Group Blog
 
All blogs
 

เปลี่ยนวิธิคิด พลิกวิกฤติภัยพิบัติ

 



เปลี่ยนวิธิคิด พลิกวิกฤติภัยพิบัติ


(บทความพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล : //www.visalo.org)


เมื่อเรามองท้องฟ้า
ยามค่ำคืนอันเงียบสงัด ดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับเต็มฟ้า ไม่เพียงน้อมใจให้สงบ หากเรายังได้สัมผัสกับความงามอันลึกล้ำของธรรมชาติ
ในยามนั้นเราอาจตระหนักถึงความเล็กกระจิดริดของตัวเราเอง เพราะความมโหฬารของจักรวาลได้ปรากฏต่อหน้าเราอย่างเต็มตา
ขณะที่อายุขัยของเรากลับมีค่าเพียงชั่วกะพริบตาเมื่อเทียบกับกาลเวลากว่า หมื่นล้านปีของเอกภพ
เพียงแค่ระยะห่างนับล้านปีแสงของดาวบางดวงที่เราเห็น ก็ทำให้ประวัติศาสตร์แค่พันปีของชาติเรากลายเป็นเศษเสี้ยวของจักรวาลไปใน
ทันที


แต่ธรรมชาติไม่ว่าจะยิ่งใหญ่มโหฬารเพียงใด
ก็ยังเล็กกว่าสิ่ง ๆ หนึ่ง นั่นคือความรู้สึกว่าเป็น
ของฉันความรู้สึกว่าเป็น ของฉันนั้นไม่เคยมีขอบเขต
มันสามารถแผ่ไปครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ได้ ไม่เว้นแม้แต่ตัวจักรวาลเอง
ไม่สำคัญว่าเราจะเคยไปเดินเหินบนดาวดวงไหนหรือไม่ ทันทีที่เราเห็นบนพื้นโลก หรือจากกล้องโทรทัศน์
เราก็ทึกทักว่ามันเป็น
ของฉันทันที
ด้วยเหตุนี้ สุริยจักรวาลจึงเป็นของฉัน ดาราจักร(
galaxy)จึงเป็นของฉัน
ทางช้างเผือกจึงเป็นของฉัน ไม่มีอะไรในจักรวาลนี้ที่ใหญ่จนความรู้สึกว่า
ของฉันคลุมไปไม่ถึง


ด้วยเหตุนี้มนุษย์เราจึงถือสิทธิที่จะเข้าไปทำอะไรก็ได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง
ในธรรมชาติ นี้คือทัศนคติสำคัญที่ขับเคลื่อนมนุษยชาติตลอดมา โดยเฉพาะในช่วง ๔ ศตวรรษที่แล้ว
จริงอยู่เมื่อมนุษย์ยังมีอำนาจน้อย เราย่อมหวาดกลัวธรรมชาติ จนเกิดศาสนาขึ้นมาเพื่อเป็นที่พึ่งและปกป้องมนุษย์จากภัยนานาชนิดในธรรมชาติ
แต่เมื่อเรามีความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น ก็เริ่มเชื่อมั่นในอำนาจของตนเองขึ้นมา จนไม่เพียงเอาชนะสัตว์ร้ายรอบตัวเท่านั้น
หากยังเหิมเกริมถึงขั้นที่จะเป็นนายเหนือธรรมชาติ และนี้คือจุดมุ่งหมายของศาสตร์ต่าง
ๆ ในตะวันตกนับแต่ศตวรรษที่ ๑๗ เป็นต้นมา ดังเดส์กาตส์ บิดาแห่งปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ได้เคยกล่าวว่า
เมื่อรู้จักธรรมชาติและพฤติกรรมของไฟ
น้ำ อากาศ ดวงดาว สวรรค์ และสิ่งรอบตัว....เราย่อมสามารถใช้ความรู้เหล่านี้เพื่อเป้าหมายอเนกอนันต์
ดังนั้นจึงทำให้เราเป็นนายและผู้ครอบครองธรรมชาติ
แต่ฟรานซิส
เบคอน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ร่วมสมัยเดียวกับเดส์กาตส์ พูดชัดเจนกว่านั้นอีกว่า
ความรู้นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องแสวงหาและเพิ่มพูน ทั้งนี้เพื่อกดธรรมชาติให้เป็น
ทาสและ รับใช้มนุษย์ รวมทั้งเพื่อ ทรมานและ
ไล่ล่าไม่หยุดหย่อนเพื่อให้ธรรมชาติเปิดเผยความจริงออกมาให้มากที่สุด


นับแต่นั้นมาการผลาญทำลายธรรมชาติจึงเกิดขึ้นอย่างมโหฬาร
ไม้ถูกตัด สัตว์ถูกฆ่า ป่าถูกทำลายแทบทุกหนแห่ง อย่างไม่เคยมีมาก่อน หญิงแก่ชาวอินเดียนแดงเผ่าวินตูในแคลิฟอร์เนียได้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อชาวอเมริกันเข้ามาทำลายแผ่นดินของเธอเพื่อทำเหมืองทอง


คนขาวไม่เคยเอาใจใส่แผ่นดิน
กวาง หรือหมีเลย เวลาเราชาวอินเดียนฆ่าสัตว์ เราจะกินเนื้อให้หมด เวลาเราขุดเอาราก
เราจะขุดดินเป็นหลุมเล็ก ๆ เวลาเราสร้างบ้าน เราจะทำช่องเล็ก ๆ เวลาเราเผาหญ้า
เราจะไม่ทำลายจนพินาศ เราจะเขย่าต้นไม้เมื่อต้องการลูกโอ๊กและลูกสน แต่จะไม่โค่นทั้งต้น
เราใช้แต่ไม้ที่ตายแล้ว แต่คนขาวจะขุดดินเป็นหลุมใหญ่ โค่นไม้ทั้งต้น ฆ่าทุกอย่าง
ต้นไม้บอกว่า
อย่า ฉันเจ็บ อย่าทำร้ายฉันแต่พวกเขาก็ยังโค่นและตัดต้นไม้ วิญญาณของแผ่นดินเกลียดพวกเขา
พวกเขาห้ำหั่นต้นไม้และถอนทั้งรากทั้งโคน พวกเขาเลื่อยต้นไม้เป็นแผ่น ๆ
การทำเช่นนั้นเป็นการทำร้ายต้นไม้ ชาวอินเดียนไม่เคยทำร้ายสิ่งใด
แต่คนขาวทำลายทุกอย่าง พวกเขาระเบิดหินจนกระจายไปทั่วผืนดิน ก้อนหินพูด
อย่า เธอกำลังทำร้ายฉันแต่คนขาวไม่สนใจ
...ทุกแห่งที่คนขาวไปถึงมีแต่ความเจ็บปวด


ทัศนคติและพฤติกรรมดังกล่าว
ได้สร้างความมั่งคั่งให้แก่มนุษย์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน กล่าวได้ว่าอารยธรรมสมัยใหม่ซึ่งพรั่งพร้อมด้วยวัตถุเกิดขึ้นจากทัศนคติที่มุ่งครอบครองและเป็นนายเหนือธรรมชาติ
แต่สิ่งที่ตามมาก็คือธรรมชาติถูกพร่าทำลายอย่างยับเยิน
จนกระทั่งส่งผลเสียต่อมนุษย์ เช่น เกิดน้ำท่วม ฝนแล้ง มลพิษ
และทรัพยากรธรรมชาติขาดแคลน ถึงตอนนี้จึงเริ่มมีการพูดถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่ถึงแม้ธรรมชาติจะได้รับการดูแลมากขึ้น
ศูนย์กลางก็ยังอยู่ที่มนุษย์เหมือนเดิม ดังนักอนุรักษ์ธรรมชาติผู้หนึ่งให้นิยามว่า
การอนุรักษ์ธรรมชาติ คือ
การดูแล ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อป้องกันมิให้ร่อยหรอ สูญเปล่าหรือถูกทำลาย
เพื่อว่ามนุษย์จะสามารถใช้มันได้ในยามต้องการตลอดกาลนาน
ภายใต้แนวความคิดดังกล่าว
การอนุรักษ์จึงมีความหมายรวมถึงการดัดแปลง ตกแต่ง หรือ
พัฒนา
ธรรมชาติเพื่อประโยชน์ของมนุษย์เอง


แนวความคิดดังกล่าว
พูดอย่างสรุปก็คือมองว่า ธรรมชาตินั้นเป็น
ของฉันจึงต้องควบคุมโดยฉัน
และเพื่อฉัน แต่ลืมมองความจริงอีกด้านหนึ่งว่า มนุษย์เรานั้นเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ตั้งแต่เกิดจนตาย เราไม่สามารถแยกตัวออกจากธรรมชาติได้เลย เราทำอย่างไรกับธรรมชาติ
ในที่สุดก็ส่งผลย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง หากเราย่ำยีธรรมชาติ นอกจากส่งผลกระเทือนถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเราแล้ว
ยังก่อผลร้ายต่อจิตใจของเราเอง กล่าวคือทำให้เราเห็นแก่ตัวมากขึ้น
จิตใจหยาบกระด้างยิ่งกว่าเดิม ใช่หรือไม่ว่าวันนี้เราทำลายต้นไม้และสิงสาราสัตว์ พรุ่งนี้ก็อดไม่ได้ที่จะต้องทำลายเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
คำกล่าวของหญิงอินเดียนแดงข้างต้น สะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีถึงจิตนิสัยของคนที่ไม่เห็นคุณค่าของธรรมชาติ
ขณะเดียวกันก็เหมือนจะบอกต่อไปว่า หลังจากที่คนขาวทำลายธรรมชาติที่ขวางหน้าแล้ว
เหยื่อรายต่อไปก็คือชาวอินเดียนแดง


อย่างไรก็ตาม ความรู้ที่ค้นพบใหม่ในชั่วไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาทำให้เราเริ่มตระหนักว่า
มนุษย์และทุกชีวิตอยู่ได้ก็เพราะการพึ่งพาอาศัยกัน
นอกจากอากาศที่เราหายใจทุกเวลานาทีจะได้มาจากต้นไม้และมหาสมุทรแล้ว พลังงานที่หล่อเลี้ยงทุกเซลล์ในตัวเรายังได้มาจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นที่อยู่ในร่างกายของเรามาตั้งแต่เกิด
คือไมโตคอนเดรีย
จะว่าไปในแต่ละเซลล์ของเรายังมีชีวิตอื่นอีกหลายชนิดที่ผสานแนบแน่นจนไม่อาจแยกจากเราได้
เราเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์ ขณะเดียวกันระบบนิเวศน์ก็อยู่ในตัวเราด้วย ซึ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์กับภูเขา
ป่าไม้ หมู่เมฆ ลำธาร มหาสมุทร ไปจนถึงดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์
มนุษย์กับธรรมชาติเชื่อมโยงสัมพันธ์แนบแน่น
จนเราไม่อาจขีดเส้นแบ่งระหว่างเรากับธรรมชาติได้ การถือเอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง
โดยมีธรรมชาติคอยรับใช้เรานั้น นอกจากจะสะท้อนความเห็นแก่ตัวแล้ว ยังเป็นทัศนคติที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอีกด้วย


จักรวาลนั้นเป็นเครือข่ายแห่งความสัมพันธ์อันซับซ้อน
ความสัมพันธ์ดังกล่าวเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าหากัน และทำให้ชีวิตของเรามิอาจแยกจากธรรมชาติหรือสรรพสิ่งในจักรวาลได้
ติช นัท ฮันห์ ได้กล่าวถึงสหสัมพันธ์ของสรรพสิ่งได้อย่างงดงามว่า


เมื่อคุณมองเก้าอี้ตัวนี้
คุณเห็นป่าไม้อันเป็นที่มาของไม้ที่ใช้ทำเก้าอี้ตัวนี้ไหม คุณเห็นดวงอาทิตย์ซึ่งสาดส่องป่าไม้
และหมู่เมฆซึ่งโปรยฝนบำรุงเลี้ยงป่าไหม คุณเห็นคนตัดไม้และครอบครัวของเขาไหม
และข้าวที่เลี้ยงชีวิตของพวกเขาล่ะ คุณเห็นทั้งหมดนี้ในเก้าอี้ตัวนี้ไหม เก้าอี้ประกอบด้วยสรรพสิ่งที่มิใช่เก้าอี้
คุณเห็นดวงอาทิตย์ในหัวใจของคุณไหม เห็นบรรยากาศในปอดของคุณไหม
สรรพสิ่งล้วนดำรงอยู่ในสภาพที่ต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และต่างเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน


เมื่อมองโลกด้วยความตระหนักถึงสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับสรรพชีวิตและสรรพสิ่ง
เราจะเห็นผู้คนและชีวิตต่าง ๆ รวมทั้งธรรมชาติด้วยสายตาที่เป็นมิตรมากขึ้น มีความอ่อนโยนและเมตตากรุณายิ่งกว่าเดิม
การดำเนินชีวิตของเราจะเป็นไปอย่างระมัดระวัง ด้วยความรู้สึกอ่อนไหวต่อความทุกข์ที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้อื่นหรือชีวิตอื่น
เราจะไม่ถือเอาความสะดวกสบายหรือความมั่งคั่งพรั่งพร้อมทางวัตถุเป็นพระเจ้าอีกต่อไป
เพราะรู้ดีว่าการกระทำเช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อผู้คนและสิ่งรอบตัวอย่างไรบ้าง การนึกถึงผู้อื่นและชีวิตอื่นมากขึ้น
จะทำให้ตัวตนของเราเล็กลง และมีจิตใจที่โปร่งเบามากขึ้น ถึงตอนนั้นจะพบว่าความสุขนั้นเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอิงวัตถุหรือสิ่งเสพแม้ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายก็มีความสุขได้
เพราะถึงที่สุดแล้วสุขแท้นั้นอยู่ที่ใจเราแล้ว
นี้คือธรรมชาติอีกด้านหนึ่งที่มักถูกมองข้ามไป จนทำให้ผู้คนหมกมุ่นกับการแสวงหาความสุขจากนอกตัว
ส่งผลให้เกิดการเบียดเบียนธรรมชาติและผู้คนไม่รู้จบ


ธรรมชาติภายนอกกับธรรมชาติภายในนั้นมิอาจแยกจากกัน
ธรรมชาติภายนอกที่สงบสงัดร่มรื่น ย่อมก่อให้เกิดความรื่นรมย์สงบสุขแก่ธรรมชาติภายใน
เมื่อใดที่ได้สัมผัสกับประสบการณ์ดังกล่าว เราจะเห็นคุณค่าของธรรมชาติภายนอก
และไม่ถือตัวอย่างยโสโอหังว่าธรรมชาติภายนอกคือข้าทาสที่ต้องรองรับความปรารถนาของเรา

วิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ว่ามลภาวะที่แพร่ระบาด
ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ รวมถึงปัญหาโลกร้อน ซึ่งกำลังแสดงตัวเด่นชัดขึ้นทุกที
โดยเนื้อแท้แล้วเป็นวิกฤตการณ์ด้านจิตวิญญาณ ที่เกิดจากทัศนคติที่ผิดพลาดในการมองโลกและชีวิต
การเปลี่ยนแปลงทัศนคติดังกล่าว จนเห็นสหสัมพันธ์ของสรรพสิ่งในธรรมชาติ
และเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติภายนอกกับธรรมชาติภายใน คือกุญแจสำคัญที่จะนำมนุษย์ออกจากวิกฤตการณ์ดังกล่าวได้อย่างแท้จริง
หากมนุษยชาติไปไม่ถึงจุดนั้น อนาคตก็ดูมืดมนเต็มที






Free TextEditor




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2554 19:06:07 น.
Counter : 126 Pageviews.  

11/11/11 วันคล้ายวันมรณภาพ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เป็นวันคล้ายวันมรณภาพครบปีที่ ๖๒
ของ “หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต” พระบูรพาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน
ขอนำธรรมะของหลวงปู่มั่นด้วยจิตเคารพยิ่ง มาฝากให้อ่านกัน

พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต
ผู้ระงับทุกขเวทนาด้วยธรรมโอสถ

ความเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาของทุกคน
โรคบางโรคอาศัยยาแผนปัจจุบันหรือยาสมุนไพร
ก็สามารถบรรเทาอาการหรือช่วยให้หายขาดได้
แต่โรคบางโรคแม้จะพยายามสักเท่าใด
ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จในการรักษาเลย
จึงมีบางท่านใช้ “ธรรมโอสถ” ในการเยียวยาตนเองให้ชีวิตอยู่รอดปลอดภัยมาได้
ดังเช่นเรื่องราวของ “ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น”
ผู้เป็นบูรพาจารย์ของพระสงฆ์ในสายวิปัสสนากรรมฐานหลายๆ รูปในประเทศไทย

ดังที่ได้ทราบกันดีในหมู่ผู้สนใจศึกษาประวัติของครูบาอาจารย์
ว่าท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นผู้ที่ปฏิบัติธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด
ในสมัยที่ออกปฏิบัติเบื้องนั้น
ครั้งหนึ่งหลังจากได้กราบนมัสการท่านพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)
และได้รับวิธีพิจารณาปัญญาเพิ่มเติมแล้ว
ท่านพระอาจารย์มั่นได้ออกจาริกไปทางเขาใหญ่ จังหวัดนครนายก จนถึงถ้ำสาริกา
ซึ่งท่านได้ขอให้ชาวบ้านในหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลจากถ้ำนั้น ให้ไปส่งเพราะท่านไม่รู้ทาง
ชาวบ้านได้เตือนด้วยความห่วงใย ว่าที่ถ้ำนี้มีผีหลวงที่ดุร้ายมาก
ไม่ว่าพระหรือคนที่ไปอยู่จะต้องมีอันเป็นไปเสียทุกราย
มีพระมามรณภาพที่ถ้ำนี้แล้ว ๔ รูป ในระยะเวลาไม่ห่างกันเลย
แต่พระอาจารย์มั่นท่านกลับเห็นว่าจะเครื่องเตือนสติให้ได้อย่างดี
ด้วยว่าท่านมีจิตใจที่กล้าหาญ พร้อมเผชิญต่อเหตุการณ์ต่างๆ อยู่ทุกขณะจิต
ในที่สุดชาวบ้านก็ต้องยอมไปส่งท่านที่ถ้ำสาริกา

ในช่วง ๒-๓ คืนแรกที่พำนักในถ้ำแห่งนี้
ท่านได้รับความสงบดี เพราะเป็นสถานที่ที่เงียบสงัดมา
ในคืนถัดจากนั้น โรคเจ็บท้องซึ่งท่านเคยเป็นก็กลับกำเริบ
ไม่ว่าจะฉันอะไรเข้าไปก็ไม่ย่อย จนถึงขนาดถ่ายออกมาเป็นเลือด
แม้จะพยายามรักษาด้วยยาสมุนไพร ก็ไม่ทำให้อาการดีขึ้น
แต่กลับทวีความรุนแรงของโรคมากกว่าเดิม
ทำให้กำลังกายของท่านอ่อนแอลงและกำลังใจก็ลดลงบ้างเช่นกัน
ในที่สุดท่านก็เลิกฉันยาเพราะพิจารณาแล้วว่าไม่ได้ช่วยให้หายจากโรคเลย
และตัดสินใจใช้ “ธรรมโอสถ” เพียงอย่างเดียวในการรักษาโรค
จะไม่ฉันยาใดๆ จนกว่าโรคนี้จะหายด้วยธรรมโอสถ
หรือไม่ก็คือจนกว่าจะตายในถ้ำแห่งนี้

ท่านได้พิจารณาว่าตนเองได้ปฏิบัติมามากพอสมควรแล้ว
ไม่ควรจะขี้ขลาดอ่อนแอในทุกขเวทนาเพียงเท่านี้
เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่ขันธ์จะแตกดับ
ความทุกข์ที่จะถาโถมเข้ามาทั้งทางร่างกายและจิตใจมากกว่านี้
ถ้าเพียงแค่นี้ท่านยังสู้ไม่ไหว แล้วจะสู้ในเวลาที่ธาตุขันธ์จะแตกดับได้อย่างไร

ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงนี้ไว
ในหนังสือ “ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ” ดังความว่า

“...พอท่านทำความเข้าใจกับตนเองอย่างแน่ใจและมั่นใจแล้ว
ก็หยุดจากการฉันยาในเวลานั้นทันที และเริ่มทำสมาธิภาวนา
เพื่อเป็นโอสถบำบัดบรรเทาจิตใจและธาตุขันธ์ต่อไปอย่างหนักแน่น
ทอดความอาลัยเสียดายในชีวิตธาตุขันธ์ ปล่อยให้เป็นไปตามคติธรรมดา
ทำหน้าที่ห้ำหั่นจิตดวงไม่เคยตาย แต่มีความตายประจำนิสัย
ลงไปอย่างเต็มกำลังสติปัญญาศรัทธาความเพียรที่เคยอบรมมา
โดยมิได้สนใจคำนึงต่อโรคที่กำลังกำเริบอยู่ภายใน
ว่าจะหายหรือจะตายไปขณะใดในเวลานั้น หยั่งสติปัญญาลงในทุกขเวทนา
แยกแยะส่วนต่างๆ ของธาตุขันธ์ออกพิจารณาด้วยปัญญาไม่ลดละ
คือ ยกทั้งส่วนรูปกาย ทั้งส่วนเวทนา คือ ทุกข์ภายใน
ทั้งส่วนสัญญาที่หมายกายส่วนต่างๆ ว่าเป็นทุกข์
ทั้งส่วนสังขารตัวปรุงแต่งว่าส่วนนี้เป็นทุกข์ส่วนนั้นเป็นทุกข์ ขึ้นสู่เป้าหมายแห่งการพิจารณา
ของสติปัญญาผู้ดำเนินงานทำการขุดค้นคลี่คลายอย่างไม่หยุดยั้ง
แต่เวลาพลบค่ำถึงเที่ยงคืน คือ ๒๔.๐๐ นาฬิกา จึงลงเอยกันได้
จิตมีกำลังขึ้นมาอย่างประจักษ์ สามารถคลี่คลายธาตุขันธ์
จนรู้แจ้งตลอดทั่วถึงทุกขเวทนาที่กำลังกำเริบขึ้นอย่างเต็มที่จากโรคในท้อง
โรคก็ระงับดับลงอย่างสนิท จิตรวมลงถึงที่ในขณะนั้น
ขณะนั้นโรคก็ดับ ทุกข์ก็ดับ ความฟุ้งซ่านในใจก็ดับ...”

ด้วยความห้าวหาญในธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทฺตโต
ทำให้ชนะต่อโรคทางกายได้ด้วยธรรมโอสถ
ท่านได้พำนักในถ้ำสาริกา เป็นเวลาถึง ๑ ปี
ก่อนที่จะต้องเดินทางกลับไปยังภาคอีสาน
เพื่อแนะนำสั่งสอนพระเณรและฆราวาสต่อไป
ท่ามกลางความอาลัยของมนุษย์และเทวดา
ที่ได้ทำบุญและฟังธรรมจากท่าน ณ ถ้ำสาลิกาแห่งนี้

โดย เทียบธุลีwww. dlitemag.com





Free TextEditor




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2554 18:47:47 น.
Counter : 172 Pageviews.  

เหนือคำพูด


เหนือคำพูด


อุบาสกผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง สนทนากับหลวงปู่ว่า "กระผมเชื่อว่า
แม้ในปัจจุบันพระผู้ปฏิบัติถึงขั้นได้บรรลุมรรคผลนิพพานก็คงมีอยู่ไม่น้อย
เหตุใดท่านเหล่านั้นจึงไม่แสดงตนให้ปรากฏ
เพื่อให้ผู้สนใจปฏิบัติทราบว่าท่านได้บรรลุถึงคุณธรรมนั้นๆ
แล้ว  เขาจะได้มีกำลังใจและมีความหวัง
เพื่อเป็นพลังเร่งความเพียรในทางปฏิบัติให้เต็มที่"


หลวงปู่กล่าวว่า


"ผู้ที่เขาตรัสรู้แล้ว
เขาไม่พูดว่าเขารู้แล้วซึ่งอะไร
เพราะสิ่งนั้นมันอยู่เหนือคำพูด
ทั้งหมด."







Free TextEditor




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2554 18:56:14 น.
Counter : 113 Pageviews.  


ตื่นรู้
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เมตตากรุณา สร้างสันติภาพภายใน และให้โลก
TOP
Friends' blogs
[Add ตื่นรู้'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.