Once upon a time ...
Group Blog
 
All blogs
 
อียิปต์ วันที่ห้า

Tue 15 Apr 08 Day 5

ตื่นมากินมาม่ากับไข่ต้มของเขา แล้วก็เอาขนมปังแท่งๆใส่ถุง (โชคดีที่เตรียมถุงพลาสติกใสไว้) เอาแยม เนย ชิ้สใส่ถุงเสบียง ตามด้วยไก่ย่างที่ย่างและสับไว้ตั้งแต่เมื่อคืน รถมารับเราที่โรงแรมเนเฟอตีตีตอน 7.30 am คนของโรงแรมบอกพวกเราว่าทุกอย่างจ่ายไปหมดแล้ว พวกเราไม่ต้องจ่ายค่าอะไรเพิ่มเติมอีกเว้นแต่ค่าเข้าสถานที่ ส่วนคนขับรถ ไม่จำเป็นต้องจ่ายอะไรให้อีก เว้นแต่เราเห็นว่าเขาทำหน้าที่ได้ดีจนอยากให้ทิป อันนี้ก็แล้วแต่ เออ...เข้าทีแฮะ

ขบวนรถมีทั้งรถบัสคันใหญ่และรถตู้ ตั้งขบวน Convoy กันโดยมีรถตำรวจนำ ขบวน VIP นี่มันเป็นอย่างนี้นี่เอง คือผ่านตลอด ทุกทางแยกจะมีคนถือปืนยืนเฝ้าระวังไว้ เป็นอย่างนี้ไปตลอดทาง รถทุกทางแยกจะต้องจอดรอให้ขบวนเราผ่านไปก่อน หรือจริงๆคือ เส้นทางสายนี้มันอันตราย ???

พวกเราไปถึง Abydos กันตอน 11 โมงเช้า เข้าไปที่ Temple of Seti เสียค่าเข้าคนละ 15 L.E. ที่นี่รูปสลักมีสีด้วย แถมในวิหารก็เย็น เดินได้เรื่อย ๆ อย่างเพลิดเพลิน ดูรูปสลักของครอบครัวท่านโอซิริสไปซะจนจำได้ติดตา ก็ที่เมืองนี้ ฟาโรห์และขุนนางจะมานมัสการเทพโอซิริส (ที่มีภรรยาเป็นเทพไอซิสและมีลูกเป็นเทพฮอรัส) ฟาโรห์เซติที่ขึ้นมาปกครองหลังยุคอัคนาเตน (หญิงกลางเรียกรูปปั้นของท่านว่าเด็กแนวตอนไปที่ Egypt Museum) โดยหวังกู้ความเชื่อทางศาสนากลับคืนมา ท่านสร้างยังไม่เสร็จดี ลูกของท่านคือ รามเสสที่สองก็มาช่วยสร้างลานวิหารและเสาระเบียงริมทางเดินต่อ



ครอบครัวที่มีท่านโอซิริส (ขวามือ ถือตะขอกับไม้นวดข้าว) เทพไอซิสและเทพฮอรัส (หัวเหยี่ยว)



รูปที่เทพไอซิสหยิบยื่นสัญลักษณ์ของความเป็นนิรันดร์ (Ankh) ให้กับฟาโรห์

ออกจาก Abydos ไปต่อกันที่ Dendara ระหว่างนั้นกินไก่และขนมปังจากถุงเสบียงกันในรถนั่นล่ะ เราเห็นพวกฝรั่งที่เขานั่งรถบัสขบวน convoy เดียวกับพวกเรา เขามีอาหารกล่องที่ทางทัวร์จัดให้ ใครจะได้กินอาหารอย่างที่อยากกินเหมือนพวกเราล่ะ

ถึง Dendara ตอนบ่ายโมง เมืองนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างลักซอร์กับอาบีดอส เสียค่าเข้าคนละ 15 L.E. ที่นี่เป็นวิหารของเทพฮาเธอร์ (แฟนของคุณฮอรัสเขาน่ะ) ซึ่งเป็นเทพแห่งท้องฟ้าและต้นไม้ รวมทั้งมีพลังในการรักษาโรคด้วย
ที่หน้าวิหารบอกว่ามีเสาอยู่ 24 ต้นซึ่งหมายถึงจำนวนชั่วโมงในแต่ละวัน หน้าของเทพฮาเธอร์ถูกทำลายไปเยอะแล้วแต่เขาบอกว่าที่นี่มีความสมบูรณ์ครบถ้วนในแง่ของตัววิหาร กำแพง ประตู บันได หอสวดมนต์



รูปบนเพดานในวิหาร มีหน้าเทพฮาเธอร์กลับหัวอยู่

เราเดินตามทางเล็กๆด้านข้างของวิหารวนขึ้นไปเรื่อยๆ ผนังมีการสลักรูปเป็นเรื่องราวไปตลอดทาง คาดกันว่าทางเดินนี้น่าจะทำไว้ให้นักบวช เดินไปจนถึงข้างบนก็เจอห้องห้องหนึ่งที่ทำให้พวกเราหยุดมองกันได้นาน เป็นรูปสลักเกี่ยวกับความตายที่เรายังไม่เคยเห็นกัน คือ ฟาโรห์นอนบนเตียง มีกาบินอยู่เหนืออก มีเทพอานูบิสอยู่ที่ปลายเตียง เสียดายที่ภาพไม่ชัดเพราะมือไม่นิ่งพอ ตรงเพดานเป็นเทพนุท หรือเทพแห่งท้องฟ้าทอดตัวยาวเป็นสีฟ้าชัดเจน พวกเราหลงไหลยืนดื่มด่ำกับบรรยากาศในห้องนี้จนถูกไกด์ต่างชาติดูถูกเอาว่าแอบฟังเขาอธิบาย เออนะ เขามีสิทธิอะไรมากำหนดเวลาให้ใครยืนอยู่ตรงไหน นานเท่าไหร่น่ะ จริงๆคือเขาเจอเราหลายห้องแล้ว แต่ฉันไม่ได้พิศวาสแอบฟังเธอจริงๆนะ หนังสือพวกเราก็มีพออ่านหรอกเฟ้ย

ยังต้องสู้รบปรบมือกับไกด์ท้องถิ่นหรือคนเฝ้าวิหารนั่นล่ะ มาเดินตามบอกจะพาไปดูโน่นดูนี่เพราะเขาเห็นว่ากลุ่มเราไม่มีไกด์มาชมไง เราบอกว่าไม่ต้อง We don’t need tour guide, thank you. เขาก็ยังไม่ฟังอยู่ดี เดินตามอยู่นั่นล่ะ กลิ่นตัวคุณพี่ก็ใช่ย่อย กระจายกลิ่นยาสูบผสมกับกลิ่นที่ท่าทางไม่ค่อยได้อาบน้ำมาเป็นระยะ ช่วงที่เราเดินกันเองแล้วไม่เจอคนกลุ่มอื่น มีคนพวกนี้มาเดินตามก็รู้สึกไม่ค่อยจะปลอดภัยเท่าใดนัก กลัวจับหมกอยู่ห้องใต้ดินน่ะ ตอนนั้น เรากับหญิงใหญ่เดินด้วยกัน ส่วนหญิงกลางไปกับหญิงเล็ก

ที่นี่หลายห้องก็ยังมีสีสันอยู่บ้าง เวลาดูรูปสลักที่เป็นสี เหมือนจะเพลินและดูได้นานกว่าที่ไม่ใส่สี เอ..หรือจริงๆคนเราชอบอะไรที่ใส่สีมากกว่าไม่ใส่สีนะ จะฟังข่าวก็ขอพวกใส่สีซะหน่อย จะได้ฟังแล้วตื่นเต้น น่าติดตาม

ด้านหน้าเป็น The Roman Birth House ทำไว้สำหรับเด็กแรกเกิด ขอให้เทพฮาเธอร์คุ้มครอง สร้างขึ้นในยุคคลีโอพัตรา

ดูเสร็จก็กลับ Luxor เราขอให้คนขับแวะส่งเราที่ Luxor Museum เพื่อเข้าดูพิพิทธภัณฑ์ต่อ โชคดีมากที่พิพิธภัณฑ์ปิดช่วงบ่ายแล้วมาเปิดช่วงเย็น รู้สึกว่าเปิดตอน 5-10 pm นะ ทิปให้คนขับรถวัยรุ่นไป 10 L.E. แล้วเสียค่าเข้าไปคนละ 35 L.E. ที่นี่ห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด (แต่มีคนเฝ้าบางคนมาถามเราว่า อยากถ่ายรูปมั้ย ฉันรู้หรอกว่าเธอจะมาไม้ไหนก็เลยบอกไปอย่างหยิ่งๆว่า ไม่อยาก เพราะถ้าถ่ายเมื่อไหร่ก็ต้องยัดเงินให้คนพวกนั้นไง) ลักษณะการจัดแสดงก็ดีนะ เราว่าของที่นี่น่าดูกว่าที่ Nubian Museum แต่เสียดายที่เวลาเรามีไม่มาก

กว่าจะออกจาก Museum ก็ 2 ทุ่มกว่าไปแล้ว เรียกรถ Taxi จะกลับโรงแรม รถม้าคันเดิมที่เคยรับพวกเราไปที่มหาวิหารคานัคเข้ามาถาม (ดูๆแล้วทำไมเมืองนี้ คนไม่ค่อยเยอะนะ เดี๋ยวก็เจอคนขายไก่ นี่ก็เจอเด็กขี่รถม้า) เขาเสนอ 20 จนเหลือ 10 L.E. พวกเราให้แค่ 5 L.E. ขาดตัวไม่ยักมีใครไปแต่มีแท็กซี่คันหนึ่งยอมให้ ระหว่างที่รอเขาไปเอารถ คนขับรถม้าอีก 2 รายก็ยอมให้ในราคา 5 L.E. เสียใจด้วยเพราะสายไปเสียแล้ว

คนขับแท็กซี่ถามว่าเรามาจากไหนกัน เอ...ประเทศไหนดีนะ เวียตนามก็แล้วกัน เหตุคือว่า หญิงกลางบ่นว่าเดินไปไหนกับเรา ผู้คนชอบคิดว่าเราเป็นคนญี่ปุ่นอันดับแรก พอบอกไม่ใช่ก็จีนชัวร์ ก็ไม่ใช่อีก เขาเลยไล่ต่อว่างั้นไทย แสดงว่าคนไทยมาเที่ยวเยอะ ไม่ใช่อีกเพราะเดี๋ยวคิดว่าเราเงินหนา พอไม่ใช่เลยจะเอาประเทศไหนดีนะ บางทีก็อินโด บางครั้งก็เวียตนาม ไม่ก็กัมพูชา ไปเรื่อยๆแถวประเทศอาเซียนนี่ล่ะ

กลับมาที่คนขับแท็กซี่ต่อ เขาถามว่าพูดภาษาอังกฤษได้มั้ย เราบอกว่า little…very little เขาเลยเงียบๆไป คงคิดว่า very little แล้วจะคุยอะไรดี เขาถามว่ามาที่นี่ครั้งแรกหรือเปล่า เราบอกว่าครั้งแรกและอาจจะเป็นครั้งสุดท้าย ยังไม่แน่ใจเพราะที่นี่ประทับใจมาก ซื้ออะไรก็มีหลายราคาแล้วแต่อยากจะตั้งราคาไหน เจอนักท่องเที่ยวก็ขูดรีดกันเต็มที่ ราคาตามใจตัวเองแบบนี้ อีกทั้งเรียกทิปกันทุกที่ เลยอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะมาที่นี่ พูดแบบไม่เว้นช่วงให้หยุดหายใจกันนั่นล่ะ หญิงเล็กกระซิบว่า นี่ very little ของแกเหรอ

เขาเงียบไปแล้วบอกว่า จริงๆแล้วเขาไม่ใช่คนขับรถแท็กซี่ แต่เขาเป็น tour guide พวกเราเลยหยุด ชะงัก แล้วก็รีบปรึกษากันว่ายังมีเรื่อง West bank ที่ยังไม่ได้จัดแจงให้เสร็จ เลยถามเขาว่าถ้าเราเช่ารถคันนี้ไป West Bank พรุ่งนี้ล่ะ เขาคิดเท่าไหร่ เขาถามว่าไปไหนบ้าง พวกเราไล่ๆกันแล้วก็มี Valley of the King, Hatshepsut Temple, Valley of the Queen, Ramaseum, Memnon เวลาที่จะเช่ารถก็ประมาณ 7 am – 4 pm เขาบอกมา 150 L.E. อุ๊ย..ถูกจัง เพราะถ้าไปกับทางโรงแรมต้องเสียคนละ 80 L.E. แน่ะแต่ว่าอันนั้นเป็นรถแอร์ อันนี้ลมธรรมชาติ หญิงเล็กขอเป็น 100 L.E. แต่เขาให้ได้ 120 L.E. (มาคุยกับฝรั่งชาวนิวซีแลนด์ที่โรงแรมทีหลัง เขาบอกว่าเขาเช่าได้ในราคา 90 L.E. ล่ะ ถูกกว่านี่)


นัดเวลากันแล้วก็เดินไปที่วิหารลักซอร์ จะไปดู Sound & Light แต่ปรากฏว่าวิหารปิดตอน 2 ทุ่ม เลยต้องเลื่อนเป็นพรุ่งนี้แทน แถม Sound ก็ไม่มีหรอกนะ มีแต่ light ให้เห็นเท่านั้น เลยเดินหาอะไรกินกันต่อ

วันนี้ไม่รู้จะกินอะไรกันดี เลยไปหาอาหารร้านหญิงเล็กแทน วันนี้เขามีไส้ถั่วเค็มๆมาให้ลอง อันละ 1.50 L.E. ซื้อกันมา 6 อันรวมกับไส้ผัก แล้วก็เดินไปร้านน้ำอ้อยที่ต่อราคาจนเด็กน้อยในร้านช่วยอ้อนวอนเจ้าของร้านให้ขายให้พวกเราในราคา 2 แก้ว 1 L.E. กินน้ำอ้อยคู่กับอาหารหญิงเล็ก อร่อยจัง

ซื้อน้ำเป็นเสบียงหลักสำหรับวันพรุ่งนี้ ส่วนที่เหลือ ไปรอเก็บขนมปังจากอาหารเช้าวันพรุ่งนี้แทน กลับมาถึงห้อง พบว่าเสื้อและกางเกงที่ตากไว้แห้งพอดี แต่ที่ไม่พอดีคือกลิ่นเพราะมีกลิ่นยาสูบที่เขาสูบกันหน้าโรงแรม (คนที่นี่เขาชอบสูบชิชาร์ สูบกันได้เป็นวันๆ ทั้งหนุ่มทั้งแก่) ลอยเข้ามารมควันกลิ่นเสื้อผ้าน่ะสิ เป็นสาวกลิ่นขี้ยาไปแล้วฉัน เตรียมจัดกระเป๋าเพื่อเช็คเอ้าท์ตอนเช้าวันพรุ่งนี้เพราะต้องรีบออกไป West Bank ตั้งแต่ 7 โมงเช้า



Create Date : 11 พฤษภาคม 2551
Last Update : 11 พฤษภาคม 2551 22:09:03 น. 0 comments
Counter : 441 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

saifan
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add saifan's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.