sunji149
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add sunji149's blog to your web]
Links
 

 
เลือกเพื่อนเป็นหุ้นส่วน

แต่ละคนมีเหตุผลในการเลือกหุ้นส่วนทางธุรกิจที่ต่างกันไป แต่ผู้ที่เป็นมือใหม่ที่พึ่งเริ่มทำธุรกิจมักจะผิดพลาดในการเลือกหุ้นส่วนเพราะว่าเป็นเพื่อนสนิท

หลายๆคนที่อยากเริ่มธุรกิจมักจะเลือกหุ้นส่วนที่เป็นเพื่อนฝูง ด้วยเหตุผลเพราะว่าเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก คุยกันตรงๆได้อย่างไม่ยาก โตมาด้วยกัน เที่ยวมาด้วยกัน เป็นเพื่อนตาย รู้จักกันตั้งแต่เพื่อนยังจีบสาวไม่เป็น จนรู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็ทำมาด้วยกันตลอด แทบไม่เคยมีปัญหาอะไร เรียกว่าเป็นบุคคลที่ไปไหนไปกัน โดยคิดว่าแม้ว่าจะเป็นงานที่เกี่ยวกับเงินจำนวนมากก็คงจะไม่เป็นไร เพราะหลายๆเหตุการณ์ก็เคยผ่านกันมาได้ด้วยดี

แต่เพื่อนที่ดีไม่ใช่ว่าจะเป็นหุ้นส่วนที่ดีได้ทุกคน

หุ้นส่วนที่ดี คือคนที่ทำงานกับเราได้ดี เข้ากับเราได้ในนิสัยการทำงาน และนิสัยทางการเงิน

ที่จริงการเลือกหุ้นส่วนจากเพื่อนสนิทก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดี การได้ทำงานกับเพื่อนรัก ได้ร่วมยินดีด้วยกันเวลาที่ธุรกิจสำเร็จนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามาก หลายๆธุรกิจประสบความสำเร็จจากการลงทุนร่วมกันกับเพื่อน

แต่การจะเลือกหุ้นส่วนพื่อจะมาทำงานด้วยกันนั้น ต่างกับการเที่ยวด้วยกันเยอะ  ตอนที่ทำงานเรามีต้องรับผิดชอบ ต้องมีความตั้งใจ ความขยัน ซึ่งบรรยากาศจะต่างกับตอนเที่ยวที่สนุกสนานและยิ่งเป็นการธุรกิจแล้วยิ่งแล้วใหญ่ เราต้องทำงานให้หนักด้วยไฟของเราเองไม่มีใครมาบังคับเราเหมือนตอนทำงานในออฟฟิศ เงินของเราที่ลงทุนไปแล้วไม่มีใครมาปกป้องเรานอกจากเราต้องบังคับใจตัวเองให้ทำงาน

 หลายคนที่เป็นเพื่อนที่แสนดีมีน้ำใจ เป็นคนดี อารมณ์ขันเยอะ แต่เค้าไม่ได้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบมากนัก ไม่ได้ขยัน ตื่นเช้าไม่ได้ บางวันมีไฟบ้างไม่มีบ้าง ความจริงจังและทุ่มเทในการทำงานไม่เท่ากัน พอร่วมงานกันไปก็พบว่าทำงานด้วยกันแล้วเหมือนๆเหนื่อยไม่เท่ากัน  แต่พอกำไรออกมาก็ต้องแบ่งเงินให้เท่ากัน

พอเริ่มพูดเตือน เริ่มต่อว่า ก็เริ่มมีปัญหากัน เพราะไม่ว่าใครก็ไม่ต้องการถูกตำหนิ หรือต่อว่า สุดท้ายแล้วจากเพื่อนสนิทที่จะไม่มีปัญหาอะไรกันก็ผิดใจกันเพราะทำงานไม่เข้ากัน

มีหลายเคสแล้วที่เลิกคบกัน หรือเสียน้ำใจกันเพราะมาทำธุรกิจด้วยกัน

ธุรกิจเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงิน พออะไรที่เกี่ยวกับเรื่องเงิน คนเราจะใช้อีกมาตรฐานนึงในการตัดสินใจ อาจจะมีความโลภเข้ามาบังตา คนที่เคยใจกว้างมีน้ำใจ อาจจะไม่ยินยอมรับส่วนแบ่งที่น้อยกว่า หรือรู้สึกไม่ยอมรับความเสียเปรียบอันเล็กน้อยที่ได้เจอ

เรื่องของเงินกับชีวิตวัยเรียนที่ผ่านมานั้นต่างกัน ตอนที่เรียนเรามุ่งหวังจะจบ ทำเกรดให้ได้ดีๆ ซึ่งความสัมพันธ์ของเพื่อนนั้นเป็นสิ่งสำคัญเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น แต่สำหรับเงินแล้วบางครั้ง การไปให้ถึงเป้าหมายโดยที่ไม่ต้องใช้ความสัมพันธ์ของเพื่อนก็อาจจะทำได้ คนบางคนอาจจะเลือกทรยศเพื่อนเพื่อให้ได้เงินมาก็มี

เหตุการณ์ตัวอย่างที่จะทำให้หุ้นส่วนผิดใจกันได้

ตัวอย่างที่1 หุ้นส่วนคนนึงแนะนำให้ซื้อสินค้ากับซัพพลายเออร์เจ้านึ ว่าเป็นผู้น่าเชื่อถือแต่พอจ่ายเงินมัดจำแปดหมื่นบาทแต่ซัพพลายเออร์ไม่ทำงานให้ ไม่ได้หนี ไม่ผลิตงานให้ และไม่คืนเงินมัดจำ พอจะเข้าไปคุยกำหนดวันจัดส่งกัน ซัพพลายเออร์ก็บ่ายเบี่ยงไม่เซ็นสัญญาบอกว่าต้องใช้เวลา แต่ไม่บอกว่าจะได้เมื่อไหร่ เวลาผ่านไปเกือบสามเดือนก็ไม่ได้งาน จึงไปแจ้งความ ตำรวจบอกว่านี่คือคดีแพ่งจำเป็นต้องฟ้องกันในศาลแพ่งและต้องจ้างทนาย สุดท้ายแล้วเงินมัดจำจำนวน แปดหมื่นบาทไม่ได้รับคืน ในกรณีนี้หุ้นส่วนคนที่แนะนำอาจจะโดนด่าเละก็ได้ ซึ่งก็ทำให้เสียเพื่อนกันไป

ตัวอย่างที่ 2 เพื่อนคนนึงที่เป็นหุ้นส่วนด้วยเป็นคนเอาจริงเอาจังมาก ทำงานหนักมากในแต่ละวัน บริษัทนี้หุ้นกัน 5 คน สัดส่วนการถือหุ้นคือคนละ20 เปอร์เซ็นต์ แต่มีคนเดียวที่ทำงานหนัก พอคนที่ทำงานหนักเตือนเพื่อนคนอื่นๆให้ตั้งใจกันหน่อย ก็ขยันไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ขี้เกียจต่อเป็นอย่างนี้หลายครั้ง เตือนแล้วเตือนอีกก็ขยันอยู่แป็บๆ สุดท้ายบริษัทประสบความสำเร็จแต่ด้วยการทำงานของคนเพียงคนเดียว แต่ต้องมาหารเงินเท่ากัน ถ้าคุณเป็นคนที่ทำงานหนักจะน้อยเนื้อต่ำใจมั้ย

ตัวอย่างที่ 3 บริษัทหนึ่งก่อตั้งขึ้นมา หุ้นส่วนสามคนออกจากงานบริษัทมาทำธุรกิจส่วนตัวกัน บริษัทพึ่งก่อตั้งยังไม่มีรายได้ทั้งสามคนทำงานกันไป เกิดค่าใช้จ่ายขึ้นมาเกินกว่างบลงทุนที่ตั้งไว้ตอนแรกแล้ว ค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่เป็นส่วนเพิ่มเติมขึ้นมาก็มีนายเอซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นเป็นผู้จ่ายมาโดยตลอดเพราะมีฐานะการเงินดีที่สุด โดยเงินที่จ่ายก็เปรียบเหมือนเป็นเงินให้บริษัทยืม แต่ถ้าไม่จ่ายเพื่อนอีกสองคนก็ไม่สามารถจ่ายได้เพราะออกจากงานมาแล้วไม่มีรายได้แค่มีเงินเลี้ยงชีพโดยไม่ต้องทำงานเพื่อมาทำบริษัทให้เต็มที่ก็แทบจะอดมื้อกินมื้ออยู่แล้ว หากนายเอไม่จ่ายเงินบริษํทก็เกิดไม่ได้ นายเอก็จำเป็นต้องจ่ายไป ถ้าคุณเป็นนายเอล่ะจะรู้สึกอย่างไร

ตัวอย่างที่ 4 เวลาที่ทำงานด้วยกัน แบ่งงานกันไป แต่มีเพื่อนหลายคนที่ทำตัวเบลอ ทำลืม งานที่ให้ทำก็ไม่ยอมทำ ต้องเตือนต้องเร่งถึงจะทำ นัดให้มาประชุมก็ไม่เคยตรงเวลาเรทอย่างน้อยชั่วโมงตลอด คุณจะรู้สึกยังไงหากหุ้นส่วนของคุณมีคนเป็นแบบนี้ และคนที่เป็นแบบนี้ก็เพื่อนซี้คุณด้วย

ตัวอย่างที่ 5 หุ้นส่วนกัน 3 คน มีอยู่คนนึงได้หุ้นน้อยกว่าเพื่อนแต่ต้องทำงานหนักเท่าๆกัน คุณจะทำอย่างไงกับความเสียเปรียบนี้

หากคุณไม่ได้ลำบากเรื่องเงินทุนและเป็นคนยอมรับกับความเสียเปรียบไม่ค่อยได้ ยอมรับกับความผิดพลาดของคนอื่นไม่ได้ คิดเล็กคิดน้อยและรู้สึกไม่ดีมากๆกับตอนที่เสียเปรียบในเรื่องบางเรื่องเพียงเล็กน้อย ผมมองว่า จ้างคนอื่นมาทำงานจะสบายใจกว่า อย่างน้อยหากมีปัญหาก็ด่าได้ เคลมได้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวเสียความรู้สึกภายหลัง หากมีปัญหามากไม่ยอมทำงาน ไม่ซื่อสัตย์ก็ลงโทษได้ หรือไล่ออกได้

การจะเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกันนั้นก็คล้ายๆกับการแต่งงานกันกันคือต้องอยู่ร่วมกันให้ได้โดยที่ไม่รู้สึกอึดอัด และมีผลประโยชน์ร่วมที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ

และหลายครั้งแน่นอนว่าความรู้สึกไม่พอใจ ความรู้สึกเสียเปรียบเกิดขึ้นได้เสมอแต่ต้องทำใจกว้างยอมรับกับสิ่งนั้นได้ ท่องไว้เลยครับว่า”ต้องยอม” อาจจะคล้ายๆกับชีวิตคู่

หุ้นส่วนที่ดี หรือเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนที่ดีจะช่วยกันและมีจิตสำนึกสร้างความเท่าเทียมสร้างผลประโยชน์ร่วมอย่างดีที่สุดเพื่อให้เกิดความเสมอภาคมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากได้หุ้นส่วนทีมีจิตสำนึกแบบนี้คุณจะรู้สึกดี เพราะความเสียเปรียบจะหมุนผลัดกันไป ไม่ใช่เป็นเราที่เสียเปรียบอยู่ทุกครั้งไป

การทำธุรกิจแบบก่อตั้งกันเองในหมู่เพื่อน ในช่วงที่ยังเล็กอยู่จะแทบไม่มีระบบ ระเบียบอะไรทั้งนั้น เรียกได้ว่าแต่ละคนทำงานก็ทำในหลายหน้าที่ ไม่สามารถขีดเส้นหน้าที่ได้เป๊ะๆ และหลายครั้งจะมีเรื่องที่คุณอาจจะต้องเสียเปรียบสักเล็กน้อยอยู่เสมอ แต่สิ่งสำคัญคือความใจกว้างและยอมกัน

หากไม่มีการยอมกัน หรือเสียสละบริษัทจะเกิดได้ยาก เพราะมัวแต่เกี่ยงกันทำงาน ใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยเรื่องจิตใจกันมากกว่างานใหญ่ของบริษัท

 อย่าลืมนะครับ สิ่งทีคุณต้องการไม่ใช่การได้เห็นสังคมเสมอภาคกัน คุณต้องการให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ให้ลองคิดดูครับ ว่าจะเลือกแบบไหนระหว่างคุณทำงานหนักแม้อาจจะหนักกว่าหุ้นส่วนแต่ธุรกิจประสบความสำเร็จคุณได้กำไรในส่วนของคุณเท่าๆกับคนอื่น กับทุกคนทำงานเท่ากัน หรือไม่ยอมทำงานเท่าๆกัน แต่บริษัทเจ๊งเงินลงทุนของทุกคนสูญเปล่า ไม่มีใครได้กำไร ไม่มีใครได้มากกว่าใคร ไม่มีใครเสียเปรียบใคร คุณจะเลือกแบบไหน

ไม่ใช่ว่าการเลือกหุ้นส่วนจากเพื่อนสนิทจะไม่ดีแต่ต้องดูว่าเค้าทำงานกับคุณได้หรือเปล่า เค้าอะไรทรัพยากรหรือความสามารถที่คุณต้องการหรือเปล่า หากเลือกหุ้นส่วนเพราะนึกสนุกเหมือนเลือกเพื่อนไปเที่ยวจะได้ไม่คุ้มเสียนะครับ

อ่านบทความอื่นได้ที่ //www.toytorich.com

ทาง Facebook 

www.facebook.com/pages/Sawmoon/465074080170124?ref=hl




Create Date : 28 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2555 10:17:03 น. 2 comments
Counter : 1942 Pageviews.

 
โอ้ว ขอบคุณบทความดีๆครับ


โดย: เขยญี่ปุ่น IP: 101.108.213.79 วันที่: 24 มิถุนายน 2556 เวลา:18:03:36 น.  

 
ขอบคุณสำหรับแง่คิดดีๆนะคะ


โดย: Katty IP: 49.230.76.120 วันที่: 4 ธันวาคม 2556 เวลา:12:01:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.