คิดดีทำดีเป็นสุดยอดแห่งคุณธรรม

พุทธชยันตี และ วันวิสาขบูชา: เราควรรู้และทำอะไรในชีวิตที่ยังเหลืออยู่ ?

พุทธชยันตี และ วันวิสาขบูชา: เราควรรู้และทำอะไรในชีวิตที่ยังเหลืออยู่ ?

โดยน.พ.เอกชัย จุละจาริตต์

ชาวพุทธส่วนใหญ่ดีใจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และตรัสสอนธรรมะมานานถึง๒๖๐๐ ปีมาแล้ว.

หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และตรัสสอนคือ เรื่องอริยสัจ ๔ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา เพราะถ้าไม่ตรัสรู้และตรัสสอนเรื่องอริยสัจ ๔ พระพุทธศาสนาย่อมไม่เกิดขึ้น รวมทั้งคงไม่มีพุทธชยันตีและวันวิสาขบูชาสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้.

พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระอานนท์ก่อนที่จะดับขันธ์ปรินิพพานว่า “ดูก่อนอานนท์ ! ธรรมและวินัยอันใดที่เราแสดงไว้แล้วบัญญัติไว้แล้วแก่ท่านทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของท่านทั้งหลายเมื่อเราล่วงลับไป”.

ดังนั้นหลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้าแล้ว กิจที่สำคัญที่สุดของชาวพุทธแท้ทุกคน คือการเข้าถึง “ธรรมวินัย”ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และตรัสสอนเพื่อเข้าถึงพระศาสดาที่แท้จริงและได้รับประโยชน์สูงสุดทางจิตใจคือ พ้นทุกข์จากอกุศลทั้งปวง.

“ธรรมวินัย” ประกอบด้วย ธรรม+วินัย. ธรรม คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ. วินัย คือ ข้อปฏิบัติหรือมรรค. “ธรรมวินัย” ก็คือเรื่องทุกข์สมุทัย นิโรธ มรรค หรืออริยสัจ ๔ นั่นเอง.

ในสมัยพุทธกาลการที่จะเป็นชาวพุทธได้นั้น ต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด คือ “ต้องมีความรู้เรื่องอริยสัจ ๔ และต้องสามารถปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ ได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วนและต่อเนื่องได้ตามสมควรเสียก่อน แล้วจึงมีศรัทธาประกาศตนว่าเป็นชาวพุทธ” ซึ่งแตกต่างกับยุคปัจจุบันโดยสิ้นเชิง เพราะในปัจจุบันนั้นผู้ปกครองจะเป็นคนแต่งตั้งให้บุตรหลานเป็นชาวพุทธ ทั้ง ๆที่บุตรหลานยังไม่มีคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของความเป็นชาวพุทธดังที่ได้กล่าวถึงแล้ว.

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงในแง่ของวัฒนธรรม ประเพณี พิธีการ วัตถุธรรม ซึ่งมีอย่างมากมายและเป็นเรื่องที่ดีงาม สมควรมีต่อไป แต่ก็ยังไม่เป็นเมืองพุทธที่สมบูรณ์แบบ เพราะมีคนไทยเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้เป็นชาวพุทธแท้!!!!

โดยหลักการแล้วชาวพุทธแท้จำเป็นต้องมีความรู้และความสามารถในธรรมวินัย(หรืออริยสัจ) ๔ ที่ทรงตรัสรู้และตรัสสอนกล่าวคือ ต้องมีความรู้เรื่องอริยสัจ ๔ และมีความสามารถในการปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ อย่างถูกต้อง ครบถ้วนและต่อเนื่องตามสมควรเสียก่อน.

เหตุที่คนไทยส่วนใหญ่ยังเป็นชาวพุทธเทียมก็เพราะไม่มีความรู้ในเรื่องอริยสัจ ๔ และไม่สามารถปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ อย่างถูกต้อง ครบถ้วนและต่อเนื่องตามสมควร. ส่วนใหญ่เรามักจะรู้เพียงแค่ ๔ คำ คือ ทุกข์สมุทัย นิโรธ มรรค และมักคุ้นเคยกับการทำบุญทำทานโดยมุ่งหวังว่า จะเป็นผลให้มีความสุขทางโลกในชาตินี้และชาติหน้าเพื่อการอุทิศส่วนกุศล รวมทั้งมุ่งหวังที่จะเข้าถึงนิพพานหรือความดับทุกข์ทางธรรมในชาติหน้า.

แท้ที่จริงแล้วพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายต่างก็เข้าถึงนิพพานหรือความดับทุกข์ทางธรรม(ทุกข์ในอริยสัจ ๔) ในชาติปัจจุบันของแต่ละท่าน. จึงขอตั้งคำถามให้ท่านผู้อ่านได้ทดลองพิจารณาว่าเราชาวพุทธควรเข้าถึงความดับทุกข์ในชาตินี้เช่นเดียวกับพระอรหันต์ทั้งหลายใช่หรือไม่ ?

คำตอบน่าจะเหมือนกันคือ ใช่แล้ว.

การจะเข้าถึงความดับทุกข์ในชาตินี้ได้ต้องเริ่มต้นด้วยการมีความรู้เรื่องอริยสัจ ๔ และมีความสามารถในการปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ อย่างถูกต้อง ครบถ้วนและต่อเนื่องตามสมควร รวมทั้งสามารถประเมินผลว่า ตนสามารถเข้าถึงความดับทุกข์ในชีวิตประจำวันได้อย่างต่อเนื่องมากหรือน้อยเพียงใด?

เป็นที่น่าเสียดายมากๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เป็นชาวพุทธแท้ เพราะไม่มีความรู้เรื่องอริยสัจ ๔ และไม่มีความสามารถในการปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และต่อเนื่อง เช่น เมื่อถามว่าทุกข์ในอริยสัจ ๔ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และตรัสสอนมีอะไรบ้าง ? ส่วนใหญ่ก็มักจะตอบไม่ได้. ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก ๆที่คนไทยส่วนใหญ่ที่อ้างตนว่า เป็นชาวพุทธนั้นมักจะไม่รู้จักความหมายของทุกข์ในอริยสัจ ๔ เมื่อยังไม่รู้จักความหมายของทุกข์ที่ตรัสสอนก็ย่อมดับทุกข์ไม่ได้ และส่วนใหญ่ก็มักไม่รู้จักสมุทัย นิโรธ และมรรคทั้ง ๆที่เป็นเรื่องง่าย ๆ ซึ่งในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องนี้จบลงบนถนนที่ใต้ต้นไม้ และริมทาง.

ในความเป็นชาวพุทธแท้นั้นเป็นเรื่องของจิตใจ. เมื่อใดที่ชาวพุทธแท้หยุดการศึกษาและปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันความเป็นชาวพุทธแท้ก็หมดไป แต่ก็ยังเป็นชาวพุทธตามทะเบียนบ้านต่อไป.

ในทุกวันเวลาเราควรเน้นให้ชาวพุทธเข้าถึงพระพุทธเจ้าหรือพระศาสดาด้วยการรู้ชัดแจ้งตามความเป็นจริงโดยการศึกษาเรื่องอริยสัจ ๔ และปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ และประเมินผลอย่างถูกต้องครบถ้วน และต่อต่อเนื่องในชีวิตประจำวันและชั่วชีวิต โดยไม่ต้องรอวันสำคัญใดๆ เพื่อปรับเปลี่ยนจากความเป็นชาวพุทธเทียมมาเป็นชาวพุทธแท้ซึ่งจะเป็นประโยชน์สุขต่อตนเอง โดยผู้อื่น ครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อมและประเทศชาติ.

การแตกแยกทางความคิด การแตกความสามัคคีของคนไทยอย่างรุนแรงชนิดที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลยเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ก็เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังเป็นชาวพุทธเทียมนั่นเอง. วิธีแก้ไขอย่างตรงประเด็นที่สุด คือต้องทำให้คนไทยและนักการเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธแท้หรือมีคุณธรรมก็จะทำให้เกิดการคิดแต่กุศลหรือคิดดีทำดี เป็นบ่อเกิดแห่งความรัก สามัคคีและปรองดองด้วยความจริงใจ.

สรุปแล้วปัจจุบันนี้ อริยสัจ ๔ จึงเป็นศาสดาของชาวพุทธแทนพระพุทธเจ้า.  ดังนั้น ชาวพุทธทุกคนพึงศึกษาและปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมในเรื่องอริยสัจ ๔ ชั่วชีวิตโดยไม่รอวัน เวลา สถานที่ เพื่อความพ้นทุกข์ในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง. ทุกวินาทีที่ปฏิบัติธรรมได้อย่างถูกต้องครบถ้วน ก็จะเข้าถึงความดับทุกข์ได้ทันทีโดยต้องไปรอชาติหน้าอีกไป. หากชาติหน้ามี ก็ย่อมไปสู่สุคติโลกสวรรค์และถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร เพราะได้รับประโยชน์สูงสุดในชาตินี้แล้ว.

ขอถือโอกาสนำเสนออริยสัจ ๔ อย่างย่อที่สุด ดังนี้ :-

ทุกข์ในอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ใจและทุกข์กายที่มีสาเหตุมาจากการคิด พูดและทำอกุศลหรือที่ไม่ดี (อกุศล คือ การเบียดเบียนตนเองและหรือผู้อื่น).

สมุทัยในอริยสัจ ๔ คือ สาเหตุของความทุกข์ซึ่งมีรากเหง้า ของกิเลสหรือความชั่ว คือ โลภ โกรธหลง. แต่ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักความหมายของโลภ โกรธ หลงในอริยสัจ ๔อย่างถูกต้อง.

นิโรธ(หรือนิพพาน)ในอริยสัจ ๔ คือ ความดับทุกข์ ซึ่งเกิดขึ้นจากการไม่โลภ ไม่โกรธ และไม่หลง เท่านั้นเอง.

มรรคในอริยสัจ ๔ คือ ข้อปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์และความชั่วทั้งปวง นั่นคือ มรรคมีองค์ ๘. เมื่อย่อมรรคมีองค์ ๘ ลงมาจะเหลือเพียงแค่การเจริญสติและสมาธิสลับกันไปในชีวิตประจำวันเท่านั้นเอง. การเจริญสติประกอบด้วยการมีสติศึกษาและปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันเพื่อทำให้จิตใจของตนมีความบริสุทธิ์ผ่องใสโดยการคิดแต่อกุศล หรือให้คิดดีทำดีตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างต่อเนื่องและชั่วชีวิต. ขณะที่ไม่คิดอกุศลหรือคิดแต่กุศล หรือคิดดีทำดีอยู่นั้นจิตใจก็จะบริสุทธิ์ผ่องใสเช่นเดียวกับจิตใจของพระอรหันต์นั่นเอง.

การเฉลิมฉลองพุทธชยันตี และวันสำคัญต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนานั้น จึงควรเป็นวันที่ประชาชนควรมีโอกาสได้รับความรู้หรือทบทวนเรื่องอริยสัจ ๔ และปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ อย่างถูกต้องและครบถ้วนตามสมควร เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ผ่องใส ปราศจากทุกข์จากอกุศลทั้งปวงอย่างต่อเนื่องชั่วชีวิต.

ผู้นำเสนอเรื่องนี้ขอยืนยันว่า เรื่องอริยสัจ ๔ เป็นเรื่องง่ายที่ทุกคนสามารถตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องหลงเชื่อผู้อื่นใดทั้งสิ้น.

เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษาอริยสัจ๔ อย่างง่าย จึงเรียนเชิญให้ไปศึกษาที่เว็บไซต์อริยสัจ ๔ ซึ่งผู้นำเสนอได้จัดทำขึ้นได้ที่//www.thai60.comและแนะนำให้อ่าน ฟัง หรือดูเรื่อง “พุทธแท้” หรืออริยสัจ ๔ อย่างย่อ หรืออ่านเรื่องใดก็ได้ เพราะทุกเรื่องในเว็บไซต์นี้คือ เรื่องอริยสัจ ๔ ทั้งนั้น. สำหรับเรื่องแก่นธรรมนั้น เป็นเรื่องอริยสัจ ๔ อย่างเต็มรูปแบบ จึงควรอ่านฟัง หรือดูเมื่อเข้าใจเรื่องอริยสัจ ๔ อย่างย่อได้ดีตามสมควรแล้ว.

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านผู้อ่านจะได้แนวทางของการเป็นชาวพุทธแท้ และสามารถเป็นชาวพุทธแม้ที่เข้าถึงความดับทุกข์(นิโรธหรือนิพพาน)ในชาตินี้โดยทั่วกัน โดยไม่ต้องรอวัน เวลา สถานที่ และรอชาติหน้าอีกต่อไป.

ขอขอบพระคุณและสวัสดีครับ.




Create Date : 04 มิถุนายน 2555
Last Update : 4 มิถุนายน 2555 21:23:21 น. 1 comments
Counter : 909 Pageviews.  

 
ขอขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆที่นำมาฝากครับ

สรุปแล้วปัจจุบันนี้ อริยสัจ ๔ จึงเป็นศาสดาของชาวพุทธแทนพระพุทธเจ้า ...อ่านแล้วเข้าใจได้ดี ครับ

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
satipanya Dharma Blog ดู Blog


โดย: **mp5** วันที่: 4 มิถุนายน 2555 เวลา:21:34:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#14


 
satipanya
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




เกิด พ.ศ.๒๔๘๑ เป็นข้าราชการบำนาญ สนใจธรรมะมาตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันพยายามศึกษาธรรมะและเผยแพร่ธรรมะเบื่องต้นอย่างง่ายๆ ในรูปแบบต่างๆ.
[Add satipanya's blog to your web]