Das Gesicht eines Menschen erkennst du im Licht, seinen Charakter im Dunkeln.
Group Blog
 
All blogs
 

ในที่สุดก็จบแล้วววว!!!!!! Yooo Hoooo!!!!

หลังจากที่บากบันเรียนมาสามปี ในที่สุดก็จบการศึกษา
สำหรับผู้ที่(หลง)แวะมาอ่าน แล้วก็อยากจะมาเรียนพยาบาลที่นี่
ขอบอกว่าให้เตรียมเส้นประสาทมาให้พร้อม เพราะศึกนี้ใหญ่หลวงนัก

จะเปรยให้ฟัง

เริ่มต้นด้วยการเริ่มเรียนในบอล์คแรกสามเดือน ตามกฎหมายใหม่สามเดือนนี้จะเป็นช่วง
ทดสอบ ประมาณว่าคุณมีความสามารถพอที่จะเรียนจบไหม
ด้วยการประดังความรู้ทางด้านพื้นฐานทางด้าน Biology Anatomy Physiology Psychology แล้วที่เด็ดสุดก็สังคมวิทยาแล้วก็กฎหมาย สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนอินเตอร์มา
ขอบอกว่างวดจริงๆสำหรับสองวิชาหลัง
นอกจากตารางเรียนเกือบสี่สิบชั่วโมงต่ออาทิตย์แล้วซึ่งค่อนข้างแน่นเมื่อเทียบกับตารางเรียน
ในมหาวิทยาลัย ในสี่สิบชั่วโมงนี้มักจะถูกยัดเยียดด้วยTest ประมาณ2หรือ3 ชั่วโมง
ใครสอบตกแค่วิชาเดียว ไม่ผ่านในช่วงสามเดือนนี้ก็จะถูกเชิญออก

เดือนที่สี่ถึงเดือนที่หกเป็นช่วงเวลาเริ่มต้นของกาารฝึกงาน
ใครซวยก็จะถูกส่งไปฝึกงานในวอร์ดอายุรศาสตร์หรือว่าแผนกศัลยศาสตร์orthopedic
ซึ่งงานค่อนข้างจะหนักแล้วความผิดชอบในด้านการทำงานของเด็กปีหนึ่งมักจะตกไปอยู่กับที่ถูกเรียก
ตามภาษานักเรียนที่นี่ว่าstupid jobs! อย่างเช่นวัดความดัน เสิรฟ์อาหาร เสิร์ฟน้ำ ทำเตียง emptyถุงปัสสาวะ 9ล9
ซึ่งน้อยครั้งนักที่จะส่งเสริมความพอใจในการทำงาน หรือได้รับfeedbackจากทีม
ใครทำไม่ได้ก็ต้องออก

สองปีครึ่งที่เหลือจะสลับระหว่างบอล์คเรียนแล้วก็บอล์คทำงานไปเรื่อยๆ แต่เพราะเนื้อหาการเรียน
ตามกฎหมายใหม่ที่เพิ่มขอบเขตมากขึ้น(กฎหมายการเรียนพยาบาลที่เยอรมันเหมือนกันหมด
ทั่งประเทศแต่กฎย่อยจะขึ้นอยู่กับรัฐ) ในช่วงบอร์คเรียนเลยต้องสอบวัดความรู้เกือบทุกอาทิตย์
บางทีสามวิชาต่ออาทิตย์ จุดดีจุดเดียวนั่นคือก่อนสอบจะมีบอกล่วงหน้าให้นักกเรียนสามารถ
ใช้เวลาตอนต้องขึ้นเวรอ่านหนังสือสอบ
แต่ว่าตารางขึ้นเวรก็แล้วแต่หัวหน้าวอร์ด บางวอร์ด hard core ทำงานสิบสองวันหยุดสี่วัน
ที่ๆทำมาประมาณวันที่เจ็ดก็แทบลุกไปทำงานไม่ไหว วันที่สิบเหมือนหุ่นยนต์ วันที่สิบสองเหมือน
frakenstein พอหยุดก็ฟื้นขึ้นมาวันที่สามด้วยความผิดเพราะมัวแต่ทำงานไม่ได้เรียนเลย
ความกดดันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พอขึ้นปีสามเจอหน้าใครไม่ว่าจะเป็นเพื่อนนักเรียน เพื่อนร่วมงาน
อาจารย์ก็จะถูกถามแต่เรื่อง exam ซึ่งexamที่นี่จะเแบ่งออกเป็นสามภาคนั่นคือ ภาคปฎิบัติ ภาคเขียนแล้วก็สอบปากเปล่า

examทั้งสามภาคไม่ได้สอบไล่เลี่ยกันแต่กลับถูกแบ่งทิ้งระยะเกือบสองเดือนและช่วงที่ทิ้งระยะนักเรียน
ต้องขึ้นวอร์ด ใครซวยช่วงexamต้องขึ้นวอร์ด hard core เหมือนจขบ
ช่วงใกล้สอบสิวเครียดเห่อเป็นโขยงๆ
แต่ก็ดีกว่าเสียสติเหมือนเพื่อนนักเรียนด้วยกันบางคนที่ถึงกับร้องไห้ในที่ทำงานหรือก่อนสอบ


แต่สุดท้ายถึงแม้ว่าเพื่อนสามคนในclassสอบไม่ผ่าน แต่ก็เป็นส่วนน้อย
เมื่อวานในงานรับใบประกาศฯได้มีโอกาสพูดคุยสนทนากับเพื่อนๆถึงได้รู้ว่าประสบการณ์การเรียน
และการทำงานที่สะสมมาเข้ารอยเดียวกันหมด

แม้จะยากเย็นแสนเข็นก็ภูมิใจ :-)

เริ่มบทต่อไปในชีวิต






 

Create Date : 12 กันยายน 2552    
Last Update : 12 กันยายน 2552 20:51:29 น.
Counter : 888 Pageviews.  

"อ่านหนังสือไม่อออก"ในKantine

ช่วงนี้เรียนภาคทฤษฎี ตารางแน่นเอี๊ยด แถมยังสอบ(เหมือนทุกบลอกค์)สอบได้สอบดี
Stundenplan ที่เริ่มตั้งแต่แปดโมง ถ้าวันไหนมีเทสต์ตอนเช้า
พลังงานที่ได้มากับอาหารเช้าก็จะถูกเผาผลาญไปกับการทำงานของสมอง
เวลา45นาทีของการพักเที่ยงจึงเป็นเวลาที่ล้ำค่า(ที่สุด)ของวันเรียน

เมื่อสองสามปีที่แล้วเวลาเดินไปถึงทางเข้า Kantine(โรงอาหาร) แทบจะเป็นลม
ไม่ใช่เพราะhypoglycaemia แต่เป็นเพราะคิวที่ต่อยาวจนเกือบไปถึงประตูทางเข้า
กว่าจะสั่งอาหารได้ก็ปาไปเกือบเที่ยงครึ่ง
ผู้อำนวยการสถาบันเลยจัดเวลาพักเที่ยงให้นักเรียนใหม่ เพราะการโกยอาหารเข้าปากในเวลาสั้นๆ
นั้นเป็นการบั่นทอนสุขภาพ นอกจากอาหารจะไม่ย่อยแล้ว ชั่วโมงบ่ายอาจจะไม่เกิดประสิทธิผล
มากในการเรียนเพราะ parasympathicus

วันนี้หลังจากสอบNeurologie& Endokrinologieเสร็จก็รีบบึ่งไปโรงอาหารกับเพื่อนไม่อยากบอกเลยว่า กับข้าวที่นี่สู้ที่ที่ขายในโรงอาหารสมัยเรียนบ้านนอกไม่ได้เลยอาหารหลักก็ มันฝรั่งต้มบด(Katoffelpueree) เนื้อทอด(Schnitzel)หรือสเต้ก ผักต้มหั่นเป็นชิ้น
แล้วก็ซอสที่ไม่รู้ว่าส่วนผสมอะไรบ้าง
หน้าตาก็ประมาณนี้


แต่ว่าคนทำงานที่นี่ไม่รู้จักการตักอาหารอย่างไร ให้ดูน่ารับประทาน
เคยคุยกับเพื่อนว่าsheคนนี้คงเคยทำงานในคุกมาก่อน เวลาตักกับข้าวทีอย่างกับตักให้นักโทษ
(คนไหนที่เคยดูหนัง alcatraz คงนึกภาพออก)
แถมตอนเด็กแม่คงไม่รัก หน้าตาถึงเหมือนคนมีปัญหาทางด้านจิตใจ
กิริยาท่าทาง ไม่ladylikeเอาซะเลย ไม่รู้ว่าทางโรงพยาบาลเอามาทำงานได้ไง

วันนี้sheไปกินรังแตนมาจากที่ไหนไม่รู้ หน้าตาที่ไม่งามอยู่แล้วยิ่งเหมือนคนปวด


ด้วยความที่อยากรู้ว่าเนื้อทอดที่ขายเป็นเนื้อหมูหรือว่าเนื้อปลา ก็เลยถามกระซิบถามเพื่อนที่
เข้าคิวต่อกัน(คิดว่าคนเยอรมันคงดูออก) บังเอิญถามดังไปหน่อย sheเลยได้ยินเข้า
พูดซะดังเชียวว่า
"เมนูอาหารแขวนอยู่ข้างประตูทางเข้า อ่านหนังสือไม่ออกหรือยังไง?"
อิชั้นได้ยินก็
เสี้ยววินาทีแรกแทบเผลอปากไปว่า "ไม่ได้ถามอย่าเsือก"
เสี้ยววินาทีถัดมาคิดถึงความเป็นไทย เลยยิ้มสวนไปแล้วบอกว่า
"เรียนที่นี่เกือบจบแล้วแต่ก็ยังอ่านหนังสือไม่ออกอยู่ดี"
ฮะ.. sheเจอแอบนี้ก็สะอึก




 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2552 1:41:02 น.
Counter : 619 Pageviews.  

ช่วยด้วย!! พ่อยังไม่อยากเป็นปู่คน

เรื่องนี้เอามาจากประสบการณ์ชีวิตสดๆของเพื่อนที่เข้าเวรด้วยกัน

เธอคนนี้มาจากครอบครัวที่รวยจริงๆ พ่อเป็นหมอประสาทวิทยา(Neurologe)และก็เป็น
Chefarzt(ไม่รู้ว่าภาษาไทยเรียกว่าอะไร หมอผู้อำนวยการโรงพยาบาล?) แม่เธอทำการรักษาทางธรรมชาติ(Heilpraktikerin)
มีคลีนิคเป็นส่วนตัวซึ่งส่วนมากลูกค้าจะเป็นคนมีสตางค์
เพราะการรักษาประเภทนี้ประกันสุขภาพไม่จ่าย ต้องล้วงประเปําลึกๆแล้วจ่ายเอง

เมื่อสองสามวันที่แล้วน้องชายเธอที่อายุเพิ่งจะสิบแปดมาได้ไม่กี่เดือน พาแฟนมา"เที่ยวบ้าน"
แฟนน้องชายเป็นเด็กตุรกีอายุก็ยังไม่ถึงสิบแปด
ผ่านไปได้สองชั่วโมง เพื่อนก็ได้ยินเสียงรถพ่อที่บึ่งกลับมาบ้าน
เพื่อนก็เอะใจ ทำไมพ่อเธอวันนี้กลับบ้านแต่หัววัน ไหนบอกว่างานท่วมหัว
พ่อเธอก็เต้นเข้าบ้านมา บอกว่าน้องชายโทรไปที่ทำงาน
บอกให้พ่อช่วยเขียนใบสั่งยาคุมทีหลัง(Pille danach, กลุ่มLevonorgestrel)ให้หน่อย
พ่อเธอเล่าไปเต้นไป ทั้งที่ปรกติแกเป็นคนเงียบๆขรึมๆ สไตล์หมอประสาทวิทยา
เหตุที่แกเต้นเป็นไก่แตกนั่นคือ "แกยังไม่อยากเป็นปู่คน"
"อายุยังแค่สี่สิบกว่าๆ ต้องมาเลี้ยงหลานแล้ว" แถมเด็กสาวคนนี้ยังมาจากครอบครัวมุสลิม อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ถ้าเกิดท้องขึ้นมาเป็นเรื่องราวได้ขึ้นศาลคดีจารกรรมผู้เยาว์แน่ๆ

พูดจบพ่อเธอยัดใบเสร็จใส่มือเพื่อนแล้วก็สั่งให้ไปรับยาที่ร้านขายยาที่รู้จักกับครอบครัว
เพราะร้านอื่นไม่มีทางจ่ายยาคุมที่ใบสั่งมาจากหมอจิตวิทยา
Sheเล่าให้ฟังว่า ในนาทีที่ต้องไปรับยา เธอรู้สึกถึงอารมณ์คนที่อยากฆ่าน้องเป็นอย่างไร
แถมสายตาของเภสัชที่มองมา



มันก็กระไรอยู่หรอก ต้องมารับยาคุมทีหลังให้แฟนน้อง แถมใบสั่งยาก็ชื่อพ่อในถานะแพทย์
ตัวบะเริ่มเทิ่มอีก ทั้งๆที่ยานี้ต้องทานหลังสุด72ชั่วโมง ที่จริงไปหาหมอสูติที่ไหนก็ได้
แต่ว่าเรื่องมันแดงมาแล้ว เพื่อนต้องมารับกรรมแทน
เธอบอกว่า วันหลังเวลาไปซื้อยาเค้าคงแถมถุงยางมาให้แน่ๆ






 

Create Date : 17 มกราคม 2552    
Last Update : 17 มกราคม 2552 19:43:31 น.
Counter : 265 Pageviews.  

ข่มขืนใน ER?

ฝึกงานในห้องฉุกเฉินมาได้เกือบอาทิตย์แล้ว
อย่างว่า การเริ่มการทำงานที่ไหนใหม่ก็เหมือนกันหมด การเริ่มต้นช่างดูยาก นานและหนักกาย+ใจ

คนไข้มักจะถูกส่งตัวมากับรถพยาบาลซึ่งมีชื่อเล่นที่น่าหยิกน่าชังว่า"ซานก้า"(Sanker)
Sankerนี่รวมไปถึงกลุ่มอาชีพผู้ช่วยเหลือคนไข้ในรถฉุกเฉิน(Sanitaeter)

เมื่อวานคุณSankerส่งตัวผู้ป่วยหญิงมาในห้องฉุกเฉิน เธอมีอาการปวดท้องน้อยโดยกระทันหัน
คิดว่าน่าจะเป็นลำไส้อักเสบหรือไส้ติ่ง ไม่ใช่แต่อาการปวดท้องที่เธอพามาด้วย

ยังมี อาการเมาสุรา(C2-Intoxication)ตับอักเสบ(Hep A, B+C) อดีตผู้เสพย์เฮโรอีนแต่ทุกวันนี้เธอได้รับการบำบัดด้วย Methadon(Metadon-Substitution)

คนไข้ทุกคนในERจะถูกเริ่มต้นด้วยการโยงสายเพื่อวัดอัตราการเต้นของหัวใจ(HF) การหายใจ(AF) EKG SPO2 เจาะเลือด

หมอผ่าตัดที่เข้าเวรมาดูคนไข้แค่สองนาทีแล้วก็ส่ายหัว บอกว่าเป็นเคสสำหรับ Urologe
หมอเวรUro ที่อุตส่าต์ใช้ความอดทนในการฟังการบรรยายความไม่สบายของคนไข้
ที่วกไปวนมา แทบไม่ได้ความ การพูดแบบนี้คนที่นี่เรียกว่า"สลัดคำ"หรือ Wortsalat
ไม่ใช่แค่พูด คนไข้ก็ร้องไห้ หัวเราะไปด้วยซึ่งเป็นจุดที่ชี้ถึงความไม่มั่นคงทางจิตใจ
ถามไปถามมาก็รู้ว่าเธอกินBenzodiazipine ยากล่อมประสาทที่ช่วยลดความหวาดกลัว

หมอUroบอกว่าน่าจะเป็นแค่การเพาะปัสสาวะอักเสบธรรมดา แต่เพื่อความแน่ใจต้องดูใน
Ultraschall ก่อน หมอหายไปสักพักเกือบสิบนาทีได้(สงสัยแกจะแว้บไปเตรียมความพร้อม
ทางจิตใจด้วยการดื่มกาแฟ)
พอแกกลับมา เหมือนสวรรค์ช่วยเพราะสิบนาที่ที่ผ่านไปเนี่ยทรมาณจริงๆ ต้องมานั่งฟังปัญหาชีวิตทั่วไป+Sexที่ไม่รู้จะช่วยยังไงได้

พอหมอเริ่มลงมือตรวจ บุรุษพยาบาลที่เข้าเวรด้วยกัน(นโยบายประหยัด วันหยุดแค่พยาบาล+นักเรียน)
เรียกให้ไปช่วยจับตัวคนไข้ที่ดิ้นไม่หยุดจนหมอเจาะเลืออดไม่ได้
พอกลับมาหาคนไข้สาวอีกที หมอมองหน้าด้วยสายตาแปลกๆแล้วเรียกไปคุยด้วย

หมอบอกว่า คราวหน้าถ้ามีคนไข้ที่สุขภาพจิตไม่สมบูรณ์แบบนี้อีก เวลาตรวจวินิฉัยโรคต้องมีผู้หญิงในฐานะ
"พยานที่สาม"อยู่ด้วย เพราะถ้าหากคนไข้กล่าวหาว่าถูกข่มขืนกระทำชำเรา
ระหว่างการตรวจ อาชีพที่สดใสของหมอก็จะบรรจด ณ ที่นั้น

เรื่องแบบนี้นานๆเคยอ่านเจอทีเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ในห้องฉุกเฉิน ส่วนมากจะเป็นClinique
แต่หมอเองน่าจะบอกแต่แรกว่าให้อยู่รอจนตรวจเสร็จ แกคงมานึกได้ในนาทีที่ Buff




 

Create Date : 05 มกราคม 2552    
Last Update : 17 มกราคม 2552 18:48:31 น.
Counter : 397 Pageviews.  

ทำงานเมืองนอก ยังไงก็(ไม่)ได้ดี

สำหรับผู้ที่คิดอยากจะเสี่ยงดวงทำงานในต่างแดน
ข้อคิดเตือนใจเล็กๆเอาไว้อ่านเล่นๆ

การทำงานในโรงพยาบาลที่นี่ถึงแม้จะเป็นระบบteamwork ไม่มีการจัดสรรค์แบ่งแยกเป็นกลุ่ม
แต่สำหรับกลุ่มคนที่มาจากประเทศexotic อย่างประเทศไทย(อย่างเราๆท่านๆ)ในสายตาของคน
ทำงานที่นี่เราจะถูกจัดไปอยู่ในกลุ่มAussenseiter(พวกนอกกลุ่ม)อย่างเลือกไม่ได้
จะพยายามยังไง น้อยนักที่จะได้รับคำชมเชยหรือการยอมรับจากหัวหน้า

ตั้งแต่ฝึกงานในโรงพยาบาลมา เกือบทุกที่ได้รับใบประเมินความประพฤติดีแต่มีข้อติเตียนห้อยท้ายมาทุกที

ล่าสุด mentor คนที่ควบคุมดูแลความประพฤตินักเรียนในวอร์ด เขียนในช่องBemerkung
"เรียบร้อย ขยันแต่คิดไม่เป็น"
อ่านแล้วก็เกือบผงะ มานเขีนมาได้ไง เอาหัวไหนคิดละเนี่ย
ด้วยความที่ชินกับสันดอนคนที่นี่ เลยขอไปถามถึงเหตุผลของการประเมิน
เธอบอกว่า การที่ขยันแต่ไม่คิดถึงความสำคัญของการเลือกการทำงานว่าอะไรต้องทำก่อน อะไรทำทีหลังได้ ไม่ใช่การทำงานที่มีประสิทธิภาพ อย่างเช่นผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้องถูกดูแลอย่างน้อย
ทุกๆสองชั่วโมง นี่คือสิ่งที่ถูกคาดหวังจากนักเรียนแต่ไม่ได้เห็นผลการทำงาน

ได้ยินแล้วก็อดเถียงคอเป็นเอ็นไม่ได้
แต่ว่า Hallo!!! แผนกนี้แบ่งออกเป็นสองแผนกย่อย คนไข้ทั้งหมดเกือบ 40คน แล้วนักเรียนต้องทำงานทั้งสองแผนก กระโดดไปฝั่งโน้นที แล้วก็กลับมาฝั่งนี้
ใครจะไปรู้ได้ไง ว่าคนไข้คนไหนกลับมาแผนกหลังผ่าตัดแล้ว คนไหนยังอยู่ในคิวหางงูอยู่

เธอได้ฟังแล้วก็สะบัดหน้า แล้วบอกว่า เรายังทำงานด้วยกันไม่บ่อยนักสำหรับการประเมินครั้งสุดท้ายค่อยมาคุยกันอีกที

และแล้วใบประเมินสุดท้าย "ความประพฤติดีแต่มั่นใจในตัวเองมากเกินไป"
ดูซิมานเขียนมาได้ไง ถึงอยู่ที่นี่มานานแต่ไม่เคยลืมโคตรเง้าความเป็นไทย
เหตุผลสำหรับประโยคนี้คงมาจากเล่าเรื่องที่เกิดมาไม่นานนี้
มีคนไข้ในวอร์ดเป็นอัมพาตซีกขวาหลังเส้นเลือดในสมองตีบ แต่ก็ต้องถูกผ่าตัดเพราะหมอตรวจพบมะเร็งเต้านม หลังผ่าตัดก้อนเนื้อร้ายออกแล้วด้วยความละเลยในหน้าที่ของทีมพยาบาลที่มัวแต่ดูแผลผ่าตัด
แต่ไม่ได้ให้ความสนใจซีกที่อัมพาต ผลก็คือน้ำเหลืองคั่งในขาและเท้า(edematous)เหมือนคนโรคเท้าช้าง
ที่จริงเหตุการณ์รูปนี้เป็น Pflegefehler(ความผิดพลาดในการพยาบาล) ตามกฎหมายเยอรมันคนไข้หรือญาติสามารถฟ้องร้องในศาลได้
แล้วmentor เธอก็ไปเอาความคิดที่ไหนไม่รู้มาเอาถุงน้ำแข็งมาประคบวางส่วนที่edematousอีก
การใช้ความเย็นช่วยลดความเจ็บปวดหรือการอักเสบหลังการผ่าตัดเป็นการบำบัดรักษาธรรมชาติที่ดี
แต่ไม่ใช่สำหรับขาและเท้าที่ไม่ใช่แต่จะอัมพาตแถมน้ำเหลืองคั่งอีกเพราะเสี่ยงกับการไหม้ของเนื้อเยื่อ
เพราะความเย็น ข้อห้ามนี้แม้แต่เด็กปีหนึ่งก็รู้ ในหนังสือเรียนก็markตัวบะเริ่มเทิ่ม

พอมาเจอการพยาบาลที่ไม่เข้าเรื่องแบบนี้ ก็เลยอธิบายคนไข้และญาติถึงเหตุผลของความจำเป็นในการหยุดประคบขาด้วยน้ำแข็ง

วันต่อมาเธอโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเพราะคนไข้ถามถึงความถูกต้องในการรักษาวิธีธรรมชาติของเธอ
เพราะคุณพยาบาลคนไทยบอกว่า bla bla bla
เพื่อนนักเรียนด้วยกันมาเล่าให้ฟังอีกที ว่ามันเป็นการ"หักหน้าmentor"

แล้วความถูกต้องกับการรักษาหน้าอย่างไหนจะสำคัญกว่ากัน
เหตุนี้แหละหนา เป็นคนต่างชาติแล้วมารู้ดีกว่าพยาบาลผู้มีความสามารถคนเยอรมันได้อย่างไร




 

Create Date : 05 สิงหาคม 2551    
Last Update : 6 สิงหาคม 2551 0:26:10 น.
Counter : 563 Pageviews.  

1  2  3  

schornstein
Location :
Berlin Germany

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Es gibt keinen Weg zum Glück. Das Glück selbst ist der Weg!
Friends' blogs
[Add schornstein's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.