...Chansuwan Villa... ยินดีต้อนรับสู่หมู่บ้านจันทรสุวรรณวิลล่า บ้านกลางสวนมะพร้าว หาดขาวทะเลเขียว ฟ้าสีครามเมฆปุยขาว
Group Blog
 
All blogs
 

บุพเพสันนิวาส ภาพประวัติศาสตร์ช่วงเหตุการณ์ที่ออกขุนศรีวิสารวาจา ร่วมคณะราชฑูตสยามไปฝรั่งเศส

ปีใหม่นี้ นิยายสุดเลิฟเรื่อง บุพเพสันนิวาส ก็จะกลายร่างเป็นละครอย่างเป็นน้ำเป็นเนื้อสักที ไหนๆก็ต้องรออีกหลายเดือน กว่าพระนางจะลงตัว กว่าบทจะเขียนเสร็จ....อ่านอีกหลายรอบจนแทบจำเนื้อหากันได้แล้ว แต่ทว่า...มันยังมีช่วงเหตุการณ์หนึ่งที่แม่การะเกดคนเก่งของเราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ซึ่งมาวันนี้ จะเสริมความรู้ที่ได้จากการต่อยอดอ่านหนังสือเพิ่มเติมหลังจบนิยายจนได้เจอเล่มนี้ค่ะ ...เงาสยาม ยามผลัดแผ่นดินพระนารายณ์


เนื้อหาของเล่มจะเป็นเรื่องราวที่ฝรั่งเศสบันทึกเหตุการณ์สำคัญๆของสยามเพื่อส่งกลับไปรายงานยังฝรั่งเศส ตามนโยบายการส่งเสริมศาสนาคริสต์และแทรกแซงหาผลประโยชน์จากราชอาณาจักรในดินแดนตะวันออก ในส่วนข้อคิดเห็นต่างๆจึงเป็นมุมมองของฝรั่งที่พยายามจะมองและเห็นสยามในแบบที่พวกเขาเข้าใจและ(หลอก)ตัวเองอยู่ไม่น้อย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันอาจไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาคิดก็ได้ รายละเอียดฉบับสมบูรณ์ คงต้องต่อยอดไปหาอ่านกันต่อใน Pour la plus grande gloire de Dieu - รุกสยาม ในพระนามของพระเจ้า ,สำนักพิมพ์ Seuil, 1993)

มาดูรูปกันดีกว่าค่ะ โชคดีที่การเดินทางไปราชฑูตครั้งนี้ ประสบความสำเร็จมาก มีการบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้หลายแบบที่ฝรั่งเศส ทั้งภาพพิมพ์ไม้ และภาพเขียน รวมทั้งยังมีสำเนาเอกสารลายมือจริงของราชฑูตด้วยค่ะ ทั้งหมดนี้จัดแสดงไว้ที่ หอสมุดแห่งชาติ กรุงปารีส

ภาพเรือเข้าเทียบท่าที่เมืองแบรสต์ ต้น ค.ศ.ที่18
ที่มา: หนังสือ เงาสยาม ยามผลัดแผ่นดินพระนารายณ์


ภาพราชฑูตทั้งสาม โดยมี ออกพระวิสุทธสุนทร อยู่ตรงกลางภาพ บอกใบ้นิดนึงหากยังจำกันได้ว่า อุปฑูตนั้นมีอายุมากแล้ว คนสุดท้าย...ออกขุนศรีวิสารวาจา ตัวจริงเสียงจริงค่ะ
ที่มา: แหล่งเดียวกัน


ออกพระวิสุทธสุนทร (โกษา ปาน)
ที่มา: แหล่งเดียวกัน


ออกหลวงกัลยาราชไมตรี
ที่มา: แหล่งเดียวกัน

ออกขุนศรีวิสารวาจา ตัวจริงเสียงจริงของพระเอกบุพเพสันนิวาส
ที่มา: แหล่งเดียวกัน

ภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ยามคณะราชฑูตสยามเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่พระราชวังแวร์ซายส์ค.ศ.1686
ที่มา: แหล่งเดียวกัน


ภาพเขียนสีน้ำมัน คณะราชฑูตสยาม
ที่มา: แหล่งเดียวกัน

ภาพพิมพ์ไม้ ราชฑูตสยามและคณะผู้ติดตาม
ที่มา: แหล่งเดียวกัน

ออกพระวิสุทธสุนทร (โกษา ปาน) อีกอิริยาบถ ท่านเป็นที่ชื่นชมในความสุขุมและไหวพริบในการตอบคำถามของเหล่าขุนนางและสตรีชั้นสูงฝรั่งเศสเป็นอย่างยิ่ง
ที่มา: แหล่งเดียวกัน

ลายมือของราชฑูต ไม่ได้ระบุแจ้งว่าผู้ใดเขียน เป็นเอกสารจดหมายถึง เมอร์ซิเออร์ เดอ แซนเญอเล อัครมหาเสนาบดีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14
ที่มา: แหล่งเดียวกัน

เนื้อความหลักๆในการเจรจาของสยาม คือ การเสนอ เมือง สิงกอร์(สงขลา)เพื่อให้เป็นสถานีการค้า ของฝรั่งเศส ตามพระราชโองการของสมเด็จพระนารายณ์ ที่ให้ราชฑูตชักชวนทางฝรั่งเศสไปทำการค้าคานอำนาจกับ ชาวดัตช์ มหาอำนาจทางการค้าในยุคนั้น ในขณะที่ทางฝรั่งเศสกลับเห็นว่า เมืองสิงกอร์ ที่สยามเสนอให้นั้น ไม่สามารถเป็นที่มั่นอันสำคัญแก่ฝรั่งเศสในการตั้งสถานีการค้า เพื่อใช้ทดแทนเส้นทาง ผ่านเมือง ปัตตาเวีย มะละกา ช่องแคบซุนดาและมะละกา ที่เป็นของพวกดัตซ์ จึงอยากให้เปลี่ยนเป็นเมืองอื่นที่สำคัญยิ่งกว่า ซึ่งทางฝรั่งเศสนั้นต้องการเมืองมะริด และ เมืองบางกอกปากแม่น้ำเจ้าพระยาของราชอาณาจักรสยาม เพื่อที่ฝรั่งเศส จะได้เลี่ยงเส้นทางของพวกดัตซ์ดังกล่าว มาขึ้นบกที่เมืองมะริด แล้วขนผ่านมาบางกอกทางบก จากนั้นก็จะสามารถลงเรือไปค้าที่จีน ญี่ปุ่น และดินแดนตะวันออกไกลอื่นๆ ความประสงค์ถึงเมืองบางกอกของทางฝรั่งเศสในครั้งนี้ สร้างความหนักใจในการเจรจาบ่ายเบี่ยงของราชฑูตโกษา ปาน ยิ่งนัก
แม้ว่าคณะราชฑูตสยามชุดนี้จะได้รับเสียงชื่นชมในมารยาทอันงดงามยิ่ง แต่ก็มิวายที่จะโดนตั้งคำถามกึ่งเสียดสีและดูแคลนจากเหล่าสตรีและขุนนางชั้นสูงแห่งฝรั่งเศส อาทิเช่น ทัศนคติเรื่องความงามของชาวฝรั่งเศส ที่เห็นว่าสตรีชาวสยามนั้นน่าเกลียด ความยึดมั่นในความเชื่อทางศาสนาของฝรั่งเศส ที่ไม่เห็นศาสนาอื่นในสายตา และยังพูดจาหว่านล้อมราชฑูตให้คล้อยตาม เป็นเหตุให้ราชฑูตต้องใช้วาทศิลป์ในการเจรจาบ่ายเบี่ยงอย่างชาญฉลาด


ก็องสต็อง ฟอลคอน ผู้มีบทบาทต่อการจัดกำลังทหาร นักบวช และข้าราชการฝรั่งเศสที่จะร่วมเดินทางกลับมาพร้อมคณะราชฑูตสยาม
ที่มา: แหล่งเดียวกัน
ในการมาครั้งนี้ แม้ ก็องสต็อง ฟอลคอน จะไม่ได้ร่วมคณะมาด้วย แต่เขาเป็นผู้มีบทบาทแอบแฝงอย่างมากต่อ แผนลับ การจัดกำลังทหารและข้าราชการชาวฝรั่งเศสผู้จะร่วมติดตามคณะราชฑูตสยาม ผู้ที่เจรจาต่อรองแทนฟอลคอนก็คือ บาทหลวงเยซูอิต กีย์ ตาชาร์ด ผู้ดูแลคณะราชฑูตสยามในการมาฝรั่งเศสในครั้งนี้ แต่ภายหลังเหล่าขุนนางฝ่ายปกครองฝรั่งเศส ก็เห็นจะไม่ได้ไว้วางใจนายกรีก ฟอลคอน อย่างเต็มที่นัก จึงปรับเปลี่ยนกำลังทหารฝรั่งเศสที่แอบแฝงในรูปของบาทหลวงเยซูอิต(ปลอมแปลง)สิบสองรูปของฟอลคอน เป็น นักบวชตัวจริง ส่วน ผู้มีความสามารถเจ็ดสิบคน เพื่อการจัดวางในตำแหน่งสำคัญของประเทศ ภายใต้อำนาจบารมีของฟอลคอนในสยาม ก็ไม่มีการส่งมาในยามที่ราชฑูตสยามเดินทางกลับ เหล่านายทหารที่ร่วมขบวนกลับก็ได้รับคำสั่งอย่างกว้างๆ มิใช่เจาะจงให้ขึ้นตรงกับฟอลคอนเพียงผู้เดียว ดังจะเห็นได้จากในช่วงท้ายของชีวิตฟอลคอนเอง ก็ถูกนายทหารฝรั่งเศสหักหลังไม่ช่วยเหลือเขา ดังปรากฎในเนื้อหานิยายบุพเพสันนิวาสเช่นกัน
แม้ยามเดินทางกลับ ฝ่ายฝรั่งเศสก็ยังมีการจัดกระบวนเรือ โดยเปลี่ยนให้บาทหลวงตาชาร์ดและฑูตพิเศษ แยกเดินทางล่วงไปก่อนเมื่อถึงกลางทาง จนกระทั่งขึ้นฝั่งสยามก่อนเรือของคณะราชฑูตเพื่อไปพบฟอลคอนเพื่อให้เขาเห็นพ้องกับแผนการที่เปลี่ยนแปลงก่อนคณะราชฑูตจะขึ้นฝั่ง ด้วยการอ้างความเจ็บป่วยของผู้ร่วมเดินทางที่ต้องเร่งขึ้นฝั่งไปรับการรักษา ทำให้่ราชฑูต โกษา ปาน ไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถึงกับกล่าวหานักบวชเยซูอิตและฟอลคอนว่า คิดคดทรยศต่อตัวเขาและต่อสมเด็จพระนารายณ์ด้วยการ'ขายอาณาจักรสยาม' เลยทีเดียว (อ้่างอิงจาก เงาสยาม หน้า126)

ภาพพิมพ์สมเด็จพระนารายณ์ โดยศิลปินชาวฝรั่งเศส
ที่มา: แหล่งเดียวกัน

พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท ที่ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์เสด็จออกรับแขกเมืองและคณะฑูตจากฝรั่งเศส
ที่มา: แหล่งเดียวกัน

ตึกฝรั่ง ที่พักของ ฟอลคอน ที่เมืองละโว้ ไม่ไกลจากกำแพงพระราชวังที่ละโว้เท่าใดนัก
ที่มา: แหล่งเดียวกัน

แผนที่ เมืองละโว้ (Louvo)
ที่มา: แหล่งเดียวกัน

หากยังจำกันได้ ฉากขี่ม้าชมเมืองของขุนเดชและแม่การะเกดรอบๆเมืองละโว้ หลังจากที่พระเอกได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ในคืนที่มีการส่องกล้องดูดาวที่ลพบุรีด้วย


ภาพการลงโทษประหารชีวิต
ที่มา: แหล่งเดียวกัน
และในที่สุด ฉากสุดท้ายของชีวิต ก็องสต็อง ฟอลคอนก็เป็นดั่งที่เราได้อ่านกันในนิยายแล้วว่าได้ถูกล่อลวงออกไปเพื่อลงโทษประหารชีวิต สิ้นสุดอำนาจบารมีต่างๆที่เพียรสร้างโดยอาศัยฝรั่งเศสเป็นฐาน ในนิยายอาจบอกเราให้เห็นภาพเพียงรางๆว่ามีการฆ่าด้วยดาบ แต่จากภาพที่นักวิชาการฝรั่งเศสค้นคว้ามา พบข้อมูลว่า วิธีการลงโทษประหารชีวิตที่ฟอลคอนได้รับนั้น น่าจะเป็นทำนองเดียวกันกับภาพวาดจีนที่เห็นนี้ มีการผ่าท้อง และตัดร่างออกเป็นท่อนๆด้วย เป็นความตายที่น่าอดสูสำหรับขุนนางฝรั่งผู้มีอำนาจมากมายแห่งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ยามผลัดเปลี่ยนแผ่นดินเสียจริงๆ
รายละเอียดเหล่านี้ เป็นเกร็ดเสริมเหตุการณ์ในช่วงที่ขุนศรีวิสารวาจาจากแม่การะเกดคู่หมั้นไปไกลยังฝรั่งเศส เหตุการณืที่นางเอกแสนเก่งของเราไม่ได้มีส่วนร่วม แต่กระนั้นก็ทราบว่าเป็นคณะราชฑูตสยามชุุดที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศเป็นอย่างมาก เราได้มองเห็นประวัติศาสตร์สยามบางส่วน ผ่านสายตาศิลปินฝรั่งเศสที่ได้รับมอบให้บันทึกเหตุการณ์นั้นๆลงบนภาพพิมพ์ไม้และภาพเขียน ต้องยอมรับว่าฝรั่งเขาช่างแก่บันทึกกันเสียเหลือเกิน จึงได้มีหลักฐานประกอบมากมาย และทำให้ได้มีโอกาสเห็นใบหน้าพ่อเดช ขุนศรีวิสารวาจา พระเอกบุพเพสันนิวาส ในที่สุด




 

Create Date : 29 ธันวาคม 2554    
Last Update : 2 มกราคม 2555 1:04:27 น.
Counter : 6346 Pageviews.  

ขอรีวิวผลงานสี่เล่มล่าสุดของ จามรี พรรณชมพู ด้วยความรักอย่างสุดซึ้ง

นิยายของจามรี พรรณชมพูเนี่ย อ่านมาได้สักพักแล้วราวๆ 20 ปี ตั้งแต่แรกรุ่นอายุ 15 จนมาสามสิบกว่า ถึงตอนนี้มีเวลาจากงานประจำเหลือเฟือ จึงเริ่มเก็บผลงานทั้งเก่าและใหม่ของสี่นามปากกาของคุณป้าศรีเฉลิม สุขประยูร อันได้แก่ จามรี พรรณชมพู , วลัย นวาระ , นลิน บุศกร , และชมนาด ชวัลนุช ส่วนตัวแล้วชอบ จามรี มากที่สุด หวือหวาแต่ละเมียดละไมดีเหลือเกิน ส่วนชมนาดไม่ค่อยชอบนัก ยิ่งเรื่องที่ตัวเอกนางเอกแทบไม่ใช่คนไทย มันออกจะเหมือนหนังสือแปลเกินไป
เอาหล่ะ เข้าสู่เนื้อหาสี่เล่มล่าของ จามรี ดีกว่า เราแอบเรียกว่า "สี่หัวใจแห่งท่าเรือและโรงเลื่อย" ฮิๆเพราะทั้งหมดสี่เล่มนั้นมีท่าเรือมาเกี่ยวพันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เว้นที่เล่มสุดท้ายความโรแมนติกนั้นเกิดในโบกี้รถไฟ

หมอปิ่นดาว-พราวแสงพลอย-สร้อยสุมาลี-วจีรจนา

หมอปิ่นดาว สะใภ้ใหญ่ของตระกูล วาริธร เนื้อเรื่องนั้ ตอนแรกที่จะอ่านก็คิดว่าคงเป็นเรื่องสนุกๆในโรงพยาบาล แต่กลับกลายเป็นเรื่องราวความรักของคุณหมอพระเอกนางเอกที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลเล็กๆของพระเอกซะงั้น เล่มแรกนางเอกเป็นคนหน้าใหม่ หนีสามีเก่ามาหลบภัยและสร้างชีวิตใหม่ที่ พญาขามป้อม เจอหน้าพระเอกไม่ทันไร ก็ถูกจู่โจมด้วยการงับปากและจุมพิตอย่างดุเดือดซะแล้ว จามรีเขียนพรรณนาความงามของนางเอกน้อยลงในนิยายเล่มแรกนี้ แต่มากล่าวอ้างถึงความงามหนึ่งไม่มีสอง ของคุณหมอปิ่นในเล่มสองสามสี่ตลอดเลย โดยทั่วไปเนื้อหาความสัมพันธ์ระหว่างหมอเวธัสและปิ่นดาว ดูจะกระโจนมารักกันฉับพลันไปนิด แต่สำบัดสำนวนที่ตลกร้ายและเป็นตลกสถานการณ์ซะเยอะ ในเหุการณ์แปลกๆที่หมอปิ่นต้องไปพบเจอระหว่างออกตรวจคนไข้กับหมอเวธัส ทำให้ดูว่า จามรี คงอยากลดความหม่นขึ้งโกรธในความสัมพันธ์ระหว่างคู่ตัวเอกแบบเดิมๆลงไป ผลที่ได้ สำหรับเราแล้ว เราชอบบรรยากาศนิยายแบบที่จามรี สร้างสรรค์นี้อย่างที่สุด อ่านแล้วอารมณ์ดี แต่ก็ยังหวือหวาเร่าร้อนตามสไตล์ เพียงแต่ว่า พอลดเหตุความแค้นในระหว่างกันแบบเก่าๆลง พระเอกนางเอกของเรื่อง ก็ดูจะกระโจนใส่กันแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยซะงั้น ยิ่งมาบรรยายว่า ตระกูล วาริธร มีหมอเวธัสเป็นพี่ชายใหญ่ เขาเป็นคนที่ออกจะโทโสร้ายและปากจัด (แต่ไหง อ่านแล้วให้รู้สึกอยากเป็น หมอปิ่นดาว ไปซะทุกที) พระเอกอะไร้!ถูกนางเอกตบหน้ากลางบันไดซ่องเพราะไปพูดอวดตัวว่า เวลาอยากได้ผู้หญิง เขาไม่เคยต้องจ่าย! แต่พ่อก็ยังเฉย เดินไปตรวจคนไข้ทั้งๆที่มีรอยมือนางเอกปื้นใหญ่บนแก้มโดยไม่บ่นสักคำ ชีวิตรักของคู่พี่ใหญ่ของตระกูลออกจะราบรื่น เน้นความเป็นครอบครัวชาวคริสต์ที่อบอุ่น ในบรรยากาศงานฉลองคริสต์มาส แต่กระนั้นก็มีเหตุการณ์ที่นำพาให้เกิดความบาดหมางใจระหว่างพี่น้องกันด้วย เรื่องราวพาดพิงถึงตัวละครรอง ไวธพ น้องชายที่หลงรักหมอปิ่นดาวอีกคน (แถมยังหล่อเถื่อนแบบโจรสลัดอย่างจอห์นนี่ เด็ปป์ซะด้วย) ทำให้ต้องหาเรื่องต่อไปมาอ่านตามเรียงอย่างเลี่ยงไม่ได้ (เป็นความทรมานอย่างมากที่ต้องรอสั่งซื้อเล่มสอง"พราวแสงพลอย" ทางไปรษณีย์ เพียงเพราะเผลอลืมซื้อยกชุดไปเล่มนึงตอนขึ้น กทม.ไปซื้อที่สนพ.หรรษา) เนื้อเรื่องก่อนจบขมวดท้ายว่า จะเกิดเรื่องร้ายๆให้ตื่นเต้น ตามไปดูเล่มต่อไปดีกว่า...

พราวแสงพลอย สะใภ้รองของ วาริธร เมียกัปตันไวธพผู้แสนจะมุทะลุดุดัน แต่หล่อเถื่อนวายร้าย เริ่มเรื่องเป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้ไม่มีผิด (ที่คาดการณ์ก่อนจะได้หนังสือมาว่า พระเอกต้องช้ำรักจากปิ่นดาว แล้วแค้นใจที่พี่ชายปิดบังความลับในตระกูลไว้ราว5ปี)
ไวธพ จากบ้านตามสไตล์กัปตันซึ่งต้องไปท่องทะเลนานๆ แต่กลับเจอนางเอกในสถานการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบนเคบินเรือซะหน่อย หลังจากเหตุร้ายที่คร่าชีวิตลูกเรือมากมาย ไวธพไปหลบเลียแผลกายและใจที่บ้านสวนของน้องชาย ด้วยการเล็งการณ์ไกลของพ่อสื่อที่เป็นถึงศาสนาจารย์ ทำให้นางเอก พราว ได้มาอยู่ดูแลไวธพ ที่นี่น่ะเอง ด้วยอาชีพนักมายากลแสดงตามละครเร่ บุคลิกน้องพราวจึงดูออกก๋ากั่นและปากกล้าไม่แพ้หมอปิ่นดาว เพียงแต่ว่าปิ่นดาวออกจะเป็นผู้ใหญ่และสุขุมกว่า (แต่ก็โดนสามี คือหมอเวธัสแอบนินทากับน้องสะใภ้คนนี้ว่า เมียเขาน่ะ แทบจะพ่นไฟได้เลยหล่ะ!) พราวในตอนนี้ดูสู้ชีวิตเอามากๆ เพียงแต่จามรี ขาดการเล่าถึงชีวิตครอบครัวนางเอกไปสักนิด พื้นหลังครอบครัวนางเอกดูยากจนและหม่นเศร้า (เหมือนชีวิตของนางเอก มุก หรือ มณีสร ในเรื่องหมอเมืองเถื่อน) แต่ความสนุกอยู่ที่เจ้ากระต่ายแห้วหมูที่ทำให้ พราว เกิดเรื่องชวนขายหน้าบ่อยๆจนไวธพต้องวิ่งวุ่นมาช่วยเหลือ บทพิศวาสคู่นี้จึงดุเดือดด้วยบทสนทนาและท่าทาง เป็นครั้งแรกที่ผ่านตานิยายของจามรี ที่ให้นางเอกถีบพระเอกโครมเดียวร่วงจากเตียงเมื่อเขาเอ่ยปากฝากรัก ยังไม่พอน้องพราวยังก๋ากั่นขนาดขยำ "หลักฐาน"ประกอบซะด้วยแน่ะ....เฮ้อ!แรงส์ได้ใจ(และเซอร์ไพรส์มากๆค่ะ ป้าศรี
) เรื่องนี้เล่าเนื้อเรื่องการผจญภัยและเริ่มเอ่ยถึงปัญหาชีวิตคู่ได้อย่างน่าสนใจค่ะ เป็นเนื้อหาที่เติมให้นิยายของจามรีมีตัวตนในสังคมมากขึ้น ถ้าเรามีสามีเจ้าชู้อย่างไวธพล่ะจะทำยังไง? ยังดีที่มีครอบครัวฝ่ายชายที่น่ารักและเห็นอกเห็นใจสะใภ้ดีมาก ใครเป็นสะใภ้บ้านนี้คงมีความสุขจริงๆ จบเรื่องด้วยการเกิดเหตุร้ายแรงที่ทิ้งทวนให้ชวนสงสัยว่า ชีวิตรักของน้องชายคนเล็ก นายวิธาน ที่เป็นศาสนาจารย์ เนี่ย คงเรียบๆไม่หวือหวาเท่าไหร่? แต่กลายเป็นนิยายตอนที่สุดโรแมนติกไปแทน.....ว่าเข้านั่น

สร้อยสุมาลี ชื่อนางเอกนั้น ออกจะเรียบร้อย เริ่มเรื่องทิ้งเวลาปรับบุคลิกพระเอกจากเล่มสองไปกว่าปี มาเล่มนี้วิธาน แปลงร่างจาก ศาสนาจารย์หนุ่มอารมณ์ดี ไปเป็นพ่อค้าเร่ มาดสะดุดใจไปซะแล้ว เหตุการณ์ร้ายในท้ายเรื่องที่แล้ว ทำให้เขาออกร่อนเร่ไปด้วยรถแวน ระหว่างทางก็ทะเลาะกับพระเจ้าไปพลาง จนวันนึงในเวลาโพล้เพล้จวนฝนตก สาวน้อย สร้อยสุมาลีก็ได้มาหลบฝนอยู่สองต่อสองกับพ่อค้าเร่คนบ้า ที่บ่นบ้าอะไรก็ไม่รู้คนเดียว แถมยังกระโดดลงน้ำไปซะอีก ความที่นางเอกเรื่องนี้ออกจะแรกรุ่น เลยมีความอยากรู้อยากเห็นแบบสาวรุ่นน่ารักที่เติบโตในสังคมเล็กๆกลางขุนเขาและสายน้ำ แต่แวดล้อมไปด้วยผู้คนที่มีชีวิตรักโลดโผน ไม่ว่าจะเป็นคุณป้ายังสาวซึ่งเป็นแม่ม่ายทรงเสน่ห์ที่ชอบชวนหนุ่มๆเข้าห้อง ,แม่ที่ตอนนี้เป็นบ้ารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเนื่องจากถูกภรรยาหลวงกีดกัน ,เพื่อนสาวที่พยายามจะมีรักเสรีกับหนุ่มดาราละครเร่อย่างเอาเป็นเอาตาย เป็นต้น ทำให้ วิธานหรือนายพ่อค้าเร่ เชิด วิเชียร นั้นไม่สงสัยเลยว่าทำไม แม่สาวน้อยสร้อยสุมาลีของเขาจึงน่าจะเป็น สาวรักเสรี ไปด้วยอีกคน จุดเปลี่ยนแปลงคือการแจ้งประกาศคนหายของตระกูลวาริธร ทำให้วิธานต้องหนีและหนีบ สร้อยสุมาลี มาระเหเร่ร่อนด้วยกันช่วงสั้นๆ บทพิศวาสที่เกิดขึ้นในรถแวนนี่ออกจะโรแมนติกแกมตลก เพราะแม้นางเอกจะยืนยัน(ในที่นี้คงจะ นอนยัน เสียมากกว่า) ว่าตัวเองนิยมรักเสรีฟรีเลิฟ ซะจริงๆ แต่ทำไรไม่เป็นเลยสักกะนิด พ่อพระเอกก็แสนดีเมื่อได้แล้วก็กลัวหล่อนจะไปมีรักเสรีกับใครที่ไหนต่อ เลยตามรับผิดชอบน้องสร้อยซะนี่ ฉากฮาๆก็เลยเกิดเมื่อตอนที่พระเอกรับรู้ว่านางเอกเป็นสาว'ไม่เคย' มาก่อน แต่กลับมีปฏิกิริยาชวนให้นางเอกกลุ้มใจ ทั้งสบถ ทั้งพึมพำชื่อหญิงอื่น แถมยังคว้าเสื้อมาใส่ในอาการแบบกระชากกระชั้น มองนางเอกตาขวางแล้วกระโดดลงไปโช้งเช้งขว้างจานชามขึ้นฟ้า แว่บนึง ที่สร้อยสุมาลีเห็นแหวนแต่งงานแล้วรีบถามไปว่า "มีเมียแล้วมาหลอกเค้าทำไม" วิธานกลับตอบสวนไปทันควันว่า "เมียตายแล้ว ชั้นเป็นพ่อม่าย" เป็นใครก็คงเครียดถึงกับกรี๊ดลั่นแบบสร้อยสุมาลีได้เหมือนกันนะนี่ หลังจากอลวนไปมาเพราะแม่เพื่อนซี้ของสร้อยสุมาลีทำพิษไว้ ชีวิตรักที่ระหกระเหินของคู่นี้จบลงด้วยความสุขแบบน่ารักๆ พระเอกออกจะเป็นชายในฝันแบบที่ จามรีไม่ค่อยเขียนถึงบุคลิกนี้สักเท่าไหร่ นี่ถ้าไม่มีฉากหวือหวาก็พอจะหลอกใครๆว่าเป็นนิยายของ นลิน บุศกร หรือแม้แต่ วลัย นวาระ ก็ยังได้เลย ตอนจบน่ารักมาก มีคุณป้าจอมเคร่งศาสนาแต่ชอบจับผิดมาเม้าท์พ่อศาสนาจารย์กับสะใภ้ใหม่วาริธรแบบเผาขนเป็นการทิ้งท้าย แถมจามรียังหยอดให้ติดตามชีวิตรักน้องนุชสุดท้องของตระกูลวาริธรอีกด้วย ทำให้การหยิบนิยายเล่มจบมาอ่านทันที ช่างเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างง่ายดาย

วจีรจนา ใครนะที่ชื่อนี้? คงต้องทั้งสวยทั้งช่างเจรจาเป็นแน่แท้ ในเล่มก่อนๆ มีบทพูดถึงน้องเล็ก "วจี" ไว้ประปราย บุคลิกออกจะคุณหนูๆแต่คงไม่บอบบาง อย่าง หนูตุ๊กตา ภัทริน ใน"ตุ๊กตาเจียระนัย" หรอกนะ เปิดเรื่องมาก็หนีงานแต่งซะงั้น แถมขึ้นโบกี้รถไฟไปกับหนุ่มที่ไหนก็ไม่รู้ จามรีบรรยายความสวยงามของสาวน้อยวจีไว้อย่างน่ารัก ที่น่าสนุกคือพื้นนิสัยช่างจินตนาการและออกจะเพ้อ(เจ้อนิดๆ)แต่แสนจะน่าเอ็นดู ชวนให้ กวิน หนุ่มนักธุรกิจผู้มีชีวิตที่ออกจะเรียบง่าย ตกหลุมพรางความเจ้าเล่ห์แก่นเซี๊ยวและเอ็นดูสาวน้อยคนนี้ได้ในเวลาเพียงวันสองวันที่อยู่ด้วยกัน ดีนะที่จามรีพอจะพรรณนาโฉมพระเอกได้น่าสนใจอยู่บ้าง หลังจากอ่านมาสามเล่ม บุคลิกห้าวเถื่อน ทั้งสูงใหญ่และมาดร้ายของสองพี่ชายคนโตและคนรอง แทบจะข่มหนุ่มๆคนอื่นไปหมด ต้องยอมรับว่า วิธาน ได้บุคลิกที่อบอุ่นและเข้าอกเข้าใจหญิงมาทดแทน ทำให้นึกรักได้ไม่ยาก แต่การเขียนถึงหนุ่มนอกตระกูลเช่น กวิน ผู้ที่เข้ามาเป็นเขยขวัญของวาริธรนั้น ออกจะยากสักหน่อยที่จะทำยังไงให้เด่นขึ้นมาได้ จามรีใช้สถานการณ์ที่พระเอกกวิน ต้องตกกระไดพลอยโจนตามนางเอกวจี และบทโต้ตอบน่ารักๆปนกวนๆของพระเอกที่โต้ตอบความแก่นเซี๊ยวของวจีได้อย่างไม่แพ้เปรียบ บทสนทนาฮาๆของเรื่องนี้มักเกิดจาก จินตนาการและการมองโลกแบบไร้เดียงสาแต่เอาแต่ใจของนางเอก ตัวอย่างเช่น เมื่อวจีสามารถตกลงใจที่จะแต่งงานกับ กวิน ระหว่างรถไฟแวะจอดตามสถานีย่อย เพื่อมีสถานะหลุดพ้นจากการดูแลของบรรดาพี่ชาย ส่วนกวินจะได้ผลประโยชน์จากหลักประกันในการเกี่ยวดองกับตระกูลวาริธร ที่มั่งคั่ง เพื่อนำพาให้การเจรจาขยายธุรกิจของเขาง่ายดายขึ้น ไม่นาน วจีถูกกวินทิ้งให้นั่งรอในโบกี้รถไฟ เมื่อเขาตระหนักได้ว่าสาวน้อยจะไม่ยอมให้เขาล่วงเกินถ้าไม่เต็มใจ มีการตกลงว่า เมื่อไหร่ที่หล่อนพร้อมจะมีลูกกับเขา วจีจะมาบอกเอง แต่เพียงไม่นานหลังจากที่ผละจากวจีมาเล่นไพ่โป๊กเกอร์ที่ตู้เสบียง หล่อนก็ดื่มเหล้าย้อมใจแล้วมาตามหาเขาพร้อมกับประกาศโพล่งกลางผู้คนว่า หล่อนพร้อมที่จะมีลูกกับเขาแล้ว กวินอับอายจนพูดไม่ถูก มิหนำซ้ำวจียังลากข้อมือเขากลับโบกี้ เมื่อไปถึง หล่อนก็กางแขนหงายหลังลงเตียงยิ้มแย้มพร้อมกับกล่าวว่า "เริ่มได้เลย" ส่วนกวินหลังจากพูดไม่ออกไปสักพัก เขาก็เริ่มต้นหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
วิธีการที่นางเอก วจีรจนา แย่งแฟน เขามาแบบก็แปลกแล้ว พระเอกกลับเออออตกลงง่ายๆซะงั้น การณ์กลับกลายเป็นว่า ชีวิตรักเก่าเดิมของ กวิน ช่างเป็นเรื่องจำยอมและหดหู่ซะเหลือเกิน! การได้มารักกับวจีรจนา เลยกลายเป็นแสงสว่างที่ฉายโชนให้ชีวิตเขาโรจน์เรืองขึ้นมา ทำให้ กวิน ตัดสินใจเสี่ยงก้าวออกมาจากแผนชีวิตที่ปลอดภัยของตัวเอง มาร่วมชีวิตกับสาวน้อยแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันได้ไม่นานนี้จนได้ ขอติงว่า เนื้อเรื่องตอนท้ายเกี่ยวกับความวุ่นวายเกี่ยวกับพ่อขี้เมาของพระเอกกับความสัมพันธ์กับแฟนเก่าของ กวินนั้น ช่างยุ่งเหยิงสับสน! จามรีผลักให้นางเอกวจี ปรับบุคลิกปุบปับรองรับอารมณ์ผกผันของพระเอกในช่วงท้ายแบบหน้ามือเป็นหลังมือ การเขียนถึงปัญหาชีวิตคู่ของพี่ไวธพและพี่สะใภ้พราว ทำให้นิยายเล่มท้ายนี้ดูมีความจริงจังเข้ากับสังคมจริงมากขึ้น (แม้ว่าเรื่องราว น่าจะไม่ใช่ในยุคสมัยนี้ เพราะโรงเลื่อยกับการเดินทางโดยโบกี้รถไฟส่วนตัวที่แสนจะหรูหราของ กวินนั้น ชีวิตจริงคงทดแทนด้วย โรงงานอุตสาหกรรมทันสมัยและสายการบินภายในประเทศที่พรั่งพร้อม) การเขียนถึงปัญหาครอบครัวที่ตัวเอกเล่มสองเผชิญและให้เหล่าพี่น้องและมารดาของนางเอกสอนชีวิตในครอบครัวทำได้อย่างน่าทึ่ง ไม่บ่อยนักที่จะมีเรื่องราวครอบครัวสอดแทรกไว้ในนิยายของจามรี อ่านแล้วก็อดรักและอิจฉาน้อง วจี ไม่ได้ มีพี่สะใภ้สวยน่ารัก พี่ชายสุดเท่และใจดี แถมยังได้สามีที่เข้าใจในนิยามการใช้ชีวิตแบบเพี้ยนๆของเธออีกต่างหาก แม้จะไม่ถูกใจนักกับเรื่องวุ่นๆท้ายเล่มแต่ก้อยอมรับว่าเล่มนี้จบเรื่องได้สวย การให้วจี รจนาจดหมายถึงมารดาที่ออกเรือนรอบสอง ไปอยู่ต่างประเทศด้วยสำนวนน่ารักๆตามสไตล์นักเขียนสาวน้อยของเธอ ทำให้เรื่องราวจบอย่างโรแมนติกที่สุด ในยุคที่เราอาจเขียน twitter สั้นๆถึงเครือญาติ หรือมี blogและ facebook ที่บรรยายชีวิตประจำวันอย่างสมัยนี้กันแล้ว




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2554 19:50:31 น.
Counter : 4849 Pageviews.  


noksamui
Location :
สุราษฏร์ธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add noksamui's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.