Once upon a time ...
Group Blog
 
All blogs
 

อียิปต์ วันที่ห้า

Tue 15 Apr 08 Day 5

ตื่นมากินมาม่ากับไข่ต้มของเขา แล้วก็เอาขนมปังแท่งๆใส่ถุง (โชคดีที่เตรียมถุงพลาสติกใสไว้) เอาแยม เนย ชิ้สใส่ถุงเสบียง ตามด้วยไก่ย่างที่ย่างและสับไว้ตั้งแต่เมื่อคืน รถมารับเราที่โรงแรมเนเฟอตีตีตอน 7.30 am คนของโรงแรมบอกพวกเราว่าทุกอย่างจ่ายไปหมดแล้ว พวกเราไม่ต้องจ่ายค่าอะไรเพิ่มเติมอีกเว้นแต่ค่าเข้าสถานที่ ส่วนคนขับรถ ไม่จำเป็นต้องจ่ายอะไรให้อีก เว้นแต่เราเห็นว่าเขาทำหน้าที่ได้ดีจนอยากให้ทิป อันนี้ก็แล้วแต่ เออ...เข้าทีแฮะ

ขบวนรถมีทั้งรถบัสคันใหญ่และรถตู้ ตั้งขบวน Convoy กันโดยมีรถตำรวจนำ ขบวน VIP นี่มันเป็นอย่างนี้นี่เอง คือผ่านตลอด ทุกทางแยกจะมีคนถือปืนยืนเฝ้าระวังไว้ เป็นอย่างนี้ไปตลอดทาง รถทุกทางแยกจะต้องจอดรอให้ขบวนเราผ่านไปก่อน หรือจริงๆคือ เส้นทางสายนี้มันอันตราย ???

พวกเราไปถึง Abydos กันตอน 11 โมงเช้า เข้าไปที่ Temple of Seti เสียค่าเข้าคนละ 15 L.E. ที่นี่รูปสลักมีสีด้วย แถมในวิหารก็เย็น เดินได้เรื่อย ๆ อย่างเพลิดเพลิน ดูรูปสลักของครอบครัวท่านโอซิริสไปซะจนจำได้ติดตา ก็ที่เมืองนี้ ฟาโรห์และขุนนางจะมานมัสการเทพโอซิริส (ที่มีภรรยาเป็นเทพไอซิสและมีลูกเป็นเทพฮอรัส) ฟาโรห์เซติที่ขึ้นมาปกครองหลังยุคอัคนาเตน (หญิงกลางเรียกรูปปั้นของท่านว่าเด็กแนวตอนไปที่ Egypt Museum) โดยหวังกู้ความเชื่อทางศาสนากลับคืนมา ท่านสร้างยังไม่เสร็จดี ลูกของท่านคือ รามเสสที่สองก็มาช่วยสร้างลานวิหารและเสาระเบียงริมทางเดินต่อ



ครอบครัวที่มีท่านโอซิริส (ขวามือ ถือตะขอกับไม้นวดข้าว) เทพไอซิสและเทพฮอรัส (หัวเหยี่ยว)



รูปที่เทพไอซิสหยิบยื่นสัญลักษณ์ของความเป็นนิรันดร์ (Ankh) ให้กับฟาโรห์

ออกจาก Abydos ไปต่อกันที่ Dendara ระหว่างนั้นกินไก่และขนมปังจากถุงเสบียงกันในรถนั่นล่ะ เราเห็นพวกฝรั่งที่เขานั่งรถบัสขบวน convoy เดียวกับพวกเรา เขามีอาหารกล่องที่ทางทัวร์จัดให้ ใครจะได้กินอาหารอย่างที่อยากกินเหมือนพวกเราล่ะ

ถึง Dendara ตอนบ่ายโมง เมืองนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างลักซอร์กับอาบีดอส เสียค่าเข้าคนละ 15 L.E. ที่นี่เป็นวิหารของเทพฮาเธอร์ (แฟนของคุณฮอรัสเขาน่ะ) ซึ่งเป็นเทพแห่งท้องฟ้าและต้นไม้ รวมทั้งมีพลังในการรักษาโรคด้วย
ที่หน้าวิหารบอกว่ามีเสาอยู่ 24 ต้นซึ่งหมายถึงจำนวนชั่วโมงในแต่ละวัน หน้าของเทพฮาเธอร์ถูกทำลายไปเยอะแล้วแต่เขาบอกว่าที่นี่มีความสมบูรณ์ครบถ้วนในแง่ของตัววิหาร กำแพง ประตู บันได หอสวดมนต์



รูปบนเพดานในวิหาร มีหน้าเทพฮาเธอร์กลับหัวอยู่

เราเดินตามทางเล็กๆด้านข้างของวิหารวนขึ้นไปเรื่อยๆ ผนังมีการสลักรูปเป็นเรื่องราวไปตลอดทาง คาดกันว่าทางเดินนี้น่าจะทำไว้ให้นักบวช เดินไปจนถึงข้างบนก็เจอห้องห้องหนึ่งที่ทำให้พวกเราหยุดมองกันได้นาน เป็นรูปสลักเกี่ยวกับความตายที่เรายังไม่เคยเห็นกัน คือ ฟาโรห์นอนบนเตียง มีกาบินอยู่เหนืออก มีเทพอานูบิสอยู่ที่ปลายเตียง เสียดายที่ภาพไม่ชัดเพราะมือไม่นิ่งพอ ตรงเพดานเป็นเทพนุท หรือเทพแห่งท้องฟ้าทอดตัวยาวเป็นสีฟ้าชัดเจน พวกเราหลงไหลยืนดื่มด่ำกับบรรยากาศในห้องนี้จนถูกไกด์ต่างชาติดูถูกเอาว่าแอบฟังเขาอธิบาย เออนะ เขามีสิทธิอะไรมากำหนดเวลาให้ใครยืนอยู่ตรงไหน นานเท่าไหร่น่ะ จริงๆคือเขาเจอเราหลายห้องแล้ว แต่ฉันไม่ได้พิศวาสแอบฟังเธอจริงๆนะ หนังสือพวกเราก็มีพออ่านหรอกเฟ้ย

ยังต้องสู้รบปรบมือกับไกด์ท้องถิ่นหรือคนเฝ้าวิหารนั่นล่ะ มาเดินตามบอกจะพาไปดูโน่นดูนี่เพราะเขาเห็นว่ากลุ่มเราไม่มีไกด์มาชมไง เราบอกว่าไม่ต้อง We don’t need tour guide, thank you. เขาก็ยังไม่ฟังอยู่ดี เดินตามอยู่นั่นล่ะ กลิ่นตัวคุณพี่ก็ใช่ย่อย กระจายกลิ่นยาสูบผสมกับกลิ่นที่ท่าทางไม่ค่อยได้อาบน้ำมาเป็นระยะ ช่วงที่เราเดินกันเองแล้วไม่เจอคนกลุ่มอื่น มีคนพวกนี้มาเดินตามก็รู้สึกไม่ค่อยจะปลอดภัยเท่าใดนัก กลัวจับหมกอยู่ห้องใต้ดินน่ะ ตอนนั้น เรากับหญิงใหญ่เดินด้วยกัน ส่วนหญิงกลางไปกับหญิงเล็ก

ที่นี่หลายห้องก็ยังมีสีสันอยู่บ้าง เวลาดูรูปสลักที่เป็นสี เหมือนจะเพลินและดูได้นานกว่าที่ไม่ใส่สี เอ..หรือจริงๆคนเราชอบอะไรที่ใส่สีมากกว่าไม่ใส่สีนะ จะฟังข่าวก็ขอพวกใส่สีซะหน่อย จะได้ฟังแล้วตื่นเต้น น่าติดตาม

ด้านหน้าเป็น The Roman Birth House ทำไว้สำหรับเด็กแรกเกิด ขอให้เทพฮาเธอร์คุ้มครอง สร้างขึ้นในยุคคลีโอพัตรา

ดูเสร็จก็กลับ Luxor เราขอให้คนขับแวะส่งเราที่ Luxor Museum เพื่อเข้าดูพิพิทธภัณฑ์ต่อ โชคดีมากที่พิพิธภัณฑ์ปิดช่วงบ่ายแล้วมาเปิดช่วงเย็น รู้สึกว่าเปิดตอน 5-10 pm นะ ทิปให้คนขับรถวัยรุ่นไป 10 L.E. แล้วเสียค่าเข้าไปคนละ 35 L.E. ที่นี่ห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด (แต่มีคนเฝ้าบางคนมาถามเราว่า อยากถ่ายรูปมั้ย ฉันรู้หรอกว่าเธอจะมาไม้ไหนก็เลยบอกไปอย่างหยิ่งๆว่า ไม่อยาก เพราะถ้าถ่ายเมื่อไหร่ก็ต้องยัดเงินให้คนพวกนั้นไง) ลักษณะการจัดแสดงก็ดีนะ เราว่าของที่นี่น่าดูกว่าที่ Nubian Museum แต่เสียดายที่เวลาเรามีไม่มาก

กว่าจะออกจาก Museum ก็ 2 ทุ่มกว่าไปแล้ว เรียกรถ Taxi จะกลับโรงแรม รถม้าคันเดิมที่เคยรับพวกเราไปที่มหาวิหารคานัคเข้ามาถาม (ดูๆแล้วทำไมเมืองนี้ คนไม่ค่อยเยอะนะ เดี๋ยวก็เจอคนขายไก่ นี่ก็เจอเด็กขี่รถม้า) เขาเสนอ 20 จนเหลือ 10 L.E. พวกเราให้แค่ 5 L.E. ขาดตัวไม่ยักมีใครไปแต่มีแท็กซี่คันหนึ่งยอมให้ ระหว่างที่รอเขาไปเอารถ คนขับรถม้าอีก 2 รายก็ยอมให้ในราคา 5 L.E. เสียใจด้วยเพราะสายไปเสียแล้ว

คนขับแท็กซี่ถามว่าเรามาจากไหนกัน เอ...ประเทศไหนดีนะ เวียตนามก็แล้วกัน เหตุคือว่า หญิงกลางบ่นว่าเดินไปไหนกับเรา ผู้คนชอบคิดว่าเราเป็นคนญี่ปุ่นอันดับแรก พอบอกไม่ใช่ก็จีนชัวร์ ก็ไม่ใช่อีก เขาเลยไล่ต่อว่างั้นไทย แสดงว่าคนไทยมาเที่ยวเยอะ ไม่ใช่อีกเพราะเดี๋ยวคิดว่าเราเงินหนา พอไม่ใช่เลยจะเอาประเทศไหนดีนะ บางทีก็อินโด บางครั้งก็เวียตนาม ไม่ก็กัมพูชา ไปเรื่อยๆแถวประเทศอาเซียนนี่ล่ะ

กลับมาที่คนขับแท็กซี่ต่อ เขาถามว่าพูดภาษาอังกฤษได้มั้ย เราบอกว่า little…very little เขาเลยเงียบๆไป คงคิดว่า very little แล้วจะคุยอะไรดี เขาถามว่ามาที่นี่ครั้งแรกหรือเปล่า เราบอกว่าครั้งแรกและอาจจะเป็นครั้งสุดท้าย ยังไม่แน่ใจเพราะที่นี่ประทับใจมาก ซื้ออะไรก็มีหลายราคาแล้วแต่อยากจะตั้งราคาไหน เจอนักท่องเที่ยวก็ขูดรีดกันเต็มที่ ราคาตามใจตัวเองแบบนี้ อีกทั้งเรียกทิปกันทุกที่ เลยอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะมาที่นี่ พูดแบบไม่เว้นช่วงให้หยุดหายใจกันนั่นล่ะ หญิงเล็กกระซิบว่า นี่ very little ของแกเหรอ

เขาเงียบไปแล้วบอกว่า จริงๆแล้วเขาไม่ใช่คนขับรถแท็กซี่ แต่เขาเป็น tour guide พวกเราเลยหยุด ชะงัก แล้วก็รีบปรึกษากันว่ายังมีเรื่อง West bank ที่ยังไม่ได้จัดแจงให้เสร็จ เลยถามเขาว่าถ้าเราเช่ารถคันนี้ไป West Bank พรุ่งนี้ล่ะ เขาคิดเท่าไหร่ เขาถามว่าไปไหนบ้าง พวกเราไล่ๆกันแล้วก็มี Valley of the King, Hatshepsut Temple, Valley of the Queen, Ramaseum, Memnon เวลาที่จะเช่ารถก็ประมาณ 7 am – 4 pm เขาบอกมา 150 L.E. อุ๊ย..ถูกจัง เพราะถ้าไปกับทางโรงแรมต้องเสียคนละ 80 L.E. แน่ะแต่ว่าอันนั้นเป็นรถแอร์ อันนี้ลมธรรมชาติ หญิงเล็กขอเป็น 100 L.E. แต่เขาให้ได้ 120 L.E. (มาคุยกับฝรั่งชาวนิวซีแลนด์ที่โรงแรมทีหลัง เขาบอกว่าเขาเช่าได้ในราคา 90 L.E. ล่ะ ถูกกว่านี่)


นัดเวลากันแล้วก็เดินไปที่วิหารลักซอร์ จะไปดู Sound & Light แต่ปรากฏว่าวิหารปิดตอน 2 ทุ่ม เลยต้องเลื่อนเป็นพรุ่งนี้แทน แถม Sound ก็ไม่มีหรอกนะ มีแต่ light ให้เห็นเท่านั้น เลยเดินหาอะไรกินกันต่อ

วันนี้ไม่รู้จะกินอะไรกันดี เลยไปหาอาหารร้านหญิงเล็กแทน วันนี้เขามีไส้ถั่วเค็มๆมาให้ลอง อันละ 1.50 L.E. ซื้อกันมา 6 อันรวมกับไส้ผัก แล้วก็เดินไปร้านน้ำอ้อยที่ต่อราคาจนเด็กน้อยในร้านช่วยอ้อนวอนเจ้าของร้านให้ขายให้พวกเราในราคา 2 แก้ว 1 L.E. กินน้ำอ้อยคู่กับอาหารหญิงเล็ก อร่อยจัง

ซื้อน้ำเป็นเสบียงหลักสำหรับวันพรุ่งนี้ ส่วนที่เหลือ ไปรอเก็บขนมปังจากอาหารเช้าวันพรุ่งนี้แทน กลับมาถึงห้อง พบว่าเสื้อและกางเกงที่ตากไว้แห้งพอดี แต่ที่ไม่พอดีคือกลิ่นเพราะมีกลิ่นยาสูบที่เขาสูบกันหน้าโรงแรม (คนที่นี่เขาชอบสูบชิชาร์ สูบกันได้เป็นวันๆ ทั้งหนุ่มทั้งแก่) ลอยเข้ามารมควันกลิ่นเสื้อผ้าน่ะสิ เป็นสาวกลิ่นขี้ยาไปแล้วฉัน เตรียมจัดกระเป๋าเพื่อเช็คเอ้าท์ตอนเช้าวันพรุ่งนี้เพราะต้องรีบออกไป West Bank ตั้งแต่ 7 โมงเช้า




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 11 พฤษภาคม 2551 22:09:03 น.
Counter : 468 Pageviews.  

อียิปต์ วันที่สี่ / 2

ไปถึงมหาวิหาร Karnak ตอนบ่ายสามนิดๆ เสียค่าเข้าคนละ 25 L.E. แล้วก็ทำเวลาเพราะเขาปิดตอน 5.30 pm เดินกันอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะเก็บตามจุดต่างๆให้ครบ ฝ่ายวิชาการโดยหญิงกลางและหญิงเล็กเปิดหนังสือชี้ว่าควรจะเดินไปจุดไหน จุดไหน หญิงเล็กอ่านไปก็แปลไปว่าที่ตรงนี้คืออะไร พอผ่านแถวสฟิงส์ด้านหน้าเข้าไปเห็นเสาไพลอนเป็นร้อยต้นก็ตะลึง ที่เคยอ่านใน weblog ของใครมาว่า “เสาอวบอ้วน” มันเป็นอย่างนั้นจริงๆล่ะ



ผ่านแถวสฟิงส์ก่อนเข้าวิหาร



เสาอวบอ้วน เสาไพลอนเป็นร้อยต้นในวิหาร

เดินไปเจอห้องมืด แอบฟังไกด์ของกลุ่มอื่นเขาอธิบายว่าเป็นห้องที่ฟาโรห์กับนักบวชใช้เพื่อทำพิธีสำคัญ ที่นี่ก็มีรูปสลักบนกำแพงและตามเสา จนถึงเพดานที่มีการลงสีไว้ด้วย แต่รูปสลักหลายรูปถูกทำลายโดยการสกัดให้เป็นจุดให้พรุน เหลือแค่โครงรูปให้เห็น มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เดินไปทางด้านข้าง มีเชือกกั้นไว้แต่ตำรวจชักชวนคนญี่ปุ่นให้เข้าไป พวกเราเลยเดินตามเข้าไปบ้าง พอเดินเข้าไป ดูบรรยากาศชักไม่ค่อยดี เลยบอกกันว่าถ่ายกับรูปปั้นเสร็จแล้วฉีกตัวเดินกลับไปทางเดิมกันเถอะ ตำรวจคงอยากได้เงินถึงปล่อยเชือกให้พวกเราเข้าไป แล้วก็จะเจอแบบนี้อีกหลายที่ ส่วนไหนที่มีเชือกกั้นแล้วเขาถามว่าอยากดูมั้ย ถ้าอยากดูก็จะปล่อยเชือกให้พวกเราเข้าไป บางที่แถมคำอธิบายให้ด้วยแต่...ขอทิปด้วยนะ หญิงกลางบอกว่า คนเป็นหากินกับคนตายนะพี่

เราเดินผ่านไปที่สระน้ำศักดิสิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธี ยังมีน้ำใสอยู่ในสระ ใกล้ๆกันมีอนุเสาวรีย์ตัวสการาป Scarab เป็นตัวแมลงที่เกี่ยวกับการนำพระอาทิตย์ให้ขึ้นมาใหม่ทุกวันและโยงไปถึงการฟื้นคืนชีพ เห็นรูปตามหลุมศพ หญิงกลางบอกว่าถ้าเดินรอบตัวนี้ 7 รอบแล้วอธิษฐาน จะได้ตามที่ต้องการ แต่สิ่งที่จะอธิษฐานนั้นมีเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น เฮ้อ...จะขออะไรดีล่ะนี่เรา

หญิงเล็กหันมาถามเราว่า เธอจะขออะไร เราบอกว่าสิ่งที่เราต้องการมันยิ่งใหญ่เหลือเกิน ไม่รู้ว่าชาตินี้จะบรรลุเป้าหมายนั้นหรือเปล่า แต่ถ้าชาตินี้ไม่ได้ก็ขอให้ได้สักชาติไหนชาติหนึ่งก็แล้วกัน หญิงเล็กถามว่า แกจะขอสันติสุขให้เกิดกับโลกใบนี้หรือไง เออนะ ถ้าทุกคนร่วมกันขอสิ่งเดียวกัน โลกเล็กๆใบนี้คงจะเกิดสันติสุขได้บ้างล่ะน่า แต่เราว่า เอาแค่สันติสุขในใจเราก่อนดีมั้ยเอ่ย Live in Peace ก่อน Rest in Peace

สุดท้ายเราก็เดินตามๆกันไป ระหว่างเดินก็ตั้งจิตภาวนา ขอให้ ........


เสร็จจากการเดินอธิษฐานขอพรจาก scarab แล้วเราก็เดินไปทางข้างหลัง ดูรูปปั้น ดูสถานที่ในอดีตเป็นสวน...อะไรน้า จำไม่ได้แล้ว ก็ระหว่างทางที่เดินไป ฟังแต่หญิงเล็กอธิบายตลอดทางนี่นา

พวกเราทำเวลากันดีมากล่ะ เดินเสร็จตอน 5.30 pm พอดิบพอดี แล้วก็ยังเดินเล่นแถวนั้นอีก ตราบใดที่ยังไม่มีคนมาไล่ให้ออก เราเห็นเขาจัดเก้าอี้เตรียมแสดง light & sound ถามราคาแล้วตกหัวละ 60 L.E. แต่จากหนังสือที่อ่าน ที่วิหารลักซอร์ก็มีเช่นกัน แถมใช้ตั๋วใบเดียวที่เข้าชมวิหารนั้นดูได้ด้วย เราเลยคิดกันว่าไปดูที่นั่นก็ได้ ประหยัดดี

นั่งรถม้ากลับโรงแรม คนขับบอกว่าวันนี้ที่ไหนก็ไม่รู้ มีอะไรสักอย่าง แต่พวกเราไม่ฟังอะไรทั้งนั้น บอกว่าฉันจะไปที่นี่...เท่านั้นและจะไม่แวะที่ไหน...ทั้งนั้น พวกเรากลายเป็นพวกมองโลกในแง่ร้ายและไม่รับไมตรีจากใครไปแล้ว คนขับพาอ้อมไปอีกทางหนึ่ง พวกเราก็โวยวายนึกว่าเขาจะหลอกแต่จริงๆแล้วเขาถูกห้าม ไม่ให่ขี่กลับไปทางถนนเส้นเดิมเพราะมีขบวน convoy ปิดเส้นทาง เราเลยได้นั่งสงสารม้าไปอีกนาน เหมือนติดขบวนเสด็จเมืองไทยอย่างนั้นเลย ระหว่างที่อ้อมไปอีกเส้นทางหนึ่ง หญิงเล็กกลายเป็นนางงามจำเป็นเพราะนั่งคู่กับคนขี่ม้า แล้วผ่านไปทางไหนก็ต้องโบกมือรับเด็กๆข้างทาง เด็กๆที่นี่ชอบโบกมือ say hello กับคนต่างชาติ ไปที่ไหนก็เจอแบบเดียวกัน เด็กน่ะน่ารักนะ แต่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วชักรักไม่ลง

พอไปถึงใกล้โรงแรม เจ้าของรถม้าจอดแล้วบอกว่า 10 L.E. ค่ารถม้าตามที่ตกลงกันแต่เขาขออีก 10 L.E. ค่าเหนื่อยม้า โอ๊ย ... มุขแบบนี้จะไปหาจากที่ไหนได้อีก พวกเราบอกว่าให้ได้แค่นั้นล่ะ แล้วก็เดินจากมาอย่างรวดเร็ว

เราเดินหาข้าวกินกัน ที่เมืองนี้ยังดูมีอะไรให้กินมากกว่าที่อัสวาน หรืออาจเป็นเพราะเราไม่รู้แหล่งที่อัสวานก็เป็นได้ เดินไปเจอไก่ย่างร้านหนึ่ง ถามราคาแล้วเขาบอกว่าตัวละ 30 L.E. พร้อมขนมปังและสลัด

เจอร้านขายขนมปัง ถามราคาขนมปังแผ่นคล้ายโรตี คนขายบอกว่า 2 L.E. ยังไม่ซื้อในทันที ดูลูกค้าคนอื่นก่อนว่าเขาจ่ายกันคนละเท่าไหร่ แล้วก็พบว่าเขาจ่ายค่าขนมปังแบบนั้นแค่แผ่นละ 1 L.E. เลยขอให้เขาขายเราในราคานั้นด้วย

เดินไปเรื่อยๆ เจอร้านขายอาหารพื้นเมือง เป็นขนมปังแผ่นบางที่เขาผ่าเหมือนถุงเล็กๆแล้วก็ยัดใส้ผัก มีแตงกวา มะเขือเทศชิ้นเล็กๆด้วย ดูท่าทางคงอร่อยเพราะมีคนมุงซื้อกัน หญิงเล็กไปเจรจา เขาบอกว่าราคาชิ้นละ 2 L.E. ระหว่างนั้นพวกเราเป็นกองหลังไปถามคุณแม่บ้านที่ยืนคอยสามีว่าไอ้นี่น่ะมันราคาชิ้นละเท่าไหร่ คุณแม่บ้านบอกว่าชิ้นละ 0.75 L.E. เอาล่ะสิ เราเลยบอกหญิงเล็กว่าต่อให้เหลือ 1 L.E. นะ หญิงเล็กเก่งมาก เจรจากับคนขายจนได้ 1 L.E. ซึ่งเขาไม่ค่อยพอใจกับราคานั้นนักหรอก เขาบอกว่าแบบ 0.75 L.E. เป็นขนมปังอีกเกรดหนึ่ง แต่แบบที่ขายให้เราเป็นอีกเกรดหนึ่งว่าแล้วก็โชว์ขนมปังให้เราดูชัดๆว่ามันไม่เหมือนกัน ยังไงก็แล้วแต่ พวกเราได้กิน...... (เรียกกันว่าอาหารหญิงเล็ก) ในราคา 1 L.E. เดินไปหาไก่ย่างกิน ไปถึงอีกร้านก็พบว่า 30 L.E. ยิ่งกว่านั้นคือ คนที่บอกราคา หน้าตาเหมือนเจ้าของร้านที่เราเจอร้านที่แล้วเลย ไม่ใช่อภินิหารคู่แฝดหรอกนะแต่เป็นคนคนเดียวกันเลยต่างหาก น่ารักจริงๆนะคนขายไก่ย่าง

เดินไปอีกไกล เจอไก่ย่างครึ่งตัว 30 L.E. เขาบอกว่าของเขาตัวใหญ่ ร้านนั้นมีคนไทยเขียนในสมุดแนะนำที่ทางร้านขอให้ลูกค้าชาติต่างๆเขียนไว้ด้วย แต่เราก็เดินออก กลับไปร้านที่สองแล้วก็เจรจาต่อรอง ว่า 30 L.E. ไม่รวมค่าอะไรอีกแล้ว จริงๆนะ ตอนแรกจะสั่งเผื่ออาหารกลางวันของวันรุ่งขึ้น แต่...รอดูก่อนดีกว่าว่าเขาจะโกงเรามั้ย ไก่ก็กินได้นะ ว่าไปแล้ว คิดถึงไก่ย่าง 5 ดาวบ้านเรามากกว่า ถูกกว่าและอร่อยกว่า นี่นั่งกินไปก็นึกอยากได้ซอสพริกสักขวดมาแกล้มไก่จัง เขามีเกลือให้แต่มันไม่ได้รสชาดอย่างที่เราต้องการเลย มีขนมปังชืดๆราคาถูกให้เป็นตั้ง อยากกินเท่าไหร่ก็กินไป แต่พวกเรากินกันได้ไม่เยอะหรอก ส่วนสลัดที่ว่าก็คือแตงกวากับมะเขือเทศฝานใส่จานมาเท่านั้นเอง ไม่ได้มีน้ำสลัดหรืออะไรให้แกล้มมากกว่านั้น

กินเสร็จจ่ายเงิน 30 L.E. แล้วเลยสั่งไก่อีกตัว ให้สับแล้วใส่ถุงมาด้วย เอาไปกินเป็นอาหารกลางวันของวันรุ่งขึ้น (อีก 30 L.E.) เดินไปตามถนนคนเดิน ซื้อส้มได้ในราคากิโลละ 3 L.E. แพงกว่าอัสวานนิดหน่อยแต่ยังพอยอมให้ได้ ซื้อน้ำที่ร้านหนึ่งได้ในราคาขวดละ 2 L.E. ถูกดี (ร้านหน้าปากซอยบอกว่าขวดละ 5 L.E. พอเดินออกก็บอกว่า 2.50 L.E. ก็ได้) ส่วนของที่ระลึกก็แล้วแต่จะต่อราคากัน แต่เหนื่อยจังเลยซื้อของที่นี่...เราซื้อขวดน้ำหอมที่เป็นรูปอูฐ ต่อราคารวมแล้ว 5 ขวด 30 L.E. พอเขาเรียกอีกคนมาห่อของ เขาขอค่าห่ออีก 10 L.E. เรามองหน้าแล้วก็เดินออก เขาบอกให้กลับมาก่อน ยอมก็ได้ เสร็จแล้วบอกว่า 35 L.E. ก็แล้วกัน ห่อใส่กระดาษมีกล่องให้ด้วยแถมมีสก๊อตเทปพันอีกนะ น่ารักจริงๆคนที่นี่ เราทำท่าจะเดินออกอีกรอบ เขาเลยบอกว่า 30 ก็ 30 เหนื่อยใจเหลือเกิน คิดถึงเพลงพี่เบิร์ดจัง



วันนี้ซักผ้าอีกครั้ง ดีที่ค้าง 2 คืนเลยพอมีเวลาให้ผ้าแห้ง อย่างน้อยเสื้อผ้าที่เตรียมมาแค่ 5 ชุดก็ไม่ได้ใส่ซ้ำแล้ว






 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2551 7:00:12 น.
Counter : 503 Pageviews.  

อียิปต์ วันที่สี่ / 1

Mon 14 Apr 08 Day 4



ตื่นนอนมาดูแม่น้ำไนล์ที่ทอดยาวอยู่หน้าโรงแรม ทะเลทรายผืนเนียนละเอียดก็อยู่ตรงข้ามนั่นเอง เรือเฟลุกกาจอดเรียงรายอยู่ข้างแม่น้ำรอบริการนักท่องเที่ยว บรรยากาศตอนเช้ายังเงียบเชียบ ถนนแทบไม่มีรถวิ่งผ่าน แม่น้ำก็ให้ความรู้สึกสงบ แม่น้ำไนล์เป็นอย่างนี้ทั้งสายที่เห็นมา ใส สะอาด สงบ ซึ่งกับเจ้าพระยา เราไม่ยักรู้สึกอย่างนี้นะ

เราเก็บของกันลงไปที่ล๊อบบี้ เช็คเอ้าท์ห้องพัก ขอน้ำร้อนเขามานั่งกินโอวัลตินที่พกไปกับขนมปังของเขา เก็บขนมปังบางส่วนและแยมของเขาใส่ถุงเสบียงเพื่อไปกินกันตอนกลางวัน ปอกส้มเตรียมไว้เพื่อไปกินในระหว่างวัน แล้วก็ขึ้นรถแวนไปตั้งแถวเพื่อไปยังเมืองลักซอร์ เราจองรถที่จะไปยังวิหาร Kom Ombo วิหาร Edfu และเมืองลักซอร์ไว้ตั้งแต่วันแรกกับทางโรงแรม ค่ารถวันนี้ตกหัวละ 85 L.E.

ขบวนรถที่จะไปเมืองลักซอร์มีตำรวจนำไปตลอดทาง ไปไหนไปด้วยกัน ตั้งแถวแล้วก็ไปที่วิหาร Kom – Ombo ซึ่งเป็นวิหารที่บูชาเทพเซเบค (เทพจระเข้) ที่นี่เสียค่าเข้าคนละ 15 L.E. แต่เสียดายที่เขาให้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง น่าจะได้อยู่นานกว่านี้เพราะยังเดินดูไม่ทั่วเลย ออกจากที่นี่ก็ไปที่วิหาร Edfu ซึ่งเป็นที่บูชาเทพฮอรัส (เทพเหยี่ยว) เสียค่าเข้าคนละ 20 L.E. หญิงเล็กตรงไปยังห้องโสตฯ ก่อนเพื่อดูประวัติความเป็นมาของวิหาร ก่อนเข้าไปชมแต่ละที่ ถ้าเขามีห้องภาพยนตร์ให้ดูประวัติความเป็นมาของสถานที่ก็ควรจะเข้าไปดูก่อนเพราะพวกเราไม่ได้มีข้อมูลแน่นเท่าไหร่นัก พอมาดูมาฟัง เวลาเข้าไปในสถานที่ก็จะมีความเข้าใจมากขึ้น โดยปกติแต่ละที่จะใช้เวลาไม่นานนัก 5 นาทีโดยประมาณ แต่กลุ่มที่มีไกด์ส่วนตัวติดตามไปด้วยทุกที่ เขาคงไม่ต้องมาแสวงหาแบบพวกเราหรอกมั้ง





เทพเซเบค หัวเป็นจระเข้ และป้ายชื่อวิหาร ติดอยู่ซะบนเชียว



เทพฮอรัส

เสร็จจากวิหารคุณเหยี่ยวฮอรัสแล้วก็มุ่งตรงไปยังเมืองลักซอร์ พวกเรากินข้าวกินปลากันในรถเหมือนเคย ถุงเสบียงของพวกเรามีตั้งแต่ส้มอียิปต์รสจัด คุ๊กกี้จากเมืองไทย เส้นปลา ขนมปัง แยมและเนยจากโรงแรม น้ำเปล่า ไม่เคยเสียเงินซื้อของตามสถานที่ท่องเที่ยว เพราะน้ำขวดละ 2.50 L.E. ก็สามารถขึ้นราคาเป็น 5 L.E. ได้เมื่ออยู่ในสถานที่แบบนั้น กินกันได้กินกันดีแบบไม่ต้องอายเพื่อนร่วมทางในรถ วันนี้เราได้เพื่อนร่วมรถเป็นคนอินเดีย กลิ่นตัวคุณเธอแรงจนต้องนั่งกลั้นหายใจในบางที แต่เวลาพวกเราควักเสบียงกันที นึกเกรงใจพวกเขาหน่อยๆเพราะเสบียงพวกเราเยอะดีจัง แต่พวกเขามีคุ๊กกี้กันคนละแพ๊คเล็กๆน่ะค่ะ

แต่พวกเขาดีนะ สังเกตว่าคนขับอาจง่วงนอน เขาโน้มตัวข้ามที่นั่งพวกเราที่นั่งกันหน้าเขาไปตบไหล่คนขับแล้วถามว่าจะพักเช็ดหน้าเช็ดตาก่อนมั้ย ดูเหมือนจะง่วงนอน พวกเราไม่รู้เลย ก็กินอิ่มนอนหลับ แอร์ก็เย็นสบาย

ไปถึงเมืองลักซอร์ รถตู้พาพวกเราไปส่งใกล้กับโรงแรมเนเฟอตีตีที่หญิงกลางจองผ่านอินเตอร์เน็ตเอาไว้ เดินผ่านตลาดถนนคนเดินเข้าไปที่โรงแรมแล้วก็เช็คอิน เสียค่าโรงแรมรวมค่าบัตรเครดิตที่ถูกหักมัดจำตอนจองแล้วเป็น 364 L.E. ต่อ 2 คืน ได้พักห้องคู่ที่มีห้องน้ำในตัว เราถามเขาว่าในวันที่ 16 เมษา พวกเราต้องเช็คเอ้าท์ตั้งแต่เช้าเพื่อไป West Bank ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม ไปเที่ยวตะลอนๆ กลับมาตอนเย็นแล้วก็มาเอาของไปขึ้นรถไฟ จะขอเขาใช้ห้องน้ำอาบน้ำได้หรือเปล่า เพราะโรงแรมนี้ไม่เหมือนที่ Ismalia ที่ไคโร โรงแรมที่นั่นมีห้องน้ำข้างนอกที่เราใช้กันได้เลยแต่ที่นี่ไม่มี โชคดีที่เขายอมเปิดห้องนอน 1 ห้องให้เราใช้อาบน้ำในเย็นวันเดินทางได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม

โรงแรมแถวๆ สถานีรถไฟแบบมีห้องน้ำในตัวที่กลุ่มพี่ผู้ชายคนไทยที่เราเจอ ราคา 15 L.E. ต่อคนต่อคืนแถมอินเตอร์เน็ตให้ใช้ฟรี 1 ชั่วโมงด้วยมั้ง เราว่าพี่เขาหากันเก่งจัง รู้สึกว่าที่พักที่ลักซอร์เขาก็หาได้ในราคาถูก คือเขาไม่ต้องจองโรงแรมแบบพวกเราแต่เดินหากันเอง ซึ่งพวกเราคงทำแบบเขากันไม่ได้น่ะ เลยต้องจ่ายค่าประกันความเสี่ยงแพงกว่าไงล่ะ

เก็บของเสร็จก็เกือบบ่ายสามแล้ว ตกลงกันว่าจะไปไหนดี ยังมีที่ Abydos และ Dendara ที่น่าไป แต่เราจะเอาเวลาตอนไหนไปเดินมหาวิหาร Karnak ดี คุยกันไปคุยกันมา สอบถามโรงแรมเรื่องค่าเช่ารถไปที่ Abydos และ Dendara เขาคิดหัวละ 90 L.E. แต่พวกเราจะได้นั่งรถแวนเป็นส่วนตัวที่มีแค่พวกเรา 4 คน เลยจองรถผ่านทางโรงแรมเพื่อเดินทางไปทั้ง 2 ที่แล้วก็ออกจากโรงแรมไปเดินที่ Karnak

หญิงกลางบอกว่าถ้าเรียกรถตู้ได้ จะเสียคนละ 25 เปียส (1 อียิปต์ปอนด์มี 100 เปียส) แต่พอดีมีรถม้าวิ่งผ่านมา เขาเสนอราคาให้พวกเรารวมแล้ว 10 L.E. เออ...ไปก็ได้ เลยได้นั่งรถม้ากันเป็นครั้งแรก ม้าตัวเดียวแต่ลากพวกเราไป 4 คนรวมคนขับรถม้าด้วยเป็น 5 คน เก่งจริงๆ นั่งไปก็สงสารมันไป อยากมีน้ำหนักน้อยกว่านี้ อยากให้ถึงไวๆมันจะได้ไม่เหนื่อยมาก (กับพวกเรา)




 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2551 6:58:02 น.
Counter : 604 Pageviews.  

อียิปต์ วันที่สาม / 2

เรานั่งรถไปกันต่อที่ high dam เสียค่าเข้าชมคนละ 8 L.E. มีผู้ชายต่างชาติคนหนึ่งไม่ยอมเสีย เขาบอกว่าเขาไม่ได้อยากมาที่นี่ พอไปถึงเขาก็จะอยู่บนรถ ไม่ลงมาดูเขื่อน เถียงจนคนขับรถอ่อนใจ สุดท้ายยังไงไม่รู้สิ รู้แต่ว่าตอนผ่านด่านเข้าไป เขาไม่ได้เสียตังค์น่ะ

เขื่อนกั้นน้ำ Aswan High Dam ซึ่งสร้างโดยรัสเซียเมื่อปี ค.ศ.1960 และมาเสร็จตอนกลางปี ค.ศ.1968 ใช้เงินไปร่วมพันล้านเหรียญ เป็นเขื่อนขนาดยักษ์สูงถึง 365 ฟุต และยาว 3,280 ฟุต ขวางกั้นแม่น้ำไนล์ทั้งสาย ทำให้เกิดทะเลสาบ Lake Nasser ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกรียรติแก่ประธานาธิบดีของอียิปต์ Gamal Abdel Nasser เป็นทะเลสาบใหญ่มาก คือยาวถึง 200 ไมล์ และกว้าง 10 ไมล์ เรียกว่าในกระบวนทะเลสาบที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้ว มันใหญ่เป็นที่สองของโลก(ที่หนึ่งคือทะเลสาบที่เกิดจากเขื่อน Kariba Dam กั้นแม่น้ำ Zambesi ในประเทศ Zambia)

เขื่อนอัสวานสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มผลผลิตทางเกษตร และเมื่อติดตั้งเครื่อง Turbines 12 เครื่องเสร็จในปี ค.ศ. 1970 แล้วสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึงหมื่นล้านกิโลวัตต์ต่อปี ทำให้หมู่บ้านถึง 100 แห่งมีกระแสไฟฟ้าใช้เป็นครั้งแรก จึงพอเรียกได้ว่าโครงการเขื่อนกั้นน้ำแห่งนี้เป็นโครงการ "ลดความหิวโหย" ของชาวอียิปต์อย่างแท้จริง
(ลอกข้อมูลมาจาก //www.wonder7th.com อีกรอบ)

หลังจาก high dam พวกเราไปต่อกันที่วิหารฟิเล่ ต้องนั่งเรือข้ามไปที่นั่นซึ่งเป็นคล้ายๆเกาะเล็กๆ เสียค่าเข้าชมวิหารในอัตรานักศึกษาราคาคนละ 20 L.E. ค่าเรือไปกลับอีกคนละ 10 L.E.



มองจากเรือที่กำลังแล่นไปที่เกาะซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหาร

วิหารของ "เทพไอซิส" (Isis) หรือ Temple of Philae สร้างเพื่อบูชาเทพเจ้าไอซิส ซึ่งเป็นพระมารดาของเทพฮอรัส (เทพเหยี่ยว) เป็นวิหารแห่งสุดท้าย ที่มีการจารึกเรื่องราวของอียิปต์ในภาษาฮิโรกลีฟิค เป็นเทวาลัยที่มีพิธีกรรมบูชาเทพแห่งสุดท้าย ก่อนที่อียิปต์จะถูกปกครองโดยชาวโรมัน เดิมวิหารนี้ ตั้งอยู่ที่เกาะ Philae แต่ถูกน้ำจากเขื่อนอัสวานท่วม องค์การรยูเนสโก จึงได้ชะลอหนีน้ำไปไว้ที่สูงกว่าที่เกาะ "Agilika" วิหารฟิเลย์นี้เป็นหนึ่งในสามวิหารแถบลุ่มแม่น้ำไนล์ที่สร้างโดยราชวงศ์ปโตเลมี ที่ยังคงอยู่ในสภาพที่ดี เสาวิหารมีการแกะสลักหลากหลายแบบ บางต้นหัวเสาเป็นรูปใบปาล์ม บ้างเป็นรูปดอกบัวคลี่ บ้างเป็นต้นปาปิรุสและยังมีใบไม้ต่างๆอีกหลายชนิด เป็นงานสถาปัตยกรรมที่ได้รับการออกแบบและตกแต่ง ที่แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานวัฒนธรรมของ 3 ชาติ คือ อียิปต์-กรีก-โรมัน ที่สมบูรณ์แบบและงดงามที่สุดแห่งหนึ่ง
วิหารฟิเลย์นี้ ได้รับการยกย่องให้เป็นเพชรน้ำเอกแห่งลุมแม่น้ำไนล์ ถือว่าเป็น "ไข่มุกแห่งอียิปต์"

(ลอกมาอีกแล้ว จากการโฆษณาโปรแกรมการท่องเที่ยวของที่ไหนสักที่)





เดินดูลวดลายหัวเสาแต่ละต้นที่ไม่ซ้ำแบบกัน ด้านใน ตรงหัวเสามีรูปเทพฮาเธอร์ด้วย

ซึ่งพวกเราสี่สาวมีความสุขกับการเดินเที่ยวในวิหารนี้มาก เวลาที่เขาปล่อยให้เดินดู 1 ชั่วโมงก็พอดิบพอดี เดินดูหัวเสาแต่ละต้น ดูลวดลายและเรื่องราวบนเสาและผนังต่าง ๆ แม้จะเสียดายที่รูปสลักหลายรูปถูกพวกคริสเตียนทำลาย บางทีหน้าก็พรุน บางทีตัวก็พรุน แต่ยังคงเหลือกรอบรูปร่างให้เห็นอยู่บ้าง





มุมด้านหน้าและด้านข้างวิหาร

ถัดจากนั้น เราก็กลับไปที่โรงแรม คุณลุงคนขับถามว่าจะแวะไปที่ Unfinished Obelisk กันหรือเปล่า แต่คนในรถพร้อมใจกันบอกว่าไม่แวะ คงเป็นเพราะออกเดินทางกันแต่เช้ามืดและเดินท่ามกลางอากาศร้อนมาแล้วกว่าครึ่งวัน ทุกคนเลยอยากพักมากกว่าไปดูเสาที่ยังไม่เสร็จและกองเอาไว้

พวกเราแวะไปล้างหน้าล้างตาที่โรงแรม กินขนมและนั่งพักกันชั่วครู่ ก่อนที่จะออกเดินจากโรงแรมไปที่ Nubian Museum เดินไปเรื่อย ๆ ประมาณ 15-20 นาทีก็ถึง เสียค่าเข้าคนละ 20 L.E. ที่นี่ให้ถ่ายรูปข้างในได้แต่ห้ามใช้แฟลช เราเดินเล่นอยู่ในห้องแอร์เย็น ๆ จนถึงทุ่มกว่า เดินออกมาก็เห็นดาวเต็มฟ้าแล้ว ฟ้าที่นี่ใส ไม่ยักเหมือนกรุงเทพฯ

คนขับแท็กซี่เข้ามาเสนอราคาขับพาพวกเราไปตลาด นั่งรถไปตลาดในราคา 15 L.E. (แพงไปนิด ถ้าสัก 7-8 L.E. กำลังดี) แล้วก็หากินมื้อเย็นที่ร้านพิซซ่าใกล้โรงแรม สั่งพิซซ่าขนาดใหญ่ที่กินกันได้คนละ 2 ชิ้นมาในราคา 40 L.E. ก่อนสั่งก็คุยตกลงราคากับเด็กขายพิซซ่าอย่างดิบดี พอกินเสร็จ มีคนผิวดำเข้ามาเก็บจาน ถามว่า good มั้ย แล้วพอจ่ายเงิน เขาบอกว่า 45 L.E. พวกเราก็เถียงกันน่ะสิว่ามัน 40 L.E. ตอนที่สั่งนะ เขาบอกว่าไม่รู้ เขาเป็น cashier ของที่นี่ ยังไงก็ต้อง 45 L.E. เถียงจนชักอ่อนใจ เรียกเด็กคนเดิมที่อบพิซซ่ามา ยังดีที่เด็กคนนั้นบอกว่าคิดพวกเราในราคา 40 L.E.

อยู่ที่นี่ ต้องพกแบ๊งค์ทุกชนิดราวกับเป็นนายธนาคารซะเอง เพราะจะจ่ายค่าอะไรทีก็ให้เท่าราคาที่คุยกัน เรากลัวว่าให้เกินไปแล้วเขาไม่ทอนน่ะ
เดินย่อยอาหารในตลาดถนนคนเดินอีกรอบ ข้าวของก็เหมือนเดิมแต่ไม่มีอารมณ์ซื้อ ไม่มีอารมณ์แบกของด้วยล่ะ เป้ของเรามันไม่มีที่เหลือให้ใส่อะไรสักเท่าไหร่




 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2551 6:56:56 น.
Counter : 1435 Pageviews.  

อียิปต์ วันที่สาม / 1

Sun 13 Apr 08 Day 3

ตื่นแต่มืด ออกเดินทางกันตอนตี 3 รถมารับที่หน้าโรงแรม โชคดีมากๆที่พวกเราได้ขึ้นรถเป็นกลุ่มแรก รถมีที่นั่งปกติอยู่ประมาณ 16 ที่ ที่ไม่ปกติคือเก้าอี้เสริม ที่พับอยู่นั่นล่ะ พนักมันเตี้ยเพราะฉะนั้นคนที่ขึ้นหลังๆเลยแย่ไป แล้วที่แย่มากคืออุตส่าห์ตื่นกันแต่มืดกว่าจะไปถึงที่อาบูซิมเบลก็ต้องนั่งรถกันนานหลายชั่วโมง เจอเก้าอี้เสริมแบบนั้นเลยแย่ไปน่ะสิ

ผู้ชายอเมริกันที่บอกว่ามีอาชีพเป็นครูมาร่วมสิบปีนั่งเก้าอี้เสริมระหว่างเรากับหญิงใหญ่ เขาขึ้นรถมาก็พูดเอาพูดเอา หันไปคุยกับเพื่อนเขาที่นั่งเก้าอี้เสริมแถวหลังและชวนผู้หญิงอเมริกันที่นั่งข้างหลังคุย พอพระอาทิตย์ขึ้น คุณพี่ก็เริ่มหลับ เอาหัวเหน่งๆโยกไปทางหญิงใหญ่บ้าง มาทางเราบ้าง ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก อย่าทำน้ำลายยืดก็แล้วกัน รถแล่นกันไปเป็นขบวนยาว มีรถตำรวจนำทางไปตลอด กว่าจะถึงอาบูซิมเบลก็ 7 โมงกว่า เสียค่าเข้าชมในอัตรานักศึกษาราคา 43.50 L.E.

วิหารอาบู ซิมเบล (Abu Simbel) สร้างโดยฟาโรห์ Rames The Great (Ramses II) หญิงกลางเรียกฟาโรห์องค์นี้ว่ามหาราชของอียิปต์ เป็นวิหารที่สร้างจากจินตนาการที่แปลกและสวยงามที่สุดในประวัติศาสตร์ของอียิปต์ห่างจากสนามบินอัสวานไปอาบู ซิมเบล ซึ่งห่างไปทางใต้ประมาณ 200 ไมล์ ใกล้เขตแดนประเทศซูดาน มีขนาดใหญ่มากสร้างขึ้นเมื่อปี 1270 BC หรือประมาณ 3260 ปีมาแล้ว โดยสกัดเจาะภูเขาย่อมๆ ทั้งลูก ด้านหน้าหันไปทางตะวันออก ประกอบด้วย 2 วิหารด้วยกันคือ วิหารใหญ่ และวิหารเล็ก
วิหารใหญ่สร้างขึ้นสำหรับพระองค์เอง มีรูปหินแกะสลักของฟาโรห์ Ramses II นั่งบนบัลลังก์ 4 องค์ เรียงกันข้างละ 2 องค์ หันหน้าไปทางแม่น้ำ เพื่อแสดงถึงพลังและอำนาจของฟาโรห์ที่คอยดูแลปกป้องเหล่าเรือใบที่แล่นในแม่น้ำไนล์ ตรงกลางเจาะเป็นประตูทางเข้า ที่เท้าแกะสลักเป็นรูปพระมารดา พระราชินีและโอรสธิดาอีก 8 องค์ ยืนตรงเรียงสลับระหว่างเท้าเป็นแนวตลอด รูปพระเจ้าฟาโรห์ สูงถึง 20 เมตร สร้างไว้ขู่พวก Nubia ซึ่งเป็นพวกอาฟริกันผิวดำ ซึ่งเป็นเมืองขึ้นมิให้กระด้างกระเดื่อง ส่วนวิหารเล็ก สร้างอุทิศเพื่อมเหสีเนเฟอร์ทารี เพื่อทำการบวงสรวงเทพีฮาธอร์ อันเป็นเทพีแห่งดนตรีและความรักเปรียบเสมือนความรักระหว่างทั้ง 2 พระองค์

ตรงเหนือประตูทางเข้า The Great Hypostyle Hall มีรูปสลักของ เทพเหยี่ยว แต่ก็ไม่สมบูรณ์นักเพราะส่วนเท้าขาดหายไป ด้านในเป็นหอศักดิ์สิทธิ์ สองข้างทางจะมีหินแกะสลัก เป็นรูปของ Ramses II ยืนตรงข้างละ 4 องค์ตั้งอยู่ ตามผนังเขียนประวัติด้วยภาษา Hieroglyphics ถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ มีเสาขนาดใหญ่หลายต้นสลักเป็นรูปของฟาโรห์รามเสส แขนทั้งสองประสานกันอยู่ ที่หน้าอกถือแส้และคทา สูงถึง 10 เมตร เรียงรายอยู่สองฝั่งเพื่อค้ำจุนนหลังคา บนเพดานหินมีการสลักรูปเทพโอริซิส ฝาผนังทุกด้าน ถูกแกะสลักเป็นรูปฟาโรห์รามเสสที่สอง ในอิริยาบทต่างๆในการรบ เช่น กำลังจะแทงหอก คร่อมอยู่เหนือศัตรู ฯลฯ

ห้องชั้นในสุดลึกจากประตูทางเข้ามา 65 เมตร มีรูปหินแกะสลัก 4 องค์ประดิษฐานอยู่ คือ เทพเจ้า Amon, Ramses II, Hamakis และ Ptah ในแต่ละปีจะมีอยู่ 2 วันคือวันที่ 21 มีนาคม และ 21กันยายน เวลา 5.58 น.แสงอาทิตย์จะส่องผ่านประตูทางเข้าเข้ามาส่องแสงไปที่ Amon และ Ramses II ก่อน แล้วจะค่อยๆเลื่อนไปที่ Hamakis จะส่องสว่างอยู่ประมาณ 20 นาที โดยจะไม่มีแสงส่องไปที่ เทพเจ้า Ptah เลย เพราะเทพเจ้า Ptah คือเทพเจ้าแห่งความมืด

ในสมัยโบราณ พระเจ้าฟาโรห์จะเสด็จมาอยู่ที่นี่พร้อมด้วยข้าราชบริพาร เพื่อประกอบพิธีกรรม เป็นงานใหญ่โตในสองวันนี้ ที่น่าทึ่ง คือ คนโบราณสมัยนั้นสามารถเจาะหินเป็นช่องจากประตุทางเข้าเป็นแนวตรงไปสู่ห้องที่ลึกที่สุดได้องศากับ ดวงอาทิตย์ส่องแสงใน 2 วันนั้นพอดีโดยไม่ผิดเลย
ออกมาข้างนอกเดินไปทางซ้ายจะมีวิหารที่สร้างไว้ติดๆ กันคือ วิหารที่ Ramses II สร้างเอาไว้เป็นอนุสรณ์แด่พระนาง Nefertari พระราชินีที่พระองค์รักและโปรดมากที่สุด เป็นรูปสลักของฟาโรห์รามเสสที่สองในท่ายืนสี่รูป สลับกับรูปสลักของราชินีเนเฟอร์ทารี่ในท่ายืนอีกสองรูป ตรงตำแหน่งเท้า มีรูปสลักของโอรสและธิดาของทั้งสอง อันนี้ค่อนข้างแปลก การก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นวิหาร หรืออนุสรณ์สถานต่างๆ ในสมัยโบราณมักจะเป็นของพระเจ้าแผ่นดินสร้างให้ตนเอง หรือสร้างให้เทพเจ้าเท่านั้น การสร้างให้ราชินีครั้งนี้ จึงเป็นกรณีพิเศษจริงๆ

แม้วิหารมีขนาดใหญ่ แต่ก็ถูกทรายจากทะเลทรายพัดมา กลบทีละเล็กละน้อยตลอดระยะเวลาพันๆ ปี จนมิด จนกระทั่งฝรั่งนักท่องเที่ยวชาวสวิสมาค้นพบเข้าเมื่อปี ค.ศ. 1813 คือประมาณร่วม 189 ปี มาแล้ว และเมื่อราว ค.ศ. 1964 ก็หวิดจะสาบสูญอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้จะจมลงไปใต้น้ำ เพราะหลังจากอียิปต์สร้างเขื่อนกั้นน้ำอัสวานแล้ว น้ำในนทะเลสาบนัสเซอร์สูงขึ้น ต้องหาทางช่วยยกขึ้นหนีน้ำ องค์การยูเนสโกของสหประชาชาติ ได้ยื่นมือเข้ามาช่วย โดยใช้เงินถึง 40 ล้านดอลลาร์ จ้างคณะวิศวกร และคนงานออกแบบตัดวิหารออกเป็น 1,050 ส่วน แต่ละส่วนหนักเป็นสิบๆ ตัน แล้วยกขึ้นไปประกอบกันใหม่สูงจากระดับเดิมถึง 215 ฟุต โดยสร้างภูเขาเทียมรูปโดม (เป็นโพรงด้านใน) ด้วยคอนกรีตเสริมใยเหล็กให้เมือนเดิมทุกประการ แล้วเอาชิ้นส่วนที่ตัดมาประกอบเข้าทั้งภายนอกและภายใน เหมือนจริงมาก แม้รอยต่อระหว่างชิ้นก็มองไม่เห็น

(ลอกข้อมูลมาจาก //www.wonder7th.com)



รูปปั้นที่หน้าวิหาร

ไปถึงหน้าวิหารแล้วก็ตะลึงค่ะ รูปปั้นท่านช่างใหญ่โตหันหน้าหาทะเลสาบนัสเซอร์ เลยถ่ายรูปเป็นระยะๆ เพราะเข้าไปข้างในแล้วเขาห้ามถ่าย พอดูรูปสลักต่างๆในวิหารใหญ่เสร็จแล้วก็เดินออกไปที่วิหารเล็กที่สร้างให้ราชินี น่ารักจังที่มีเผื่อมเหสีด้วย ก็องค์อื่นๆไม่ได้มีประวัติแบบนี้นี่นา แล้วสี่สาวก็ตั้งข้อสังเกตกันว่า ถ้าไม่ใช่เพราะรักมากมาย ก็คงเป็นเพราะเกรงใจอยู่ไม่ใช่น้อย แปลว่าเนเฟอตารีคงจะมีอิทธิพลอยู่พอสมควรนั่นล่ะ นินคนอื่นเสร็จก็มานินแม่ๆพวกเราบ้างว่า ดูอย่างที่บ้านพวกเราสิ มารดาเป็นใหญ่ใช่มั้ยล่ะ บิดาจะดูเก่งกล้านอกบ้านยังไง เวลาเข้าบ้านก็เห็นยอมๆให้มารดาทุกทีไป  แถมพอคุณบิดามีลูกสาวอย่างพวกเราก็กลายเป็นยอมให้ลูกสาวเป็นใหญ่แทนอีก เฮ้อ น่าสงสารพวกพ่อๆของเราจัง


เดินไปตามทางก็วนรอบจนถึงทางออก ออกไปตั้งท่าขึ้นรถเพราะเกรงว่าจะถูกแย่งที่นั่ง กลัวต้องไปนั่งที่สำรองน่ะ ดีที่ไม่มีคนแย่งที่นั่งพวกเรา อาจเพราะพวกเราได้ขึ้นรถเร็วด้วยแต่คนอื่นโดนไปเรียบร้อย คุณครูพูดมากนั่งนินทาเราเห็นๆตอนที่เราขอกระดาษทิชชูจากหญิงใหญ่ เขาบอกว่าพวกผู้หญิงเวลาไปไหนก็จะต้องพกโน่นพกนี่ แม้แต่กระดาษทิชชูยังต้องพก เราจำได้ว่าเขาจามเอาจามเอาเมื่อเช้านี้โดยไม่มีกระดาษปิดปากแต่ใช้มือปิดแทน เราเลยยื่นซองกระดาษทิชชูของหญิงใหญ่ไปหาเขา ถามเป็นภาษาอังกฤษว่าจะเอาไปใช้บ้างมั้ย ไม่ได้ต้องการประชดแต่อย่างใด ด้วยความสัตย์จริง แต่หญิงเล็กบอกว่า “เธอแสบมาก ฉันเห็นเขาชะงักไปอย่างคาดไม่ถึง” เขาคงนึกว่าพวกเราฟังเขาไม่ออกน่ะ  ตอนแรกเขาปฏิเสธแล้วก็กลับใจบอกว่าขอสักแผ่นก็ดี เห็นมั้ยว่าการได้ท่องเที่ยวร่วมกับคนชาติอื่นๆ มันสนุกอย่างนี้นี่เอง




 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 9 พฤษภาคม 2551 22:50:53 น.
Counter : 315 Pageviews.  

1  2  3  4  

saifan
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add saifan's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.