คิดดีทำดีเป็นสุดยอดแห่งคุณธรรม

พุทฑแท้ พุทธเทียม







พุทธแท้ พุทธเทียม

                                                               โดย นายแพทย์เอกชัย จุละจาริตต์

หลังการตรัสรู้เรื่องอริยสัจ ๔ของท่านสมณโคดมแล้ว พระองค์ถูกขนานพระนามหรือถูกเรียกโดยชาวอินเดียว่า “พุทธะหรือพุทธ”  ซึ่งมักจะแปลกันว่า “ผู้ตรัสรู้ ผู้ตื่นแล้ว ผู้เบิกบานแล้ว”.  คนไทยนิยมเรียกพระองค์ท่านว่า “พระพุทธเจ้า”. คำว่า “พระพุทธเจ้า” แปลว่า (พระ*)ผู้ตรัสรู้(อริยสัจ ๔*)แล้ว. ส่วนคำว่า “ผู้ตื่น” ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นคำที่ขยายความคำว่า “พุทธะ” คือพระองค์ท่านมีพระสติปัญญาในการป้องกันและกำจัดรากเหง้าของกิเลสหรืออกุศลอย่างต่อเนื่อง  ส่วนคำว่า “เบิกบาน”น่าจะเป็นคำที่ขยายความต่อไปว่า ทรงมีพระทัยเบิกบานทางธรรม คือทรงไม่เป็นทุกข์จากรากเหง้าของกิเลสหรืออกุศลทั้งปวงนั่นเอง.  คำว่า “ผู้รู้, ผู้ตื่น,ผู้เบิกบาน” จึงเป็นคุณสมบัติของพระอรหันต์ทั้งหลายที่มีจิตใจที่บริสุทธิ์เป็นบุคคลที่ประเสริฐสุด และเข้าถึงความดับทุกข์ ณ ปัจจุบันขณะตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนในอริยสัจ ๔*.

หมายเหตุ :  *หมายถึงข้อความที่ผู้เขียนเติมเข้าไปเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นหรือเป็นความคิดเห็นของผู้เขียน.

ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า“ภิกษุในธรรมวินัย” และยังไม่มีคำว่า “พระพุทธศาสนา”.  ภายหลังพุทธกาลมีคำว่า “พระพุทธศาสนา” เกิดขึ้น ซึ่งแปลว่า ศาสนาของพระผู้ตรัสรู้เรื่องอริยสัจ๔* หรือศาสนาของพระพุทธเจ้า*. 

หลังการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วทรงตรัสสอนเรื่องที่พระองค์ท่านตรัสรู้ คือ เรื่องอริยสัจ ๔ เป็นหลัก เพื่อจะได้ไม่ทรงเสียเวลาไปกับการตรัสสอนเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพื่อความดับทุกข์.  ประเด็นสำคัญ คือ อริยสัจ ๔ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนในสมัยพุทธกาลเป็นอริยสัจ ๔ บริสุทธิ์ เพราะไม่เจือปนด้วยความหลงเชื่อและงมงายแต่ประการใด.

การศึกษาเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อริยสัจ ๔บริสุทธิ์ จึงเป็นสาเหตุให้เสียเวลา ค่าใช้จ่าย และอาจหลงทางตลอดชีวิตได้โดยง่าย.   ในทางตรงกันข้าม การศึกษาอริยสัจ ๔บริสุทธิ์และปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ อย่างถูกต้อง ครบถ้วนและต่อเนื่องย่อมสามารถเข้าถึงความดับทุกข์ในอริยสัจ ๔ ได้อย่างตรงประเด็นและโดยง่ายเช่นเดียวกับสาวกของพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาลซึ่งเป็นเรื่องของการมีและใช้สติปัญญาทางธรรมในเรื่องอรินสัจ ๔ บริสุทธิ์  ไม่เกี่ยวกับพิธีกรรม การหลงเชื่อและงมงายในเรื่องต่างๆ แต่ประการใด. ในอริยสัจ ๔ มีข้อปฏิบัติเพียง ๘ข้อเท่านั้นเอง คือ มรรคมีองค์ ๘ และไม่มีเรื่องของพิธีกรรมแต่ประการใด.

การจะเป็นชาวพุทธในสมัยพุทธกาลได้นั้นต้องได้ฟังธรรมเรื่องอริยสัจ ๔ จนมีพื้นฐานความรู้เรื่องอริยสัจ ๔ บริสุทธิ์ และรู้วิธีฝึกปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมในอริยสัจ๔ หรือตามมรรคมีองค์ ๘ ได้ตามสมควรเสียก่อน. ครั้นมีศรัทธาที่จะศึกษาอริยสัจ ๔และปฏิบัติธรรมต่อไปเพื่อเข้าถึงความดับทุกข์ในอริยสัจ ๔  จึงประกาศตนว่า เป็นชาวพุทธหรือเป็นชาวพุทธแท้.

ชาวพุทธแท้ คือผู้ที่มีความรู้ในเรื่องอริยสัจ ๔บริสุทธิ์อย่างเพียงพอที่จะปฏิบัติธรรมและประเมินผลของการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันได้ด้วยตนเอง.  ในชีวิตประจำวัน ชาวพุทธแท้ต้องศึกษาอริยสัจ ๔และปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ เป็นประจำ.

อริยสัจ ๔ที่พระอรหันต์ท่านสอนนั้นเป็นอริยสัจ ๔บริสุทธิ์เพราะไม่เจือปนด้วยคำสอนของศาสนาอื่น นิกายอื่น พิธีกรรมรวมทั้งความหลงเชื่อและงมงายในเรื่องต่าง ๆ แต่ประการใดจึงทำให้ชาวพุทธในสมัยพุทธกาลที่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายสามารถพัฒนาจิตใจของตนเองให้เป็นชาวพุทธแท้หรือชาวพุทธที่ประเสริฐ หรืออริยบุคคล ที่สามารถเข้าถึงความดับทุกข์ได้ทันทีในขณะที่ปฏิบัติธรรมได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน.

ขอให้กำลังใจว่าชาวพุทธในยุคปัจจุบันที่เป็นชาวพุทธแท้ทุกคนย่อมสามารถเข้าถึงความดับทุกข์ ณปัจจุบันขณะได้เช่นเดียวกันกับชาวพุทธแท้ในสมัยพุทธกาล. หนังสือทุกเล่มของผู้เขียนได้มุ่งตรงไปในเรื่องของอริยสัจ ๔ บริสุทธิ์ก็เพื่อให้ผู้อ่านได้แนวทางในการเป็นชาวพุทธแท้นั่นเอง.

อริยสัจ ประกอบด้วย อริย+สัจ.  อริย-, อริยะ แปลว่า ประเสริฐ.  สัจ แปลว่า ความจริง. อริยสัจ แปลว่าความจริงอย่าง(ที่*)ประเสริฐ.

อริยสัจ ๔หรือความจริงที่ประเสริฐ ๔ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และตรัสสอนนั้น มี ๔อย่าง(องค์ธรรมหรือองค์ประกอบหลัก) คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เท่านั้นเอง.

อริยสัจ ๔ที่กำลังนำเสนออยู่นี้เป็นความจริงที่คนทั่วไป(คนปรกติ)สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องหลงเชื่อผู้อื่น.  ผู้เขียนพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเจือปนด้วยเนื้อหาของศาสนาอื่นนิกายอื่น พิธีกรรม รวมทั้งความหลงเชื่อและงมงายในเรื่องต่าง ๆ แม้แต่นิดเดียว.  การนำเสนอเรื่องอริยสัจ ๔บริสุทธิ์ของผู้เขียนอาจผิพลาดไปบ้างเพราะผู้เขียนไม่ได้เป็นพระอรหันต์.

ชาวพุทธเทียม คือ ผู้ที่ไม่มีความรู้ในเรื่องอริยสัจ๔ บริสุทธิ์ หรือมีความรู้ที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน และไม่เพียงพอที่จะสามารถปฏิบัติธรรมรวมทั้งประเมินผลของการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันได้ด้วยตนเอง.  ผู้เขียนคาดว่า มากกว่าร้อยละ ๙๐ ของชาวพุทธไทยยังเป็นชาวพุทธเทียมอยู่.

ในชีวิตประจำวัน ชาวพุทธแท้ต้องศึกษาอริยสัจ ๔บริสุทธิ์ และปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ เป็นประจำครั้นหยุดเมื่อใดก็ขาดจากความเป็นชาวพุทธแท้ ถ้าหยุดนานเท่าใดก็จะขาดจากความเป็นพุทธแท้หรือกลายเป็นชาวพุทธเทียมนานเท่านั้น.  ครั้นชาวพุทธเทียมกลับมาศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องตามหลักธรรมในอริยสัจ๔ บริสุทธิ์ด้วยความตั้งใจ ชาวพุทธเทียมคนนั้นก็จะกลับมาเป็นชาวพุทธแท้เช่นเดิม.

ปัญหาสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบันซึ่งห่างไกลจากสมัยพุทธกาลมานานกว่า๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว คือ การที่มีคำสอนของศาสนาอื่น ของนิกายอื่น พิธีกรรมรวมทั้งความหลงเชื่อและงมงายในเรื่องต่าง ๆเจือปนเข้ามาในหลักธรรมของพระพุทธศาสนาอย่างมากมายและมากขึ้นตามลำดับจนทำให้เกิดความเสียหายแก่ชาวพุทธ ชาวโลก(มนุษยชาติ)และบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการกระทำของชาวพุทธที่มีความหลง(อวิชชา)ครอบงำความคิดนี่เอง. ปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วทำให้หลักธรรมของพระพุทธศาสนาไม่บริสุทธิ์มากขึ้นเรื่อง ๆ จึงทำให้จำนวนชาวพุทธแท้ลดลงและชาวพุทธเทียมเพิ่มจำนวนมากขึ้นตามลำดับ.

ชาวพุทธมากกว่าร้อยละ ๙๐*มีความหลงเชื่อและงมงายไปตามเนื้อหาต่าง ๆที่เจือปนเข้ามาในหลักธรรมของพระพุทธศาสนาด้วยความศรัทธาจึงอาจทำให้ชาวพุทธส่วนมากเสียโอกาสที่จะเข้าถึงความจริงที่ประเสริฐ(อริยสัจ ๔บริสุทธิ์) เป็นผลให้ไม่สามารถป้องกันและดับทุกข์ตามหลักธรรมในอริยสัจ ๔ บริสุทธิ์รวมทั้งยังเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย.

การจะทำให้ชาวพุทธเทียมกลับมาเป็นชาวพุทธแท้ได้นั้นชาวพุทธทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวข้องกับเรื่องของปัญหาต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาทั้งในอดีตและปัจจุบันรวมทั้งต้องมีความสามรถในการตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ด้วยตนเองโดยไม่หลงเชื่อผู้อื่นโดยเด็ดขาด.  จึงขอถือโอกาสนี้เชิญชวนท่านผู้อ่านได้โปรดศึกษาเรื่องความหลงเชื่อและงมงายในเรื่องต่างๆ ที่เจือปนเข้าในหลักธรรมของพระพุทธศาสนาใน มีหนังสือเรื่องพุทธแท้ และอีกหลายเล่มที่ผู้เขียนจัดทำขึ้น ซึ่งมีเนื้อหาที่เป็นอริยสัจ ๔บริสุทธิ์ให้ท่านได้ทดลองศึกษาดู.

ครู อาจารย์ ผู้บริหารและผู้ที่รับผิดชอบโรงเรียนวิถีพุทธและโรงเรียนคุณธรรมแนวพุทธทุกแห่งควรพยายามสั่งสอนและฝึกอบรมให้นักเรียนรู้จักใช้สติปัญญาในการตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยตนเองและโดยหมู่คณะเพื่อป้องกันและกำจัดความหลงเชื่อในเรื่องต่าง ๆ ให้หมดไปจะได้สามารถคัดกรองเอาหลักธรรมที่บริสุทธิ์ออกมาเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ผู้อื่น ชาวโลกและทำให้พระพุทธศาสนามีความมั่นคงสืบต่อไป.

ก่อนที่จะศึกษาเรื่องอริยสัจ๔ บริสุทธิ์ก็ควรที่จะรู้จักกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาในยุคต่าง ๆเพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลสำหรับการคัดกรองอริยสัจ ๔ บริสุทธิ์ออกจากความหลงเขื่อและงมงายในเรื่องต่างๆ ที่เจือปนอยู่ในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ซึ่งมี ๓ ตอน คือ ตอนที่ ๑หลักการในการศึกษาธรรมและหลักธรรมขั้นพื้นฐานของอริยสัจ ๔ บริสุทธิ์.  ตอนที่ ๒ คติของศาสนาอื่น นิกายอื่น พิธีกรรมรวมทั้งความหลงเชื่อและงมงายในเรื่องต่างๆที่เจือปนเข้ามาในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา. ตอนที่ ๓ ปัญหาในเรื่องต่าง ๆในวงการพระพุทธศาสนาที่ต้องการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง. ทั้ง ๓ตอนนี้มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือเรื่อง อริยสัจ ๔ บริสุทธิ์ ตอน “ความหลงเชื่อและงมงายในเรื่องต่าง ๆที่เจือปนเข้าในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา “ ซึ่งอยู่ในเว็บไฃต์ของผู้เขียน.

     ***********

กรุณาอ่านรายละเอียดในเรื่องอริยสัจ๔ บริสุทธิ์ ตอน “ความหลงเชื่อและงมงายในเรื่องต่าง ๆที่เจือปนเข้าในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา”และมีข้อมูลทางธรรมที่ผู้เขียนได้คัดกรองออกมาจนบริสุทธิ์ตามสมควรสำหรับให้ท่านได้ศึกษาในรูปแบบต่างๆ ได้ที่ www.thai60.com




Create Date : 12 กรกฎาคม 2560
Last Update : 12 กรกฎาคม 2560 20:52:28 น. 0 comments
Counter : 411 Pageviews.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#14


 
satipanya
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




เกิด พ.ศ.๒๔๘๑ เป็นข้าราชการบำนาญ สนใจธรรมะมาตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันพยายามศึกษาธรรมะและเผยแพร่ธรรมะเบื่องต้นอย่างง่ายๆ ในรูปแบบต่างๆ.
[Add satipanya's blog to your web]