,,,ต....
.....
Group Blog
 
All Blogs
 

หมื่นไมล์เห็นจะได้ (5 )

ไม่มีข่าวคราวใดๆเหมือนเดิม
สถานการณ์การสู้รบยืดเยื้อกว่าที่ใครๆคิด และหลายคนคงเสียใจที่มีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะครอบครัวของผู้ที่เข้าไปอยู่กลางดงกระสุนห่าระเบิด การฆ่าไม่ใช่ความหฤหรรษ์ แต่สำหรับบางคน ยากที่จะหยั่งถึง

หรือว่าโทนี่ คืออีกรายที่เธอไม่อาจเข้าใจ

เธอเจอเขาในปาร์ตี้แรกของฤดูท่องเที่ยว เมื่อปีก่อน

บนเวิ้งกว้างของหาดทรายชายทะเล จันทราแย้มดวงจ้องมองมายังผู้คนที่เมามายบนชายฝั่ง บ้างเมาเหล้า บ้างเมาชีวิต บ้างเมาแสงจันทร์นวล

เสียงดนตรีเร็กเก้เร้าใจให้ไหวโยกตาม แต่ละคนพร้อมกระโจนลงสู่ทะเลเมามาย นักท่องเที่ยวผิวเผือกทยอยเข้ามาแล้ว คนพื้นถิ่นที่มองเห็นล้วนขาเต้นเจ้าประจำจากปีก่อนๆ มีหน้าตาใหม่ๆเข้ามาบ้าง คงเป็นนักท่องเที่ยวจากเมืองหลวงผู้พิสมัยดนตรีแนวอิสระ เปิดทัวร์ปีนี้ คงคึกคักแน่
“หวัดดี มาจากไหนคะ” ต้องตะโกนเสียงดังแข่งกับเวที
“อังกฤษครับ” เขายิ้มตอบ ถือโอกาสนั่งลงบนเสื่อข้างๆเธอ
“คุณล่ะ”
“ฉันอยู่ที่นี่ ที่นี่คือบ้าน” เธอโกหก

เขาเริ่มเอนตัวลงกึ่งนั่งกึ่งนอน ท่าทางสบายๆ ราวกับเป็นเจ้าของที่ทางเสียเอง เบียร์ขวดเล็กอยู่ในมือ

“ดูคุณไม่ใช่นักดื่ม” เขาพยักหน้า แต่กลับยกมันขึ้นซด เธอเพิ่งจะเห็นว่าเขาแก้มแดงระเรื่อจากแสงไฟวอมแวมที่ลอดมา
“ให้ผมเลี้ยงเบียร์คุณไหม หรือจะเป็นน้ำส้ม” เธอส่ายหน้า ชี้ไปที่สินค้าชิ้นเล็กๆ สะท้อนแสงวาววับ
“ฉันกำลังทำงาน ไม่ดื่มของเมา” เขาหัวเราะดูท่าจะไม่เชื่อถือคำพูดเธอนัก

ผู้คนขวักไขว่ ไม่ถึงกับแน่นขนัดจนอึดอัดเหมือนปีก่อนๆ ที่สะดุดตาเห็นจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบ เขาขยับลุกขึ้นนั่งตัวตรงเหมือนรู้สึกถึงความไม่ปกติ แล้วหันมาถามเธอด้วยสายตา เธอรู้ดีว่านักท่องเที่ยวไม่ชอบมีปัญหากับตำรวจในเวลาเดินทางท่องเที่ยว

โทนี่ สวมเสื้อฮาวายสีส้มสด กางเกงทรงสุภาพสีกากี ดูแล้วไม่น่าจะถูกจับจ้องในเรื่องผิดกฏหมาย แต่ผู้ชายคนนี้ มีความระแวดระวังพอสมควร เขาไม่ได้ออกไปเต้นรำสนุกสนานเฮฮาแบบคนอื่นๆ อาจเป็นเพราะวัยที่เกินเลยวัยรุ่นมานานแล้ว แต่ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะที่แก่กว่าเขายังเต้นกันสะบัด

“คุณมาทำอะไรที่นี่” เธอถามตรงๆ
“มาเที่ยวน่ะสิ คุณผู้หญิง ผมมาที่นี่ทุกปี ห้าปีมาแล้ว แต่เพิ่งเจอคุณ”
“คุณทำงานอะไรคะ”
“เดาสิ” เขาท้า
“อือ...ท่าทางเหมือนเป็นนักวิทยาศาสตร์” เธอแกล้งยั่วเขา เพราะเขาใส่แว่นสายตาแต่ไม่ได้หนาเตอะ
“ทายใหม่นา ทายดีๆ ตั้งใจทายหน่อยสิ ที่รัก” นั่น เริ่มมีหยอดคำหวาน
“งั้นก็ วิศวกร” เขาหัวเราะยอมรับ ชมว่าเก่งมากที่ดูออก

และแล้ว...หนุ่มน้อยพลตำรวจร่างเล็กหน้าใส ก็เดินเข้ามานั่งตรงหน้าของคนทั้งคู่
“พี่ขายอะไรครับ ขอผมดูหน่อยนะ” การดูของเขาที่แท้คือการตรวจค้น เธอหัวเราะ ไม่อยากจะถือสาอะไรเขานัก คงมือใหม่ไฟแรง

“พี่ไม่เมาเลยเหรอ” จากยิ้มกลายเป็นอึ้ง จึงตอบไปว่า

“พี่ไม่ทำร้ายตัวเองหรอกน้อง พี่อาจอยู่ท่ามกลางคนขี้เมา แต่ไม่จำเป็นต้องเมา”

เขายิ้มเจื่อนเล็กน้อยกล่าวขอบคุณ แล้วลุกเดินจากไป

นายผู้ดีอังกฤษส่งสายตาถามแบบสงสัยว่าเราคุยอะไรกัน เธอบอกว่าไม่มีอะไรหรอก ทักทายกันธรรมดา เขามาดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว อันที่จริงน่าจะบอกไปนะว่า มาตรวจจับยาเสพติด เพราะที่นี่เป็นที่เล่าลือว่าปาร์ตี้ทุกทีเมาเพียบทุกคน
“คุณทำงานอะไร” เขาถามบ้าง เหมือนตั้งใจย้อนรอย
“ก็เป็นแม่ค้านี่ไง คุณก็เห็นอยู่” ช่างกวนโทโสนัก เขาจึงเฉไฉเล่าเรื่องราวคนในครอบครัวให้เธอฟัง เรื่องพ่อผู้รักแม่มาก แต่พอแม่ตายก็มีรักใหม่และรักภรรยาใหม่มากมายเหมือนเดิม เขาอิจฉาที่พ่อช่างมีความรักโรแมนติกขนาดนั้น

“ผมอยากมีความรักแบบนั้นบ้างจัง คงมีความสุขน่าดู” สุ้มเสียงลีลาธรรมดา แทบตลอดเวลาที่เล่าเรื่อง เออหนอ...นี่มันอะไรกัน แค่ครึ่งคืนที่เขาอยู่ข้างๆ เธอรู้สึกไว้วางใจอย่างรวดเร็ว
คนรู้จักเดินผ่านมาแล้วหลิ่วตาให้ คงเห็นอาการนอนเอนกของเขาแล้วพูดๆๆ เหมือนสนิทสนมเสียเต็มประดา และเมื่อเพื่อนของเขาเดินผ่าน

“สตีพ ผมอยากแนะนำหวานใจของผมให้คุณรู้จัก นี่ไง ผมหลงรักเธอเข้าแล้วล่ะ” สตีพมีสีหน้างงๆ แต่ก็ทักทายอย่างปกติ คงคิดว่าหมอนี่เมาไปแล้ว แต่สตีพยังไม่วายหยอดคำหวาน บอกเธอว่าริชาร์ดคือเพื่อนที่ดีของเขาคนหนึ่ง
เธออยากรู้เรื่องการเมืองในประเทศเขา เรื่องความขัดแย้งของสองฝ่ายในโลก เธอว่ารัฐบาลของเขาคิดผิดที่เข้าข้างอเมริกา เขาหัวเราะเจื่อน แอบถอนหายใจ แล้วบอกว่าทุกอย่างเป็นเรื่องผลประโยชน์ ในโลกนี้ผิดถูกไม่มีอยู่จริง

“ไปบาหลีกับผมไหม” เขาเปลี่ยนเรื่องสนทนา

“ไปไม่ได้ ฉันต้องทำงาน” เธอยืนยันเสียงหนักแน่น ใครจะกล้าเล่นกับไฟ
“งานคุณน่ะหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ ผมสิ มีเวลาจำกัด ผมมีเวลาอยู่ใกล้คุณไม่มาก จึงอยากอยู่ใกล้จริงๆ เพราะอาจจะไม่มีโอกาสอีก ผมเห็นแก่ตัวนะ แต่ผมชอบคุณจริงๆ” น้ำเสียงจริงจัง โทนเสียงนุ่มนวลแต่เสียดแทงหัวใจ
อะไรจะง่ายดายขนาดนั้น....ใครจะไปไหวตามอารมณ์แบบนั้นได้....เธอคิด
“ฉันไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น เพราะงานฉันจริงๆแล้วคือสายลับ คอยตามข่าวยาเสพติด” เธอแกล้งทำหน้าตาจริงจัง เพื่อคาดหวังว่าเขาจะไม่เชื่อ แล้วหัวเราะให้กัน แต่กลับตรงข้าม เขาจริงจังกว่า
“ผมมีเวลาไม่นาน แต่ผมอยากบอกว่า ผมต้องการเจอคุณอีก ถ้าคุณยังอยู่ที่นี่ ผมจะกลับมาทันทีที่กลับมาได้”
“งานอะไรของคุณ วิศวกรประเภทไหนที่ต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา ฉันไม่เข้าใจ”

อย่างรวดเร็วเขารวบมือเธอไว้แน่นทั้งสองข้าง...จ้องลึกลงไปในดวงตา
“ผมขอโทษ ผมไม่อยากโกหกคุณ ผมมาที่นี่เพื่อรอเรียกตัวไปอิรัก ผมไม่อยากโกหกคุณอีกต่อไป ขอแต่คุณอย่ารังเกียจผม ผมทำเพราะหน้าที่ รับปากได้ไหมว่าไม่เกลียดผม” เธอพยักหน้างงๆ นี่เป็นเรื่องจริงหรือนี่

เสียงแห่งความเมามายทั้งหลายแหล่ แผ่วหายไปนานแล้ว แต่เธอกลับมาเมามายมึนงงกับคนแปลกหน้าที่นั่งอยู่ตรงหน้า เรื่องราวเหมือนคุ้นเคย หน้าตาเหมือนเคยใกล้ชิด แต่หัวใจดวงนั้นเธอไม่อยากแตะต้อง

ฉากสุดท้ายของม่านฟ้า ลำแสงสีทองสาดจับยอดมะพร้าวสูงลิ่ว ทั้งเธอและเขา ยังนั่งอยู่ตรงนั้น เฝ้าดูดวงตะวันที่จัดจ้าขึ้นเรื่อยๆ น้ำทะเลทอประกายวิบวับ ฝูงนกเอี้ยงตะเบ็งเสียงปลุกโลก เธอไม่ได้เมาแต่คล้ายเมา คิดอยู่ในใจว่า มิตรภาพชั่วข้ามคืน จะเอาอะไรยึดมั่นไว้ได้

เขาไปแล้วตั้งแต่วันนั้น อีกห้าวันต่อมา สงครามระหว่างอเมริกาและอิรักก็ประทุขึ้น
…………








 

Create Date : 05 ธันวาคม 2549    
Last Update : 2 มิถุนายน 2550 6:49:16 น.
Counter : 186 Pageviews.  

หมื่นไมล์เห็นจะได้ (4 )

ปูเสฉวนลงมาจากภูเขา
พลบค่ำเป็นเวลาออกหากิน ตัวที่เก่าแก่อายุยืนบางตัว เปลือกหอยที่มันอาศัยอยู่แหว่งวิ่นไม่สมประกอบดูน่าสงสาร

รอยที่เดินไป เหมือนรอยล้อรถไถสร้างลวดลายยึกยักบนพื้นทรายเป็นทางยาว ตัวโตๆ ทิ้งรอยใหญ่ๆขนาดกว้างเท่าฝ่ามือ

รอยที่เห็นนับร้อย แต่เสียงที่ได้ยินนับพัน ในคืนเดือนมืดออกมาส่องไฟฉายดู สิ่งที่เคลื่อนไหวเล็กๆ ล้วนแต่เป็นพวกมัน น่ามหัศจรรย์ตรงที่ยามกลางวันไม่เห็นร่องรอยเขาเลยแม้แต่ในป่านั่น

เธอกับปูเสฉวนจะแตกต่างอะไรกันนัก
ทั้งเรื่องราวชีวิตและการอาศัยอยู่ในเปลือกที่ไม่ใช่ของตน

วันนี้คงต้องออกไปข้างนอก ไปที่ตลาดเพื่อเปิดจดหมายอีเลคโทรนิคส์ การรอข่าวคราวของใครบางคน หากใครคนนั้นมีชีวิตอยู่อย่างคนปกติเธอคงไม่ร้าวรานใจ แต่นี่...นอกจากจะไม่รู้ว่า จะได้อ่านเรื่องราวข่าวคราวจากเขาหรือเปล่า และบางที่ ข่าวที่ได้อ่าน อาจเป็นข่าวร้าย...

เพราะสงครามในอีรัคยังยืดเยื้อ...
นับวัน ลมหายใจของเธอแผ่วล้า จวนสิ้นแรง




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 5 ธันวาคม 2549 19:23:00 น.
Counter : 225 Pageviews.  

หมื่นไมล์เห็นจะได้ (3)

ลมพัดจัดกว่าทุกวัน คลื่นสูงกว่าทุกที
ร่องรอยบางอย่างบนพื้นทรายถูกกวาดหายไปเกือบสิ้น

เมื่อคืนนี้ เสียงปลายฟองคลื่นขึ้นมาสูง กระทั่งมากระซิบที่ปลายเท้าใต้เตียงนอนในเพิง คล้ายเสียงเห่กล่อมของมารดาผู้ใจดี ลูกน้อยจึงหลับใหลอย่างมีความสุขตลอดคืน

เพิงพักแคบๆ แต่กั้นลมได้ดีไม่น้อย ทั้งที่ทั้งสี่ด้านคือผ้าร่มบางๆ สีเลือดหมู ที่ซื้อเหมามาราคาถูกๆจากร้านค้าผ้าชั่งกิโลแถวๆวัดบวรนิเวศน์ ตอนที่ซื้ออาเฮียถามว่าซื้อไปทำอะไรมากมาย ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร แต่เชื่อว่าต้องได้ทำแน่ เลยบอกไปว่า จะเอาไปทำฉากละคร เฮียพยักหน้าหงึกๆ บอกว่าใช่ๆ มีคนมาซื้อผ้าหน้ากว้างไปทำงานศิลปะหลายราย

ฉากละครชีวิตถูกตกแต่งขึ้นจริงๆ เมื่อบรรยากาศการอาศัยอยู่ในกระท่อมริมถนนไม่บันเทิงนัก ด้วยเสียงคาราโอเกะและคนเมาดังเกินไป เกินกว่าจะอดทนได้ จึงขอย้ายมาอยู่ชายทะเล ตรงที่สงบเงียบที่สุดและอยู่ริมสุดของหาดทรายลองบีช มีเนินเขาเล็กๆ กั้นไว้จากหาดอื่น

ที่นี่แต่เดิม เป็นเพิงซ่อมซ่อ มีหลังคามุงกระเบื้องรั่วๆ มีผนัง ซึ่งก่ออิฐบล็อคไว้สูงเพียงขา มองเห็นได้หมดเวลานั่งอยู่ข้างใน เจ้าของสร้างไว้เพื่อทำงานแท็ตทูให้นักท่องเที่ยว ฤดูมรสุมทุกคนกลับบ้านไปจนหมด ไม่เหลือใครสักคน แม้แต่ที่บาร์ ที่อยู่ข้างหลังนั่น

เหลือแต่เธอ กับแมวเหมียวหนึ่งตัว เฝ้าชายหาดอย่างมีความสุขในจิตใจ ส่วนร่างกาย มีปัญหาไปตามสภาพธรรมชาติ ยามนี้ ขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง แม้แต่แสงไฟฟ้าที่เคยเจิดจ้าในฤดูท่องเที่ยว

ไม่เป็นไร เสียงตะเกียงจากน้ำมันมะพร้าวยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว โดยเฉพาะเวลาหยอดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นตะไคร้หอมลงไป แจมด้วยกลิ่นไม้แก่นจันทร์อีกหน่อย หอมไปไกลขนาดใครๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ก็แล้วกัน

อันที่จริงมารู้ทีหลังว่า ที่ชาวบ้านร้านช่องไม่กล้าเฉียดกราย เพราะกองหินก่อซีเมนต์ติดพนังด้านขวามือที่ติดกับภูเขา มีศพนิรนามลอยทะเลมา และชาวบ้านช่วยฝังไว้นานแล้ว

มิน่า...ผู้หญิงคนนี้ จึงถูกคนพื้นถิ่นมองแบบประหลาดๆ แล้วเลี่ยงเดินห่างๆจากกระท่อม ในยามกลางวัน
ส่วนกลางคืนไม่ต้องพูดถึง ไม่มีใครกล้ามาเดินอยู่แล้ว

ทุกคืน จะมีเสียงแกรกกรากเบาๆมากมาย ลงมาจากภูเขา รอบทิศทาง ทิ้งร่องรอยให้เห็นในตอนเช้า คล้ายรอยเลื้อยคลาน วกเวียนพาดผ่านกันไปมา
แต่ทว่าทุกรอยล้วนมุ่งสู่ทะเล





 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2549 18:17:12 น.
Counter : 237 Pageviews.  

หมื่นไมล์เห็นจะได้ (2)

เหมือนคนสองคน ชวนทะเลาะกันในอุโมงค์แคบๆ
ท่าจะบ้า..แทนที่จะสงบเงียบช่วยกันค้นหาทางออกไปสู่แสงสว่างให้เร็วที่สุด

รำคาญตัวเอง ที่ไม่เคยปลงใจสามัคคีกับเสียงข้างใน
บางครั้งหล่อนแรก อยากฟูมฟายรำพึงรำพัน หรือฝันหวานในวิมานอากาศ แต่อีกหล่อนก็บอกว่า น่าเบื่อ อย่าเลย
อย่าเป็นผู้หญิงเรื่องมาก...แม้เรื่องราวจะมาก ก็หัดทำให้มันน้อยๆหน่อย ซุกๆเก็บๆเอาไว้ เดี๋ยวก็ลืม

เถียงกันไปเถียงมา สรุปว่า ในที่สุด หล่อนที่สองก็ยินยอมอย่างไม่เต็มใจ ให้หล่อนหนึ่งค่อยๆปอกเปลือกตัวเองออก

ทั้งสองหล่อน จึงรวมเป็นหนึ่งเดียว เพื่อคลานออกจากอุโมงค์ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสำเร็จ
............
ไมล์แรกๆของชีวิต...

สวรรค์บนผืนทราย ยังน้อยไป สวรรค์ร่วงลงมาสู่โลกทั้งใบก็ว่าได้ นั่นคือเรื่องที่หล่อนอยากจะเอามาอวด

ท่ามกลางความชื้นของไอน้ำทะเลที่ซัดสาดปะทะหน้า เหนียวและเค็ม แสงอรุณแรกสาดจับท้องฟ้ามาจากทิศเบื้องหลัง ผ่านเหลี่ยมเนินเขาลูกเล็กๆที่โอบล้อมคุ้มครองอาณาจักรแห่งนี้เอาไว้ให้เป็นส่วนตัว

เช้านี้ ถูกทักทายด้วยประกายแวววาวของผืนทรายยาว เพียงชะโงกหน้าออกจากกระท่อมก็พบเจอ...

เหลือจะเชื่อ เมื่อเย็นวานชายหาดยังสกปรกรุงรังไปด้วยเศษสวะที่น้ำพัดพามากองไว้ แม้ส่วนใหญ่จะเป็นเศษไม้เล็กๆก็เถอะ สีดำๆตัดกับผืนทรายขาวๆทำให้ไม่น่ามองอยู่ดี

วันนี้ น้ำกวาดสิ่งเหล่านั้นลงไปจนเกลี้ยง เกลี้ยงเกลาราวกับไม่เคยมีอยู่ ที่น่าทึ่งกว่านั้น ที่ฉันเห็นก็คือ เปลือกหอยสีสวยๆมากมายเรียงตัวแน่นขนัดจนแทบไม่มีผืนทรายให้เห็น

โอ้...สวรรค์ ใครที่ไม่รักทะเลฤดูมรสุมจะไม่มีทางได้เจอ เพราะมันเป็นความงามที่ฝังตัวอยู่ตรงนั้น รอวันที่กระแสคลื่นซัดทรายบนผิวออกไป แล้วมันก็เผยโฉม

เพียงวันเดียวเท่านั้น...วันเดียวเท่านั้นจริงๆ ที่ได้เห็น
เพราะทะเลมีปฏิทินของตัวเอง วันนั้นคือวันที่น้ำขึ้นสู่ฝั่งสูงสุด มีกำลังแรงมากที่สุด ที่จะฉุดเอาทุกสิ่งบนผิวพื้นทรายออกไปได้มากและลึกที่สุด




 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2549 10:25:00 น.
Counter : 194 Pageviews.  

หมื่นไมล์เห็นจะได้

หนึ่งปีเต็มๆ ที่ฉันทิ้งบ้านไป
ออกท่องทะเลติดตามยถากรรมของคนอื่น จนกระทั่งทะเลชีวิตตนเองทรุดโทรม รกเรื้อ เห็นทีไม่ได้การณ์ต้องกลับมาจัดการเสียใหม่

ต้นไม้เติบโตตามกำลังของเผ่าพันธุ์และฟ้าดินเมตตาโอบอุ้ม
หมาแมวมีคนอื่นดูแลให้ หนังสือกองเรียงสวยงามกลายเป็นกองสุมไม่น่ามอง

ไม่ดี ไม่ดี

ค่อยๆกวาดเรื่องราว ราวกับช้อนแสงกระพริบพราวในทะเลยามค่ำ ช้อนเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรติดมา จนกว่าได้เอามาวางในที่มืด...นั่นไง พรายทะเลอันอ่อนแสง วาววับเล็กน้อย แค่ชื่นชมแล้วปล่อยลงทะเลไปอีกหน

เขียนเรื่องราวเอาไว้ แปะฝากไปในหลายที่ของโลกไซเบอร์ พอเสร็จแล้วรู้สึกเหมือนไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลย
ไม่น่าจะเขียนอะไรพร่ำเพ้ออย่างนั้น...

อีกนั่นแหละ พอสักระยะหนึ่ง แรงกดดันพลุ่งพล่านทะลวงขึ้นมา ต้องเขียน...ต้องเขียน ไม่เขียนไม่ได้

เรื่องบางเรื่องหาใช่เพื่อตนเองไม่...

แว่วคำของสหายรุ่นพี่ "พ่อเพยีย" ผู้แต่งงานกับตัวอักษร
ที่เฝ้าย้ำว่า ต้องเขียนนะ ต้องเขียนตลอดไป..

"ค่ะ กลับมาแล้วค่ะ มาทำงานตามสัญญา อย่างมีวินัยค่ะ พี่โดม"




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2549 19:24:56 น.
Counter : 203 Pageviews.  

1  2  3  4  

shadow-of-art
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




............ เร่ร่อน...
............. ตามแรงสั่นสะเทือนของโลก
............. ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดได้
............. เพราะไฝที่เท้าเม็ดนั้น นั่นเทียว
Friends' blogs
[Add shadow-of-art's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.