Group Blog
 
All blogs
 
Riga

ฉันยืนรอเพื่อนด้วยความกระสับกระส่ายหน้าเบอเกอร์คิงอยู่นานเกือบชั่วโมง เจ้าเพื่อนรักก็ยังไม่โผล่มาซักที ก็นัดกันเคลียร์แล้วนี่นา สงสัยเธอจะตกรถเมล์แน่ๆเลย เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมง สงสัยพวกเราคงตกเรือแหงมๆ
ฉันยืนกำโทรศัพท์มือถือในมือด้วยความกระวนกระวาย ใจก็พลางบ่นให้โทรศัทย์มือถือว่ามันช่างไร้ประโยนช์เสียนี่เวลามันไม่มีเครดิตให้โทรออก ฉันคิดไปมาว่าจะเอาไงดี จะเดินไปซื้อการ์ดเติมเงินหรือว่าจะรอต่อดี แล้วถ้าช่วงที่เราเดินไปซื้อการ์ดแล้วถ้าเพื่อนมาถึงแล้วไม่เจอเราละจะทำไง เพื่อนส่งเสียงเรียกมาทางมือถือ แต่ฉันไม่กล้ารับเพราะเพื่อนสั่งไว้ว่าอย่ารับเพราะมันก็ไม่มีเครดิตเหลือเหมือนกัน ถ้ามันกดไปแสดงว่ามันมาถึงแล้ว ฉันโล่งอกเมื่อได้ยินเสียงโทรศัทย์ร้อง แต่ยังไม่เห็นหน้าเพื่อน ฉันเดาว่าเพื่อนคงกำลังขึ้นบรรไดเลื่อน รออีกซักพักแล้วกัน
อืมสิบนาทีผ่านไปเธอยังไม่โผล่หน้ามาให้เห็น เอาไงดี ฉันตัดสินใจเดินไปซื์อการ์ดเติมเงิน
นี่เธออยู่ไหนเเนี่ย ฉันถามอย่างร้อนรน

“ก็รออยู่หน้าเบอเกอร์คิงไง เนี่ยฉันรออยู่เกือนชั่วโมงแล้วนะ เธอยังมาไม่ถึงอีกเหรอ”

“ฉันมาถึงตั้งชั่วโมงกว่าแล้ว เธออยู่ตรงไหนของเบอเกอร์คิง เธอใส่เสื้อสีอะไร “ ฉันถามเเพื่อนด้วยความโมโห

สรุปว่าฉันรอเพื่อนที่เบอเกอร์คิงที่ T-centralen ส่วนเพื่อนรอที่เบอเกอร์คิงที่ Centralen

เราสองคนเปลี่ยนที่นัดหมายใหม่ ไม่ถึงสิบนาทีฉันเจอเพื่อนลากกระเป๋าวิ่งมา เราสวมกอดและจุ๊บทักทายกันเสร็จ ก็รีบวิ่งหน้าตั้งกระโดดขึ้นรถไฟใต้ดินสาย Ropsten

ระหว่างทางเฉันถามเพื่อนว่าเราจะต้องไปลงที่สถาณีไหน เพื่อนฉันดันถามฉันกลับว่าสรุปว่าเราต้องไปลงที่ไหนเนี่ย ฉันนึกว่าเธอหาข้อมูลมาซะอีก อืมนี่เราทั่งคู่แทบไม่รู้อะไรเลย

เราสองคนตัดสินว่านั่งไปถึงสถาณี Ropsten แล้วค่อยไปหาถามทางเอาแล้วกัน

เสียงประกาศสถานีปลายทาง Ropsten ดัง เรารีบลากกระเป๋าตามคนอื่น ๆ เราสองคนมองตากันอย่างโล่งอกเพราะเราเดินตามเค้าไปก็สบายแล้ว เราลากกระเป๋าเดินตามนักท่องเที่ยวคนอื่นไปอย่างอ้อยอิ่ง พอไปถึงท่าเรือเพื่อนฉันแทบจะร้องออกมาไม่เป็นภาษาคน
”เธอๆๆนี่มันไม่ใช่เรือที่เราจะไปนี่นา”
”อ้าวแล้วเรือลำไหนละเนี่ย ตกลงเรือลำไหนที่เราต้องไปขึ้น” ฉันถามเพื่อนอย่างตกใจ

เราสองคนรีบถามนักท่องเที่ยวคนอื่นว่าเค้าจะไปไหนกัน คำตอบที่ได้คือฟินแลนด์

ทำไงดีๆ เราสองคนวิ่งหน้าตั้ง ในใจก็ลุ้นว่าเรือมันคงจอดท่าใกล้ๆกัน แม้เราจะช่วยกันลุ้นยังไงก็ไม่เป็นผลเพราะคำตอบที่ได้จากการพยายามถามคนหลายคนที่เราเดินผ่านเพื่อนความแน่ใจ แต่คำตอบที่ได้เหมือนกันหมดคือไม่ใช่ท่าแถวนี้พวกเธอต้องไปอีกท่านึง

เหลือเวลาอีกแค่สิบนาที นี่เราอยู่ไหนกันก็ไม่รู้ เพราะฉันไม่เคยมาแถวนี้มาก่อน เพื่อนฉันก็เหมือนกัน “ สงสัยเราคงต้องพึ่งแท็กซี่แล้วละ เอางี้ละกันเธอมองหาแท็กซี่นะ ส่วนฉันจะโทรเข้าบริษัทเรือเพื่อถามเวลาเค้าให้แน่ชัด เผื่อเราขอให้เค้ารอเรา ” ฉันหันไปสั่งเพื่อน


แท็กซี่พาเรามาถึงท่าภายในห้านาที ที่เหลืออีกห้านาทีเราต้องเช็คอินให้เร็วที่สุด โชคดีที่ไม่มีคนต่อคิวแล้ว เราเลยเช็คอินไม่ถึงหนึ่งนาที

เจ้าที่บอกให้เราไปยัง Pass Control คุณลุงที่ต่อคิวก่อนหน้าเรา แนะเราด้วยความหวังดีว่า Riga มันต้องไปอีกด้าน เห็นไหมลูกศรชี้ไปทางนั้นนะ เราก็เชื่องตามคำแนะนำลุง เดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบก็เริ่มงงว่ามันวนไปไหน ทำไมเราไม่เห็น พาสคอนโทรนซักที เราเลยเดินไปถามเจ้าหน้า เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าเราต้องไปเข้าพาสคอนโทรนที่เดียวกับที่จะไป Estonia เพีงแต่ว่าหลังจากตรวจพาสปอร์ตแล้ว เราถึงไปแยกขึ้นเรือที่จะไป Riga เราสองคนต้องวิ่งกลับมาต่อคิวใหม่ เนี่ยถ้าตกเรือนี่ฉันคงโกรธอีตาลุงนั่นแน่ๆ เพราะอุตส่าห์ผ่าฟันจนมาถึงท่า แล้วต้องมาตกเรือที่ท่านี่ มันน่าเจ็บใจนะ แต่จะไปโกรธลุงนั่นก็ใช่ที่ เพราะความจริงก็ไม่ใช่ความผิดลุงซะทีเดียว แต่เราดันหูเบาเอง

หลังจากเอาของไปเก็บในที่พักเรียบร้อย และออกมาเดินเตร็ดเตร่สักพัก เราสองคนก็ไปหาของกินใส่ท้อง เพื่อที่ว่าท้องจะได้รับมือกับแอลกอฮอล์ ในค่ำคืนที่เราจะตระลุยราตรีบนเรือสำราญ แอลกอฮอล์เริ่มซึมเข้ากระแสเลือด และเริ่มออกฤทธิ์ เราเริ่มครี้นเครงไปกับเสียงคนตรีและโชว์ต่างๆ ไม่ว่าหนุ่มสาว คนแก่ หรือเด็กเล็ก ต่างก็เต้นรำไปเสียงดนตรีกันอย่างสนุกสนาน พร้อมกับเสียหัวเราะแว่วมาเป็นระยะ อืมนี่แหละน๊า เค้าถึงเรียกมันว่าเรือสำราญ ทุกคนมาบนเรือสำราญก็เพื่อจะมาหาความสำราญจริงๆ เราสองคนแดนซ์กันสักพัก ก็เริ่มนั่งเม้าท์กันตามประสาผู้หญิงๆ การไปเที่ยวที่มีแต่ผู้หญิงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีหนุ่มๆเข้ามาทำความรู้จัก แต่ด้วยความที่ฉันกับเพื่อนดื่มกันไปมากทีเดียวคืนนี้เราต้องระวังตัวกันพิเศษ เราทำความรู้จักกับสองหนุ่มพังค์ที่มาจาก Riga สองพี่น้องดูท่าทางจะสนใจฟังเรื่องราวชีวิตที่พวกเราเล่า สองหนุ่มเล่าเรื่อง Riga ให้เราฟังเป็นการแลกเปลี่ยน เพราะหนุ่มๆบอกว่าชีวิตพวกเค้าไม่มีอะไรมากมายให้เล่าถึง อืมดีนะมีไกด์บุ๊คฉบับเจ้าถิ่น ฉันคิดเบาๆ เพราะสองหนุ่มนี่เพิ่งจะยี่สิบ ยี่สิบเอ็ดปี ก็เป็นธรรมดาที่อยากจะรู้เรื่องราวของคนแก่ที่ผ่านชีวิตมาเยอะกว่าตัวเอง ฉันเหลือบดูนาฬิกาบนข้อมือเพื่อน เป็นเวลาตีสองกว่าๆแล้ว ถึงเวลาที่ตัองร่ำลาสองหนุ่มพังค์เพื่อเข้านอนแล้ว เพราะพรุ่งนี้เราต้องไปทำความรู้จัก Riga กัน แต่เช้า สองหนุ่มตะโกนตามหลังมาว่าให้ระวัง มาเฟียด้วยเวลาเที่ยว
เราสองคนก็ได้แต่แท้งค์กิ้วตอบ ก่อนลาไปนอน

เรารู้สึกตัวอีกก็ปาไปสี่โมงเช้าแล้ว เรารีบอาบน้ำแต่งตัว เพราะกะกันว่าเราต้องตื่นขึ้นมาแลกตังค์บนเรือ
“Close” คือคำตอบที่เราได้ เราเดินวนไปวนมาเพื่อหาทางออกจากเรือด้วยความโมโหหิว เราพยายามถามพนักงานแต่ก็ไม่มีใครสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แม้แต่ภาษาสวีดิชก็เหอะ ในที่สุดเราไปเจอพนักงานระดับผู้จัดการที่สื่อสารได้ดีทั้งอังกฤษและสวีดิช คุยไปคุยมาก็ถึงบางอ้อว่าเรือมาจอดท่านานแล้ว เค้าเลยปิดประตูเข้าออก ฉะนั้นเราต้องไปออกทางประตูพนักงาน ในที่สุดเราก็หาทางออกจากเรือเจอ

เมื่อเราเหยียบแผ่นดิน Riga สิ่งแรกที่เราต้องทำคือแลกตังคคคคค์ เพื่อซื้ออาหารเข้าท้อง กองทัพต้องเดินด้วยท้อง แต่ตอนนี้เราไม่มีเงินเลยสักเหรียญ หลังจากจัดการแลกเงินเสร็จ ร้านอาหารแรกที่เราเห็นคือแมคโดนัลด์ เราสองคนรีบจ้ำอ้าวเข้าไปสั่งอาหารอย่างไม่รีรอ เพราะเราหิวกันจนตาลายแล้ว และเราต้องการอาหารที่กินได้ไวๆ จะได้เอาเวลาไปเดินเที่ยวเล่นกัน หลังจากยัดเบอร์เกอร์กันเข้าท้องเสร็จ ราก็คว้าเฟร้นฟายกับโค้กติดมือไป เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา การเดินไปกินไปก็เป็นทางเลือกที่ดีอีกทางสำหรับคนมีเวลาน้อยอย่างพวกเรา เราก็เริ่มเดินทอดน่องกันไปเรื่อยๆแบบไม่มีจุดหมาย เราเดินเล่นผ่านเข้าไปในสวนสาธารณะกลางใจเมือง ฉันสังเกตเห็นแม่กุญแจแขวนเต็มสะพานไปหมด เพื่อนฉันลยเล่าว่า เพื่อนเค้าเคยมาที่นี่เค้าแนะนำให้มาดูที่สวนนี้เหมือนกันเพราะมันจะมีธรรมเนียนการแต่งงานน่ารักๆที่คนที่นี่เค้าทำกัน คือธรรมเนียมที่คู่บ่าวสาวจะมาแขวนกุญแจกันที่นี่ ฉันพลิกกุญแจไปมาก็แอบสังเกตเห็นรอยสลักบนแม่กุญแจ เป็นชื่อของคู่บ่าวสาวและวันวิวาร์ของแต่ละคู่

เราเดินเรื่อยเปื่อยจนไปถึงเมืองเก่าของ Riga เมืองเก่าเล็กๆแต่น่ารักและมีสเน่ห์ไม่แพ้เมืองเก่าอื่นๆ เพื่อนฉันผู้ชอบสะสมของที่ระลึกก็ขอตัวเดินดูร้านรวงต่างๆเพื่อหาของที่ระลึกและของฝาก ส่วนฉันผู้หลงไหลการบันทึกภาพมากกว่าสิ่งไดๆ เวลาที่ฉันเดินทาง ก็ขอตัวไปเดินเล่นและทำการบันทึกภาพแทนการหาของฝาก เรานัดกันว่าให้ไปเจอกันมุมตึก ที่จตุรัสถัดไป

ฉันวิ่งกระหืดกระหอบไปหาเพื่อนที่ยืนรอด้วยความโมโห เพราะฉันหายตัวไปนาน ฉันได้แต่ขอโทษเพื่อนเพราะฉันเดินหลงเข้าไปแถบคนเมาและโดนพวกมาเฟียตามเลยวิ่งหนีจนหลงทาง เพื่อนฉันเลยเปลี่ยนจากอารมณ์โมโหเป็นความตกใจแทน ฉันรีบบอกไปว่าฉันไม่เป็นไร เพราะฉันดันไปเจอกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวสวีเดนผ่านมาพอดีเลยรีบเข้ากลุ่ม พวกนั้นเลยหายตัวไป

เรากลับถึงเรือกันตอนเย็นๆ คืนนี้เพื่อนฉันเสนอว่าเราน่าจะไปกินบุฟเฟ่บนเรือกันจะได้นั่งดื่มไวน์ไปด้วย ฉันรีบเห็นด้วยอย่างไม่โต้แย้ง
คืนนี้เราเลยได้ดื่มไวน์กันไปหลายแก้ว พร้อมอาหารอร่อๆบนเรือ ที่ตักเติมได้ไม่อั้น หลังจากจัดการอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว เราก็ขึ้นมานั่งฟังเพลงกันที่บาร์กันต่อ พราะเจ้าช่วยกล้วยปิ้งเราถูกคนโรคจิตตามทั้งคืน ตาลุงโรคจิต แกทำตามเราทุกอย่าง เรายืนแกก็ยืนตาม เรานั่ง เราเต้น เราดื่มแกก็ทำตามเราหมด มาแอบจับมือเราด้วย แกทำเหมือนกับว่าเรามากับแก คือมาแอบอยู่ข้าง นั่งข้างๆ ยืนข้างๆ ทำเหมือนเป็นแฟนที่มาด้วย เราเริ่มอึดอัดกะการกระทำของลุงโรคจิต การที่ถูกคนโรคจิตตามแบบไม่มีการสนทนาไดๆเกิดขึ้น มัดอึดอัดยิ่งกว่าการถูกคนเมาตามเสียอีก เรากับเพื่อนเลยเข้านอนกันเร็วกว่าปรกติ เพื่อที่จะได้ตื่นขึ้นมาอย่างมีความสุขเมื่อเราไปถึงแผ่นดินสวีเดน พอเรามาถึงสวีเดน เพื่อนรักดิฉันดันเมาค้าง เพราะเธอดันลืมกระเป๋าตังค์ไว้บนรถเมลล์ หลังจากเราจากลงรถเมลล์เธอก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ากระเป๋าตังค์หายไป เพื่อนฉันเลยรีบโดดขึ้นแท็กซี่ตามรถเมลล์ไป โชคดีที่ไม่มีคนเห็นกระเป๋าเสียก่อน เพราะเพื่อนบอกว่ากระเป๋ายังวางอยู่บนเบาะ ดีจริง



สัญญารักจาก Riga



Create Date : 15 เมษายน 2550
Last Update : 8 กรกฎาคม 2554 23:28:25 น. 5 comments
Counter : 353 Pageviews.

 
อยากเห็นรูป Riga จังเลย มีรูปให้ดูบ้างมั้ยคะ


โดย: KOok_k วันที่: 17 มิถุนายน 2550 เวลา:2:58:14 น.  

 
สวัสดีคะคุณ KOok_k กำลังพยายามหาซีดีอยู่เหมือนกันคะ จำไม่ได้ว่าตัวเองเอาไปวางไว้ที่ไหน เบอะจริงๆ จขบ เนี่ย
ถ้าหาเจอแล้วจะเอามาอัพให้ดูคะ


โดย: i'mdancingaloneonthemoonlight วันที่: 20 มิถุนายน 2550 เวลา:18:41:30 น.  

 
จะรอดูจริงๆนะคะ อยากเห็นเมือง Riga มากๆเลยค่ะ เรื่องซีดีรูปหายเป็นบ่อยเลยเหมือนกัน


โดย: KOok_k วันที่: 24 มิถุนายน 2550 เวลา:0:28:17 น.  

 
ดีจังได้ไปเที่ยวไกลๆ เล็กยังไม่ได้ไปไหนซักที

ไปแต่เมืองไทยติด เด็กๆ ไม่กล้าได้ไปไหนซักทีเลยค่ะ

เฮ้อ คงรอเด็กๆ โตซักหน่อย อาจจะได้ไปบ้าง


โดย: Lek (INGEN ER PERFEKT ) วันที่: 1 กันยายน 2551 เวลา:3:34:42 น.  

 
สวัสดีค่ะ ยินดีที่รู้จักค่ะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ^^


โดย: boonpithak วันที่: 15 เมษายน 2553 เวลา:8:08:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

i'mdancingaloneonthemoonlight
Location :
Stockholm Sweden

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Blog ของคนชอบกดชัตเตอร์ แอบบันทึกเรื่องราว และสีสันของโลกผ่านเลนส์ ใช้จมูกดมกลิ่นหาสถาณที่ท่องเที่ยวใหม่ๆให้ตัวเอง
POST BOX
Friends' blogs
[Add i'mdancingaloneonthemoonlight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.