาตุลง เหล่าภูติดิน น้ำ ลม ไฟ บินกระจายไปคนละทาง
เมื่อเหล่าจอมเวทย์คนอื่นๆในคณะผู้ทรงเวทย์รีบรุดมาถึงก็พบว่า เขาทำลายผลึกเก็บพลังเวทย์ที่เป็นสัญญาระหว่างนักเวทย์และภูติไปจนหมดสิ้น จอมเวทย์ทั้งหลายจึงไม่สามารถใช้พลังของเหล่าภูติได้จนกว่าจะได้ทำพิธีสัญญาใหม่อีกครั้ง
ทั้งเหล่าจอมเวทย์และเหล่าภูติต่างตกตะลึงงันในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คนที่ยังสามารถต่อกรกับจอมเวทย์ผู้ชั่วร้ายได้มีแต่เพียงมินจา เธอต่อสู้กับพลังเวทย์ดำด้วยพลังทั้งหมดที่มีในระหว่างที่จอมเวทย์คนอื่นเร่งรีบทำพิธีสัญญา แต่อนิจจา เมื่อพิธีสัญญาเสร็จสิ้น มินจากลับอ่อนกำลังจนกระทั่งพลาดท่าให้คาถาทำลายวิญญาณของจอมเวทย์ชั่ว วิญญาณของเธอถูกดึงออกจากร่างและขณะที่กำลังจะถูกทำลาย เคราะห์ดีจอมเวทย์คนอื่นๆได้สังหารจอมเวทย์ชั่วได้เสียก่อน กระนั้น วิญญาณของมินจาก็ไม่กลับเข้าร่าง แต่กลับสูญหายไปในความบิดเบือนของมิติเวทย์ดำนั้นเอง...
หกผู้อาวุโสแห่งคณะผู้ทรงเวทย์ใช้เวทย์เก็บกักเวลาหยุดเวลาของมินจาไว้ แล้วทั้งเหล่าจอมเวทย์ นักรบเวทย์ แพทย์วิญญาณ และแพทย์กาย ต่างพากันสรรหาวิถีทางเรียกวิญญาณของมินจากลับคืนสู่ร่าง เวลาผ่านไปถึงสี่สิบห้าวันก็ยังไม่มีผู้ใดทำได้สำเร็จ วิธีสุดท้ายที่มีในตำรานั้นถูกใช้ไปเมื่อวานนี้ โดยแพทย์วิญญาณจากหมู่บ้านติดทะเล และยาจากก้นทะเลลึกที่สรรสร้างถึงหมื่นราตรีตลอดมาในห้วงมหาสมุทร แต่มินจาก็ไม่ฟื้น ทั้งเอยาห์และเยรันต่างก็สิ้นกำลังใจ จนกระทั่ง"มินจา"รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาราวปาฏิหาริย์ในวันนี้

"ถ้างั้น.. หนู..." แบมพูดเสียงแผ่วหลังจากฟังจบ เยรันพยักหน้า
"กลายเป็นเจ้ามาที่นี่ แทนที่จะเป็นมินจา"
แบมเริ่มรับรู้เรื่องที่ว่า เธอทำให้สองคนที่อยู่ตรงหน้านี้ผิดหวังและเสียใจมากเพียงใด น้ำตาใสหยดลงมาตามแก้ม
"หนูขอโทษ..."
"ขอโทษทำไม คนผิดไม่ใช่เธอ เราต่างหากทำให้เธอเดือดร้อน" เอยาห์กล่าวเสียงอ่อนโยน อย่างไรเสียคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าก็คือน้องสาวในสายตาพี่ชายอยู่ดี
เด็กหญิงยิ้มทั้งน้ำตาให้ชายหนุ่ม สัมผัสได้ถึงความห่วงใยมากมายจากสายตานั้น เธอหยุดร้องไห้และถามเขาว่า
"แล้วมินจาตัวจริงไปอยู่เสียที่ไหนคะ?"
ไม่มีเสียงตอบจากคู่สนทนา เอยาห์และเยรันมองหน้ากันอย่างเป็นกังวล ก่อนที่เยรันจะเอ่ยตอบแทนว่า
"เราไม่รู้หรอก..แบม ที่นี่ไม่เคยมีคนใช้เวทย์ดำ จึงไม่รู้ว่ามิติเวทย์จะเปิดไปเชื่อมสู่ที่ใด.."
"ไม่รู้!?" เด็กหญิงตกใจ
"แล้วอย่างนี้จะพากลับมายังไงล่ะคะ?" เธอละล่ำละลักถาม
"ถ้ากลับมาได้ก็เป็นปาฏิหาริย์.." เอยาห์ตอบด้วยเสียงเรียบที่เกิดจากการข่มอารมณ์


หลังจากนั้น หนึ่งชายหนุ่ม หนึ่งภูติ ก็ปล่อยให้เด็กหญิงได้พักผ่อนตามลำพัง แบมซบใบหน้าลงที่หมอนนุ่ม เฝ้าตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่นี่ไม่ใช่โลกของเธอ ส่วนหนึ่งในสมองรับรู้ว่าที่นี่คือ "ต่างโลก" ที่เธอใฝ่ฝันมาตลอด แต่สมองส่วนเหตุผลนั้นยังไม่ยอมรับ
"มีโลกมากมายเชื่อมโยงซ้อนทับกันอยู่..." เธอพึมพำเบาๆให้ตัวเองฟัง
"ไม่น่าเชื่อ..." เป็นคำสรุป
"อาจจะเคยมีคนที่ไปโลกอื่นแล้วกลับมาจริงๆ ไม่อย่างนั้นเขาจะมาเขียนหนังสือเกี่ยวกับต่างโลกได้ยังไง.." แบมนึกถึงหนังสือหลากหลายเรื่องที่เคยอ่านมา
"ถ้าอย่างนั้นความคิดที่ว่ามีโลกเราอยู่เพียงโลกเดียวอาจจะไร้สาระก็ได้" คิดได้เพียงเท่านี้เด็กหญิงก็ผล็อยหลับไปด้วยความเพลีย อาจจะเป็นความเพลียของมินจาที่หลับใหลมาอย่างยาวนานก็เป็นได้



แสงสีทองสดใสเป็นประกายทาบเปลือกตา แบมรู้สึกตัวตื่นขึ้น สิ่งแรกที่ผ่านเข้าสู่ประสาทสัมผัสคือ แสงแดดเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาส่องกระจายไปทั่วห้องและสายลมแสนสดชื่นพัดอยู่รอบกาย ได้ยินเสียงใบไม้พรูอยู่ที่นอกหน้าต่าง ม่านบางปลิวไสวอย่างร่าเริง
ราวกับจะได้รับพลังจากสองสิ่งนั้น เด็กหญิงผุดลุกขึ้นนั่ง ยังงงอยู่ชั่วครู่ว่ายังไม่ตื่นจากฝันหรืออย่างไร ก่อนจะนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานขึ้นมาได้ เธออยู่ที่โลกนี้... ที่เอบัล-ยา โลกที่เต็มไปด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ
หยดน้ำตาคลอเบ้าทั้งที่ไม่ได้รู้สึกเศร้าใจ แบมงงอยู่เป็นครู่ก่อนจะพบว่าน้ำตานั้นเกิดขึ้นเพราะแสงอุ่นที่ส่องทาบแขนเธออยู่และลมเย็นที่เฝ้าโบกเบาๆที่แก้มของเธออย่างจะปลอบใจ ความรู้สึกเต็มตื้นล้นขึ้นมาในหัวใจ
เด็กหญิงเดินไปที่หน้าต่าง สูดอากาศยามเช้าและเฝ้านึกถึงเด็กหญิงอีกคนที่ควรจะได้อยู่ที่นี่ในเวลานี้ มินจา.. ตอนนี้เธออยู่ที่ไหนหนอ ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่านะ แต่ก็มีแต่วิญญาณอยู่แล้วนี่นา.. เรียกว่ามีชีวิตอยู่ได้ไหม แต่ร่างกายของมินจาก็ยังไม่ตาย หลักฐานก็คือตอนนี้เธอกำลังใช้ร่างนั้นคิดเรื่องต่างๆอยู่
แล้วร่างของเธอล่ะ! แบมใจหาย เมื่อวานทั้งวันมีแต่เรื่องให้ตกใจเต็มไปหมด เด็กหญิงจึงไม่ทันได้คิดถึงเรื่องที่โลกของตนเองเลย นี่เธอตายไปแล้วหรือเปล่านะ เธอจะได้กลับไปหรือเปล่า แล้วถ้าตอนเธอกลับไป ปรากฏว่าร่างของเธอตาย และถูกเผาไปเรียบร้อยแล้วล่ะ!? เด็กหญิงนึกถึงประสบการณ์ตอนงานศพของคุณย่า ถึงตอนนั้นเธอจะยังเด็กมาก แต่ก็จำได้ว่ามีแต่คนโศกเศร้าเสียใจ ทั้งพ่อ แม่ และพี่ชายของเธอร้องไห้..
"พ่อ แม่ พี่เบียร์" เมื่อแบมคิดถึงตรงนี้ก็กลัวขึ้นมาจับใจจนน้ำตาไหล ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงได้แต่ยืนร้องไห้อยู่ที่ข้างหน้าต่าง
"จิ๊.. เจ้าหญิง เป็นอะไรไป" เสียงเล็กแหลมแว่วมา เด็กหญิงเหลียวหาต้นเสียง
"เป็นอะไรไป เป็นอะไรไป" อีกหลายเสียงดังประสานขึ้นมา แบมยังมองหาต้นเสียงไม่เจอ
"จิ๊.. หรือว่าลมพัดแรงเกินไป ตาของเจ้าหญิงเลยแห้ง แย่จังนะ ลมพัดเบาลงหน่อยซี" เสียงหนึ่งดังประท้วงขึ้น ก่อนเจ้าของเสียงจะโฉบมาเกาะที่ริมหน้าต่าง ข้างๆมือของเธอ เสียงที่แบมได้ยินนั้นเป็นเสียงของเหล่านกตัวเล็ก สีสดสวยนั่นเอง แบมผงะด้วยความตกใจ
เหมือนเทพนิยาย สิ้นเสียง ลมที่พัดฉิวก็อ่อนกำลังลงทันที กลายเป็นลมเอื่อยเบา แว่วเสียง ..ขอโทษ.. แผ่วมากระทบโสตสัมผัส แบมร้องอย่างตกใจ
"ไม่ใช่! ไม่ใช่เพราะลมสักหน่อย!" ก่อนจะรีบปิดปากตัวเอง
นี่เธอพูดกับลมหรือ ถ้าพี่เบียร์มาได้ยินเข้าคงล้อเธอไปจนตาย
แต่ลมคงไม่คิดเช่นนั้น เพราะลมเอื่อยเมื่อครู่ก็กลับพัดแรงขึ้นมาอีกอย่างร่าเริง เด็กหญิงมองไปที่เหล่านกที่เอียงคอมองดูเธอ สลับกับมองไปยังความว่างเปล่าที่มีแต่ลมฉิว ทั้งนกและลมต่างก็พูดกับเธอ!? สมองมึนงง จับต้นชนปลายไม่ถูก ได้แต่ลองหยิกแขนตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า จริงสิ.. เธออยู่ที่เอบัล-ยา โลกที่ทุกอย่างมีชีวิต แต่ถึงมีชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องพูดได้นี่นา ที่นี่เต็มไปด้วยสิ่งที่เธอไม่รู้ และไม่เคยชิน ถึงจะเป็นโลกที่มหัศจรรย์หนักหนา แต่ว่าสำหรับเธอในตอนนี้มันน่ากลัว และเธออยากจะกลับบ้านเต็มทน...

"มินจา" เสียงเรียกดังขึ้นที่ประตูห้อง
"ไปทำอะไรอยู่ตรง.." พูดยังไม่ทันจบก็สังเกตเห็นรอยน้ำตาบนใบหน้าของเธอ เอยาห์พี่ชายจึงวิ่งเข้ามาอย่างตกใจ ดึงชายเสื้อขึ้นเช็ดแก้มให้เธอ
"เป็นอะไรไป" ถามเสียงอ่อนโยน จนทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกสบายใจขึ้นกว่าเมื่อครู่ แบมมองไปรอบๆอีกครั้ง เมื่ออยู่ในอ้อมแขนของเอยาห์แบบนี้แล้ว ทุกอย่างดูไม่น่ากลัวเลย ..เหล่านกก็น่ารัก และลมเองก็เป็นมิตร
"ไม่มีอะไรค่ะ หนูแค่คิดถึงบ้าน..สงสัยว่าที่บ้านจะเป็นยังไงบ้าง ในเมื่อวิญญาณของหนูหายไปแบบนี้ สงสัยจะคิดว่าหนูตายไปเสียแล้วก็ไม่รู้" เด็กหญิงพูดเสียงเศร้าๆ แต่อ้อมแขนที่กอดอยู่งั้นชะงักไปนิดหนึ่ง บ่งว่าไม่เคยคิดเรื่องนั้นมาก่อนเลย
"จริงสิ.. ตอนที่มินจาหายไป ถ้าหยุดเวลาไว้ไม่ทันคงตายไปแน่แล้ว ไม่รู้ว่าทางโน้นจะหยุดเวลาไว้ทันไหม.." เอยาห์พูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล แต่แบมคนฟังกลับหลุดหัวเราะพรืดยาว ทำเอาเอยาห์ที่กำลังคิดอยู่อย่างเคร่งเครียดหันมามองอย่างไม่เข้าใจ
"แบม ไม่ใช่เรื่องขำนะ พ่อแม่ของเธอจำเป็นต้องหยุดเวลาเอาไว้ เวลาที่วิญญาณออกจากร่างไป ร่างกายจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงไม่ทันข้ามวัน ถ้าหยุดเวลาไม่ทันอย่างน้อยใช้เวทย์ดึงวิญญาณ..." ยิ่งพูดเสียงจริงจัง เสียงตอบจากเด็กหญิงกลับกลายเป็นเสียงหัวเราะลั่นดังขึ้นทุกที
"ฮ่าๆ.. พี่เอยาห์" แบมหัวเราะจนน้ำตาไหล เอามือกุมท้องอยู่ที่ขอบหน้าต่าง ชะรอยจะเห็นประกายประหลาดใจมากมายอยู่ในนัยน์ตาสีฟ้าเข้ม จึงได้หยุดหัวเราะแล้วหันมาอธิบาย
"ที่โลกของแบมหยุดเวลาไม่ได้หรอก แล้วก็ไม่มีคนใช้เวทย์มนตร์ด้วย" เด็กหญิงพูดเสียงสั่นเพราะกลั้นหัวเราะ
"แล้วนกก็พูดไม่ได้ ลมก็พูดไม่รู้เรื่อง อีกอย่าง..ก็ไม่มีภูติตัวเล็กๆแบบคุณภูติคนนี้ด้วย" ประโยคสุดท้ายเสริมเมื่อเห็นเยรันบินเข้ามา
"ข้าชื่อเยรัน" เจ้าตัวประกาศ
"มีเรื่องอะไรสนุกมากมายหรือไง เสียงหัวเราะได้ยินไปถึงข้างล่างโน่นแน่ะ" ถามพร้อมมองหน้าแบมและเอยาห์สลับกันไปมา
"ไม่มีเรื่องสนุก มีแต่เรื่องน่าตกใจ และไม่น่าขำ" เอยาห์ตอบเสียงเครียด
"มินจา ไม่ใช่สิ แบม น้องรู้หรือเปล่าว่าที่พูดน่ะ หมายความว่ายังไง"
แบมคิดย้อนถึงคำพูดเมื่อกี้
"เอ่อ นกก็พูดไม่ได้ แล้วลมก็พูดไม่รู้เรื่อง แล้วก็ไม่มีภูติอย่างเยรันค่ะ" ทวนคำให้ฟัง
"ไม่ใช่ ก่อนหน้านั้นน่ะ" เอยาห์ยังคงมีประกายตาเครียด
เด็กหญิงนิ่วหน้า ..อืม ไม่มีคนใช้เวทมนตร์ เวลาหยุดไม่ได้ หมายความว่า เวลาก็ไม่ถูกหยุด แล้ว... ก็หมายความว่า...
"ร่างกายของหนูจะตาย.." เด็กหญิงหน้าซีด นี่เธอเห็นเป็นเรื่องขำไปได้อย่างไร
"ถูกแล้ว แบม ดังนั้นไม่ใช่เรื่องสนุกเลยสักนิด เราจำเป็นต้องหาทางส่งเธอกลับไปให้เร็วที่สุด อย่างน้อยก็อาจจะทันการณ์"
"แล้ววิธี.."
"วิธียังไม่รู้ แต่ต้องหาให้ได้โดยเร็วที่สุด" เอยาห์สรุป


สองคน กับอีกหนึ่งตน ล้อมวงกันครุ่นคิดหน้าเครียด ก่อนที่ท้องของแบมจะร้องขึ้นมาทำลายความสงบ เด็กหญิงหน้าแดง .. ท้องบ้า ไม่รู้หรืออย่างไรว่ากำลังเครียดอยู่ เงยหน้าขึ้นมองเอยาห์อย่างสำนึกผิด ก่อนจะเห็นอีกฝ่ายยิ้มให้
"จริงสิ ที่ขึ้นมานี่ก็มาเรียกไปกินข้าวนะแบม น้องคงจะหิวแล้ว เพราะร่างของมินจาไม่ได้รับอาหารมานานเหลือเกิน" เอยาห์บอก




 

Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2548    
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2548 12:21:31 น.
Counter : 104 Pageviews.  

นำเรื่อง

นำเรื่อง



ไม่บ่อยนักที่จะเจอเด็กหญิงตัวน้อยอายุย่างเก้าขวบขะมักเขม้นอ่านหนังสืออย่างนี้..

เธอจับจ้องดวงตาสีน้ำตาลเข้มลงที่หน้ากระดาษอย่างคนถนัดท่องในโลกแห่งจินตนาการ หัวใจขยับโลดเต้นตามจังหวะการเดินเรื่องของหนังสือ
แบมชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ เธอชอบหนังสือทุกประเภทตั้งแต่สารานุกรมยันหนังสือการ์ตูน แต่ถ้าพูดถึงแบบที่โปรดปรานแล้วละก็ เห็นจะหนีไม่พ้นเหล่าวรรณกรรมเยาวชนแนวแฟนตาซีนี้เอง ดังนั้นเมื่อมีเวลาว่างเมื่อไร เป็นได้เห็นเด็กหญิงจมอยู่หลังปกหนังสือเสมอๆ เธออ่านเรื่องของยอดหัวขโมยคนโปรดที่จับพลัดจับผลูได้กลายเป็นเจ้าหญิงซ้ำอีกเป็นรอบที่นับครั้งไม่ถ้วน อยู่ข้างหน้าต่างที่สาดแสงดาวพร่างกระจายเข้ามาในห้องนอน
เมื่อนาฬิการ้องบอกเวลาสี่ทุ่ม เด็กหญิงก็เงยหน้าขึ้นจากหนังสือเล่มโปรด ขยี้ตาและวางหนังสือลงบนโต๊ะหัวเตียง แล้วปิดโคมไฟ เธอล้มตัวลงนอน หลับตาและเฝ้าครุ่นคิดถึงโลกที่หลายคนยืนยันกับเธอว่าไม่มีอยู่จริง ขมวดคิ้วเมื่อนึกถึงคำล้อเลียนของเพื่อนๆที่มีมาให้เธอฟังเสมอๆ พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ถึงแม้ว่ามันจะมีจริงหรือไม่ก็ตาม เธอก็ยังชอบ และปรารถนาจะสัมผัสโลกอื่นสักครั้งเหลือเกิน คิดพลางสงสัยว่า คนอื่นๆมีความฝันอย่างนี้กันบ้างไหมหนอ
เด็กหญิงหลับไปเสียก่อนที่จะทันสังเกตว่า ท้องฟ้าคืนนี้ช่างสวยประหลาด ดาวพร่างพราวไปหมดถึงแม้ว่าจะไม่ใช่คืนเดือนมืด บรรยากาศโปร่งใสน่ารักสงบนิ่งจนดูเหมือนว่าโลกกำลังอารมณ์ดีอย่างที่สุด
แต่แล้ว ประมาณครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น จู่ๆลมก็กรรโชกแรงขึ้นมาจนน่าตกใจ เหล่าใบไม้ต่างพากันส่ายไหวและปลิดหลุดจากขั้ว แสงจันทร์แผดกล้าราวกับจะทะลุบรรยากาศทุกสารทิศ สว่างจนมองเห็นแมลงบนใบหญ้าได้ทีเดียว เสียงเหมือนเสียงพึมพำดังเบาๆจากพื้นดิน คล้ายกับว่าธรณีกำลังพูดคุยกับผืนฟ้าอย่างตื่นเต้น บรรยากาศรอบด้านไหวระริกราวกับจะระเบิด เวลาอย่างนั้นดำเนินไปเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด แต่แล้วในวินาทีหนึ่งทุกอย่างก็กลับเป็นเหมือนปกติ..เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น




 

Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2548    
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2548 12:20:30 น.
Counter : 71 Pageviews.  

ทำความเข้าใจกันก่อน

เนื่องจากข้าพเจ้าก็ไม่ใช่นักเขียนนิยาย (อีกแหละ)

นิยายเรื่องนี้เกิดจากความคิดบ้าๆบอๆ ที่ว่าอยากจะสร้างโลกใหม่ขึ้นมาสักโลก
เอาไว้ให้เด็กๆที่ได้อ่านเค้าจิ้นเล่น ว่าจะเป็นยังไง

แล้วก็ เพราะว่าไม่ค่อยได้มีเวลาเยอะๆ (ต้องใช้เยอะมากในแต่ละตอน) จึงไม่ค่อยมีตอนใหม่ๆออกมา ใครที่เข้ามาอ่านแล้วก็ทำใจไว้นะคะว่าไม่ใช่รายสัปดาห์ รายปักษ์ หรือรายเดือน แต่เป็นรายตามใจข้าพเจ้าค่า >.<

อุอุอุ แต่ก็จะพยายามแต่งให้มันเร็วๆ




 

Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2548    
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2548 21:20:38 น.
Counter : 125 Pageviews.  


ลูกสาวอีฟ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ลูกสาวอีฟ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.