Valentine's Month


 
sunji149
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add sunji149's blog to your web]
Links
 

 
ชำแหล่ะชีวิตผม ตอนที่1

ตอนที่ผมเรียนจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆ ผมยังไม่รู้ว่าอยากจะทำงานอะไร หรือถ้าพูดให้ถูกผมยังไม่อยากทำงานอะไรเลยน่าจะถูกกว่า

อยากเที่ยวเล่นไปเรื่อยๆ เล่นเกมส์ไปเรื่อยๆ อยากสนุกสนานเฮฮากับเพื่อนๆ

ด้วยฐานะทางบ้านที่ค่อนข้างลำบาก คุณแม่เริ่มส่งสัญญาณเตือนตลอดว่าเงินที่เหลืออยู่ใกล้หมดแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังพอมีเงินอยู่บ้างนิดหน่อยที่ได้จากการทำงานในช่วงปี4

ผมจึงใช้เงินนั้นยืดเวลาเที่ยวเล่นออกไปอีก2เดือน

ผมจบมหาวิทยาลัยตอนเดือนมีนา แต่เริ่มมาหางานตอนเดือนพฤษภาคม

ผมตระหนักดีว่าหลังจากทำงานแล้วจะไม่สามารถเที่ยวเล่นได้อีกแล้ว จึงอยากเที่ยวเล่นให้เต็มที่

ผมเรียนจบเอกภาษาญี่ปุ่น การหางานที่เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นนั้นไม่ยากมาก เพราะตลาดกำลังต้องการคนใช้ภาษาญี่ปุ่นค่อนข้างมาก ไม่นานก็มีบริษัทมาเรียกสัมภาษณ์

ผมสัมภาษณ์งานไป 4 บริษัท ไม่มีบริษัทไหนรับผมเข้าทำงานเลย

ตัวผมเองก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะตอนที่สัมภาษณ์ผมก็ทำได้ไม่ค่อยดี พูดและฟังและสื่อสารกับคนญี่ปุ่นไม่ค่อยได้เลย ตอนฟังเค้าพูดตอบไปว่า “ครับๆ “ แต่ก็ไม่รู้ว่าเค้าพูดเรื่องอะไรอยู่

จำได้ว่าตอนคุยกับคนญี่ปุ่นนี้ตัวสั่นเลย ไม่เป็นตัวของตัวเอง อาการเหมือนสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว เราไม่ชินกับการคุยกับคนญี่ปุ่นเลย

แม้เรียนภาษาญี่ปุ่นมาสี่ปี แต่ผมกลัวการคุยกับคนญี่ปุ่น!!

สิ่งที่ผมกังวลตั้งแต่ตอนเรียนเป็นจริงดังคาด

ตอนที่เรียนอยู่ผมกังวลในเรื่องการฟังและพูดของตัวเองมาตลอด เพราะทำได้ไม่ดี ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นคล้ายๆกันกับเพื่อนๆคนอื่นๆในรุ่นเดียวกัน

การเรียนภาษาที่ไม่ค่อยได้ใช้ ได้สื่อสารในระดับที่มากพอนั้น ยากที่จะทำให้สื่อสารได้

เรียนภาษาญี่ปุ่นที่ไทยโอกาสใช้น้อยก็เก่งได้ยาก

ตอนปี4 ผมก็พยายามหาเพื่อนญี่ปุ่น พยายามหาโอกาสที่จะได้ใช้ให้มากที่สุด

แต่นั่นก็ยังไม่ดีพอ ยังไม่ทำให้เก่งพอที่จะทำให้ผ่านการสัมภาษณ์ได้

ความรู้สึกในตอนนั้นของผมแย่มาก เพราะผมยังไม่เคยได้ยินเพื่อนคนไหนสัมภาษณ์ถึง4 ครั้งแล้วยังไม่ได้งาน

ส่วนใหญ่ก็ไม่เกิน 2 ครั้งก็ได้งานกันแล้ว งานที่เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นไม่หาได้ไม่ค่อยยากเท่าไหร่

ผมจำตอนที่ไปสัมภาษณ์ที่ๆ3 ได้ ไปสัมภาษณ์ที่นิคมโรจนะ บ้านผมอยู่บางกอกน้อย

ผมเผื่อเวลาเดินทางไว้ที่ 3 ชม. วันนั้นรถติดมาก และไม่ชำนาญทางทำให้หลงตรงถนนเอเชีย โทรไปถามทางก็ยังไม่เข้าใจก็ยังหลงอยู่ดี เวลาที่เผื่อไว้ก็หมดลง แล้วด้วยความที่รีบก็ทำให้พี่ชายผมที่เป็นคนขับรถ ขับไปชนกับรถมอเตอร์ไซต์ ในตอนที่จะเลี้ยวเข้าซอยนิคมโรจนะเพราะรีบหักเข้าซ้ายอย่างกะทันหันเนื่องจากเกือบเลย ผมไม่มีเวลาเหลือแล้วเลยทิ้งไว้ให้แม่กับพี่ผมเคลียเรื่องมอเตอร์ไซต์ไป แล้วผมเรียกวินไปยังโรงงานที่ผมจะไปสัมภาษณ์

ปรากฏว่าสายไป 1 ชม. ผมขอโทษเค้าที่มาสาย

และเล่าเรื่องเกิดอุบัติเหตุ ผู้สัมภาษณ์หัวเราะร่า ไม่รู้ว่าเชื่อหรือไม่เชื่อหรือยังไง แต่ก็ไม่แสดงอารมณ์โกรธออกมา

การสัมภาษณ์ของผมก็ทำได้ไม่ค่อยดีนัก รู้ว่าทำเต็มที่แล้วแต่เหมือนๆจะสื่อสารไม่ค่อยดี

พอสัมภาษณ์เสร็จออกมาจากโรงงานผมโทรหาแม่

แม่บอกว่าเดี๋ยวต้องไปโรงพักให้ผมไปเจอกับเค้าที่โรงพัก สณ.อุทัย

ท้องฟ้ามืดครึมนิดๆ ฝนตกลงมาปรอยๆ  ผมเดินไปอย่างช้าๆเพื่อหาวินไปที่โรงพัก

พร้อมกับคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาในวันนี้ อุตส่าเพื่อเวลาไว้เยอะแล้วแต่ก็ยังสาย แถมยังเกิดอุบัติเหตุอีก แถมงานก็ดูเหมือนจะไม่ได้ และยังต้องทำให้แม่เสียตังอีก วันนี้เรียกได้นับได้ว่าซวยมากในรอบปี

อารมณ์ของผมที่จริงแล้วควรจะต้องเครียดมาก แต่แปลกด้วยฝนหรือยังไงนี่แหล่ะ ทำให้ผมรู้สึกปลงตก อารมณ์มันเหมือนๆจะเศร้าแต่มันก็รู้สึกปลดปล่อย

ใจมันเศร้าก็จริงแต่ยังรู้สึกว่าเอาน่า สุดท้ายมันก็จะผ่านพ้นไป เรื่องลำบากต่างๆมันก็ผ่านไปแล้ว เราเองก็ต้องคิดวิธีอื่นๆสำหรับพยายามต่อไปในวันพรุ่งนี้

พอไปถึงโรงพักรอไปประมาณ 1 ชม. พี่กับแม่ผมก็มาพร้อมกับบอกว่าเคลียกันได้แล้ว เลยไม่ต้องพากันมาโรงพัก จ่ายให้เค้าไป 2พันบาท  เราก็เดินทางกลับบ้านผมรู้สึกผิดกับแม่มาก ที่วันนี้เป็นวันที่สูญเปล่า นอกจากจะไม่ได้งานแล้วยังทำให้แม่ต้องเสียค่าน้ำมันและค่าทำขวัญอีก แต่ดูเหมือนแม่ไม่โกรธเลยและไม่เครียดด้วย เหมือนๆจะสนุกด้วย เป็นเหตุการณ์น่าตื่นเต้นสำหรับเค้าไป

ที่ๆผมสัมภาษณ์เป็นที่ๆสี่นั้นผมยอมลดค่าตัวลง แบบว่าเค้าให้ 15000 บาท ผมบอกขอแค่ 12000 บาทก็พอ ทางผู้สัมภาษณ์ก็บอกว่า ทางเค้านั้นมีเรทเงินเดือนฟิคอยู่แล้ว คงไม่สามารถปรับลดเงินเดือนเพื่อรับพนักงานที่ยังไม่ใช่ได้หรอก

พูดง่ายๆคือ ถึงลดค่าตัวให้ กูก็ไม่เอาสินะ

ผมค่อนข้างวิตกจริตและท้อใจและกังวลว่าการหางานนั้นมันเป็นไปได้เหรอสำหรับเรา ความสามารถของเรามันเพียงพอแล้วเหรอ และจะต้องรอนานขนาดไหนกว่าจะได้งาน

ตอนนั้นครอบครัวผมเงินใกล้หมดและไม่มีใครหาเงินเข้าบ้านเลย เรียกได้ว่า เหมือนเรือที่มีน้ำรั่วเข้ามาเรื่อยๆ ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็ต้องจมแน่

ผมจึงตัดสินใจพักเรื่องหางานไว้ก่อน ในเมื่อปัญหาคือเรายังไม่เก่งพอ เราก็ทำให้ตัวเองเก่งพอซะก่อนก็แล้วกัน ถึงเราจะหางานไปเรื่อยๆมันก็คงจะไม่ได้อยู่หากความสามารถเราไม่ถึง ผมว่าการทำอะไรซ้ำๆกันถึง 4 ครั้งแล้วหากมันยังไม่ได้ผลเราควรจะหาวิธีการอื่นดู

ผมจึงลงเรียนคอร์สการฟังและสนทนาที่โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นในไทย และเริ่มไปหาวีดีโอการฟังมาฝึกฟัง

สำหรับเรื่องเงินผมก็ไปรับสอนหมากล้อมให้กับสถาบันสอนหมากล้อมแบบได้รายได้คิดเป็นครั้งที่ไปสอนไป ซึ่งก็ไม่มากไม่มายอะไรแต่ก็พอช่วยแม่ลดค่าใช้จ่ายของตัวผมเองลงไปได้บ้าง 2พัน ถึง 3 พันบาท

หลังจากผมเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นประมาณ 2 เดือน ผมก็สามารถหางานได้ ซึ่งตอนนั้นเป็นเดือน ก.ย.

เท่ากับว่าผมหางานประมาณ 4 เดือนกว่าจะได้งาน

งานที่ผมได้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นงานที่ดีอะไรนักหรอก เงินเดือน 12000 บาท ทำวันเสาร์ครึ่งวันทุกเสาร์

แต่สำหรับผมถือว่าเป็นชัยชนะหลังจากที่พ่ายแพ้มาแล้วถึง 4 ครั้ง

เป็นความอุ่นใจที่ช่วยผ่อนคลายภาระของทางบ้านได้ ผมดีใจมากครับ

ในปัจจุบัน ผ่านเวลานั้นมาเกือบ 6 ปีแล้ว

ผมคิดว่าตอนนั้นที่ตัดสินใจพักหางานแล้วไปเรียนต่อก็เป็นสิ่งที่ไม่ผิดหรอก แต่การท้อใจเพียงสัมภาษณ์แค่ 4 ครั้งนั้นกลับไม่ถูกเท่าไหร่  หลายๆครั้งไม่ใช่ความผิดของเราซะฝ่ายเดียว อาจจะเป็นเพราะว่าเราอาจจะยังไม่ใช่สำหรับผู้จ้างเท่านั้นเองก็ได้

แม้ว่าตอนนั้นอาจจะอ่อนมาก แต่ถ้าลองหาต่อไปยังไงก็อาจจะเจอบริษัทที่เค้าเลี้ยงคนโดยแลกกับค่าจ้างที่ไม่แพงของเด็กจบใหม่ก็ได้ อย่างว่าแหล่ะเด็กจบใหม่คุณจะหวังให้เค้าเป็นมืออาชีพเลยมันก็ไม่ถูก ตอนนั้นผมคิดว่าหากเค้าจ้างเราไปแล้วเราต้องทำได้เลยในทันทีที่เริ่มงาน ต้องเป็นพนักงานที่ใช้ได้ตั้งแต่แรก

การที่คุณสัมภาษณ์งานแล้วไม่ผ่านอาจจะเป็นเพราะคุณเก่งเกินไป เรียกเงินเยอะไปเกินกว่าที่ผู้จ้างจะให้ได้ก็ได้

การสัมภาษณ์นั้น อาจจะล้มเหลวได้ถึง 10 ครั้งก็ไม่แปลก  หลายๆคนก็พยายามกันมากกว่านั้น และการจะหาบริษัทให้ตรงกับสเปคของตัวเองนั้นก็ต้องใช้เวลาระดับนึง

ได้ยินมาว่าในประเทศญี่ปุ่นหางานยากมาก เรื่องสัมภาษณ์งานมากกว่า 10 ครั้งถึงจะหางานได้นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

 หากเรายังไม่มีเงินทุน ยังต้องพึ่งงานประจำยังไงก็ไม่ควรท้อ ต้องหาไปเรื่อยๆ พร้อมๆกับพัฒนาความสามารถตัวเองไปเรื่อยๆไม่นานยังไงก็ต้องได้งาน เพราะผู้จ้างเค้าก็ต้องการคนมาทำงานให้เค้าไม่แพ้กับที่เราต้องการงานจากเค้าเหมือนกันแหล่ะ

หากบริษัทขาดคนทำงาน บริษัทก็เดินไม่ได้เหมือนกัน

การสัมภาษณ์งานไม่ใช่การเข้าไปให้บริษัทเลือกอย่างเดียวเราเองก็เลือกบริษัทเหมือนกัน มันคือการทำข้อตกลงกันของทั้งสองฝ่าย




Create Date : 14 กรกฎาคม 2555
Last Update : 14 กรกฎาคม 2555 6:37:48 น. 1 comments
Counter : 920 Pageviews.

 
อ่านแล้วมีกำลังใจ......กำลังหางานอยู่เหมือนกันค่ะ

แต่หายากเหลือเกิน...ส่งไปกี่ที่ๆก้อเงียบ....

นั่นสิ....ที่เหลือคงแค่เตรียมความพร้อมของตัวเอง..


โดย: I_am_umami วันที่: 23 กรกฎาคม 2555 เวลา:10:35:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.