Group Blog
 
All Blogs
 

เอลิซาเบธ เทย์เลอร์



คุณหญิง เอลิซาเบธ โรสมอนด์ เทย์เลอร์ (อังกฤษ: Dame Elizabeth Rosemond Taylor, DBE) (27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1932 - 23 มีนาคม ค.ศ. 2011) หรือเป็นที่รู้จักอีกชื่อว่า ลิซ เทย์เลอร์ เป็นนักแสดงอังกฤษ-อเมริกัน ที่เกิดในอังกฤษ เป็นที่รู้จักในด้านบทบาทการแสดงอันจัดจ้านและความงาม เช่นเดียวกับการใช้ชีวิตแบบฮอลลีวูด เธอแต่งงานมาแล้วหลายครั้ง เทย์เลอร์ถือเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงที่โด่งดังที่สุดในยุคทองของฮอลลีวูด และถือเป็นคนดังที่โดดเด่นมากคนหนึ่ง เทย์เลอร์ได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม 2 ครั้ง รางวัลออสการ์เกียรติคุณ 1 ครั้ง รางวัลลูกโลกทองคำ 2 ครั้ง และยังเป็นเจ้าของรางวัลอื่นๆ อีกมาก สถาบันภาพยนตร์อเมริกัน ได้ให้เทย์เลอร์เป็นนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลเป็นลำดับที่ 7

หลังจากการที่เธอมีปัญหาด้านสุขภาพเป็นเวลานาน เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554 โรงพยาบาลซีดาร์-ไซไน ในเมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว สิริรวมอายุได้ 79 ปี โดยมีบรรดาลูกหลานอยู่เคียงข้างก่อนที่เธอเสียชีวิต ซึ่งก่อนหน้านี้ในช่วงปี ค.ศ. 1990 เธอเกือบเสียชีวิตเพราะโรคปอดบวม เคยต้องเข้าบำบัดอาการติดสุราและยาแก้ปวด รวมทั้งเข้าผ่าตัดเนื้องอกในสมอง




 

Create Date : 11 กันยายน 2554    
Last Update : 11 กันยายน 2554 15:41:02 น.
Counter : 416 Pageviews.  

ไมเคิล แจ็กสัน



ไมเคิล แจ็กสัน (อังกฤษ: Michael Jackson) (29 สิงหาคม ค.ศ. 1958 – 25 มิถุนายน ค.ศ. 2009) มีชื่อเต็มว่า ไมเคิล โจเซฟ แจ็กสัน (อังกฤษ: Michael Joseph Jackson) ได้รับการขนานนามว่าเป็น ราชาเพลงป็อป (King of Pop)

เขาเป็นลูกคนที่ 7 ของครอบครัวแจ็กสัน ปรากฏตัวครั้งแรกในระดับอาชีพด้านดนตรีตั้งแต่อายุ 11 ปี โดยเป็นหนึ่งในสมาชิกวงเดอะแจ็กสันไฟฟ์ ในปี 1969 เขาเริ่มมีผลงานเดี่ยวในปี 1971 ขณะที่ยังคงเป็นสมาชิกของวงอยู่ ในปี 1982 มีผลงานอัลบั้มที่ชื่อ Thriller ซึ่งถือเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดตลอดกาล[4] และสี่อัลบั้มเดี่ยวที่เหลือก็ยังถือว่าเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดอัลบั้มหนึ่ง อันประกอบด้วยชุด Off the Wall (1979), Bad (1987), Dangerous (1991) และ HIStory (1995)

ต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 เขาเริ่มมีความโดดเด่นในวงการเพลงป็อป และถือเป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกัน คนแรกที่มีแฟนเพลงมากมายผ่านทางช่องเอ็มทีวี ความนิยมของเขามาจากการออกอากาศมิวสิกวิดีโอทางช่องเอ็มทีวี อย่างเช่นเพลง "Beat It", "Billie Jean" และ "Thriller—เพลงนี้ได้รับเอ่ยถึงว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบมิวสิกวิดีโอจากอุปกรณ์การประชาสัมพันธ์ไปเป็นรูปแบบของศิลปะ— มิวสิกวิดีโอเหล่านี้ได้ช่วยให้ช่องที่เพิ่งเปิดใหม่นี้มีชื่อเสียงเพิ่มขึ้น วิดีโอเพลง "Black or White" และ "Scream" ก็ยังคงเปิดบ่อยทางช่องเอ็มทีวีในคริสต์ทศวรรษ 1990 ด้วย ลีลาบนเวทีของแจ็กสันและมิวสิกวิดีโอ แจ็กสันสร้างความโด่งดังกับท่าเต้นซับซ้อนโดยใช้ร่างกายมากมายหลาย ๆ ท่า อย่างเช่นท่าเต้นหุ่นยนต์และท่าเต้นมูนวอล์ก ส่วนเอกลักษณ์ด้านดนตรีและเสียงร้องของเขายังเป็นอิทธิพลให้กับศิลปินแนวฮิปฮอป ป็อป และอาร์แอนด์บี ให้อีกหลายคน อิทธิพลเพลงของเขามีแพร่กระจายไปสู่คนหลายรุ่น

แจ็กสันหาเงินหลายล้านดอลลาร์เพื่อมูลนิธิการกุศลของเขา มีซิงเกิ้ลการกุศลมากมายที่สนับสนุนให้กับ 39 องค์กร ชีวิตส่วนตัวของเขามักปรากฏตัวโดยการปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าและพฤติกรรมให้คนอื่นจำไม่ได้ แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ทำลายภาพลักษณ์ที่ดีของเขาด้วยเช่นกัน เขายังถูกข้อกล่าวหาลวนลามทางเพศเด็กในปี 1993 แต่ก็ปิดลงโดยเขาไม่มีความผิดเนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอ แจ็กสันมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพตั้งแต่ต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 และยังมีข้อมูลรายงานขัดแย้งในเรื่องฐานะการเงินของเขาตั้งแต่ปลายคริสต์ทศวรรษ 1990 แจ็กสันแต่งงานมาแล้วสองครั้ง มีลูกสามคน ต่อมาในปี 2005 เขามีข้อพิพาทอีกครั้งเรื่องล่วงละเมิดทางเพศและอีกหลายคดี แต่เขาก็ไม่มีความผิด (ซึ่งในภายหลังคู่กรณีหลายรายได้ออกมายอมรับว่า แจ็กสัน ไม่ได้กระทำ และที่กล่าวหา เพราะเป็นเด็ก และถูกผู้ปกครองบังคับ โดยหวังที่จะได้รับเงินค่าเสียหาย)

เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่ศิลปินที่มีชื่ออยู่ใน ร็อกแอนด์โรลฮอลออฟเฟม ถึงสองครั้ง ผลงานของเขาประสบความสำเร็จได้รับสถิติหลายครั้งจากกินเนสบุ๊ค รวมถึงในหัวข้อ เป็นหนึ่งใน"ศิลปินบันเทิงที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล" เขาได้รับรางวัลแกรมมี่ 13 ครั้ง มี 13 ซิงเกิ้ลที่ขึ้นอันดับ 1 ในฐานะนักร้องเดี่ยว และมียอดขายรวมกว่า 750 ล้านชุดทั่วโลก เขาถือเป็นส่วนสำคัญในวัฒนธรรมเพลงป็อปมากว่า 4 ทศวรรษ ไมเคิล แจ็กสันเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 2009 อายุได้ 50 ปี




 

Create Date : 01 กันยายน 2554    
Last Update : 1 กันยายน 2554 13:27:22 น.
Counter : 362 Pageviews.  

บริตนีย์ สเปียรส์



บริตนีย์ จีน สเปียรส์ (อังกฤษ: Britney Jean Spears) เกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2524) เป็นนักร้อง-นักแต่งเพลง, นักเขียน และนักแสดงหญิงชาวอเมริกัน บริตนีย์มีชื่อเสียงหลังจากซิงเกิลแรก "เบบีวันมอร์ไทม์" โด่งดังไปทั่วโลก โดยนับตั้งแต่เริ่มอาชีพการเป็นนักร้อง ผลงานของเธอขายได้กว่า 83 ล้านชุดทั่วโลก

บริตนีย์ได้รับฉายาว่าเป็น เจ้าหญิงแห่งวงการเพลงป๊อบ นอกจากนั้นเธอยังเป็นนักร้องประสบความสำเร็จ และมียอดขายสูงสุด (สำหรับนักร้องหญิง) ในปี 1999-2009 อีกด้วย

อาชีพหลักของบริตนีย์ที่เป็นที่รู้จักคืออาชีพนักร้อง ทำเงินได้ถึง 26.5 ล้านเหรียญ สัญญาของเธอที่ได้จากค่าย Zomba Records จากผลงานอัลบั้มชิ้นล่าสุดอย่าง Into the Zone นั้นมากถึง 6.72 ล้านเหรียญ ซึ่งรายได้สุทธิจากการทัวร์อัลบั้มดังกล่าวมียอดถึง 20 ล้านเหรียญทีเดียว ค่าลิขสิทธิ์ทางดนตรีที่เธอได้รับจากมิวสิกวีดีโอและการโฆษณาทำให้เธอได้รับเงิน 6 หมื่นเหรียญต่อปี เธอยังมีทรัพย์สินฝากไว้ธนาคารดอกเบี้ยสูง 6 แห่งถึง 33.25 ล้านเหรียญ

สัญญาที่ได้ได้รับจากสินค้าต่างๆ ก็มีไม่น้อย ทั้งที่เคยทำลายสถิติสูงสุดมาแล้วจากโฆษณาของเป๊ปซี่ที่ทำเอาไว้เมื่อปี 2001 ด้วยรายได้ 9.27 ล้านเหรียญ รวมทั้งจากสินค้าอย่าง ซัมซุง โตโยต้า คีริง Proactiv, Skechers และ Nabisco ที่รวมได้มูลค่ากว่า 21.6 ล้านเหรียญ การร่วมงานกับเครื่องสำอางดังยี่ห้อเอลิซาเบธ อาร์เดน ( Elizabeth Arden) เมื่อปี 2547 ที่เธอได้เปิดตัวสินค้าในนามของบริตนีย์ ที่มีน้ำหอม คือ Curious น้ำหอมขายดี รวมทั้งผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอางต่างๆ วางขาย ทำให้เธอได้ค่าลิขสิทธิ์ครั้งนั้นไป 16.7 ล้านเหรียญ ซึ่งรับประกันได้ว่าเธอจะได้รายได้ต่อปีตั้งแต่ 1.96 ถึง 2.94 ล้านเหรียญ จนกว่าสัญญาจะสิ้นสุดลงในปี 2552

บริตนีย์ มีบ้านของตัวเอง 4 หลัง ทั้งในมาลิบูและออร์แลนโด รวมทั้งที่ดินเป็นป่ากว้างใหญ่ในหลุยส์เซียนา ซึ่งรวมมูลค่าทั้งหมด 22.6 ล้านเหรียญ
เธอยังมีรายได้อีก 6.5 ล้านเหรียญ จากการปรากฏตัวทางรายการโทรทัศน์ รวมกับสัญญาที่ได้จากนิตยสารและภาพยนตร์ รวมทั้งที่ได้ 3 ล้านเหรียญจากการแสดงใน Crossroads หนังเรื่องแรกและเรื่องเดียวของเธอ

ในช่วงที่เธอออกผลงานอัลบั้ม Blackout ที่ดูไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ และเธอก็ไม่ได้หาเงินจากการทัวร์คอนเสิร์ต แต่เธอก็ยังมีรายได้ จากการไปปรากฏตัวตามงานต่างๆ แมกกาซีน เช่น Pure Nightclub คลับดังที่ลาสเวกัส ขายโต๊ะใกล้โต๊ะของบริตนีย์ได้ราคาถึง 50,000 เหรียญฯ บริตนีย์หาเงินได้ตั้งแต่ 250 เหรียญฯ ถึง 100,000 เหรียญฯ จากการนั่งให้ถ่ายภาพ ทางโฟโต้ เอเจนซี่ยักษ์ใหญ่ x17 มีทีมคอยตามบริตนีย์ทั้งวันทั้งคืน ซึ่งนับเป็น 30% ของรายได้ทั้งหมดที่เธอได้มาจากพวกตากล้อง และในปี 2007 ปีเดียว ทาง X17 ก็ขายภาพของบริตนีย์ได้ถึง 2.5 ล้านเหรียญฯ รวมทั้งภาพบริตนีย์โกนหัวซึ่งมีราคาถึง 500,000 เหรียญฯ และ นิตยสารต่างๆ ที่เธอให้สัมภาษณ์เช่น People,Us Weekly, In Touch, Life & Style, OK! และ Star รวมทั้งหมด 175 ครั้งใน 78 สัปดาห์ เธอได้ค่าตัวถึง 360 ล้านเหรียญฯ และพวกหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ที่เธอขึ้นปกอีกหลายเล่ม




 

Create Date : 21 สิงหาคม 2554    
Last Update : 21 สิงหาคม 2554 15:57:05 น.
Counter : 302 Pageviews.  

นิโคล คิดแมน



นิโคล แมรี คิดแมน (อังกฤษ: Nicole Mary Kidman) เกิดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1967 เป็นนักแสดงชาวออสเตรเลียเริ่มเป็นที่รู้จักกับหนังอเมริกันตอนที่แสดงคู่กับ ทอม ครู๊ซ ใน Days of Thunder (1990) แต่ความสามารถด้านการแสดงของเธอเริ่มเป็นที่ยอมรับเมื่อเธอรับบทฆาตกรสาวในคราบนักข่าวพยากรณ์อากาศ ในเรื่อง To Die For (1995) ของผู้กำกับ กัส แวง แซง เธอได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง The Hours

ช่วงประสบความสำเร็จ
ในที่สุด คิดแมนก็เป็นที่ยอมรับถึงความสามารถด้านการแสดงของเธอ และได้รับเสียงชื่นชมจากบรรดานักวิจารณ์ ในภาพยนตร์เรื่อง To Die For (1995) ของ กัส แวง แซง และยังได้รับบท อิซาเบล อาร์เชอร์ ใน The Portrait of a Lady (1996) ซึ่ง เจน แคมเปียน ดัดแปลงจากวรรณกรรมคลาสสิคของ เฮนรี่ เจมส์ นับจากนั้น เธอก้าวขึ้นเป็นนักแสดงหญิงที่มาแรงที่สุดในฮอลลีวูด

หลังจากนั้น เธอประชันบทกับดาราชั้นนำในหนังดัง ๆ อีกหลายเรื่อง เช่น The Peacemaker (1997) ที่แสดงคู่กับ จอร์จ คลูนีย์, Practical Magic (1998) ที่ประกบกับ แซนดร้า บุลล็อก เป็นต้น และเธอได้หวนสู่ละครเวที ในเรื่อง The Blue Room ซึ่งเธอแสดงหลายบท และหนึ่งในตัวละครที่เธอแสดงนั้น มีฉากนู๊ดที่สร้างความเกรียวกราวทั้งในหมู่ผู้ชมและนักวิจารณ์ โดยบรรดานักวิจารณ์ต่างยกย่องชมเธอ และการแสดงละครเวทีเรื่องนี้ก็เต็มทุกรอบ ทั้งในลอนดอนและนิวยอร์ก เรื่องนี้ยังทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Evening Standard Award and Olivier

ต่อมาในปี 1999 คิดแมนรับบทนำเป็นแม่บ้านชาวแมนฮัตตัน ใน Eyes Wide Shut ของ สแตนลีย์ คูบริค ซึ่งมี ทอม ครู๊ซ ร่วมแสดงด้วยในบทสามีของเธอที่มีอาชีพเป็นหมอ เรื่องนี้ได้รับเสียงวิจารณ์ทั้งในแง่บวกและลบ แต่สำหรับคิดแมน เธอได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่เธอเคยได้รับมา ในปีต่อมา ได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง Birthday Girl ของ เจซ บัทเตอร์เวิร์ธ และ Moulin Rouge ของ บาซ เลอร์แมนน์

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ปี 2001 ทอม ครู๊ซ ได้ยื่นคำฟ้องหย่าขาดจากคิดแมน ครู๊ซให้สาเหตุการหย่าในคำร้องว่า เกิดจากความแตกต่าง ที่ไม่สามารถปรับเข้าหากันได้ หลังจากประกาศแยกทางกันแล้ว ทั้งคู่ต่างเก็บตัวเงียบ และพยายามหลีกเลี่ยงการพบปะ หรือให้สัมภาษณ์กับนักข่าว อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ทั้งคู่ได้รับอุปการะเด็ก 2 คนเป็นบุตรบุญธรรม คือ คอเนอร์ และ อิซาเบลล่า และแม้จะแยกทางกันแล้ว ทั้งคู่จะยังคงช่วยกันอุปการะเด็กทั้งคู่อยู่เช่นเดิม

หลังจากที่ นิโคล คิดแมน ประสบความสำเร็จจาก Moulin Rouge ในปีเดียวกันนี้ก็มีหนังสยองขวัญเรื่องเยี่ยมอีกเรื่องคือ The Others ที่ได้คำวิจารณ์ดีเยี่ยมทำให้ นิโคล คิดแมน มีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งแรกจาก Moulin Rouge และเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ ทั้ง Moulin Rouge และ The Others

หลังจากที่ปี 2001 เป็นปีที่ประสบความสำเร็จแล้วมาในปี 2002 ถือเป็นการประสบความสำเร็จทางการแสดงอย่างแท้จริงเมื่อเธอรับบทเป็น Virginia Woolf หญิงสาวที่มีความสับสนด้านอารมณ์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้ จูเลี่ยน มอร์ และ เมอรีล สตรีป มานำแสดงด้วยภาพยนตร์เรื้อง The Hours นี้ทำให้ นิโคล คิดแมน ได้รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก 3 สถาบันสำคัญคือ รางวัลออสการ์,รางวัลบาฟต้า และ รางวัลลูกโลกทองคำ

ในปี 2003 เธอยังมีภาพยนตร์ที่เธอนำแสดงทั้ง 3 เรื่องเรื่องแรกคือ Dogville ผลงานกำกับและเขียนบทโดย Lars von Trier ต่อด้วย The Human Stain ที่เธอนำแสดงคู่กับ แอนโธนี่ ฮอปกิ้นส์ กำกับภาพยนตร์โดย Robert Benton และปิดท้ายด้วย Cold Mountain หน้งที่ได้นักแสดงชั้นนำหลายคนมานำแสดงเช่น จู้ด ลอว์ เรเน่ เซลล์เวเกอร์,นาตาลี พอร์ตแมน เป็นต้นหนังเรื่องนี้กล่าวถึงหญิงสาวที่รอการกลับมาของแฟนหนุ่มที่ไปร่วมทำศึกสงครามหนังเรื่องนี้กำกับภาพยนตร์โดยแอนโทนี มิงเกลลาและได้เข้าชิงรางวัลอสการ์ถึง 7 สาขาและนิโคล คิดแมนก็เข้าชิงนักแสดงนำหญิงอีกครั้งในรางวัลลูกโลกทองคำ

แต่ นิโคล คิดแมนก็พลาดโอกาสที่จะนำแสดงร่วมกับ แบรด พิตต์ ในหนังเรื่อง Mr.& Mrs. Smith โดยที่ทีมงานวางตัวไว้แล้วว่าจะให้ นิโคล คิดแมน และ แบรด พิตต์ มาร่วมแสดงกันแต่ นิโคล คิดแมน ก็ได้ขอถอนตัวออกไปเนื่องจากมีปัญหากันเรื่องสัญญาและ แองเจลิน่า โจลี่ ก็มารับบทนี้แทน
ในปี 2004 เธอได้แสดงหนังคอมเมดี้เรื่อง The Stepford Wives ของผู้กำกับ Frank Oz โดยหนังเรื่องนี้เป็นการนำมาสร้างใหม่จากปี 1975 ที่ Katharine Ross นำแสดงเอาไว้และยังมีหนังดราม่าเรื่อง Birth ที่ทำให้เธอเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำอีกครั้ง

ในปี 2005 มีหนัง 2 เรื่องที่เธอนำแสดงเรื่องแรกคือ The Interpreter ทีได้แสดงร่วมกับ ฌอน เพนน์ เรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวที่ได้ยินการการวางแผนลอบสังหารผู้นำทำให้เธออยู่ในอันตราย กำกับภาพยนตร์โดย Sydney Pollack อีกเรื่องหนังคอมเมดี้จากซีรีส์สุดฮิตเรื่อง Bewitched นำแสดงร่วมกับ วิล เฟอร์เรลล์ เรื่องราวกล่าวถึงแม่มดที่อยากจะเป็นมนุษย์ธรรมดาแต่แล้วเธอก็ตกหลุดรักหนุ่มพระเอกทีวีที่เอาแต่ใจและเห็นแก่ตัว กำกับโดย Nora Ephron

ในปี 2006 นิโคล ได้แต่งงานอีกครั้งกับ คีธ เออร์เบิร์น โดยที่ทำพิธีแต่งงานกันที่ ออสเตรเลีย โดยนักแสดงฮอลลีวู้ดมากมายที่มาร่วมงานเช่น รัชเซล โคลว์ นาโอมิ วัตต์ เป็นต้นและในปีเดียวกันอดีตสามีเก่า ทอม ครูซ ก้ได้แต่งงานกับ Katie Holmes และมีลูกด้วยกันโดยที่ ทอม ครูซ กล่าวว่าการแต่งงานใหม่ครั้งนี้เขาอยากให้ นิโคล คิดแมน มาร่วมพิธีเป็นอย่างมากแต่ นิโคล ส่งของชำร่วยไปงานเท่านั้น

ปี 2006 นิโคล มีผลงาน 2 เรื่องคือพากย์เป็น Norma Jean ใน Happy Feet อีกเรื่องคือหนังดราม่าเรื่อง Fur: An Imaginary Portrait of Diane Arbus เธอรับบทเป็นช่างภาพที่สงสัยว่าทำไมชายหนุ่มข้างห้องถึงได้ใส่หน้ากากตลอดเวลาทำให้เธอสนใจจะถ่ายภาพของเขา กำกับโดย Steven Shainberg

ปี 2007 มีหนังของเธอถึง 3 เรื่องคือ The Invasion เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเอเลี่ยนที่มาจากนอกโลกและจะเข้ามาเปลี่ยนร่างกายเราตอนเราหลับ ทำให้เธอห้ามหลับเพื่อจะช่วยชีวิตลูกไว้อีกเรื่องคือ Margot at the Wedding ที่นำแสดงร่วมกับ แจ็ค แบล็ค และ เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีย์ หนังเป็นแนวดราม่า คอมเมดี้ กำกับและเขียนบทโดย Noah Baumbach เรื่องสุดท้ายคือ The Golden Compass เรื่องนี้เธอพลิกบทบาทมาเล่นร้ายเป็นเรื่องแรกโดยเธอรับบทเป็น Marisa Coulter ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของเด็กและมีความต้องการที่จะครองเข็มทิศทองคำ

ส่วนในปี 2008 นั้นมีหนังเรื่อง Australia ผลงานกำกับโดยบาซ เลอร์แมนน์ ทั้งสองกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งหลังจากที่ประสบความสำเร็จจาก Moulin Rouge โดยเธอจะแสดงคู่กับ ฮิวจ์ แจ๊คแมน จะเล่าเรื่องราวในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หญิงสาวผู้ดีคนหนึ่ง (คิดแมน) ได้รับมรดกจากสามีเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย แต่ผู้มีอำนาจในท้องถิ่นกลับพยายามจะฮุบมันไว้ เธอจึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนเลี้ยงสัตว์ (แจ็คแมน) ให้ช่วยต้อนฝูงสัตว์หนีผ่านภูมิประเทศยาวไกลและเต็มไปด้วยอันตราย แต่หลังจากนั้นก็ต้องถอนตัวออกจากโปรเจ็กต์ The Reader ของผู้กำกับ Stephen Daldry เนื่องจากเธอได้ตั้งครรภ์กระทันหันทำให้บท Hanna Schmitz ตกไปเป็นของ เคต วินสเล็ต และในบทนี้เองทำให้เธอได้รางวัลออสการ์สาขาดารานำหญิง อย่างที่กล่าวในปีนี้เองเธอได้ตั้งครรภ์กับสามี คีธ เออร์เบิร์น และให้กำเนิดลูกสาวเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 7 ก.ค. 2008 ในอเมริกาโดยที่เธอได้ตั้งชื่อลูกสาวของเธอว่า Sunday Rose Kidman Urban
ในปี 2009 เธอได้ร่วมแสดงในหนังเพลงเรื่อง Nine ของผู้กำกับ Rob Marshall โดยในหนังเรื่องนี้เธอได้ร่วมงานกับนักแสดงชื่อดังหลายคนเช่น แดเนี่ยล เดย์ ลิววิส,เคท ฮัดสัน,เพเนโลพี ครูซ,มารีออน โกติญาร์ด,จูดี้ เด็นช์,โซเฟีย ลอเรน,สเตซี่ เฟอร์กูสัน โดยที่เธอจะรับบท Claudia Nardi นางเอกชื่อดังเจ้าประจำของ Guido Contini(แดเนี่ยล เดย์ ลิววิส)กำหมดฉาย 26 พฤศจิกายน 2009

เธอยังได้เปิดบริษัทโปรดิวเซอร์หนังของเธอเองด้วยชื่อบริษัทคือ Blossom Films โดยที่เธอจะแสดงและโปรดิวเซอร์เอง 2 เรื่องคือ Alone หนังสยองขวัญกล่าวถึงหญิงสาวที่ไม่ชอบอยู่ที่แจ้งผู้คนเยอะเธอได้ย้ายเข้ามาในอพาร์ทเม้นต์เธอสัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดในอพาร์เม้นต์เกิดอะไรขึ้นก่อนที่เธอจะย้ายเข้ามาอยู่ อีกเรื่องคือ How to Marry a Millionaire หนังที่นำมาสร้างใหม่จากปี 1953 โดยครั้งก่อน Marilyn Monroe นำแสดงไว้




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2554    
Last Update : 20 สิงหาคม 2554 10:35:17 น.
Counter : 615 Pageviews.  

จูเลีย โรเบิตส์



จูเลีย ฟีโอนา โรเบิตส์ (อังกฤษ: Julia Fiona Roberts) เกิดเมื่อ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) เป็นนักแสดงภาพยนตร์ชาวอเมริกัน ผลงานที่มีชื่อเสียงได้แก่ เรื่อง Pretty Woman
[แก้]ประวัติ

จูเลียเกิดที่รัฐจอร์เจีย เติบโตมาโดยแวดล้อมไปด้วยบุคคลในวงการละครที่มาสัมมนาเชิงปฏิบัติการกับพ่อแม่ของจูเลียที่บ้าน ในนครแอตแลนต้า ทั้งจูเลียและพี่ชาย อีริก โรเบิตส์ ต่างสนใจการแสดงทั้งคู่ และเป็นฝ่ายอีริกเข้าสู่วงการภาพยนตร์ได้ก่อน ตอนนั้นจูเลียอายุได้ 11 ปี หลังจากเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย จูเลียจึงย้ายไปอยู่นิวยอร์ก ได้เข้าสู่วงการภาพยนตร์ โดยได้รับบทเป็นคู่อริกับพี่ชายในหนังเรื่อง Blood Red ซึ่งถ่ายทำเสร็จในปี พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) แต่ออกฉายได้ในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989)

ระหว่างที่รอหนังออกฉาย ได้เล่นละครทีวีและหนังใช้ทุนสร้างต่ำอย่าง Firehouse ปี พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) กระทั่งเริ่มมีผลงานครั้งแรกในละครดชีวิตที่ฉายทางเคเบิลทีวี เรื่อง Satisfaction ปี 1988 ซึ่งทำให้เธอได้รับบทประกอบที่ค่อนข้างเด่นในหนังเรื่อง Mystic Pizza ปี พ.ศ. 2532 จึงทำให้มีคนเห็นแววกว้างขึ้น และทาบทามไปเล่นเรื่อง Steel Magnolias ได้แสดงกับ แซลลี่ ฟิลด์ เชอร์ลีย์ แม็กเลน และดอลลี่ พาร์ตัน จนจูเลียได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งแรก

ผลงานต่อมาโด่งดังเพราะมีทั้งรักในจอและนอกจอกับดาราไคเฟอร์ ซุตเธอร์แลนด์ ในเรื่อง Flatliners ปี (ค.ศ. 1990) แต่เรื่องที่ทำให้เธอโด่งดังคือภาพยนตร์เรื่อง Pretty Woman ในปีเดียวกัน ผลงานในเวลาต่อมาไม่โด่งดังเท่ากับ "ผู้หญิงบานฉ่ำ" ไม่ว่า Dying Young ในปี 2534 หรือ Hook ปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) หรือ The Player ปี 1992

ชีวิตรักของจูเลียตกเป็นข่าวดังยิ่งกว่าผลงาน หลังจากที่เลิกรากับซุตเธอร์แลนด์แล้ว ในปี พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993) จูเลียสร้างข่าวกว่าเก่าเมื่อไปแต่งงานกับนักร้องเพลงคันทรี่ ไลล์ โลเว็ต ซึ่งดูแตกต่างกันมากทั้งหน้าตาและสไตล์ ทั้งสองประคองรักกันได้เพียง 2 ปีก็ปิดฉากชีวิตคู่ลง
ส่วนด้านผลงาน ชื่อเสียงเริ่มมากขึ้นใน The Pelican Brief ปี พ.ศ. 2536 ตามด้วย I Love Trouble และ Pret-a-Porter หรือ Ready to Wear ในปี พ.ศ. 2537

ในปี พ.ศ. 2539 มีหนังออกฉายถึง 3 เรื่อง แต่ชื่อเสียงยังอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ว่า หนังแฟรงเกนสไตน์ Mary Reilly พ.ศ. 2539 ตามด้วย Michael Collins และ Conspiracy Theory ในปี พ.ศ. 2540 ถือเป็นปีที่จูเลียหวนคืนหมายเลขหนึ่งฮอลลีวู้ดอีกครั้ง ด้วยบทบาทไม่ว่า My Best Friends Wedding หรือ Notting Hill และ Runaway Bride ในปี พ.ศ. 2542 จูเลียขึ้นเป็นนางเอกที่มีค่าตัวสูงสุดเทียบเท่าดาราชาย คือไม่ต่ำกว่า 20 ล้านดอลลาร์ เธอยังคว้ารางวัลออสการ์จาก Erin Brockovich หนังปี พ.ศ. 2543
ผลงานถัดๆมาได้แก่ Americas Sweethearts (2544) The Mexican (2544) Oceans Eleven (2544) Full Frontal (2545) และ Mona Lisa Smile (2545)

จูเลีย โรเบิตส์ได้เข้าพิธีสมรสเมื่อเดือน กรกฎาคม ปี 2002 กับแดนนี่ มอเดอร์ วัย 38 ปี และมีบุตรฝาแฝดวัย 2 ขวบ คือ ฮาเซล และ ฟินโนส ต่อมาเดือนมิถุนายน 2550 จูเลีย โรเบิตส์ ได้คลอดบุตรชายคนที่ 3 แล้ว โดยตั้งชื่อของลูกชายคนนี้ว่า เฮนรี ดาเนียล มอเดอร์




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2554    
Last Update : 20 สิงหาคม 2554 10:31:26 น.
Counter : 320 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

wvhso6
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






Friends' blogs
[Add wvhso6's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.