Group Blog
 
All blogs
 

จับฉ่าย

ขี้เกียจมาหลายวัน




คืนวันอังคารได้รับเชิญไปงานเลี้ยงครบ ๕๐ ปี ของมาเร็กกับพาเวลที่ได้จัดร่วมกัน แขกเหรื่อร่วมสามร้อยคน บัตรเชิญไฮเทคที่ส่งมาเป็นรูปเหรียญห้าสิบโครูน่าสองเหรียญ ความหมายก็ที่เค้าให้ก็ประมาณรวมกันให้ครบบาทคราวน์น่ะ คราวน์เมืองนี้หมายถึงคิง ภาพนี้จึงมีนัยยะประมาณอวยกันเองว่า เอออายุต่อแต่นี้เขาทั้งสองจะมั่งมีศรีสุขประดุจดั่งราชา ประมาณนั้น ดังนั้นก็ขอให้ทั้งสองมั่งมีศรีสุขสมปารถนานะเจ้าคะ


ฉลองกันทีตาอิฉันก็แฉะที ถึงบ้านตีห้า... บ่ายอีกวันอิฉันมีเรียนขับรถ โห้ยยยยยยย มันทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย แต่วันนี้รู้สึกว่าตัวเองดีขึ้นมาหน่อยนึง แต่ก็ยังไม่ผ่านลานจอดรถ




ช่วงนี้คนสองภาคยังอยู่ระหว่างนั่งถามตัวเอง (ถามมาจะปีแระ) ว่าจะเขียนจะทำไปทำไมกันบล๊อกเบิ๊กนี่... แรกๆ ก็ตอบตัวเองได้อยู่เพราะเขียนบันทึกท่องเที่ยวให้เพื่อนอ่าน แต่หลังๆ ชักมีอะไรให้ต้องขบคิด เริ่มสงสัยในตัวเอง ตอบไม่ได้ว่าจะเขียนไปทำไม... นึกถึงประโยคของกามู "มนุษย์เราทั้งมวลล้วนปรารถนาข้าทาสดุจเดียวกับต้องการอากาศบริสุทธิ์" และ "สำคัญอยู่ที่ว่า ต้องมีใครสักคนหนึ่งที่เถียงเราไม่ได้"


อ่านแล้วให้วกวนกับตัวเองเป็นอย่างยิ่ง




 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2553 19:06:49 น.
Counter : 270 Pageviews.  

ฝัน

เมื่อคืนไม่รู้เกิดไรขึ้น ฝันมันสามเรื่องซ้อนเลย นี่ถ้าเป็นหนังฉันคงเครียดน่าดู....


ในฝัน ฉันเห็นลูกชายฉันกึ่งแบกกึ่งลากโลงศพที่บรรจุตัวเขาเอง....

ในฝัน ฉันยังเผลอตำหนิลูกชายที่ลากอย่างไม่ระวัง ทำเอามุมฝาโลงด้านหนึ่งเปิด... แต่ฉันก็ไม่ได้เข้าไปช่วยอะไรเขา...



ดูเหมือนความโศกจะถมทับฉันเอาตอนที่ถึงคราวต้องร่ำลา... ฉันกอดลูก ลูกกอดฉัน ใจมัน........... แต่ลูกชายฉันกลับเข้มแข็ง เขาลุกขึ้นและเดินจากฉันไปยังสถานที่ ที่เขาต้องไป... ณ ที่นั้นดูราวกับสวนสนุกสำหรับเด็ก

ลูกชายฉันรับบัตรก่อนเพื่อเข้าไป ไปในสถานที่นั้น... เมื่อเขารับบัตร เขาเดินกลับมาหาฉัน และยื่นบัตรนั้นให้...

แม้ฉันจะอยากรั้งเขาไว้ แต่ฉันก็ปล่อยให้เขาไป.... เขาไหลลื่นลงไปตามรางที่คนพวกนั้นจัดทำไว้ เข้าใจว่าให้ไหลไปเรื่อยๆ จนเขาจะ.... ไปเอง ตามขั้นตอนของเขา...



และท้ายสุดแล้วจึงได้รู้ความหมายของบัตรที่เขายื่นให้ มันคือบัตรเพื่อไปเกิดใหม่ หากใครไม่มีก็ต้องดับสูญไป...




ถูกต้องล่ะมันคือฝัน ... แต่ไม่ว่าฝันนั้นจะเพราะอะไร กินมาก คิดมาก แต่ท้ายสุดแล้วไม่แคล้วคนเป็นแม่ต้องเกิดกังวล ห่วง ห่วง ห่วง



***************************************************

ข่าวเช้าเมืองนี้ บอกชาวเยอรมันเกิดความไม่พอใจที่อยู่ๆ ต้องออกเงินให้กรีกยืมเป็นเงินจำนวน ๓๐ .... หน่วยกี่ล้านยูโรจำไม่ได้

ข้อที่ทำให้เขาไม่พอใจนั้น อันเนื่องจากเขาผุ้ซึ่งต้องตื่นนอนและทำงานหนักตลอดวัน ต้องเอาเงินจากน้ำพักน้ำแรงไปให้ผู้คนอีกเมืองหนึ่ง ซึ่งแม้ว่าจะด้วยเหตุผลทางภูมิอากาศ ภูมิศาตร์ อันใดก็ตามแต่ ที่ทำให้คนเมืองนั้นทำงานได้น้อย แต่.... จำเป็นด้วยหรือที่เขาต้องโอบอุ้มความล้มเหลวจากการบริหารบ้านเมืองของคนเมืองนั้นเอง

ผู้คนในกรีกทำงานและได้รับโบนัสทุกปี เพียงเพราะมาทำงานตรงเวลาเท่านั้น... มันยุติธรรมแล้วหรือ ที่ต้องเอาน้ำพักน้ำแรงของเขาไปอุ้มชูผู้ที่ทำงานเพียงนิด และดูเหมือนว่าจะอยู่สุขสบายกว่าเขา...?????



งานนี้ไม่แน่ใจว่าอุปมาเรื่องบุตรน้อยหลงทางในไบเบิ้ล จะดับความไม่พึงใจนี้ได้หรือเปล่า.......


"เราไม่ต้องจ่าย เพราะเราไม่มียูโร"
เสียงคนข้างๆ เปรยขำๆ อย่างอารมณ์ดี




เมื่อก่อนก่อนที่จะถูกคอมมิวนิสต์เข้าครอบครอง รัฐจ่ายให้โรงเรียนพอได้จ่ายค่าลาน พอให้เด็กๆ ได้มีชุดและอุปกรณ์ไอซ์ฮ็อกกี้ และเด็กรุ่นนั้นอย่าง Jágr (เขียนถูกเป่าไม่รู้) ได้เหรียญทอง ทอง ทอง รุ่นเยาว์มาหน่อยก็ ทอง ทอง ทอง ทำเอามหาอำนาจเอาแบบ ส่งเม็ดเงินลงไปหนับหนุนกันยกใหญ่ เราเลยได้ดูกันมันส์หยด

........จบข่าวกีฬา........

***************************************************



ไม่มีไรดอก เพียงแต่ได้ฟังข่าวบ้านเขาแล้ว ก็นึกถึงบ้านตัวเอง ............




 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 4 พฤษภาคม 2553 16:16:29 น.
Counter : 284 Pageviews.  

เซ็งๆ ในวันเซ็งเค็ง



"ชั้นไม่มีเงินซื้อรถใหม่พรุ่งนี้หรอกนะ!"
ครูสอนขับรถฉันตะเบ็งเสียงเหนียบเน้นอย่างพยายามสะกดกลั้นความกระแทกกระทั้น

"ชั้นไม่รวยนะ!"
ครูฉันเค้นอารมณ์ที่ยังอัดอั้นออกมา

"................."


{ก็แล้วมึงเป็นครู ทำธุรกิจด้านนี้ มึงไม่รู้หรืองัยวะว่าคนเรียนใหม่ๆ เค้าพลาดอะไรได้บ้าง ถ้ากูขับเป็นกูจะมาเรียนทำไมวะ!}
ความคิดแล่นปรู๊ดฉุดหนังหน้าฉันเรียบตึง นิ่ง เฉย กลบความเดือดดาลที่พลุกพล่านตามแบบฉบับชีวิตบอนไซอย่างเคยชิน........



{เออ มันก็ไม่ดีกับรถเค้าจริงๆ นั่นล่ะ.... (สำนักหน่อยๆ)
แต่ทำไมต้องใส่อารมณ์กะกูขนาดนี้วะ!? (เลือดพุ่งอีกแระ)
เพิ่งจะจับรถได้สองทีจะให้กูเป็นเลยหรืองัย? (แม่ง... รั้น)
เปลี่ยนครูซะเลยดีมั้ยนี่? (ตุ่ยๆ)
หรือว่าเราจะหยุดเรียนไปเลย? (พาล หรือขี้แพ้ไม่รุ๊)

ไม่ดีมั้ง เรียนกะไอ้คนไม่ถูกกันนี่ล่ะเราจะได้กระตือรือร้น... (อายจะได้ฮึด)
รถเค้าเครื่องก็จะเสียจริงๆ นั่นล่ะ ..... (ก็เออเห็นใจ)
แต่แม่ง มันก็ต้องรู้สิวะ... กูเพิ่งเรียนนะโว้ย...... (ในที่สุดก็ยังเข้าข้างตัวเอง)}


เป็นเรื่องเซ็งตั้งกะวาน โดนครูสอนขับรถกระแทกเสียงใส่หลังจากใส่เกียร์แต่เสือกลืมเหยียบคลัทช์ กลับถึงบ้านดีว่าเออมีเหตุบ้านการณ์เมืองให้ต้องติดตาม ฉันจึงตัดความสบอารมณ์เรื่องรถลงไปได้ แล้วหันมากังวลกับเหตุบ้านการเมืองต่อ

"ที่รักคะ เย็นนี้กินซูชิหรืออะไรดีคะ?"
ฉันส่งแมชเสจหาปีด้วยหวังลึกๆ ว่าเย็นนี้ไม่ต้องทำกับข้าว.....
"ชั้นปั่นจักรยานอยู่ เดี๋ยวค่อยว่ากัน"



ฟังข่าวไป นั่งเย็บผ้าไป และด้วยความที่ฉันไม่มีความสามารถด้านนี้ฉันจึงนั่งงมมันจนปีกลับมา

ผัก... ผลไม้... อาหารมื้อค่ำ... ยิ่งของหวานสำหรับกาแฟยามเช้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง
"ขอโทษค่ะที่รัก...."
"...... ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปกินซูชิกันก็ได้"
{เฮ้อ......... ค่อยยังชั่ว}


"เธอกินนี่สิ"
"พอแล้ว ชั้นพอแล้วเธอกินเถอะ"
..............


"ไอ้ที่ยุให้ชั้นกิน กิน กิน เนียะ เพราะที่บ้านมันไม่มีอะไรเลยใช่มั้ย"
ปีเจาะทะลวงใจ...

จะว่าไปแล้วเดือนนี้แทบทั้งเดือน ฉันใช้คำ "ขอโทษ" ฟุ่มเฟือยมาก มากจนกระทั่งปีต้องขอร้อง ร้องขอเวลา.............


***************************************************

วันนี้ฉันมีเรียนขับรถ ๙ โมงเช้า ต้องปลือตาตื่นหลังจากเพิ่งหลับได้ไม่นาน แถมยังเป็นหลับที่หลับๆ ตื่นๆ อีก

ขอกำลังใจจากปีแล้ว ฉันก็ตั้งหน้ากะสู้ฟัดกับครูสอนขับรถฉัน ฉันไปถึงออฟฟิตของครูสอนขับรถของฉันก่อนเวลา ๑๕ นาทีเช่นทุกครั้ง

๐๙ : ๑๒ น. ฉันดูนาฬิกาบนหน้าจอมือถือ........
๐๙ : ๑๗ น. ฉันดูนาฬิกาบนหน้าจอมือถือ........
ฉันเดินเข้าออฟฟิต เพื่อถามหาครูของฉัน...........

๐๙ : ๒๕ น. เสียงปลุกจากโทรศัพท์ดังขึ้น
ฉันถามเพื่อนร่วมธุรกิจกับครูฉันที่นั่งอยู่ในออฟฟิต เพื่อถามถึงสาเหตุที่ฉันต้องมายืนรอครูฉันเกือบครึ่งชั่วโมง เพื่อนครูฉันโทรศัพท์หาครูฉัน แต่แล้วก็ส่ายหน้า.... ยักไหล่.... ฉันรอต่ออีกสิบนาทีและคราวนี้ฉันก็บอกลาเพื่อนครู... โดยทิ้งอีเมลล์ฉันฝากไว้ให้ครู....


ฉันโกรธ ใช่ ฉันโกรธ ฉันคิดว่าจะเลิกเรียนหรือจะขอเปลี่ยนครูดี ฉันคิดวกวนอยู่อย่างนี้ในอารมณ์ที่กรุ่นๆ
"หยาบคาย!"
ฉันกร่นด่าครูสอนขับรถ มือแมชเสจกะฟ้องสามี........ (สิ่งที่คิดว่าผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นเหมือนกัน.... ) แต่ระหว่างพิมพ์ไปฉันก็ไม่อยากรบกวนสามีผู่กรำงานหนักทางความคิดนัก ฉันจึงล้มความคิดที่จะฟ้องสามีขณะที่ยังพิมพ์ไม่จบข้อความ แต่ชะรอยผู้สามีจะเกิดมาเพื่อเป็นที่รับรองอารมณ์ผู้หญิงอย่างฉัน อยู่ๆ ข้อความก็เล็ดลอดไปยังสามีอิฉันอย่างมหัศจรรย์...


................
.................
...............
"ก็เธอบอกให้ชั้นโทรกลับ"
"ไม่ใช่ ชั้นไม่ได้บอกอย่างนั้นซะหน่อย เพียงแต่ชั้นจะบอกเธอว่าไอ้ครูของชั้นเค้าไม่มาสอนชั้น ปล่อยให้ฉันรอ โดยที่ไม่โทรมาบอก ไม่ทิ้งข้อความ ไม่รับโทรศัพท์เลย ชั้นโกรธ และชั้นก็กำลังคิดอยู่ว่าจะเรียนต่อดีมั้ย"
...................
...................
.................


หลังจากนำความร้อนใจส่งให้สามีแล้ว ฉันก็กลับถึงบ้านมานั่งตามข่าวสารบ้านเมือง......... ระหว่างนี้ฉันก็ได้รับเมลล์จากเพื่อนพ้อง ถึงความไม่รักสถาบันฯ ของใครสักคน...............


หลังจากนั้นฉันก็เปลี่ยนหัวเอ็มของฉันจาก "คนนี้ต้านเผด็จการ" เป็น "รักในหลวง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องสนับสนุนเผด็จการ หรือต้องการกลับไปสู่ระบอบสม..."

..............................................................



การเมือง ไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองเสียอย่างเดียว แต่มันอยู่ที่ระบบ ระบอบ ว่าจะครองกันอย่างไรให้สังคมอยู่ร่วมกันได้
จะตั้งกฎ ใช้เกณฑ์กันอย่างไร.... นั่นคือส่วนรวม นั่นคือสิ่งที่เราผู้อยู่ในสังคมสมควรต้องมีส่วนร่วมคิดเห็น และแสดงออก......

แต่เมื่อมีการแหกกฎ เปลี่ยนเกณฑ์กันมาแล้ว อยู่ๆ จะกลับไปใช้กฎใช้เกณฑ์เอาแต่ใจตัว อันนี้คงไปกันไม่ไหว มันแสดงออกให้เห็นถึงความเป็นเผด็จการมากเกินไปแล้ว



>>>>>>>>>>>>>> ยุบสภา>>>>>>>>>> ทางออก.



ส่วนเรื่องนักการเมืองเลว ชั่วมาก ชั่วน้อย อันนั้นก็แล้วแต่การตัดสินใจของแต่ละคน ใครจะเลือกใคร ก็คงตัดสินใจเลือกเอาตามที่ตนชอบ ตนพอใจ


นักการเมืองก็คงเหมือนกับครีมทาหน้า ...........
ใครหน้าด้าน
ใครหน้าหนา
ใครหน้าบาง
ใครหน้าเป็นฝ้า

ก็ตามแต่จะพอใจเลือกครีมให้ถูกกับผิวหน้าตน

ส่วนใครว่าฉันหน้าใสอยู่แล้วไม่ต้องการครีม ก็ไม่มีใครว่า.................


เพ้อไปงั้นล่ะ วันนี้สมองกลวง ง่วงนอน


............................ จบข่าว ................................


















 

Create Date : 29 เมษายน 2553    
Last Update : 29 เมษายน 2553 19:18:24 น.
Counter : 301 Pageviews.  

"สันดาน"

จริงๆ นึกถึงคำนี้มาหลายวันแล้วล่ะ อยู่ๆ ก็นึกถึงมันขึ้นมาอย่างไม่เป็นปี่เป็นขลุ่ย... ไม่รู้ว่ามันเปล่งแสง ส่องประกายอะไรของมันออกมายั่วให้ได้หยิบยกมันมา "นึกถึง"


วันนี้เข้าบล็อกของคุณเป็ดสวรรค์ เจอคำถามที่สะกิดให้คิดถึงมันอีก "สันดาน"


แต่ก็ยังไม่มีเวลามานั่งตริตรองว่ามันเพราะเหตุอันใด ........... คงยังเรียบเรียงไม่ได้ อยากจะบอกแค่ว่า ฉันนึกถึงคำว่า "สันดาน" .......



หากใครไม่รังเกียจรังงอน "สันดาน" มันนัก จะลองขยายความ ปันให้คนสองภาคได้เข้าใจตัวเองสักหน่อยก็จะเป็นไมตรียิ่ง




 

Create Date : 24 เมษายน 2553    
Last Update : 24 เมษายน 2553 17:32:41 น.
Counter : 354 Pageviews.  

เรื่องของ “ตีน!”

ตีนของผู้มีบุญ.......


เมื่อวันศุกร์ที่ ๙ เมษายน ของเดือนนี้ล่ะ ในที่สุดปีก็พาฉันไปหามาร์ตินหลังจากที่ฉันคิดว่าปีคงจะลืม ฉันเองก็งอนจนลืมไปแล้วเหมือนกัน แต่อยู่ๆ เย็นวาน ปีก็นัดแนะเวลากับฉันซะงั้น
“บ่ายโมงที่เจอกันที่ออฟฟิตนะ”
“อะไร ทำไมหรือ?”
“ก็ไปหามาร์ตินงัย เรื่องเท้าเธอน่ะ”
“......”
ฉันยิ้มอิ่มใจที่ปียังไม่ลืม นี่เขายังห่วงใยฉันอยู่.... ฉันก็ผู้หญิงธรรมดาแม้จะพยายามทำความเข้าใจกับชีวิต บางทีก็เห็นๆ ข้อเท็จจริงอยู่แท้ๆ แต่ฉันก็ยังอดยกเอาใจตัวเป็นใหญ่ไม่ได้



ฉันมีปัญหากับตีน เพราะตีนฉันเป็นตาปลาตรงช่วงอุ้งปลายตีนมาสองสามปีแล้ว ไปหาหมอทั้งผ่า ทั้งจี้ มันก็ยังขึ้นมาอีก จนหนสุดท้ายหมอเลยลงความเห็นว่ามันคงเป็นโดยสันดาน เอ๊ยไม่ใช่ มันคงเกิดเพราะสาเหตุอื่นๆ แล้ว
“ที่บ้านเป็นพื้นไม้หรือพื้นปูนครับ”
“พื้นไม้ กะกระเบื้องค่ะ”
“คุณทำงานอะไรครับ”
“เอ่อ... แม่บ้านค่ะ”
“ปกติเดินนานแค่ไหนครับ”
“เอ่อ... แทบไม่ได้เดินเลยค่ะ ในแต่ละวันเดินมากหน่อยก็หนึ่งชั่วโมงค่ะ”
คุณหมอชะงัก เงยหน้ามองฉันเล็กน้อย เดาอารมณ์ว่า (มันล้อกูเล่นเปล่าวะ)
“คุณใส่รองเท้าเดินในบ้านหรือเปล่า”
“ไม่ได้ใส่ค่ะ”
“งั้นคุณต้องลองใส่นะครับ ที่มันเป็นไม่หายนี่ น่าจะเพราะการเสียดสี หารแพ้... หรืออีกทีอาจเพราะใส่รองเท้าไม่เหมาะกับเท้า บลา บลา .. ยังไงลองใช้แผ่นรองเท้าดูนะครับ”
“ค่ะ....”



ทันทีที่จ่ายค่ารักษาเสร็จ ฉันตรงรี่ไปที่ช็อป... ที่เค้ามีแผ่นรองเท้าเพื่อสุขภาพขาย ฉันไม่มีเหตุที่ทำให้รู้ให้เข้าใจกับเรื่องนี้มาก่อนดอก นึกว่าไปชี้ๆ ลองๆ ใส่ก็ใช้ได้แล้ว แต่ปล่าว มันต้องแสกนเท้า ดูการวางน้ำหนักเท้า ... และรายละเอียดอะไรอื่นๆ ประกอบเข้าด้วยกันอีก เจ้าหน้าที่ประจำช็อปให้ฉันยืนบนเครื่องแสกนที่มีรูปร่างยังกะตาชั่งยุคไฮเทค
“ของพี่ต้องใช้รุ่น... นี้ เท้าแบนน่ะพี่”
เธอหันไปหยิบแผ่นรองเท้าพร้อมยื่นมันมาให้ฉันได้ลอง
“อย่างนี้ พี่จะมีปัญหา เป็นตาปลา ปวดเข่า ปวดขา ปวดเอว... บลา บลาฯ นะคะ เอ้าพี่ลองใส่ดู ของพี่น่าจะเป็นไซด์นี้”



ฉันรับมันมาลองสวมเข้าไปในรองเท้าแล้วสวมเท้าทับไปอีกที เออแน่ะ มันรู้สึกดีแฮะ
“เอาค่ะพี่ ทีนี้พี่ลองถอดมันออกก่อนค่ะ เดี๋ยวหนูจะทดลองอะไรให้พี่ดู”
ฉันทำตามเธออย่างว่าง่าย
“พี่ลองยืนกางขานิดๆ นะพี่ แล้วเอามือประสานกันหงายไว้รับกำปั้นหนูนะคะ หนูจะทิ้งน้ำหนักตัวทดสอบสมดุลของพี่ค่ะ”
ทันทีที่เธอกดน้ำหนักตัวลงมา ฉันเซทันที
“เอาอีกทีค่ะพี่ ทีนี้.... (อะไรอีกก็ไม่รู้ อีกสองท่า ฉันลืมไปแล้ว)”
ในทุกท่าที่เธอทำการทดสอบฉัน ฉันเสียสูญ เสียดุลหมด เธอเริ่มใหม่คราวนี้เธอให้ฉันลองใส่แผ่นรองเท้าที่ว่านั่นแล้วทำการทดสอบแบบเดิม เออแน่ะ ฉันนิ่งไม่เซ ยืนได้นิ่งไม่มีเอนไม่มีเอียงดีแฮะ.... และด้วยการทดสอบเพียงเท่าที่ว่า ฉันก็จำต้องควักตังค์จ่ายค่าแผ่นรองเท้าเพื่อสุขภาพนั่นเกือบแปดพันบาท



เนื่องจากเมื่อเร็วๆ มานี้ มาร์ตินปรึกษาหารือกับปีเรื่องซื้อบริษัทผลิตแผ่นรองเท้าเพื่อสุขภาพ ปัญหาเรื่องตีนของฉันจึงถูกปีหยิบยกขึ้นมาปรึกษากับมาร์ตินอีกครั้ง


มาร์ตินให้ฉันถอดถุงเท้าแล้วจับเท้าฉัน พลิกซ้าย พลิกขว่า กลอกตาดูตรงนั้น ตรงนี้ แล้วก็บอกเออใช่เท้าเธอแบนน่ะ
“มันทำให้เธอมีปัญหาล่ะ”
มาร์ตินหันไปพยักหน้าให้ปี บอกกล่าเพื่อนอย่างการันตรีว่ามันเป็นปัญหาแน่ๆ
“เธอมักบ่นปวดเข่าด้วย มันเกี่ยวกันหรือเปล่ามาร์ติน”
“ถอดกางเกงออกซิ”
มาร์ตินสั่งฉันแล้วหันไปเตรียมอะไรกุกกิก ในความช็อกฉันหันไปมองปีเพื่อขอคำแปลที่แน่ๆ อีกทีว่านี่ฉันฟังผิดเปล่าวะ
“ใช่ มาร์ตินให้เธอถอดกางเกง”
ปีหันมาบอกยิ้มๆ กับฉันอย่างเข้าใจกับความเป็นไทยที่แฝงอยู่ (แม้จะน้อยนิดก็ตาม) มาร์ตินหันมาทำหน้าเหลอหลาจนปีต้องอธิบายมาร์ตินเสียหน่อยว่าฉันยังไม่ชินที่อยู่ต้องถอดเสื้อถอดกางเกงต่อหน้าใคร มาร์ตินส่ายหัวอย่างไม่เข้าใจ ไม่เห็นเหตุที่จะต้องอายเลย ในที่สุดฉันก็ต้อง....ถอด... อายแสนอาย ไม่เข้าใจทำไมต้องถึงขั้นต้องถอดกางเกงด้วยวะ ตรวจเข่านะโว้ยไม่ใช่ตรวจภายใน!



“แล้วหมอบ้านเธอเค้าตรวจกันยังงัย?”
มาร์ตินถามฉันอย่างหมั่นไส้เล็กๆ งงหน่อยๆ กับความอายของฉัน
“จะดูว่ามันมีปัญหาอะไร ก็ต้องดูความเกี่ยวข้องกันทั้งหมด ไม่ว่าจะกล้ามเนื้อ..... บลา บลา..... แล้วถ้าเธอไม่ถอดแล้วจะเห็นได้อย่างไร?”
มาร์ตินฉายหนังยาว
ในแง่ของฉันก็ต้องบอกว่า คุณเอ๊ยยยยยย เพิ่งเคยเจอ


ในขณะที่ฉันนอนเปลือยท่อนขาให้มาร์ตินตรวจ มาร์ตินก็จับพลิกตรงโน้นเล็งตรง อิฉันก็อดเสียวไม่ได้.... เอิ๊ก......
“เธอถนัดข้างไหน ข้างซ้าย?”
“ข้างขวา”
“.......”
“เวลาเธอกระโดด เธอใช้ขาไหน”
“..........”
เจอคำถามนี้เล่นซะฉันงงเต๊ก ไม่เคยสังเกตุตัวเองสักที จะไปรู้ได้งัยวะ มาร์ตินจับลูกสะบ้าฉันโยกเล่นอยู่พักหนึ่งก็บอกว่า ข้อเข่าเธอหลวมมากถ้าปล่อยไว้อีกหน่อยแย่แน่ๆ
“เธอเล่นกีฬาอะไร”
“ไม่อะ ฉันไม่ได้เล่นอะไรเลย จะมีบ้างก็ตามปีไปปั่นจักรยานบางครั้งบางคราวทั้งนั้น”
“.......”
มาร์ตินมองฉันอย่างแปลกใจ
“ชีเล่นนั่งอยู่แต่หน้าคอมทั้งวันน่ะมาร์ติน”
ปีได้จังหวะแทรก
“เธอต้องปั่นจักรยานให้ได้อย่างน้อยวันละชั่วโมงนะ ให้กล้าเนื้อท่อนขาบนแข็งแรงมันจะช่วยได้”
มาร์ตินแนะนำ ปียิ้มร่า
“เห็นมั้ย เธอต้องปั่น ปั่น ปั่น”



ตรวจเช็กร่างกายเรียบร้อย มาร์ตินก็เริ่มตรวจเช็ก วิจัยด้วยเครื่องตรวจวัดอันทันสมัย (หรือเปล่าไม่แน่ใจ อิอิ) เริ่มจากฉันต้องเดินผ่านแผ่นจับการก้าวย่าง ให้ได้ทั้งซ้ายขวา มาร์ตินให้ฉันเดินอยู่ห้าหกรอบเพื่อดูความแน่นอน เสร็จแล้วมาร์ตินก็ให้ฉันยืนบนเครื่องแสกนเท้าอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการค้นหาปัญหาของฉัน

มาร์ตินเรียกให้ฉันกับปีไปดูที่จอมอร์นิเตอร์ แล้ววินิจฉัยให้ฟัง จากจอภาพ โปรแกรมฉายให้ฉันเห็นสเต็ปการเดินของตัวเอง มาร์ตินชี้ให้ดูการทิ้งน้ำหนักไปเฉพาะส่วนอย่างขาดดุลที่ควรจะเฉลี่ยให้ทั่ว พูดให้เข้าใจง่ายอีกหน่อยก็คือควรจะวางน้ำหนักตัวให้ทั่วเท้า แต่ของฉัน ฉันลงน้ำหนักเท้าไปที่ส้นเท้า แล้วข้ามไปปลายเท้าเลย .......... บลา บลา อะไรอีกก็ไม่รู้ เพราะปีไม่ยอมแปลทุกเม็ด อีกทีก็คือฉันแปลศัพท์ภาษาแพทย์ไม่ถูก หุหุ



วินิจฉัยกันเสร็จแล้ว มาร์ตินก็ปริ๊นภาพตีนออกมาให้ฉัน โฮ้......... ตื่นเต้นๆ ฮ่าๆ ก็แหมนะ สมัยฉันยังเล็กๆ เพิ่งคลอด แม่ฉันก็ไม่ได้เก็บภาพไว้ให้ได้เห็นว่าอีตอนหอยใหญ่กว่าฝาตีนมันมีรูปร่างยังไง ได้แต่แอบอิจฉาเด็กรุ่นใหม่ที่พ่อแม่มักจะพิมพ์ไว้ให้ลูกๆ ได้ดู วันนี้ไม่อิจฉาแระ แม้จะเห็นอีกทีตอนตีนใหญ่กว่าหอย อิอิ


มาร์ตินเรียกคนที่บริษัททำแผ่นรองเท้าเพื่อสุขภาพมารับข้อมูลของฉันเพื่อไปตัด จัดทำให้ฉัน และในอีกห้าวันต่อมาปีก็หิ้วมันมาให้ฉันทดลองใช้ พร้อมคำสั่งแพทย์มาร์ตินให้ฉันใส่เดินให้ได้สามชั่วโมงต่อวัน แล้วค่อยไปตรวจวัดดูผลกันอีกทีในอีกสองอาทิตย์ถัดไป
โห้................. เรื่องมันยาว


อยู่เอาเรื่องตีนมาเล่าสูฟัง เพื่อนฝูงคงแปลกใจอยู่ไม่น้อย ช่วงนี้ฉันห่างหายไปจากห้องแชทมาระยะหนึ่ง จะว่าไปตามจริงก็คงตั้งแต่การเมืองเริ่มดุเดือดขึ้นอีกครั้ง มันตรงกันอย่างบังเอิญ............ อิอิ เพื่อนฝูงที่เคยได้พูดคุยผ่านตัวหนังสือทายทักเข้ามา “เป็นอะไร ทำไมอยู่ๆ หายไป” ฉันจะอธิบายว่าฉันต้องเดินวันละสามชั่วโมง (คือต้องห่างคอมสามชั่วโมงน่ะ) และช่วงนี้ก็ไม่รู้เป็นอย่างไรธุระปะปังมันมารุมพิลึก อธิบายความเป็นมาเป็นไปยาวๆ กับเพื่อนทุกคนคงไม่ไหว เพราะพอบอกเล่าให้ฟังปุ๊บ ก็แทบจะไม่มีใครรู้จักโรคเท้าแบนเลย คนสองภาคเลยถือโอกาสเอามาบอกเล่าสู่กันฟัง แต่ก็อย่างเคยนั่นล่ะนะ คนอ่านบล็อกนี้ต้องเข้าใจว่าอ่านอะไรก็ชั่งในบล็อกนี้ ต้องไปกรองเนื้อหากันเองอีกที เอิ๊กๆ


ได้ยินเค้าว่าคนตีนแบนนี่คนมีบุญ มันใช่บุญอันเดียวกันมั้ยนิ๊


“โรคเท้าแบนส่วนหนึ่งมาจาก พันธุกรรม ส่วนหนึ่งมาจากสรีระของเท้าที่ผิดเพี้ยนไป สาเหตุของอาการปวดเข่า ปวดขา หรืออาการปวดส่วนอื่นๆ ซึ่งมีการวิจัยว่าแผ่นรองเท้าเพื่อสุขภาพสามารถช่วยจัดเรียงตัวของโครงสร้างกระดูก เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ ให้เป็นไปตามหลักกายภาพ เพื่อการเคลื่อนไหวของร่างกายที่สมดุล”
ย่นย่อมาจาก //www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=2301



้อ้อ.. นึกออกว่าตัวเองอยากจะโทษเหตุที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นเพราะสมัยก่อนฉันอยู่บ้านไม้ ผู้ใหญ่ก็จะคอยปราม คอยสอนให้เดินอย่างแมว ฉันต้องคอยย่องๆ เดินด้วยปลายเท้า ....


และพอกาลต่อมา ถึงคราวัยทำงานก็ต้องส้นสูง

ฉันว่านะตั้งเพราะไอ้สองสาเหตุนี้แน่ๆ เลย หุหุ

อะนะฉันก็มนุษย์ขี้เหม็นคนหนึ่ง หาเรื่องแก้ตัวไปได้เรื่อย เค้าว่าเรื่องโยนขี้ให้คนอื่น ไม่มีสัตว์ชนิดไหนเก่งไปกว่าคนแล้ว......




 

Create Date : 19 เมษายน 2553    
Last Update : 19 เมษายน 2553 20:29:00 น.
Counter : 346 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

คนสองภาค
Location :
Praha, Czech Republic

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




****คนสองภาคใช้ชื่อนี้เฉพาะในพันทิปและบล็อกแก๊งแห่งนี้เท่านั้น****


จากใจสู่ใจเพื่อนบล็อก

ขอเกริ่นออกตัวก่อนว่าคนสองภาคเป็นเพียงผู้ด้อยการศึกษา ดังนั้นไม่การันตีในความสุภาพของคำพูดคำจา

นอกจากนั้นคนสองภาคค่อนข้างเป็นคนลมเพลมพัด หากเพื่อนคนไหนแวะเข้ามา อยากเม้นต์ก็เม้นต์ อันไหนที่ไม่สะดวกเม้นต์ ก็ไม่ต้องเกรงใจค่ะ เพราะคนสองภาคเองท่องไปเรื่อย เจอตรงไหนอยากแจมก็แจม ตรงไหนคนสองภาคไม่รู้จะแจมอย่างไร คนสองภาคเองก็ไม่ได้ทิ้งรอยไว้เช่นกันค่ะ


***** คนบล็อกนี้ต้านเผด็จการ และ ทุกการปกครองที่นอกเหนือไปจากระบอบประชาธิปไตย*****




บล็อกนี้เดี๋ยวปิด เดี๋ยวเปิด เอาเป็นว่าสักปีสองปีค่อยกลับมาเยี่ยมกันทีแล้วกันค่ะ

*****หรือฉันกำลังแสวงหาเพื่อน... อยู่นะ*****
Friends' blogs
[Add คนสองภาค's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.