Group Blog
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •   
ตอนที่ 10 เยี่ยมญาติ ความสุขและความทุกข์ในวันเดียว

อย่างที่รู้ๆกันว่าหลังจากที่ทหารใหม่ฝึกกันไปได้ซักพักจะมีการอนุญาติให้ญาติของทหารมาเยี่ยมได้

ถ้าเป็นรุ่นปกติญาติๆจะเดินทางมาสะดวกหน่อย เพราะว่าอยู่แค่ดอนเมือง ฝครที่อยู่กรุงเทพอย่างผมก็จะไม่ค่อยลำบากกับการเดินทางเท่าไหร่

แต่ว่า ทหารอากาศ รุ่น 542 ของพวกผมนี้ เป็น "รุ่นหนีน้ำ"เลยต้องให้ญาติๆลำบากไปเยี่ยมกันถึงศูนย์ฝึกทหารใหม่เฉพาะกิจ

ที่ กองบิน4 อำเภอตาคลีจังหวัดนครสวรรค์ คิดๆดูก็น่าเห็นใจญาติๆเหมือนกันนะครับ

ที่ต้องฝ่าน้ำมาหาลูกหลานเพื่อนแฟนของตนเอง


พวกเราเหล่าทหารใหม่ต่างได้รับการฝึกบุคคลท่ามือเปล่าและทุกคนต่างเฝ้ารอวันที่จะได้เจอญาติของตัวเอง

เพราะทุกคนต่างก็คิดถึงครอบครับของตัวเองมากบางคนคิดถึงเมียคิดถึงลูก

และในที่สุด ก็มีการประกาศว่าจะมีการเยี่ยมญาติกันในวันที่ 4ธันวาคา 2554

ทุกคนต่างฮือฮาดีใจมาก นับดูแล้วเป็นเวลา 20 วันหลังจากการเป็นทหาร

แต่ในตอนนั้นความรู้สึกเหมือนเราผ่านอะไรกันมามากเหมือนเวลาผ่านไปเป็นปีจริงๆนะครับ ไม่ได้โม้


จากนั้นได้มีการแจ้งซองจดหมายพร้อมเอกสารที่จะแจ้งญาติของพวกเราให้กับพวกเราทุกคน

ในเอกสารจะบอกเรื่องวันเยี่ยมญาติและสถานที่ตั้งของกองบิน4

นอกจากเอกสารและซอง้วยังมีการแจกกระดาษเปล่าให้พวกเราเขียนจดหมายถึงคนที่บ้านด้วย

มีหลายคนมากๆ มาให้ผมเขียนให้ทั้งลูกหมู่ผมเอง และเพื่อนข้างๆหมู่

คนเพราะลายมือไม่สวยหรือเขียนหนังสือไม่เป็นนี่แหละครับ

ผมก็ช่วยลูกหมู่ผมคนนึง ไอ้ทีครับทีเป็นคนที่ปกติจะกวนๆ เสียงดัง ซ่าๆ

แต่ตอนที่เค้าพูดเนื้อความในจดหมายที่จะให้ผมเขียนลงไปฟังดูแล้ว ทำให่ผมรู้จักอีกด้านนึงของที

ทำให้รู้ว่า ถึงแม้มันจะซ่าแต่มันก็รักแม่มันมากๆ มันโดนอะไรมาเยอะครับ เพราะความกวนและซ่าของมัน

แต่มันบอกให้ผมเขียนบอกแม่มันไปว่ามันไม่เป็นอะไร ไม่ต้องเป็นห่วง สบายดี พูดไปก็น้ำตาซึมจนร้องให้

ไม่ใช่แค่ทีคนเดียวหลายต่อหลายคนร้องให้ออกมา บางคนน้ำคาคลอ บางคนร้องกระซิกๆเลย

บางคนแค่เริ่มต้นเขียนก็มีน้ำตาหยดลงกระดาษแล้ว

หลังจากที่ผมช่วยหลายๆคนเขียนเสร็จผมก็ได้โอกาสเขียนของตัวเองซักที

ในความก็พูดประมาณว่า ไม่ต้องเป็นห่วงสบายดี ซึ่งโกหกทั้งเพ แต่ต้องพูดแบบนั้นเพราะคงไม่มีใคร

อยากที่จะเขียนอะไรที่ทำให้ครอบครับอ่าน้วเครียดอ่านแล้วยิ่งเป็นห่วงหรอก จริงไหมครับ?

นอกเหนือจากนี้ผมก็มีลิสของใช้ที่ต้องการ เพราะว่าของที่หลวงแจก มันมาในปริมาณน้อยเกินไป

ระหว่างเขียนผมก็แอบมีน้ำตาคลอเหมือนายๆคนนั่นแหละครับ เพราะแหม มันคิดถึงนินา

ทีนี้ผมกลัวครับว่าที่บ้านจะไม่ได้รับจดหมายเพราะว่าน้ำท่วม จดหมายอาจจะไม่ถึงมือ

จึงอยากจะโทรบอกแต่เนื่องจากไม่ได้มีการอนุญาติให้พกมือถือเข้ามา โทรศัพท์สาธารณะก็ไม่มี

แล้วจะบอกญาติยังไง? หลายคนได้รับความมีน้ำใจจากจ่าหมู่ของตัวเองที่จะให้ยืมโทรศัพท์โทรหาที่บ้านตอนพักกลางวัน

แต่ใครยืมต้องเติมเงินให้จ่าแกนอกจากจ่า ก็มีครูผู้ช่วยประจำหมู่ ซึ่งแต่ละคนก็หวงลูกหมู่ตัวเองจริงๆ

อย่างของผม ครูประจำหมู่คือครูเล็กฟอร์มเยอะมากๆ ไม่ยอมให้โทรซักที ในขณะที่เพื่อนหมู่อื่นได้โทรกันไปถึงไหน

จนครูโน ครูฝึกที่นอนตรงข้ามผมเห็นว่าผมยังไม่ได้โทรหาที่บ้านซักที +กับเห็นผมซึมๆเลยแอบเอามือถือให้ผมยืมโทรตอนกลางคืน

ตอนที่ครูแกยื่นมือถือมาให้ในมือ มันเป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้นมากๆทั้งๆที่มันเป็นมือถือรุ่นธรรมดาๆ

แต่กลับรู้สึกว่ามันเป็นของมีค่าที่ไม่สามารถได้มาง่ายๆ

จากนั้นรีบกดโทรศัพท์โทรหาแม่ทันทีตู้ดดดดด ตู้ดดด ตู้ดดดด

"ฮัลโหล..." เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น

ผมก็รีบตอบกลับ "ฮัลโหลนี่แบ้งนะ"

คุณแม่: น้ำเสียงดีใจมาก"เออว่าไงแก"

ผม: "วันที่ 4 นี้เค้าจะมีให้เยี่ยมญาติที่กองบิน4 ตาคลี นครสวรรค์นะ มาป่าว?"

คุณแม่: " ไปสิๆเป็นไงบ้างแก"

ผม:" สบายดี ก็ทนได้ไม่ได้แย่อะไร แต่ตัวดำปื๊ดย" (ผมโกหก)

คุณแม่:"แล้วไป้วต้องทำยังไง"

ผม: " บอกชื่อแบ้งนะแล้วบอกเค้าว่าอยู่พัน3 หมู่3 เค้าให้มาได้ตั้งแต่ 9โมงถึง 4 โมงนะเอาขนมมาเยอะๆนะ อยากกินมากกก อยากกินช๊อกโกแลตมากกกกกกก"

คุณแม่:" โอเค "

จากนั้นก็ได้ยินเสียงตึงตังๆและตะโกนหลังไมค์ว่า "ไอแบ้งโทรมาๆ" น้ำเสียงดีใจตื่นเต้นมากๆ

จากนั้นพ่อผมก็มารับสายคุยถามสารทุกข์สุกดิบกันนิดหน่อย ผมต้องบอกว่าแค่นี้ก่อนนะ เพราะยืมมือถือครูมาโทร

เกรงใจเค้าจากนั้นก็ได้กำลังใจจากทั้งพ่อและแม่


หลังจากที่วางสายไป ไอ้ริกเพื่อนทหารที่นอนข้างผมก็ขอยืมบ้างพอมันคุยเสร็จผมก็เอามือถือไปคืนครูโนผู้เป็นเจ้าของ

ตอนยื่นมือถือคืน หน้าตาผมยิ้มแฉ่งด้วยความดีใจตื่นเต้นมากๆ เพราะได้คุยกับที่บ้าน แต่ก็เสียดายที่คุยแปบเดียวก็ต้องละจากมือถือของครูที่ในจุดนั้น มันเป็นของที่มีค่ามากๆ

แต่เรื่องมันมีอยู่ว่าครูเล็กแกมาจับได้ว่าผมไปยืมมือถือครูโน แกก็เคืองสิครับ

ที่แกรู้เพราะผมบอกว่าผมไม่ยืมของแกโทรเพราะผมโทรแล้ว เลยอยากให้คนที่ยังไม่ได้โทร โทรก่อนดีกว่า

แต่แกไม่ได้คิดเช่นนั้น แกมาถามว่า"ไอแบ้งม-ึงอยู่หมู่ไหน?"

และก็มีการจิกด่าอีกต่างๆนาๆประมาณว่าไม่เคารพเค้าไม่อยู่สังกัดเค้า และก็เกลียดผมจากนั้นเป็นต้นมา

(ทำเป็นเด็กไปได้)


พวกเราต่างอดทนฝึก เวลาโดนทำโทษก็ยิ่งกัดฟันสู้เพื่อนอีกไม่นานก็ได้เจอครอบครัวตัวเองแล้ว

จะมาเหนื่อยตายก่อนไม่ได้จนวันนั้นก็มาถึง วันที่ 4 ธันวาคม 2554

ตอนเช้าผมตื่นก่อนเสียงนกหวีดดังขึ้นอีกเพราะว่าตื่นเต้นมากๆ อยากจะเจอป๊าก่ะม้าไม่ไหวแล้ว

หลังอาหารเช้าได้มีการคุยเรื่องกำหนดการก่อน ว่าอะไรเป็นยังไง

ใครทีญาติไม่ได้มาเยี่ยมสามารถพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย

ส่วนใครที่มีญาติเยี่ยมให้แต่งตัวให้เรียบร้อยด้วยชุดเป็ดน้อย ใส่หมวก ใส่ถุงเท้า รองเท้าผ้าใบ

จากนั้นจะมีการประกาศชื่อของคนที่ญาติมาริแล้ว ใครที่ได้ยิน ให้ช่วยกันขาน

สมมุติว่าเค้าประกาศว่า "เคน ธีเดช"ทุกคนที่ได้ยินเสียงประกาศต้องตะโกนคำว่า "เคน ธีรเดช"

ไหเรื่อยๆ จนกว่าเจ้าตัวจะขานกลับว่า"ทราบแล้ว"

ที่ต้องทำแบบนี้เพราะเราหล่ยๆคนไม่รู้ว่าญาติของตัวเองจะมาเมื่อไหร่บางคนจึงกรัจัดกระจายอยู่ตามโรงนอนบ้าง

ห้องน้ำบ้าง สนามหญ้าแถวๆนั้นบ้าง

ใครที่โดนขานชื่อ ต้องไปลงชื่อในสมุดcheck out เวลากลับมาก็ต้อง check in เพื่อเป็นการป้องกันและตรวจสอบว่ามีใครหนีรึเปล่า

นอกจากนี้ยังมีการกำหนดขอบเขตที่สามารถเดินผ่านได้-ไม่ได้ในบริเวณเยี่ยมญาติอีกด้วย

หากเดินเกินขอบเขต จะมีโทษ


วันนั้นผมกระวนกระวายใจมากเพราะไม่รู้จะได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองเมื่อไหร่

ในใจคิดว่าคงมาสายแหละมั้งตามสไตล์ครอบครัวผมที่มักจะตื่นสายในวันอาทิตย์

ผมก็รอ ร๊อรอ ใส่ชุดถูกระเบียบสุดพลังเพื่อความพร้อม รีบทำธุระอะไรให้เสร็จ เข้าห้องน้ำยังรีบเข้า

เพราะกลัวจะมาเรียกชื่อเอาระหว่างปฏิบัติกิจแต่ไหงไม่มีชื่อเราซักทีละ? มีแต่ชื่อเพื่อนที่โดนเรียกไปทีละ4-5 คน

คนที่โดนเรียกชื่อก็มีสีหน้าตื่นเต้นดีใจมากกๆบางคน

ถึงกับแย่งกันยืนหัวแถว และทะเลาะกัน- -" จะหัวแถวหรือท้ายแถว มันก็เจอญาติเหมือนกันนั้นแหละวะ

สิบโมงก็แล้ว สิบโมงกว่าก็แล้วจนจะสิบเอ็ดโมงผมแทบคลั่ง เลยขอยืมมือถือครู"คนไหนก็ได้"

มาโทร พอโทรติดม้าผมก็บอกว่าแกอยู่ไหน ชั้นมานานแล้วเนี่ย ถึงตั้งแต่เก้าโมงกว่าแล้ว

ผมเลยไปบอกครูที่ดูแลเรื่อง check in check out ทหารายคนประสบปัญหาเดียวกัน

เพราะญาติมารอนานมากแล้วแต่ไม่ยอมเรียกให้ออกไปเสียที

ครูเลยฝห้คนที่มั่นใจว่าญาติมาแล้วมาเซ็นชื่อเข้าแถวและรอออกไป

ระหว่างเซ็นมีเสียงวอเรียกชื่อผมเข้ามา นาทีนั้นนี่แบบสุดๆมาก เหมือนการประกาศผลรางวัลเลยดีใจมากๆ

จากนั้นครูฝึกเลยนำพวกผมสองสามคนออกไป โดยการตั้งแถวตอึก และให้ "วิ่ง"ในท่าฝึก

ตอนนั้นจำได้ว่าตั้งใจวิ่งสุดพลังมากผมก็วิ่งๆไป ผ่านสนาม ผ่านโรงนอนจนไปถึงโรงจอดเครื่องบินที่ปกติเป็นสถานที่ฝึกของหน่อยฝึกของผมเอง

มองเห็นลานปูนกว้างๆที่ปกติพวกเราใช้ฝึกซ้ายหันขวาหันเต็มไปด้วยเสียงเจี้ยวจ๊าว คนเดินพลุกหล่าน

พอวิ่งใกล้เข้ามาก็เหนว่าในโรงจอดเครื่องบินเก่าๆ ที่ปกติจะโล่งตา กลับเต็มไปด้วยญาติของทหารใหม่และสังเกตุได้ว่า

สายตาหลายต่อหลายคู่จับจ้องมายังกลุ่มของผมพวกญาติๆเหล่านั้นคงจะหวังว่าเป็นลูกหลานของตนเองอยู่เหมือนกัน

ผมเองก็กวาดสายตาไปทั่วแต่ไม่ยักจะเห็นครอบครับผมเลย

จนมาถึงจุดที่หยุดวิ่งตรงหน้าโรงจอดที่ถูกจัดไว้สำหรับ"พัน3"

ตอนนั้นเอง ผมเห็นจ่าโอ๊ตจ่าหมู่ผมยืนประสานงานอยู่ จ่าแกถามผมว่า " ไอแบ้ง ไหนละพ่อแม่เอ็ง?"

ผม: " ไม่ทราบครับยังไม่เห็นเลย"

แต่ระหว่างที่ผมกวาดสายตามองก็ไปสะดุดกับหมวกสานที่มีผ้าลาย pokadotคาดอยู่ มันดูคุ้นมากและคิดว่าใช่แน่ๆ

เลยโบกมือใหญ่เลยทั้งๆที่ไม่ได้มองหน้าด้วยซ้ำ เพราะตื่นเต้นมากๆๆๆๆๆ มากๆ จริงๆ

พอเดินเข้าไป จึงเห็นว่าตาผมไม่ผิดจริงๆ มันคือหมวกที่แม่ผมมักจัใส่เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด ตอนแรกพวกเค้ยังไม่เห็นผม

จนผมต้องเดินเข้าไปตรงหน้าและโบกมือทักทาย

ทุกคนถึงกับอึ้งในสิ่งที่ตัวเองเห็นมากันทั้งหมด 3 คน ป๊า ม้า และ พี่สาวคนโตผม

ทั้งสามคนจำผมไม่ได้เลยเพราะทุกคนไม่คาดคิดว่า ลูกชาย/น้องชายตัวเองจะต้องมาอยู่ในสภาพดังนี้อย่างกับคนละคน

ผมก็ทักทายอย่างมีความสุข ยิ้มแย้มถามสารทุกข์สุกดิบ ระหว่างที่คุยกัน

มือของแม่ผมก็มาลูบที่แขนเบาๆอย่างอ่อนโยน(ซึ่งปกติไม่เคยทำมาก่อน)

แอบเห็นตาคลอๆส่วนพ่อผมเองก็ยิ้มแย้มแฮ๊ปปี้ แต่ว่าตาแดงๆ

พี่สาวผมเอาแขนมาเทียบกันและถ่ายรูปเก็บไว้ และตะลึงกับภาพ เพราะมันช่างต่างกันมากๆ

จากแต่ก่อนที่ผมเป็นคนขาว แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเหมือนชนเผ่าอะไรซักอย่างในแอ๊ฟฟริกา

เนื่องจากครอบครัวผมไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง จึงไม่ได้เตรียมของอะไรมามากมายนอกจากของกินกับของใช้ที่ผมมีฝากให้ซื้อเข้ามา

พวกเราจึงต้องนั่งกับพื้นปูนสกปรกๆที่ปกติพวกผมนั่งและนอนระหว่างพักนั่นแหละครับ

ผมก็พูดไม่หยุดเหมือนกันเพราะความตื่นเต้น และความคิดถึงครอบครัว

ระหว่างเม้าแม่ผมก็มาจับคอเสื้อขยับไปมา เพราะมันโชว์ให้เห็นถึงสีผิวที่ตัดกันอย่างก่ะโดนผ่าตัดจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง

ผิวขาวแบบคนจีน ตัดกับสีดำไหม้และตัดเป็นรอยคอเสื้อ เห็นเด่นชัดมาก

คิดว่าแม่ผมคงยังทำใจไม่ได้กับสภาพของลูกชายตัวเองที่ไม่อยากจะให้ลูกตัวเองลำบากแต่ต้องมาายเป็นทหารหัวเกรียนตัวไหม้แบบที่เห็นอยู่ตรงหน้า

ผมเองเห็นแล้วหดหู่มากเพราะเวลาเค้าลูบ เค้ามองด้วยสายตาเศร้ามากๆ ระหว่างที่ผมพิมพ์อยู่นี่ผมยังน้ำตาคลอเลย

เพราะว่าภาพมันติดตามากตอนนั้นผมก็ได้แต่บอกไม่เป็นไม่ ทนได้ และก็ยิ้มหน้าบานแฉ่ง

จำได้ว่าวันนั้น ยิ้มบานแฉ่งมากที่สุดหลังจากที่ไม่ได้ยิ้มเยอะๆแบบนี้มาหลายวัน

มันเป็นความรู้สึกที่มีความสุขสุดๆคุยไปคุยมา มารู้ภายหลังว่า พวกเค้าออกจากบ้านตั้งแต่ตี 5 แล้ว

แม่ผมผู้ที่ปกติจะตื่นสายสุดดันตื่นก่อนคนแรกเลย ได้ยินแล้วก็มีความสุขนะครับ

ระหว่างคุยกัน แม่ผมก็หยิบยื่นเอาของกินมาให้อย่างเยอะ

กาแฟเอย ช๊อกโกแลตเอยข้าวเหนียวหมูฝอยเอย เค้กเอย และขนมอีกเพียบ

จำได้ว่าสภาพผมตอนนั้นคือมือนี่กวาดหาของกินตลาดเวลา ปากถ้าไม่ได้พูด ก็เคี้ยว

แลดูเหมือนคนที่หิวโหยอดหยากมานานเป็นเดือน

พี่สาวผมเห็นสภาพเช่นนั้นอดพูดออกมาไม่ได้ว่า"หิวโหยมาจากไหน นี่แกกินไม่หยุดเลยนะแบ้ง"

ผมก็ได้แต่ยิ้มและบอกว่าในนั้นมันไม่มีอะไรเลย อยากกินอะไรก็ไปซื้อไม่ได้พูดเสร็จก็ค้นหาว่ามีอะไรที่กินได้อีก


น่ากลัวมากๆครับผมเห็นสายตาของครอบครัวผมที่มองดูผมในตอนนั้นมันดูอนาถนิดๆอ่ะ ยิ้มแต่แฝงด้วยความเศร้า

แต่เวลาก็ผ่านไปถึงสามโมงกว่าสีหน้าของผมเปลี่ยนไปทันที เพราะเวลามันผ่านไปเร็วมาก

ไม่อยากให้กลับเลย พี่สาวผมบอก"กลับเหอะ เดี๋ยวรถติด"

ผมถึงกับเอ่ยว่า "อย่าเพิ่งกลับสิและสีหน้าเศร้าออกมาโดยไม่รู้ตัว"

แม่ผมเลยให้อยู่กันอีกแปบแล้วค่อยกลับ ตอนเดินไปส่งที่ที่ไกลที่สุดที่ไปได้ มันเป็นความรู้สึกที่ทรมานมาก

แต่ก็ต้องฝืนยิ้ม จริงๆคือจะร้องเพราะตอนบอากัน แม่ผมคงเห็นท่าทีแล้ว เลยบอกว่า ไม่ต้องร้องๆ

ผมก็ฝืนยิ้มไป และกลั้นใจหันหลังกลับโดยไม่หันไปมองต่อ

น่าตลกนักที่ต่อหน้าพ่อแม่ผมกลับยิ้มร่าอย่างมีความสุขแต่พอไปเข้าแถว น้ำตามันตกออกมาเอง

เพราะความคิดถึงดีใจกับการที่ได้เจอกันซะที

ระหว่างนั้นก็มีเสียงประกาศให้ญาติๆทยอยกลับ

แต่ยังมีคนที่ไม่ยอมกลับซักทีจนเค้าต้องประกาศว่า

"ญาติๆเชิญกลับได้แล้วครับ ไม่ต้องเป็นห่วงบุตรหลานของท่านเพราะทางเราดูแลพวกเค้าอย่างดีครับ เชิญครับ"

แต่หลังจากที่ญาติๆกลับไปกันหมดไม่ถึง5 นาที

พวกเราต่างสามารถสัมผัสได้กับสิ่งที่ตัวเองจะต้องเผชิญต่อไป

เพราะพวกเราเองได้รู้มาอยู่ปล้วว่าเยี่ยมญาติทีไรไม่เคยมีครั้งไหนที่ไม่โดนแดก

เพียงแต่พวกเราทำใจ และยอมโดนแดกเพื่อพบครอบครับที่รัก

.......

ทำไมถึงต้องโดนแดกหลังเยี่ยมญาติ

นายทหารเวรก็จะสรรหาข้อกระทำผิดของพวกเราแล้วมาลงโทษ

เช่น เดินออกนอกบริเวณที่กำหนดทำตัวไม่เหมาะสม(กอดกับแฟน นั่งตัก ฯลฯ)

หรือ แฟนใครแต่งตัวไม่เหมาะสมนุ่งสั้น โป๊ พวกเขาทำโทษญาติไม่ได้แต่เขาสามารถทำโทษทหารใหม่ได้

นี่คือเวรกรรมที่เราต้องได้รับหลังจากที่เยี่ยมญาติครับ

ถึงแม้ว่าผมเองหือหลายๆคนจะไม่ได้ทำอะไรผิดก็ถูกเหมารวมไปด้วย

จำได้ว่าวันนั้นพวกเราที่มีญาติเยี่ยมทุกคน โดนสั่งให้ทำท่าดันพื้นเตรียม

และโดนสั่งให้ดันพื้นทีละ 5 ครั้งและค้างอยู่อย่างนั้น ระหว่างที่เค้าอบรมและชี้แจงความผิด

สั่งทีละ 5ครั้งอาจจะฟังดูจิ๊บๆ แต่พอทำ เค้าจะบอกว่า

"ทำไมไม่พร้อม เอาใหม่ 5 ครั้ง"

"มีคนอู้ 5 ครั้ง"

"มีคนไม่นับ 5ครั้ง"

" มีคนลงไม่สุด 5ครั้ง"

"นับไม่พร้อม 5ครั้ง"

"นับไม่ดัง5 ครั้ง"

วนเวียนอยู่อย่างนี้มีคนนับไว้ว่าวันนั้น โดนไป460+กว่าครั้ง

และระหว่างนั้นต้องทำท่าดันพื้นเตรียมเอาไว้ตลอดเวลา

ขอบอกว่ามือผมชาแทบจะไร้ความรู้สึกไปเลยตอนที่ทำท่าดันพื้นค้างเอาไว้


ทุกครั้งที่มีการเยี่ยมญาติ ต้องโดนแดกทุกครั้งและจากที่โดนมาสองครั้ง (จาก3)บอกได้ว่าครั้งแรกเด็กๆจริงๆ

เพราะครั้งที่สองที่ผมโดนคือครั้งที่3 ของการเยี่ยมญาติและเป็นครั้งสุดท้ายที่จะมีการเยี่ยมญาติที่ตาคลี

วันนั้นเราก็มีความสุขเหมือนครั้งก่อนที่มีการเยี่ยมญาติแต่วันนั้นโดนหนักมาก

นายทหารเวรเอาท่ากายบริหาร ลุกนั่งซิทอัพ ลุกหมอบ ดันพื้น พุ่งหลัง กระโดดตบ มาทำโทษ

ฟังดูง่าย แต่หลายสิบยกนะครับแต่ที่หนักกว่านั้นคือ......

เค้าสั้งให้พวกเราวิ่งทีละหน่วยฝึกจากจุดที่ยืนรวม ให้วิ่งไปไกลมากๆ ถ้าให้เทียบประมาณ 3-4ความยาวของสนามบาส

ให้วิ่งไปกลับและกลับมาเข้าแถวยืนตามระเบียบพักดังเดิม

ปัญหาคือต้องกลับมาพร้อมท่าตามระเบียบพัก ภายในเวลา1 นาที หรือกี่นาทีนี่แหละ ผมจำไม่ได้แต่ดูจากระยะทางและจำนวนคนแล้ว

มันเป็นไปไม่ได้และไม่ได้วิ่งกันรอบเดียว วิ่งหลายรอบมาก มีคนขาเดี้ยง

มีคนเป็นลม มีคนอ้วกแตก ใครขาเดี้ยงเพื่อนก็ช่วยพยุง

ใครเป็นลม บางคนโดนทิ้งอยู่เพราะกลัวตัวเองจะมาเข้าแถวไม่ทันเวลา

ผมเองช่วยพยุงเพื่อนที่วิ่งจะไม่ไหวแล้วไปด้วยกัน

ให้กำลังใจกันตลอดว่า สู้เว้ยเพื่อนและก็กลับไปเข้าแถวในสภาพปางตาย เพราะหายใจจะไม่ทันจริงๆ

หลังจากโดนวิ่งไป2 หรือ 3 รอบผมไม่แน่ใจตอนยืนตามระเบียบพัก

อยู่ๆน้ำตาผมไหลออกมาเองเลยครับ ไม่ใช่เพราะโศกเศร้า

แต่เพราะว่าเหนื่อยที่สุด และดีใจมากๆที่ตัวเองยังไม่ตาย!!! เรื่องจริงครับ!!!

มันเป็นความรู้สึกที่ลืมไม่ลงจริงๆสุขและทุกข์ ในวันเดียวและเฉียบพลัน

เยี่ยมญาติที่ตาคลี คล้ายๆตายทั้งเป็น

แต่ขอบอกว่า การเจอหน้าครอบครัวตัวเองมันเป็นกำลังใจที่ดีจริงๆ และเป็นแรงพลักดันให้เราทนอยู่ต่อไป

เพราะฉะนั้นใครมีญาติเป็นทหารใหม่ให้ไปเยี่ยมเค้าด้วยนะครับ หรือส่งจดหมายก็ยังดี

สิ่งเหล่านี้มันทำให้เราอดทนมากขึ้นจริงๆ.................

การเป็นทหารยิ่งทำให้รู้ว่าผมรักครอบครัวผมมากๆ และไม่มีใครดีเท่าคนในครอบครัวเราจริงๆ.……





Create Date : 19 กันยายน 2555
Last Update : 19 กันยายน 2555 17:56:11 น.
Counter : 11026 Pageviews.

9 comment
ตอนที่ 10 เยี่ยมญาติ ความสุขและความทุกข์ในวันเดียว

อย่างที่รู้ๆกันว่าหลังจากที่ทหารใหม่ฝึกกันไปได้ซักพักจะมีการอนุญาติให้ญาติของทหารมาเยี่ยมได้

ถ้าเป็นรุ่นปกติญาติๆจะเดินทางมาสะดวกหน่อย เพราะว่าอยู่แค่ดอนเมือง ฝครที่อยู่กรุงเทพอย่างผมก็จะไม่ค่อยลำบากกับการเดินทางเท่าไหร่

แต่ว่า ทหารอากาศ รุ่น 542 ของพวกผมนี้ เป็น "รุ่นหนีน้ำ"เลยต้องให้ญาติๆลำบากไปเยี่ยมกันถึงศูนย์ฝึกทหารใหม่เฉพาะกิจ

ที่ กองบิน4 อำเภอตาคลีจังหวัดนครสวรรค์ คิดๆดูก็น่าเห็นใจญาติๆเหมือนกันนะครับ

ที่ต้องฝ่าน้ำมาหาลูกหลานเพื่อนแฟนของตนเอง



พวกเราเหล่าทหารใหม่ต่างได้รับการฝึกบุคคลท่ามือเปล่าและทุกคนต่างเฝ้ารอวันที่จะได้เจอญาติของตัวเอง

เพราะทุกคนต่างก็คิดถึงครอบครับของตัวเองมากบางคนคิดถึงเมียคิดถึงลูก

และในที่สุด ก็มีการประกาศว่าจะมีการเยี่ยมญาติกันในวันที่ 4ธันวาคา 2554

ทุกคนต่างฮือฮาดีใจมาก นับดูแล้วเป็นเวลา 20 วันหลังจากการเป็นทหาร

แต่ในตอนนั้นความรู้สึกเหมือนเราผ่านอะไรกันมามากเหมือนเวลาผ่านไปเป็นปีจริงๆนะครับ ไม่ได้โม้



จากนั้นได้มีการแจ้งซองจดหมายพร้อมเอกสารที่จะแจ้งญาติของพวกเราให้กับพวกเราทุกคน

ในเอกสารจะบอกเรื่องวันเยี่ยมญาติและสถานที่ตั้งของกองบิน4

นอกจากเอกสารและซอง้วยังมีการแจกกระดาษเปล่าให้พวกเราเขียนจดหมายถึงคนที่บ้านด้วย

มีหลายคนมากๆ มาให้ผมเขียนให้ทั้งลูกหมู่ผมเอง และเพื่อนข้างๆหมู่

คนเพราะลายมือไม่สวยหรือเขียนหนังสือไม่เป็นนี่แหละครับ

ผมก็ช่วยลูกหมู่ผมคนนึง ไอ้ทีครับทีเป็นคนที่ปกติจะกวนๆ เสียงดัง ซ่าๆ

แต่ตอนที่เค้าพูดเนื้อความในจดหมายที่จะให้ผมเขียนลงไปฟังดูแล้ว ทำให่ผมรู้จักอีกด้านนึงของที

ทำให้รู้ว่า ถึงแม้มันจะซ่าแต่มันก็รักแม่มันมากๆ มันโดนอะไรมาเยอะครับ เพราะความกวนและซ่าของมัน

แต่มันบอกให้ผมเขียนบอกแม่มันไปว่ามันไม่เป็นอะไร ไม่ต้องเป็นห่วง สบายดี พูดไปก็น้ำตาซึมจนร้องให้

ไม่ใช่แค่ทีคนเดียวหลายต่อหลายคนร้องให้ออกมา บางคนน้ำคาคลอ บางคนร้องกระซิกๆเลย

บางคนแค่เริ่มต้นเขียนก็มีน้ำตาหยดลงกระดาษแล้ว

หลังจากที่ผมช่วยหลายๆคนเขียนเสร็จผมก็ได้โอกาสเขียนของตัวเองซักที

ในความก็พูดประมาณว่า ไม่ต้องเป็นห่วงสบายดี ซึ่งโกหกทั้งเพ แต่ต้องพูดแบบนั้นเพราะคงไม่มีใคร

อยากที่จะเขียนอะไรที่ทำให้ครอบครับอ่าน้วเครียดอ่านแล้วยิ่งเป็นห่วงหรอก จริงไหมครับ?

นอกเหนือจากนี้ผมก็มีลิสของใช้ที่ต้องการ เพราะว่าของที่หลวงแจก มันมาในปริมาณน้อยเกินไป

ระหว่างเขียนผมก็แอบมีน้ำตาคลอเหมือนายๆคนนั่นแหละครับ เพราะแหม มันคิดถึงนินา

ทีนี้ผมกลัวครับว่าที่บ้านจะไม่ได้รับจดหมายเพราะว่าน้ำท่วม จดหมายอาจจะไม่ถึงมือ

จึงอยากจะโทรบอกแต่เนื่องจากไม่ได้มีการอนุญาติให้พกมือถือเข้ามา โทรศัพท์สาธารณะก็ไม่มี

แล้วจะบอกญาติยังไง? หลายคนได้รับความมีน้ำใจจากจ่าหมู่ของตัวเองที่จะให้ยืมโทรศัพท์โทรหาที่บ้านตอนพักกลางวัน

แต่ใครยืมต้องเติมเงินให้จ่าแกนอกจากจ่า ก็มีครูผู้ช่วยประจำหมู่ ซึ่งแต่ละคนก็หวงลูกหมู่ตัวเองจริงๆ

อย่างของผม ครูประจำหมู่คือครูเล็กฟอร์มเยอะมากๆ ไม่ยอมให้โทรซักที ในขณะที่เพื่อนหมู่อื่นได้โทรกันไปถึงไหน

จนครูโน ครูฝึกที่นอนตรงข้ามผมเห็นว่าผมยังไม่ได้โทรหาที่บ้านซักที +กับเห็นผมซึมๆเลยแอบเอามือถือให้ผมยืมโทรตอนกลางคืน

ตอนที่ครูแกยื่นมือถือมาให้ในมือ มันเป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้นมากๆทั้งๆที่มันเป็นมือถือรุ่นธรรมดาๆ

แต่กลับรู้สึกว่ามันเป็นของมีค่าที่ไม่สามารถได้มาง่ายๆ

จากนั้นรีบกดโทรศัพท์โทรหาแม่ทันทีตู้ดดดดด ตู้ดดด ตู้ดดดด

"ฮัลโหล..." เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น

ผมก็รีบตอบกลับ "ฮัลโหลนี่แบ้งนะ"

คุณแม่: น้ำเสียงดีใจมาก"เออว่าไงแก"

ผม: "วันที่ 4 นี้เค้าจะมีให้เยี่ยมญาติที่กองบิน4 ตาคลี นครสวรรค์นะ มาป่าว?"

คุณแม่: " ไปสิๆเป็นไงบ้างแก"

ผม:" สบายดี ก็ทนได้ไม่ได้แย่อะไร แต่ตัวดำปื๊ดย" (ผมโกหก)

คุณแม่:"แล้วไป้วต้องทำยังไง"

ผม: " บอกชื่อแบ้งนะแล้วบอกเค้าว่าอยู่พัน3 หมู่3 เค้าให้มาได้ตั้งแต่ 9โมงถึง 4 โมงนะเอาขนมมาเยอะๆนะ อยากกินมากกก อยากกินช๊อกโกแลตมากกกกกกก"

คุณแม่:" โอเค "

จากนั้นก็ได้ยินเสียงตึงตังๆและตะโกนหลังไมค์ว่า "ไอแบ้งโทรมาๆ" น้ำเสียงดีใจตื่นเต้นมากๆ

จากนั้นพ่อผมก็มารับสายคุยถามสารทุกข์สุกดิบกันนิดหน่อย ผมต้องบอกว่าแค่นี้ก่อนนะ เพราะยืมมือถือครูมาโทร

เกรงใจเค้าจากนั้นก็ได้กำลังใจจากทั้งพ่อและแม่



หลังจากที่วางสายไป ไอ้ริกเพื่อนทหารที่นอนข้างผมก็ขอยืมบ้างพอมันคุยเสร็จผมก็เอามือถือไปคืนครูโนผู้เป็นเจ้าของ

ตอนยื่นมือถือคืน หน้าตาผมยิ้มแฉ่งด้วยความดีใจตื่นเต้นมากๆ เพราะได้คุยกับที่บ้าน แต่ก็เสียดายที่คุยแปบเดียวก็ต้องละจากมือถือของครูที่ในจุดนั้น มันเป็นของที่มีค่ามากๆ



แต่เรื่องมันมีอยู่ว่าครูเล็กแกมาจับได้ว่าผมไปยืมมือถือครูโน แกก็เคืองสิครับ

ที่แกรู้เพราะผมบอกว่าผมไม่ยืมของแกโทรเพราะผมโทรแล้ว เลยอยากให้คนที่ยังไม่ได้โทร โทรก่อนดีกว่า

แต่แกไม่ได้คิดเช่นนั้น แกมาถามว่า"ไอแบ้งม-ึงอยู่หมู่ไหน?"

และก็มีการจิกด่าอีกต่างๆนาๆประมาณว่าไม่เคารพเค้าไม่อยู่สังกัดเค้า และก็เกลียดผมจากนั้นเป็นต้นมา

(ทำเป็นเด็กไปได้)



พวกเราต่างอดทนฝึก เวลาโดนทำโทษก็ยิ่งกัดฟันสู้เพื่อนอีกไม่นานก็ได้เจอครอบครัวตัวเองแล้ว

จะมาเหนื่อยตายก่อนไม่ได้จนวันนั้นก็มาถึง วันที่ 4 ธันวาคม 2554

ตอนเช้าผมตื่นก่อนเสียงนกหวีดดังขึ้นอีกเพราะว่าตื่นเต้นมากๆ อยากจะเจอป๊าก่ะม้าไม่ไหวแล้ว

หลังอาหารเช้าได้มีการคุยเรื่องกำหนดการก่อน ว่าอะไรเป็นยังไง

ใครทีญาติไม่ได้มาเยี่ยมสามารถพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย

ส่วนใครที่มีญาติเยี่ยมให้แต่งตัวให้เรียบร้อยด้วยชุดเป็ดน้อย ใส่หมวก ใส่ถุงเท้า รองเท้าผ้าใบ

จากนั้นจะมีการประกาศชื่อของคนที่ญาติมาริแล้ว ใครที่ได้ยิน ให้ช่วยกันขาน

สมมุติว่าเค้าประกาศว่า "เคน ธีเดช"ทุกคนที่ได้ยินเสียงประกาศต้องตะโกนคำว่า "เคน ธีรเดช"

ไหเรื่อยๆ จนกว่าเจ้าตัวจะขานกลับว่า"ทราบแล้ว"

ที่ต้องทำแบบนี้เพราะเราหล่ยๆคนไม่รู้ว่าญาติของตัวเองจะมาเมื่อไหร่บางคนจึงกรัจัดกระจายอยู่ตามโรงนอนบ้าง

ห้องน้ำบ้าง สนามหญ้าแถวๆนั้นบ้าง

ใครที่โดนขานชื่อ ต้องไปลงชื่อในสมุดcheck out เวลากลับมาก็ต้อง check in เพื่อเป็นการป้องกันและตรวจสอบว่ามีใครหนีรึเปล่า

นอกจากนี้ยังมีการกำหนดขอบเขตที่สามารถเดินผ่านได้-ไม่ได้ในบริเวณเยี่ยมญาติอีกด้วย

หากเดินเกินขอบเขต จะมีโทษ



วันนั้นผมกระวนกระวายใจมากเพราะไม่รู้จะได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองเมื่อไหร่

ในใจคิดว่าคงมาสายแหละมั้งตามสไตล์ครอบครัวผมที่มักจะตื่นสายในวันอาทิตย์

ผมก็รอ ร๊อรอ ใส่ชุดถูกระเบียบสุดพลังเพื่อความพร้อม รีบทำธุระอะไรให้เสร็จ เข้าห้องน้ำยังรีบเข้า

เพราะกลัวจะมาเรียกชื่อเอาระหว่างปฏิบัติกิจแต่ไหงไม่มีชื่อเราซักทีละ? มีแต่ชื่อเพื่อนที่โดนเรียกไปทีละ4-5 คน

คนที่โดนเรียกชื่อก็มีสีหน้าตื่นเต้นดีใจมากกๆบางคน

ถึงกับแย่งกันยืนหัวแถว และทะเลาะกัน- -" จะหัวแถวหรือท้ายแถว มันก็เจอญาติเหมือนกันนั้นแหละวะ

สิบโมงก็แล้ว สิบโมงกว่าก็แล้วจนจะสิบเอ็ดโมงผมแทบคลั่ง เลยขอยืมมือถือครู"คนไหนก็ได้"

มาโทร พอโทรติดม้าผมก็บอกว่าแกอยู่ไหน ชั้นมานานแล้วเนี่ย ถึงตั้งแต่เก้าโมงกว่าแล้ว

ผมเลยไปบอกครูที่ดูแลเรื่อง check in check out ทหารายคนประสบปัญหาเดียวกัน

เพราะญาติมารอนานมากแล้วแต่ไม่ยอมเรียกให้ออกไปเสียที

ครูเลยฝห้คนที่มั่นใจว่าญาติมาแล้วมาเซ็นชื่อเข้าแถวและรอออกไป

ระหว่างเซ็นมีเสียงวอเรียกชื่อผมเข้ามา นาทีนั้นนี่แบบสุดๆมาก เหมือนการประกาศผลรางวัลเลยดีใจมากๆ

จากนั้นครูฝึกเลยนำพวกผมสองสามคนออกไป โดยการตั้งแถวตอึก และให้ "วิ่ง"ในท่าฝึก

ตอนนั้นจำได้ว่าตั้งใจวิ่งสุดพลังมากผมก็วิ่งๆไป ผ่านสนาม ผ่านโรงนอนจนไปถึงโรงจอดเครื่องบินที่ปกติเป็นสถานที่ฝึกของหน่อยฝึกของผมเอง

มองเห็นลานปูนกว้างๆที่ปกติพวกเราใช้ฝึกซ้ายหันขวาหันเต็มไปด้วยเสียงเจี้ยวจ๊าว คนเดินพลุกหล่าน

พอวิ่งใกล้เข้ามาก็เหนว่าในโรงจอดเครื่องบินเก่าๆ ที่ปกติจะโล่งตา กลับเต็มไปด้วยญาติของทหารใหม่และสังเกตุได้ว่า

สายตาหลายต่อหลายคู่จับจ้องมายังกลุ่มของผมพวกญาติๆเหล่านั้นคงจะหวังว่าเป็นลูกหลานของตนเองอยู่เหมือนกัน

ผมเองก็กวาดสายตาไปทั่วแต่ไม่ยักจะเห็นครอบครับผมเลย

จนมาถึงจุดที่หยุดวิ่งตรงหน้าโรงจอดที่ถูกจัดไว้สำหรับ"พัน3"

ตอนนั้นเอง ผมเห็นจ่าโอ๊ตจ่าหมู่ผมยืนประสานงานอยู่ จ่าแกถามผมว่า " ไอแบ้ง ไหนละพ่อแม่เอ็ง?"

ผม: " ไม่ทราบครับยังไม่เห็นเลย"

แต่ระหว่างที่ผมกวาดสายตามองก็ไปสะดุดกับหมวกสานที่มีผ้าลาย pokadotคาดอยู่ มันดูคุ้นมากและคิดว่าใช่แน่ๆ

เลยโบกมือใหญ่เลยทั้งๆที่ไม่ได้มองหน้าด้วยซ้ำ เพราะตื่นเต้นมากๆๆๆๆๆ มากๆ จริงๆ

พอเดินเข้าไป จึงเห็นว่าตาผมไม่ผิดจริงๆ มันคือหมวกที่แม่ผมมักจัใส่เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด ตอนแรกพวกเค้ยังไม่เห็นผม

จนผมต้องเดินเข้าไปตรงหน้าและโบกมือทักทาย

ทุกคนถึงกับอึ้งในสิ่งที่ตัวเองเห็นมากันทั้งหมด 3 คน ป๊า ม้า และ พี่สาวคนโตผม

ทั้งสามคนจำผมไม่ได้เลยเพราะทุกคนไม่คาดคิดว่า ลูกชาย/น้องชายตัวเองจะต้องมาอยู่ในสภาพดังนี้อย่างกับคนละคน

ผมก็ทักทายอย่างมีความสุข ยิ้มแย้มถามสารทุกข์สุกดิบ ระหว่างที่คุยกัน

มือของแม่ผมก็มาลูบที่แขนเบาๆอย่างอ่อนโยน(ซึ่งปกติไม่เคยทำมาก่อน)

แอบเห็นตาคลอๆส่วนพ่อผมเองก็ยิ้มแย้มแฮ๊ปปี้ แต่ว่าตาแดงๆ

พี่สาวผมเอาแขนมาเทียบกันและถ่ายรูปเก็บไว้ และตะลึงกับภาพ เพราะมันช่างต่างกันมากๆ

จากแต่ก่อนที่ผมเป็นคนขาว แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเหมือนชนเผ่าอะไรซักอย่างในแอ๊ฟฟริกา

เนื่องจากครอบครัวผมไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง จึงไม่ได้เตรียมของอะไรมามากมายนอกจากของกินกับของใช้ที่ผมมีฝากให้ซื้อเข้ามา

พวกเราจึงต้องนั่งกับพื้นปูนสกปรกๆที่ปกติพวกผมนั่งและนอนระหว่างพักนั่นแหละครับ

ผมก็พูดไม่หยุดเหมือนกันเพราะความตื่นเต้น และความคิดถึงครอบครัว

ระหว่างเม้าแม่ผมก็มาจับคอเสื้อขยับไปมา เพราะมันโชว์ให้เห็นถึงสีผิวที่ตัดกันอย่างก่ะโดนผ่าตัดจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง

ผิวขาวแบบคนจีน ตัดกับสีดำไหม้และตัดเป็นรอยคอเสื้อ เห็นเด่นชัดมาก

คิดว่าแม่ผมคงยังทำใจไม่ได้กับสภาพของลูกชายตัวเองที่ไม่อยากจะให้ลูกตัวเองลำบากแต่ต้องมาายเป็นทหารหัวเกรียนตัวไหม้แบบที่เห็นอยู่ตรงหน้า

ผมเองเห็นแล้วหดหู่มากเพราะเวลาเค้าลูบ เค้ามองด้วยสายตาเศร้ามากๆ ระหว่างที่ผมพิมพ์อยู่นี่ผมยังน้ำตาคลอเลย

เพราะว่าภาพมันติดตามากตอนนั้นผมก็ได้แต่บอกไม่เป็นไม่ ทนได้ และก็ยิ้มหน้าบานแฉ่ง

จำได้ว่าวันนั้น ยิ้มบานแฉ่งมากที่สุดหลังจากที่ไม่ได้ยิ้มเยอะๆแบบนี้มาหลายวัน

มันเป็นความรู้สึกที่มีความสุขสุดๆคุยไปคุยมา มารู้ภายหลังว่า พวกเค้าออกจากบ้านตั้งแต่ตี 5 แล้ว

แม่ผมผู้ที่ปกติจะตื่นสายสุดดันตื่นก่อนคนแรกเลย ได้ยินแล้วก็มีความสุขนะครับ

ระหว่างคุยกัน แม่ผมก็หยิบยื่นเอาของกินมาให้อย่างเยอะ

กาแฟเอย ช๊อกโกแลตเอยข้าวเหนียวหมูฝอยเอย เค้กเอย และขนมอีกเพียบ

จำได้ว่าสภาพผมตอนนั้นคือมือนี่กวาดหาของกินตลาดเวลา ปากถ้าไม่ได้พูด ก็เคี้ยว

แลดูเหมือนคนที่หิวโหยอดหยากมานานเป็นเดือน

พี่สาวผมเห็นสภาพเช่นนั้นอดพูดออกมาไม่ได้ว่า"หิวโหยมาจากไหน นี่แกกินไม่หยุดเลยนะแบ้ง"

ผมก็ได้แต่ยิ้มและบอกว่าในนั้นมันไม่มีอะไรเลย อยากกินอะไรก็ไปซื้อไม่ได้พูดเสร็จก็ค้นหาว่ามีอะไรที่กินได้อีก



น่ากลัวมากๆครับผมเห็นสายตาของครอบครัวผมที่มองดูผมในตอนนั้นมันดูอนาถนิดๆอ่ะ ยิ้มแต่แฝงด้วยความเศร้า

แต่เวลาก็ผ่านไปถึงสามโมงกว่าสีหน้าของผมเปลี่ยนไปทันที เพราะเวลามันผ่านไปเร็วมาก

ไม่อยากให้กลับเลย พี่สาวผมบอก"กลับเหอะ เดี๋ยวรถติด"

ผมถึงกับเอ่ยว่า "อย่าเพิ่งกลับสิและสีหน้าเศร้าออกมาโดยไม่รู้ตัว"

แม่ผมเลยให้อยู่กันอีกแปบแล้วค่อยกลับ ตอนเดินไปส่งที่ที่ไกลที่สุดที่ไปได้ มันเป็นความรู้สึกที่ทรมานมาก

แต่ก็ต้องฝืนยิ้ม จริงๆคือจะร้องเพราะตอนบอากัน แม่ผมคงเห็นท่าทีแล้ว เลยบอกว่า ไม่ต้องร้องๆ

ผมก็ฝืนยิ้มไป และกลั้นใจหันหลังกลับโดยไม่หันไปมองต่อ

น่าตลกนักที่ต่อหน้าพ่อแม่ผมกลับยิ้มร่าอย่างมีความสุขแต่พอไปเข้าแถว น้ำตามันตกออกมาเอง

เพราะความคิดถึงดีใจกับการที่ได้เจอกันซะที

ระหว่างนั้นก็มีเสียงประกาศให้ญาติๆทยอยกลับ

แต่ยังมีคนที่ไม่ยอมกลับซักทีจนเค้าต้องประกาศว่า

"ญาติๆเชิญกลับได้แล้วครับ ไม่ต้องเป็นห่วงบุตรหลานของท่านเพราะทางเราดูแลพวกเค้าอย่างดีครับ เชิญครับ"

แต่หลังจากที่ญาติๆกลับไปกันหมดไม่ถึง5 นาที

พวกเราต่างสามารถสัมผัสได้กับสิ่งที่ตัวเองจะต้องเผชิญต่อไป

เพราะพวกเราเองได้รู้มาอยู่ปล้วว่าเยี่ยมญาติทีไรไม่เคยมีครั้งไหนที่ไม่โดนแดก

เพียงแต่พวกเราทำใจ และยอมโดนแดกเพื่อพบครอบครับที่รัก

.......

ทำไมถึงต้องโดนแดกหลังเยี่ยมญาติ

นายทหารเวรก็จะสรรหาข้อกระทำผิดของพวกเราแล้วมาลงโทษ

เช่น เดินออกนอกบริเวณที่กำหนดทำตัวไม่เหมาะสม(กอดกับแฟน นั่งตัก ฯลฯ)

หรือ แฟนใครแต่งตัวไม่เหมาะสมนุ่งสั้น โป๊ พวกเขาทำโทษญาติไม่ได้แต่เขาสามารถทำโทษทหารใหม่ได้

นี่คือเวรกรรมที่เราต้องได้รับหลังจากที่เยี่ยมญาติครับ

ถึงแม้ว่าผมเองหือหลายๆคนจะไม่ได้ทำอะไรผิดก็ถูกเหมารวมไปด้วย

จำได้ว่าวันนั้นพวกเราที่มีญาติเยี่ยมทุกคน โดนสั่งให้ทำท่าดันพื้นเตรียม

และโดนสั่งให้ดันพื้นทีละ 5 ครั้งและค้างอยู่อย่างนั้น ระหว่างที่เค้าอบรมและชี้แจงความผิด

สั่งทีละ 5ครั้งอาจจะฟังดูจิ๊บๆ แต่พอทำ เค้าจะบอกว่า

"ทำไมไม่พร้อม เอาใหม่ 5 ครั้ง"

"มีคนอู้ 5 ครั้ง"

"มีคนไม่นับ 5ครั้ง"

" มีคนลงไม่สุด 5ครั้ง"

"นับไม่พร้อม 5ครั้ง"

"นับไม่ดัง5 ครั้ง"

วนเวียนอยู่อย่างนี้มีคนนับไว้ว่าวันนั้น โดนไป460+กว่าครั้ง

และระหว่างนั้นต้องทำท่าดันพื้นเตรียมเอาไว้ตลอดเวลา

ขอบอกว่ามือผมชาแทบจะไร้ความรู้สึกไปเลยตอนที่ทำท่าดันพื้นค้างเอาไว้



ทุกครั้งที่มีการเยี่ยมญาติ ต้องโดนแดกทุกครั้งและจากที่โดนมาสองครั้ง (จาก3)บอกได้ว่าครั้งแรกเด็กๆจริงๆ

เพราะครั้งที่สองที่ผมโดนคือครั้งที่3 ของการเยี่ยมญาติและเป็นครั้งสุดท้ายที่จะมีการเยี่ยมญาติที่ตาคลี

วันนั้นเราก็มีความสุขเหมือนครั้งก่อนที่มีการเยี่ยมญาติแต่วันนั้นโดนหนักมาก

นายทหารเวรเอาท่ากายบริหาร ลุกนั่งซิทอัพ ลุกหมอบ ดันพื้น พุ่งหลัง กระโดดตบ มาทำโทษ

ฟังดูง่าย แต่หลายสิบยกนะครับแต่ที่หนักกว่านั้นคือ......

เค้าสั้งให้พวกเราวิ่งทีละหน่วยฝึกจากจุดที่ยืนรวม ให้วิ่งไปไกลมากๆ ถ้าให้เทียบประมาณ 3-4ความยาวของสนามบาส

ให้วิ่งไปกลับและกลับมาเข้าแถวยืนตามระเบียบพักดังเดิม

ปัญหาคือต้องกลับมาพร้อมท่าตามระเบียบพัก ภายในเวลา1 นาที หรือกี่นาทีนี่แหละ ผมจำไม่ได้แต่ดูจากระยะทางและจำนวนคนแล้ว

มันเป็นไปไม่ได้และไม่ได้วิ่งกันรอบเดียว วิ่งหลายรอบมาก มีคนขาเดี้ยง

มีคนเป็นลม มีคนอ้วกแตก ใครขาเดี้ยงเพื่อนก็ช่วยพยุง

ใครเป็นลม บางคนโดนทิ้งอยู่เพราะกลัวตัวเองจะมาเข้าแถวไม่ทันเวลา

ผมเองช่วยพยุงเพื่อนที่วิ่งจะไม่ไหวแล้วไปด้วยกัน

ให้กำลังใจกันตลอดว่า สู้เว้ยเพื่อนและก็กลับไปเข้าแถวในสภาพปางตาย เพราะหายใจจะไม่ทันจริงๆ

หลังจากโดนวิ่งไป2 หรือ 3 รอบผมไม่แน่ใจตอนยืนตามระเบียบพัก

อยู่ๆน้ำตาผมไหลออกมาเองเลยครับ ไม่ใช่เพราะโศกเศร้า

แต่เพราะว่าเหนื่อยที่สุด และดีใจมากๆที่ตัวเองยังไม่ตาย!!! เรื่องจริงครับ!!!

มันเป็นความรู้สึกที่ลืมไม่ลงจริงๆสุขและทุกข์ ในวันเดียวและเฉียบพลัน

เยี่ยมญาติที่ตาคลี คล้ายๆตายทั้งเป็น

แต่ขอบอกว่า การเจอหน้าครอบครัวตัวเองมันเป็นกำลังใจที่ดีจริงๆ และเป็นแรงพลักดันให้เราทนอยู่ต่อไป

เพราะฉะนั้นใครมีญาติเป็นทหารใหม่ให้ไปเยี่ยมเค้าด้วยนะครับ หรือส่งจดหมายก็ยังดี

สิ่งเหล่านี้มันทำให้เราอดทนมากขึ้นจริงๆ.................

การเป็นทหารยิ่งทำให้รู้ว่าผมรักครอบครัวผมมากๆ และไม่มีใครดีเท่าคนในครอบครัวเราจริงๆ.……





Create Date : 19 กันยายน 2555
Last Update : 19 กันยายน 2555 17:53:41 น.
Counter : 873 Pageviews.

3 comment
ตอนที่ 9 การปลดทุกข์และอาบน้ำของทหาร 18+

แน่นอนว่าทุกๆวันหลังจากการดำเนินชีวิตอย่างทุลนทุลายของพวกเราชาวพลทหารการชำระร่างกายก็เป็นสิ่งที่พวกเราโหยหายิ่งนัก เพราะว่าสิ่งที่เราประสบกันมาระหว่างวันตั้งแต่เช้ามืดยันเย็นมันช่างทรหดสมบุกสมบันเหลือเกิน

หลายวันที่เราเละกันตั้งแต่เช้าแต่เราก็ต้องทนร่างเน่าๆของพวกเราไปจนเวลาเย็น กว่าจะได้อาบขอบอกว่าช่วงเวลาการฝึกที่ ตาคลีนั้น พวกผมได้อาบน้ำแค่วันละ 1 ครั้งเท่านั้น!!!

ก่อนที่จะเข้าเนื้อหาที่ทุกคนรอคอยผมขออธิบายบรรยากาศของสภาพ“ห้องอาบน้ำ” และ “ห้องน้ำ” ของพวกเราเหล่าพลทหาร ทอ.542

อย่างที่เคยบอกไว้พวกเนื่องจากพวกเราเป็นทหารรุ่นหนีน้ำท่วมอะไรๆก็ไม่ได้สะดวกสบายพร้อมที่จะรองรับพวกเรา สองพันกว่าคน ห้องอาบน้ำและห้องน้ำนั้นก็ได้จัดทำขึ้นก่อนพวกเรามาถึงไม่นานนักพวกเรามีกันสองพันกว่าคนทางหน่วยฝึกทหารใหม่เฉพาะกิจได้จัดโซนอาบน้ำและห้องน้ำของแต่ละหน่วยฝึกเอาไว้เพื่อจะได้ไม่ชุลมุนวุ่นวายโซนอาบน้ำของผมอยู่ไม่ไกลจากโรงนอนัก หากวิ่ง ก็ใช้ระยะทางประมาณ 20 กว่าก้าว โซนนี้แบ่งกันใช้ด้วยกันระหว่างหน่วยฝึก 3 กับหน่วยฝึก 4

อ่ะเรามาจินตนาการภาพไปพร้อมๆกันนะครับ

ห้องน้ำและห้องอาบน้ำอยู่ติดกันเริ่มด้วยห้องน้ำแล้วกัน เพราะมันถึงก่อนห้องน้ำจะเรียงกันยาวเป็นหน้ากระดานประมาณเกือบสิบห้อง ทำจากสังกะสีเก่าๆผุๆมีรูบ้าง มีสนิมบ้าง พื้นห้องน้ำเป็นแผ่นไม้วางต่อๆกัน หน้าห้องน้ำมีแท๊งค์น้ำ 3 อัน วางห่างกันเป็นระยะเท่าๆกันสถาปนิกที่สร้างห้องน้ำมีความต้องการให้พวกเราได้สะดวกสะบายในการเข้าออกและได้ชมวิวทิวทัศน์ของด้านนอก จึงได้ออกแบบประตูที่ทำจากวัสดุอย่างดีที่ตอบโจทย์นั้นคือ “ตาข่ายการเกษตรสีดำ” ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงพวกร้านขายต้นไม้ที่เค้าจะเอาตาข่ายสีดำมามุงเป็นหลังคาเพื่อบังแดดให้ต้นไม้อ่ะครับนั่นแหละครับ ประตูห้องน้ำของพวกผม!!!ซีทรูเบาๆ แต่ไม่ถึงกับอนาจาร เวลากลางคืนจะมองเห็นกันเพียงลางๆเท่านั้นเพราะว่าไฟห้องน้ำ ไม่ได้มีให้ทุกห้อง ใครอยากโรแมนติกก็เลือกห้องที่มืดหน่อยใครกลัวผี หรือไม่อายก็ไปห้องที่อยู่ใต้ไฟเลยจ้า อ่ะบางคนอาจสงสัยว่า “เอ๊ะ? ใช้ตาข่ายงี้แล้วจะล๊อคประตูยังไงแล้วไม่อายหรอ?” คำตอบคือ “เนื่องจากสถาปนิกเกรงว่าพวกเราจะโดนล๊อคอยู่ข้างในและความสะดวกสบายในการเข้าออกหากมีการเรียกรวมระหว่างปฏิบัติภารกิจปลดทุกข์จึงไม่ได้ใส่กลไกในการล๊อคประตูเอาไว้ด้วย ถามว่าไม่อายหรอ? ผมก็เป็นคนนะครับอายสิ ผับผ่า”

อ่ะเมื่อเราเปิดม่าน หรือที่เราพยายามเข้าใจว่ามันคือ “ประตู” เข้าไป สิ่งที่เห็นคือโถส้วมแบบคอห่านที่ให้คนนั่งยองๆ พื้นไม้ที่วางเรียงกันบางแผ่นผุเป็นรูบางแผ่นวางไม่ชิด เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ใต้ล่างให้ความรู้สึกเหมือนเราอยู่บนลานริมน้ำเพียงแต่สิ่งที่อยู่ในน้ำมันไม่ค่อยน่าดูนักเพราะมันคือสิ่งที่คนห้องแรกๆหรือห้องข้างๆปล่อยออกมาความรู้สึกที่เห็นตอนนั้นคือ....... เอ๊ะที่นี่เมืองจีนหรอ? ส่วนเรื่องอายในการใช้ห้องน้ำผมคิดว่าสถาปนิกได้คำนึงถึงจุดนี้จึงได้ออกแบบให้โถส้วมหันหน้าเข้าหาผนังด้านใดด้านหน้า บางห้องหันซ้าย บางห้องหันขวาให้เราจ้องสังกะสีแก้เขิน และใช่ครับ....สังกะสีผุๆอย่างที่บอกไว้มีรูบ้างอะไรบ้าง บางห้องสามารถส่องไปห้องข้างๆได้ ก๊อกน้ำหรืออุปกรณ์ในการชำระล้างหรอ?มันคือถังน้ำและขัน ซึ่งต้องเอาไปเติมจากแท๊งค์น้ำหน้าห้องน้ำ เวลาจะใช้ห้องน้ำผมต้องเดินเซอเวย์ไล่ไปทีละห้องๆ เพื่อตามล่าหาถังน้ำที่ 1 ไม่รั่ว 2 มีขัน3 ขันน้ำไม่รั่ว เวลาเค้าปล่อยไปเข้าห้องน้ำต้องรีบเผ่นมาเซอเวย์ และการเจอถังน้ำที่ถูกตามเกณฑ์ก่อนคนอื่นมันเป็นความรู้สึกเหมือนเราวิ่งเข้าเส้นชัย หลังๆมา เห็นเพื่อนบางคนรอผมก็ต้องเกรงใจ รีบทำภารกิจ และรีบส่งถังต่อให้เพื่อนทหารที่ทรมานอยู่หน้าห้องต้องบอกไว้เลยครับว่า “ไม่มี” วันไหนเลยที่ผมจะเข้าห้องน้ำแบบสบายใจโดยที่ไม่ต้องหวาดระแวง

ท่าบังคับในการเข้าห้องน้ำของผมมีดังนี้ครับ

ลำตัว: นั่งยองๆลงหันเข้ากำแพงสังกะสีตามทิศที่โถหันไป

มือ: กอดเข่าไว้

หัว: หันหน้ามาที่ประตูม่านการเกษตร (สำคัญมากอันดับ2)

ตา: คอยสอดส่องไปยังผู้คนที่เดินไปมาอย่างหวาดระแวง

ปาก: คอยพูดว่า “มีคนครับๆๆๆ!!” เวลามีผู้ต้องสงสัยมาด้อมๆมองๆจะเข้าห้องน้ำที่ผมกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ (สำคัญมากสุดๆ)

หู: คอยฟังเสียงนกหวีดว่า จะเป่ารวมเมื่อไหร่

ทุกๆครั้งที่เข้าห้องน้ำจะเป็นแบบนี้ และเวลามีใครมาด้อมๆมองๆจะเข้าห้องน้ำ ผมต้องเอ่ยปากบอกอย่างกระวนกระวายทุกครั้งไปพอคนได้ยินดังนั้นก็จะล้มเลิกการด้อมมองแล้วไปหาห้องอื่นต่อไป แต่!!!

มันมีอยู่วันหนึ่งระหว่างที่ผมกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่อย่างหวาดผวา ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายๆแปลว่าแสงมันจะสว่างจ้า ซึ่งแน่นอนว่าดีกรีความระแวงนั้นเพิ่มขึ้น 40% จากปกติ ทันได้นั้น ผมได้ยินเสียงดังแว่วๆมาว่า “เห็นกระเป๋าตังเราป่ะ? ๆ” เสียงนี้ดังย้ำไปมา และดังขึ้นเรื่อยๆซึ่งแปลว่ามันกำลังใกล้เข้ามา ผมรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของห้องน้ำยิ่งมั่นใจได้ว่า เจ้าของเสียงกำลังเดินหาทีละห้องๆไป พอมาถึงหน้าห้องผม ผมก็ตะเบ็งออกไปอย่างเป็นงาน“มีคนครับๆ” แต่ทันใดนั้น

มือของพลทหารคนนั้นเบิกม่านออกมาผ่างงงงง!!!!! ตาเราสองคนประสานกัน มันจ้องตาผม 2 วิ แล้วพูดว่า “กระเป๋าตังหาย เห็นกระเป๋าตังเราไหม?” ส่วนผม ตาโตเป็นไข่ห่านช๊อคค้างไปไม่กระพริบ และบอกว่า “ไม่มี” พลทหารคนนั้นจึงไปที่ห้องถัดๆไปและผมได้ยินเสียงทีหลังว่ามันหาเจอแล้วในห้องไหนซักห้อง แต่ผมสิหวาดผวากับสิ่งที่เจอไม่หาย คำพูดของฉันไม่มีประโยชน์เลยรึไง?ปกติพูดไปคนก็จะไม่เปิดเข้ามา แต่คนนี้....กระซิกๆ

อ่ะพอกับเรื่องห้องน้ำไว้แค่นี้เดี๋ยวจะอ้วกแตกกันก่อน มาต่อกันที่ “ห้องอาบน้ำ”

จริงๆไม่ควรเรียกว่าห้องอาบน้ำน่าจะเรียกว่า “ลานอาบน้ำ” มากกว่าเพราะมันเป็นห้องอาบน้ำที่กว้างใหญ่มากครับ สไตล์ Outdoor สถาปิกคงอยากจะให้พวกเราสัมผัสกับธรรมชาติรอบข้างจึงออกแบบมาเยี่ยงนี้ลานอาบน้ำตั้งอยู่หลังห้องน้ำครับ มีรั้วที่เป็นตัวบ่งบอกว่า “นี่คือที่อาบน้ำนะ” ไว้ด้วยครับ น่ารักมาก เพียงแต่รั้วที่ว่าเป็นวัสดุแบบเดียวกับประตูห้องน้ำ ซึ่งมีทำไมไม่รู้คงอยากให้คนที่มองเข้ามาเห็นอะไรลางๆเหมือนโดนเซนเซอร์ แล้วเก็บไปจินตนาการหรือไร?รอบๆลานเป็นดินครับ ซึ่งมักจะเปียกแฉะ เละเป็นโคลนจากน้ำที่เราอาบสิ่งที่ช่วยชีวิตพวกเราจากความเละของโคลนคือแผ่นสังกะสีใหญ่ๆยาวๆแบนๆที่วางอยู่รอบๆอ่างใส่น้ำที่ให้พวกเราอาบ อ่ะพูดถึงอ่างใส่น้ำ น่ารักมากๆสถาปนิกผู้ออกแบบ มีไอเดียที่น่ารักคิขุ โดยการเอาเรือใหญ่ๆสองลำ มาใส่น้ำแล้ววางต่อกันเว้นช่องไฟเล็กน้อย เอ๊ะเราเป็นทหารอากาศหรือทหารเรือเนี่ย?ถ้าเอาเรือใหม่ๆสะอาดๆมาอาจจะไม่แนว สภาพเรือคือ เก่าวินเทจแอนที๊คมากๆมีคราบโคลนและร่องรอยอารยธรรมมา ซึ่งใช่ครับ น้ำที่เติมเข้าไปก็ต้องไม่สะอาดเพราะโดนสิ่งสกปรกในเรือ น้ำที่เราอาบมีสีสันสวยงาม สีขุ่นๆเหมือนน้ำตาลสด แต่ถ้าเป็นน้ำเปล่าๆคงไม่แนวในน้ำจึงมีส่าหร่ายสไปรูริน่า หรือตะใคร่น้ำล่องลอยอยู่ประปลาย ปางทีตักได้แบบฝอยๆบางทีตักติดในขันเป็นก้อน นี่มันอะไรกัน? ชานมไข่มุกหรือไร?ผมได้แต่ปล่อยตะไคร่กลับสู่เรือและตักน้ำใหม่ที่ปราศจากสาหร่ายมาราดใส่ตัวทุกอย่างจะเกิดขึ้นเร็วมากๆครับ คือ ตักสาดๆ คุณคงสงสัยว่าเอ๊ะแล้วจะตากผ้าขาวม้ายังไงที่ไหน? ก็พาดไว้กับรั้วซีทรูการเกษตรสีดำไงครับบางทีก็ผูกกับเสาไม้ แรกๆไม่รู้ก็พาดๆไป จนมันโดนสับหายไป เลยต้องมาผูกและการผูกกับเสา ก็ต้องมีศิลปะ จะได้โด่ดเด่นว่านี่คือของฉัน เพราะว่าผ้าขาวม้าของทุกคนเหมือนกันและโดนสลับกันทุกวันเช่นกัน

พูดถึงการพาดผ้าเวลาเราอาบน้ำ ไม่ได้อาบทีละสองสามคนนะครับ ที่ผมพูดหมายถึงอาบทีละหน่วยฝึก แปลว่า292 คน(โดยประมาณ) กรูกันมาอาบพร้อมๆกันแปลว่าผ้าขาวม้าหลายสิบผืนพาดไว้กับผ้าตาข่ายบางๆ แน่นอนมันต้องหย่อนลงตาแรงโน้มถ่วงของโลกและใช่ครับ รั้วมันก็ต้องหย่อนลงมาเผยสภาพกิจกรรมอาบน้ำของพลทหารให้แก่สายตาคนที่อยู่ข้างนอก ซึ่งก็เป็นพวก จ่าครูฝึก หรือพวกพลทหารหน่วยฝึกอื่น ซึ่งถึงแม้จะมีแต่พวกเรา มันก็อุจาดตาอยู่ดี

เหมือนกับเวลาเข้าห้องน้ำเวลาผมอาบน้ำก็ต้องระแวง มือนึงถูสบู่ มือนึงหยิบขันสาดรัวๆส่วนหัวก็คอยหันมาจับจ้องที่ผ้าขาวม้าของตัวเอง มีเพื่อนผมคนนึง ชื่อ พจน์(เพื่อนหมู่เดียวกับผม) โดนแย่งผ้าขาวม้า และสุดท้ายไม่มีเหลือแม้แต่ผืนเดียวแต่ว่าครูฝึกเป่านกหวีดเลิกอาบน้ำแล้ว ทำไงละครับ?มันก็ต้องวิ่งล่อนจ้อนจากลานอาบน้ำไปยังโรงฝึกระหว่างทางก็มีพวกที่รอจะอาบต่อยืนอยู่ หัวเราะแซวกันใหญ่ น่าสงสารจริงๆ

ทุกๆวันหลังออกกำลังกาย หรือที่เรียกว่า PT ช่วงเย็นเสร็จจ่าเวรจะสั่งให้พวกเราไปเปลี่ยนชุดอาบน้ำและลงมารวมตัวกันที่จุดรวมพลชุดอาบน้ำของพวกเรามีดังนี้

รองเท้าแตะหูหนีบตาดาวสีขาวฟ้า

กางเกงใน (Optional)

ผ้าขาวม้าผูกเอว

ขันเหล็กที่ข้างในมีสบู่ ยาสระผม แปรงสีฟันที่บีบยาสีฟันมาแล้ว (บางคนคลีเอทีบโดยการบีบยาสระผมมาที่หัวก่อนเลย เพื่อจะได้ไม่ต้องเอาอะไรมาเยอะบางคนเอาสบู่ถูตัว อาบแห้งมาก่อน เพื่อประหยัดเวลาในการอาบ)

หลังจากที่ทุกคนมากันครบบางวันจะให้ไปวิ่งไปอาบทีละหมู่ แต่สุดท้ายก็ไปรวมๆกันจนเต็มล้นลานอ่ะครับแต่หลายๆวันจะให้วิ่งกรูเข้าไปทีเดียวเกือบสามร้อยคน คิดภาพตามนะครับชายหนุ่มเกือบสามร้อยคน ยืนกระจัดกระจายใจจดใจจ่อที่จะได้ยินเสียงนกหวีดให้วิ่งไปอาบได้ บางคนทำท่าเตรียมพร้อมวิ่งบางคนพยายามยืนเลาะไปให้ใกล้ห้องน้ำที่สุด แต่ทันทีที่เสียงนกหวีดดังทุกคนวิ่งครับ พร้อมเสียงร้อง เฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮอ!!! เหมือนเวลาข้าศึกบุกยังไงยังงั้นเลยจริงๆนะครับ ทุกคนต่างวิ่งไปที่จุดเดียวกัน พอถึงลานอาบก็รีบพาดผ้าขาวม้าและวิดน้ำอาบอย่างไว มือหนึ่งถูตัวมือหนึ่งสระผม หรือแปรงฟันไปพร้อมๆกัน อาบได้ประมาณ 2 นาที ก็มีเสียงบอกให้เลิกอาบก็ต้องพยายามล้างฟองออกจากตัวให้หมด รีบคว้าผ้าขาวม้า และวิ่งจ้ำไปโรงนอนระทึกกันทุกวินาที

มาถึงสิ่งที่หลายๆคนสงสัยเพื่อนผมหลายคนถามว่า

1 ห้ามทำสบู่ตกจริงหรอ?

ตอบทำตกกันทุกคนแหละครับ เพื่อนๆก็แซวกันล้อกันตามภาษา แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ครับ

2 จริงไหมที่ทหารต้องแก้ผ้าอาบน้ำ? (อันนี้ถามมากันเยอะมาก)

ตอบ จริง และไม่จริงครับ คือ ทุกวันพวกเรามักใส่กกน. มีเพียงบางคนที่ถอด แล้วแต่ตัวใครตัวมัน เพียงแต่จะมีจ่าเวรประจำวันที่คิดพิเรนสั่งให้พวกเราแก้ผ้าอาบ จะเล่าให้ฟังครับ

ครั้งแรกเลยผมจำได้แม่นมันคือวันที่จ่าโอ๊ต หรือจ่าประจำหมู่ผม เป็นจ่าเวร แกนึกพิเรนอะไรไม่ทราบสั่งให้พวกเรามารวมตัวกันรออาบน้ำตามปกติ แต่มีคำสั่งว่า “เอากางเกงในมาได้ แต่ห้ามใส่” ผมคิด เอาแล้วไง งานเข้าแล้วกรู พอพวกเรามากันพร้อมในชุดอาบน้ำที่ภาพใต้ผ้าขาวม้าบางๆนั้นไร้อะไรหุ้มห่อจ่าโอ๊ตออกคำสั่ง “เอ๊า เดินแถวไปทีละหมู่แต่ว่าคนข้างหลังต้องเอามือจูง....คนข้างหน้า ใครมือหลุด แถวหลุด โดน” ผมคิดในใจ ตายห่า มีเสียงฮือฮาและเสียงหัวเราะดังขึ้นสนั่น ผมกับคนที่อยู่หน้าหลังในแถวมองหน้ากันและเตี๊ยมกันว่าให้จับขาแทนนะ ผมก็โอเคจัดไปเพราะผมก็แขยงมือที่จะไปจับแหนมตุ้มจิ๋วของมันเหมือนกัน หมู่แรกเดินไป อย่างฮาเนื่องจากเป็นการเดินแถวท่าบังคับ การเคลื่อนขบวนจึงเป็นอะไรที่ช้ามาก ฮามากพอถึงตาหมู่ผม พวกเราลุกขึ้น ไอพจน์อยู่หน้าผมครับเราเตี๊ยมกันอีกพอเค้าให้เตรียมตัว ผมก็เอามือล้วงไปใต้ผ้าขาวม้ามันเอามือไปจับที่ซอกขา ไอพจน์สดุ้งโหย๋ง บอกอย่าดิๆ! และในขยะเดียวกัน มือคนข้างหลังก็มาแตะที่ขาอ่อนผมเหมือนกันจักกะกี้มาก เป็นอะไรที่แบบ ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะต้องมาทำอะไรอุบาทว์ๆแบบนี้จากนั้นเราก็เดินกันไป หัวเราะกันไป ครูฝึกก็ขำครับ จ่าก็ขำมีครูฝึกถ่ายรูปไว้ด้วย เลวมากๆ แต่ทันใดนั้น ไอพจน์โกงครับมันทำเป็นเดินเร็วจนผมตามไม่ทันเพราะว่ามือคนข้างหลังมันถ่วงผมไม่ให้เคลื่อนตัวไปข้างหน้าเร็วๆได้ผมเลยต้องเป็นหัวแถวให้คนหลังจับไปอย่างทุลักทุลน พอเดินต้วมเตี้ยมจนถึงลานก็ตัวใครตัวมัน รีบอาบน้ำแบบล้อนจ้อน บางคนหยอกล้อหัวเราะปิกั๊ดจูของเพื่อน มองไปเห็นครูฝึกถ่ายวีดีโอตอนพวกเราอาบน้ำแก้ผ้าอยู่ เลวจริงๆ! เอาจริงๆ เวลาอาบน้ำ ทุกอย่างจะเกิดขึ้นเร็วมากไม่มีเวลาไปสนใจอะไรของคนอื่นหรอกครับ เพราะลำพังอาบน้ำตัวเองจะไม่ทันอยู่แล้วรีบอาบรีบเก็บของ แล้วรีบวิ่ง เว้นเสียแต่บอลลี่

บอลลี่คือใคร?เธอคือพลทหารสาวพราวเสน่ห์ ผู้ที่ดูจะมีความสุขมากกับการเป็นทหาร เพราะในชีวิตเธอคงมีโอกาสเช่นนี้ไม่น้อยที่จะได้ห้อมล้อมไปด้วยชายหนุ่มมากมายแถมยังเห็นพวกเขาในสภาพไร้อาพรอีกด้วย บอลลี่มักใช้เวลาว่างป้วนเปี้ยนแถวห้องน้ำตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกว่าเธอเป็นอะไร เข้าห้องน้ำบ่อยจัง แต่มารู้ทีหลังว่าเธอเข้าไปในห้องน้ำ และชะโงกดูคนอาบน้ำ!!! ร้ายกาจนักพอเธอดูเสร็จ ก็เดินออกมา หน้าขวยเขิน พึมพำเบาๆว่า “โหยดูคนนั้นสิ ขาวตี๋ใหญ่ยาวมาก” บางทีก็ “หน้าตาก็ดีแต่เล๊กเล็ก” ตึงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

อย่างที่บอกครับบอลลี่เป็นคนที่ดูจะมีความสุขมาก มีเหตุการณ์ที่จะเล่าให้ฟังต่อ

วันนั้นจำไม่ได้ว่าใครเป็นจ่าเวรเป็นเวลาทุ่มกว่าแล้วมั้งครับไม่แน่ใจ แต่ว่าฟ้ามืดแล้ว พวกเราโดนสั่งให้มารวมพลรออาบน้ำมีเพียงไฟสปอตไลท์ส่องมายังพวกเราที่อยู่ในชุดผ้าขาวม้ากับขันพวกเรามารวมตัวกันช้าครับ โดนสั่งให้แก้ถอดกางเกงใน ถอดผ้าขาวม้า “ล้อนจ้อน” นั่นเองแล้วให้ทำท่าเตรียมดันพื้น เป็นอะไรที่ทุเรศมากๆขอบอก สิ่งที่ผมทำได้ก็แค่พยายามหลบไปหลังๆ ตรงที่แสงไฟส่องไม่ค่อยถึง และใช้เงาเพื่อนข้างหน้าบังๆถึงแม้เราจะเคยอาบน้ำแก้ผ้าร่วมกัน แต่มันก็อายอยู่ดีจากนั้นมีคำสั่งให้พวกเรานั่งลง และให้ลุกขึ้นยืนทีละหน้ากระดาน คนที่ยืนต้องทำท่าตามระเบียบพัก สิ่งของทุกอย่างอยู่ในมือ ต้องเอาไปไขว้หลังไว้ มันแปลว่าเราถูกบังคับให้ยืนล้อนจ้อนโชว์ปิ๊กาจูสู่สายตาจ่าครูฝึก และเพื่อนทหาร เป็นอะไรที่อายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ที่แย่ไปกว่านั้นคือพอเรายืน มันไม่มีใครมายืนบังเราแล้วนั่นหมายถึงแสงไฟจะส่องมายังร่างอันเปลือยเปล่าของพวกเราอย่างจัง สุโค่ยยยยยยกันเลยทีเดียว มันเป็นอะไรที่อนาจารและน่ารังเกียจมากๆ ถ้าคุณคิดว่านี่แย่ฟังต่อครับ ก่อนที่แต่ละแถวจะได้ไปอาบน้ำ ต้องผ่านการตรวจ QC จากใครอื่นใดมิได้ นอกจาก บอลลี่ นั่นเอง!! จ่าบอกว่า ให้บอลลี่จับปิ๊กาจูเพื่อนทุกคนที่ยืนชอบใครมาก ให้จับนานๆ มีคนโดนจับแล้วปิ๊กาจูก้าวร้าวด้วยครับ น่าอับอายยิ่งนักเพราะจ่าและครูต่างพากันล้อใหญ่ “โห ไอเบิร์ดมรึงโดนบอลลี่จังแล้ว....แข็งเลยหรอวะ? ฮ่าๆๆๆ” เจ้าตัวทำอะไรไม่ได้นอกจากยิ้มอย่างอายๆ พอถึงผม โชคดีที่ผมกับบอลลี่เคยคุยกัน บอลลี่เลยละเว้นจับแบบหลอกๆ โดนจับแล้วก็ไปอาบได้ครับ

(นี่ไม่ใช่ครั้งเดียวที่โดนแบบนี้มีอีกครั้งตอนที่พวกผมกลับมาดอนเมืองแล้ว ครูฝึกทำคล้ายๆกันนี่บอกใครโดนบอลลี่จับให้รีบอาบทันที! พอเอาเข้าจริงบอลลี่ไม่ปราณีเลย จับหมับมาซะแรง!! ผมละแทบจุกกระซิกๆน้ำตาตกใน ตอนหลังไปบ่น บอกบอลลี่ไม่ปราณีเลยนะ บอลลี่บอก “อะไรเปล่านะ ไม่ได้จับโดนเลย” ผมแย้ง “ไม่โดนอะไรคว้าหมับมาอย่างแรงบอลลี่ก็ยิ้มๆและขอโทษขอโพยไปตามภาษา)

บางวันเคยเจอให้ยืนรอบอ่างแล้วให้ถูตัวให้คนข้างๆ แถมด้วยการถูปิ๊กาจูให้เพื่อนด้วย อนาถ! ผมไม่ทำครับ รับไม่ได้

จะบอกว่าที่เล่ามานี่ พวกเราไม่ได้ต้องเจอแบบนี้ทุกวันไปนะครับ ปกติก็ได้อาบน้ำกันแบบธรรมดาไร้การกลั่นแกล้ง เพียงแต่ใครที่จะไปเป็นทหารก็เตรียมตัวเตรียมใจกับศึกนี้ด้วยครับ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ




Create Date : 13 กรกฎาคม 2555
Last Update : 18 กันยายน 2555 16:39:55 น.
Counter : 21062 Pageviews.

7 comment
ตอนที่ 8 โภชนาการของพลทหาร อาหารคนจริงหรือ?

ก่อนที่ผมจะเข้ามาเป็นทหารอย่างเต็มตัว ก็ได้มีการหาข้อมูลของคนที่เคยเป็นทหารมาก่อนพวกที่มาแชร์ประสบกาวณ์ทหาร (เหมือนที่ผมทําอยู่ตอนนี้)เพื่อจะได้เตรียมใจกับสิ่งที่ต้องเผชิญ

จากที่อ่านในเน็ตมา หลายคนมักบอกว่า อาหารทหารมื้อนึงมีผัก1 ไร่ ไก่1 โล ผมก็ขําครับในความเป็นจริงก็คล้ายๆกันครับ แต่แย่กว่าหน่อยตรงที่มันมาในปริมาณที่เยอะมากแล้วเราต้องกินให้หมดห้ามเหลือ ทุกมื้อได้กินข้าวคลุกฝุ่น ดิน และหญ้า บางมื้อแมลงต่างๆนาๆก็มาแจมด้วย
หลายมื้อพวกเรากินข้าวแบบย้อนยุค คือ ใช้มือกิน เฮ้อ คิดถึงแล้วก็เพลีย
เรื่องเนื้อน้อย จริงๆ ไม่น้อยเท่าไหร่หรอกครับ แต่มันหายไปไหน?
คําตอบคืออยู่ในชามของพวกครูฝึกครับ


ระหว่างที่เราต่อแถวรับข้าว จะมีพวกครูฝึกมากอบโกยเนื้อหมูเนื้อไก่ หรือลูกชิ้นไปจนพูน คือ... พูนเป็นภูเขาจริงๆ
สิ่งที่ดหลือให้เราหนะหรอ? มันคือแกงไก่หลงดงมะเขือกับข้าวที่มาเป็นก้อน
ช่วงใกล้กลับดอนเมือง มีการปรับเปลี่ยนการตักข้าวโดยปกติจะมีหมู่บริการ แล้วให้เดินมาตักข้าวของตัวเองไปนั่งรอกันทีละหมู่ ภายหลังที่เราไม่ได้ฝึกเป็นหมู่แล้ว เปลี่ยนเป็นพวกคนบริการจะเป็นคนตักข้าว แล้วเอาไปวางเรียงกัน รอให้พวกเราไปนั่ง
ข้อเสียของการทําแบบนี้คือ เราไม่สามารถเลือกถาดได้ครับเวลาเค้าให้เดินไปเข้าที่กินเป็นแถว ถ้าเลือกถาด จะโดนทําโทษ....
และทุกครั้ง ผมมักได้ถาดที่สภาพเอิ่ม เกินบรรยาย
ถึงขั้นมองถาดแล้วเงยมาสบตากับเพื่อนที่นั่งตรงข้ามและทําหน้าเซงตามๆกัน ยังไงหรอ? ยกตัวอย่าง วันนั้นมื้อเช้าเป็นแกงจืดผักกาดกับลูกชิ้น
สิ่งที่อยู่ในถาดผมคือ ข้าวปริมาณพูนกองเบอเริ่มโปะหน้าด้วยเศษใบผักกาดเละๆประมบณ2 ใบเล็กๆ นํ้าแกงที่ราดมาแทบไม่มีไหนลูกชิ้น? พยายามคลุกหาดูอย่างมีความหวัง....ไม่มี
มันไม่ต่างอะไรกับกาวกินข้าวเปล่าเลย แต่ผมก็ต้องทนกินจนหมด

บางมื้อมาเป็นข้าวต้มแกงเลยครับ มี
มีเศษเนื้อที่เล็กมากๆ กับข้าวไม่ค่อยเยอะ ที่แช่แกงมาจนชุ่มที่แย่ไปกว่านั้นคือมื้อนั้นใช้มือกินครับ ชีชํ้ามาก

มีมื้อนึงแกงหน่อไม้ เป็นมื้อกลางวันไม่เข้าใจว่าทําไมเค้าชอบให้พวกเรารีบกินนักหนา กินประมาณ2-3 นาที เรียกว่าจํ้าหรือยัดเลยก็ได้จ่าเคยบอกว่าไม่ต้องเคี้ยวมากหรอก ให้กระเพาะมันทํางานบ้าง เวลากินให้รีบกินแต่เวลาท่องคําก่อนกินเนี่ย ท่องไปสิ ขัดฉากไปสิ นานเชียว ทีนี้ะอเค้าให้กินเราก็จ้วงๆ ทันใดนั้นครูบอกเหลือเวลาอีก 1 นาที กินให้ไว กินให้หมด


ผมมองไปรอบข้าง บางคนยังเหลือเต็มถาดครูฝึกมีการขู่ว่าถ้าไม่กินไม่หมด พวกมรึงได้กินบุฟเฟ่แน่ และแล้วก็มีเสียง
"พอ! หยุดกิน! วางช้อน! เอาข้าวไปเท!!"เสียงก้องแก็งของช้อนที่กระทบถาดเบาลง หลายๆคนยังเคี้ยวตุ้ยๆ ผมกินหมดแล้ว...
ครูฝึกสั่งต่อ "ไป! ใครที่กินเหลือลุกเปาข้าวไปเทในกาละมังให้หมด!กุบอกแล้วใช่ไหมว่าให้กินให้หมด!! 
ทุกคนต่อแถว มาตักข้าวในกาละมังไปกินคนละช้อน!!!"มีเสียงบ่นพึมพําในหมู่พวกเรา ความคิดตอนนั้นคือ
ก็แค่ข้าวที่เทรวมๆกันเองแต่พอเดินไปตักจริงๆ ขยะแขยงนิดหน่อย เพราะภาพที่เห็นไม่น่ามองนักแต่ผมก็กลั้นใจกิน

มารู้เอาทีหลังจากเพื่อนๆว่า กาละมังนั้นใส่เศษอาหารมาไม่เคยเอาไปล้างเลย........ อุแม่เจ้า......

มีมื้อนึง จ่าสั่งว่าให้ตักข้าวมากินช้อนนึง เคี้ยวๆแล้วคายมาใส่ช้อน จากนั้นให้ยื่นไปป้อนคนข้างหน้า แหวะ!
ใครจะไปทําสรุปผมแอบตักข้าวใหม่ให้เพื่อนแทน ยี๋


แต่มื้อที่ตรึงตาตรึงใจผมมากที่สุดคือ..... ข้าวไข่กรอบ มันเป็นมื้อแรกๆเลยตั้งแต่ก้าวเข้ามาใช้ชีวิตแบบทหารมื้อนั้นจําไม่ได้ว่ากับเป็นอะไร
แต่จําได้ว่ามีไข่ต้มที่ยังไม่ปลอกเปลือกด้วยผมก็แบบ ว้าวได้กินไข่ต้ม ถ้ามีแม๊กกี้ด้วยก็คงจะดี

หลังจากที่ทุกพนมานั่งกันพร้อม จ่าเวรประจําวันออกคําสั่งว่า"เอ๊าทุกคน หยิบไข่ต้มขึ้นมาชูไว้" แขนทุกคนชูขึ้นพร้อมไข่ต้มในกํามือ
จ่าสั่งต่อ "เอ๊า กัดเข้าไป ครึ่งฟอง" ผมแบบ ตายละต้องกินจริงหรอเนี่ย ไม่คิดเลยว่าจะต้องมากินอะไรแบบนี้ จากนั้นเสียงกัดไข่ต้ม กร่วบบบ
ดังสนั่นทั่วทุ่งไข่กรอบ... จริงๆ จ่าบอกให้กินให้หมด มีโปรตีน ความรู้สึกเหนือคําบรรยายมากทุกครั้งที่เคี้ยว เสียงกร่วบกรอบดังก้องในหัว
เหมือนเรบกินทรายอยู่ผมพยายามเคี้ยวนานมากๆ เวลากลืนจะได้ไม่ลําบาก เคี้ยวๆ กลืน... เป็นใข่ที่แย่ที่สุดตั้งแต่เคยกินมาที่แย่กว่านั้นคือ
เหลืออีกครึ่งฟอง เฮ้อ.... หลังจากวันนั้นมีเสียงเพื่อนทหารบางคนบ่นว่า อึแล้วแสบมาก บ้างก็บอกอึออกมาเป็นเลือด 555
นับแต่นั้นมามื้อไหนมีไข่ต้ม ผมจะขยาดทุกที


อ่ะ พูดถึงเรื่องกินข้าวแล้ว ขอแถมเรื่องการล้างถาด สเตชั่นล้างเป็นแบบนี้ครับ
มียางรถยนต์เก่าๆวางซ้อนกัน 3-4 วงเป็นตั้ง วางไว้ 4 ตั้ง
ตั้งแรก วางกาละมังเปล่า เอาไว้เทเศษอาหารซึ่งบางมื้อแทบไม่ต้องเท เพราะโดนบังคับให้กินให้หมด
ตั้งที่2 กาละมังใส่นํ้าที่เจือด้วยนํ้ายาล้างจาน เอาไว้ล้างคราบ บางมื้อไม่มีฟอง(นํ้าเปล่า)บางมื้อฟองน้อย บางมื้อใช้แฟ๊บแทนนํ้ายาล้างจาน
ตั้งที่3 กาละมังใส่นํ้าเปล่า เอาไว้ล้างคราบฟองจากกาละมังอันที่แล้ว
ตั้งที่4 เหมือนอันที่3 เพื่อเม๊คชัวว่า ฟองหมดแล้วจริงๆนะ

เอาเข้าจริง หลายคนล้างเส็ดแค่นํ้าเดียว ผมนี่ถูแล้วถูอีกโดนเร่งให้ล้างเร็วๆแล้วก็พยายามรีบล้างให้เหลือความมันน้อยที่สุด อย่างน้อยเม็ดข้าวหลุดออกหมดก็ยังดี และแน่นอนช้อนส้อมประจํากายต้องสะอาด
ประเด็นคือมีพลทหารมักง่ายบางคน แหวกๆ แซงๆแถวมา....จากนั้นเอาถาดจุ่ม1 ทีแล้วยกออก จบ!!!!! ทุกคนที่กําลังถูถาดตัวเองอยู่ในกาละมังนั้นมองหน้ามัน และมองตาม... มีคนบ่นด้วย "พ่อแม่มรึงสอนให้ล้างแบบนั้นหรอ?"
แต่ไอคนนั้นมันดูไม่รู้สึกรู้สาอะไร
ปัญหาคือ ใครจะใช้ถาดต่อจากมันในมื้อต่อไป? บรื๋อออออย่างที่บอกคือ หลายต่อหลายคนมักง่ายกับการล้างถาดมาก ผลที่ได้คือในมื้อต่อไป ตอนหยิบถาดจาตักข้าวพวกเรามักเจอรอยอารยธรรมจากมื้อก่อนๆอยู่บนถาด คราบนํ้ามันสีส้มเอย หรือเม็ดข้าวเอยหนักหน่อยก็แมลงไปตายอยู่ในถาด หลายคนพอได้ถาดสกปรกนั้น มักขอเปลี่ยนเพราะอยากได้ถาดสะอาด.... แต่เวลามันล้าง มันชุบ
ตอนที่กลับมาดอนเมืองผมเคยแอบถ่ายรูปข้าวเอาให้แม่ผมดูแม่ผมตอบกลับมาว่า อาหารคนหรืออาหารหมู? พอมาคิดๆดู ก็จริงอ่ะครับ 


โภชนาและอนามัยของพวกเรานั้นช่างดีเหลือเกิน ที่เล่ามา เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่ผมไปประสบมาที่หน่วยฝึกทหารใหม่เฉพาะกิจอ.ตาคลี ส่วนที่ดอนเมือง มันก็แย่พอๆกัน แต่เป็นคนละแบบ

คิดแค่ว่า กินกันตาย...............










Create Date : 11 กรกฎาคม 2555
Last Update : 18 กันยายน 2555 16:36:53 น.
Counter : 1683 Pageviews.

0 comment
ตอนที่ 7 ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

อย่างที่เคยเล่าไว้เมื่อตอนกิจวัตรประจำวันของทหารว่าในทุกๆวันจะมีการรวมแถวเคารพธงชาติกันโดยคนนำเคารพธงชาตินั้นจะเป็น “นายทหารเวร” ประจำวันนั้นๆซึ่งก็คือผู้กองของแต่ละหน่วยฝึกนั่นแหละครับ นายทหารเวรนั้นจะมีหน้าที่ดูแลควบคุมทหารใหม่ทั้งหมดทุกหน่วยฝึกมีอำนาจทำโทษได้ “ทุกเมื่อ” ย้ำว่าทุกเมื่อจริงๆ แต่จุดไฮไลท์มักจะเป็นตอนช่วงรวมแถวเคารพธงชาตินั่นแหละครับทั้งตอนเช้าและตอนเย็นเรียกกันว่าทำให้ทหารใหม่อย่างพวกเราหวาดผวาทุกครั้งที่จะต้องรวมแถวกันเลยทีเดียวยิ่งวันไหนรวมแถวเร็วกว่าปกติ เช่น เคารพธงชาติตอน 18:00 น.แต่เรียกรวมแถวเวลา 17:30 น. อย่างงี้ พวกเราทุกคนจะรู้และว่า “งานเข้า”

แน่นอนว่านายทหารเวรแต่ละคนก็มักจะมีอุปนิสัยไม่เหมือนกัน มีอยู่หกหรือเจ็ดคนนี่แหละครับ จะวนกันไปจนครบอาทิตย์ บางทีรับเวรต่อสองวันก็มี 2ในหกเป็นนายทหารเวรที่ใจดีครับ คือว่าถ้ารู้ว่าวันนี้คนนี้เข้า เป็นอันว่ารอดตายไม่ต้องเหนื่อยปัญหาคือ ไอสี่ห้าคนที่เหลือนี่สิ จัดหนักจัดเต็มตลอดเลยแม้กระทั่งผู้กองของหน่วยฝึกของผม ที่ปกติจะเป็นคนใจดีแต่เวลาที่เค้าได้ใส่ปลอกแขนนายทหารเวรเมื่อไหร่ ก็ซวยกันไปตามๆกันผมก็ไม่เข้าใจว่าจะทำเบ่งมีอำนาจกันไปทำไม? เข้าใจว่าต้องการดัดนิสัยทหารให้มีระเบียบวินัยแต่บางทีก็เกินไป

การรวมแถวเพื่อเคารพธงชาติก็คือ ทหารใหม่ทุกหน่วยฝึกจะมารวมตัวกันแยกเป็นหน่วยๆไป แต่ละหน่วยเรียงแถวตอนลึก6 แถวยาวไปไล่จากคนสูงอยู่หน้า คนเตี้ยอยู่หลังแบบนั้นครับ พอจัดแถวเรียบร้อยและนายทหารเวรกำลังเดินมาขึ้นแท่นครูฝึกของแต่ละหน่วยฝึกก็จะสั่งให้ทหารใหม่ทุกคนทำท่า ตามระเบียบพัก และ”นิ่ง” ที่สุดห้ามพูดคุย ห้ามยุกยิก ห้ามไอ ห้ามจาม ห้ามหายใจดัง จำได้ว่าจะมีนายทหารเวรคนหนึ่งชอบซุ่มมาจากข้างหลังแถวแล้วเดินตรวจใครยุกยิกโดน อารมณ์ตอนนั้นเหมือนแฮรี่ พ๊อตเตอร์เลยครับ ตอนที่แฮรี่อยู่ในห้องแห่งความลับแล้วต้องหนีไองูยักษ์ อารมณ์แบบนั้นเลยจริงๆคือเค้าจะเดินช้าๆแวะไปทีละแถว พอมาใกล้ๆผม ผมก็เกร็งมาก เหล่ตามอง หายใจเบาที่สุดจนแทบกลั้นหายใจ

แต่ก็มักจะมีพวกสมาธิสั้น ยุกยิก ตบยุงบ้างเกาบ้าง ไอบ้าง จามบ้างไอเรื่องไอเนี่ย กลั้นไอทรมานมากครับ โรคไอเป็นโรคระบาดของพวกเราเลยเพราะว่าฝุ่นเยอะมากๆ ผมเองยังเป็น ไอได้ตลอดเวลา ยิ่งถ้าต้องตะเบงเสียง จะยิ่งไอแล้วเวลารวมแถวมันต้อง “กลั้น” ไอ ไม่งั้นโดนแดก ซึ่งมีหรือว่าจะรอด เพราะว่าไม่ใช่ผมคนเดียวนิมีอีกตั้งเป็นพันคน มันต้องมีคนหลุดออกมาหล่ะ.....

ถ้ายุกยิก เสียงดัง หรือมีคนทำอะไรผิดในวันนั้นๆ ก็จะต้องรับโทษรวมลุกหลอบ ดันพื้น กลิ้งไปมา ลุกนั่ง และอื่นๆอีกมากมาย

ที่น่าเจ็บใจคือ มีอยู่วันหนึ่ง นายทหารเวรประจำวัน เป็นผู้กองของหน่วยฝึก5 ซึ่งเป็นพวกหมวกแดง เฮียแกขึ้นแท่นแล้วกล่าวว่า “หากนายทหารเวรสั่งอะไรให้ปฏิบัติตาม” สิ้นเสียง แกพูดว่า “หมอบ” น้ำเสียงนิ่มๆเบาๆ ทหารใหม่สองพันกว่านายล้มตัวลงแนบพื้น ฝุ่นตลบอบอวล ต่อด้วยคำสั่ง “ลุก” พวกเราก็ลุกกันนายทหารเวรสั่งไปเรื่อยๆ จนแกคงเมื่อยปากเลยเปลี่ยนจากพูดเป็นเป่านกหวีดแทนจำได้ว่าทำกันไปปางตายเหมือนกัน ในหัวตอนนั้นคือ พวกเราทำอะไรผิดหรือ? จากนั้นเสียงที่พวกเรารอคอยก็มาถึง“ทหารใหม่จัดแถวตามหน่วยฝึก ปิดระยะพวกเรารีบลุกพรวดเพื่อกลับสู่รูปแถวดังเดิมในใจคือดีใจมากที่มันจบลงซักที แต่........พวกเราจัดแถวช้าเกินไป.... ปิ๊ด “หมอบ” พวกเราทุกคนต่างพุงตัวเองให้ไกลเพื่อจะได้ไม่จนและทับคนอื่นเพื่อลงไปหมอบแต่บางครั้งก็พลาด นอนทับกันอย่างนั้น ขอโทษขอโพยกันไปนายทหารเวรไม่พอใจที่เราจัดแถวช้า เลยแจงให้จัดให้ไวกว่านี้เราก็จัดกันไปประมาณสามสี่รอบกว่าจะผ่าน พอผ่านปุ๊บเฮียแกก็สั่งให้พวกเรายืนตามระเบียบพักเพื่อฟังการอบรม ทุกคนเหงื่อโชกเสื้อคอวีสีกรมท่าสกรีนคำว่า “กองทัพอากาศ”เปียกโชกและเต็มไปด้วยหญ้าแห้ง นอกจากเสื้อก็มีตามหน้า คอ แขน กางเกง ถุงเท้ารองเท้า ง่ายๆคือ ทั้งตัวนั่นแหละ นายทหารเวรแจงว่า “การทำโทษในครั้งนี้ทหารใหม่ไม่ได้ทำความผิดอะไรใดๆ เพียงแต่อยากจะขอดูว่าถ้านายทหารเวรขออะไรทหารใหม่จะให้ได้ไหม” ผมคิดในใจเลยว่า โห หาสาระไม่ ให้เราเหนื่อยฟรี เป็นอะไรที่เจ็บใจมากนายทหารเวรคนนี้นะครับไม่ชอบคนอ่อนแอ เวลาแกทำโทษก่อนเคารพธงชาติ(ซึ่งก็ทุกครั้งที่แกเข้าเวรนั่นแหละ) จะถามตลอดว่า “ใครไม่ไหวให้แยกออกมานอกแถว”วันนั้นเค้าสั่งให้ทำท่าแบกโลกหรือท่าสะพานโค้งนั่นแหละครับ ปลั๊ก รองหัวหน้าหมู่สาม เพื่อนผมมันดันลุกออกไปเพราะว่าไหล่เจ็บ สิ่งที่แย่คือ คนที่แยกออกไปนอกแถวพวกนั้นจะโดน “นอกรอบ”คืออะไรหรอ?ก็คือหลังจากที่ทุกคนแยกย้ายไปกินข้าว คนเหล่านั้นจะต้องโดนแดกเพิ่มหน่ะสิครับจำได้ว่าวันนั้นเค้าสั่งให้ทำท่ากายบริหารเบๆ เช่น กางแขนบิดลำตัวซ้ายขวา กระโดดตบแต่ว่า......เฮียแกสั่ง “400 ยก” ใช่ คุณอ่านไม่ผิด 400 ยกมากมายหลากหลายท่ามาก ปิดท้ายด้วยการที่ให้คนเหล่านั่นแถกปลาไหล(นอนลงพื้นเอามือไขว้หลัง แล้วพยายามไถลตัวไปข้างหน้า) แถกไปประมาณ20 เมตร ใครเสร็จให้ไปกินข้าวอาบน้ำได้จำได้ว่าปลั๊กกลับมาในสภาพดูไม่ได้ หญ้าเต็มตัว เหงื่อท่วม น่าสงสารมากๆครั้งต่อๆไป เวลาเฮียแกสั่งอะไรที่เป็นท่าพิเรนๆ แล้วถามว่าใครไม่ไหวออกมาปลั๊กมันพูดเบาๆกับพวกผมเลยว่า “อย่าริอาจออกไปเชียวนะ” ผมได้แต่หันไปยิ้มให้

อีกอย่างที่พวกเราโดนคือ การจำชื่อของพวกนายทหารเวรครับจะมีการถามเสมอๆในช่วงแรกๆ ซึ่งแน่นอนใครจะไปรุ้? แล้วทำไงละ?วิธีบอกชื่อของพวกเค้าคือ สั่งให้พวกเราทำท่าดันพื้นเตรียมแล้วเค้าจะสะกดมาให้ทีละตัว แต่ละตัวอักษรต้องยุบข้อลงไปค้างไว้ หรือไม่ก็ตัวอักษรละ 10 ครั้ง ซึ่งชื่อก็ไม่ได้สั้นๆ เพราะนอกจากชื่อจากนามสกุลแล้วยังจะมียศอีกต่างหาก เช่น เรืออากาศเอก ......... ....... กว่าจะจบทั้งยศ ชื่อและนามสกุล ทำเอาเหนื่อยกันเลยทีเดียว

นอกจากพวกลุกหมอบ ดันพื้น พุ่งหลัง อะไรกันแล้ว บางคนยังจะมีใจรักมาราธอนคือ ลุกนั่งแบบจับเวลา ภายใจ60 วินาที ให้ลุกนั่งให้ได้กี่ยกๆซึ่งมันแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าคนเป็นพัน บางครั้งเสียงเบา ทำใหม่ ทำไม่พร้อมทำใหม่ ทำเป็นคลื่น ทำใหม่ มีคนอู้ ทำใหม่ เข่าเสื่อมกันเลยดีกว่าครับ เฮ้ออออ

มีวันหนึ่ง ผมคุยกับรุจน์กับนัทว่าอยากจะรู้ว่าพระเนี่ยเค้าต้องเอาของทุกอย่างมาคลุกรวมกันแล้วกินจริงๆหรอ? ก็คุยกันไปเย็นวันนั้นประจวบเหมาะกับมีญาติของทหารใหม่เอาของกินมาให้ลูกหลานเข้ากิน......นายทหารเวรผู้ใจดีกลัวว่าคนที่ญาติไม่ได้ส่งของกินมาให้จะน้อยใจ เลยจัดการแบ่งให้กินกันทุกคนโดยการเอาถัง และเอาทุกอย่างคลุกรวมกัน มีทั้งกระเพราะไก่สับ ข้าวสวย ก๋วยเตี๋ยวน้ำแดง แกง และอื่นๆ คลุกเคล้ากันมา แล้วทำยังไงก็ได้ให้ทุกคนกินให้หมด มีแจกหน่วยฝึกละ1 ถังผมนั่งอยู่ปลายๆแถวครับ เห็นไอพวกที่กินแล้วมันทำท่าสะอิดสะเอียนมากแบบบีบจมูกแล้วกินบ้าง กินไม่ลงบ้าง กินแล้วจะอ้วกบ้าง กินแล้วน้ำตาไหลบ้างผมละหวาดเสียว จนกระทั่งมาถึงผม ก็เอาช้อนจ้วงลงไปได้ข้าวสีแดงและก็มีถั่วฝักยาวติดมาสองสามชิ้น ทำใจแป๊บนึงแล้วกินเข้าไปรสชาติไม่ได้น่าขยะแขยงเหมือนที่หลายๆคนทำปฏิกิริยาออกมา คือมันก็แปลกๆหวานๆมันๆเผ็ดนิดๆ กลืนลงไปก็จบ อ่อ มีอีกครั้งนึงที่พวกเราโดนกินแบบพิศดารคือนายทหารเวนสั่งให้ครูฝึกและจ่าของแต่ละหน่วยฝึกยกเข้ามายังหน้าแถวแล้วทำการคลุกทุกอย่างรวมกัน ประเด็นคือ ห้ามใช้ช้อนและถาด ถาดใส่ข้าวก็คือเสื้อของพวกเราแล้วใช้มือกิน ประเด็นคือ มันเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกก แล้วต้องกินให้หมดถึงจะลุกไปได้ เป็นการทำโทษที่ไม่หนักมาก แต่ว่าจะอ้วกเพราะยัดไม่ลงเพื่อนผมกินไม่หมดก็ช่วยๆกันกิน ทั้งๆที่ตัวเองก็อิ่มจะตายอยู่แล้ว แต่ว่านะเราจะทิ้งเพื่อนไม่ได้ เห็นใจเค้า นึกถึงวันแรกๆที่ผมกินไม่หมดแล้วไม่มีคนช่วยผมกินยกเว้นปลั๊กผู้ใจดี

ผ่านเรื่องกินๆไปแล้ว มีอีกอันที่โดนคือ ให้เราทำท่าถือปืนครับถือมือเดียวแล้วให้ร้องเพลงหน่วยบัญชาการอากาศโยธินไปเรื่อยๆ ไอปืนM16 มันไม่ได้เบาๆเลยครับแล้วถือค้างนานๆนิ่งๆอ่ะ โอยยย จะตาย

บางวันก็เคยโดนหนักมากๆ ลุบหลอบไปนานมาก กระโดดตบเป็นร้อยยกติดๆกัน กระโดดตบเนี่ยฟังดูเหมือนจะไม่เหนื่อยนะแต่ลองทำดูสิ จะตายยย 1 ยกคือ 123 1 แล้วนับต่อไปเป็น 123 2 แบบนี้ครับร้อยยกก็คูณไปสิ มีครั้งนึงที่โดนหนักมากจนตาลอยตาเหลือกแล้ว แต่ทุกครั้งที่โดนแดกผมไม่เคยไม่ไหวหรือเป็นลมอะไรเลย กัดฟันสู้ตลอด ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่อยากตายก่อนที่จะได้ออกไปเจอหน้าพ่อแม่ ฟังดูน้ำเน่า แต่ผมคิดแบบนั้นจริงๆ ตาผมมองฟ้าตลอดแล้วคิดถึงหน้าพ่อกับแม่ ว่าจะต้องออกไปเจอนะ ไหนจะปู๊นๆอีก

หลังๆพอรวมแถวแล้วโดนสั่งลุกหลอบ ก่อนหมอบ ผมมักจะยิ้มในใจแล้วคิดว่าเอาอีกแล้วว...........หรือ กุว่าแล้ว.........

เมื่อไหร่ที่ต้องรวมแถวเคารพธงชาติ ไม่ว่าเช้าหรือเย็นพวกเราจะเซงกันตามๆกันไปเลยทีเดียววววว




Create Date : 24 มิถุนายน 2555
Last Update : 18 กันยายน 2555 16:40:28 น.
Counter : 1003 Pageviews.

2 comment
1  2  3  

Valentine's Month



can you bring high fashion
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]