อิสระตามเส้นสี...ของชีวิต

สีน้ำกับพู่กัน
Location :
นครราชสีมา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




โลกยังหมุน ตะวันยังมี ฉ้นยังอยู่ต่อไป
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add สีน้ำกับพู่กัน's blog to your web]
Links
 

 

วันที่ 2 : Disneyland Resort

วันที่ 2 (16 พฤษภาคม 2550)
จากที่นอนเมื่อคืน นุ้ยเอาหมอนรองคอมาทำเป็นหมอนแทนเพราะหมอนมีใบเดียวให้พี่ใหญ่นอนนุ้ยนอนติดกำแพงเลยไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่ รู้สึกตื่นเป็นคนแรกเลยมั๊ง เพราะยังไม่มีใครลุกจากเตียงกลัวว่าเราจะสายกันเพราะเมื่อวานนี้เหนื่อยกันมากๆ ถ้าเป็นที่บ้านเราคงตื่นกันสัก 09.00 – 10.00 น. ไปแล้ว แต่นี่เรามาเที่ยวกันต้องทำเวลา ต่อจากนั้นก็ปลุกพี่นนท์ ให้มาชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือ ตอนเกือบ 06:00 น. พี่นนท์เลยอาบน้ำเป็นคนแรกซะเลย นุ้ยอาบต่อ แล้วก็พี่ใหญ่ พี่เบิ้ม ต๋ง รอกัน
จนเกือบๆ 08:00 น. จึงออกจากที่พัก ไปหาอาหารเช้ากินที่ร้านที่เมื่อคืนไปสำรวจ เป็นร้านก๋วยเตี๋ยว-บะหมี่ ซึ่งป้ายหน้าร้านระบุว่าชามละ 10 HK$ ประทับใจเจ้าของร้านมากเลย เพราะเสียงดังโช้งเช้ง เวลาเสิร์ฟพวกเราก็เหมือนกับโยนชามให้เราอย่างงั้นแหละ พี่เบิ้ม-พี่ใหญ่-ต๋ง กินบะหมี่กันคนละอย่าง ส่วนนุ้ยกับเราสั่งข้าวเปล่ามาชามเดียว แล้วกินกับอาหารเจที่ติดมาด้วย (ข้าวชามเดียวก็ 10 HK$ เข้าไปแล้วนะจ๊ะ...)
เสร็จแล้วจึงไปยังสถานีรถไฟฟ้ามงก๊ก เดินทางด้วยสายสีแดง ไปยังสถานีรถไฟฟ้าไลคิง (Lai King ; ... ลี่จิ่ง) หรือในหมู่คนไทยจะเรียกอย่างคุ้นหูได้ว่า “ไร่ขิง” นั่นเอง ซึ่งเป็นสถานีที่เปลี่ยนสายรถไฟฟ้าได้ (เป็น Interchange Station) ไปยังสายสีส้ม เพื่อไปยังสถานีรถไฟฟ้าซันนี่เบย์ (Sunny Bay ; ... ซินเอ้า) แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นสายสีชมพู คือ สถานีรถไฟฟ้าดิสนีย์แลนด์รีสอร์ท (Disneyland Resort ; ... ตี๋ซื่อหนี) รวมทั้งสิ้นเดินทางประมาณ 30 นาที ค่าโดยสารที่หักจากบัตรออคโทปุสการ์ดก็แค่ 18.10 HK$ เท่านั้นเอง ถูกจริงๆเลย รวดเร็ว สะดวกด้วยนะ
มาถึงสถานีรถไฟฟ้าฯ ประมาณ 09:30 น. มีหลักฐานยืนยันได้โดยนาฬิกาเรือนใหญ่ของสถานีเองจ๊ะ (เราได้ถ่ายรูปกันไว้ด้วย) จึงค่อยๆเดินมาถ่ายรูปกันที่ด้านหน้าก่อน มีซุ้มประตูใหญ่ให้ถ่ายรูปได้ ก่อนจะถึงที่ขายตั๋ว จะมีสระน้ำพุ ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าดิสนีย์พรอมิเนด (Disney Promenade) ซึ่งมีปลาวาฬโมบี้ดิกกำลังพ่นน้ำ เหนือน้ำที่พ่นขึ้นมาก็มีมิกกี้เมาส์เล่นกระดานโต้คลื่นอยู่ ส่วนที่อยู่รอบๆในสระก็จะเป็นตัวละครสำคัญของวอลท์ดิสนีย์นั่นเอง เช่น พลูโต , กูฟฟี้ ฯลฯ พวกเราก็มาหยุดถ่ายรูปกันอยู่ที่สระน้ำพุนี้นานพอ สมควร จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปทางที่ขายตั๋วกัน
ราคาตั๋วผู้ใหญ่ในวันธรรมดา (Regular Day) คือ 295 HK$ ซึ่งต๋งกับนุ้ยรูดบัตรเครดิตให้กับพวกเราที่เหลือด้วย ในสลิปค่าใช้จ่ายยังปรากฏเงินที่เป็นหน่วยเงินบาทด้วยพร้อมเลย แต่ถ้าเป็นวันที่มีผู้เที่ยวเยอะหรือเป็นวันหยุดพิเศษ (Peak Day หรือ Special Day) ราคาจะแพงเป็น 350 HK$ และยังมีราคาสำหรับเด็กอายุระหว่าง 3-11 ปี กับราคาสำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ราคาจะเป็นดังนี้คือ RD 210 HK$ , PD/SD 250 HK$ กับ RD 170 HK$ , PD/SD 200 HK$ ตามลำดับจ๊ะ... ขอบอกให้ทราบไว้จะได้เตรียมเงินมาเหมาะสมนั่นเอง... (ขอบอกอีกว่าตั๋วซื้อแค่ทีเดียว และใช้เล่นเครื่องเล่นได้ทุกชนิด กี่รอบก็ได้นะไม่จำกัด ไม่ต้องซื้อตั๋วทีละขยักขย่อน)
วันนี้คนค่อนข้างเยอะ ยังไม่ทันจะ 10:00 น. ก็มีคนมาออรอกันอยู่เต็มทางเข้าแล้ว ที่ทางเข้าให้เราเสียบบัตรเข้าแล้วเครื่องจะคืนบัตรให้กับเราอีกที แต่ก่อนจะได้เสียบบัตร ก็จะต้องผ่านการตรวจค้นกระเป๋าที่จะนำเข้าไปข้างใน ซึ่งที่ได้เห็นก็คือ ห้ามนำน้ำอัดลมเข้าไป ส่วนกระเป๋าที่บรรจุอาหาร (อย่างกระเป๋าเป๋ของนุ้ย) ก็ไม่ให้เอาเข้า แต่สามารถเช่าตู้เก็บของ (Locker) ได้ ซึ่งราคาเช่าอยู่ที่ 40 HK$ ซึ่งพวกเราคิดว่าแพงไป นุ้ยซึ่งตอนนั้นยังอยู่ด้านนอกรั้ว (พวกเราอีกสี่คนเข้าไปแล้ว) จึงได้นำถุงที่ใส่ขนมและอาหารไปโยนทิ้งไว้ในพุ่มไม้ กะว่าถ้าขากลับโชคดีไม่มีใครมาเจอแล้วเอาไปทิ้งเสียก่อน ก็จะเอากลับไปกินอีก แต่ถ้าถูกทิ้งไปเสียแล้วก็ช่างมัน ทำไงได้หละเนอะมาถึงขั้นนี้แล้วนี่...
ตามที่ได้อ่านหนังสือแนะนำท่องเที่ยว เขาแนะนำให้ถ่ายรูปที่เมนสตรีท ยู.เอส.เอ. (Main Street U.S.A.) ก่อน ซึ่งประกอบด้วยอาคารคลาสสิกย้อนยุคในศตวรรษที่ 20 ตลอดสองข้างถนน แต่พวกเราพอเห็นรถไฟฮ่องกงดิสนีย์แลนด์เรลโรด (Hong Kong Disneyland Railroad) [หมายเลข 1] ปุ๊บ ก็รีบไปขึ้นเลย ซึ่งรถไฟขบวนนี้จะนำพวกเราไปยังอีกสถานีหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า แฟนตาซีแลนด์ เทรน สเตชั่น (Fantasyland Train Station) [หมายเลข 15]
พอลงจากรถไฟปุ๊บ ก็ไปต่อคิวเพื่อนั่งช้างบินดัมโบ้ (Dumbo the Flying Elephant) [หมายเลข 13] แล้วจึงไปนั่งม้าหมุนซินเดอเรลล่า (Cinderella Carousel) [หมายเลข 14] คนที่ควบคุมเครื่องยังประกาศเรียกพวกเราที่นั่งม้าหมุนทุกคนเป็น “เจ้าชาย-เจ้าหญิง” เลยแหละ เท่ห์ซะไม่มี... เสร็จแล้วก็ไปผจญภัยกับหมีพูห์และผองเพื่อน โดยการนั่งรถที่ออกแบบให้เหมือนให้น้ำผึ้งของหมีพูห์ เป็นการผจญภัยในป่าร้อยเอเคอร์นั่นเอง เขาเรียกว่า เดอะ แมนี่ แอดเวนเจอร์ ออฟ วินนี่ เดอะ พูห์ (The Many Adventures of Winnie the Pooh) [หมายเลข 19] เป็นอะไรที่น่ารักมากๆเลย เราชอบตอนที่มีทิกเกอร์ใช้หางสปริงของตัวเองเด้งขึ้นเด้งลง รถไหน้ำผึ้งก็เด้งขึ้นเด้งลงด้วยเช่นกัน และอีกตอนหนึ่งเป็นฉากฝนตกหนักจนน้ำท่วม ทำให้บ้านช่องข้าวของของหมีพูห์และผองเพื่อนลอยน้ำเท้งเต้ง รถไหน้ำผึ้งก็ทำท่าโคลงเคลงเหมือนล่องลอยอยู่ในน้ำจริงๆ ช๊อบชอบ...
แล้วจึงเดินผ่านปราสาทเจ้าหญิงนิทรา (Sleeping Beauty Castle) [หมายเลข 11] ไปทางด้านขวา เพราะมีป้ายบอกทางว่าไปยังแอดเวนเจอร์แลนด์ (Adventureland) มีจุดถ่ายรูปที่น่าสนใจ ทำเป็นขื่อคาโซ่ตรวนที่เอาไว้พันธนาการนักโทษ ซึ่งเขียนคำว่า สเคาน์เดรล Scoundrel ไว้ที่ด้านบน เพราะคำนี้แปลว่า “ไอ้ตัวร้าย/ไอ้ตัวโกง” นั่นเอง เสร็จแล้วจึงไปถ่ายรูปกับโจรสลัดหน้าตากวนๆ
เมื่อเดินไปอีกหน่อยก็จะเจอแพข้ามฟากไปยังบ้านทาร์ซาน (Rafts to Tarzan’s Treehouse) [หมายเลข 7] ในบ้านต้นไม้ทาร์ซาน (Tarzan’s Treehouse) [หมายเลข 8] ทำเป็นห้องแสดงประวัติของทาร์ซานเหมือนกับที่ดูในหนังการ์ตูนนั่นแหละ (ตั้งแต่ตอนนั่งแพ พวกเราเริ่มเห็นเด็กหนุ่มขาวสูงคนหนึ่งมากับแม่ ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นสบายๆ ที่ด้านหลังเสื้อของเด็กหนุ่มคนนั้น มีคำที่ความหมายดีมากๆ เขียนว่า Win or Lose, I’m proud of you for doing your best. แปลได้ความว่า “ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ ฉันก็ภูมิใจในตัวคุณที่ทำอย่างดีที่สุดแล้ว”)
พอนั่งแพย้อนกลับมาที่ฝั่งเดิม ก็พอดีเที่ยง ซึ่งกำลังจะมีการแสดงประวัติของไลอ้อนคิง Lion King ที่เรียกว่า เฟสติวัล ออฟ เดอะ ไลอ้อนคิง (Festival of the Lion King) ข้างในเป็นห้องโถงใหญ่มาก จุคนได้เยอะด้วย เจ้าหน้าที่เรียกให้ผู้ชมนั่งที่ให้เรียบร้อย (อ้อ! สองคนแม่ลูกนั้นก็เข้ามาชมด้วยแหละ ในขณะเดินจะเข้ามาภายใน ต๋งก็ได้ถ่ายรูปด้านหลังของเสื้อเด็กหนุ่มคนนั้นเอาไว้ด้วยนะ)
เริ่มด้วยมีแม่มดออกมาร้องเพลงวงจรชีวิต (Circle of Life) ที่เป็นเพลงเอกของเรื่องไลอ้อนคิง แล้วก็มีนักเต้นออกมาเต้นกันเป็นสัตว์ต่างๆในป่า รวมทั้งมีรถออกมาสามคัน คันหนึ่งเป็นราชาสิงห์โต “มูฟาซา” พ่อของ “ซิมบ้า” อีกคันหนึ่งเป็นช้างตัวใหญ่ อีกคันก็เป็นยีราฟคอยาวมาก และอีกคันเป็นหมูป่ามุมบ้ากับเมียร์แคททีโมน เพื่อนซี้ของซิมบ้า นั่นเอง ตัวทีโมนเป็นคนสวมชุดเคลื่อนที่ได้ ส่วนมุมบ้าเป็นหุ่นติดอยู่กับที่ แต่ขยับตัวและขยับปากพูดได้ด้วย ตรงกลางเป็นเวทีสามชั้น ซึ่งยกพื้นได้ บางครั้งยกพื้นแค่เวทีชั้นในสุด บางครั้งยกพื้นให้แต่ละชั้นเหลื่อมระดับสูงต่ำกว่ากัน ที่น่าทึ่งก็คือ นักแสดงทั้งหลายไม่มีการผิดคิวเลย ต่างก็ยืนตามตำแหน่งของตนตามเวทีชั้นไหนๆได้อย่างเหมาะสม ไม่สะดุด ไม่ผิดพลาด
แม่มดได้ถามไถ่นักแสดงเหล่านั้นว่า ใครจะสวมบทบาทเป็นซิมบ้า ใครจะเล่นเป็นนาร่า และใครจะแสดงเป็นสการ์แสดงกันได้เก่งมากๆเลย ได้รับเสียงปรบมือเป็นระยะ การแสดงเสร็จตอนประมาณ 12:30 น.
เสร็จแล้วจึงเดินทางไปยังทูมอร์โรว์แลนด์ (Tomorrowland) เพื่อหาอาหารกลางวันกินกัน ก่อนกินก็ได้ถ่ายรูปกับจุดถ่ายรูปทางด้านหน้าที่เป็นลูกโลก-น้ำตก-ยานอวกาศ แล้วจึงเข้าไปในสตาร์ไลเนอร์ ไดเนอร์ (Starliner Diner) เป็นร้านอาหารฟาสต์ฟูด นุ้ยกับเราสั่งเป็นซีซาร์สลัดใส่ชีสกับบราวน์นี่คนละอัน ส่วนอีกสามคนกินเป็นพวกเบอร์เกอร์ต่างๆ ราคาก็เป็นไปตามสถานที่คือค่อนข้างแพงจ๊ะ กินกันเสร็จก็ประมาณ 13:20 น. แล้ว
เมื่อออกมาแล้วก็หาห้องน้ำเข้า ปรากฏว่าด้านหน้าห้องน้ำมีที่กดน้ำใสเย็นให้ได้ดื่มกินกันได้ด้วย (ดังนั้นคราวหลังไม่ต้องเอาน้ำดื่มเข้ามาก็ได้ เพียงแต่เอาขวดเปล่ามารองน้ำไว้ไปดื่มยังได้เลย ไม่ต้องเสียเงินค่าน้ำดื่มด้วย แถมยังมีจุดให้บริการอย่างนี้อีกหลายที่จ๊ะ...)
เครื่องเล่นต่อมาที่เข้าไปเล่นก็คือ บัซ ไลท์เยียร์ แอสโทร บลาสเทอร์ (Buzz Lightyear Astro Blasters) [หมายเลข 26] เป็นการผจญภัยและร่วมต่อสู้ไปกับบัซ ไลท์เยียร์ เพื่อปกป้องโลกให้พ้นจากวายร้ายจักรพรรดิเซิร์ค โดยผู้ผู้เล่นจะได้ยิงปืนเลเซอร์ต่อสู้กับมนุษย์ต่างดาวเพื่อเก็บแต้มทำคะแนน ซึ่งยานจะหมุนเหวี่ยง 360 องศาเลย จึงต้องใช้ ฝีมือกันหน่อย สรุปว่านุ้ยกับเราทำแต้มได้เพียง 6,200 แต้ม ได้เป็นแค่ระดับแอล-2 ลูกเสืออวกาศ (L-2 Space Scout) เห็นว่าต๋งได้เป็นหมื่น ส่วนพี่เบิ้มกับพี่ใหญ่ไม่รู้ว่าได้เท่าไหร่ สนุกดีเหมือนกันนะ
พอออกมาก็จะเจอร้านขายของที่ระลึก ซึ่งสังเกตได้ว่าเครื่องเล่นเกือบทุกอย่าง จะมีร้านขายของที่ระลึกอยู่ตรงทางออกด้วย เช่นเดียวกับตรงการผจญภัยของพูห์และผองเพื่อน และตรงที่อื่นๆอีกหลายที่ เข้าไปเองก็จะเห็นเองแหละ ซึ่งจะซื้อก็ได้ไม่ซื้อก็ได้ แล้วแต่เราจ๊ะ... พวกเราก็อาศัยไม่ซื้อ แต่ไปหยิบจับของน่ารักๆแล้วก็ถ่ายรูปกับพวกมันซะเลย เป็นยังไงบ้าง ฉลาดกันใช่ไหมหละ...
ต่อไปก็ไปต่อคิวเพื่อฝึกขับรถที่อยู่ในราง โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทฮอนด้า เรียกว่า ออโทเปีย (Autopia) [หมายเลข 25] วันนั้นมีนักเรียนระดับประถมศึกษามาเล่นกันเยอะเลย พวกเราเลยถือโอกาสคุยกับเด็กๆ เช่นว่าที่โรงเรียนใช้ภาษาอะไร พูดภาษาอะไรกันได้บ้าง เป็นโรงเรียนนานาชาติใช่ไหม มาดิสนีย์แลนด์กันกี่ครั้งแล้ว ฯลฯ เด็กๆเหล่านี้ใช้ภาษาอังกฤษกันคล่องปรื๋อเลย เห็นแล้วอิจฉาแทนเด็กๆเมืองไทยจังเนอะ เราคุยกับเขา เขาก็คุยด้วย ลองเป็นเด็กไทยถูกคุยด้วยภาษาอังกฤษคงหนีหน้ากันหมดแล้ว
ต่อคิวค่อนข้างนาน พอได้เล่นเราจึงเป็นคนที่หนึ่งของขบวน ตามมาด้วยนุ้ย แล้วก็ต๋ง แล้วก็พี่ๆทั้งสอง ต้องใช้ฝีมือในการขับรถ เพราะเสมือนจริงจ๊ะ มีเลี้ยวโค้ง หักซ้ายหักขวา ทางตรงก็มี ถ้าขับได้ดีก็จะไม่กุกกัก แต่ถ้าบังคับรถได้ไม่ค่อยดีก็จะกุกๆกักๆเช่นเดียวกับเรา สงสัยว่าต้องปรับปรุงฝีมือการขับรถซะแล้ว!!!
เสร็จแล้วก็ไปเล่นสเปซ เมาน์เทน (Space Mountain) [หมายเลข 21] เป็นเครื่องเล่นยอดนิยมเลย เพราะเป็นเครื่องเล่นที่โลดโผนหวาดเสียวที่สุดแล้วในดิสนีย์แลนด์แห่งนี้ พวกเราจะได้นั่งขบวนรถไฟเหาะ(แต่ไม่ตีลังกา)ความเร็วสูง ที่จะพาพวกเราฝ่าด่านอุกกาบาตและกลุ่มดวงดาวทั้งหลาย มืดตื๋อจะเห็นก็แค่ดวงดาวเวิ้งว้างเท่านั้นเอง พวกเราก็กรี๊ดกันเป็นระยะๆตามแต่ความหวาดเสียว พอจะถึงทางออก จะมีกล้องถ่ายรูปพวกเรา ซึ่งถ้าต้องการก็สามารถสั่งอัดภาพได้ด้วย แต่นี่เป็นการเล่นรอบแรกของพวกเรา จึงไม่ได้ตั้งท่าใดๆทั้งสิ้น รูปจึงออกมาแบบว่าๆๆ... ไม่กิ๊บเก๋เลยไงตัวเอง...
อันดับต่อไปคือ ไปต่อคิวเพื่อดูการแสดงของสติทช์ ในเรื่อง ลีโลแอนด์สติทช์ ซึ่งเรียกชื่อว่า สติทช์ เอนเคาน์เตอร์ (Stitch Encounter) [หมายเลข 22] ตามทางเดินที่ให้ต่อคิวกันนั้น ก็จะมีรูปของตัวประหลาดทั้งหลายที่โผล่มาในเรื่องลีโลแอนด์สติทช์ทั้งสิ้น เรายังได้ถ่ายรูปกับหลายตัวเลย
เป็นการแสดงโต้ตอบของสติทช์ซึ่งอยู่ในยานอวกาศ (ในจอภาพยนตร์ขนาดเล็ก) กับผู้ที่เข้ามานั่งชม พูดคุยโต้ตอบบอกรักกันได้ด้วย แถมยังถ่ายรูป ผู้ชมบางคนแล้วปรากฏบนกล้องในจอของสติทช์ได้ด้วย ขำๆดี เด็กๆชอบกันใหญ่
แล้วไปเล่นถ้วยกาแฟหมุน (Mad Hatter Tea Cups) [หมายเลข 17] ซึ่งอยู่ในเรื่องอลิซในแดนมหัศจรรย์ เสร็จแล้วก็พากันไปตั้งแถวเพื่อรอดูขบวนพาเหรด ที่เรียกว่า ดิสนีย์ ออน พาเหรด (Disney on Parade) ซึ่งตอนนั้นก็เกือบๆ 15:30 น. แล้ว ขบวนพาเหรดใช้เวลาแค่ประมาณ 20 นาทีก็เสร็จแล้ว
พวกเราจึงไปชมในที่ใกล้ๆกันนั้น นั่นก็คือ การประกาศผลรางวัลมิกกี้ทองคำ (The Golden Mickeys) [หมายเลข 18] เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ มีเวทีการแสดง มีเก้าอี้นวมให้นั่งชม เหมือนกับการประกาศผลรางวัลลูกโลกทองคำหรือรางวัลออสการ์เลย ที่ด้านข้างทั้งสองของเวทีมีจอโทรทัศน์ซึ่งมีการบันทึกภาพกันสดๆฉายขึ้นไปด้วย และยังมีจอแสดงตัวอักษรบทพูดที่พิธีกรกำลังพูดคุยกันอยู่ ซึ่งทางด้านขวามือจะเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนด้านซ้ายมือจะเป็นภาษาจีน
บนเวทีนั้น จะมีการแสดงเต้นรำประกอบเพลงและมัลติมีเดียของการ์ตูนเรื่องดัง เช่น ทาร์ซาน , โฉมงามกับเจ้าชายอสูร , ลิตเติ้ลเมอร์เมด , มูหลัน , ทอยสตอรี่ และที่ขาดไม่ได้เลยคือ มิกกี้เมาส์กับมินนี่เมาส์ นั่นเอง การแสดงใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็สิ้นสุด ในขณะที่ดูๆอยู่สายนาฬิกาของเราดันหลุดแล้วหาสลักเจอแค่อันเดียว หายไปอันหนึ่ง หลังจากนั้นจึงไม่ได้ใส่นาฬิกาอีกเลย จนต๋งแซวว่า “ถึงว่าพี่นนท์เป็นคนไม่มีเวลา” นั่นเอง (อ้อ! มีอะไรจะบอก สองคนแม่ลูกนั้นยังคงตามมาให้ได้เห็นหน้าคาดตาอยู่อีกด้วยแหละ) พวกเราเข้าไปตอนประมาณ 16:20 น. ไปสิ้นสุดเอาที่เวลา 16:40 น. จ๊ะ... บอกได้คำเดียวว่า “อลัง” มากๆๆเลย จนนุ้ยแซวว่า “มีตรงไหนที่พี่ไม่บอกว่าอลังมั่งเนี่ย เห็นอลังทุกที่เลยเชียว”
เมื่อออกมาแล้วก็ตรงไปยังแฟนตาซีการ์เดน (Fantasy Gardens) [หมายเลข 16] เป็นที่ให้ได้ถ่ายรูปกับตัวการ์ตูนของวอลท์ดิสนีย์นั่นเอง พวกเราได้ถ่ายรูปเรียงลำดับดังนี้ คือ หมีพูห์มินนีเมาส์กระรอกชิป-เดลแมวสาวแมรี่มิกกี้เมาส์ (ในวันนี้เองที่ได้รู้ว่า ชิป--จมูกดำ/ฟันหนึ่งซี่ , เดล--จมูกน้ำตาล/ฟันสองซี่)
เสร็จแล้วก็ไปดูภาพยนตร์สามมิติที่มิกกี้’ส ฟิลาร์แมจิก (Mickey’s PhilarMagic) [หมายเลข 12] เป็นเรื่องที่มิกกี้เมาส์จะเป็นวาทยากรควบคุมเครื่องดนตรีทั้งหลายโดยต้องใส่หมวกวิเศษก่อน มิกกี้เมาส์ได้กำชับกับโดนัลด์ ดั๊กว่าอย่าแตะต้องหมวกวิเศษใบนั้น แต่โดนัลด์ดั๊กฝืนคำสั่ง จึงเกิดเรื่องวุ่นๆขึ้น จนต้องไปตามหาหมวกวิเศษคืน เช่น หมวกวิเศษตกไปในทะเล แล้วแอเรียล ในเรื่องลิตเติ้ลเมอร์เมดเจอ หรือไปอยู่บนพรมลอยได้ ในเรื่องอลาดิน (ซึ่งจะได้ยินเพลง A Whole New World ไปด้วย) ฯลฯ ที่น่าประทับใจก็คือ เวลาในฉากมีการเปิดขวดดังป๊อก เราก็จะรู้สึกถึงลมในขวดอัดดันมาหาเราด้วย หรือฉากที่มีน้ำกระเซ็น ก็มีละอองน้ำมาโดนตัวเราเช่นกัน เรียกได้ว่าเวลาแค่ประมาณ 10 นาทีนี้ พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงนะจ๊ะ ที่ทางออกจะมีที่ให้คืนแว่นตาสามมิติ เรากลับไปไม่ได้นะ เขามีเจ้าหน้าที่คอยยืนดูอยู่ด้วยจ๊ะ...
แล้วจึงไปถ่ายรูปที่ด้านหน้าของปราสาทเจ้าหญิงนิทรา รวมทั้งทางด้านขวาที่มีรูปปั้นของสโนไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด (Snow White Grotto) [หมายเลข 20] และยังมีบ่อน้ำที่มีคนมาโยนเหรียญอธิษฐานด้วย เพราะมีตัวอักษรเขียนไว้ความว่า “เด็กๆในโลกนี้จะภาวนาให้ความฝันของคุณให้เป็นจริงได้”
เมื่อถ่ายรูปกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็วกไปที่ทูมอร์โรว์แลนด์ เพื่อเล่นออร์บิทรอน (Orbitron) [หมายเลข 23] เป็นเครื่องเล่นรูปทรงกลม เหมือนกับจะพาเราไปผจญภัยนอกโลก ไม่หวาดเสียวเท่าไหร่ แค่ขึ้นไปนั่งบนยาน แล้ว จะพาเราหมุนๆไป ขึ้นๆแล้วก็ลงๆ แค่นี้เอง
เมื่อเสร็จจากตรงนี้แล้ว ต๋ง-นุ้ย-เรา จึงไปเล่นสเปซเมาน์เทนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะไปตั้งท่าถ่ายรูปที่ใกล้ทางออกกัน แต่พี่เบิ้ม-พี่ใหญ่เสียวกันพอแล้ว เลยไม่ได้ไปเล่นอีกครั้ง ได้แต่นั่งรอตรงใกล้ๆกับ ยูเอฟโอโซน (UFO Zone) [หมายเลข 24] เป็นสถานที่ที่จะพ่นน้ำใส่เรา จะให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น แต่พวกเรากลัวเปียกกันจึงไม่ได้เล่นตั้งแต่แรก
ในคราวนี้เองที่เราสามคนตั้งท่าถ่ายรูปได้อย่างกิ๊บเก๋ยูเรก้ามากๆ แต่ดันแบตเตอรี่กล้องถ่ายรูปหมด ต๋งจึงใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปที่โชว์เอาไว้เก็บไว้อีกทีหนึ่ง แต่เนื่องจากเป็นรอบที่สอง พวกเราจึงไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นมากนัก ไม่เหมือนตอนที่เล่นรอบแรก เสียวสนุกสุดๆเลย...
แล้วจึงเดินไปยังแอดเวนเจอร์แลนด์อีกที เพื่อลงเรือผจญภัย (Jungle River Cruise, Pirate Takeover!) [หมายเลข 9] ตั้งแต่ทางเข้าจะมีช่องทางให้เลือกสามช่องทาง ว่าต้องการไกด์พูดภาษาอะไร คือ ภาษาอังกฤษ , ภาษาจีนกลาง และภาษาจีนกวางตุ้ง พวกเราเลือกที่เป็นภาษาอังกฤษ
ระหว่างทางจะเจอสัตว์จำลอง เช่น ช้างตัวเล็กตัวใหญ่พ่นน้ำ , ปลา ปิรันยา , จระเข้ , งูแผ่แม่เบี้ย ฯลฯ และเข้าไปสู่ซากปรักหักพัง ซึ่งเป็นศิลปะในแถบเอเชีย เห็นรูปเคารพพระพิฆเนศวรด้วย รวมทั้งมีภูเขาไฟย่อมๆระเบิด และเมื่อใกล้ทางออก จะมีโจรสลัดโผล่ออกมาปล้น ไกด์ของพวกเราก็ถามไปว่าต้องการอะไร โจรสลัดก็บอกว่าต้องการเงิน แต่ไกด์ก็ตอบแทนพวกเราทุกคนว่าพวกเราไม่มีเงิน โจรสลัดจึงต่อรองว่าจะให้พวกเราผ่านไปได้ถ้าตอบคำถามที่จะถามได้ถูกต้อง คำถามคือ “Who is the captain of Black Pearl ?” (ใครคือกัปตันของเรือแบล็กเพิร์ล ?) ซึ่งคำตอบก็ต้องเป็น “Jack Sparrow” (แจ็ค สแปร์โรว์) นั่นเอง ปรากฏว่าพวกเราตอบกันได้ถูกต้อง จึงผ่านออกไปได้ เย้! เยี่ยมไปเลย!
อ้อ!ลืมบอกไปว่า เรือที่พวกเรานั่งชื่อว่า “คองโก้ควีน” (Congo Queen) และเรือลำอื่นๆก็นำชื่อแม่น้ำสำคัญของโลกมาตั้งชื่อ เช่น แม่โขง (Mekong) , อิรวดี (Irawadee) , แยงซีเกียง (Yangtze) ฯลฯ
ฟ้าค่อนข้างมืดแล้ว เราจึงเดินไปหาห้องน้ำเข้า ได้ผ่านไลกิ ทิคีส (Liki Tikis) [หมายเลข 10] เป็นเสาไม้โทเท็มหลายต้น หันหน้าเข้าหากันเป็นวงกลม ถ้าไปยืนอยู่ตรงกลาง จะถูกน้ำจากปากของเสาพ่นเอา พวกเราจึงไม่ได้ลองกัน เพราะไม่อยากเปียกจ๊ะ และละแวกใกล้ๆยังมีการแสดงตีกลองแบบหมอผีวูดูด้วย
ห้องน้ำที่ไปเข้า อยู่ใกล้ๆกับโรงภาพยนตร์สามมิติ ต๋งไปดูหนังสามมิติอีกรอบ เราไปนั่งห้องน้ำ ส่วนพี่ใหญ่-นุ้ยไปนั่งรถไหน้ำผึ้งอีกรอบ ที่เหลือคือพี่เบิ้มนั่งเฝ้าทรัพย์จ๊ะ... กว่าเราจะนั่งห้องน้ำเสร็จ ก็ประมาณ 19:30 น. แล้ว จึงค่อยๆเดินไปยังด้านหน้าของปราสาทเจ้าหญิงนิทรา หาที่นั่งกันตรงกลางๆลานหน่อย เพราะตอน 20:00 น. จะมีการจุดพลุไฟ ซึ่งเรียกกันว่า ดิสนีย์ อิน เดอะ สตาร์ ไฟร์เวิร์ค (Disney in the Star Firework)
พลุไฟถูกจุดเหนือปราสาทเจ้าหญิงนิทรา ได้เห็นความงามยามค่ำคืนของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ เป็นความประทับใจอีกอย่างที่ทำให้อยากกลับไปเยี่ยมเยือนอีกสักคราหนึ่ง!!! การแสดงใช้เวลาประมาณ 20 นาที แต่สุดจะอลังการเลย พอพลุไฟจุดเสร็จปุ๊บ ฝนก็ตกลงมาทันทีเลย ทั้งๆที่วันนี้ทั้งวันแดดจัด จนเหงื่อไหลไคลย้อยตามๆกัน จนฝนเพิ่งมาตกเอาเนี่ยแหละคุณๆเอ๋ย!!!
ในเมื่อฝนตก จึงยังกลับไม่ได้ พวกเราจึงไปหลบฝนในร้านขายของที่ระลึก (ตึกทรงตะวันตกตรงเมนสตรีท ยู.เอส.เอ. นั่นเอง) มีทั้งเสื้อผ้า ตุ๊กตา พวงกุญแจ หมวก แว่นตา ที่คาดผม กระเป๋า ฯลฯ หลากหลายมากเลย อีกที่หนึ่งขายพวกเครื่องแก้วเจียระไน สวยงาม แต่แพงโคตรๆเลยเหมือนกัน ยังมีร้านขายขนมลูกกวาดและเบเกอร์รี่ด้วย
จนประมาณ 21:00 น. พวกเราจึงเดินออกไปเพื่อขึ้นรถไฟฟ้ากลับ พอพวกเราออกมาแล้ว นุ้ยก็ตรงดิ่งไปหาถุงใส่ของที่โยนหลบเอาไว้ก่อนเข้าไปข้างในเมื่อเช้านี้ โชคดีมากๆเลย เพราะไม่มีใครแตะต้องเลยแม้แต่น้อย จึงยังมีขนมและอาหารเจส่วนหนึ่งเอาไว้กินได้อีกจ๊ะ
ต๋งกับเราได้ถ่ายรูปนาฬิกาที่ระบุเวลา 21:00 น. เอาไว้เป็นหลักฐานขา กลับด้วย ส่วนพี่ใหญ่กับนุ้ยไปเข้าห้องน้ำ สักประเดี๋ยวก็ได้ขึ้นรถไฟฟ้า พวกเราเดินทางไปยังสถานีรถไฟฟ้าจอร์แดน (Jordan ; ... จั่วตุน) เพื่อหาแหล่งชอปปิ้งชื่อ เทมเปิ้ล สตรีท (Temple Street) และหาที่กินมื้อค่ำด้วยเช่นกัน แต่ก่อนจะถึงได้แวะที่ร้านจิออร์ดาโน (Giordano) ก่อน เราจึงได้ซื้อกางเกงบอกเซอร์ เนื่องจากกำลังลดราคาเหลือ 3 ตัว/100HK$ ถูกนะก็เลยซื้อซะเลย
พอมาเดินในตลาดแล้วก็ลืมหิวกันเลย ต่างคนต่างก็ได้ซื้อของ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา พวงกุญแจ เข็มกลัด กล่องใส่ของ รวมทั้งที่เจาะกระดาษเป็นรูปต่างๆ จนกระทั่งเลยเที่ยงคืนมาหน่อยหนึ่งแล้ว จึงได้แวะร้าน 7-Eleven กัน เพื่อซื้อของกิน พวกเราได้เห็นเบียร์ช้างกระป๋องซึ่งเมื่อคำนวณเป็นเงินบาทแล้ว ราคากลับถูกกว่าที่เมืองไทยอีก ต๋งจึงถ่ายรูปเอาไว้ แต่พนักงานในร้านมาโบกไม้โบกมือไม่ให้ถ่ายรูป นุ้ยกับเราได้ซื้อเส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่คิดว่ากินเจน่าจะกินได้ แล้วก็ซื้อนมของเนสท์เล่ รสแอปเปิ้ลเขียว/ลูกท้อขาว อร่อยเหาะไปเลย... ส่วนพี่ๆเค้าก็ซื้อพวกข้าวกล่องอุ่นไมโครเวฟ เอาไปกินที่ที่พักกัน
ขากลับก็นั่งรถไฟฟ้าสถานีจอร์แดน ไปยังสถานีมงก๊ก กว่าจะถึงที่พักก็เกือบ 01:00 น. แล้วมั้ง พวกเราก็ยังไม่นอนกัน เพราะต้องจัดกระเป๋า พรุ่งนี้แต่เช้าต้องเช็คเอาท์ออกจากที่พักแล้ว และไหนยังจะกินอาหารกันอีก ดึกป่านนั้นก็มีคนมากดกริ่งที่ด้านหน้า คนดูแลจึงออกมาต้อนรับ ซึ่งนุ้ยกับเราได้เห็นแขกมาใหม่เหมือนกัน เพราะเป็นกลุ่มคนไทย ชายสองหญิงสอง ชายสองคนนั้นพูดอังกฤษได้บ้างแต่จีนไม่ได้เลย ส่วนหญิงสองคนนั้นไม่ได้ทั้งอังกฤษและจีน พวกเขามาเพื่อดูงาน มาถึงกันดึกเพราะมากับการบินไทย พวกเราจึงได้พูดคุยกันบ้างเล็กน้อย
กว่าจะได้นอนก็ประมาณ 03:00 น. แล้วมั้งครับ...
ลาก่อนสำหรับคืนนี้ ขอลาทีฉันต้องไปนอน... (ฮัมเป็นเพลงได้จ๊ะ)

ผู้บันทึก : คุณอานนท์




 

Create Date : 03 มกราคม 2551    
Last Update : 4 มกราคม 2551 17:37:28 น.
Counter : 177 Pageviews.  

Diary for trip HK 15-17 may 50 (วันที่ 1 จิมซาจุ่ย / Avenue of stars


มาเก๊า-ฮ่องกง-มาเก๊า จ๊ะ!

วันที่ 1 (15 พฤษภาคม 2550)

เมื่อคืนเรานอนแต่หัวค่ำ เพราะว่าต้องเตรียมแรงไว้สำหรับวันรุ่งขึ้น แต่พี่นนท์นี่สิ กลับไม่ได้นอนเลยเพราะต้องแปลหนังสือที่กำลังเร่งอยู่ให้เสร็จเร็วไว เลยไม่ได้นอนทั้งคืน
ตอนประมาณ 03:40 น. นุ้ยโทรไปหาพี่นนท์ว่าออกเดินทางจากโคราชแล้ว ตอนนี้มาถึงประมาณสูงเนินแล้ว ระหว่างทางพี่เบิ้มก็พาแวะปั๊มน้ำมัน นุ้ยก็เข้าไปซื้อขนมปัง เตรียมไว้กินบนเรือระหว่างข้ามไปมาเก๊า – ฮองกง ส่วนพี่นนท์เพิ่งตระเตรียมของจนเสร็จ แล้วจึงอาบน้ำแต่งตัว และทอดของทอดเพื่อนำไปกินที่สนามบินเป็นมื้อเช้าด้วย
จนประมาณ 05:30 น. พี่นนท์จึงได้ออกจากบ้าน ไปขึ้นรถตู้เพื่อไปรังสิต ได้ขึ้นรถตอนประมาณ 05:40 น. รถวิ่งค่อนข้างเร็ว จนประมาณ 06:10 น. นุ้ยก็โทรมาบอกว่าถึงรังสิตแล้ว และกำลังจะไปที่จุดที่นัดกันไว้ เดิมทีจะรอกันอยู่ที่ด้านหน้าโรงพยาบาลเอกปทุม คลอง 2 แต่เนื่องจากเราออกจากบ้านค่อนข้างสาย จึงเปลี่ยนที่นัดเจอกันเป็นด้านหน้าห้างเทสโก้โลตัส คลอง 4 เพื่อให้ใกล้ทางสนามบินสุวรรณภูมิมากขึ้น พวกเราก็ติดรอรถพระเทพฯ เสด็จอยู่ระยะหนึ่งตรงบริเวณฟิวเจอร์พาร์ค แล้วไปรอพี่นนท์ที่หน้าร้านทันตกรรม (รอไม่นาน)
ประมาณ 06:40 น. เราก็ลงจากรถตู้ แล้วข้ามสะพานลอยไปหาพวกนุ้ยที่รออยู่แล้วที่ด้านหน้า “คลินิกทันตกรรม บ้านฟ้า คลอง 4” ซึ่งในกลุ่มก็มีพี่เบิ้ม+พี่ใหญ่ ซึ่งเป็นสามี-ภรรยากัน และน้องต๋ง ที่เคยเจอกันหลายครั้งที่โคราช
เมื่อรวมตัวกันได้แล้ว จึงรีบเดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ ไปถึงประมาณ 07:20 น. ลงตรงประตู 2 เนื่องจากสายการบิน AirAsia จะมีที่เช็คอินอยู่ละแวกนี้ ก่อนเช็คอินก็หาที่นั่งกินมื้อเช้ากันก่อน แล้วจึงค่อยไปเช็คอินที่แถว E ตอนประมาณ 08:10 น. เมื่อเสร็จแล้วจึงแยกย้ายกันไปหาที่แลกเงิน
เนื่องจากพี่เบิ้มกับพี่ใหญ่ยังไม่ได้กินมื้อเช้า จึงใช้เวลาที่ยังพอมีอยู่ ไปหาที่กินกันที่ชั้น 3 เรากับนุ้ยจึงเดินไปดูหนังสือที่ร้านนายอินทร์ และหาซื้อน้ำดื่มติดตัวขึ้นเครื่องบิน ส่วนต๋งก็เดินดูร้านรวงอื่นๆไปเรื่อยๆ นัดกันว่าก่อน 09:00 น. จะต้องมารวมตัวกันเพื่อไปยัง ตม. โชคดีที่วันนี้คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ (ไม่เหมือนวันที่ 1 พ.ค. ที่เรากับพวกไปกัมพูชา วันนั้นคนต่อคิวที่ ตม. กันเยอะมากเลย) จึงค่อนข้างเร็ว เมื่อเสร็จแล้ว ยังได้ถ่ายรูปกับรูปปั้นกวนเกษียรสมุทร แล้วจึงค่อยๆเดินไปยัง Gate F1A ซึ่งอยู่ปีกขวาสุดเลย ระหว่างทางก็แวะดูของที่ร้านค้าปลอดภาษี และหามุมถ่ายรูปไปเรื่อยๆ
นั่งรออยู่ที่ Gate F1A สักพัก ก็ได้เวลาไปขึ้นเครื่องบิน โดยต้องขึ้นรถชัตเติ้ลบัสของสายการบิน ขับพาพวกเราและผู้โดยสารคนอื่นๆไปยังเครื่องบิน โดยลานจอดเครื่องบินนี้ จะสามารถมองเห็นทางยกระดับที่พาไปยังอาคาร ผู้โดยสารได้ (ซึ่งขามา ในขณะขับรถพุ่งหน้าไปยังอาคารผู้โดยสาร จะเห็นลานจอดเวิ้งว้าง อยู่ที่ด้านซ้ายมือของพวกเราอยู่แล้ว เครื่องบินของสายการบินราคาประหยัดจะลำเล็กกว่าเครื่องบินของสายการบินอื่นๆอย่างเห็นได้ชัดเลย...)
ได้ขึ้นเครื่องบินตอน 10:00 น. พอขึ้นเครื่องบิน ก็ได้เจอคุณนิ้ง กุลสตรี (ที่เคยเป็นดารา จนมาแต่งงานและเป็นพนักงานต้อนรับของแอร์เอเชีย นั่นเอง) เราเองยังทักคุณนิ้งเลยว่า “และแล้วก็ได้เจอคุณนิ้ง” ก็สวยดีนะ
เครื่องบินเริ่มวิ่งประมาณ 10:15 น. ขึ้นบินประมาณ 10:20 น. เมื่อเครื่องบินบินได้ประเดี๋ยวหนึ่ง ก็มีประกาศว่าจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2.40 ชั่วโมง อยู่บนเครื่องบิน ต๋งได้ซื้อของที่ระลึกสัญลักษณ์แอร์เอเชียด้วย นั่นก็คือ ตุ๊กตาหมีน้อยและป้ายติดกระเป๋า ที่เลิศหรูเลยก็คือว่า คุณนิ้งเซ็นต์ชื่อให้ด้วยนะ อลังจริงๆ...... อยู่บนเครื่องบินทั้งเขียนใบ ตม. ขาเข้า-ขาออกของมาเก๊า ทั้งนั่งอ่านหนังสือท่องเที่ยว ทั้งวางแผนเพิ่มเติม ทั้งหลับเอาแรงด้วย
พอเครื่องบินลงจอดที่สนามบินนานาชาติมาเก๊า (Macau Inter- national Airport) ประมาณ 12:40 น. (ตามเวลานาฬิกาข้อมือ) หรือก็คือ 13:40 น. ตามเวลาท้องถิ่นนั่นเอง เครื่องบินจอดสนิทประมาณ 13:45 น. ด้วยเหตุว่าสนามบินไม่ใหญ่ จึงไม่ต้องวิ่งนานในรันเวย์ เมื่อลงจากเครื่องบินแล้ว พวกเรายังหามุมถ่ายรูปกันด้วยนะจะบอกให้ และนุ้ยก็รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก
เข้าไปยัง ตม. ประมาณ 13:50 น. ประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ ที่เคาน์เตอร์จะมีโหลใส่ลูกอมเอาไว้ให้ผู้โดยสารที่ผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองหยิบกินได้ด้วย แล้วจึงไปหาที่แลกเงิน จากเงินฮ่องกงเป็นเงินมาเก๊า พวกเรา 5 คน แลกกันคนละ 100 HK$ รวมกัน 500 HK$ แลกได้ 505 MOP แล้วยังต้องไปหาแตกแบงค์ให้เป็นเหรียญด้วย เพราะจะต้องขึ้นรถบัสไปยังท่าเรือเฟอร์รี่ จะต้องเตรียมให้พอดีๆ เพราะไม่มีการทอนเงิน บังเอิญว่าตอนไปแตกแบงค์นั้น ได้เจอคนไทยคนหนึ่งซึ่งจะไปฮ่องกงเหมือนกัน พี่เขาเลยพ่วงกับกลุ่มเราด้วย และให้เงินเหรียญไว้ 8 MOP
รอรถสักแป๊บหนึ่ง ก็ได้ขึ้นรถบัสสาย AP1 ซึ่งคนขับเป็นผู้หญิง จ่ายค่าโดยสารและสัมภาระเป็นเงิน 22 MOP (ซึ่งเราคิดว่าหล่อนเก็บเงินขาดไป จึงจะหยอดตู้เพิ่ม แต่หล่อนไม่เอา บอกว่าพอแล้ว) รถวิ่งประมาณ 20 นาที ผ่านสะพานมิตรภาพ (Friendship Bridge) ด้วย (ซึ่งเป็นรูปคลื่น สองโค้งขยัก ไม่ใช่โค้งเดียวเหมือนสะพานทั่วๆไป แปลกตาดีเหมือนกันเนอะ)
ท่าเรือเฟอร์รี่ที่มาถึงกันมีชื่อว่า “New Macau Maritime Ferry Terminal” พวกเราซื้อตั๋วโดยสารเรือเฟอร์รี่ด้วยการรูดบัตรเครดิตของต๋งกับนุ้ย ค่าโดยสารคนละ 140 MOP เที่ยวเวลา 15:30 น. ของบริษัท New World First Ferry Services (Macau) Limited หรือเรียกกันย่อๆว่า First Ferry (เฟิร์สเฟอร์รี่) ซึ่งมุ่งหน้าไปยังเกาลูนโดยตรงเลย (ยังมีเรือเฟอร์รี่อีกบริษัทหนึ่งชื่อว่า TurboJet (เทอร์โบเจ็ท) ซึ่งเป็นของบริษัท Shun Tak-China Travel Ship Management Ltd.) ซึ่งต้องประทับตรา ตม. ออกจากมาเก๊าก่อนด้วย
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งในขณะอยู่บนเรือเฟอร์รี่มีการแจกใบ ตม. ฮ่องกงให้กรอกอีกด้วย เพราะต้องผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองของฮ่องกงอีกทอดหนึ่ง
ไปถึงท่าเรือเฟอร์รี่ที่เกาลูน (China Ferry Terminal หรือ HK-Macau Ferry Terminal) เมื่อเวลาประมาณ 16:30 น. แล้วยังต้องเดินไปอีกไกลพอควรเพื่อไปยัง ตม. ซึ่งพี่เบิ้มถูกเจ้าหน้าที่ถาม เราจึงต้องไปช่วยส่งภาษา ตามด้วยเราซึ่งโดนซักถามหลายคำถาม เช่น มาทำอะไร นำกลุ่มมาหรือ อยู่เมืองไทยทำอาชีพอะไร ขอดูตั๋วเครื่องบินด้วย... และตามติดด้วยต๋งซึ่งใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับเจ้าหน้าที่เอา แต่ต้องเอาตั๋วเครื่องบินจากเราไปให้เจ้าหน้าที่ดูอีกด้วยนะ ยุ่งยากจังแฮะ คุณเจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนนี้เนี่ย...!!!
แล้วจึงค่อยๆเดินไปตามถนนกวางตุ้ง (Canton Road) ซึ่งผ่านหน้าโรงแรมมาร์โคโปโล ที่ครั้งที่แล้วเราเคยนอนพักมาแล้ว เดินไปเรื่อยๆเพื่อไปยังสถานีรถไฟฟ้า MTR (Mass Transit Railway) สถานีจิมซาจุ่ย (Tsim Sha Tsui ; ... เจียนซาจุ่ย) ซึ่งต้องเดินผ่านสวนสาธารณะเกาลูน (Kowloon Park) เมื่อลงไปยังสถานีแล้ว จึงหาซื้อบัตรอเนกประสงค์ออคโทปุสการ์ด (Octopus Card หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า .......... ปาต๋าทงข่า) ซึ่งจะต้องซื้อขั้นต่ำ 150 HK$ แต่จะใช้ได้แค่ 100 HK$ เท่านั้น อีก 50 HK$ เป็นค่ามัดจำบัตรนั่นเอง พวกเราจึงซื้อกัน 200 HK$ เพราะจะได้สะดวกในการโดยสารยานพาหนะและซื้อของตามร้าน 7-Eleven กับร้านค้าอื่นๆอีกมากมายได้ เมื่อจะซื้อบัตรสื่อสารด้วยภาษาจีนได้ว่า “หว่อ เอี้ยว ไหม่ ปา ต๋า ทง ข่า” (...)
เมื่อซื้อบัตรออคโทปุสการ์ดแล้ว จึงโดยสารรถไฟฟ้าไปยังสถานีมงก๊ก (Mong Kok ; ... วั่งเจี่ยว) ไม่นานนักก็ถึงจ๊ะ ออกที่ทางออก D (Exit D) แล้วมุ่งหน้าไปทางถนนฟาหยวน (Fa Yuen St.) โดยต้องหาถนนอาร์จิล (Argyle St.) ก่อน เพราะถนนสองเส้นนี้จะตั้งฉากกันอยู่ไง และเมื่อถึงถนนฟาหยวนแล้ว ถ้าหันหลังให้ถนนอาร์จิล จะเห็นประตูทางเข้าที่พักชื่อ “ซินเซียร์” (Sincere หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า …….. เซียนซือต้าเซี่ย) อยู่ทางด้านซ้าย และจะเห็นร้าน 7-Eleven อยู่ทางด้านขวา (จำจุดสังเกตให้ดีๆนะจะได้ไม่ไปผิดตึก)
เกือบๆ 18:00 น. จึงมาถึงตึกที่พัก ขึ้นไปยังชั้น 8 ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องพักที่นุ้ยได้ติดต่อตั้งแต่อยู่เมืองไทยแล้ว นั่นก็คือ “ออยส่วน เกสท์เฮาส์” (Oi Suen Guesthouse หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า ..... อ่ายเสวียนปินก่วน) ได้ดูห้องตัวอย่างหลายห้อง สุดท้ายเลือกห้องที่เป็น Family Room ซึ่งราคา 500 HK$/คืน แต่เราต่อเหลือ 480 HK$/คืน ซึ่งภายในมีเตียง สองชั้น และเตียงใหญ่อีกเตียง จึงแบ่งกันนอนดังนี้คือ ต๋ง ตัวใหญ่สุด นอนเตียงบนของเตียงสองชั้น ส่วนพี่ใหญ่กับนุ้ย ตัวเล็กๆ นอนคู่กันที่เตียงล่างของเตียงสองชั้น และพี่เบิ้มกับเรา นอนที่เตียงใหญ่
แต่ที่หน้าเป็นห่วงก็คือ ห้องน้ำ-ห้องส้วมที่เป็นกระจกขุ่นนี่แหละ ต่างก็กลัวกันว่าจะอาบน้ำหรือนั่งห้องน้ำกันยังไง เพราะทั้งชายทั้งหญิงอยู่ด้วยกัน คิดไปคิดมาเลยได้ไอเดียว่า ใครจะอาบน้ำคนอื่นก็ออกจากห้องไปก่อน หรือปิดไฟของห้องน้ำก็จะลดการมองเห็นจากนอกห้องน้ำได้ด้วย
เมื่อจ่ายค่าห้อง 2 คืน พร้อมกับค่ามัดจำกุญแจ (ซึ่งจะได้คืน) รวมกัน 1,060 HK$ แล้ว ก็พักผ่อนกันสักพักหนึ่ง แล้วจึงออกเดินทางไปหาอาหารเย็นหาอาหารเย็นกินกัน แต่ก่อนอื่นนั้น ได้ไปหาซื้อปลั๊กไฟ (ที่เรียกว่า Travel Adaptor) แบบที่ต้องใช้ในห้องมาไว้ใช้ร่วมกันก่อน ราคาหนึ่งอัน 7 HK$ แหนะ แต่ก็คุ้มนะ เพราะยังเอาไปใช้ที่ประเทศอื่นๆได้อีกด้วย
แล้วจึงค่อยไปขึ้นรถไฟฟ้าสถานีมงก๊ก ย้อนกลับไปยังสถานีจิมซาจุ่ย แล้วออกมาตระเวนหาร้านอาหารเจ เดินกันจนขาลาก จึงมาถึงถนนปักกิ่ง (Peking Road) และเจอตึก 1 Peking Tower ขึ้นไปยังร้านกุงแต็กลัม (Kung Tak Lam) ซึ่งอยู่ที่ชั้น 7 แต่ปรากฏว่าคนแน่นขนัดไปหมดเลย จึงไปหากินที่อื่นต่อ
ระหว่างที่เดินไปเดินมานั้น ก็ได้ผ่านย่าน Langham Place ซึ่งคิดว่าอาจจะมีโอกาสมาเดินเที่ยวอยู่เหมือนกัน เดินมุ่งหน้าไปทางท่าเรือเฟอร์รี่ เพื่อจะไปเดินเล่นริมอ่าววิกตอเรียที่ อเวนู ออฟ สตาร์ (Avenue of Stars หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า ...... ซิงกวงต้าเต้า) อยู่บริเวณหอนาฬิกาฝั่งเกาลูน แล้วเดินมุ่งหน้าไปทางจิมซาจุ่ย วอเตอร์ฟร้อนต์ พรอมิเนด (Tsim Sha Tsui Waterfront Promenade) อยู่บริเวณหอนาฬิกาฝั่งเกาลูน ซึ่งทั้งสองส่วนเชื่อมกัน และเป็นที่ให้ดูวิวอันสวยงามของฝั่งฮ่องกงได้ เพราะฝั่งฮ่องกงมีตึกสวยๆสูงๆเล่นไฟยามกลางคืนอย่างสวยงามมาก ถ้ามาอยู่ฝั่งเกาลูนก็ต้องมาเที่ยวชมตรงนี้ให้ได้นะ
แต่เดินกันตั้งนาน ถ่ายรูปไปพลาง นั่งพักไปพลาง ก็ไม่มีร้านขายอาหารที่จะประทังความหิวของพวกเราได้เลย ขนาดว่าเดินไปทางจิมซาจุ่ย วอเตอร์-ฟร้อนต์ พรอมิเนด ซึ่งเกือบจะถึงท่าเรือเฟอร์รี่เก่า ซึ่งบริเวณนั้นเป็นจุดตั้งต้นของรถบัสหลายสาย (Bus Terminus) ก็ยังหาร้านอาหารได้ยากมาก
สุดท้ายจึงไปลงเอยที่ร้านแมคโดนัลด์ (ซึ่งเปิด 24 ชั่วโมง) ตอนนั้นปาเข้าไป 20:00+ น. แล้ว พี่เบิ้ม-พี่ใหญ่-ต๋ง ได้กินของหนักลงท้องแล้ว ส่วนนุ้ยกับเรากินแค่ไอศกรีมซันเดย์เท่านั้น (ซึ่งใช้บัตรออคโทปุสการ์ดซื้อของได้)
เสร็จแล้ว จึงเดินลัดเลาะไปตามถนนกวางตุ้ง เพื่อจะหาร้านอาหารเจที่เราเคยมากินเมื่อครั้งที่แล้ว แต่หาไม่เจอ ที่เจอกลับเป็นร้านโจ๊ก ซึ่งเมนูที่หน้าร้านระบุว่ามีโจ๊กเจ นุ้ยกับเราจึงเข้าไปนั่งกินกัน ซึ่งตอนนั้นก็สักประมาณ 21:00+ น. นุ้ยกับเราสั่งกินคนละชาม อร่อยมากเลย พวกเรายังเอาอาหารเจที่ติดมาจากเมืองไทยขึ้นมากินร่วมด้วยเลย แต่ถ้วยหนึ่งตั้ง 15 HK$ แหนะ แถมยังคิดค่าบริการ (Service Charge) อีก 10% ด้วย รวมกันแล้วก็เป็นเงิน 33 HK$ จ๊ะ Oh! My God… อะไรจะแพงขนาดนั้น... แต่ก็ประทังความหิวได้นะเนี่ย...เป็นโจ๊กที่อร่อยมากๆ เลย ส่วนพี่เบิ้ม กับพี่ใหญ่ และต๋ง ก็นั่งให้กำลังใจ
เสร็จแล้วก็ค่อยๆ เยื้องย่างไปยังสถานีรถไฟฟ้าจิมซาจุ่ย เพื่อกลับไปยังสถานีรถไฟฟ้ามงก๊ก จะได้พักผ่อนกันเสียที ก่อนจะเข้าที่พัก ก็เดินสำรวจร้านอาหารละแวกนั้นก่อน ตอนเช้าจะได้มากินกัน แล้วจึงเดินกลับที่พัก แต่ดันงงกันเอง เข้าตึกผิด วิวข้างในแปลกๆ สักเดี๋ยวเดียวก็รู้ว่าเข้าตึกผิดจึงรีบออกกัน ปรากฏว่าตึกที่เราพักกับตึกที่มาเข้านี้อยู่คนละถนนกัน
ดึกป่านนั้นแล้ว ยังมีคนพลุกพล่านอยู่เลย นี่แหละเมืองไม่หลับไม่นอน พอขึ้นถึงห้องพักปุ๊บ พี่นนท์ก็หลับไปเลยโดยไม่ได้อาบน้ำ ส่วนคนอื่นๆยังทยอยกันอาบน้ำ นุ้ยอาบน้ำเสร็จก็เข้านอนทันที ส่วนต๋งนั่งรออยู่หน้าห้องก็ได้คุยกับฝรั่งอยู่ห้องฝั่งตรงข้ามมีฝรั่งผู้ชายคนหนึ่งพัก ซึ่งฝรั่งคนนี้เพิ่งมาจากไทย แล้วมีเงินไทยเหลืออยู่ จึงเอาเงินไทยเหล่านั้นให้ต๋ง 20 ประมาณ 2-3 ใบ และเงินเหรียญอีก ซึ่งเค้าบอกว่าเค้าคงไม่ได้ใช้เงินไทยแล้ว ประเทศต่อไปที่ไปคือ ประเทศญี่ปุ่น (เค้ามาเที่ยวคนเดียว)




 

Create Date : 03 มกราคม 2551    
Last Update : 3 มกราคม 2551 12:42:09 น.
Counter : 262 Pageviews.  

เที่ยววังตะไคร้ยามเมื่อใกล้หนาว


301050

ก่อนอื่นต้องรีบถ่ายป้ายไว้ก่อนเลย เพราะเดี๋ยวจะไม่มีเวลาถ่าย
(ถ่ายรูปนะ ไม่ใช่ถ่ายห้องน้ำ)



ระหว่างทางเดิน



ธารน้ำใส ต้นไม้ให้แสงเงา



เล่นน้ำกันสุขสันต์



บ้างก็ร้องเพลงสบายใจ ตามสายน้ำ



บ้างก็เล่นน้ำสนุกสำราญใจ








 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2550 13:27:29 น.
Counter : 240 Pageviews.  

เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนปูนที่สูงที่สุดในโลก

301050
เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนปูนที่สูงที่สุดในโลก
จังหวัดนครนายกอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง



มีเพียงเรา 2 คันเท่านั้น ในเวลาสายแดดเปรี้ยงๆ



บริเวณริมเขื่อน



ภาพวิวบนเขื่อนยามสายๆ



วิวเขื่อนยามสายเมื่อแสงแดดส่องลงมา



ยามเมื่อแดดส่องน้ำ



ระหว่างทางขากลับลงเขา



ที่ระลึกผู้ร่วมเดินทาง





 

Create Date : 01 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2550 12:55:20 น.
Counter : 303 Pageviews.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.