พยากรณ์ชีวิต เพื่อทิศทางแห่งสัมมาปฏิบัติ
Group Blog
 
All Blogs
 

ชะตากรรมของ "แม่"

พรหฺมาติ มาตาปิตโร ปุพฺพาจริยาติ วุจฺจเร
อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ ปชาย อนุกมฺปกา

บิดามารดา ท่านว่าเป็น "พระพรหม"
บิดามารดา ท่านกล่าวว่าเป็น "อาจารย์คนแรก"
บิดามารดา เป็นอาหุไนยบุคคล
บิดามารดา เป็นผู้สงเคราะห์บุตรธิดา

พระพุทธพจน์ ที่ปรากฎในพรหมสูตร พระสัตตันตปิฎก ที่ผมนำมาแปลและจะขยายความให้อ่านนี้ ด้วยแรงกระตุ้นสำนึกในกตเวทิตาธรรมจากสังคม และสื่อ วันที่ ๑๒ สิงหาคม นี้ คือวันแม่แห่งชาติ เป็นวันกระตุกต่อมกตัญญูให้ลูกๆ ได้ระลึกถึง "แม่" ของตัวเองบ้าง จาก ๓๖๕ วัน มีวันแม่เพียงวันเดียวที่มี "กระแส" มาให้นึกถึงแม่

ครั้งที่เราเป็นเด็ก จนมาวัยรุ่น เราอาจมิได้สำนึกเลยว่าพ่อแม่เหน็ดเหนื่อยเพียงใด กว่าจะประคับประคองให้ปีกเรากล้า ขาเราแข็ง หรือปากดี เถียงฉอดๆ ได้ฉะนี้

ขยายความพระพุทธพจน์อีกสักเล็กน้อย เพราะใครๆ ก็หาอ่านเอาได้ในเว็บต่างๆ

"พ่อแม่เป็นพระพรหมของลูก"
ไฉนหญิงชายสองคนนั้น ผู้ที่เราเรียกว่าพ่อว่าแม่ จึงเป็นถึงพระพรหมได้เล่า? พระพุทธเจ้าท่านนำ "พระพรหม" มาเปรียบกับพ่อแม่ต่างหาก จากสัญลักษณ์ "พระพรหม" หรือ "ผู้ประเสริฐ" ที่ไม่ละภาวนา ๔ ข้อ พ่อแม่จึงเรียกว่า "พระพรหม" ได้ เพราะมีภาวะนา ๔ ข้อ เช่นกัน คือ
๑. เมตตา ความรัก ปรารถนาให้ลูกมีความสุขกายสุขใจ
๒. กรุณา ความช่วยเหลือเกื้อกูล ประคับประคองจนเติบใหญ่
๓. มุทิตา ความชื่นชมยินดีกับลูกๆ เป็นแรงใจที่ดีของลูกเสมอ
๔. อุเบกขา ถึงบางคราวลูกมีเหย้าเรือน มีความสามารถแล้ว พ่อแม่ก็วางเฉย สงบนิ่ง

"พ่อแม่เป็นครูอาจารย์คนแรก"
ก็เพราะพ่อแม่ได้เลี้ยงดู อุ้มชู สั่งสอน ฝึกนั่งตั้งไข่ ฝึกคลาน ฝึกเดิน ฝึกพูด ฝึกกิน ฝึกแต่งตัว ฝึกมารยาท จนอย่างน้อย ๒ ขวบ จึงได้มีครูอื่นเข้ามาช่วยฝึกกันต่อ

"พ่อแม่เป็นอาหุไนยบุคคล"
อาหุไนยะ คือ คุณสมบัติของพระอริยบุคคล หรือเข้าใจว่า "พระอรหันต์" อาหุไนยะ คือ ผู้ควรแก่การนำสิ่งของมามอบให้ด้วยเคารพบูชา เช่น ข้าว น้ำ เสื้อผ้า และอื่นๆ รวมถึงการเลี้ยงดู พ่อแม่ คือ อาหุไนยบุคคล เป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่ลูกๆ จะน้อมนำปัจจัยทั้งหลายเข้าไปให้ ด้วยความเคารพบูชา
"พ่อแม่เป็นผู้สงเคราะห์ลูก"
เทวดา คือ ผู้ดูแลช่วยเหลือมนุษยโลก พ่อแม่ท่านเป็นผู้ดูแลช่วยเหลือลูกๆ จึงเปรียบได้ดั่ง "เทวดา" ของลูก

"ความหมายของคำว่า พ่อ แม่"
ชะตาชีวิตของหลายๆ คน ซึ่งนั่นก็รวมถึงผมด้วย อาจมิได้ถูกเลี้ยงดูจากพ่อแม่ที่แท้จริงทั้งหมด แล้วพ่อ หรือ แม่ ผู้ให้กำเนิด แต่มิได้เลี้ยงดู หรือพ่อแม่ที่เลี้ยงดู แต่มิได้ให้กำเนิดเรานั้น จะเรียกได้หรือว่าเป็น "พระพรหม, ครูคนแรก, พระอรหันต์ และ เทวดาของลูก"

คำว่า "พ่อ-แม่" เป็นคำไทย มาจากคำ ดังนี้

ชนก-ชนนี คำนี้ คือศัพท์สำหรับผู้ให้กำเนิด
ปิตา-มาตา คำนี้ เป็นศัพท์สำหรับผู้ให้กำเนิด หรือ ผู้ที่เลี้ยงดู

พ่อ-แม่บางคน เป็นทั้งชนก-ชนนี และ ปิตา-มาตา บางคน เป็นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าจึงใช้คำว่า "มาตาปิตโร" มารดาบิดา คือผู้ให้กำเนิด หรือผู้เลี้ยงดูเรามา จะเป็นใครก็ช่างที่เลี้ยงดูเราดั่งลูก ผู้ที่เราเรียกว่า "พ่อ" ว่า "แม่" เป็นผู้ควรที่แท้ ที่เราจะยกย่องท่านว่า "เป็นพระพรหม เป็นครูอาจารย์คนแรก เป็นพระอรหันต์ และเป็นเทวดาผู้สงเคราะห์ลูก"

พ่อแม่ เหน็ดเหนื่อยเพราะการเลี้ยงดูอุ้มชูเรามามากและนานแสนนาน
วันนี้ เราคงต้องย้อนถามตัวเองแล้วว่า เราได้ทำหน้าที่ของลูกหรือยัง

ขณะที่เรากำลังนั่งกินอาหารแสนอร่อยและราคาแพง พ่อแม่ที่บ้านกินอะไร ?

ขณะที่เราคุยโทรศัพท์เสียงหวานกับใครในสาย พ่อแม่ รอสายเราโทร.ถามสารทุกข์สุกดิบอยู่หรือเปล่า

ขณะที่เรากำลังเต้นเข้ากับจังหวะเสียงดนตรี พ่อแม่ กำลังเดินขาโขยกเขยกอย่างเจ็บปวดอยู่หรือเปล่า

ขณะที่......?

ขณะที่...ผมบอกแต่คนอื่นรักพ่อ รักแม่ หันกลับไปมองและเอาใจใส่ท่านบ้าง...แล้วผมเองล่ะ

จิตอันชั่วร้ายของผม มันบอกผมว่า พ่อแม่ไม่ค่อยได้เลี้ยงดู ต่อสู้ด้วยลำแข้งตัวเองมาตลอด.....แล้ว..?

พอมีเงินทองมา นึกถึงพ่อ นึกถึงแม่ จะแวะไปหาบ้าง ลูก เมีย ก็....? แล้วเงินทองก็ไม่เหลือ

ดีแต่ปาก ดีแต่สอนคนอื่น....เปล่าหรอก ผมยอมรับใน "ชะตากรรม" ที่แม่ได้ทำมา ถึงมีลูก ก็ "มรณะ" พรัดพรากห่างไกล ผมพยายามฝืนดวงให้แม่ดู เอาชนะได้หลายครั้ง แต่ยังไง "กรรม" ก็หนีไม่พ้น

ผมเกิดมา "กำพร้า" ตั้งแต่เล็ก พ่อเสียชีวิตเมื่อผมอายุได้ประมาณ ๓ ขวบ ช่วงที่ผมกำลังจำอะไรๆ ได้ แม่บอกให้ยกมือบ๊ายบายพ่อ ขณะที่แม่อุ้มผม และน้าอุ้มน้อง พ่อเดินขึ้นรถบัสประจำทาง เพื่อไปบ้านย่าอีกจังหวัดหนึ่ง เป็นภาพสุดท้ายในความทรงจำกับพ่อแท้ๆ ๓ วันจากนั้น พวกเราก็ได้ไปบ้านย่า เพื่อไปเผาศพพ่อ.....

จากนั้นผมจำได้แต่ว่า ผมยังดื่มนมจากอกแม่อยู่ จนเกือบ ป.๑
พอขึ้น ป.๑ แม่ที่ยังสาว แต่งงานใหม่กับพ่อคนใหม่

แม้ผมจะกำพร้าพ่อแท้ๆ แต่ผมเป็นคนที่โชคดี แม่เป็นคนที่โชคดี ที่พ่อใหม่เป็นคนที่ดีที่สุด เป็นพ่อที่ดีที่สุด

จำได้ว่าช่วงที่ผมอยู่ ป.๑-ป.๔ แม่แท้งน้อง ๒ หรือ ๓ ครั้ง พ่อแม่พูดกันว่า ต่างคนต่างมีลูกแล้ว พ่อใหม่ มีลูก ๕ คน แม่ผมมี ๒ เลยไม่อยากมีอีก

ในวันเด็กชีวิตส่วนใหญ่ อยู่กับตา ยาย และป้า ถ้าไปอยู่กับพ่อแม่ ได้เห็นหน้าแต่ตอนเช้าตรู่ และตอนค่ำๆ เพราะทั้งสองเอาใจใส่ต่อการงาน หมดหน้าทำนา ก็ไปทำไร่ หมดทำไร่ พ่อก็รับเหมาสร้างบ้าน แม่ก็ทำขนมหวานขาย จำไม่ได้เลยว่าแม่เคยสอนการบ้านหรือไม่ จำได้แต่เพียงว่า แม่อ่านนิทานธรรมบทให้ฟังก่อนนอนบ่อยๆ

บางทีกับข้าวกับปลา ผมกับน้องหุงหากันเอง จนจบ ป.๖ ผมตัดสินใจบวช และก็อยู่ยาวถึง ๑๖ ปี ห่างไกลพ่อแม่ มีโอกาสกลับบ้านเยี่ยมพ่อแม่เพียงปีละ ๒-๓ ครั้ง แต่เมื่อบำเพ็ญเพียรภาวนา ก็ปรารถนาให้ท่านมีสุขอยู่เสมอๆ ถึงคราววันเกิด ก็กลับบ้าน ทำบุญ แจกข้าวของให้ผู้สูงอายุ

จนกระทั่งเมื่อ ปี ๒๕๔๗ แม่ที่เคยสุขภาพแข็งแรง ไม่เคยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเลย ชอบเข้าวัดวา เป็นหัวหน้าอุบาสิกา นำทำวัตรสวดมนต์ ไม่มีสัญญาณโรคภัย แต่แม่ก็มีอันต้องอ่อนแอ เมื่อสารพิษสะสมในกระแสเลือด พ่อบอกว่า แม่ไปเก็บพริกกับเพื่อนๆ เป็นลมล้มทั้งยืน ปากเบี้ยว ตัวเกร็ง ถูกส่งเข้าไอซียู ผมทำงานที่กรุงเทพฯ ต้องลางานโดยฉับพลันเมื่อได้ทราบข่าว เขียนใบลาวางไว้ที่โต๊ะเจ้านาย ๒ ทุ่มขึ้นรถทัวร์ที่หมอชิต เจ้านายยังโทรมาตามให้กลับไปเคลียร์งาน เป็นเหตุให้หมดศรัทธาที่จะทำงานที่เราเคยทุ่มเทเต็มร้อยให้อีกต่อไป กลับมาช่วยพ่อดูแลแม่ จนแม่ดีขึ้นๆ เป็นปกติ

แล้วเราก็ไปหางานทำใหม่ที่กทม. พร้อมๆ กับเริ่มมีชะตาคู่ครองมาเกี่ยวพัน การงานกับที่ใหม่ตำแหน่งก้าวขึ้นเรื่อยๆ เป็นผช.ผู้จัดการ และได้เปิดบริษัทใหม่ จากการสนับสนุนของผู้จัดการ แต่ท่านมาเสียชีวิตก่อน ผมบริหารงานแทนต่ออีก ๒ ปี แต่ชีวิตผันแปรออกมาทำเองเล็กๆ

ปี ๒๕๕๑ แม่ป่วยหนักอีกครั้ง คราวนี้มีโรคหัวใจแถมมาให้อีก เวลาที่จะช่วยพ่อดูแลแม่มีน้อยลง พ่อก็สุขภาพไม่ค่อยดี เราจะทิ้งลูกเมียไปดูแลแม่ก็เป็นไปไม่ได้เลย แม่ก็ดีๆ หายๆ แต่พ่อก็เข้มแข็งดูแลแม่อย่างดี และด้วยความดี และใจบุญที่ช่วยเหลือชาวบ้าน พวกเขาก็ช่วยกันดูแลดี

ปี ๒๕๕๒ คราวนี้หนักขึ้น แม่ล้มในห้องน้ำ ไหล่ไปกระแทกอ่างน้ำเขียวบวม แม่มีอาการเส้นเลือดในสมองตีบ หมอบอกว่าคราวนี้ แม่ผมถึงหายก็เป็นอัมพาต ผมทำวิปัสนาช่วยแม่ วิชาความรู้ใดๆ อันเหนือจากความรู้ของหมอ จากที่ได้เรียนรู้ตอนเป็นพระมา ก็เอามาหมด และแม่ก็กลับมาเดินได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ แต่แขนซ้ายมีปัญหา หยิบจับอะไรไม่ได้ แต่ก็ยังดีที่แม่กลับมา แต่ร่างกายแม่อ่อนหล้าเต็มที ผมทิ้งงานไปเกือบครึ่งเดือน ลูกสาวผมเอาไปฝากยายกับป้าเขาช่วยดู แต่ต้องกลับมาทำงาน พ่อผมเหนื่อยอยู่คนเดียวอีก

เวลาหลายเดือนที่ผมอยู่กับลูก เมีย และงาน งาน งาน
สองตายายขี้โรค ทนทุกข์อยู่ด้วยกัน หาข้าวน้ำให้กันกิน พากันไปโรงพยาบาล แดด ลม ฝน กับบ้านหลังเก่าๆ ทั้งบ้านดูดีที่สุดก็คือกรอบหลุยใส่ภาพลูกชายรับปริญญา นอกนั้นโทรมๆ

พ.ย. ๕๒ แม่อาการหนักขึ้น เข้าโรงพยาบาลบ่อยขึ้น และผมกลับบ้านทุกๆ เดือน กลับไปแต่ละครั้งเงินทองก็ร่อยหรอ อยากซื้อของดีๆ ให้แม่กิน หาเสื้อผ้าดีๆ ให้แม่ใส่ หารองเท้าสวยๆ ให้แม่ใส่ ให้แม่แต่งตัวสวยๆ ให้พ่อหายเหนื่อยลงบ้าง

แต่....

แม่ผมเป็นอัมพาต ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อีกแล้ว ผมเห็นน้ำตาพ่อไหล
ผมยิ่งตำหนิตัวเอง ทั้งที่ผมมั่นใจว่ากุศลกรรมที่ทำ ภาวนาที่บำเพ็ญ ก็เพื่อให้แม่หาย แต่ทำไม แม่ต้องมาเผชิญชะตากรรมเช่นนี้ แม้หลายคนบอกว่า แม่มีปาฏิหาริย์ แต่คราวนี้หนีมันไม่พ้น

แม่พูดไม่เป็นประโยค เรียกอะไรไม่ได้ เพียงแต่ยังรับรู้ และร้องไห้...

ผมนึกถึงกรรมของแม่ ที่เคยทำ แล้วยังสงสัย น้องผม ๒-๓ คนที่แม่แท้งไป แม่ทำ หรือ แท้งเองแบบไม่ตั้งใจ ? ถึงผมจะถามแม่ แม่ก็ตอบไม่ได้อีกแล้ว มีแต่พ่อที่รู้ แต่ผมก็ไม่อยากเอาเรื่องที่ผ่านไปแล้วมาย้ำให้พ่อเก็บเอาอดีตมาทุกข์ในปัจจุบัน ทุกวันนี้ พ่อก็เหนื่อยเต็มที่่แล้ว

น้องชายผม ที่ไม่ค่อยจะได้มาดูดำดูดีแม่เลย เพราะบ้างาน บ้าเลี้ยงไก่ชน และวันหยุดก็วุ่นอยู่กับบ่อนพนันไก่ ปีหนึ่งกลับบ้านเพียงครั้งเดียว แถมเอาลูกอีกสองมาให้ปู่เลี้ยงช่วยอีก

แต่พื้นฐานน้องชายผม เป็นคนดีและซื่อๆ อาศัยคำพูดและเหตุผลที่ว่า
"โอกาสที่เราจะได้เลี้ยงดูตอบแทนพ่อแม่ มันมีน้อยเหลือเกิน ในขณะที่พ่อแม่ เลี้ยงดูเรามาตั้ง ๑๒ ปี จึงได้หารับจ้างเลี้ยงตัวเองได้ ขณะที่แม่แข็งแรงดี เราก็ไม่มีโอกาสเลี้ยงดูเลย ตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่เราจะได้ทำหน้าที่ลูกได้เต็มที่ ก่อนที่เราจะไม่มีโอกาสอีก

น้องชายผมจบเพียง ป.๖ แต่เขาทำในสิ่งที่ผมซึ่งมีความรู้และการศึกษามากกว่าเขาราวฟ้ากับดินกลับทำไม่ได้ น้องยอมที่จะลาออกจากงาน ยอมเลิกการเล่นชนไก่ที่บ่อนกรุงเทพฯ และยอมที่จะอยู่ห่างไกลเมีย เพื่อไปเลี้ยงดูแม่ตัวเอง

แต่ไม่ใช่ว่า "คนโง่เท่านั้นที่ทำได้" นะครับ และอันที่จริง มีหลายคนที่คิดว่า "น้องเป็นคนดี" แล้วแต่จะคิดครับ แต่ที่น้องผมได้คือ "ความกตัญญูกตเวที" และโอกาสที่ได้เลี้ยงดูตอบแทนคุณแม่ ซึ่งลูกอีกหลายๆ คน อาจไม่มีโอกาสเช่นนี้เลยทั้งชีวิต


แต่ด้วยความที่ "ชะตากรรม" ของแม่ผม หรืออย่างไร น้องผมมันอาศัยที่บ้านเป็นที่เลี้ยงและเพาะพันธุ์ไก่ชน แล้วมันก็ตั้งบ่อนกับเพื่อนอีกหมู่บ้านไปชนไก่เกือบทั้งวัน พ่อเล่าให้ฟังว่า บางทีน้องอาบน้ำให้แม่อยู่ นึกได้ไปทำธุระ แล้วลืมแม่ไว้ในห้องน้ำ !

หนีไม่พ้นพ่อ ต้องเหนื่อยต่อ เลี้ยงทั้งแม่ เตรียมกับข้าวไว้ให้ลูก และซักผ้าให้หลาน.....

ส่วนผมหรือ....๓ เดือนแล้ว ไม่ได้กลับไปดูแลแม่พ่อ โทร.ไปก็นับครั้งได้ เอาแต่ดูแลรับใช้ลูกสาวตัวอ้วนๆ และงานที่ก่อแต่หนี้สิน...

ดังนั้น ผมจะไปกระตุ้นเตือนลูกๆ ทั้งหลาย ให้ตอบแทนพระคุณแม่ เพื่อให้เชื่อมั่นและศรัทธาได้อย่างไร ปล่อยให้เป็นชะตากรรมของแม่ ที่มีลูก...เช่นผม





 

Create Date : 09 สิงหาคม 2553    
Last Update : 10 สิงหาคม 2553 0:15:13 น.
Counter : 370 Pageviews.  

ชะตากรรม

ฝูงชนกำเนิดคล้าย คลึงกัน
ใหญ่ย่อมเพศผิวพรรณ แผกบ้าง
ความรู้อาจเรียนทัน กันหมด
เว้นแต่ชั่วดีกระด้าง ห่อนแก้ ฤาไหว

พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๖) นี้ แสดงให้รู้ว่า คนเราเกิดมาเหมือนกันในลักษณะทางกายภาพ และกระบวนการ คือ ถือปฏิสนธิจากการอยู่ร่วมกันของบิดามารดา เจริญเติบโตภายในครรภ์ ครบกำหนดเวลา ๙ เดือน ก็ถือกำเนิดจากครรภ์มารดา ถูกเลี้ยงดูประคับประคองมาจนเติบโต อาจจะแตกต่างกันด้วยรูปร่าง ใหญ่ เล็ก อวัยวะส่วนประกอบทั้ง ๓๒ เพศ ผิวพรรณ ชาติตระกูล ด้านการศึกษา หากมีปัจจัยต่างๆ เกื้อหนุนอาจสามารถศึกษาเล่าเรียนได้ทันกันทั้งสิ้น แต่กรรม หรือความดี และความชั่วที่ทำไว้แล้วในอดีตนั้น มิอาจแก้ไขได้ ย่อมได้รับผลของความดีและความชั่วนั้น

พุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า "กมฺมุนา วตฺตตี โลโก" แปลว่า "สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม" สนับสนุนแนวคิดนี้ได้เป็นอย่างดี

ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา มีความเชื่อเรื่องของกรรม (กัมมสัทธา/กรรมศรัทธา) หรือ การกระทำของตัวเอง เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดผลตามมา เหตุการณ์ต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตปัจจุบัน ถือว่าเป็นเรื่องของผลแห่งการกระทำในอดีต (อดีต = สิ่งที่ล่วงไปแล้ว รวมถึงชาติกำเนิดที่ผ่านมาแล้ว) ปัจจุบันได้เสวยผลของการกระทำในอดีต ปัจจุบันเป็นตัวกำหนดผลกรรมในอนาคต

ทำไมเกิดมาจน ?
ทำไมเกิดมารวย ?
ทำไมเกิดมาจน แล้วร่ำรวยในเวลาต่อมา ?
ทำไมเกิดมารูปร่างหน้าตาไม่สมบูรณ์พร้อม ?
ทำไมเกิดมารูปร่างหน้าตาสวยงาม ?
ทำไมจึงไม่มีคนรักเลย ?
ทำไมจึงมีแต่โรคภัย ?
ฯลฯ
คำถามเหล่านี้ ล้วนมีคำตอบที่หลากหลายเหตุผล แต่สรุปรวมได้ ๑ คำตอบ คือ "กรรม"

กรรม เป็นตัวนำให้กำเนิด (กมฺมโยนิ) เป็นเหมือนเผ่าพันธ์พวกพ้อง (กมฺมพนฺธุ) ชีวิตดำเนินไปตามกรรมที่ทำไว้ ทั้งดี และไม่ดี ย่อมได้รับผลทั้งสิ้น และกำหนดมิได้ว่าช้าหรือเร็ว

แก้กรรมได้ไหม ?
หากจะตอบคำถามนี้ ต้องตอบ ๒ ทาง คือ กรรมบางอย่างแก้ได้ กรรมบางอย่างแก้ไม่ได้

และต้อง "ขยายความ" คำว่า "แก้" อีกด้วย เหมือนสัตว์ติดบ่วงที่พรานผูกไว้ ได้เสวยทุกข์จากการติดบ่วงนั้น ต่อมาพรานมาแก้บ่วงนั้นให้สัตว์เป็นอิสระ นี้เรียกว่า "แก้บ่วง" เหมือนกับ "การแก้บ่วงกรรม" เมื่อเกิดมามีกรรม ก็สามารถแก้ได้ แต่สัตว์นั้น ก็ต้องติดบ่วง และเสวยกรรมจากการติดบ่วงนั้น ภายหลังจึงเป็นอิสระ มิได้ทนทรมานในบ่วงนั้นจนตาย กรรมใดที่เราทำไว้ก็เช่นกัน เราต้องได้เสวยกรรมนั้น ต่อเมื่อผลกรรมนั้นหมดไป จึงแก้กรรมได้

วิธีแก้กรรม ก็คือ เมื่อรู้ว่าตัวเองทำกรรมอันใดไว้ และได้รับผลอย่างไร ก็ต้องแก้ไขตัวเองเสียใหม่ อย่าได้ทำกรรมเช่นนั้นอีก เหมือนสัตว์ที่เคยติดบ่วงเพราะเดินไปในทางที่มีบ่วงดัก ภายหลังเลี่ยงเดินทางใหม่ที่ไม่มีบ่วง ก็จะไม่ติดบ่วงนั้นอีก คนเราก็เช่นกัน เมื่อได้เสวยผลกรรมที่ทำมาแล้ว รู้แล้วว่ากรรมที่ทำนั้น ส่งผลเช่นนี้ ก็ไม่ทำกรรมนั้นอีก นี่แหละเรียกว่า "แก้กรรม"

เคยทำกรรมชั่ว แล้วหันกลับมาทำกรรมดี เรียกว่า "แก้กรรม" แต่อย่างไรก็จะได้รับผลของกรรมที่ทำชั่วนั้น กรรมชั่วนั้นจะติดตามส่งผลในภพชาติต่อๆ ไป จนกว่าผลกรรมนั้นจะหมดสิ้น แต่กรรมดีที่สร้างไว้ใหม่ก็จะส่งผลให้ได้รับผลที่ดีตอบแทนเช่นกัน การแก้กรรม จึงมีความหมายว่า "การแก้ไขตัวเองจากเคยทำชั่วให้หันมาทำดี"

การแก้กรรม อีกประการหนึ่ง คือการได้รับ "การอโหสิกรรม" เป็นการยุติการสร้างกรรมใหม่ และเป็นวิธีแก้กรรมเก่า หมายถึงการทำผิดทำชั่วกับใครไว้ ขอให้เขายกโทษ อโหสิกรรมให้ ด้วยอุบายวิธีต่างๆ หรือการหยุดจองเวรซึ่งกันและกัน เป็นการยุติการสร้างกรรม แต่จริงๆ แล้ว ต้องได้เสวยกรรมจากกรรมที่ทำนั้นมาแล้ว รู้ว่าผลที่ทำเป็นอย่างไร อยากพ้นจากกรรมนั้น ก็ทำให้เขาอโหสิกรรมให้ ก็เป็นวิธี "แก้กรรม"

แต่มิใช่กรรมทุกอย่างจะได้รับการอโหสิ หรือยกโทษไม่ถือสาแล้ว จะพ้นกรรมนั้นได้ คือต้องได้เสวยผลของกรรมนั้น คือการทำ "อนันตริยกรรม" กรรมชั่วที่เสวยผลไม่มีที่สิ้นสุด ได้แก่
๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา
๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา
๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์
๔. โลหิตุปาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนทำให้พระโลหิตห้อ (ห้อเลือด)
๕. สังฆเภท ทำลายสงฆ์ ทำให้สงฆ์แตกกัน

กรรมนี้ แม้ได้รับการอโหสิกรรม ก็ไม่เป็นผล จำต้องได้รับผลของกรรมนั้น แก้ไม่ได้ แต่หันกลับมาทำกรรมดีได้ เพื่อเมื่อหลุดพ้นจากผลกรรมนั้นแล้ว จะได้เสวยผลของกรรมดีบ้าง ดังเช่น พระเทวทัต ทำอนันตริยกรรม ข้อ ๔ และ ๕ ก่อนสิ้นลมหายใจสำนึกบาปได้ หันกลับมาทำดี แม้พระพุทธเจ้ามิได้ถือโทษใดๆ ท่านเทวทัตก็ยังได้รับผลกรรมอย่างหนักหนาสาหัสในนรกภูมิ แต่เมื่อสิ้นผลกรรมนั้น ผลของกรรมดีที่ได้ทำก่อนสิ้นลมจะส่งผลให้ท่านได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า การทำอนันตริยกรรม จึงเป็นกรรมที่แก้ไม่ได้

หรือแม้แต่ผู้ที่เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังได้รับผลของอนันตริยกรรมที่ทำมา ดังเช่น พระมหาโมคคัลลาน์ ผู้เป็นอัครสาวกทรงอิทธิฤทธิ์ ก็ถูกทุบตีจนร่างแหลกเหลว เพราะผลกรรมที่ทุบตีบิดามารดาในอดีตชาติ

มีหลายอาจารย์ที่ออกอุบาย หรือสร้างความเชื่อว่า....
เมื่อมีเคราะห์กรรม ก็ต้องเสดาะเคราะห์ เช่น ปล่อยนก, ปล่อยปลา, ตักบาตรพระ ๑๐๘ รูป, ถวายสังฆทาน ฯลฯ อะไรต่างๆ นี้ เป็นกุศโลบาย หรือวิธีแนะนำให้คนสร้างกรรมดี หนีกรรมชั่ว
คำว่า สะเดาะห์เคราะห์ ก็คือการออกอุบายให้คนทำความดี หรือเป็นวิธีแก้กรรมอีกอย่างหนึ่งนั่นเอง

ถึงแม้ท่านจะรู้ว่า กรรมบางอย่างเขาต้องได้เสวยผลก่อน กรรมบางอย่างเขาจะได้รับการอโหสิ และกรรมบางอย่างไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่ท่านก็มีอุบายให้คนทำความดี สร้างกรรมใหม่ให้เป็นกรรมดี

เพราะแม้คนเราเกิดมา จะเคยสร้างกรรมดีหรือชั่วมาในอดีตชาติ แต่เมื่อมีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นภพกึ่งกลางระหว่างสวรรค์ และนรก (ความดี - ความชั่ว) เป็นการกำเนิดเพื่อการสร้างกรรม หากจะเลือกลงนรก ก็เลือกทำกรรมชั่ว ซึ่งคนชั่วทำได้ง่ายนัก แต่หากจะเลือกขึ้นสวรรค์ ก็เลือกทำกรรมดี ซึ่งคนดีทำได้ง่าย แต่คนชั่วทำได้ยาก









 

Create Date : 26 มิถุนายน 2553    
Last Update : 26 มิถุนายน 2553 11:39:19 น.
Counter : 529 Pageviews.  


S_Shinawut
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




มอบความดีงามแก่กันและกัน
New Comments
Friends' blogs
[Add S_Shinawut's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friends


 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.