ส า ย ช ล ไ ม่ เ ค ย ไ ห ล ก ลั บ
Group Blog
 
All Blogs
 

น้ำ ปู๋ น้ำเคี่ยวจากปูนา ฉบับ สูตรแซ่บๆ

น้ำปู๋ สูตรแซ่บ Smiley


มาอีกแล้วน้ำปู๋ แต่คราวนี้ไปเจออีกสูตรที่ Smiley


รับรองแซ่บมากกว่าเดิมโดยยายเราเอง



ไม่รอรีร่ำไร ไปดูวิธีทำกันเล้ยยย


(ก่อนอื่น ถ้าใครยังไม่รู้ว่า ปูนา ได้มาจากไหน แนะนำกลับไปอ่านกระทู้ก่อน ^^)



1. นำปูนาที่จับได้ ไปเข้ากระบวนการ ตำ ปั่น อย่าลืมแผ่เมตตาไปด้วย (อย่างน้อยคงต้อง 100 จบ)


    หน้าตาน้ำปูปั่นหรือตำจะไม่เหมือนกัน


    น้ำปูที่ตำเอง จะมีสีขุ่น แลดูมีมัน(มันปูออกนั่นเอง)


    น้ำปูที่ปั่น จะสีขุ่นเหมือนกัน แต่ไร้มัน


    จากนั้น นำน้ำปูที่ตำหรือปั่นแล้ว ปล่อยมันไปนอนรอในภาชนะก่อน


    จะเริ่มต่างจากสูตรแรกตั้งแต่นี้เป็นต้นไป




2. เตรียมสมุนไพรสูตรเข้มข้น อันได้แก่ ใบขมิ้น ใบตะใคร้ เยอะหน่อยนะ


    เอามาโขลกพอให้มีน้ำสีเขียวออกมา


    คั้นน้ำสมุนไพรด้วยผ้าขาวบาง  2-3 น้ำ ~น้ำคั้นที่ได้ มีสีเขียวกลิ่นหอม



3. เอาน้ำปูปั่นหรือตำ (ข้อ 1) มาคลุกกับน้ำคั้นสมุนไพร (ข้อ 2) ทีละน้อย


    จากนั้นเอาผ้าขาวบางมากรอง จนได้น้ำปู(ดิบ)สูตรแซ่บ


    เก็บน้ำปู (ดิบ) สูตรแซ่บ ใส่ในภาชนะปากกว้าง ที่มีฝาปิดสนิท เช่น ถังบรรจุน้ำ


    ปิดฝาภาชนะให้สนิท กันแมลงวัน(หัวเขียว)เข้าไป


    ~~ไม่งั้นเราจะได้น้ำปูสูตรแมลงวันหัวเขียว (สูตรใหม่) ฮา...



ยกภาชนะไปไว้ที่ไหนก็ได้ ห่างไกลจากมือเด็ก มือผู้ใหญ่ (ห้ามเปิดฝา) เป็นเวลา 1 คืน เดือนมืดหรือเดือนสว่าง ก็ได้ไม่ว่ากัน เพราะมันไม่แปลงร่างหรอก


***ข้อห้าม อย่าเปิดฝา เพราะ...กลิ่นมันรุนแรง ถึงขั้นเป็นลมได้***


***สตรีเพิ่งคลอดบุตร ให้นมบุตร อย่าอยู่ใกล้ เค้าว่าอาจจะผิดเดือน???***



4. ระหว่างนี้ เรามาตำเครื่องใส่น้ำปูที่จะต้มพรุ่งนี้ดีกว่า


      ส่วนประกอบ ได้แก่ พริกแห้งเม็ด เกลือ หัวขมิ้นชัน ตะใคร้ ข่า เปลือกของเม็ดมะข่วง


      เม็ดมะแขว่น เม็ดดีปลีแก่ เม็ดพริกไทยหรือพริกไทยป่น


      กระเทียมกลีบเล็ก (กลีบเล็กจะมีกลิ่น กระเทียมกลีบใกญ่ของจีน จะไม่มีกลิ่น)


      สัดส่วนหรอ??? ตามอารมณ์ ชอบเผ็ดก็ใส่เผ็ด ชอบเค็มก็ใส่เค็ม


      (ปล. น้ำปู๋ ปกติรสจะเผ็ดๆนะถึงจะอร่อย)


      แต่..จะว่าไป ส่วนประกอบที่ว่ามา ก็มีรสเผ็ดในตัวเองทั้งนั้น


      .....จากนั้น   โขลกให้สนั่นบ้าน สามบ้านแปดบ้านเลยจ้า...


      เสร็จแล้ว เก็บเครื่องปรุงนี้ใส่ถุงสะอาดรอพรุ่งนี้





ผ่านไป 1 คืน เอก อี เอ้ก เอ๊กกกก Smiley



4. ตื่นได้แล้ววว เตรียมอุปกรณ์ต้มกันจ้า


   -เตาสามขา หรือเตาอั้งโล่ ก็ได้เตรียมฟืนหรือถ่านด้วยนะ


    เพราะเคี่ยวนาน ขึ้นอยู่กับจำนวนน้ำปูดิบ


   -หม้อ ขนาดใหญ่ สำหรับต้มน้ำปู (แนะนำ หม้อก้นดำ หากต้องต้มด้วยฟืน)


   -ช้อน ทัพพี หรือ อุปกรณ์ที่ใช้เคี่ยวน้ำปู หากเป็นช้อนก็ต้องใช้ช้อนก้านยาวๆ


   -มีด พร้า เอาไว้ตัดฟืน หรือตัดอะไรก็ได้ ไม่แนะนำสำหรับตัดใจ


   -หนังสืออ่านเล่น วิทยุ สื่อบันเทิงขณะนั่งเฝ้าหม้อน้ำปู


       -อาหารกลางวัน เตรียมไปได้เลย นานแน่ๆ


   -ข้าวเหนียว (ผักต้ม หน่อต้มไปด้วยก็ดี) เพราะต้องคอยชิมน้ำปูจนอิ่มทั้งวัน


   อย่าลืม


   -ถังน้ำปูดิบ และเครื่องปรุงที่ตำไว้เมื่อคืน นะ



ออกเดินทางไปยังสถานที่ไกลๆหมู่บ้าน เพราะอาจโดนปรับได้



5. เตรียมฟืน ตั้งเตา จุด/ก่อไฟ


6. เปิดถังน้ำปู (ปิดจมูกด้วย จะได้ไม่ต้องเป็นลมไปก่อน อดต้มกันพอดี)


   เทน้ำปูจากถัง ลงในหม้อก้นดำ และนำเครื่องปรุงเทลงไปรวมกับน้ำปูได้เลย


7. นำหม้อก้นดำขึ้นตั้งบนเตา


   ระหว่างนี้ต้องคอยเตาเชื้อฟืนให้พอดี ฟืนมากหม้อจะไหม้ ฟืนน้อยก็ต้มนานนนน


   และคอยคนน้ำปูอยู่ตลอด อาจจะมีติดก้นหม้อได้ตลอดเวลา


   อย่ามัวฟังเพลงหรืออ่านหนังสือเพลิน


8. เคี่ยวไปเรื่อยๆ จากน้ำปูที่เป็นของเหลว กลายเป็น ของเหลวหนืด (ภาษาไหนเนี่ย)


   ระหว่างนี้ กลิ่นน้ำปูสุก จะหอมอบอวน แน่นอนว่ากลิ่นอาจมีรัศมีถึง 1 กิโลเมตร


   ต้องคอยชิม ว่าขาดรสไหนบ้าง พอใจหรือยัง ทีนี้ล่ะ อิ่มแน่ๆ


9. พอใจแล้ว เก็บอุปกรณ์ทั้งหมดกลับบ้าน


   อย่าลืม ดับฟืนดับไฟด้วยนะเออ เดี๋ยวงานเข้า


10. รอน้ำปูในหม้อก้นดำเย็นลงแล้ว จัดการเก็บใส่ภาชนะมิดชิด


   สามาถเก็บไว้ทานได้เป็นปี




เป็นไงกันมั่งเอ่ย คราวนี้เป็นสูตรผสม จากต้นตำหรับ ความอร่อย ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนจ้าา



ราคาขาย เท่าที่เคยเห็นตลาดนัดนะ กระปุกเล็กกว่ากระปุกกะปิ ราคากระปุกละ 20 บาท แต่อาจจะต้องขอชิมจากผู้ขายก่อน เพราะเขาจะทำแบบไม่เข้มข้น อาจจะไม่เผ็ด ไม่แซ่บเท่าที่เราทำเอง



อย่าลืม สนับสนุนสินค้าพื้นเมืองของไทยด้วยจ้า


อนาคต ลูกหลานอาจจะไม่รู้จักผลิตภัณฑ์สุดยอดนี้อีกเลย




 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2554 15:15:14 น.
Counter : 3618 Pageviews.  

น้ำ ปู๋ น้ำเคี่ยวจากปูนา


น้ำปู๋ น้ำเคี่ยวจากปูนา



ขอแนะนำ น้ำปู๋
(น้ำปู) ซึ่งเป็นอาหารของภาคเหนือโดยแท้



หากจะเปรียบแล้ว
น้ำปู๋คืออาหารเหนือ ปลาร้าคืออาหารอีสาน บูดูคืออาหารใต้ และกะปิคือภาคกลาง
นั่นเอง


ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าทำมาจากปู
จากปูนา นาดำเท่านั้น ใช้ปูห้วย ปูทะเล ปูใดๆก็ไม่เคยลองด้วยสิ



หลังจากดำนาเสร็จประมาณ
1-2 เดือนเมื่อข้าวตั้งตรงสูง 50-
80 เซนติเมตร ชาวนาจะปล่อยน้ำเข้านาสูงราว
1-2 คืบ รวมทั้งมีน้ำฝนจากฟ้ามาร่วมด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ข้าวสามารถโตต่อไปได้



ช่วงนี้เองที่ได้เวลาทำอาหารประจำปีกันแล้ว
นั่นคือ น้ำปู๋


(ฉ
สำหรับผู้ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน)



เตรียมอุปกรณ์


1. เตรียมเสื้อผ้าที่รัดกุมและอุปกรณ์กันร้อนให้เรียบร้อย
แต่โดยทั่วไปก็แค่เสื้อ กางเกงแขนขายาว หมวกสานปีกกว้าง 1 ใบ


2. เตรียม ข้อง หรือ น้ำคุ (ถัง) หรือภาชนะอื่นๆที่ใส่ปูได้ อย่าลืมว่าปูมีขา ไต่ไปไต่มา
และฉลาดพอที่จะต่อตัวขึ้นภาชนะหนีไปได้



วิธีจับปู๋


1. เดินลงไปในนา ก้มตัวเพื่อเอามือไปโอบล้อมต้นข้าว
ปูนาจะอยู่รอบๆต้นข้าวนั่นแหละ สีปูนามีสีดำเป็นส่วนใหญ่
ต่างจากปูห้วยซึ่งมีสีส้มปนแดงปนดำ ปูนามี
กิมหรือก้ามปูแข็งกว่าปูห้วย
หนีบทีเป็นร้องโอ๊ยลั่นทุ่ง


2. มือที่โอบต้นข้าว
จะสัมผัสได้เลยว่ามีปูนาเกาะต้นข้าวอยู่ กุมปูนาด้วยมือเรานั่นแหละ
แล้วรีบวางลงในภาชนะที่เตรียมไว้ บางครั้งที่เราทำน้ำในนาขุ่น
ปูนาจะลอยตาขึ้นมาเหนือน้ำ มองหาเรื่องว่าใครทำให้น้ำขุ่นและพร้อมจะหนีบ
เวลานั้นเองที่เราไม่ต้องไปโอบต้นข้าว สามารถใช้สวิงหรือมือเปล่าจับมันได้เลย ปูบางตัววิ่งไวไปที่คันนา
เด็กๆชอบวิ่งตะครุบกันสนุกสนาน บางทีได้ของแถมเป็นแมงดานาด้วย


3. ปูนาที่เราต้องการ คือ ปูนาทุกขนาด เวลานี้ให้ทำใจ อย่าไปสงสารมัน
เพราะปูนาทุกขนาดกำลังตั้งใจกัดกินต้นข้าวของเราอยู่นั่นเอง


4. เจ้าของนาไม่หวงให้คนอื่นมาจับปูนาที่นาของตัวเอง
ยิ่งดีซะอีกที่มีคนช่วยจัดการศัตรูข้าวใต้น้ำไปได้ชนิดหนึ่ง
โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือใช้สารเคมีใดๆ


5. ข้อควรระวัง ก่อนลงนา ให้สังเกตว่านานั้น
ต้นข้าวถูกแหวกลู่เป็นทาหรือเปล่า เพราะนั่นหมายถึงอาจมีงูเพิ่งผ่านเลื้อยผ่านไป
หรืองูอาจจะกำลังฟัดกับหนูหรือปูนาอยู่ที่นั่น



วิธีทำน้ำปู๋


1. ตกเย็นแล้ว คนเก็บปู๋ จะนำปูนาทั้งหมดที่เก็บได้มาตำเพื่อคั้นเอาเฉพาะน้ำ
การตำมีทั้งตำด้วยครกขนาดใหญ่ และเครื่องปั่นปู
หากตำเองต้องค่อยๆตำเพราะปูยังไม่ตาย (สัพเพสัตตา)
ปูที่โดนตำแล้วนำไปเทรวมกันไว้อีกถังหนึ่ง


2. เมื่อตำเสร็จทั้งหมดแล้ว
นำปูที่ถูกตำมากรองด้วยผ้าบางๆ เพื่อคั้นเอากากปูออกไปครั้งที่ 1 จะได้น้ำปูน้ำแรก
(เหมือนน้ำหัวกะทิ) แล้วเติมน้ำลงไปในกากปูอีกเพื่อคั้นเอาน้ำที่ 2
จากนั้นนำกากปูไปเทในสวนผักได้เลย ซึ่งเป็นทั้งอาหารไก่โดยธรรมชาติและปุ๋ยให้แก่พืชผัก


3. น้ำคั้นจากปู หากใครขยันก็ ต้มน้ำปู๋ หรือเคี่ยวน้ำปูในคืนนี้ได้ทันที แต่ต้องคำนึงถึงกฎ
กติกาของหมู่บ้านด้วยว่าให้ชาวบ้านต้มน้ำปูในบ้านได้หรือเปล่า
หรือต้องไปต้มในสวนในป่าห่างจากหมู่บ้านไปกี่กิโลเมตร ก็ว่าไป


4. การ ต้มน้ำปู๋
นำน้ำคั้นปูทั้งหมดเทลงหม้อใหญ่ ก่อไฟเตาอั้งโล่หรือเตาสามขา
(เตาสามขาสำเร็จรูปทำจากเหล็กดัดเป็นวงกลมสำหรับวางก้นหม้อ
และขาสามขาเพื่อให้ทรงตัวกับพื้นได้
เตาสามขาพื้นบ้านแบบประหยัดทำจากหินขนาดใหญ่เท่ากันสามก้อน
ขุดฝังลงดินเพื่อให้มั่นคง) กรณีนี้ใช้ฟืนเท่านั้น การใช้ถ่านจะทำให้เปลืองถ่านมาก
เพราะอาจต้องเคี่ยวถึง 1 วัน 1 คืนเต็มๆ


5. คอยเติมฟืน และคนเคี่ยวน้ำปูบ่อยๆ เพื่อไม่ให้จับกันเป็นก้อนหรือไหม้ก้นหม้อ
อุปกรณ์ใช้คนคือช้อนสั้นๆ (นำช้อนสั้นๆมาต่อด้ามให้ยาวด้วยไม้ไผ่
เพื่อให้คนน้ำปูได้ มือไม่เปื้อน และช้อนไม่หลุดลงไปในหม้อ)


6. ระยะเวลาการเคี่ยว ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำปูที่คั้นไว้
หากทำน้อยก็เคี่ยวไม่นาน หากทำมากต้องเคี่ยวทั้งวันทั้งคืน
รัศมีกลิ่นน้ำปูขณะเคี่ยวอยู่ที่ 500 -
800 เมตร
ผู้เฒ่าผู้แก่บางคนที่อยู่ห่างออกไป 1 กิโลเมตรอาจได้กลิ่นและเวียนศีรษะได้


7. น้ำปูที่เคี่ยวเสร็จแล้วจะเป็นสีดำสนิท
กลิ่นหอมแบบน้ำปู๋ (ผู่เฒ่าผู้แก่ที่เคยบอกว่าเหม็นตอนเคี่ยว
เมื่อได้น้ำปูแล้วผู้เฒ่าผู้แก่คนเดิมจะบอกว่าหอม) รสเผ็ดเล็กน้อย



วิธีใช้ประกอบอาหาร
สามารถทำเป็นอาหารได้โดยตรง และประกอบอาหารได้


1. เป็นอาหารได้โดยตรงคือ น้ำพริกน้ำปู๋
(ขอค้างไว้ก่อนนะคะ)


2. ใช้ประกอบอาหาร ได้แก่ แกงหน่อไม้ แกงเห็ด ตำมะม่วง
ตำกระท้อน






Free TextEditor




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2553    
Last Update : 25 มิถุนายน 2553 11:09:37 น.
Counter : 1301 Pageviews.  

แกงเห็ดท็อป เห็ดถอบ (เห็ดเผาะ)^^


เห็ดท็อป เห็ดถอบ



ชื่อ ค่อนข้างแปลกหน่อยนะ
แต่หลายคนก็คงเคยได้ยินมาบ้างแล้ว



เห็ด ถอบหรือจะเรียกเห็ดเผาะก็ได้
เริ่มคุ้นหูแล้วล่ะสิ ภาคอื่นก็น่าจะมี แต่ภาคเหนือนิยมกินกันมาก เรียกว่า
ขอยกย่องว่าเป็นเห็ดท็อป (
TOP) เพราะเป็นหนึ่งในเห็ดพื้นเมืองไม่กี่ชนิดที่
แม้ไม่แพงในมูลค่าแต่คุณค่านั้นมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเห็ดโคน เห็ดไข่ห่านไข่เหลือง
เห็ดตับเต่า เห็ดปลวก เห็ดละโงก ซึ่งมีเฉพาะบางฤดูกาลและบางพื้นที่ของป่าที่อุดมสมบูรณ์เท่านั้น
เช่น ป่าแพะ (ป่าเบญจพรรณ) ป่าดิบชื้น ป่าโปร่ง



ฤดูของเห็ดถอบเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ
สภาพสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน ปีที่แล้ว ที่ต.เวียงต้า (บ้านเค้าเอง)
มีอยู่ที่ป่าแพะที่เคยเก็บทุกปี แต่ปีนี้ฝนไม่ค่อยตก เพราะป่าที่ต.เวียงต้ามันโล้นไปเยอะ
เพราะตัดไม้กันเยอะ (ไม่พูดรายละเอียดนะ)
ทำให้จุดที่เคยเป็นแหล่งรวมคนเก็บเห็ดถอบไม่มีเห็ดถอบ
หรือเห็ดยังไม่ออกก็ไม่ทราบได้



ปีนี้แม่ไปเก็บเห็ดถอบที่อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง
และแถวจ.เชียงใหม่ ทั้งๆที่ปีที่แล้ว ชาวเชียงใหม่ ลำปางมาเก็บเห็ดที่ต.เวียงต้า
เรียกว่า แบ่งของกินของป่ากันไปตามอัธยาศัยไมตรี



ขอ สารภาพก่อนว่า แม่ไม่เคยพาไปเก็บเห็ดถอบ
แม่บอกว่าเราตาถั่ว ครั้งหนึ่งพาไปเก็บผักหวานยังข้ามไปข้ามมา แม่เกรงว่า
ถ้าพาไปเก็บเห็ดถอบ คงเหยียบเห็ดถอบแตกหมด ก็เลยไปแค่แม่กับพี่ชาย อดมีประสบการณ์ด้านนี้
ทราบแค่ว่า ไปเก็บเห็ดถอบต้องไปตั้งแต่ตี 1 เอาไฟฉายไปส่อง
จะได้เห็ดอ่อนและคู่แข่งน้อยกว่าตอนกลางวัน



ตัวเองจึงทำได้แค่เป็นคนล้างเห็ดและเตรียมเครื่องครัวทำแกงเห็ดและต้มเห็ดเพื่อ
เก็บไว้กินได้นานรอต่อไป



รูปร่างเห็ดถอบมีเยอะมากในอากู๋ (google) เมื่อวาน
แม่เพิ่งส่งเห็ดถอบเดินทางมากับไปรษณีย์ พร้อมของป่าอื่นเล็กน้อย
สามารถแกงรวมด้วยกันได้ คือ ผักป้อก๊า (ผักพ่อค้า) และดอกอาว (คล้ายดอกกระเจียว
หรือจะอันเดียวกันก็ไม่ทราบ แต่กินได้ ทั้งต้มทั้งแกง) และน้ำพริกที่ตำมาให้แล้ว
แบบว่า เดินทางมาถึงก็พร้อมแกงกินได้ทันที



หน้าตาเห็ดถอบเวอร์ชั่นจาก อ.แม่เมาะ
ลำปางเป็นแบบนี้แล






และ นี่ผักป้อก๊า และดอกอาว





ไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำพริกแกง
เพราะเคยทำ จำสูตรได้ และวิธีทำแกงเห็ดถอบ
จ้า


1. ก่อไฟ นิยมก่อเตาถ่าน
(เพราะไฟอ่อนและไม่ทำให้แกงไหม้ก้นหม้อโดยไม่ต้องคนบ่อยๆ)
ต้มน้ำให้เดือดไปพลางๆระหว่างรอทำอย่างอื่น


2. ส่วนประกอบ: ล้างเห็ดถอบตามที่ต้อง
การ ล้างเบาๆนะ โดยเฉพาะเห็ดถอบที่ยังอ่อน (เห็ดถอบอ่อน ข้างในมีเนื้อสีขาว มัน
เห็ดถอบแก่ เนื้อข้างในสีดำ ไม่ชอบเลย) จากนั้นพิจารณาขนาดเห็ดถอบ
ถ้าเม็ดเล็กปล่อยไป เม็ดโตผ่าครึ่ง
(ที่ผ่าครึ่งมีเหตุผลส่วนตัวเพราะไม่กินเนื้อในเม็ดแก่ จึงต้องควักออกจากกัน
คนทั่วไปชอบกินเนื้อในสีดำเพราะมัน แต่เราไม่ชอบเลยจะอ้วก เลยเขี่ยให้แม่กิน
กินแค่เม็ดออ่อนและเปลือกของเม็ดแก่ เข้าทำนอง เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงมะ) ผัก ส้มป่อยหรือยอดใบมะขามอ่อนหรือยอดกระเจี๊ยบแดงหรือไม่มีจริงๆใช้
มะขามเปียกแช่น้ำแทนได้ เพื่อเพิ่มความเปี้ยวให้แกงอร่อยยิ่งขึ้น หลักๆก็มีแค่นี้
พอดีแม่ส่งดอกอาวและผักป้อก๊ามาให้ สามารถแกงรวมได้


3. เครื่องแกง ได้แก่ กระเทียม ตะไคร้หั่นฝอย
เปลือกมะข่วง พริกแห้ง ตำให้ละเอียด ใส่ปลาร้าลงไป โขลกให้ปลาร้าผสมกัน
(ปริมาณส่วนผสม ขึ้นกับความต้องการและปริมาณของเห็ดที่นำมาแกง)


4. น้ำ เดือดพอดี ใส่เครื่องแกงลงไป
ทิ้งไว้ให้เครื่องแกงละลายกับน้ำเดือดสักครู่ ใส่เห็ดถอบลงไป
เมื่อเห็ดสุกค่อยข้างได้ที่ เอาผักป้อก๊าและดอกอาวลงตาม พอดอกอาวสุก
ผักส้มป่อยหรือยอดมะขามอ่อนวางลงไป กดน้ำให้ท่วม แล้วปิดฝาไว้
สามารถยกหม้อลงจากเตาได้ทันที









ว่าจะไม่พูดแล้วเชียว


เห็ดถอบสามารถบ่งบอกความสมบูรณ์ของป่าบ้านเราได้
ช่วงนี้ข่าวขยายถนนขึ้นเขาใหญ่มาแรง 100 กว่าต้น แต่...ต.เวียงต้า จ.แพร่ ...
เมื่อ 6 ปีก่อนที่ฉันจากมา ฉันไปป่าทุกวันและยอมรับว่าเป็นคนป่าเข้ามาเรียนกรุงเทพ
ปีที่แล้วกลับไปมีโอกาสไปจกปู (ขุดปูห้วย ในฤดูน้ำหลาก ประมาณเดือนตุลาคม)
ใจหายว้าบบบบ ป่าที่ฉันเคยอยู่มันหายไป เห็นต้นไม้ใหญ่เล็กถูกตัดเป็นกอง
มีใบไม้คลุม หลายกองรายทางที่เข้าไปหาปูห้วย เท่าที่เห็นประมาณ 100 กว่าต้น
แล้วที่ไม่เห็นอีกล่ะ อดถามพ่อไม่ได้ว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่นี่เค้ามัวทำอะไรอยู่
พ่อก็ไม่รู้


ตกเย็น
จึงพยายามไปคุยกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ข้างบ้าน (บ้านอยู่ในเขตรักษาป่าไม้...)
ที่นี่ยังคงมีต้นสักขนาด 5 คนโอบถูกจับมาจากไหนไม่ทราบเมื่อ 20 ปีก่อน
วางอยูหน้าเขตรักษาป่าไม้ฯ


เจ้าหน้าที่ที่นี่มีเพียง 5
คน บอกว่า ตามจับในป่า พวกตัดไม้ก็ออกหลบมา
ตั้งใจจะเอารถไปขนไม้ที่เขาตัดไว้ก็ไม่ทันเพราะพวกตัดไม้มาขนตอนไหนไม่ทราบ
และป่าที่ต.เวียงต้าก็กว้างเหลือเกิน ตามทางนี้โผล่ทางนั้น
ทางเข้าหมู่บ้านก็มีหลายทาง ทางขนย้ายไม้ก็มีหลายทาง ดักจับไม่ครอบคลุม อืม....
ทำให้เราคิดหนักมาก เพราะเกิดมากับป่า เสียดายป่า
มันน่าจะมีวิธีดีกว่าตามจับพวกตัดป่าในป่าสิน่า ยังไงกันน้าาาา ใครช่วยบอกที
เฮ่อ..







Free TextEditor




 

Create Date : 17 มิถุนายน 2553    
Last Update : 17 มิถุนายน 2553 12:02:23 น.
Counter : 2817 Pageviews.  

ห๊าาา ตำมะเขือหำม้า ??


ตำมะเขือหำม้าให้อร่อย น่ากิน



แปลกใจกันล่ะสิ
มะเขืออะไรชื่อแปล๊กแปลก มันคือมะเขือยาว สีม่วงน่ะ อ๋อ กันแล้วล่ะสิ


ภาคอีสานเรียก
ซุปบักเขีย (ไปรู้จักของเค้าอีก)



การเตรียมเครื่องครัว



  1. ไปตลาดกันเลยดีกว่า
    เลือกมะเขือหำม้า ที่สดๆจะมีสีม่วงเข้ม ผิวเต่งตึง ขนาดลูกไม่สำคัญ
    แต่ลูกใหญ่ๆจะง่ายสำหรับมือใหม่หัดทำ

  2. ล้างมะเขือหำม้าให้สะอาด
    เด็ดกลีบเลี้ยงของมะเขือออก เหลือแต่มะเขือล่อนจ้อนกับก้านแข็งๆไว้
    ใช้ปลายมีดแหลมจิ้มๆ เป็นรูเล็กๆ รอบมะเขือ (รอดูเคล็ดลับนี้ต่อไป)
    จิ้มให้พรุนไปเลย

  3. ก่อไฟด้วยเตาอั้งโล่
    (เต่าถ่าน) ให้ถ่านแดง เกลี่ยถ่านให้ไฟแดงทั่วเสมอกัน

  4. เอามะเขือที่โดนจิ้มจนพรุนวางเบาๆลงถ่านสีแดงได้เลย
    ที่ต้องจิ้มเพราะเมื่อเราเผามะเขือ โมเลกุลมะเขือจะแตกตัว
    อาจทำให้มะเขือระเบิดได้ ต้องเปิดรูให้มะเขือได้ระบายตัวเอง เผาไปพลิกไป
    เอาให้ไหม้ผิวมะเขือจากสีม่วงเป็นสีดำไปเลยยิ่งดี
    อย่าเพิ่งให้ก้านมะเขือไหม้นะจ๊ะ ต้องเก็บไว้ใช้งานในครั้งต่อไป

  5. เมื่อมะเขือสุก
    ไหม้ได้ที่แล้วเอามะเขือเผาวางลงบนใบตองกล้วย (รักษ์โลกกันด้วยนะ)
    รอให้หายร้อนก่อนนะ

  6. ต่อไป
    เป็นเรื่องของน้ำพริก นำกระเทียมกลีบเล็ก หอมแดง ไปคั่วให้สุก
    พริกหนุ่มไปเผาให้สุก (เปลือกจะกะเทาะออก เหมือนหนังพอง) ตำเข้าเข้ากัน

  7. และขาดไม่ได้ ปลาร้าสับ เอาห่อใบตองกล้วย 3-4 ชั้น
    ทำเป็นทรงห่อหมก เอาไม้เสียบพริกนั่นแหละเสียบไปเลย แล้วเอาไปย่างไฟ
    เมื่อได้กลิ่นปลาร้าสุกแล้ว ยกวางลงบนใบตองกล้วย

  8. มะเขือที่เผาไว้จะเย็นพอดี
    ใช้มือจับก้านมะเขือแล้วแกะเปลือกมะเขือเผาที่ไหม้เกรียมออกจนกลายเป็นมะเขือล่อนจ้อน
    วางบนถ้วยได้เลย รอตำๆๆ



มาสู่การทำตำมะเขือหำม้ากันซะที



  1. ใช้มือจับก้านมะเขือ
    และใช้มีดหั่นมะเขือเป็นชิ้นเล็กๆ ทีนี้ก้านมะเขือทิ้งได้เลย

  2. ตำมะเขือกับน้ำพริกให้เข้ากัน
    ตักปลาร้าสับที่ย่างแล้วจากห่อใบตองใส่ครก
    ค่อยๆใส่ทีน้อยๆเพื่อไม่ให้เค็มเกินไป




เทคนิค ความอร่อยที่ทำให้เด็กกินได้ด้วย คือ
สามารถนำไข่ต้มสุกมาตำรวมกับตำมะเขือได้ หรืออาจจะเพิ่มแคบหมู (กากหมู)
หรือหมูทอดชิ้นเล็กๆ ตำพร้อมกับตำมะเขือได้ อร่อยนะ



รสชาติ ของตำมะเขือหำม้า มีรสเผ็ดพริกหนุ่ม กระเทียมคั่ว
เค็มน้ำปลาร้า หวานมะเขือเผาและไข่ต้ม
กลิ่นหอมมาจากมะเขือเผาวางบนใบตองและปลาร้าย่างใบตองนั่นเอง รับรองความอร่อย



แล้วพบกันใหม่จ้าาาาาา








Free TextEditor




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2553    
Last Update : 11 มิถุนายน 2553 12:00:02 น.
Counter : 408 Pageviews.  

นำเสนอ ลาบเนื้อ ลาบเหนือ

ลาบจิ๊น ลาบเหนือ (เฉพาะ ต.เวียงต้า อ.ลอง จ.แพร่)


จิ๊น แปลเป็นไทยว่าชิ้นหรือเนื้อก็ได้ ในบริบทนี้หมายความว่า เนื้อSmiley
มีทั้งลาบจิ๊นวัว จิ๊นควาย จิ๊นหมู จิ๊นนก จิ๊นสัตว์ป่าอื่นๆ ไม่ค่อยนิยมลาบจิ๊นไก่

เครื่องแกงลาบจะเยอะกว่าลาบอีสาน ได้แก่ กระเทียมไทยกลีบเล็ก เกลือป่นหรือสินเธาว์ก็ได้ พริกแห้งผิงไฟจนดำ (จะตำพริกดำกันนะ) เม็ดพริกไทย เปลือกมะแขว่น เปลือกมะข่วง (ต้องเอาเม็ดดำๆมันออกก่อน เพราะมันแข็ง) ตำให้เข้ากัน

จิ๊นที่ต้องการแบบสดๆ (ถ้าสั่งซื้อแถวนี้ จะต้องบอกพ่อค้าว่าเอาจิ๊นลาบ ไม่ใช่จิ๊นแกง) ต้องลาบจิ๊นให้ละเอียด ลาบไปใส่น้ำเลือดหรือก้อนเลือดไป

เครื่องใน ลาบเหนือจะเน้นเครื่องในมาก ทั้งตับ ใส้ ปอด หัวใจ กระเพาะหรือผ้าขี้ริ้ว และอื่นที่ร้านแถมจัดให้ เอาทั้งชิ้นใหญ่ไปต้มสุก แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก น้ำต้มเครื่องในอย่าเพิ่งทิ้งนะ

เอาจิ๊นที่ลาบและเครื่องในไปคลุกกับเครื่องลาบที่ตำไว้แล้ว

หากทานดิบ สามารถเอาต้นหอม ผักชี หอมด่วน (สะระแหน่) ใบผักใผ่ (กลางเรียกอะไรไม่รู้) หอมป้อมเป้อ (ผักชีฝรั่ง) โรยหน้าได้เลย สามารถเพิ่มน้ำเพลี้ยที่ขมๆเขียวๆได้ จะเรียกลาบดิบหรือลาบเลือด

หากทานสุก ตั้งไฟอ่อนๆด้วยเตาไฟอั่งโล่จะหอมกว่าเตาแก๊ส ใส่น้ำมันเล็กน้อย เจียวกระเทียมพอให้หอม เอาน้ำพริกดำที่ตำไว้ลงคั่วให้จามกันทั่วครัวและกระจายกลิ่นไปยังข้างบ้านได้ยิ่งดี ตักลาบดิบหรือลาบเลือดใส่ลงไป ตามด้วยน้ำต้มเครื่องในเมื่อกี้พอประมาณทันที ไม่นิยมใส่น้ำเพลี้ย จนลาบสุก จะเรียก ลาบคั่ว

พิเศษ ส่วนตัวแล้วชอบกินเครื่องในต้มกับน้ำพริกลาบได้เลย อร่อยดีSmiley

ผักกับหรือเครื่องเคียง มีเยอะแล้วแต่จะหาได้หลังบ้าน เช่น กระถิน ยอดมะเต่า (ไม่รู้เรียกอะไร) ผักอีหลึง (รสจืด ใบหนา) ผักไผ่ หอมด่วน ผักชี ยอดมะยม หอมป้อมเป้อ พริกแห้งคั่ว พริกสด คือ..อะไรกินได้ก็เอากินกับหรือเคียงได้เลย

ปล.ไม่สนับสนุนให้เด็ก สตรี และผู้ใหญ่ด้วย กินลาบดิบนะจ๊ะ เพราะเป็นสาเหตุของพยาธิได้

แล้วพบกันใหม่ในเมนูหน้า






Free TextEditor




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2553    
Last Update : 11 มิถุนายน 2553 11:46:41 น.
Counter : 630 Pageviews.  


ลูกมังกรลูกสายทาน
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ลูกมังกรลูกสายทาน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.