Once upon a time ...
Group Blog
 
All blogs
 
อียิปต์ วันที่หก

Wed 16 Apr 08 Day 6

ตื่นกันแต่เช้า จัดแจงกระเป๋าเสร็จก็วิ่งไปขอน้ำร้อนมากินกับมาม่าและไข่ต้มของเขา ดีที่บอกพนักงานโรงแรมตั้งแต่คืนก่อนว่าอาหารเช้าขอให้จัดใส่กล่องไว้เพราะไม่มีเวลากิน จริงๆคือมีเวลากินมาม่าแต่จะเอาอาหารเช้าไปกินมื้อกลางวันต่างหาก อาหารเช้าเขามีไข่ต้มให้ 1 ลูก ขนมปังแท่ง ๆ 3 อัน แยม เนย กล้วย 1 ลูก ปกติเขาจะเริ่มทำตอน 7 โมงแต่พวกเราจะออกเดินทางตั้งแต่ 7 โมงเลยขอให้เขาเริ่มงานก่อนเวลาสักครึ่งชั่วโมงเพื่อขอน้ำร้อน
หมดเรื่องอาหารเช้าก็เอากระเป๋าไปทิ้งไว้ตรง front desk แล้วก็ check out ออกไปขึ้นรถแท็กซี่ มีคนขับกับคุณโมฮัมหมัด (ชื่อโหลจัง) ที่บอกว่าเป็น tour guide รออยู่ แล้วเราก็ข้ามสะพานไปฝั่ง West bank คือ เขาเชื่อว่าฝั่งตะวันตกเป็นฝั่งของความตาย สุสานทั้งหลายจึงอยู่ที่ฝั่งนั้น

ไปถึง Valley of the King ตอน 8 โมง นักท่องเที่ยวมากันเยอะแล้วล่ะ แค่ 8 โมงอากาศก็ร้อนแล้ว นี่ขนาดเราออกกันแต่เช้านะ เดินไปซื้อตั๋วที่ office จ่ายไปคนละ 25 L.E. แล้วก็จ่ายค่ารถที่พาพวกเราไปถึงสุสานอีกคนละ 4 L.E. เขามีป้ายบอกว่าวันนี้สุสานไหนที่เปิดให้ชมบ้าง ตอนแรกพวกเราว่าจะดู Ramses VI ตามที่อ่านมาจาก website ที่คนอื่นเคยมาเที่ยว แต่พอไปถึงพบว่า Ramses VI ต้องเสียค่าดูต่างหากซึ่งต้องกลับไปซื้อตั๋วที่ office อีกรอบ หญิงเล็กเลยรับอาสาไปซื้อเองแล้วให้พวกเรารอกันตรงนั้นจะได้ไม่เสียค่าตั๋วคนละ 4 L.E. อีก ปรากฏว่าหญิงเล็กซื้อตั๋วเข้าสุสานของ Tutankhamen มาด้วย งานนี้เลยจ่ายค่าเข้าสุสาน Ramses VI ไป 25 L.E. และค่าเข้าสุสานของ Tutankhamen อีก 40 L.E. ซึ่งพอมานั่งคิดๆดูแล้ว พวกเราก็เห็นว่า 3 หลุมที่เขาให้ดูในราคา 25 L.E. ก็พอแล้วล่ะ ซึ่งพวกเราเลือกที่จะดู Thutmosis III, Ramses III, Tausert / Setnakht



หลุมพิเศษของ Ramses VI ต้องเสียเงินเพิ่ม

ข้างในสุสานเขาห้ามถ่ายรูปน่ะ หลุมของ Ramses VI นั้นระยะทางสั้น ข้างในหลุมมีรูปภาพสลักนูนเป็นสี ข้างในเห็นเป็นหน้าโลงรูปฟาโรห์ ก็แค่นั้น

ส่วนของ Tutankhamen นั้นข้างในมีพระศพนอนอยู่และมีโลงชั้นแรกวางอยู่ คือ โลงศพของ Tutankhamen มีอยู่ 4 ชั้น ที่เราเห็นกันเป็นชั้นแรก ส่วนอีก 3 ชั้นเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์ สมบัติทั้งหลายก็เก็บไว้ที่นั่น แต่ด้วยความรู้สึกผิดของคนขุดที่เหมือนมารุกล้ำเจ้าของสุสาน เขาจึงเอาพระศพใส่ไว้ในโลงแก้ว ความยาวของพระศพก็ไม่มากนะ คาดว่าไม่ถึง 175 cm. น่ะ เห็นแต่หัวและเล็บเท้า ส่วนตัวพระศพมีผ้าพันไว้ ห้องที่เปิดให้ดูก็มี 2 ห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งวางพระศพ ส่วนอีกห้องวางโลงศพ เก็บเงินไว้ไปดูที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์จะคุ้มกว่า

ส่วนอีก 3 หลุมตามโควต้านั้น เริ่มกันที่หลุมแรกคือ Thutmosis III ต้องปีนขึ้นบันไดไปและลงบันได ทางสลับซับซ้อนดี ปากทางมีคนตรวจตั๋วโดยเอาตัว punching มาเจาะรูตั๋วเราน่ะ เจาะครบ 3 รูเมื่อไหร่ก็หมดโควต้าเมื่อนั้น หลุมฟรีนี่คุณโมฮัมเหม็ดไปกับเราด้วยโดยไม่ต้องเสียค่าเข้า แค่แสดงบัตรว่าเป็น tour guide แต่หลุมพิเศษนั่นเขาเข้าไม่ได้

เข้าไปข้างในมืดเชียวแต่เขาติดไฟเอาไว้ เดินสวนกันตรงบันไดแทบไม่ได้ ต้องรอให้ฝั่งโน้นมาจนหมดแล้วฝั่งเราค่อยไป คุณโม (ชื่อย่อ) บอกว่าที่หลุมนี้มีกับดักด้วย คือมีหลุมใหญ่มากดักไว้ ใครเดินเข้ามาไม่ดูตาม้าตาเรือก็ตกลงไปตายได้ แต่ตอนนี้เขาทำเป็นทางสะพานเดินข้ามไป พวกเราเลยปลอดภัยไง ไปถึงก็เจอห้องกว้างๆห้องหนึ่ง มีรูปสลักตามผนังแล้วก็ไต่บันไดไปห้องเก็บพระศพ ที่ห้องเก็บพระศพ รูปสลักไม่สวยเลย พวกเราแซวกันว่าฝีมือคนทำระดับเด็กอนุบาล คุณโมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เขาอธิบายว่าตรงโลงศพที่หญิงเล็กเอาไฟฉายส่องดูนั้นมีรูปของเทพนุทหรือเทพแห่งท้องฟ้านอนอยู่ ห้องข้างในร้อนมากๆจนนึกว่าถ้าใส่กางเกงผ้าเนื้อเบา ระบายความร้อนง่ายคงจะดีกว่ายีนตัวหนาเป็นแน่ ออกมาข้างนอกได้ก็เหงื่อโทรมตัวกันทั่วหน้า ดีที่แม่หญิงเล็กให้พัดมาก่อนออกจากบ้าน ก็ได้อาศัยตอนอยู่ในหลุมนั่นล่ะ


ออกมาแล้วก็ตรงไปที่หลุมของ Tausert / Setnakht หญิงกลางอธิบายว่าเหมือนมีฟาโรห์ 2 องค์ที่หลุมนี้ คือ คล้ายกับการครองราชย์คู่กัน ระหว่างทางไปข้างในจะมีห้องข้างๆ เป็นห้องเล็กๆที่มีรูปสลักบอกเรื่องราวไว้ มีเทพหลายองค์ ทั้งเทพอนูบิส เทพนุทและเทพฮอรัสที่พวกเราพอจะจำได้ ชอบรูปของเทพนุทจังเลย เป็นตัวสีฟ้าทอดยาวไปทั้งเพดาน เหมือนท้องฟ้าที่โอบอุ้มเราอยู่อย่างนั้นเลย บนโลงเป็นหินรูปสลักหน้าฟาโรห์ล่ะ

หลุมสุดท้ายเป็น Ramses III เข้าไปข้างในก็มีห้องที่ถูกกั้นเชือกไว้ เหมือนกับยังขุดไม่เสร็จ ทางเดินทอดยาวเชียวล่ะ ระหว่างทางก็มีรูปสลักเป็นสีสันเหมือนกัน สังเกตได้ว่ารูปสลักตามสุสานนี่จะลงสีไว้ ไม่เหมือนกับที่เห็นตามวิหาร หรือจริงๆแล้วสีตามวิหารมันเลือนไปแล้วก็ไม่รู้นะ




เทพอานูบิสรับของไหว้เพียบเลย





รูปปั้นหน้าพระนางฮัตเชปสุต (ราชินีมีเครา)

ออกจาก Valley of the King แล้วก็เริ่มตัวแห้ง คือ อากาศที่ร้อนซึ่งวันนั้นร้อนถึง 45 องศาบวกกับรถที่ไม่ได้ติดแอร์ และการต้องเดินท่ามกลางแดดจัดๆ มันทำให้เรารู้สึกตัวได้เลยว่าตัวแห้ง แห้งแบบขาดน้ำ Dehydrate ซึ่งเคยเป็นแบบนี้ครั้งหนึ่งตอนเดินที่คาร์นัคแต่นั่นเป็นช่วงสั้นๆ คราวนี้เป็นทั้งวัน กินน้ำกันหลายครั้งแต่จะกินมากก็กลัวว่าต้องเข้าห้องน้ำซึ่งไม่ได้มีทั่วไป

ต่อจากนี่ก็ไปต่อกันที่ Hatshepsut temple ร้อนอีกแล้ว เสียค่าเข้าคนละ 15 L.E. กับค่ารถที่พาเราไปถึงบันไดวิหารอีก 2 L.E. ดูรูปสลักของเทพฮาเธอร์ด้านข้าง แล้วก็รูปปั้นหน้าของฟาโรห์หญิงองค์นี้ ตามตำนานบอกว่าทุตโมสิสที่ 3 ไม่ค่อยพอใจแม่เลี้ยงองค์นี้สักเท่าไหร่เพราะคล้ายว่าแย่งอำนาจไปจากพระองค์ พอพระองค์ขึ้นครองราชย์ ก็เลยทำลายทุกอย่างของพระนางฮัตเชปซุตซะรวมทั้งคาทูชด้วย คุณโมอธิบายรูปสลักในวิหาร แล้วหญิงเล็กก็ยื่นเลเซอร์ให้คุณโมใช้ประกอบฉาก ตอนแรกเขาใช้ไม่เป็นหรอก แต่พอได้ใช้ก็ติดใจเพราะมันทำให้การอธิบายรูปสลักได้อรรถรสมากขึ้น ซึ่งมองๆไปก็ไม่เห็นไกด์คนไหนเขาใช้เลเซอร์ชี้รูปกันนะ ไม่รู้ว่ามีการห้ามหรือเปล่าหรือหญิงเล็กจะไปสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ซะแล้ว

เรามองขึ้นไปด้านบนแล้วก็สงสัยจังว่าทำไมคุณหนุ่มน้อยที่เขียนไว้ใน TrekkingThai ถึงมีแรงเดินขึ้นไปมองภาพในมุมสูงได้ ก็คงไปอาศัยดูภาพของคุณหนุ่มน้อยในมุมนั้นแทนที่เราจะปีนขึ้นไปเอง เพราะอากาศทั้งร้อนและตัวแห้งไปซะขนาดนั้น อีกอย่าง เราไม่ได้อยู่ในอาการ temple sickness ซะด้วย

คุณโมพาพวกเราไปดู top secret ซึ่งเราก็สงสัยว่าอะไร เป็นรูปสลักตรงผนังด้านหนึ่ง คล้ายการเล่นโยคะน่ะ มีท่าทางต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบ เขาบอกว่านี่เป็นต้นกำเนิดของ Belly Dancing เชียวนะ

จบจากที่นี่ ก็ไปต่อกันที่ Valley of the Queen ที่นี่มีอยู่ 3 หลุม เสียค่าเข้าคนละ 15 L.E. แต่ความสวยงามและการออกแบบสู้ทาง Valley of the King ไม่ได้ จริงๆแล้วที่นี่ไม่ได้เก็บเฉพาะ Queen หรอกนะเพราะที่เราเห็นกันมีหลุมเจ้าชายอะไรก็ไม่รู้ ส่วนหลุมของพระนางเนเฟอตารีไม่เปิด เลยไม่มีอะไรดึงดูดใจมาก

เจอฝรั่งสามีภรรยาคู่หนึ่งตอนเข้าไปดูข้างในสุสาน คนเฝ้าสุสานบอกให้เดินอ้อมไปที่จุดจุดหนึ่งเหมือนจะต้อนพวกเราเข้ามุม ฝรั่งคู่นั้นเดินออกแล้วบอกว่า เขาจะต้อนไปเพื่อ get money อืม...ทุกชาติเจอเหมือนกันและรู้สึกในทางเดียวกัน คือ คนที่นั่นทำหลายๆทางเพื่อเอาเงินจากนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะยอมปล่อยเชือกให้เราเข้าไปดูหรือจะต้อนไปที่มุมๆหนึ่งเพื่อมาอธิบายและขอเงิน หรือแม้กระทั่งเตรียมกระดาษแข็งแทนพัดเพื่อขอทิปตอนเราใช้กันเสร็จ ที่น่าสนุกกว่านั้นคือ ฝรั่งผู้หญิงคนหนึ่งเธอเอาผ้าพันคอมาเสนอขายเราแล้วบอกว่า 5 L.E. เท่านั้น เราบอกว่าแพงไป ขอเป็น 3 ชิ้น 5 L.E. ได้มั้ย แล้วเราก็เสนอขายพัดที่เราพกไปว่า 5 L.E. เหมือนกัน เล่นขายของกันแก้เครียดน่ะค่ะ จริงๆคือแซวเจ้าบ้านเพราะทั้งเขาและเราก็ได้พบเจอกับชาวอียิปต์ที่เสนอขายของให้นักท่องเที่ยวไปซะทุกที่ แถมโก่งราคาน่าดู

จบจาก Valley of the Queen ตอนเที่ยงครึ่งแล้วก็ไปต่อกันที่ Noble Tomb และ Ramaseum เสียค่าเขาชมที่ละ 15 L.E. ที่ Noble Tomb ดูไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่า Ramaseum ได้ไปนั่งพักร้อนกันที่ Ramaseum รู้สึกไม่อยากไปไหนกันต่อเลย จริงๆพวกเราลืมที่ค้นมาจาก internet เสียสนิท เพราะยังมีที่น่าไปที่เขาแนะนำกันคือ หมู่บ้านคนงานที่ Deir Al-Mddinah ซึ่งเขาบอกว่าที่นี่มีภาพวาดที่น่าสนใจไม่แพ้ที่หุบเขากษัตริย์ และที่ Temple of Ramses III – Madinat Habu ซึ่งเป็นวิหารที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากมหาวิหารคาร์นัค แต่อากาศร้อนจนตัวแห้ง อารมณ์แห้งไปขนาดนั้นทำให้พวกเราคิดอะไรกันไม่ออกจริงๆค่ะ ขนาดวันนั้น พกร่มแบบมียูวีกางกันทั้งวัน ถ้าใส่หมวกอย่างเดียว ตัวคงจะเกรียมแน่



พอสักบ่ายสองก็เดินทางกลับ ระหว่างทางแวะถ่ายรูปกับรูปปั้น Memnon ซึ่งมีอยู่ 2 ตัว เขาว่าเป็นประตูไปสู่ความตาย แล้วก็กลับมาที่โรงแรม ให้ทิปคนขับไป 10 L.E. ส่วนคุณโมให้ไป 20 L.E. คุณโมไม่ได้เรียกร้องอะไรมาก เขาสุภาพจังแต่เขาอยากได้ Laser Pointer ล่ะ เขาถามหญิงเล็กว่ามีอีกมั้ย เผอิญว่าเราไม่มีสำรองให้เสียด้วยนะจ๊ะ เห็นมั้ยล่ะ พอได้ใช้ประกอบการบรรยายแล้วคุณจะติดใจ

กลับมานั่งพักที่ lobby โรงแรม กินขนมปัง กินขนม กินน้ำกันแล้วก็อยากจะล้มตัวลงนอนแถวนั้นซะเลย คุยโน่นคุยนี่กันร่วมชั่วโมงก่อนจะออกไปเดินตลาดตอนบ่ายกัน ต่อราคาของปะทะคารมกับเจ้าบ้านกันก่อนที่จะเดินไปที่ Mummification Museum ที่อยู่ใกล้กับวิหารลักซอร์โดยอยู่ฝั่งตรงข้าม ริมแม่น้ำไนล์ เสียค่าเข้าชมคนละ 20 L.E. แต่พอไปที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์ที่ไคโรแล้ว พวกเราลงความเห็นว่าไม่ควรเสียเวลาและเสียเงินกับที่พิพิธภัณฑ์มัมมี่ที่ลักซอร์ เพราะที่นี่เล็ก มีให้ดูแค่ห้องเดียวและการจัดแสดงไม่มีอะไรดึงดูดใจ แต่เราก็จดจำภาพการทำมัมมี่มาคือ นักบวชจะทำความสะอาดตัวฟาโรห์ที่ตายแล้ว จากนั้นก็พันพระศพ มีเทพอานูบิสมาพาตัวไปหาเทพไอซิส เพื่อนและญาติผู้ตายจะช่วยกันขนข้าวของเครื่องใช้ไป มีนางร้องไห้เดินตามพระศพด้วย ก่อนฝัง ภรรยาต้องมาร้องไห้ต่อหน้าศพแล้วเทพ Thot ที่มีหัวนกกระเรียนจะมาจดความเห็นของเทพ เทพโอซิริสจะชั่งน้ำหนักความดี ความชั่วของวิญญาณ โดยชั่งน้ำหนักหัวใจกับขนนก ถ้าหัวใจหนักกว่าก็ไม่ต้องเกิดใหม่ ถ้าหัวใจเบากว่า (ใจใครหนอจะเบากว่าขนนก) วิญญาณก็จะกลับไปเข้าร่างในมัมมี่แล้วกลับคืนชีวิตมาอีกครั้ง

ส่วนโถคาโนปิคที่ใช้เก็บเครื่องในของมัมมี่จะมีเทพ 4 องค์ซึ่งเป็นลูกของเทพฮอรัสดูแลอยู่ อันได้แก่
Imesti เป็นรูป Human Head จะเก็บในส่วนของตับ
Qebehenuef เป็นรูป Falcon Head หรือหัวเหยี่ยว จะเก็บในส่วนของลำไส้
Duamutef เป็นรูป Jackal Head หรือหัวหมาไน จะเก็บในส่วนของท้อง
Hapy เป็นรูป Baboon Head จะเก็บในส่วนของปอด


ใช้เวลาเดินอยู่ในนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงก็ออกมาเดินเล่นรับลมเย็นๆที่ริมแม่น้ำไนล์ก่อนจะเดินเข้าไปในวิหารลักซอร์ ที่นี่เสียค่าเข้าคนละ 20 L.E. อย่างที่บอกไปว่ามีแต่ light แต่ไม่มี sound เลยต้องเดินดูแล้วอ่านหนังสืออธิบายกันเอง พวกเราอยู่ที่นี่ถึง 1 ทุ่มกว่าๆแล้วก็เดินกลับโรงแรม ระหว่างทางหาอะไรกิน (อาหารหญิงเล็กชิ้นละ 1 L.E. ตามเคย) กลับไปอาบน้ำที่โรงแรม อย่างที่เจรจาไว้คือเขาให้พวกเราขนกระเป๋าขึ้นไปใช้ห้องนอนที่มีห้องอาบน้ำได้ 1 ห้อง เสร็จแล้วก็ไปที่สถานีรถไฟกัน จะเดินไปก็ได้แต่เสียค่าแท็กซี่รวมแล้ว 5 L.E. ก็เลยไปแท็กซี่กันดีกว่า ได้ขึ้นรถไฟตอนใกล้ๆ 9 pm

คราวนี้เป็นรถไฟชั้น 2 เสียงไม่ดังเท่าคุณป้าคนนั้นแต่มีคนขึ้นลงเป็นระยะและไม่เงียบเท่าใดนัก จำได้ว่าเงยหน้าตื่นมาทีไรก็จะมีคนทักทายเราตลอด พวกคนอียิปต์ที่ขึ้นมาใหม่น่ะ มีคนเดินขายอะไรก็ไม่รู้เป็นช่วงๆ ค่อนข้างพลุกพล่านเชียวล่ะ เอามือถือมาเสียบหูฟังเพลงกลบเสียงผู้โดยสาร แต่รถไฟเที่ยวนี้แอร์ไม่เย็นทรมานเท่าตอนขาไป Aswan ก็เลยหลับสบายกว่าเดิม



Create Date : 11 พฤษภาคม 2551
Last Update : 11 พฤษภาคม 2551 22:09:37 น. 0 comments
Counter : 551 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

saifan
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add saifan's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.