"" สายฝัน @ SAYPHON~SAY-PHONE @ สายฝน ""
Google
Group Blog
 
All blogs
 

นอนไม่หลับ

นาฬิกาบอกเวลาสี่ทุ่มกับยี่สิบเก้านาที เด็กชายรักชาติยังนอนไม่หลับ เขาเดินมาหาพ่อที่ห้องแล้วรบเร้าให้พ่อเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน พ่อเล่าว่า…
กาลครั้งหนึ่งนานหรือไม่นานมานี้เอง จำไม่ได้เพราะไม่อยากจำ ดินแดนหนึ่ง ได้มีปัญหายืดเยื้อมานาน
ปัญหาที่เกิดก็คือ
ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ภายนอกและในดินแดน
ปัญหาทางการเมืองในดินแดน
ปัญหาภัยภิบัติจากธรรมชาติ
ปัญหาความแตกแย้งด้านความคิด
ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ของดินแดน
ปัญหาการรุกล้ำเขตแดนจากเพื่อนบ้าน
ปัญหาประชาชนขาดทุนทำกิน
ปัญหาสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมและมลพิษ
ปัญหาศีลธรรมตกต่ำ
ปัญหาประชากรวัยทำงานมีการว่างงานที่สูงขึ้นและกลับกันประชากรสูงอายุสูงมากขึ้น
ฯลฯ
มองจากปัญหาช่างน่าตกใจ ดินแดนอะไรน่ะช่างโชคร้าย พบปัญหาได้มากถึงขนาดนี้ แล้วก็พาลให้มีคำถามถามว่าคนที่มีอำนาจมัวทำอะไรกัน นั่นเอง ประชาชนในดินแดนนี้จึงลุกฮือขึ้นมาประท้วงเพื่อเรียกร้องอำนาจของเขาคืนมาพวกเขาไม่มีอาวุธ พวกเขามีแต่กำลังคนและความพยายามอดทน เพื่อเรียกร้องจากผู้นำของเขา แต่อนิจา ผู้นำของดินแดนนี้กลับทำหูทวนลม ไม่ฟังเสียงของคนที่มาประท้วงกรอกหู พวกเขาประกาศจะทำงานต่อไป พวกเขาประกาศจะให้เกิดความสามัคคีในชาติ พวกเขาประกาศจะใช้ความละมุนละม่อมแก้ปัญหา น่าเสียดาย สิ่งที่เขาประกาศมันเป็นแค่เสียงไม่ได้มีความหมายอะไรไม่มีการกระทำใดที่สอดคล้องกับประกาศ กลุ่มผู้นำของดินแดนที่กล่าวถึงไม่ได้ทำตามประกาศของตน นานวันเข้าเมื่อกลุ่มผู้ประท้วงมีกำลังมากขึ้นจนพวกผู้นำเห็นว่าควบคุมลำบาก จึงสั่งการให้เจ้าหน้าทีดูแลความเรียบร้อยบุกเขาสลายผู้ประท้วง โดยอาศัยแก๊สน้ำตาที่ควรจะเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยแก้ปัญหาอย่างเบา แต่ไม่เลย พวกเจ้าหน้าที่กลับหันปลายกระบอกอัดแรงไปทางกลุ่มคน ได้รับบาดเจ็บกันมากมายเพราะแรงอัดแก๊สก็แรงพอที่จะทำให้คนบาดเจ็บพิการ ถือเป็นอาวุธอย่างหนึ่ง คนสั่งการรับผิดชอบทำได้แค่ลาออก ปัญหาที่กล่าวมาข้างบนก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นั่นเพราะสิ่งที่กลุ่มผู้นำต้องทำกลับไม่ทำ สิ่งที่ไม่น่าทำคือแก้กฏหมายเพื่อเอื้อพวกกลุ่มน้อยให้คืนอำนาจ แล้วไล่บี้คนที่ไม่เห็นด้วยใช้กำลังโหดร้ายทารุน แก๊สน้ำตาที่ไม่ควรยิงเข้าหาคนก็หันกระบอกสู่คน ทั้งที่ทางเดียวที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาคือกลุ่มผู้นำนั้นควรยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่เพื่อหากลุ่มคนที่เหมาะสมกลุ่มใหม่มาทำหน้าที่แก้ปัญหาที่หนักมากมาแต่ต้นแต่กลุ่มอำนาจเก่ากลับไม่ยอมปล่อยอำนาจถ่วงเวลาไว้เพื่อรออะไรบางอย่าง ท้ายที่สุด ประชาชนต่างเฝ้ารอเทวดาและปาฏิหารย์มาช่วยเหลือ เพราะพวกเขาหมดหวังกับผู้นำที่พวกเขาต่างเฝ้ารอให้ช่วยแก้ปัญหา และการร้องขออำนาจกลับคืนก็ถูกปิดกั้น พวกเขาหมดแรงทำมาหากิน พวกเขาขาดกำลังใจในการสู้กับปัญหา นานวันเข้าเพื่อนบ้านที่รออยู่ที่จะยึดดินแดนก็ยกกำลังเข้ามาเรื่อยๆ ในขณะปัญหาในดินแดนยังมากมาย หมดปัญญาแก้ไข กองทัพที่เข้มแข็งก็อ่อนแอเพราะมัวแต่ยกมาทะเลาะกันในชาติ งบประมาณก็ร่อยหรอ เสียงร้องไห้และเสียงปืนดังกึกก้องอยู่ทั่วไป ประชาชนนอนสะดุ้งตลอดเวลา และแล้วดินแดนนี้ก็เสียดินแดนโดยรอบมาเรื่อยๆ เวลาผ่านมานานเท่าไรไม่รู้แต่มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าจดจำ ตราบจนวันนี้ดินแดนนั้นก็หายสาปสูญไป หายไปจากแผนที่ในโลก ประชาชนที่เหลืออยู่ต่างถูกกลืนไปทุกคนไม่อยากกจดจำว่าเคยมีดินแดนเป็นของตน ทุกคนมีแต่ร้อยร้าวในใจมีแต่ความทรงจำเลวร้ายฝังใจ จนกระทั่งปัจจุบันไม่มีใครกล่าวถึงดินแดนนั้นอีกเลย ทุกอย่างก็เลือนหายไปกับเวลา เหลือแต่คำบอกเล่าที่เป็นนิทานเล่าให้เด็กฟังก่อนนอน
“จบแล้ว “พ่อกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ “มีประเทศอย่างนี้จริงๆหรือครับพ่อ?” เด็กชายรักชาติถาม
“โอ้ย! มันก็แค่นิทานหลอกเด็กน่า ไปนอนไป ” พ่อตอบด้วยน้ำตาเอ่อตา เด็กชายไม่ได้สังเกต “ดีจังครับมันเป็นแค่นิทานก่อนนอนน่ะพ่อเน๊าะ! งั้นผมไปนอนล่ะ” เด็กชายเดินกลับไปนอน ทิ้งไว้แต่พ่อที่ไม่อาจกลั้นน้ำตาที่อัดอั้นนั้นได้อีกต่อไป คืนนี้พ่อคงนอนไม่หลับเหมือนกับหลายๆคืนตลอดชีวิตพ่อ แต่พ่อไม่มีนิทานใดที่จะทำให้หลับได้ก่อนนอนได้เลย




 

Create Date : 07 ตุลาคม 2551    
Last Update : 7 ตุลาคม 2551 22:54:40 น.
Counter : 135 Pageviews.  

ในวันที่ไม่เห็นเส้นขอบฟ้า...

ณ.ชายฝั่งทะเลอันเงียบสงบ ชายผู้หนึ่งซึ่งเคยมีอาชีพหาปลา อาศัยชายฝั่งแห่งนี้เป็นที่พักอาศัยมาตั้งแต่เกิด เขาได้ได้นั่งมองออกไปยังท้องทะเลอันกว้างใหญ่ เขามองแล้วคิดว่าทะเลนี้คลื่นช่างนิ่ง หากล่องเรือไปเรื่อยๆเขาจะไปเจอที่แห่งใดกันแน่ เขาคิดอย่างนี้อยู่ทุกวัน
จนวันหนึ่งเขาได้ตัดสินใจเล่าให้เพื่อนรักทั้งห้าของเขาฟังถึงความฝันของเขา เขาบอกว่าเขานั้นกำลังต่อเรือเพื่อที่จะออกไปหาขุมทรัพย์แห่งใหม่ ณ ดินแดนที่อยู่อีกฝั่งทะเลอันไกลโพ้น เขาว่าเขาสังเกตมานานแล้วว่าคลื่นทะเลที่นี่สงบและไม่เคยมีคลื่นใหญ่ และยังมีเสบียงที่สะสมมากพอที่จะเดินทางไกลได้เป็นปีๆ ทั้งเขายังเชี่ยวชาญในการหาปลาที่สุด เขาจะมีอาหารลี้ยงชีพและลูกเรือได้รอดฝั่ง ซึ่งเขามั่นใจว่าสามารถพาเรือข้ามไปถึงดินแดนอีกฝั่ง ได้อย่างแน่นอน
ด้วยความรักและเชื่อมั่นในเพื่อนคนนี้เพื่อนทั้งห้าคนก็ได้ตกลงร่วมเดินทางไปด้วย พวกเขาช่วยกันต่อเรือและสะสมเสบียง กับของใช้ที่จำเป็นเพื่อออกเดินทาง เรือของพวกเขาก็เสร็จเรียบร้อยสวยงาม ของกินของใช้ก็พร้อมเพราะสะสมมาหลายปี พวกเขาจึงลงเรือลำเดียวกันและล่องไปยังท้องทะเลอันกว้างใหญ่ ใจก็มุ่งสู่อีกฝั่งของทะเล พวกเขาเดินทางมาได้สองถึงสามเดือนโดยไม่เดือดร้อนอะไร เพราะเรือที่แข็งแรง และเสบียงที่มากพอ
จนถึงวันหนึ่งท้องฟ้าแปรปรวน พายุฝนกระหน่ำลงมา เรือโคลงอย่างน่ากลัว เฆขฝนทะมึน มองไม่เห็นทาง เรือซึ่งไม่เคยผ่านการทดสอบและผู้เป็นเจ้าของเรือขาดความชำนาญที่จะคงบคุมเรือใหญ่ขนาดนี้ในพายุรุนแรงแบบนี้ คลื่นได้ซัดเรือไกลออกไปและกระแทกอย่างจังกับขอนไม้ใหญ่และเรือก็เกิดรอยรั่วขนาดเล็กขึ้นมา มีเพียงหนุ่มหาปลาที่เห็นรอยรั่ว ด้วยความฉลาดเขาประเมิณแล้วว่าเขาไม่สามารถพาเรือลำนี้ต่อไปอีกได้แน่ เพราะรอยรั่วนั้นถึงจะเล็กก็จริงแต่มันมีรอยร้าวอยู่โดยรอบ หากเดินทางต่อนั้นรอยร้าวจะยิ่งใหญ่และเรือก็จะแตก
ชายหนุ่มเตรียมการแล้ว แต่เขาเตรียมการสำรับเขาแค่คนเดียวเพราะเขาไม่คิดว่าเหคุกแบบนี้จะเกิด เมื่อคลื่นลมเริ่มสงบเขาจึงลอบหนีลงเรือเล็กและหนีไปยังเกาะใกล้ๆที่เขาเคยไปหาปลา เรือใหญ่ที่ถูกคลื่นซัดไปไกลไปเรื่อยๆในค่ำคืนที่พวกลูกเรือหลับไปเพราะความเหนื่อยอ่อน ไม่ได้สังเกตุว่าชายหาปลาได้จากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับมา
รุ่งเช้าลูกเรือตื่นขึ้นมาพร้อมกับพบว่าได้ออกมาไกลมากจากเส้นทางเดินเรือ เขาตกใจและตามหาชายหาปลาเพื่อปรึกษา แต่ก็พบกับความผิดหวังอย่างที่สุด เพราะชายหาปลาหายไปเหลือแต่จดหมายท้งไว้ฝากฝังให้เพื่อนคนหนึ่งซึ่งชำนาญในการบังคับเรือรองจากเขาดูแลต่อ ลูกเรือไม่มีทางเลือกใดจึงต้องเดินทางต่อไปอย่างไร้จุดหมายไปกับชายผู้เป็นตัวแทน ชายผู้นั้นได้พยายามบังคับเรือให้ไปต่อ
ฝนได้กระหน่ำมาอีกระลอก เรือก็รั่วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชายตัวแทนเริ่มสงสัยจึงสำรวจเรือ พบรอยรั่ว เขากลับเพิกเฉยคิดว่ามันก็แค่รอยรั่วเล็กๆ ไม่เป็นไรหรอกยังไปต่อได้อีกไกล เขาเองก็ชอบใจใช่น้อยที่ได้เป็นหัวหน้าคุมเรือ จนวันหนึ่งน้ำเริ่มไหลทะลักเข้าเรือ ทุกคนเริ่มตกใจจึงสอบเรื่องราวพบว่าชายตัวแทนนั้นได้ทราบเรื่องนั้นแล้วแต่เก็บไว้ ถือว่าทุจริต ผู้ที่อาวุโสจึงลงโทษให้เขาหลุดตำแหน่งไป
แต่ด้วยความหวาดกลัวทะเลกับคลื่นลม และกลัวเรือล่ม ลูกทีมก็เสนอเขากลับมาป็นผู้คุมเรืออีกครั้ง และประชุมกันว่าควรไปต่อหรือจะถอยกลับดี ผู้คุมเรือนั้นมีนิสัยที่ค่อนข้างดื้อรั้น เขาเห็นว่าควรไปต่อไป และกล่อมให้ทุกคนเชื่อ ลูกเรือมองไม่เห็นชะตากรรมก็ยอมฟัง ซ่อมแซมเรือและเดินทางต่อ
พายุฝนก็ยังกระหน่ำไม่มีวี่แววจะหยุด รอยร้าวก็ลึกขึ้นทุกวัน จนคืนที่พายุรุนแรงกระหน่ำเรือก็แตกน้ำก็ทะลักเข้าลำเรือ พวกเขาช่วยกันวิดน้ำ แต่อนิจจา แรงก็หมดลงเพราะเจอพายุมาหลายวัน เขาไม่มีทางหนีได้แต่หวังให้มีเทวดามาช่วยเหลือในยามนี้ และมันก็เป็นแค่ฝัน ไม่มีเทวดาในทะเลบ้าคลั่งแห่งนี้ น้ำเริ่มปริ่มเรือพวกเขาได้แต่นั่งรอความตาย และคิดขึ้นมาได้ก่อนตายว่า เออ หนอ ถ้าวันนั้นไม่หลงเชื่อใครง่ายๆ ก็คงไม่ลงเรือมาและคงไม่เป็นอย่างนี้ แล้วถ้าพวกเขาไม่เลือกตัวตายตัวแทนกลับมาอีกทีพวกเขาก็สามารถเอาเรือกลับฝั่งเดิมได้ทันก่อนเรือแตกโดยไม่ต้องฟังความคิดรั้นๆของคนๆเดียว พวกเขาก็คงจะรอดชีวิตกลับไปหาครอบครัว แต่ช้าไปแล้ววินาทีที่นั่งทอดใจนั้นน้ำก็ทะลักมาอีกระลอกและดิ่งเรือดูดทุกชีวิตบนเรือลงสู่ก้นทะเลอย่างรวดเร็ว เหลือแต่แผ่น้ำที่กว้างใหญ่ ที่เริ่มสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น



บางทีการนั่งคนละมุมอาจทำให้เห็นในสิ่งที่แตกต่างกัน แล้วคุณเคยคิดกันบ้างมั้ยว่าถ้าลองย้ายฝั่งนั่งนั้นจะเป็นอย่างไร หลายคนนึกอยาก ก็แล้วทำไมไม่ลองคุยกันเพื่อหาที่นั่งที่ลงตัวที่เห็นกันทั้งสองฝั่งและไม่เสี่ยงที่จะล่องเรือไปหาทางใหม่ที่คุณไม่คุ้นเคย ทางออกมีน้อยทางที่เลือนลางแต่จุดจบมีจุดเดียวที่ชัดเจน คือเรือแตกและคนตาย ผู้นำก็สำคัญในการล่องเรือที่มีแต่ลมพายุรอบด้าน ถ้าตัดสินใจผิดซ้ำซากในเวลาที่เหลือน้อย อีกไม่นานพายุก็จะมากลืนเรือไม่เหลือแม้กาศที่หายใจเฮือกสุดท้าย




 

Create Date : 12 กันยายน 2551    
Last Update : 12 กันยายน 2551 0:46:56 น.
Counter : 171 Pageviews.  

เปรี๊ยะ!!!

ชนเผ่าหนึ่ง รักสงบ และ มีเก้าอี้อยู่ตัวหนึ่งที่ใหญ่และนั่งสบายถ้าได้นั่งแล้วคนนั่งจะติดใจและไม่อยากลุก เป็นเก้าอี้ที่ชาวเผ่าตกลงว่าจะให้ผู้นำขึ้นนั่ง แต่กฏของเก้าอี้ตัวนี้มีอยู่ว่าใครที่นั่งจะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม และต้องทำประโยชน์แก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ไม่อย่างนั้นแล้ว ขาทั้งสี่ พนักพิงและฐานรองนั่งจะดีดตัวออกมา วันหนึ่งคนในเผ่านั้นก็ได้คัดเลือกได้คนที่จะมานั่งเก้าอี้ จนในที่สุดเขาคนนั้นได้มานั่งเก้าอี้พิเศษอยู่สักระยะ คุณสมบัติเขาก็เหมือนจะเหมาะสม ..
แต่แล้วด้วยความพิเศษและกฏการเลือกคนนั่งของเก้าอี้ เขาคนนั้นนั่งเพลินจนลืมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม เขาไม่มั่นใจในการตัดสินใจเขาต้องปรึกษาญาติของเขาจากแดนไกลทุกครั้งที่จะตัดสินใจทำอะไร คนในเผ่าต่างออกมาประท้วง ผู้นั่งเก้าอี้เนื่องจากพวกเขาได้รับความเดือดร้อน จากการที่รอโครงการต่างๆที่จะช่วยให้คนในเผ่ากินดีอยู่ดี แต่ผู้นั่งเก้าอี้นั้นกลับเพิกเฉย และใช้อำนาจวิเศษของเก้าอี้นั้น จัดการกับชาวเผ่าที่มาประท้วงอย่างเด็ดขาด ตัวเก้าอี้นั้นรู้สึกอึดอัดจนทนต่อไปไม่ไหวที่เห็นคนบริสุทธิ์และไม่เกี่ยวข้องต้องมาตายเพราะความหลงใหลเก้าอี้วิเศษของคนเพียงคนเดียว พนักเก้าอี้ ก็เริ่มดีดตัวออกไป…
คนนั่งยังไม่ยอมลุกเพราะยังนั่งได้อยู่ เขาคิด….ยังนั่งได้สักระยะถ้ายังไม่เมื่อยหลังก็จะนั่งต่อไป ขาของเก้าอี้เริ่มขยับตัวแต่ก็ลังเลใจ ไม่กล้าถอดตัวเพราะกลัวจะไม่มีเก้าอี้วิเศษในเผ่าอีกต่อไป เหตุการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนผู้เฒ่าในเผ่าออกมาตัดสินว่าหัวหน้าเผ่านั้นผิดจริง ก็ทำอะไรได้ไม่มาก เพราะตัวหัวหน้าเผ่าไม่ยอมลุกจากเก้าอี้ตัวนั้น และตามกฏที่ตั้งไว้แต่โบราณ เก้าอี้เท่านั้นที่มีสิทธิเลือกผู้นั่ง
เหตุการณ์ยืดเยื้อมานานจนถึงวันหนึ่ง แผ่นรองนั่งซึ่งใกล้ชิดคนนั่งที่สุด ที่มักได้รับการปรนนิบัติจากคนนั่ง ได้เบาะรองมานั่ง ได้เช็ดถูอย่างดีนั้น เริ่มรู้สึกหนักอึ้งเนื่องจากผู้นั่งน้ำหนักเพิ่มจากการกินและไม่ทำอะไรเลย แผ่นรองนั่งซึ่งเป็นไม้ชิ้นใหญ่เริ่มลั่นออดแอ๊ดๆ …และสำคัญกว่านั้นแผ่นรองนั่งเก้าอี้ทนน้ำหนักไม่ไหวเริ่มโค้งงอ ก่อนที่ตัวจะหักก็กลั้นใจดีดตัวออกมา เปรี๊ยะ! คนนั่งที่นั่งเพลินหล่นลงมาจากเก้าอี้ตัวใหญ่ ด้วยน้ำหนักที่มากของเขา ทำให้กระแทกขาเก้าอี้ทั้งหมดหักลง เขาตกมากระแทกพื้น หัวกระทบพื้นและสิ้นลมหายใจทันที
เก้าอี้วิเศษที่ยิ่งใหญ่วันนี้ได้ลงโทษคนที่ขาดคุณสมบัติพร้อมกับสลายตัวเอง ชาวเผ่าต่างดีใจที่หมดปัญหาเสียทีแต่สียใจที่เก้าอี้วิเศษพังลงไป พวกเขาต้องมีเก้าอี้ตัวนี้ให้หัวหน้าเผ่าคนต่อไปนั่ง จึงร่วมมือกันประกอบขึ้นมาใหม่ โดยใช้ไม้บางส่วนจากของเดิม และหาชิ้นส่วนใหม่มาเติม และได้เก้าอี้ใหญ่วิเศษตัวใหม่ที่นั่งสบายเช่นเดิม รอคนเหมาะสมมานั่ง
ชาวเผ่าต่างช่วยกันคัดเลือกผู้นำคนใหม่ มีคนเสนอให้ผู้นำคนเดิมมานั่งอีกครั้ง ดูเหมือนว่าชาวเผ่าต่างเข็ดขยาด และตัวของผู้นำเผ่านั้นเองก็มีคดีอีกหลายคดี ที่รอให้ผู้เฒ่าประจำเผ่าผู้ธำรงความยุติธรรมตัดสิน… ผู้นำคนนั้นเป็นใคร ใครคนนั้นต้องดีและรักชาวเผ่า และ แผ่นดินนี้ บางทีวิธีการก็ไม่สำคัญเท่าผลลัพธ์พวกเขาอาจต้องการคนที่แตกต่างคนล่ะขั้วกับหัวหน้าเผ่าคนเดิมก็เป็นได้หากเขาคนนั้นสามารถรวมความแตกแยกในเผ่าให้กลับมาสามัคคีอีกครั้ง และทำให้ชาวเผ่ากินอิ่มนอนหลับ และมีกินมีใช้ไม่ฝืดเคือง
….ใครอยากนั่งเก้าอี้ตัวนี้บ้าง? นั่งสบาย แต่อย่าลืมกฏน่ะเพราะเก้าอี้จะดีดตัวทันทีที่คนไม่เหมาะสมมานั่ง
ตอนนี้อยากมีเก้าอี้แบบนี้สักตัวที่นี่ และหวังว่าจะมีแผ่นรองนั่งที่เสียสละเก้าอี้เพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวมอยู่





 

Create Date : 10 กันยายน 2551    
Last Update : 10 กันยายน 2551 19:00:05 น.
Counter : 124 Pageviews.  

ไม่ผิดที่จะเป็นคนที่อยู่ตรงกลาง

เมื่อโลกก็ยังเป็นทรงกลม และก็ไม่มีมุมมองใดที่มีแค่สอง มีขั้วบวกก็ต้องมีขั้วลบ ถึงกระนั้นก็ยังมีฉนวนมาขั้นกลางลดแรงของทั้งสอง มีรักก็มีเกลียดและก็จะมีเฉยๆมาขั้นกลาง ในเมื่อห้ามความคิดซ้ายสุด ขวาสุดของบางคนไม่ได้ หากไม่เห็นด้วยกับทั้งสองฝ่ายเราก็มีสิทธิอยู่นิ่งๆ ที่ตรงกลางอย่างนี้ เหมือนสถานะการณ์ปัจจุบันแบ่งกันเป็นสองฝ่ายแต่ก็มีไม่น้อยที่ไม่ชอบการทะเลาะกันและอยากอยู่อย่างสงบแต่ต้องเก็บเสียงเพราะกลัวโดนรุม
จริงอยู่เ มื่อการทำงานมองดูแล้วว่าไม่สามารถไปสู่ทางใดทางหนึ่งได้แล้ว ถึงจะการปรับเปลี่ยนตำแหน่งก็เข้าสู่ทางตันเนื่องจากติดชนักส่วนตัวกันมากมาย ผลงานก็ไม่ถูกใจ ก็ไม่แปลกที่จะมีการชุมนุมต่อต้านแต่ที่สำคัญ เท่าที่รู้มานั้นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องในระบอบประชาธิปไตยเมื่อไม่พอใจการทำงานรัฐบาลนั้นนั้นถือเป็นสิ่งที่ไม่ผิด แต่การชุมนุมนั้นควรอยู่ในความสงบไม่บุกรุกทำลายข้าวของ และไม่มีอาวุธ และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ทำได้ในกรอบเช่นอภิปรายยกเหตุผล ข้อเท็จจริงมาอ้างพูดคุย และเช่นเดียวกันการรักษาความสงบสุขก็ใช้การประณีประนอมกันเช่นกัน การบุกทำลายข้าวของสมบัติชาติเป็นของทุกคนและปิดกั้นสารธารณูปโภคส่งผลเสียต่อประเทศชาติมากเกินไป ทำให้มองเห็นว่าแนวคิดที่มาถูกทางนั้นกับเบี่ยงเบนไป อีกข้างทันทีเพราะการกระทำผิดแบบ
ส่วนตัวของผู้บริหารเอง ก็ควรพิจารณาตามเหตุผล ไม่ควรดื้อที่จะเดินต่อไปในเมื่อไม่มีแนวทางใดที่จะแก้ปัญหาทั้งส่วนตัวและส่วนรวมได้อีกแล้ว เชื่อว่าคำตอบมีในใจของคนที่มีอำนาจแล้วว่าควรจำทำยังไง ก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องยื้อให้เกิดการบาดหมางต่อไปทั้งที่ตัวของทุกคนก็มีทางออกสำรับตัวเองอยู่แล้ว บางทีการเริ่มต้นใหม่ที่ไม่มีเงามืดครอบงำ เริ่มทำใหม่ให้ถูกตามระบอบที่ควรเป็น สู้กันอย่างขาวสะอาด ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียมาเกี่ยวข้อง ไม่น่าจะทำยากทั้งที่คนที่เขารอเลือกเขาก็พร้อมทำอยู่คนที่จะถูกเลือกกลับกลัวที่จะต้องเลือกใหม่
ในทางประชาธิปไตยรัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้งจากเสียงของคนส่วนใหญ่ถูกต้องที่สุดแล้ว แต่หากมีการผิดพลาดบ้างก็ต้องยอมรับ เพราะไม่มีใครสามารถทำได้ทุกอย่าง และบังคับให้ใครคิดเหมือนกันไม่ได้ การเสนอว่าควรมีการแต่งตั้งนั้นหากยอมรับเราก็จะถอยกลับไปเหมือนหลายสิบปีก่อนทันที แล้วจะมีประโยชน์อะไรกับประชาธิปไตยที่เรียกร้องมาหลายรุ่น ประชาธิปไตยที่บางประเทศพยายามเรียกร้องมาหลายสิบปีแต่ยังไม่ได้ ตอนนี้เราได้ระบอบประชาธิปไตยมาแล้วเหลือแต่หาทางว่าทำยังไงถึงจะอยู่กับเราตลอดไป
เราที่ไม่ได้มีความรู้อะไรเกี่ยวกับกฎหมายหรือรัฐมากมาย แต่เรารู้จักประชาธิปไตยดี เพราะเราโตมากับระบอบนี้ วันนี้ขอแสดงตัวเป็นคนอยู่ตรงกลาง ถึงจะไม่มีใครเห็นไม่มีใครรู้แต่วันนี้เราสบายใจที่เป็นคนเดินสายกลาง
เสียงเบา เบา ของลูกคนกลาง




 

Create Date : 02 กันยายน 2551    
Last Update : 2 กันยายน 2551 18:32:08 น.
Counter : 124 Pageviews.  

ตำไทยใส่น้ำตก

...ครอบครัวหนึ่ง ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูกคนโต ลูกคนกลาง และลูกคนเล็ก อาศัยในบ้านหลังไม่ใหญ่นักและก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมาย แต่ทุกวันก็มีความสุขและอบอุ่นดี จนมาวันหนึ่งพ่อเห็นว่าบ้านนั้นคับแคบและก็ไม่รวยเท่าเพื่อนบ้าน จึงพยายามหาเงินเข้าบ้าน แต่ตัวพ่อเองคิดอะไรไม่ออกเพราะเศรษฐกิจไม่ดี จึงลองหันไปเล่นการพนัน และติดในที่สุดถึงกับต้องเอาทรัพย์สินในบ้านออกจำหน่าย แม่เห็นว่าไม่ได้ทีจึงห้ามพ่อ และตักเตือนแต่พ่อก็มีเหตุผลส่วนตัว แม่ก็มีเหตุผลของแม่ จนในที่สุดวันหนึ่งก็มีปากเสียงกันอย่างรุนแรง พ่อกับแม่ให้ลูกทั้งสามเลือกที่จะอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง คนโตเลือกข้างพ่อ คนสุดท้องเลือกข้างแม่ เหลือแต่คนกลางที่ไม่เลือกข้างใดเลย ความบาดหมางทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย พ่อประกาศไม่จ่ายเงินทุกอย่างที่อยู่ในบ้าน แม่ก็ประกาศไม่ทำกับข้าว จนถูกตัดน้ำตัดไฟ และลูกๆมอมแมม ร่างกายผอมบาง บ้านก็ทรุดโทรม วันหนึ่งแม่ก็ทนไม่ไหวขอหย่าขาดกับพ่อพ่อไม่ยอมยุ ให้ลูกคนโตทะเลาะกับคนเล็กและยื่นฆ้อนกับสเปรย์พริกไทยให้พี่คนโต เด็กที่ด้อยการศึกษาและประสบการณ์ได้อาวุธเข้าก็ตรงทำร้ายน้องหมายจะเอาชนะตรงนั้น น้องเห็นพี่ทำร้ายก็ร้องจ้าคว้าเอามีดทำครัวมาต่อสู้ต่อสู้กันจนเลือดตกยางออกจนพี่บังเอิญไปทุบหัวน้องเสียชีวิต แม่เห็นก็ตกใจเข้าไปช่วยคว้ามีดทำครัวแทงลูกอย่างไม่ตั้งใจ พ่อเห็นแม่ทำอย่างนั้นก็โมโหสุดขีดเข้าทุบตีและทำร้ายแม่จนตาย พ่อเห็นว่าทุกคนได้มาตายลงก็กลัวความผิดจึงฆ่าตัวตาย ตามไป ลูกคนกลางมองเห็นเหตุการณ์ ทั้งหมดก็ช็อคและพูดไม่ได้อีกต่อไป ชาวบ้านมาเห็นต่างสมเพสและช่วยกันจัดงานศพอย่างหนีไม่ได้ เหลือแต่ลูกคนกลางที่รอดชีวิตแต่ชาวบ้านต่างห้ามลูกไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับเด็กคนนี้เพราะ เห็นว่าเป็นบ้านที่ใจคอโหดเหี้ยม นานเข้าบ้านก็โดนยึดเพราะพ่อไม่จ่ายค่างวด ลูกคนกลางทุกข์ใจมากและตรอมใจตายในที่สุด เหลือแต่บันทึกและเรื่องเล่าจากคนรอบข้าง
...ถ้าครอบครัวนี้เป็นส้มตำคงไม่มีใครอยากทาน หรือทานไป...อ้วกไปเป็นแน่
...มองจุดเล็กแล้วลองขยายไปเป็นจุดใหญ่ ถึงวันนี้ที่นี่ไม่ต่างกันเลยกับครอบครัวนี้




 

Create Date : 02 กันยายน 2551    
Last Update : 2 กันยายน 2551 12:46:09 น.
Counter : 113 Pageviews.  

1  2  3  

SAYPHON
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add SAYPHON's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.