Group Blog
 
All blogs
 

พิสูจน์มุข

๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๑


๐๖ :๓๐ น. โอยยยย รู้สึกเพลียโฮกกับความต้องเร่ง... กินข้าวเสร็จ เช็คเอ้าท์แล้ว รถก็ไปส่งสนามบินดอนเมือง เข้าเช็คอินมีติดขัดเล็กน้อยเนื่องจากบัตรเครดิตของนายเพิ่งเปลี่ยนใหม่หลังจากทางธนาคารแจ้งว่ามีผู้หวังดีที่นายไม่ได้ร้องขอ พยายามตรวจสอบข้อมูลนายก่อนการเดินทางเพียงสองวันเท่านั้น .... เลยทำให้หมายเลขบัตรไม่ตรงกับข้อมูลในระบบ แต่นายก็ได้ยื่นจดหมายยืนยันจากทางแบงค์ให้กับเจ้าหน้าที่ที่เคาเตอร์ไปพร้อมแล้วแต่เจ้าหน้าที่เธอยังไล่เราไปซื้อตั๋วใหม่ นายไม่ยอมไปเพราะเอกสารอะไรก็ครบมันจะอะไรนักหนากะอีแค่แก้ไขตัวเลขใหม่เนียะ ดูจากหน้าตาแล้วก็ไม่ใช่เด็กใหม่หัดอ่อนซะหน่อยอ็อกจาหย่อนยานเล็กน้อยเข้าไปแล้ว นายร่ายมนต์อย่างสุภาพอยู่สักพักเธอผู้นั้นจึงยอมแก้ไข และออกบอร์ดดิ้งพาสให้เรา

* ดูกาละ ท่านผู้ใช้บริการชั้นประหยัดทั้งหลาย แม้เราจะได้ซื้อตั๋วชั้นธุรกิจเพียงเพราะต้องการความสะดวกในการบริหารเวลา เราก็ไม่ได้รับการบริการเยี่ยงราชาอย่างที่ท่านๆ ทั้งหลายได้เข้าใจ ดังนั้นแล้วท่านจะน้อยใจไปใยเล่า................ เพียงแค่เขานำเราไปส่งถึงที่หมายก็เป็นอันใช้ได้แล้ว มิใช่ ฤ ... อิ อิ


ได้เวลาบอร์ดดิ้ง เราเดินไปรอขึ้นเครื่อง รอนานเท่าไหร่นึกไม่ออก แต่ที่แน่ๆ นาฬิกามันเดินเลยตัวเลขที่ระบุในบอร์ดดิ้งพาสไปแล้ว ๒๕ นาที ผู้คนเริ่มกระสับกระส่าย เดี๋ยวคนโน้นยกเดี๋ยวคนนี้ยกผลัดกันยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ไม่เว้นแม้แต่นายของแจ๋ว
“นี่มันเลยเวลามาตั้ง ๒๕ นาทีแล้วนะเธอ เครื่องมีปัญหาหรือเปล่า ทำไมเค้าไม่ประกาศบอกอะไรเราบ้างเลย เธอไปถามทีซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
..........................................................

“พี่คะมีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ คือเลยเวลามายี่สิบกว่านาทีแล้วน่ะค่ะ” แจ๋วเข้าไปเรียบเรียงเคียงถามอย่างเกรงจ๊ายเกรงใจ
“ไม่ช้านี่ค่ะ” เจ้าหน้าที่คนงามตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้นหน้าแจ๋วเธอยังไม่อยากมอง ปานแจ๋วได้รบกวนเวลาเธอเป็นหนักหนาแล้วเธอก็ไม่สนใจแจ๋วอีกเลย แจ๋วกลับมารายงานให้นายทราบตามที่เจ้าหน้าที่ได้กรุณาสละเวลาตอบให้เราได้เข้าใจ ว่าการที่พวกเรายังต้องนั่งรออย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ว่าเมื่อไหร่จะได้ขึ้นเครื่อง เมื่อไหร่เครื่องจะออก ทั้งๆ ที่มันเลยเวลาที่ระบุไว้นานโขแล้ว แต่ที่นี่ เหตุการณ์อย่างนี้เจ้าหน้าที่การบินไทยเค้าเรียกว่า “ไม่ช้านี่คะ” ...


ผู้คนจดจ้องไปยังเคาเตอร์ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คนงามนั่งอยู่ แล้วก็พากันหันมามองแจ๋ว (สะดุ้งนิดหน่อย ฉันไม่เกี่ยวไรด้วยนะ) เดาอาการได้ว่าคงจะพากันนึกในใจ
((มันถามได้ความว่างัย ไมมันไม่บอกต่อฟระ จะไปถามเองก็กลัวโดนคนงามงาบหัวเอา)) อิ อิ
นั่งเป็นทองหลอมจนเป็นเปลวต่ออีกสักพักใหญ่ๆ เสียงประกาศให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่องก็ดังแทรกสารพัดเสียงขึ้นมาให้ได้ยิน ผู้คนต่างกระตือรือล้นต่อแถวกันเป็นแนวยาว


กัปตันประกาศขออภัยในความล่าช้าเนื่องจากจำเป็นต้องรอผู้โดยสารที่ต้องการต่อเครื่องไปภูเก็ตจากเที่ยวบิน...??? อ้อนี่เองรึคือสาเหตุที่ทำให้คนเป็นร้อยต้องนั่งรออย่างเซ็งๆ เป็นเวลาร่วมชั่วโมง เอาน่ะไหนๆ ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วก็จงรอต่อไปเค้าพาไปถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นล่ะน่า


เครื่องลงภูเก็ตตรงเวลาพอดี เออของเค้าแน่จริงวุ้ย หุ หุ รับกระเป๋าสัมภาระอันหนักอึ้งแล้วเรามองหาจุดบริการแท็กซี่สนามบิน เราแจ้งจุดหมายปลายทางต่อเจ้าหน้าที่
“มันอยู่ตรงไหนอะพี่” เจ้าหน้าที่ถามเรากลับมา
“เอิ่ม.... เอ่อ.... ไม่รู้เหมือนกันค่ะ เดี๋ยวเช็คจากเอกสารแป๊ปนึงค่ะ” แจ๋วขอเวลาเจ้าหน้าที่พอได้ค้นเอกสารหาที่อยู่ให้เจ้าหน้าที่ ในใจพลางนึก ((เอาล่ะสินึกว่าบอกชื่อโรงแรมแล้วเค้าจะไปส่งได้เป๊ะๆ ชะ ขนาดคนพื้นที่ยังไม่รู้จัก ชักหลอนล่ะสิ มันจะเป็นงัยว้า.....))

แจ๋วเอาเอกสารให้เจ้าที่ดูที่อยู่ของรีสอร์ทที่เราจองไว้ เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่รู้ตำแหน่งแน่ชัดอีก เพื่อความชัวร์แจ๋วเลยโทรติดต่อรีสอร์ทให้เป็นผู้บอกทางกับเจ้าหน้าที่ ได้ยินเค้าแหลงใต้กันสักประเดี๋ยว เจ้าหน้าที่ก็ส่งเรื่องให้คนขับรถ
“ขับไปเรื่อยทางกะรน นั่นล่ะ เค้าว่าเห็นลูกมะพร้าวล่ะใช่เลย” เสียงเจ้าหน้าที่เคาเตอร์ส่งต่อข้อมูลกับพลขับ




 

Create Date : 06 มิถุนายน 2553    
Last Update : 6 มิถุนายน 2553 1:24:09 น.
Counter : 298 Pageviews.  

เก็บตก บางกอก

๐๗:๐๐ น. เสียงนาฬิการะเบิดขึ้นอีกครั้ง วันนี้ต้องพานายไปหาหมอเนื่องจากไอ้จุดสะเก็ดที่บริเวณหลังมือมันไม่ยุบ ไม่ทุเลาเอาเสียเลย มันคันรังควานนาย รำคาญใจแจ๋วจริงๆ นายเกรงว่ามันจะเป็นมะเร็งผิวหนัง แม้แจ๋วจะได้ไถ่ถามพี่สาวผู้มากประสบการณ์ของแจ๋วถึงอาการที่ว่าของนาย เธอว่าเป็นไปไม่ได้หรอก มะเร็งผิวหนังไม่เป็นแค่จุดเดียวนี่แน่ๆ และถ้ามันเป็น มันก็ต้องมีตุ่มบวมแดงเล็กแสดงถึงความอักเสบให้เห็นรอบๆ บ้าง แต่เท่าที่เห็นนี่ น่าจะเป็นเพียงแพ้อะไรสักอย่าง หรืออาจจะแค่ผิวแห้งเท่านั้นเอง ขยันทาโลชั่นเดี๋ยวก็หาย แต่ด้วยความกังขาว่าถ้าผิวแห้งแล้วทำไมมันขึ้นอยู่จุดเดียวนี่ล่ะ ทำไม ??? เพื่อความไม่ประมาทเราจึงขอไปตรวจให้แน่ใจไปเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องห่วงว่าจะเป็นอย่างนางแบบดังที่ตายด้วยเชื้อ... เอ่อจำไม่ได้อีกเช่นเคย...ครับทั่น...




ลงไปกินเช้ากับเมนูที่เลือกประจำ โจ๊ก ซาลาเปา (ไส้ครีม) และเกี๊ยวกุ้ง และผลไม้สักจาน แล้วก็กาแฟซึ่งขาดเสียมิได้ อาหารเค้าก็มีให้เลือกมากมายแหล่ะนะ แต่แจ๋วกับนายก็ปลงใจกับรายการที่ว่า ถึงแม้จะรู้สึกถึงความเปลี๊ยนไป๋ของรสนุ่ม ละมุนลิ้นที่ซาลาเปาไส้ครีมแห่งนี้เคยมี.....




นั่งแท็กซี่ไปโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ ซักประวัติกันแล้วก็ขึ้นไปยังศูนย์ผิวหนัง ถึงคิวแล้วเราก็ได้เข้าพบแพทย์ เธอเป็นแพทย์หญิงที่ดูง่ายๆ ดี ทั้งนี้ทั้งนั้นแจ๋วขอกลับมาเรียกเธอว่าหมอเฉยๆ แล้วกัน เรียกแพทย์แล้วมันไม่ค่อยจะชินปาก อิ อิ หมอสอบถามอาการ และตรวจดูจุดสะเก็ดที่ว่านั่น หมอถึงกับกลั้นยิ้มเพื่อรักษาจรรยาบรรณของแพทย์ เมื่อนายบอกสาเหตุของการมาพบหมอเนื่องจากเกรงว่าจะเป็นมะเร็งผิวหนัง หมอหยิบแว่นขยายมาส่องดูอีกที และอีกที ให้แน่ใจว่ามิมีสิ่งใดเล็ดรอดสายตา นายเองพอจะเดาอากัปกิริยาหมอออก ก็เริ่มจะขำออกแนวเขินอายขายขี้หน้าเอากับหมออยู่สักหน่อย กับอาการตื่นเกินกว่าเหตุของตัวเอง เมื่อหมอเพ่งพิจวินิจฉัยได้แน่ๆ แล้วว่าผิวนายแห้งจนตกสะเก็ดเท่านั้น หมอแจ้งว่าเพียงแค่ทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของมอยซ์เจอร์ไรเซอร์เข้มข้นสักหน่อยก็ใช้ได้แล้ว หรือหากใจร้อนหมอก็มีครีม Diprosone ที่ช่วยให้หายไวขึ้น แน่นอนนายต้องการครีมนั่นมารักษาไอ้มะเร็งร้ายที่นายว่าให้มันหายไวๆ อิ อิ




หมายเหตุ :: การใช้เวชภัณฑ์ทุกชนิด ควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ : อันครีมที่แจ๋วระบุนี้ แจ๋วเพียงต้องการบันทึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น




สองคนนายบ่าวเดินหัวเราะออกจากคลินิคผิวหนัง พร้อมเรื่องขำขันที่คงต้องกล่าวขานกันไปอีกนาน ฮ่า ฮ่า ฮ่า โล่งอกโล่งใจกันแล้วก็เดินทางไปงานแต่งเพื่อนรัก เพื่อนสนิทได้ ......................... (เว้นไว้ให้มันเขียน) เสร็จพิธีการอย่างกันเองแล้วก็ได้เพื่อนอาสาเป็นสารถีพาไปส่งที่โรงแรม




กลับถึงโรงแรม พอมีเวลาได้พักผ่อน........ บริเวณรอบสระน้ำเต็มไปด้วยผู้คน โชคดียังพอมีที่เหลือไว้ให้เราสองคน เจ้าหน้าที่ดูแลสระนำผ้าเช็ดตัวผืนโตมาปูเตียงให้ และให้อีกผืนไว้เช็ดตัว จัดที่จัดทางตัวเองลงตัว น้ำเย็นๆ ก็มาเสิร์ฟ ผลไม้ก็มีจัดไว้เป็นมุม มีนิตยสารให้ได้หยิบ แหมรู้สึกจะอธิบายละเอียดจนนึกหมั่นไส้ตัวเองแระ ขอนอนหย่อนใจนิ่งๆ สักแป๊บนึงก่อนแล้วกัน




“พ่อหนุ่ม ชั้นขอแซนวิช...ให้สามีชั้น และของชั้นขอ.... นะ”
เป็นเสียงหญิงชรา วัยเลยเกษียรมาหลายปี สวมหมวก ใส่แว่นตากันแดด อย่างมาดาม USA นอนอยู่เตียงถัดจากฉันสั่งแซนวิชกับเจ้าหน้าที่ดูแลบริเวณสระน้ำ ซึ่งคอยดูแลให้การบริการอย่างมิขาดตกบกพร่อง
“ครับ” เจ้าหน้าที่รับออเดอร์แล้วก็ไปจัดการสั่งต่อไปยังครัวอีกที (คาดว่าอะนะ อิ อิ)




“นี่พ่อหนุ่ม” เสียงหญิงชรานางเดิมขานเรียกเจ้าหน้าที่อีกครั้ง
“ครับ มาดาม”
“แซนวิชชั้นยังไม่ได้อีกหรือจ๊ะ”
“ครับมาดาม ผมจะเช็คให้เดี๋ยวนี้ครับ สักครู่ครับ”

::: หนึ่งนาทีผ่านไปพอให้หายใจคล่อง หนุ่มเจ้าหน้าที่คนเดิมก็เดินกลับมาหลังจากไปโทรศัพท์เร่งเอากับครัวแล้ว :::




“ อีก ๑๐ นาทีครับมาดาม ”
“อะไรกัน นี่เธอใช้เวลาทำแซนวิช ..ช.. ช นานนนนน ขนาดนั้นเลยเหรอ”
มาดามชราใช้มือข้างขวายกแว่นตาขึ้นนิดก่อนจะมองลอดแว่นส่วนที่เหลือ จ้องพลางตำหนิเจ้าหน้าที่หนุ่มผู้ซึ่งนั่งโค้มตัวอยู่ข้างๆ เตียงของเธอ
“ต้องขอโทษด้วยครับ คือช่วงนี้ออเดอร์เยอะจริงๆ ครับ ผมเร่งทางครัวให้แล้วครับ”
“ชั้นให้เวลาเธอ ๕ นาที ภายใน ๕ นาทีนี้ถ้าชั้นยังไม่ได้แซนวิช ชั้นยกเลิกแล้วกัน ชั้นมีธุระต้องรีบไป”

มาดามชรากำชับเสียงเนิบบบบ แต่หนัก ฝ่ายเจ้าหน้าที่หนุ่ม ก็ร้อนรุ่มกลุ้มใจ เอาล่ะซิ คงไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอธิบายมาดามแบบสุภาพๆ แจ๋วว่างอยู่ข้างๆ เลยแอบอ่านใจเจ้าหน้าที่หนุ่ม และยังแอบเห็นด้วยในใจกับข้อความที่ว่า ((มาดามครับ Q น่ะ รู้จักมั้ยครับ มาดามครับ Q น่ะครับ ชาวบ้านรออยู่รอบสระ เค้าสั่งก่อนมาดามอีกนะครับ))



ในนาทีวิกฤติที่ลูกน้องถูกไล่จนแต้ม ฝ่ายหัวหน้าผู้ดูแลโซนสระน้ำเห็นลูกน้องเพื่อนผู้ร่วมงาน อาการท่าจะแย่เลยเดินเข้ามาช่วยพูดคุย

“เกิดอะไรขึ้นครับ มาดาม” หัวหน้าผู้ดูแลสระ เอ่ยถามมาดามชราอย่างสุภาพ
“ชั้นสั่งแซนวิชไปป่านนี้ชั้นยังไม่ได้เลย ชั้นไม่เข้าใจ พวกเธอใช้เวลาทำแซนวิชนานขนานนี้เลยเหรอ ชั้นให้เวลาพวกเธออีก ๕ นาที ถ้าชั้นยังไม่ได้ชั้นจะไปแล้ว” มาดามชราร่ายยาวความเดิม
“ครับ ครับ ผมจะจัดการให้เดี๋ยวนี้เลยครับ” หัวหน้าผู้ดูแลสระ รับปากหนักแน่น สีหน้าครุ่นคิดอย่างวิตก



(( มาดามเพิ่งสั่งไปเมื่อห้านาทีที่แล้วนี่เองนะพี่ ผมโทรเร่งที่ครัวให้แล้ว แต่ออเดอร์ก็เยอะ ))
(( อือๆ .....หน่อย เป็นนักเขียนด้วย ))
เสียงลูกพี่ ลูกน้องกระซิบกระซาบ กะไม่ให้ใครได้ยิน แต่ปานนั้นก็ยังไม่อาจเล็ดรอดเครื่องจับความถี่ของแจ๋วไปได้ อิ อิ


::: บทบาทมาดามริมสระได้รับความนิยมจากผู้อยู่รอบข้างพอควรทีเดียว :::



อีก ๓ นาทีถัดมา ดังนิรมิต แซนวิชมาดามก็มาถึง และแน่นอนนั่นหมายถึงไม่ใครก็ใคร หนึ่งในพวกเราที่กำลังรออยู่รอบสระโดนลัดคิวให้มาดามเป็นแน่



“นี่พ่อหนุ่ม ช่วยหาหมอนมาหนุนศีรษะให้สามีชั้นหน่อยซิ” เสียงหญิงชราคนเดิมร้องขอบริการอีกครั้ง หลังจากเธอรับประทานแซนวิชนั่นหมดแล้ว
“ที่เตียงมีหมอนในตัวให้แล้วนะครับ มาดาม”
“ง้านรึ งั้นเธอช่วยหาอะไรมาหนุนให้สูงขึ้นอีกสักนิดจะได้มั้ยจ๊ะพ่อหนุ่ม”
“ได้ครับ ได้ครับ”
เจ้าหน้าที่เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวผืนโตมาพับๆ ม้วนๆ หนุนศีรษะให้สามี ตามที่มาดามร้องขอ
“อืมม์ขอบใจนะจ๊ะ”
“โอ๊ะๆ โทษทีจ๊ะพ่อหนุ่ม ชั้นอยากนั่งอ่านหนังสือสักหน่อย เธอช่วยไปเอาผ้ามาหนุนหลังให้ฉันหน่อยจะได้มั้ยจ๊ะ”
“แน่นอนครับมาดาม”



เจ้าหน้าที่กลับมาพร้อมผ้าเช็ดตัวผืนโต และก็พับๆ ม้วนๆ หนุนหลังให้มาดามเธอตามขอ
“ให้มันสูงอีกหน่อยพ่อหนุ่ม มันยังไม่ได้ระดับน่ะ” เธอทำท่าเอนหลัง ขยับไปขยับมา
“ได้ครับ มาดาม”
เจ้าหน้าคนเดิม เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวผืนโตมาหนุนหลังให้เธออีกครั้ง
“อีกสักนิดจ๊ะเธอจ๋า” ยังไม่ถูกใจมาดามชรา
“ครับๆ โอเคยังครับมาดาม” หนุ่มเจ้าหน้าที่คนเดิมม้วนผ้าเช็ดตัวอีกผืนซ้อนไปบนผ้าเช็ดตัวสองผืนที่หนุนอยู่ก่อนแล้ว
“จ๊ะ พอได้แล้วจ๊ะ” มาดามชราตอบด้วยท่าทีสบายใจ
“แธงงงงงค์ คิว เว้..... รี มัชชชชช” มาดามเอ่ยขอบคุณด้วยสำเนียงอเมริกันอันน่าหมั่นไส้

แล้วเธอนอนอ่านหนังสืออย่างไม่มีท่าทีจะลุกหนีไปไหน ไม่ได้รีบร้อนไปทำธุระอะไรอย่างที่เธออ้างกับเจ้าหน้าที่



ผู้คนรอบข้างต่างพากันส่งสายตา และยิ้มให้กันอย่างเข้าใจ....... ออกจะอึ้งกับมาดามชราที่สวมบทบาทนางพญาได้อย่างน่าเอือมระอาจริงๆ แจ๋วชำเลืองดูเหตุการณ์ที่ว่านี้อย่างเงียบๆ ในใจนึกชื่นชมในความอดทนของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างยิ่ง นึกในใจหากเป็นแจ๋ว ในเหตุการณ์เดียวกันนี้ แจ๋วจะรับหน้ากับสถานการณ์นี้อย่างไร.... ผลจะออกมาเช่นไร.......................... ลาออก.....โดนไล่ออก..... ฮ่า ฮ่า ฮ่า




ว่ายน้ำเสร็จระลึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เอารองเท้านายไปซ่อมเลย นายว่าไม่เป็นไรหาซื้อใหม่ก็ได้ เราเดินดูอยู่หลายร้าน ลองแล้วลองอีกนายก็ยังไม่ถูกใจ ถ้าไม่แข็งไป ก็แบบไม่ได้ มีจุดไม่ถูกใจ ไม่สบายให้ยุบให้ยิบไปหมด แจ๋วตัดสินใจเอาคู่เก่าไปให้ร้านซ่อมให้ โชคดีที่ร้านยังไม่ปิด เลยได้รองเท้าเก่าคู่ใจมาใช้ใหม่ในราคาเพียง ๑๐ บาท หุ หุ คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม คาดว่าจัดการทุกสิ่งแล้วก็กลับไปจัดกระเป๋า เตรียมออกตะลุยควานหาไข่มุกอันดามัน




 

Create Date : 05 กันยายน 2552    
Last Update : 7 กันยายน 2552 15:55:48 น.
Counter : 182 Pageviews.  

บางกอก - อยุธยา

ถึงโอเรียลเต็ลตั้งกะตีห้า ทางโรงแรมอัพเกรดห้องให้เป็นห้อง ๓๕๔ ซึ่งเป็น (ซีก) อาคารที่แจ๋วโปรดปราน ทั้งยังให้เข้าพักได้โดยทันที (อันนี้ได้ใจคนกะลังเพลียเป็นอย่างยิ่ง) เข้าพักแล้วก็เป็นธรรมดากับเวลคัมดริ้งและผลไม้ แต่ที่เหนือธรรมดาไปอีกคือ Veuve Clicquot ป้ายส้มนอนเอกเขนกเอนเอียงล่อตา ยวนน้ำลายนายอยู่ในกะแป๋ง (เรียกให้เสียหรูเล่นงั้นแหล่ะ ฮ่า ฮ่า) เจ้านายยิ้มพรายหลังจากไรล่ะเรียกไม่เถิก เอิ๊กๆ ผู้จัดการตึกเอ้า เรียกงี้แหล่ะ หลังจากผู้จัดการตึกบอกกล่าวว่ามันเป็นสเปเชียลเวลคัมสำหรับแขกผู้หาญกล้ากลับมาท่องเที่ยวไทยในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน (อิ อิ) ...... โนคอมเม้น......


ฟื้นจากสลบไสลตอนเก้าโมงชักหิว เดินไปโซ้ยเตี๋ยวแคะ ข้างๆ โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก วันนี้ไม่ยักอร่อยอย่างเช่นเคยหรือเพราะเราสองคนเหนื่อยเกินไป ต่อมรับรสชาดไม่ทำงาน อันนี้คงต้องไปลองชิมใหม่อีกสักเที่ยว


อิ่มแล้วเดินย่อยไปโรบินสัน เลยแวะซื้อซิม นายเอ โดยเน้นใช้บริการต่อเน็ตให้นายได้ใช้ทำงาน เจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องรออีกสองชั่วโมงซิมถึงจะสามารถใช้งานได้ สองชั่วโมงผ่านไป.... แจ๋วจัดการเปิดเครื่องทดลองการเชื่อมต่อของเบอร์ที่เพิ่งซื้อมา โทรไม่ได้ ข้อความแจ้งว่าเยี่ยงไร จำไม่ได้มั่นเหมาะนัก จำได้เพียงคร่าวๆ ประมาณว่า “เบอร์นี้ไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากมียอดค้างชำระ” อะไรประมาณนี้ แจ๋วใช้อีกเครื่องโทรติดต่อศูนย์ ถามถึงสาเหตุว่าเหตุใดเบอร์เพิ่งซื้อมาใหม่จึงมียอดค้างชำระ ทางศูนย์สอบถามข้อมูลร้อยแปดพันเก้าแล้วก็บอกให้รออีกสักชั่วโมง ....


ชั่วโมงผ่านไป แจ๋วลองเปิดเครื่องใหม่ที่ว่าอีกครั้งคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะใช้ได้อย่างแน่นอน “เบอร์นี้ไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากมียอดค้างชำระ” เช่นเคย เอ๊ะยังงัย โทรเข้าศูนย์อีกครั้งด้วยอารมณ์ชักกรุ่นเล็กน้อย เจ้าหน้าที่ซักประวัติอีกเช่นเคย.... ให้รออีกหนึ่งชั่วโมง ชั่วโมงผ่านไปแล้ว ยังจะเอาอีกชั่วโมง มันจะอะไรกันนักกันหนาประวัติก็ให้ไปหมดแล้ว ตอบซ้ำไป ซ้ำมา ยังกะเราทำอะไรผิดมาแล้วตำรวจจับเข้าเครื่องจับเท็จให้ตอบคำถามซ้ำซากวนไปวนมาเล่นซะงั้น ชักเดือด เสียงโต้ตอบชักแข็งขึ้นเล็กน้อย เจ้าหน้าที่คนรับเรื่องเลยโยนไปให้อีกคน เออม้านนนนนนนก็ซักตูคำถามเดิมๆ เป๊ะ ทีนี้มันไม่ว่าชั่วโมงแระ มันว่าสามชั่วโมงเลย ชักทนไม่ไหว คนมีธุระปะปัง ให้มานั่งรอกะเรื่องที่ไม่สมควรต้องรอนี่มันเหลือทน เลยขอต่อว่าไปพอได้คลายร้อน... (นิ๊ดหน่อย) แต่พอดีขากลับจากทำธุระต้องผ่านโรบินสันอีกรอบเลยแวะไปจี้ซะให้ตรงๆ จุดไปเลย กะใส่ไม่ยั้ง ไม่ได้เรื่องยังงัยจะคืนซิมมันซะเดี๋ยวนี้ พอไปถึงเจ้าหน้าที่คนที่ขายซิมให้แจ๋ว หน้าเจื่อนออกมารับหน้า ขอโทษขอโพยยกใหญ่ถึงความผิดพลาดของตนเองที่ไม่ได้คีย์ข้อมูลเข้าระบบ ทำให้เบอร์ที่ซื้อไปไม่สามารถใช้งานได้ ไอ้เราร้อนๆ อยู่ เห็นหน้าสำนึกผิดของเธอแล้ว เลือดร้อนในกายเป็นอันลดวูบยังกะใครโยนฟืนลงน้ำดัง...แช่...


จริงๆ แล้วผู้ขอใช้บริการ (ที่ต้องประเคนตังค์ค่าขอใช้) ก็ไม่ได้อะไรนักหนาว่าข้านี้ต้องได้เป็นราชาของผู้ให้บริการหรอก ใช่ว่าจะตั้งหน้าตั้งตากัดกะเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ชี้แจงกันสักหน่อย บอกเหตุผลกันสักน้อยยยย ติดตามให้สักนิด ก็คงไม่ทำให้ผู้ใช้บริการ “คีงงงง” ระอุ จนต้องพ่นไฟ ระบายความร้อนอกร้อนใจออกมาหรอก รึว่างัย...คะ...อยู่เคียงข้างคุณ อิ อิ



กลับโรงแรม อาบน้ำท่า ลงไปเรียกแท็กซี่เป้าหมาย ซีฟู้ดมาร์เก็ต สุขุมวิท ๒๔ นายหันมากำชับแจ๋ว
“วันนี้แท็กซี่มันจะตุกติกยังไงก็ปล่อยมันไปสักวันก่อนเถอะนะเธอ ชั้นเหนื่อย ยังไม่อยากลงเดินต่อที่ไหนอีก” ((เอิ๊กกก)) สาเหตุที่นายกำชับ เพราะครั้งก่อนเราเรียกแท็กซี่จากหน้าร้านซีฟู้ดมาร์เก็ตนั่นแหล่ะ บอกจุดหมายปลายทางกันเสร็จมันก็ดูราบรื่นดี ไม่มีปัญหา พอนั่งมาได้สักพัก ก็แค่พอพ้นหน้าร้าน พวกบอกพี่ผมขอเพิ่มจากมิเตอร์ร้อยแล้วกันนะพี่ แถวนั้นรถติด ไอ้...เอ๊ยยย เออถ้ามันติดแล้วเอ็งไม่อยากไป หรือจะยื่นเงื่อนไขอะไรก็บอกแต่แรกสิ ไม่ใช่มาทำเป็นรับแล้วยื่นข้อเสนอเอาทีหลังอย่างนี้ แจ๋วไม่ใช่คนตระหนี่ ถ้าเห็นควรแจ๋วก็จะให้เอง แต่นี่เล่นสะกิดรมณ์ให้ขุ่นซะงั้น แจ๋วเลยบอกให้จอดซะเดี๋ยวนี้
“พี่หนูไม่ไปแระ ตังค์ไม่พอจ่ายไอ้ร้อยที่พี่ว่า” พวกชลอรถจอด ทำหน้าเอ๋อ


แต่แจ๋วไม่เปิดช่องให้โอกาสแท็กซี่ผู้มากเล่ห์ได้เปลี่ยนใจเสียแล้ว แจ๋วลากเจ้านายลงแท็กซี่ อย่างที่นายยังงงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น พานายเดินไปขึ้น BTS หน้าปากซอย ถูกกว่า ไวกว่าเป็นไหนๆ นายว่าด้วยเหตุผลอันใดเราถึงต้องลงมาเดินขึ้นรถไฟฟ้ากัน เล่าให้นายฟังแล้ว นายก็ได้แต่หัวเราะ เออนี่คงไม่ใช่เพราะ “ฝรั่ง” อย่างชั้นหรอกนะที่ไปกดให้มิเตอร์แท็กซี่ขึ้นมาอีกร้อย


ใครอาจจะมองแหม แค่ร้อยเดียว ทำเดือดร้อนปกป้องฝรั่งไปได้... อันนี้ก็แล้วแต่ว่าใครจะคิด (ก็ฝรั่งนั่น มัน ...ตู!) สำหรับแจ๋วแล้วไอ้ร้อยที่ว่าให้มันตกอยู่ในกระเป๋าแจ๋วดีกว่าตกอยู่ในมือนักกรรโชกทรัพย์เยี่ยงนี้ เวลาแจ๋วทำงานแจ๋วก็ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ไม่เคยได้เรียกร้องฉกฉวย เออนี่คุณตัวใหญ่นวดยากนะต้องเพิ่มเงิน หรือแม้แต่ตอนทำงานออฟฟิต ก็มีช่วงเดือนที่งานมันสุมหัว ชนิดที่กลางค่ำกลางคืนก็ยังต้องถ่างตาสางงานกันยันค่อนคืน เงินเดือนก็ได้เท่าเดิม ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องเพิ่ม ต้องรอจนกว่าเค้าจะพิจารณาให้หรือไม่อีกที


ในเวลาไม่นานนัก แท็กซี่ก็พาเรามาส่งถึงหน้าร้าน ได้โต๊ะนั่งแล้วก็รี่ไปชี้ตัวนักโทษมาประหารกัน อิ อิ นายชี้เอาปูดำตัวที่ก้ามใหญ่สุด แจ๋วได้ก้ามใหญ่น้อยลงมาหน่อยเพราะชอบใจกะไอ้ตัวที่ทำตาลุกพอง ยกก้ามที่ถูกมัดกวัดแกว่ง ข่มขู่ผู้รุกรานชีวิตของมันอย่างสุดฤทธิ์ แรงดีอย่างนี้แสดงว่าเนื้อต้องยังแน่นอยู่ ไม่ค้างอ่างหลายวันแน่ ฮ่า ฮ่า ได้ปูแล้วก็เลือกๆ กุ้งแม่น้ำมาอีกครึ่งโล ส่วนปลาก็ขาดไม่ได้ เที่ยวนี้ไม่มีปลาเก๋าที่นายมุ่งมาด เลยได้ปลาจะระเม็ดมาแทน หันไปเห็นหอยน่ากินเลยเอาหอยลายมาอีกครึ่งโล และแน่นอนยอดฟักแม้วเป็นสิ่งที่ขาดเสียมิได้ อิ อิ ได้อาหารแล้วนายก็ไปเลือกน้ำย่อย ไม่ค่อยมีตัวเลือกนัก (หาราคาที่มันสมน้ำสมเนื้อกันไม่ได้ ฮา...) กลับไปยังโต๊ะ จัดการเจียรไนให้พนักงาน (รึตำแหน่งไรฟระ) ทราบ ว่าเราต้องการแบบไหน อย่างไร นายขอและเน้นว่าให้นึ่งปูมาเสิร์ฟก่อน ปูหมดแล้วค่อยเป็นกุ้ง ต่อด้วยปลา แล้วหอยตามมาพร้อมยอดฟักแม้ว เรื่องกินนี่ก็อย่างว่า แถบทางยุโรปเค้าเสิร์ฟกันทีละจาน ไม่เหมือนบ้านเรา สั่งไรก็ยกพรวดมาพร้อมกันหมด อันนี้แจ๋วก็เคยได้เสวนาให้นายฟังไปบ้างแล้ว นายก็เข้าใจ แต่ก็ยังค้านว่า เอามาพร้อมกันหมดอาหารมันก็เย็นชืด ไม่อร่อยน่ะซิ พนักงานจดๆ แล้วพยักหน้าแสดงความความเข้าใจ “ครับ ครับ ได้ครับ” แล้วก็ไปสั่งพ่อครัวต่ออีกที แต่นายยังไม่วายวิตก


วันนี้สมใจอยากอย่างจัง ไอ้ปูจอมพยศเนื้อมันหวานถูกใจ นายว่าเออเธอแน่ ฮ่า ฮ่า กินปูยังไม่ทันหมด อาหารที่เหลือก็ถูกยกมาเรียงเป็นตับบนโต๊ะ (เข้าอีร็อบเดิม) นายส่งสายตาขัดใจมาให้แจ๋ว อ่านความได้ว่า เธอสั่งยังงัย พูดภาษาไทยกันไม่รู้เรื่องหรือ แจ๋วพูดไรไม่ออก นายยัวะจนไม่สนใจอาหารที่เหลือ เดินดุ่ยๆ ไปเลือกก้ามปูมาอีกสี่ก้าม เนื่องจากนายพิศวาทเอาแต่ก้ามปู ส่วนเนื้อตรงตัวปูก็สุดแท้แต่เนื้อที่ในกระเพาะจะมีเหลือพอได้เก็บหรือไม่ภายหลัง ระหว่างรอก้ามปู นายเห็นหน้าแจ๋วกร่อยๆ เลยช่วยแจ๋วเล็มปลานิด กุ้งหน่อย หอยลายนิด แล้วก็ยอดฟักแม้วอีกเล็กน้อย ไม่วายบ่น
“เที่ยวหน้าชั้นจะเลือกทีละอย่าง หมดแล้วไปเลือกใหม่ จะได้กินร้อนๆ อิ่มก็พอ ของก็ไม่ต้องเหลือ”
เออก็ดีเหมือนกันนะ พูดเข้าใจกันยากนักก็ (ส่วนอีกฟากก็คงบ่นจะกินแล้วยังเรื่องมาก ใครมันจะมานั่งรอทำทีละจานให้วะ คนเยอะแยะ ไม่ได้มีแต่เอ็งนิ๊) ฮ่า ฮ่า ต่างฝ่ายต่างนินทากันจบ ก้ามปูเพรียวๆ ก็มาเสิร์ฟ นายทำหน้ายู่ จมูกย่นอย่างคนผิดหวัง พลางส่งก้ามปูให้แจ๋วชิม อืมม์มันไม่สดเอาจริงๆ นั่นแหล่ะ นายเอ๊ยก็ถือซะว่าเอาประสบการณ์ คราวหน้าจะได้ฉลาดนะนาย ก้ามปูที่ว่าคงจะเป็นปูตัวที่มันถูกขังจนอดตายเป็นแน่ เนื้อมันเลยหาความหวานไม่เจอ ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างของสดและไม่สดได้อย่างชัดเจนขึ้นไปอีก


นั่งรถกลับโรงแรมแบบไร้ปัญหาอย่างคราวก่อน จ่าย ๘๐ บาทเกินราคามิเตอร์หน่อย หุ หุ


************************************************************************************************

มวยลุมพินี



นอนไม่หลับทั้งคืน จนจวนจะ ๖ โมงเช้าแล้ว เจ้านายทนไม่ไหว ไอ้เราก็จะแย่ นายเลยจับยัดยานอนหลับให้สองเม็ด (HypnoX) อยู่หมัดไม่รู้หลับไปตอนไหน ตื่นมาอีกทีก็ ๑๐ โมงเช้าเข้าไปแล้ว เร่งให้นายลงไปกินอาหารเช้าก่อน เพราะแจ๋วยังงัวๆ เงียๆ ทำอะไรช้าไปหมด

ลงไปทันได้โจ๊ก ๒ ชาม อิ อิ พนักงานเข้ามาถามเอาอะไรเพิ่มอีกมั้ย เพราะจะได้เวลาเก็บของแล้ว แจ๋วบอกอย่างเกรงใจว่าไม่ต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมแล้วจ๊ะ แต่ปานนั้นยังไม่วาย พนักงานยังคงนำน้ำส้ม และผลไม้มาให้อีกแน่ะ โฮะ โฮะ เกรงจ๊ายยยเกรงใจ ... บริการเยี่ยงนี้ซินะเราถึงกลับมาเยือนที่นี่เสมอ



อิ่มแล้วก็นั่งเรือไปขึ้นเรือที่ท่าสาทร วันนี้ได้ฤกษ์พานายไปวัดพระทอง (วัดไตรมิตร) เสียที ลงท่าราชวงศ์แล้วก็พานายเดินเที่ยวเยาวราชเสียหน่อยไหนๆ ก็มาถึงแล้ว นายถูกอกถูกใจ ตื่นเต้นกับสภาพจอแจ ผู้คนเบียดเสียดแย่งกันเดินซื้อของในตรอก ซอก ซอยเล็กๆ เสียงแม่ค้า (แหกปาก) ร้องเรียก ผู้คนที่เดินสวนกันไปสวนกันมาให้แวะชมและเลือกซื้อสินค้าดังระงมข่มกันไปทั่ว ลำพังแต่ผู้คนไปมาก็แทบหาช่องว่างให้นายบ่าวแทรกตัวไปแทบไม่ได้แล้ว ยังมีรถเข็นส่งของ หรือแม้แต่มอเตอร์ไซค์ บีบแตร (ไล่) ขอทางเป็นระยะ อากาศร้อนเหลือ จนเหงื่อไหล นายจะคิดไร ยังไง อันนี้แจ๋วก็ไม่ทราบได้ เห็นแต่นายยิ้ม (เหมือนได้เข้าถึง) แล้วเดินดูไปเรื่อย




ยอมรับว่าแม้แจ๋วจะเคยพำนักในกรุงเทพฯ เป็นเวลากว่า ๒๕ ปี แต่แจ๋วก็ไม่ได้รู้จักกรุงเทพฯ เกินกว่า ถ.สาทร นั่งรถไปหมอชิต หรือหัวลำโพง เลย ดังนั้นแจ๋วจึงทำหน้าที่ไกด์ได้ไม่ดีนัก


“เราไปวัดพระทองกันได้แล้ว” นายเอ่ยขึ้นหลังจากเที่ยวชมวิถีชีวิตในย่านธุรกิจภาคประชาชนจนสมใจ
“มันไกลขนาดต้องนั่งรถเลยเหรอ” นายถามขึ้นมาอีกเมื่อเห็นแจ๋วนำลิ่วไปยังตุ๊กๆ ที่จอดออกันอยู่
“ก็ไกลเหมือนกันอะนาย ใครๆ ก็ว่านั่งรถไปดีกว่าเดินไปไม่ไหวหรอก” แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือแจ๋วพาไปไม่ถูกน่ะซิ
“เธอจะบ้าเหรอ ชั้นเห็นในแผนที่วัดอยู่ไม่ไกลจากเยาวราชสักหน่อย ทำไมเราต้องนั่งรถด้วย เดินดูอะไรไปเรื่อยเดี๋ยวก็ถึง”
นายว่าเข้าไปนั่น ค้านก็ไม่ไหวจะค้าน แจ๋วชักสงสัยใครจะนำใครกันแน่ แล้วแจ๋วก็ส่ายส่องสายตาอันแหลมคมหาเหยื่อเอ๊ย ผู้ใหญ่ใจดี แจ๋วเห็นอาแปะคนนึงแกนั่งอยู่หน้าร้านขายพวกแมงกระพรุนแห้ง หรืออีกทีก็เครื่องตุ๋นต่างๆ นั่นล่ะ


“วัดพระทองไปทางไหนคะคุณลุง”
“ตรงไป เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาเดี๋ยวก็เจอ เห็นประตูใหญ่ๆ ล่ะก็ใช่เลย” อาแปะกรุณาชี้ทางให้
“ขอบคุณมากค่ะคุณลุง” ยกมือไหว้แสดงความขอบคุณคุณลุงแล้วก็หันไปอธิบายให้นายฟัง
“แล้วระยะห่างมันกี่เมตร หรือกี่กิโลเมตรล่ะ จากตรงนี้จนถึงทางที่เราต้องเลี้ยวที่ว่าน่ะ”
“ไม่รู้ซินาย เดินๆ ไปเดี๋ยวก็รู้เองแหล่ะ”
นายคาดคั้นจะให้แจ๋วซักไซร้ไล่เรียงเอากะอาแปะ ให้ได้ตัวเลขนั่นมาเสียให้ได้ ใครมันจะไปรู้วะ เค้าบอกทางให้ก็ถือว่าบุญแล้ว อันนี้ตอบเสียงดังฟังชัดก็แต่แจ๋วเองนี่แหล่ะ มิกล้าให้หลุดรอดไรฟันให้นายได้ยิน เกิดมายังไม่เคยบอกทางหรือถามทางใครก็ไม่เคยให้หรือได้รับรายละเอียดจะแจ้งแจงเป็นตารางกิโลเมตรสักที คนไทยน่ะใจดี แต่ติดจะขี้รำคาญอยู่สักหน่อย ถามสองครั้งก็มากพอแล้ว ขืนจ้ำจี้จ้ำไช เดี๋ยวพวกได้ให้พรยาวล่ะนายเอ๊ย


ลากนายเดินมาทั้งที่นายยังขัดขืนจะถามทางและเอาความชัดเจนที่ว่าซะให้ได้ มีฟึดฟัดกันเล็กน้อย แจ๋วก็จำต้องเล่นบทดาวพระศุกร์ ปล่อยให้นายบ่นไรงึ่มง่ำๆ ไป
“ที่นี่ไม่มีใครเค้าบอกนายได้ยังงั้นหรอกนาย แค่เค้าบอกว่าไปยังงัยก็ดีแล้ว ถ้าไม่เจอก็ถามข้างหน้าต่ออีกทีก็ได้นี่นา”
“ก็ทำไมล่ะ ก็เค้ารู้เค้าก็ต้องตอบเราได้ซิ” (((เฮ้อปวดเฮดจริงๆ)))



เราเดินตรงมาแล้วเลี้ยวซ้ายแล้วก็ขวาอย่างที่ลุงว่าก็ไม่ยักเห็นป้ายหรือประตูใหญ่ๆ ที่ลุงแกว่าเลย เป็นอันต้องถามคนแถวนั้นอีกรอบ เดินไปตามทางที่ผู้ชี้ทางบอก สักพักเราก็เห็นร้านพวกขายเครื่องยนต์เก่าเป็นคูหาแล้วคูหาเล่าต่อกันเป็นแถว เป็นเวิ้ง เจ้านายสนใจถ่ายรูปใหญ่ ไม่รู้มันน่าพิศมัยตรงไหนล่ะ



ในที่สุดเราก็ถึงเสียที “วัดพระทอง” ทางวัดกำลังมีการก่อสร้าง แต่นั่นไม่เป็นอุปสรรค์อยู่แล้ว เพราะเราตั้งใจมาชื่นชมองค์พระที่เจ้านายเป็นผู้บอกเล่าให้แจ๋วต้องกระตือรือร้นค้นหาว่า “พระทอง” ที่นายว่าอยู่ซอกไหนของกรุงเทพฯ
“พระที่หล่อด้วยทองแท้ๆ น่ะเธอ เธอไม่รู้จักเหรอ”
ยิ่งกว่ามีดพร้าผ่าลงตรงกลางหน้า แจ๋วไม่รู้จักจริงๆ ต้องเสิร์ซหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตเอา เฮ้อเป็นอันรู้เรื่อง



ครั้นมาถึงที่ แจ๋วก็ไม่รู้จะนำนายไปทางไหน ต้องถามคนที่อยู่บริเวณนั้น
“โอ๊ยน้อง น้องมาช่วงนี้เค้าปิดยังไม่ให้คนเข้าไปดู เค้ากำลังเตรียมการเคลื่อนย้ายอยู่น่ะ มาแล้วก็ไปสักการะองค์จำลองก่อนก็ได้”
ได้ยินแล้วแม้แต่แจ๋วยังผิดหวัง โหนี่บุญเราไม่ถึงเหรอนี่ ดั้นด้นมาจนถึง ยังมาเจอช่วงปิดอีก เฮ้อ บอกต่อนายเรื่ององค์พระแล้ว นายก็ได้แต่บ่นเสียดาย เห็นนายจ๋อยๆ เลยกะพานายไปไหว้พระ เสียหน่อย เข้าไปใน.... (เอ่อ เรียกไม่ถูก) เอาเป็นว่าเข้าไปก็เห็นองค์พระองค์ใหญ่เบ้อเริ่ม มีเจ้าหน้าที่จัดเตรียมธูป เทียน ดอกไม้บูชา มีพระสงฆ์นั่งสวดมนต์อยู่หนึ่งรูป
“พี่คะเมื่อไหร่เค้าจะเปิดให้สักการะพระทองคะ” แจ๋วถามเจ้าหน้าที่ที่ดูแลอยู่ในบริเวณนั้น
“ก็นี่ไงพระทอง” เจ้าหน้าที่ตอบ พร้อมหันไปทางองค์พระ
“อ้าวก็พี่คนข้างนอกบอกว่าองค์จริงเค้าปิด องค์นี้เป็นองค์จำลองน่ะค่ะ”
“ปิดที่ไหน ก็นี่แหล่ะองค์จริง องค์จำลองอยู่นี่น้องจะเช่าไปสักการะสักองค์มั้ย”
“ไม่ล่ะค่ะพี่ หนูเป็นคาทอลิกค่ะ” แจ๋วยิ้มพร้อมส่ายหน้าเล็กน้อย
เฮ้อ แจ๋วล่ะแอบงง เลยไม่รู้ว่าองค์จริงไม่จริงยังไง พาเจ้านายนั่งชื่นชมองค์พระสักครู่ก็กราบลา


(ต้องขออภัย หากแจ๋วใช้ศัพท์ผิดพลาด และยินดีแก้ไขหากผู้มีไมตรีแจ้งให้ทราบ เนื่องจากแจ๋วไม่ทราบจริงๆ ค่ะ)




ออกจากวัดพระทองแล้ว แจ๋วก็เรียกแท็กซี่หน้าวัดนั่นล่ะ แต่เนื่องจากรถติดยาวเหยียดเลยไม่มีแท็กซี่คันไหนยอมรับเราไปส่งวัดภูเขาทอง ซึ่งแจ๋วก็ทราบว่าไม่ไกลจากที่นี่เท่าใดนัก โทรถามพี่สาวให้แน่ใจ เห็นว่าถ้าแท็กซี่ก็ไม่น่าเกิน ๖๐ บาท
“พี่จะไปไหน ตุ๊กๆ มั้ยครับ”
“ไปวัดภูเขาทองเท่าไหร่คะ”
“๑๕๐ พี่”
ฟังราคาแล้วแจ๋วระอา ได้แต่ส่ายหัวแล้วเดินหนีออกมา
“๑๐๐ นึงพี่ นี่ให้พี่พิเศษเลยเอ้า แต่ผมขอนิดนึง พี่ไปแวะดูเสื้อร้านเอเย่นให้ผมหน่อย ซื้อไม่ซื้อไม่เป็นไร แค่เข้าไปดูให้ผมหน่อย นะพี่นะ”







แจ๋วส่ายหน้าแล้วก็เดินให้ไวกว่าเก่า เสียความรู้สึกซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า แรกก็โก่งราคาซะ ยังจะตามมาตอแย ก็ทำไมฉันต้องไปดูเสื้อผ้าด้วยเล่า ฉันจะไปวัด เฮ้อ หน่ายจริงๆ พานายเดินข้ามถนนไปนั่งมอเตอร์ไซค์ซะเลย คันละ ๕๐ บาท สองคันก็ ๑๐๐ ถึงราคารวมแล้วจะเท่ากะตุ๊ก ตุ๊ก แต่ก็ช่างมันเถอะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องแวะร้านอะไรให้ยุ่งยาก อีกอย่างมอเตอร์ไซค์ยังพาซอก พาแทรกไปได้ในยามรถติดแทบไม่ขยับนี่ ลดอาการเครียดลงไปได้ด้วย เหมือนจะมีแต่ข้อดีเนอะ ฮ่า ฮ่า
















พอมอเตอร์ไซค์จอด นายค่อยหายใจคล่องขึ้นมาหน่อย ดูจากอาการหลังจากนายลงจากมอเตอร์ไซค์แล้วไปยืนสูดหายใจพักอะนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
“เป็นงัยมั่งอะนาย”
“ก็สนุกดี แต่ก็น่ากลัวเหมือนกันนะเธอ” นายหัวเราะ คงจะตื่นอยู่ไม่น้อยกับประสบการณ์ครั้งนี้
ก่อนขึ้นภูเขาทองเราก็ขอเข้าไปปลดทุกข์กันก่อน ห้องปลดทุกข์ ปลดโศก ทางวัดดูแลได้สะอาดเรียบร้อยดีมากๆ



ระหว่างเดินขึ้นภูเขาทองทางวัดก็มีการเปิดเทปสอนธรรมให้ฆราวาสนำข้อคิดไปใช้ในชีวิตประจำวัน ลมเย็นชวนให้สงบ เหมาะกับการเดินจงกลม อิ อิ แจ๋วขอไม่กล่าวถึงรายละเอียดมากเนื่องจากแจ๋วอาจใช้คำได้ไม่ถูกกาลเทศะ จึงขอระไว้ในห้วงความจำของแจ๋วและนาย...



ลงมาแล้วเราก็เรียกแท็กซี่กลับโรงแรม พอได้ล้างหน้าล้างตา แล้วแจ๋วก็ขอตัวไปเยี่ยมพี่สาวสักหน่อย ปล่อยให้นายไปดูโต๊ะไม้ที่ River City หลังจากซุ่มดูมาสองปีแล้ว คราวนี้นายถึงกับวัดขนาดความกว้าง ความยาว ความสูงมาพร้อม



๑๘:๓๐ เราเดินออกมาเรียกใช้บริการมอเตอร์ไซค์อีกครั้ง ไม่ใช่เพราะนายติดใจอะไรดอกหนา แต่เนื่องจากเราซื้อตั๋วไปดูมวยที่เวทีลุมพินีกัน และมันจวนเวลาจะเริ่มแล้ว...............................



กว่าจะถึงแจ๋วก็ต้องพะวง กลัวมอไซค์พานายแจ๋วหลงไปที่ไหนที่ไม่ใช่จุดหมายเสียตลอดทาง เพราะแจ๋วมองไม่เห็นนายเลย คันของแจ๋วมาจอดที่หน้าสนามมวยแล้ว แจ๋วก็ได้แต่ชะเง้อคอรอนาย คนขับมอแตอร์ไซค์ที่มาส่งแจ๋วเห็นความร้อนใจของแจ๋วแล้วเลยอาสาโทรตามเพื่อนอีกคันให้ ออกมาพร้อมๆ กัน แต่นี่แจ๋วรอเป็นสิบนาทีแล้ว ไม่น่าคลาดกันได้ขนาดนี้.... สักพักแจ๋วก็เห็นมอเตอร์ไซค์คันที่นายนั่งเข้ามาใกล้ ค่อยโล่งอกโล่งใจหน่อย จ่ายตังค์ค่ามอเตอร์ไซค์แล้วแจ๋วบอกให้นายแปะสติ๊กเกอร์เป็นสัญลักษณ์ให้เจ้าหน้าที่นำเราเข้าไปยังเก้าอี้ที่ได้จองไว้




เราเข้าไปถึงก็เป็นมวยเด็กคู่ที่สองแล้ว เจ้าหน้าที่บอกกับเราว่าช่วงต้นๆ นี่จะเป็นมวยเด็ก มวยคู่เอกจะเป็นคู่ที่ห้า และเพราะเป็นมวยเด็กนี่เองทำให้ฝรั่งรูปร่างสูงใหญ่บวกท้วมหน่อยๆ ผู้นั่งอยู่อีกข้างของแจ๋ว ส่งสายตาสนใจใคร่ถามอะไรบางอย่าง โดยที่แจ๋วก็แบ่งรับแบ่งสู้ (จะถามอะไรตรูน้อ....) แจ๋วยิ้มให้ไม่เชิงอนุญาต แต่ยิ้มตามธรรมชาติของหญิงไทยที่เวลาทำอะไรไม่ถูกก็ขอยิ้มไว้ก่อน
“คุณๆ เด็กเค้าอายุเท่าไหร่กันครับ” แม๊.................. ถามเหมือนถามพี่เลี้ยงนักมวยเลย ตรูจะไปรู้ได้งัยฟระ
“ดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่ดูจากสรีระแล้วน่าจะสักสิบสองขวบกระมังคะ”
“ฮื่อ ผมว่าน่าจะซักสิบสามสิบสี่นะครับ” แน๊..... มีแย้งอีกแน่ะ ถึงแม้จะรู้สึกเสียฟอร์มเล็กน้อย แต่ก็แอบมั่นใจว่าน่าจะใช่
“เหรอคะ งั้นเดี๋ยวยังงัยดิฉันจะถามเจ้าหน้าที่ให้ค่ะ”
ตอบไปในใจผยอง ชิ ฝรั่งจะมารู้จักรูปร่างคนไทยดีไปกว่าฉันได้งัย ด้วยความมั่นใจ แจ๋วลงทุนเดินไปถามเจ้าหน้าที่ดูแลซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าว่าเด็กๆ เค้าอายุเท่าไหร่กันแน่
“พี่คะเด็กที่ชกกันอยู่นี่อายุเท่าไหร่กันคะ”
พี่เจ้าหน้าที่ทำท่าทีพินิจพิเคราะห์สรีระบ๊อกซิ่งบอย
“เอ.... ผมก็ไม่แน่ใจนะครับ ขนาดนี้ก็คงสิบสองปีนี่แหล่ะครับ” น่านนนนน เป๊ะเลย เป๊ะเลย


น่านงัย ถึงแม้ไม่ใช่คำตอบที่แน่นอน แม้แต่พี่เค้ายังคิดว่าสิบสองเหมือนเราเลย ค่อยๆ เดินกลับไปที่นั่ง เอียงหน้าไปกระซิบบอกฝรั่งอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องถึงผลที่ถึงแม้ไม่แน่ชัด แต่อย่างน้อยก็มีบุคคลที่สามสนับสนุนความเห็นแจ๋วให้ดูมีน้ำหนักขึ้นล่ะน่า


นอกจากความมันส์บนเวทีแล้ว นายและฝรั่งข้างๆ ยังได้เพลิดเพลินไปกับลีลาของสาวใหญ่รูปร่างเปรียว ที่ส่งเสียงกำกับนักมวยน้อยที่ชกอยู่บนเวทีอย่างดุเดือด สายตาเธอจดจ้องอยู่กับนักมวย เธอออกท่าทางปานเธอนั้นกำลังชกอยู่บนเวทีเสียเอง เสียง อื้ยยยย! อื้ยยยย! อื้ยยยยย! ซ้าย! ซ้าย! ซ้าย! เออ นั่นแหล่ะๆ ยังง้าน ยังง้านน เธอชูโป้งให้เด็กในค่าย ยามที่เด็กของเธอทำแต้มได้เหนือคู่ต่อสู้ เฮ้!เฮ้! อื้อ! อื้ยยยย! กัดเขี้ยวเคี้ยวฟัน น่าน! ..............................อย่างง้าน! อย่างง้าน! ........................... กระหึ่ม สร้างความสนุกสนาน เร้าผู้ชมอย่างเราให้มีอารมณ์ร่วม ในสนามที่เนืองแน่นไปด้วยเซียนพนันและผู้ชมต่างชาติที่ส่วนใหญ่นั่งอยู่รอบในใกล้เวที


ฝรั่งข้างๆ หันมาทำท่าพยักเพยิดชวนให้แจ๋วดูท่าทางของเธอคนนั้น แกคงจะทั้งทึ่งเลือดนักสู้ของหญิงไทยอย่างเธอ ทั้งอดขำกิริยาดังว่าเสียมิได้ แม้แต่นายของแจ๋วถึงจะเก็บอาการอยู่ แต่ก็ยิ้มอย่างที่แจ๋วเข้าใจและรู้ว่านายสนุกสนานเพียงใดกับการเข้าชมมวยครั้งนี้


สักพักฝรั่งคนเดิมหันมาถามแจ๋วอีกแล้ว
“คุณเข้าใจความหมายที่พวกเค้าส่งซิกกันนั่นมั้ย”
“ขอโทษด้วยค่ะ ดิฉันไม่ทราบจริงๆ”
ฝรั่งออกจะผิดหวังเล็กน้อย ก็แล้วจะให้แจ๋วรู้ได้ยังงัยเล๊า ไอ้เรื่องกฎกติกามวยพอไถ่ถามมาให้กันได้ แต่ไอ้เรื่องพนันนี่ยังไม่มีใครบอกหรือสอนแจ๋วนี่นา จะถามใครก็ให้รู้สึกอายเกินจะถาม.....


ครบยกเจ้าหน้าที่คนที่แจ๋วไปถามเรื่องอายุเด็กที่ขึ้นชกมวยก็เดินมาหาแจ๋ว พร้อมบอกผลที่ได้ไถ่ถามมาเป็นที่เรียบร้อยและแน่นอนแล้วว่าเด็กที่ขึ้นชกนั้นอายุสิบสี่ปี แม้จะรู้สึกเสียหน้าเพียงใด แต่แจ๋วก็แจงให้ฝรั่งได้รู้ตามความจริง พี่เจ้าหน้าที่คนเดิมยังกรุณาบอกเล่าให้ฟังอีกว่า เนื่องจากเด็กกระดูกยังไม่แกร่งเต็มที่ จึงอนุญาตให้เด็กใส่ปลอกยืดรัดข้อเท้าไว้กันเคล็ด



หมดมวยเด็ก ก็เป็นมวยผู้ใหญ่วัยฉกรรจ์ (มันก็ของแหง๋อยู่แล้ว) แต่ละคู่ดุเดือด เผ็ด มันส์สมใจนายกะแจ๋วเป็นอย่างยิ่ง แต่ละฝ่ายต่างประเคนแข้ง แทงเข่า สับศอก แจกดอก เจาะยาง กันอย่างครบเครื่อง ฝ่ายไหนเพลี่ยงพล้ำเป็นอันได้แถบแดงประดับสีข้าง เสียงโห่ร้อง อึ้ย! อึ้ย! อึ้ย!รอบเวที อีกทั้งปี่พาทย์เชิด แอ่ อี้ แอ่ แอ ปี้ ป่อ ปี้ แอ่ อี้ แอ่ แอ เร่งเร้ารุก ปลุกเลือดนักสู้ให้พุ่งพล่าน โชว์ลีลาฟาดฟันได้อย่างงดงาม หนักหน่วงยิ่งนัก



((( ตั๊บ ))) ((( ตั๊บ))) เสียงเนื้อฟาดเนื้อสะเทือนทั่ว ได้ยินมาถึงเราผู้นั่งอยู่ข้างเวที ตาจ้องตา หาจังหวะเข้าห้ำหั่นกันอย่างลืมเจ็บ ลืมตาย นายเองเริ่มออกอาการ เอียงซ้าย เอียงขวา แจ๋วก็นึกว่าแกลุ้นด้วยความมันส์ ที่ไหนได้ นายถูกบั้นท้ายช่างภาพข้างหน้าตีตรารับประกันโดยบิ๊กแอ๊ดบังนั่นเอง ไหนจะแฟนพนันที่วิ่งตามดูนักมวยมุมที่ตัวเชียร์ (ทุ่ม) อยู่ แม้เจ้าหน้าที่จะคอยตักเตือนคอยกันแล้วก็ตาม แต่ดูว่าแกจะหลุดไปแล้ว ห้ามอย่างใดก็คงไม่ฟัง แจ๋วกะนายก็แม้จะรู้สึกบ้างเล็กน้อยแต่ก็ไม่ถึงกะขวางตากัน นึกถึงเราเองขนาดไม่ได้ทุ่มกะเค้า ยังลุ้นซะขนาดนี้ จึงออกจะขำท่าทีของแกซะมากกว่า แต่ถ้ามีแบบนี้เยอะๆ ก็ท่าจะกร่อยเหมือนกัน


เป็นโชคของแจ๋ว เพราะที่นั่งของแจ๋วติดกับมุมของแชมป์ ซึ่งอยู่มุมแดงพอดี โอ โอ นั่งอยู่ใกล้แชมป์แค่นี้ไม่ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกคงไม่ได้ อารมณ์สนุกกับนาทีระทึก พาแจ๋วลากนายไปขอถ่ายรูปกับแชมป์ไว้เป็นที่ระลึก ฝรั่งข้างๆ (อีกแระ) เห็นก็เอามั่ง ทั้งที่แกก็ยังงงๆ ว่าเหตุใดอยู่ๆ แจ๋วถึงเจาะจงลุกไปถ่ายรูปกับนักมวยคนนี้


แจ๋วทำหน้าที่ขยายความให้ฝรั่งข้างๆ ได้เข้าใจว่ายูรู้มั้ย นักมวยที่นั่งรอขึ้นชกมุมแดงเนียะ เป็นแชมป์เชียวนา จบคู่นี้ก็จะเป็นมวยเอกชิงแชมป์กันแล้ว แจ๋วเล่าให้ฝรั่งข้างๆ ฟังด้วยความตื่นเต้น รอชมความมันส์ระดับแชมป์อย่างใจจดจ่อ


แล้วเวลานั้นก็มาถึง เสียง ผู้ดำเนินรายการแนะนำนักมวยและตำแหน่งเรียบร้อยเสร็จ นักสู้ทั้งสองมุมต่างบรรจงร่ายรำกระบวนท่าที่เรียกรวมๆว่า “ไหว้ครู” ได้จังหวะรับท่วงทำนองปีพาทย์ที่บรรเลงครวญชวนลำรึกถึงครูมวย บิดา มารดา แลอาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้ปกปักษ์รักษา คุ้มภัย รวมสมาธิ ตั้งจิตมั่น พร้อมสู้เพื่อศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย ไหว้ครูเสร็จนักมวยทั้งคู่กลับเข้ามุม เพื่อให้ครูมวยถอดมงคลศีรษะออกก่อนทำการชก แจ๋วยังเห็นหลังจากครูมวยถอดมงคลให้นักมวยแล้วยังเป่ากะหม่อมให้พรนักมวยด้วย (รึเปล่า)


กรรมการห้ามบนเวทีเรียกนักมวยทั้งสองมุมมาจับมือและฟังกติกากันอีกครั้งก่อนสั่งเริ่มชก ยกแรกต่างฝ่ายต่างยันท่า หยั่งทีดูเชิงกัน หมดยกจึงยังไม่มีอะไรมาก
“เธอเชียร์มุมไหน” นายหันมาถามแจ๋วอย่างแอบลุ้น สีหน้าตื่นเต้น เหมือนเด็กได้ดูการต่อสู้ของไอ้มดแดง
“โหนาย ตอนนี้อะมันยังดูไม่ออก ยกแรกเนียะเค้าแค่หยั่งเชิงกันเชยๆ จะเริ่มๆ ก็ยกสอง ยกสามโน่นล่ะ ถึงจะพอดูออก”
แจ๋วว่าไปตามที่ได้สังเกตจากคู่ที่ผ่านๆ มา ทำเอานายทึ่ง นึกว่าแจ๋วเป็นเซียนมวยตัวจริง แจ๋วรีบสำทับให้นายฟังอีกว่า ยกที่จะสร้างความมันส์จะเป็นยกสี่ ยกห้า เพราะนักมวยจะเริ่มเจ็บจนชา ออกอาการมึนใส่กัน ยันไม่มียั้ง อย่างที่บอกลืมเจ็บ ลืมตายนั่นล่ะ นายผงกหัว หงึก หงึก ทึ่งกับบทวิเคราะห์ของแจ๋วอย่างเห็นด้วย รับข้อมูลจากเซียนมวยตัวปลอมไปเต็มๆ หุ หุ


เสียงระฆังดัง เป้งงงง เป็นสัญญาณบอกยกสองกำลังเริ่มขึ้น แจ๋วคว้ากล้องกะไปเก็บภาพจะๆ ให้นายสักภาพ แต่ด้วยความชำนาญ กว่าแจ๋วจะกะจังหวะการชกกับจังหวะชัตเตอร์ให้มันคล้องกันได้ ผู้คนก็โห่ เฮ กันลั่นสนาม พ่อแชมป์ของแจ๋วโดนน็อค นอนหมดสติไปเสียแล้ว นายว่าโดนฟาดเต็มแรงไปที่กกหู ทฤษฎีของแจ๋วเป็นอันร่วงไปพร้อมกับพ่อแชมป์มุมแดง ว่าแล้วก็ช็อคความรู้สึก เนื่องจากแจ๋วคาดหวังจะได้เห็นไม้เด็ดมวยไทย พอได้คุยข่มนายสักหน่อย แต่ก็นี่ล่ะมวยไทย ถ้าโดนจุดสำคัญจังๆ รายไหนรายนั้น =ร่วง=


“เนียะเป็นเพราะเธอแน่เลย ที่ไปขอถ่ายรูปกับเค้า เค้าเลยแพ้เลย” นายหันมาทำต่อว่า พอได้แหย่แจ๋วเล่น แต่ใจนายคงแอบสงสารอดีตแชมป์อยู่ไม่น้อย
“นายอย่าว่างั้นดิ แจ๋วไม่ได้ตั้งใจให้เป็นงี้สักหน่อย” แต่ก็อาจจะจริงอย่างนายว่านะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า


นายคงทึ่งกับศิลปะการต่อสู้ของไทยเราไม่น้อย ยิ่งได้เห็นจังๆ กับตา ได้เห็นลีลาอ่อนช้อยแต่หนักหน่วง ผิดกับการชกของฝรั่งถึงจะเป็นการชกมวยไทยก็เถอะ ด้วยรูปร่างที่เทอะทะ ทำให้ลีลาไม่พริ้ว ออกอาวุธได้ไม่ครบ หาความงามในการออกลีลาเยี่ยงนี้ได้ยาก ขาดเสน่ห์ของมวยไทยไปเลย (แจ๋วว่าอะนะ ฮ่า ฮ่า)


มวยคู่เอกเป็นอันจบเพียงแค่ยกครึ่ง แจ๋วเลยขอไปปลดปล่อยแอมโมเนียให้เป็นที่เป็นทางเสียหน่อย ก่อนถึงห้องน้ำแจ๋วเห็นผู้คนเป็นกลุ่มใหญ่แอคท่าถ่ายรูปกับแชมป์คนใหม่กัน ฮึ มีรึแจ๋วจะยอมพลาด เสร็จธุระแล้วแจ๋วเลยไปลากนายมาถ่ายรูปกับแชมป์ใหม่หมาดๆ





“เธอทำอย่างนี้ได้ยังงัย” นายต่อว่าแจ๋ว
“อะไรนาย”
“ก็ดูซิ ตอนแรกเธอก็ไปขอถ่ายรูปกับแชมป์ แต่พอเค้าแพ้ เธอก็ไปขอถ่ายรูปกับแชมป์คนใหม่ทันที ไม่ใยดีเค้าเลย ทั้งๆ ที่เค้ายังนอนไม่ได้สติอยู่ฟากโน้นอยู่เลยนะ นั่นน่ะ” นายว่าพลางชี้มือให้แจ๋วหันไปดูอดีตแชมป์ซึ่งนอนอยู่บนแคร่เล็กๆ ผู้คนบางตา จะมีก็แต่เพียงเทรนเนอร์และเพื่อนร่วมค่ายซึ่งกำลังนวดเฟ้นกันอย่างเป็นห่วงเป็นใย
“โห่นาย ไม่ว่าคนไหนแจ๋วก็ทั้งห่วงทั้งสงสารนั่นแหล่ะ แต่ตอนนี้ขอไปถ่ายรูปคนชนะก่อนนะ...” ว่าแล้วแจ๋วก็วิ่งไปแอคท่า ท้าดวลกับแชมป์คนใหม่พอได้เท่สักหน่อย หุ หุ นายได้แต่หัวเราะแล้วบ่นอย่างอัศจรรย์ใจ ว่าแจ๋วทำงี้ได้งัย.......



ว่าจะกลับตั้งแต่จบคู่มวยเอก แต่ด้วยความมันส์ ที่นักมวยประเคนแข้งกันไม่ยั้ง เราจึงนั่งลุ้นกันต่อจนจบรายการ หิวแทบตาย ออกจากสนามมวยได้พานายเดินตรงรี่ไปสวนลุมไนท์บาซ่า ผ่านลานจอดรถมีร้านก๋วยเตี๋ยว แล้วก็อาหารตามสั่งพวกผัดคะน้าหมูกรอบ โดยส่วนตัวแจ๋วอยากนั่งมันตรงนี้ล่ะ แต่นายแอบเรื่องมากนิดหน่อย อีกทั้งโต๊ะไม่ว่างให้นั่ง เลยพากันเดินผ่านร้านขายของพวกเสื้อผ้า ของตกแต่งบ้าน จิปาถะ เดินผ่านซุ้มประตูทางเข้าหรืออีกทีก็ทางออกด้วยนั่นแหล่ะ ก็จะเจอลานกว้าง มีเวทีคอนเสิร์ตทางด้านขวามือ และซุ้มขายอาหารรายรอบ เอาล่ะน่าที่นี่ล่ะ หลากหลายดี ซื้อคูปองแล้วก็ตัวใครตัวมัน เลือกเอาเองว่าใครจะกินอะไร
และแน่นอนส้มตำจะพลาดไปได้อย่างไรในมื้อแรกๆ ของการกลับมาถึงถิ่นไทย และเพื่อให้ครบเซ็ต (รึเปล่า) ซุปหน่อไม้ ข้าวเหนียวจงตามมา.....ดับโหย อิ อิ
“พี่คะ ขอเผ็ดกลางๆ นะพี่ ไม่หวาน”
ส่วนนายเมื่อไร้แจ๋วเคียงข้างก็ได้ ข้าวหน้าเป็ดสงสัยเป็นซางก่อนตาย กับซุปถ้วยเล็กมาถ้วยนึง ไม่ได้ดูน่ากินเอาเสียเลย แต่ก็เอาน่ามันอาจจะแค่หน้าตา รสชาดอาจไร้เทียมทานก็ได้ ได้อาหารแล้วเราก็กำลังคิดหาเครื่องดื่ม ก็พอดีกับหนุ่มในชุดเก๋าเข้ามาถามว่าต้องการเครื่องดื่มอะไร นายเลยสั่งเบียร์ไป ส่วนแจ๋วขอแค่น้ำเปล่าพอ




เริ่มกินกันดีกว่า หิวจะตายอยู่แล้ววววว แจ๋วประเดิมส้มตำเป็นคำแรก ปี๊ดดดดดด ค่ะ มันปี๊ดในใจ นี่มันส้มตำหรือน้ำเชื่อมวะ ถึงแม้จะทำใจไว้บ้างแล้ว ไม่รู้เพราะหน้าตาของแจ๋วมันจืดสนิท หรือหม๋วยถนัดไปเยี่ยงใด สั่งส้มตำกับร้านไม่คุ้นเคยกันทีไร เป็นอันได้หวานจ๋อยมาทุกที แม้จะมีการบอกกล่าวกันล่วงหน้า แต่ปานนั้นยังไม่วาย เฮ้อเซ็งเป็ด! ฮ่า ฮ่า ขอตามเทรนเป็ดกะเค้าซะหน่อย นายเห็นหน้าแจ๋วแล้วพยักหน้าแหยๆ ทีนึง
“ฮื่อ! ของชั้นก็เหมือนกัน”
เราสลับกันชิม แล้ววววว... ต่างก็พยักหน้าตอกย้ำความเซ็งให้กันอีกที หาความอร่อยไม่เจอจริงๆ แจ๋วหันไปชิมซุปหน่อไม้ เออค่อยยังชั่วหน่อย แล้วเบียร์ในแก้วพลาสติกนายก็มาพร้อมกับแก้วน้ำเปล่าของแจ๋ว นายก็ได้แต่มองแล้วกระดกดื่มย้อมใจ ก่อนจะหันมาชิมซุปหน่อไม้กับแจ๋ว นายว่าค่อยยังชั่ว เราสองคนเลยได้โซ้ยซุปหน่อไม้กับข้าวเหนียวกล่อมท้องคืนนี้ ไม่กล้าสั่งอะไรอื่นอีก ถึงคราจ่ายตังค์ค่าเบียร์กับน้ำ จะเท่าใดแจ๋วก็ไม่ได้จำ แต่รู้ว่ามันแพงมาก นายถึงกับสะอึกกับราคาที่คิดยังงัยก็ไม่น่าจะเป็น...................



ออกจากไนท์บาซ่าแล้ว เรามายืนรอแท็กซี่ฝั่งตรงข้ามสวนลุม ดูท่าว่าคิวจะยาว แท็กซี่เองก็ปฏิเสธรับคน ไม่รู้มันจะวิ่งให้จราจรขวักไขว่เล่น แล้วยังเพิ่มมลพิษกันทำไม ไม่รับก็จอดไปเซ่ ..... มาวิ่งกวนอารมณ์โก๋อยู่ได้



เราเรียกแท็กซี่อยู่นานกว่าจะมีคันที่ยอมรับเราไปส่ง ลุงคนขับดูท่าทางเป็นคนใจเย็น ยิ้มแย้มดี
“มากินเบียร์เหรอครับ”
“อ๋อ ไม่เชิงค่ะ มาดูมวยน่ะค่ะ แล้วเลยหาไรใส่ท้องหน่อย”
“ดูมวยลุมพินีนะหรือครับ”
“ค่ะ”
“ผมมีเวลาผมก็มาประจำครับ” แล้วลุงก็ร่ายยาว นักมวยคนนั้น นักมวยคนนี้ สนุกสนานใหญ่
“รู้จักปอ ประมุขมั้ยครับ โอ๊ยไปชกเมืองนอกด้วย”
“ไม่รู้จักค่ะ ถ้าชกเมืองนอก หนูรู้จักอยู่คนนึงชื่อบัวขาวค่ะ ออกรายการ ......เอ่อ......”
“รายการไรนะนาย” แจ๋วหันไปถามนาย
“รายการ เค-วัน” นายสงเคราะห์



“เออ บัวขาวนั่นล่ะครับคนเดียวกันครับ”
“อ้าวเหรอคะ” ฮ่า ฮ่า ฮ่า ขำในความซื่อบื้อของตัวเอง
“ฝีมือดีใช้ได้ค่ะ แต่ว่าชกน้อยยกไปหน่อยนะหนูว่า สามยก มันแทบไม่ได้ตั้งหลักอะไรเลย ถ้าเป็นหนูนี่ ยังไม่ทันชังหน้าคู่ต่อสู้พอได้ฟัดเลย ตัดสินกันแล้ว”
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ลุงหัวเราะพลันหักพวงมาลัยกลับหลังจากปล่อยล้อเบียดกับบล๊อกกั้นกลางถนนดังเอี๊ยดดดด....
“ขอโทษครับ” ลุงกล่าวขอโทษขอโพย ขณะที่นายออกอาการหวาดเสียว
“ไม่เป็นไรค่ะลุง แต่อย่าเผลอบ่อยนะคะ หนูเสียว” ฮ่า ฮ่า
“ครับ ครับ เผลอไปหน่อยครับ” ลุงรับปากอย่างตั้งสติได้อีกครั้ง



ถึงโรงแรมอย่างปลอดภัย อาบน้ำอาบท่าแล้วตัดสินใจกินยานอนหลับในภาวะที่ยังปรับเวลากันยังไม่ได้ เพราะพรุ่งนี้เราจองทริปอยุธยาไว้กับ เรือฮอริซันครุ้ยส์ ซึ่งต้องไปขึ้นรถที่โรงแรมแชงกลีล่า ๗ โมงเช้า


************************************************************************************************


อยุธยา



๐๕:๕๕ เสียงนาฬิกาปลุกให้ลุกขึ้นอาบน้ำ แม้จะเนือยยังงัย ก็เห็นควรต้องลุก เพราะ อยุธยา เป็นทริปที่นายตั้งใจไปดูความงามที่ใครๆ ก็ล่ำลือให้เห็นกับตาเสียที อีกทั้งนายพิศมัยอยากนั่งเรือชมวิถีชีวิตริมเจ้าพระยาแบบยาวๆ ดูบ้าง เห็นทีจะได้ครบสูตรก็ทริปนี้นี่เอง แม้จะไม่ค่อยชอบการไปกับทัวร์สักเท่าใดนักก็ตาม



ลงไปกินอาหารเช้าแต่ไก่โห่ ผิดวิสัยนายแจ๋วยิ่งนัก แต่ก็ต้องกินไรรองท้องเสียหน่อยล่ะ กว่าจะไปถึง กว่าจะได้กินซี้แหงกันพอดี ใกล้เวลาเราก็ไปยืนรอเรือให้ไปส่งที่แชงกลีล่า รถออกเวลา ๐๘:๐๐ น. บนรถคุณลุงไกด์กล่าวแนะนำตัวต่อลูกทัวร์ ซึ่งเป็นฝรั่งเสียส่วนใหญ่ แต่ก็มีคนไทยอยู่ด้วย ถึงแม้จะแปลกใจอยู่บ้าง... แต่ก็มีความเป็นไปได้มิใช่รึ



ระหว่างทางคุณลุงไกด์แนะนำสถานที่ต่างๆ แก่ลูกทัวร์ แจ๋วกับนายก็พยายามเงียะหูฟัง เนื่องจากแจ๋วเองก็ไม่แม่นนักกับรายละเอียดของแต่ละสถานที่ แต่ก็ต้องขอบ่นนิดเพราะพี่ไทยซึ่งจับกลุ่มนั่งอยู่ข้างหลังแจ๋วคุยกันเสียงดังมาก ไร้ซึ่งความเกรงใจผู้อื่นอย่างสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้นแจ๋วยังจับใจความได้ว่า หนึ่งในนั้นเป็นไกด์สาวที่ฝรั่งคู่หนึ่งจ้างมาเป็นการส่วนตัว แจ๋วว่าเรื่องคุยกันสำหรับคนไทยนั้นก็เป็นธรรมดา แต่ก็ควรจะดูกาลเวลาบ้าง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นไกด์ เธอช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลยจริงๆ ทั้งๆ ที่ไกด์ประจำกำลังทำหน้าที่ และลูกทัวร์อื่นๆ กำลังเก็บข้อมูลอยู่แท้ๆ เธอกลับชวนลูกทัวร์ไทยที่ไม่สนใจใคร่ฟังคุย เซ็งจิตจริงๆ



วัดแรกที่รถจอดให้เราได้เข้าไปชมคือวัดไชยวัฒนาราม























ตอนเราไปถึงมีกลุ่มนักเรียนมาทัศนศึกษาอยู่ก่อนแล้ว นายออกจะแปลกใจที่เห็นเด็กไทยแท้ๆ ปีนขึ้นไปเกาะ เกี่ยวกับองค์พระเพื่อถ่ายรูป วิ่งขึ้น วิ่งลง กันอย่างสนุกสนาน คุณลุงไกด์ได้แต่ส่ายหัว เนื่องจากเพิ่งพูดคุยบอกกล่าวถึงวัฒนธรรม และสิ่งที่ไม่สมควรกระทำในสถานที่เช่นนี้ ให้แก่แขกผู้มาเยือนซึ่งเป็นต่างชาติเสียส่วนใหญ่ แต่ครั้นเห็นเหตุการณ์ดังว่าแล้ว คุณลุงก็คงไม่รู้จะว่าเยี่ยงไร ครูผู้ดูแลเด็ก ก็ไม่ได้ใส่ใจติติง ห้ามปรามเด็กๆ เลยแม้แต่น้อย รึเดี๋ยวนี้วัฒนธรรมไทยเรายึดเอาแนวอเมริกันเป็นหลักไปแล้ว... คุณลุงไกด์ได้แต่บอกกับลูกทัวร์พอแก้เก้อ ว่านั่นไม่ใช่คน แต่เป็นลิง เป็นค่าง บ่าง ชะนีไป



นอกจากลิง ค่าง ที่รำคาญตา ตะหงิดใจแล้ว ต้องบอกว่าที่นี่สงบร่มเย็น ชวนย้อนลำรึกถึงอดีตที่เพื่องฟูอยู่ไม่น้อย ได้เวลานัดหมายทุกคนกลับไปขึ้นรถแล้ว คุณลุงไกด์ก็ย้ำเรื่องราวให้ลูกทัวร์ฟังอีกครั้ง แต่ก็เป็นอีกครั้งเช่นกันที่แจ๋วต้องหงุดหงิดกับเสียงนกกระจอกข้างหลัง ซึ่งทำให้เราฟังคุณลุงไกด์ไม่รู้เรื่องเลย



ถึงหน้าพระราชวัง คุณลุงไกด์ซื้อตั๋วให้พวกเราได้เข้าชมวัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งอยู่ภายในบริเวณพระราชวังโบราณ และอีกเช่นเคย โชคไม่ค่อยดี วันนี้มาวัดเจอแต่ลิง เจอแต่ค่าง โหวกเหวก โวยวาย ปีนป่ายกันพัลวัล เลยแทบไม่ได้รูปกลับมา ไว้ดู ชมทั่วแล้วเราก็เดินออกไปวัดมงคลบพิตร ไม่รู้ว่าแจ๋วจะพาลอารมณ์เสียเกินไปรึเปล่า เข้าวัดแจ๋วกลับไม่รู้ถึงความสงบร่มเย็นเลย ไม่ใช่เพราะแจ๋วไม่ใช่พุทธแน่ๆ จำได้ว่าเมื่อก่อนตอนที่แจ๋วยังอยู่ในวัยเดียวกับลิงค่างพวกนี้ (แต่มิเคยปฏิบัติเยี่ยงนี้ดอกนา ตาเหยี่ยวจับจ้องอยู่) แจ๋วเองก็เคยมาทัศนศึกษาที่นี่ และเมื่อเข้าวัดแจ๋วก็ยังรู้สึกถึงความร่มเย็นและความศักดิ์สิทธิ์ของ “วัด” อยู่



“อีกร้อยนึง” เสียงแว่วจากไมค์โครโฟน เรียกแจ๋วให้หันไปหาต้นกำเนิดเสียง
“ค่าอะไรคะ ผ้าไตรนี่ร้อยนึงไม่ใช่เหรอคะ” เสียงฆราวาสหญิง ผู้ปรารถนาถวายผ้าไตรเพื่อการใดแจ๋วก็ไม่ค่อยสันทัด
“ค่าผ้าไตรน่ะร้อยนึง แล้วก็ค่านำถวายอีกร้อยนึง”



บทสนทนานี้ชัดเจนมาก โอ..... ธุรกิจเดี๋ยวนี้เข้าถึงวัดถึงวาแล้วรึ แจ๋วก็ว่าไปตามที่รู้สึก ไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วขั้นตอนหรือขนบธรรมเนียมเป็นมาเช่นไร หากกล่าวผิดไปก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ แต่แจ๋วเพิ่งเคยได้ยินชัดถ้อยชัดคำก็วันนี้นี่เอง



“มา มา ถ่ายตรงนี้แหล่ะ” เสียงชายในชุดซาฟารีสีทึม สวมหมวกขุนศึกย้อนยุคประวัติศาสตร์ ไม่รู้ยุคสมัยไหน ร้องอึกทึกครึกโครม เรียกพวกพ้องให้เข้าไปถ่ายรูปด้วยกัน ฝั่งพรรคพวกก็ยังกริ่งๆ เกรงถึงความไม่เหมาะสม ดูจากท่าทางยังพอมีสำนึกอยู่บ้างแต่ก็ค้านฝ่ายผู้มีบารมีไม่ได้ แจ๋วมองดูเหตุการณ์ข้างหน้าแล้วก็ได้แต่ปลงกับผู้มีอำนาจวาสนาได้เป็นถึง “ทั่น” แต่ไร้จิตสำนึกสิ้นดี ในวัดในวาบรรดาศักดิ์ไม่ละวาง ยิ่งเป็นบริเวณหน้าองค์พระประธาน ซึ่งมีผู้คนคลานเข่า เข้าไปเพื่อได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บางคนก็กำลังก้มกราบอยู่ ไฉน “ทั่น” จึงยืนขวางลำชาวบ้านเขาเช่นนี้ อีกทั้งกิริยาที่ไม่ได้มีความเคารพต่อสถานที่ “ทั่น” ยังหันมามองแจ๋วตาขวาง ซึ่งแจ๋วก็ได้จ้องกลับด้วยสายตาตำหนิ “ทั่น” เช่นกัน



ออกจากวัดแล้ว นายถูกสาวนักศึกษารุมล้อม ขอสัมภาษณ์ เพื่อเป็นการฝึกฝนภาษา นายลังเลเล็กน้อย เพราะนี่ก็เจียนเวลาเต็มที “เค้าสัมภาษณ์ไม่นานหรอกนาย” แจ๋วบอกนายให้หายกังวล เพราะคงใช้เวลาไม่นานจริงๆ แจ๋วเองก็เคยต้องมาสัมภาษณ์ฝรั่งอย่างนี้เหมือนกัน



ด้วยสำเนียง ผนวกเข้ากับความตื่นของสาวๆ พวกเธอฟังนายแจ๋วไม่ค่อยเข้าใจ อีกทั้งยังสะกดไม่ได้ ต่างพากันหันมาขอความช่วยเหลือจากแจ๋ว แม้แจ๋วจะเข้าใจ รู้แจ้งถึงความตื่นๆ กลัวๆ กล้าๆ ของพวกเธอดี แต่แจ๋วก็ปฏิเสธเพราะต้องการให้พวกเธอพยายาม และตั้งใจฟังให้ดี ใช้เวลาที่มีผู้สละให้อย่างรู้ค่า จุดประสงค์ในการสัมภาษณ์นั้นจะบรรลุไปได้อย่างไร หากเป็นเพียงแค่การเติมเต็มประโยค อย่างนั้นแล้ว ถือว่าเป็นการไร้ค่าเสียเวลาเปล่า นายไม่ได้ใช้ประโยคที่ยากเกินไปเลย อีกทั้งศัพท์คำไหนที่นายคิดว่าเป็นคำเฉพาะ และสาวๆ สะกดไม่ได้ นายก็ได้พิจารณาช่วยสะกดให้ทีละตัวอักษรแล้ว ก็เห็นว่าในที่สุดพวกเธอก็ทำได้นี่นา.....



เดินผ่านร้านค้าต่างๆ มุ่งตรงไปจุดนัดหมาย ซึ่งคุณลุงไกด์ให้ลานช้างเป็นจุดสังเกต เราไปถึงก็ได้เวลาขึ้นรถแล้ว และเพื่อเป็นการผ่อนใจตัวเองไม่ให้เป็นทุกข์ แจ๋วละวางแล้วที่จะได้ยินการบอกเล่าเรื่องราวจากคุณลุงไกด์ แจ๋วและนายจึงได้แต่ชี้ให้กันดูนั่น ดูนี่ตามรายทางไป



ถึงวัดใหญ่ชัยมลคล เราก็ได้แต่เดินดูโดยรอบ เพราะมันช่างเป็นวันของเรากับกลุ่มทะโมนจริงๆ เดินขึ้นไปดูกรุที่ค้นพบพระเครื่อง และพระชัยมงคลคาถาบนเจดีย์ใหญ่ ซึ่งจริงๆ แล้วแจ๋วก็กริ่งเกรงว่าจะเหมาะหรือไม่อยู่เหมือนกัน เพราะคุณลุงไกด์บอกว่าไม่ควรขึ้นไปเดินบนฐานเจดีย์ หรือฐานองค์พระ แต่เมื่อเห็นคนเดินขึ้นลงจนเป็นกิจจะปฏิบัติ นายก็ว่าคนอื่นเขาก็ขึ้นกันเยอะแยะ แจ๋วถามคนที่ลงมาแล้วเค้าว่าทางวัดเปิดให้ขึ้นชมได้แจ๋วจึงขึ้นไปกับนาย แจ๋วไม่ค่อยทราบรายละเอียดอันใดนัก แต่ก็รู้สึกและสัมผัสได้ว่า เป็นสถานที่ยังคงความขลังอยู่จริงๆ บรรยากาศภายในยังเย็นเยือก แปลกๆ ชวนขวัญผวาอยู่ไม่น้อย แจ๋วยกมือไหว้ขอขมาหากแจ๋วได้ทำสิ่งใดล่วงเกินสถานที่โดยไม่ได้ตั้งใจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ว่าแล้วแจ๋วก็รีบตามนายเดินออกไป... บรื๋ออออออ



ลงจากองค์เจดีย์เราเดินดูรอบๆ อีกครั้ง สถานที่นี้คงจะงามและน่าเลื่อมใสยิ่งนัก หากผู้มาเยือนร่วมมือร่วมใจให้ความเคารพต่อสถานที่มากกว่าที่เป็นอยู่เช่นนี้


คุณลุงไกด์แจ้งว่าพระราชวังบางปะอินเป็นจุดหมายสุดท้าย ก่อนที่เราจะได้ลงเรือท่องแม่น้ำเจ้าพระยากลับไปยังโรงแรมที่พัก พร้อมๆ กับการรับประทานอาหารเที่ยง ชมพระราชวังแล้ว รถก็นำไปยังท่าเรือที่วัดช่องลม ใช่หรือเปล่าชักไม่แน่ใจอีกเช่นเคยครับทั่น



อาหารบนเรือเป็นบัฟเฟต์อาหารไทย คละกับอาหารยุโรป สำหรับแจ๋วและนายแล้วไม่ค่อยจะต้องใจกับอาหารมื้อนี้สักเท่าใดนัก ส่วนเครื่องดื่มคุณต้องจ่ายเพิ่มเอง แต่ร้อนเช่นนี้เครื่องดื่มจำพวกแอลกอฮฮล์ดูจะไม่เป็นที่นิยมนัก... และผู้คนดูจะสนใจใคร่ชมวิถีความเป็นอยู่ของสองฝั่งเจ้าพระยา อย่างเงียบๆ เสียมากกว่า


สิ่งที่ฝรั่งสนใจ



เรือนำเรากลับถึงแชงกลีล่าเวลา ๔ โมงเย็น เดินจะไปขึ้นเรือกลับโอเรียลเต็ล นายเห็นรถเข็นผลไม้มีมะพร้าวอ่อน ดูท่าคงต้องเปลี่ยนแผน ฮ่า ฮ่า เพราะนอกจากเราจะชอบน้ำมะพร้าวที่หอมหวานเป็นชีวิตจิตใจแล้ว เราสองคนยังชอบกินเนื้อมะพร้าวอ่อนๆ ด้วย ดังนั้นแจ๋วจึงทำหน้าที่บอกให้คนขายเฉาะมะพร้าวให้กว้างๆ หน่อย แล้วแจ๋วก็เข้าโรบินสันลงทุนซื้อช้อนมาเพื่อให้ได้กินเนื้ออ่อนๆ ลื่นๆ มันอร่อยดีจริงๆ นะ จะบอกให้


เปลี่ยนใจไม่ไปขึ้นเรือแต่จะเดินกลับโอเรียลเต็ล แวะซื้อครีมกันแดดไว้เสียเลยก่อนที่จะยุ่งจนลืม นายอยากว่ายน้ำพอให้ร่างกายได้ขยับสักหน่อย เลยปล่อยให้นายเดินกลับไปก่อน กลับถึงโรงแรม นายบอกหูรองเท้าแตะหลุดซะแระ เฮ้อ.... เอาไว้ก่อนแล้วกันนาย พรุ่งนี้จะเอาไปให้เค้าแปะกาวให้

ค่ำนี้เรานั่งกันที่ริมน้ำตามเคย แจ๋วสั่งผัดไท และก็ยำมะเขือยาว ข้าวสวยหนึ่งที่จ๊ะ อิ อิ ส่วนนายก็ยำส้มโอของโปรดแล้วก็แกงปูนิ่ม


นั่งรับลมเย็นๆ ดูเรือแล่นไปมา แต่ไม่ยักรู้สึกหนวกหู กลับรู้สึกนี่ล่ะ “บ้าน” บ้านช้านนนนน แม้บางทีจะมีเรือครุ้ยส์ทั้งหลาย ประดับไฟวูบวาบ เปิดเพลงเอาใจขาแดนซ์เป็นที่สะดุดหู กระเดื่องลูกกะตาอยู่สักหน่อย แต่นายก็รับได้กับวิถีและความเป็นอยู่ของผู้คนที่มีรสนิยม ความชื่นชอบแตกต่างกันออกไป นายยังบอกแจ๋วถึงความประหลาดใจต่อความเป็นอยู่ของผู้คนในบ้านเรา ในขณะที่เห็นบ้านเรือนหลังใหญ่โต ตกแต่งอย่างวิจิตร มีกำแพงโอบล้อม บ่งบอกถึงฐานะขั้นล้นจะกิน และในขณะเดียวกัน บ้านที่อยู่ติดๆ กันนั้นเป็นบ้านไม้ธรรมดา หรือบางทีแทบจะเรียกได้ว่า “เพิงหมาแหงน” ซุกตัวคั่นสลับกันอยู่โดยทั่วไป เป็นภาพที่นายบอกไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน หรือนี่จะเป็นมนต์เสน่ห์ของกรุงเทพ เมืองฟ้า เมืองอมร.........นะ ???


ผัดไทของแจ๋ว กับยำส้มโอของนายมาเสิร์ฟแล้ว แม้แจ๋วจะแอนตี้การเปลี่ยนโฉม ปรับรสชาดอาหารจนไม่เหลือเค้าความเป็นอาหารไทย ซึ่งมีความโดดเด่นในความจัดจ้านก็ตาม แต่ยำส้มโอจานนี้แม้จะขัดกับความรู้สึกนิดๆ แต่ต้องยอมรับว่าเค้าปรับรสชาดได้นุ่มนวลดี กลมกล่อม ดูแล้วน่าจะเปลี่ยนชื่อ หรือต่อท้ายให้เป็นยำสไตล์โมเดิร์น เห็นแก่ความอร่อยเลยพอให้อภัยกันได้ โฮ้ โหะ โหะ ส่วนผัดไทของแจ๋ว อร่อยอย่างต้นตำรับไทยแท้ เห็นนายว่ารสชาดใกล้เคียงกันกับที่ บันยันทรี ภูเก็ต ตัดสินไม่ได้ว่าใครอร่อยกว่ากัน.....


หมดอาหารชุดแรก ชุดสองก็มา ยำมะเขือยาวแจ๋วมาแบบหน้าตาบ้านๆ อย่างที่ควรจะเป็น แกงปูนิ่มของนายก็ดูน่ากินไม่แพ้ ที่เหลือก็ต้องตัดสินที่รสชาด แจ๋วต้องบอกว่ายำมะเขือยาวแจ๋วกินขาด อิ อิ แม้นายจะยังก้ำกึ่งกับแกงปูนิ่มของนายแต่นายก็เห็นด้วยกับความอร่อยของยำมะเขือยาวของแจ๋ว ที่ว่าเช่นนี้มิใช่แกงปูนิ่มของนายไม่อร่อย แต่แจ๋วว่ายังไม่เด็ดเด่นพอก็เท่านั้นเอง หุ หุ


อิ่มแล้วนั่งรับลมต่อพอให้อาหารมันเคลื่อนลงกระเพาะดีแล้วก็ขึ้นไปอาบน้ำ นอน เพราะพรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้าอีกเช่นเคย















 

Create Date : 25 สิงหาคม 2552    
Last Update : 5 กันยายน 2552 19:49:30 น.
Counter : 304 Pageviews.  


คนสองภาค
Location :
Praha, Czech Republic

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




****คนสองภาคใช้ชื่อนี้เฉพาะในพันทิปและบล็อกแก๊งแห่งนี้เท่านั้น****


จากใจสู่ใจเพื่อนบล็อก

ขอเกริ่นออกตัวก่อนว่าคนสองภาคเป็นเพียงผู้ด้อยการศึกษา ดังนั้นไม่การันตีในความสุภาพของคำพูดคำจา

นอกจากนั้นคนสองภาคค่อนข้างเป็นคนลมเพลมพัด หากเพื่อนคนไหนแวะเข้ามา อยากเม้นต์ก็เม้นต์ อันไหนที่ไม่สะดวกเม้นต์ ก็ไม่ต้องเกรงใจค่ะ เพราะคนสองภาคเองท่องไปเรื่อย เจอตรงไหนอยากแจมก็แจม ตรงไหนคนสองภาคไม่รู้จะแจมอย่างไร คนสองภาคเองก็ไม่ได้ทิ้งรอยไว้เช่นกันค่ะ


***** คนบล็อกนี้ต้านเผด็จการ และ ทุกการปกครองที่นอกเหนือไปจากระบอบประชาธิปไตย*****




บล็อกนี้เดี๋ยวปิด เดี๋ยวเปิด เอาเป็นว่าสักปีสองปีค่อยกลับมาเยี่ยมกันทีแล้วกันค่ะ

*****หรือฉันกำลังแสวงหาเพื่อน... อยู่นะ*****
Friends' blogs
[Add คนสองภาค's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.