Group Blog
 
All blogs
 

สาระน่ารู้........โรคกระเพาะอาหารกับอินทผาลัม

โดยทั่วไปแล้ว....... คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า อาการปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่โดยเฉพาะอาการที่ปวดเรื้อรังมานานเป็นโรคกระเพาะอาหาร แต่แท้ที่จริงแล้วอาการปวดท้องอาจเกิดจากโรคอื่นๆภายในช่องท้อง เช่น กระเพาะอาหารอักเสบ กรดไหลย้อน แผลเพ็บติก โรคของตับ ถุงน้ำดี โรคมะเร็งกะเพาะอาหาร เป็นต้น


บรรดากลุ่มโรคกระเพาะอาหารนั้น ที่พบบ่อยและสำคัญ คือ โรคแผลเพ็บติก (Peptic ulcer) หรือที่คนทั่วไปมักจะเรียกว่า “โรคกระเพาะอาหาร” หมายถึงโรคที่มีแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น หรือมีการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร



คนที่เป็นโรคนี้แล้วสามารถรักษาให้หายขาดได้ ส่วนมากมักจะเป็นเรื้อรังหรือเป็นนานๆ ถ้าไม่รีบรักษาหรือปฏิบัติตัวให้ถูกต้องจะมีอาการเป็นๆหายๆ และถ้าปล่อยให้เป็นมากจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต แผลในกระเพาะอาหารนี้พบได้ทั้งชายและหญิง ทุกเพศและทุกวัย


บรรดากลุ่มโรคกระเพาะอาหารนั้น ที่พบบ่อยและสำคัญ คือ โรคแผลเพ็บติก (Peptic ulcer) หรือที่คนทั่วไปมักจะเรียกว่า “โรคกระเพาะอาหาร” หมายถึงโรคที่มีแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น หรือมีการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร คนที่เป็นโรคนี้แล้วสามารถรักษาให้หายขาดได้ ส่วนมากมักจะเป็นเรื้อรังหรือเป็นนานๆ ถ้าไม่รีบรักษาหรือปฏิบัติตัวให้ถูกต้องจะมีอาการเป็นๆหายๆ และถ้าปล่อยให้เป็นมากจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต แผลในกระเพาะอาหารนี้พบได้ทั้งชายและหญิง ทุกเพศและทุกวัย




สาเหตุของโรคแผลเพ็บติกเกิดขึ้นเนื่องจากปริมาณกรดที่หลั่งในกระเพาะอาหารกับความต้านทานต่อกรดของเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ไม่สมดุลกัน หากกรดหลั่งมากเกินไปหรือความต้านทานต่อกรดลดลงก็จะทำให้เกิดแผลเพ็บติกขึ้นได้ ปัจจุบันพบว่าสาเหตุสำคัญของแผลเพ็บติก ได้แก่ การติดเชื้อเอชไพโลไร ( Helicobactor pylori )
การใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่เสตียรอยด์ และปัจจัยอื่นๆ ซึ่งอาจไม่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคโดยตรง เช่น การสูบบุหรี่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด ผู้ที่มีหมู่โลหิตโอ และความเครียดทางอารมณ์



อาการของโรคที่สำคัญ ได้แก่ ปวดหรือจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ พบบ่อยที่สุดเวลาหิวหรือท้องว่าง จึงมีอาการเฉพาะบางช่วงของวัน ปวดท้อง แน่นท้อง อาการปวดมักจะเป็นๆหายๆ เช่น ปวดอยู่ 1-2 สัปดาห์แล้วหายไปหลายเดือนจึงกลับมาปวดใหม่อีก แม้จะมีอาการเรื้อรังเป็นปี แต่สุขภาพโดยทั่วไปจะไม่ทรุดโทรม



การรักษาโรคแผลเพ็บติกนอกจากจะให้ยาลดกรดเพื่อบรรเทาอาการแล้ว ยังต้องรักษาที่สาเหตุของโรคด้วย ทั้งนี้คนไข้ควรทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย ทานตรงกันทุกมื้อ เลี่ยงอาหารรสจัด งดชา กาแฟ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายความเครียด และลดความวิตกกังวล แต่หากมีอาการแทรกซ้อนก็ควรรีบพบแพทย์


จากรายงานการวิจัยของ King Saud University ซาอุดิอาระเบีย ตีพิมพ์ใน Journal of Ethnopharmacology ปี 2005 ทำการทดลองโดยให้สารสกัดจากอินทผาลัมและเมล็ดให้กับหนูRat ในขนาด 4 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัวหนู 1 กิโลกรัม ต่อเนื่องกันนาน 14 วัน โดยใช้ Ethanol เหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารของหนู เปรียบเทียบกับยา Lansoprazole ขนาด 30 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม พบว่า สารสกัดจากน้ำและEthanol ที่ได้จากผลอินทผาลัมและเมล็ดนั้น ทำให้ความรุนแรงของแผลในกระเพาะอาหารลดลงและยังช่วยบรรเทาการหลั่งฮิสตามีน และ gastrin จากการเหนี่ยวนำด้วย Ethanol และยังลดระดับมิวซิน (mucin) ในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย จากการทดลองครั้งนี้ทำให้สันนิษฐานได้ว่าความสามารถป้องกันเยื่อบุกระเพาะอาหารของสารสกัดจากอินทผาลัม อาจเกิดจากหลายๆปัจจัย รวมทั้งอาจเกิดจากฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย


ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) กล่าวว่า


“ ผู้ใดที่รับประทานอินทผาลัมที่มาจากอัจวะฮฺ 7 เม็ดในตอนเช้าแล้ว ในวันนั้น พิษร้ายหรือเวทมนตร์จะไม่ทำอะไรเขาเลยตลอดวัน ”
(ซอเฮียะฮฺบุคอรี, 664)



...รู้อย่างนี้แล้ว... ใครที่มีปัญหาปวดท้องหรือสงสัยว่าจะเป็นโรคกระเพาะอาหาร
ก็ลองหันมาใส่ใจตัวเองด้วยการทานอินทผาลัมวันละ 7 เม็ด อินชาอัลลอฮฺอาการน่าจะดีขึ้นและเราก็ยังได้ปฏิบัติตามคำสอนของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) อีกด้วย



บรรณานุกรม

- พญ.เพ็ญแข แดงสุวรรณ, 2548, โรคกระเพาะอาหาร, สำนักพิมพ์ใกล้หมอ

- A.A.Al-Qarawi, H.Abdel-Rahman et all, 2005, “The ameliorative effect of dates (Phoenix dactylifera L.) on ethanol-induced gastric ulcer in rats”.Journal of Ethonopharmacology 98, 313-317.

- 2007, Hadith, [online], Access : //www.searchtruth.com

//www.annisaa.com/index.php?option=com_content&task=view&id=7&Itemid=30




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 11 พฤษภาคม 2551 11:13:50 น.
Counter : 750 Pageviews.  

สาระน่ารู้.....มิสวากกับสุขภาพภายในช่องปาก

ฟัน...อวัยวะแรกที่จะปรากฏแก่ผู้พบเห็นหลังจากเรายิ้มแล้วจึงเริ่มสนทนาทักทายผู้อื่น
หลายคนประสบปัญหากลิ่นปากทำให้เป็นปัญหาในการสนทนากับคนอื่นๆ โดยไม่รู้ว่าจะรักษา
อย่างไรและไม่ทราบสาเหตุที่มา



สาเหตุหลักของกลิ่นปาก คือ แบคทีเรียที่สะสมอยู่ในปากของเรา ซึ่งอาจเกิดจากเศษ
อาหารที่ตกค้างตามซอกฟัน การผุของฟันและเนื้อฟัน การสูบบุหรี่ โรคเหงือก รวมทั้งผู้ป่วย
บางโรค เช่น ไซนัส ทอนซิลอักเสบ โรคทางระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น




กลิ่นปาก เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ตั้งแต่หลังตื่นนอนใหม่ๆ หลังทานอาหาร หรือ ในบาง
ขณะที่มีการหลั่งน้ำลายน้อยๆ เช่น ภาวะอดอาหาร การดื่มน้ำไม่เพียงพอ ตลอดจนภาวะทาง
จิตใจและความเครียดทำให้สุขอนามัยในช่องปากไม่ดี



วิธีการป้องกันมีหลากหลาย เช่น งดอาหารกลิ่นแรงๆ จำพวกกระเทียม ทุเรียน สะตอ
เคี้ยวหมากฝรั่ง งดสูบบหรี่ แปรงฟันทุกครั้งหลังอาหารและแปรงด้านบนของลิ้นและหมั่นตรวจ
สุขภาพฟันสม่ำเสมอ ดังนั้น การดูแลสุขภาพช่องปากและฟันจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อกำจัดกลิ่น
อันไม่พึงประสงค์นี้



อิสลามได้สอนวิธีการดูแลสุขภาพภายในช่องปากไว้ตั้งแต่ 1400 กว่าปีมาแล้ว ด้วยการ
ใช้ไม้สำหรับแปรงฟัน (Miswaak หรือ Kayu Sugi ในภาษามลายู) นอกจากจะช่วยรักษาสุขภาพ
ภายในช่องปากแล้วยังได้รับความพึงพอใจจากอัลลอฮฺซสุบฮานะฮุวะตะอาลาและได้ปฏิบัติตาม
สุนนะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมอีกด้วย


มิสวาก คือ ส่วนของรากไม้หรือกิ่งไม้จากพืชชนิดหนึ่งในตระกูลแม็กโนลิโอไฟตา
(Magnoliaphyta) ชื่อ Arak tree ชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Salvadora perisca ใช้กันมาก
ทางตะวันออกกลาง ส่วนในประเทศแถบแอฟริกา เช่น Sierra Leone จะใช้พืชอีกชนิดหนึ่ง คือ
African laburnum ชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Cassia sieberianba และทางแถบอินเดียมักใช้พืช
อีกชนิดหนึ่ง คือ Neem ชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Azadirachta indica นอกจากส่วนของรากและ
กิ่งแล้ว ยังมีการนำส่วนของใบมาใช้เป็นยาพื้นบ้านเพื่อบรรเทาอาการไอ หอบหืด เลือดออกตาม
ไรฟัน ริดสีดวงทวารและโรคอื่นๆ


Salvadora perisca มีสารประกอบทางเคมีหลายชนิด ได้แก่ ซิลิกาช่วยทำให้ฟันขาว
สะอาด แทนนินลดคราบแบคทีเรียบนผิวฟันและอาการเหงือกอักเสบ เรซินช่วยห่อหุ้มเคลือบฟัน
ป้องกันฟันผุ แอลคาลอยด์ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียภายในช่องปาก น้ำมันหอมระเหยกระตุ้น
การหลั่งน้ำลายซึ่งน้ำลายมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ วิตามินซีช่วยรักษาและซ่อมแซมเซลล์ โซเดียม
ไบคาร์บอเนตมีฤทธิ์กัดกร่อนอย่างอ่อนจึงใช้ในยาสีฟัน คลอไรด์ช่วยป้องกันและขจัดคราบ
สกปรกที่ฟัน และแคลเซียมช่วยให้ฟันแข็งแรง


จากรายงานการวิจัย King Saud University ซาอุดิอาระเบีย ตีพิมพ์ใน Journal of
Contemporary Dental Practice ปี 2002 ได้ทำการทดลองเปรียบเทียบผลของการใช้สารละลาย
คลอร์เฮ็กซิดีน 0.2% กับสารสกัดจากมิซวาก 50% ในการขจัดคราบแบคทีเรียบนผิวฟัน พบว่า
สารทั้งสองชนิดให้ผลลัพธ์เหมือนกันในกลุ่มควบคุม อีกทั้งสารสกัดจากมิซวากยังสามารถขจัด
สิ่งปนเปื้อนได้มากกว่าสารละลายคลอร์เฮ็กซิดีนอีกด้วย





จากรายงานของท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ กล่าวว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ
วะสัลลัม กล่าวว่า “ หากไม่เป็นการลำบากต่อประชาชาติของฉัน ฉันจะสั่งให้ประชาชาติ
ของฉันทำความสะอาดฟันด้วยมิสวากทุกๆเวลาละหมาดอย่างแน่นอน ”
(บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ ลำดับหะดิษที่12และมุสลิม ลำดับหะดีษที่ 162)
มาร่วมแปรงฟันด้วยมิสวากกันเถอะ.... เพื่อการฟื้นฟูสุนนะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมและเพื่อสุขภาพของช่องปากและฟันที่ดีของเรา อินชาอัลลอฮฺ




บรรณานุกรม
- Almas K.. Miswak (Chewing Stick): A Cultural And Scientific Heritage. J Saudi Dental
1999 November;(11)2: 080-088.
- Almas K.. The Effect of Salvadora Persica Extract (Miswak) and Chlorhexidine
Gluconate on Human Dentin: A SEM Study. J Contemp Dent Pract 2002 August;(3)3:
027-035.
- Hadith. [online].2008. Available from: //www.searchtruth.com [2008, April 8]

ข้อมูลจาก //www.annisaa.com/index.php?option=com_content&task=view&id=29&Itemid=30




 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 9 พฤษภาคม 2551 11:27:33 น.
Counter : 364 Pageviews.  

น้ำมันมะกอกวันละ 1 ช้อนโต๊ะ เพื่อสุขภาพ




"มะกอก" หรือ ซัยฏูน ที่มุสลิมเรารู้จักกันดี เป็นพืชที่กำลังอยู่ในกระแสของความสารพัดประโยชน์ ไม่ว่าจะนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง ยา อาหาร และยังนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย

โดยเฉพาะเป็นส่วนประกอบของอาหารชั้นเลิศตามภูมิปัญญาชาวบ้านมาตั้งแต่อดีต ยกตัวอย่าง สมัยที่ท่านนบีมูฮัมหมัดศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมยังทำการเผยแผ่อิสลามอยู่นั้น ท่านก็ได้อาศัยน้ำมันมะกอกนำมาทาบนขนมปัง และรับประทาน หรือ ใช้ในส่วนผสมของการทำขนมปัง หรือ อาหารประเภทอื่นๆ ที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ และยังเป็นพืชที่ได้ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอานหลายครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นพืชที่มีความจำเริญ น้ำมันมะกอกที่ผู้เขียนอยากจะแนะนำให้รับประทานนั้น ควรบริโภคน้ำมันมะกอกที่เป็นสินค้านำเข้าจากอรับมากกว่าที่จะเลือกสินค้าที่มาจากประเทศสหรัฐฯ และประเทศแถบตะวันตก เนื่องด้วยการเป็นการบอยคอตสินค้าอย่างหนึ่ง น้ำมันมะกอกที่มาจากกลุ่มประเทศทางอรับมักจะบรรจุในกระป๋องอลูมิเนียม อีกทั้งราคาย่อมเยาว์กว่า

น้ำมันมะกอกไม่จำเป็นต้องนำมาทานควบคู่กับอาหารแพง อย่างในบทความข้างล่างนี้ เพียงแต่ต้องการเสนอให้เป็นแนวทางในการประยุกต์มาใช้กับอาหารแบบมุสลิมบ้านเรา หรือ อาหารที่ทำรับประทานง่าย ๆ ไม่ฟุ่มเฟือย แต่ให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย ช่วยให้เรามีเรี่ยวแรงความสามารถทำอามัลอิบาดะหฺ ต่อองค์อัลลอฮฺ ผู้สร้างทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ และมวลสรรพสิ่งทั้งหลายเป็นของพระองค์

ยิ่งช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแสอาหารเพื่อสุขภาพมาแรงเหลือเกิน และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกวัน ไม่ตกยุค ด้วยเหตุนี้ นันทินี แทนเน่อร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอช แอนด์ โก จำกัด จึงนำเสนอผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพมาให้คนไทยได้ลิ้มลองในงาน "โอลีฟ ออย เทสติ้ง แนะนำ น้ำมันมะกอกโอลิวิเย่ร์ แอนด์ โก" ที่ร้านโอลิวิเย่ร์ แอนด์ โก ชั้น 2 ศูนย์การค้า เพนนินซูล่า พลาซ่า เมื่อเร็วๆ นี้

เจอราร์ด มอริส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ โอลิวิเย่ร์ แอนด์ โก ประจำประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่บินมาเมืองไทยเพื่อร่วมงานนี้กล่าวถึงวิธีการชิมน้ำมันมะกอก ว่าการชิมที่ต่างประเทศจะใช้แก้วสีชาหรือเข้มๆ เพื่อไม่ให้สีของน้ำมันมะกอกมีอิทธิพลจูงใจผู้ชิม และใช้การหมุนแก้ววนๆ ให้น้ำมันมะกอกได้สัมผัสกับอากาศ เกิดความร้อนของน้ำมันจะได้ไอน้ำมันมะกอกที่จะส่งผลต่อรสชาติได้ดี

“น้ำมันมะกอกของโอลิวิเย่ร์ แอนด์ โก จะแบ่งได้ 3 ประเภท น้ำมันมะกอกประเภทแนวกลิ่นผลไม้ ,น้ำมันมะกอกกลิ่นพืชสมุนไพร และน้ำมันมะกอกกลิ่นเครื่องเทศ ซึ่งการแบ่งประเภทนี้ได้มาจาก สายพันธุ์ ซึ่งมีสายพันธุ์มะกอกที่หลากหลาย พื้นที่เพาะปลูกที่มาจากดินและสภาพอากาศ ภูมิประเทศที่แตกต่างกัน และขั้นตอนกระบวนการผลิต ผู้ก่อตั้ง โอลิวิเย่ร์ โบซอง จะจัดให้มีการคัดเลือกน้ำมันมะกอกจากกว่า 300 แห่งเป็นประจำทุกปี และคัดให้เหลือเพียง 20 แห่งที่จะเลือกนำมาจำหน่าย ซึ่งน้ำมันมะกอกจะมีการแบ่งระดับชั้นเหมือนไวน์" มอริส กล่าว

"ส่วนบรรจุภัณฑ์จะใช้การบรรจุในกระป๋องอะลูมิเนียม เพื่อควบคุม 3 ปัจจัยที่มีผลต่อน้ำมันมะกอกนั่นคือ แสงแดด อุณหภูมิ และอากาศ ซึ่งตัวการเหล่านี้ จะทำให้น้ำมันมีการเปลี่ยนแปลงได้ และอย่าลืมว่าน้ำมันมะกอกแต่ละชนิดจะมีรสที่ต่างกัน และยังเหมาะกับอาหารที่ต่างชนิดกันด้วย"

ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ยังเล่าย้อนถึงจุดกำเนิดของมะกอกจริงๆ มาจากอินเดีย และแพร่ขยายไปตามอาณานิคมและการขยายประชากร ต้นมะกอกในโลกเรานี้มีถึง 3,000 สายพันธุ์ แต่มีเพียง 80 พันธุ์เท่านั้นที่นำมาทำน้ำมันมะกอกแล้วได้รสดี ชาวสวนที่ปลูกมะกอก เขาจะปลูกให้ต้นมะกอกห่างกัน 4 เมตร เพื่อไม่ให้มะกอกแย่งน้ำและอาหารกัน จะได้ผลมะกอกที่อิ่มและสมบูรณ์ที่สุด ฤดูของการเก็บเกี่ยวมะกอกจะมีขึ้นทุกๆ 2 ปี


นอกจากนี้เขายังกล่าวเสริมอีกว่า "แพทย์ยังแนะนำอีกว่าถ้ารับประทานน้ำมันมะกอกกันเพียวๆ วันละ 1 ช้อนโต๊ะ ก่อนอาหารเช้าทุกวันจะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ และยังส่งผลดีต่อกระเพาะอาหาร ช่วยป้องกันการย้อนกลับของอาหารสู่หลอดอาหาร ที่ลำไส้ก็ทำให้ย่อยง่าย ด้านระบบเลือด ก็มีคอเลสเตอรอลที่ดีเพิ่มขึ้น ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ ทั้งยังพบกรดโอลิกที่จำเป็นในกระบวนการสร้างมวลกระดูก ในน้ำมันมะกอกด้วย ที่สำคัญช่วยบำรุงสมอง ป้องกันการเกิดภาวะความจำในสมองลดลง (โรคสมองเสื่อม) ซึ่งผลพิสูจน์ออกมาแล้วว่า ผู้ที่มีอายุยืนยาวโดยมากจะพบในประเทศกรีก ซึ่งประชากรของประเทศจะบริโภคน้ำมันมะกอกถึง 26 ลิตรต่อคนต่อปี"

ในงานวันนั้นเขายังนำน้ำมันมะกอกหลากหลายแบบมาให้ลองลิ้มชิมรสแบบเพียว เช่น "มูแลง โดแซล" ที่มีกลิ่นอ่อนๆ เหมาะกับอาหารประเภทปลา แกะ "มอนติเนีย แอนด์ อาเวีย" มีกลิ่นของเครื่องเทศ แตงกวาอ่อน เวลากลืนจะรู้สึกอุ่นคอ เหมาะกับอาหารประเภทสลัดเข้มข้น รสร้อนแรง พาสต้า "น้ำมันมะกอกผสมใบเบซิล" มีกลิ่นที่โดดเด่นคือ ใบกะเพรา ได้มาจากวิธีการมัดใบกะเพราแล้วแช่ร่วมในถังน้ำมันมะกอก ใช้กินกับมะเขือเทศ ชีสมอสซาเรลล่า สลัด พาสต้า "น้ำมันมะกอกผสมเลมอน" มีกลิ่นเจือของมะนาวเหลือง โดยใส่มะนาวทั้งผลในกระบวนการคั้นด้วย เหมาะรับประทานกับปลา เนื้อที่เสิร์ฟแบบเย็น ไก่ ผัก มันฝรั่ง พาสต้า

"น้ำมันมะกอกผสมส้มแมนดาริน" โดยการใส่ผลส้มคั้นรวมกันกับมะกอก จะให้กลิ่นสดชื่นแบบส้มเหมาะรับประทานกับของหวาน ช็อกโกแลต ไอศกรีมวานิลา สลัดรสขม อาหารจำพวกซีฟู้ด "น้ำมันมะกอกชนิดผสมชิลีเปเปอร์" มาจากพื้นที่เพาะปลูกที่มีผล จะให้กลิ่นพริกแต่ไม่มีรสเผ็ด เหมาะกับการรับประทานกับไข่คน พิซซ่า สลัด เนื้อย่าง และน้ำมันมะกอกที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก คือ "โอลีฟ ออย แอนด์ กรีน เลมอน" ที่เป็นน้ำมันมะกอกที่คั้นรวมกับมะนาวเขียว จะมีกลิ่นเข้มข้น สดชื่นกว่ามะนาวเหลือง ใช้รับประทานกับปลาและสลัด

ในวันนั้นทางร้านยังนำเสนออาหารจานเด็ดที่มีส่วนผสมน้ำมันมะกอกหลากหลายจานฝีมือเชฟ นอร์แมน ธนกมลนันท์ เจ้าของร้านบลองซ์ที่โด่งดังในออสเตรเลีย ที่บินมาโชว์รสมือในงานนี้โดยเฉพาะ เช่น "ขนมปังบาเกต เสิร์ฟพร้อมน้ำมัน พาร์เมซานชีส มะกอก และถั่วโรสแมรี่" เมนูนี้มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกมูแลง โดแซล กับพาร์เมซานชีส

"สลัดรวมผักกาดวีทโลฟ กับแอปเปิ้ล ถั่ววอลนัท และน้ำสลัดสมุนไพรโยเกิร์ต" เมนูนี้ก็ยังคงมีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกมูแลง โดแซล โดยนำน้ำมันมาราดก่อนเสิร์ฟ "สตูหอยลายแซฟฟรอนกับซอสมะเขือเทศและโหระพาทอดกรอบ" มีส่วนผสมของเกสรดอกไม้แซฟฟรอนในน้ำซอส "กุ้งลายเสือย่าง กับกระเทียม มะนาว น้ำมันมะกอก และสมุนไพรจาก โพรวองซ์" เมนูนี้มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกผสมเลมอน ใช้เป็นส่วนผสมในการหมักกุ้ง และราดก่อนเสิร์ฟและท้ายสุดกับ "แซลมอนหนังกรอบ เสิร์ฟกับนิซัวสลัด และแคปเบอร์ และมะกอกบด" โดยใช้น้ำมันมะกอกผสมเบซิล เป็นเดรสซิ่งราดก่อนเสิร์ฟ


ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ออนไลน์
//www.baanmuslimah.com/searchpre.php?idarticle=08v19&idroom=08&idsubroom=v




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2550    
Last Update : 1 มิถุนายน 2550 17:48:04 น.
Counter : 14768 Pageviews.  

เทียนดำ : ฮับบะตุซเซาดาอ์



ฮับบะตุซเซาดาอ์ เป็นชื่อสมุนไพรชนิดหนึ่ง





ชาวอียิปต์เรียกว่า "ฮับบะตุลบ้าร่อกะฮ์" หรือ อัลกัมมูนอัลอัสวัด (ยี่หร่าดำ)

ชาวยะมันเรียกว่า "เกาฮเฏาะฮ"

ชาวอิหร่าน เรียกว่า "ชุวัยนิช"

และในเมืองไทยเป็นที่รู้จักกันดีเรียกว่า "เทียนดำ"

ลักษณะของมันนั้น เมล็ดสีดำคล้ายกับงา รสชาติร้อนและขมเล็กน้อย

1. ดร. อะฮ์หมัด อัลกอฎี เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ชาวอิยปต์ ปัจจุบันอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในรัฐฟอริด้า กล่าวว่า "ท่านนำเอาฮับบะตุซเซาดาอ์กับน้ำผึ้งมาบำบัดรักษาโรคเอดส์อย่างได้ผล"

2. ดร. อิบรอฮีม อับดุลฟัตตาฮ์ กล่าวว่า "ถ้าท่านต้องการรักษาสุขภาพของท่านให้แข็งแรงอยู่เสมอนั้น ต้องรับประทานวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็นโดยการนำเอาฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ กระเทียม 3 กลีบ, น้ำอุ่น 1/2 แก้ว โดยนำส่วนผสมทั้งหมดบดรวมกันแล้วรับประทานท่านจะมีสุขภาพแข็งแรงด้วยการช่วยเหลือจากอัลลอฮ์"

การแพทย์สมัยก่อนนั้น นำฮับบะตุซเซาดาอ์มาเป็นส่วนประกอบในการบำบัดโรคทุกชนิดโดยอาศัยหะดีษ ซึ่งรายงานจากอบีหุร็อยเราะฮ์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุว่า แท้จริงท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า

"จำเป็นสำหรับท่านทั้งหลาย คือฮับบะตุซเซาดาอ์ เพราะแท้จริงมันเป็นยาบำบัดทุกโรค เว้นแต่ความตาย"

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ และมุสลิม




ฮับบะตุสเซาดาอ์ บำบัดรักษาโรคต่างๆ ดังนี้

1. โรคโรมาติซัม (ปวดตามข้อ)

ส่วนผสม นำน้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์มาทาบริเวณที่เจ็บปวด พร้อมกับนำฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียดผสมกับน้ำผึ้งตามต้องการแล้วรับประทานก่อนนอน

2. โรคเบาหวาน

ส่วนผสม นำเมล็ดมาบดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ผักแว่นบดเป็นน้ำ 1/2 แก้ว ทับทิมบดเป็นน้ำ 1 แก้ว รากกะหล่ำปลีบดเป็นน้ำ 1 แก้ว แล้วนำมาผสมกับนมเปรี้ยว แล้วรับประทาน

3. โรคผมร่วง

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา น้ำหัวหอม 1 แก้วเล็ก น้ำมันมะกอก 1 แก้วเล็ก นำมาผสมรวมกันและชโลมบนศีรษะตอนเช้าทิ้งไว้ตอนเย็นแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

4. โรคปวดศีรษะ

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียด ก้านพลูบดละเอียดผสมเท่าๆ กันแล้วนำมาผสมกับนมเปรี้ยว แล้วรับประทานเมื่อมีอาการปวดศีรษะแทนยาพาราเซตามอลได้ ด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์

5. อาการนอนไม่หลับ

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับนมสดและน้ำผึ้ง 1 แก้ว ดื่มก่อนนอนพร้อมกับซิกรุลลอฮ์ อ่านดุอาอ์ก่อนนอนและอ่านอายะฮ์กุรซีย์

6. โรคกลาก

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์บดแล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นกลาก วันละ 3 ครั้งจนกว่าจะหายขาด

7. บาดแผลและขี้เรื้อน

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะบดละเอียดน้ำส้มสายชู 1 แก้วเล็ก น้ำกระเทียม 1 ช้อนชา ทาบริเวณบาดแผล

8. โรคของสตรี และการคลอดบุตร

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ น้ำผึ้ง ดอกบาบูนิญ (ดอกไม้ชนิดหนึ่งมีสีเหลือง) ผสมกันทำให้คลอดบุตรง่าย

9. ปวดฟันและต่อมทอมซิลอักเสบ

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ บดผสมกับน้ำอุ่น นำมากลั้วในปากแล้วบ้วนทิ้งในขณะอักเสบ


10. สิว

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียด น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ ข้าวสาลีบดละเอียดแล้วนำมาทาทั่วใบหน้า ก่อนนอนในตอนเช้าล้างออกด้วยสบู่และน้ำอุ่น ทำติดต่อกันประมาณ 1 สัปดาห์

11. โรคผิวหนัง

ส่วนผสม น้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์ น้ำมันดอกกุหลาบ ข้าวสาลีบดตามส่วนเท่ากัน แล้วทาบริเวณที่เป็นโรคผิวหนังทุกวันจะหายขาด

12. หูดและไฝ

ส่วนผสม บดละเอียดผสมกับน้ำส้มสายชูนำมาทาบริเวณที่เป็นหูด,ไฝ หรือกระ ทั้งเช้าและเย็น ประมาณ 1 สัปดาห์ หรือ ผักกาดหอม 1 กำมือ บดรวมกับฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วทาบริเวณที่เป็น กระ, หูด หรือไฝ จะหายขาดด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์

13. ทำให้ใบหน้าเต่งตึง และสวยงามขึ้น

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียด ผสมกับน้ำมันมะกอก นำมาทาบริเวณใบหน้าโดยไม่ถูกแดดทุกวันตามที่ต้องการ

14. ความดันโลหิตสูง


ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ, กระเทียม 3 กลีบ ผสมรวมกันรับประทานทุกวัน

15. โรคไขมันในเลือด (โคเลสเตอรอล)

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, การเทียม 3 กลีบ, ผักชนิดใดก็ได้ 1 กำมือ, น้ำผึ้ง 1 แก้วเล็ก นำมาบดรวมกันและรับประทานเช้า-เย็น

16. โรคไตอักเสบ (ไตเสื่อม)

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ รับประทานทุกวัน ประมาณ 1 สัปดาห์ จะหายอักเสบด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์

17. สลายเม็ดนิ่ว

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 แก้วเล็ก, น้ำผึ้ง 1 แก้วเล็ก, กระเทียม 3 กลีบนำมารวมกัน รับประทานทุกวัน หลังจากนั้น ดื่มน้ำมะนาวตาม สามารถล้างไตให้สะอาดได้

18. ต่อมลูกหมากโต

ส่วนผสม น้ำมันของฮับบะตุซเซาดาอ์ ทาบริเวณกระเพาะปัสสาวะและลูกอัณฑะ พร้อมบดฮับบะตุซเซาดาอ์กับน้ำผึ้งรับประทานทุกวันก่อนนอน

19. ตับอักเสบ ไวรัสบี

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, ว่านหางจรเข้ ส่วนที่เป็นวุ้น 1 อัน ผสมรวมกับน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ รับประทานทุกวันประมาณ 2 เดือน ติดต่อกัน ท่านจะเห็นผลอย่างแน่นอนด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์

20. โรคท้องมาร

ส่วนผสม ยาทาแก้ปวดฮับบะตุซเซาดาอ์, น้ำส้มสายชูผสมรวมกันแล้วทาบริเวณท้อง พร้อมกับรับประทานฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ รับประทานเช้าเย็น ประมาณ 1 สัปดาห์

21. นิ่วในถุงน้ำดี

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, ผักเบี้ยบดละเอียด 1/4 ช้อนโต๊ะ, น้ำผึ้ง 1 แก้ว ผสมรวมกัน รับประทานเช้า-เย็น รับประทานติดต่อกันทุกวัน จนกระทั่งอาการของท่านดีขึ้น

22. โรคม้าม

ส่วนผสม ยาทาแก้ปวดฮับบะตุซเซาดาอ์, น้ำมันมะกอก ผสมรวมกันแล้วทาบริเวณใต้ซี่โครงด้านซ้าน พร้อมกับนำฮับบะตุซเซาดาอ์ และน้ำผึ้งมารับประทานด้วย และท่านจะพบว่าหลังจากนั้น 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ม้ามของท่านจะดีขึ้นและความกระปรี้ประเปร่าจะกลับมาสู่สภาพเดิมพร้อมกับท่านต้องสรรเสริญอัลลอฮ์

23. ปวดศีรษะและระบบหมุนเวียนของเลือด

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์, น้ำผึ้ง ผสมรวมกันรับประทานได้ตลอดเวลาที่ท่านต้องการ

24. โรคลำไส้ ปวดท้องจุกเสียด

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์, เครื่องเทศ, สะระแหน่, น้ำผึ้ง ผสมจำนวนเท่าๆ กัน นำมารับประทาน พร้อมกับน้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์ ทาบริเวณท้องประมาณไม่กี่นาทีท่านก็จะเห็นผลและหายปวดด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์

25. โรคเกี่ยวกับตา

ส่วนผสม น้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์ หยดที่ตาทั้ง 2 ข้างก่อนนอนพร้อมกับน้ำแครอทผสมกับน้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์แล้วดื่มจนกว่าจะหาย

26. โรคอามีบา

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะเขือเทศใส่เกลือเล็กน้อย 1 แก้ว นำมาผสมรวมกัน รับประทานทุกวัน ประมาณ 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ท่านจะพบว่าหายป่วยและมีสุขภาพดีด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์


27. เป็นหมัน

ส่วนผสม มีส่วนประกอบ 3 อย่าง คือ ฮับบะตุซเซาดาอ์บด, นมสด, หัวไชเท้า ส่วนผสมเท่าๆ กัน นำมาบดรวมกันแล้วรับประทาน 1 ช้อนโต๊ะ เช้า-เย็น พร้อมมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ถ้าหากอัลลอฮ์ประสงค์ท่านจะได้รับตามต้องการ

28. โรคมะเร็ง

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำแครอท 1 แก้วเล็ก, กระเทียม 3 กลีบ, น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกันนำมารับประทานวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกัน 3 เดือน พร้อมกับขอดุอาอ์ และอ่านอัลกุรอ่านท่านจะพบความมหัศจรรย์ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮ์

29. โรคหอบหืด

ส่วนผสม นำน้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์ แล้วสูดดมพร้อมกับนำน้ำฮับบะตุซเซาดาอ์ทาบริเวณหน้าอกก่อนนอนทุกวัน

30. เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ


ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, ไข่ไก่ 7 ฟอง, กระเทียม 3 กลีบ ผสมรวมกัน นำไปทอดหรือรับประทานสดๆ วันเว้นวัน ประมาณ 1 เดือน แล้วท่านจะพบว่าพละกำลังจะกลับมา 120 แรงม้า ด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์ และจำเป็นแก่ผู้ป่วยคือ (1) เมื่อเข้าห้องน้ำปลดทุกข์แล้ว ก็อาบน้ำละหมาด (2) ขอดุอาอ์ ขณะร่วมหลับนอน

31. ทำให้สติปัญญาดีและความจำดีขึ้น

ส่วนผสม ใบสะระแหน่ 1 กำมือ, น้ำผึ้ง, น้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์ 7 หยด ผสมน้ำอุ่นให้รับประทานกับชา หรือกาแฟ หรือนมสดจะทำให้ท่านเพิ่มความจำ สมองโล่ง ท่านจะพบว่าถ้าหากท่านอ่านอัลกุรอ่านจะจำดีขึ้น

32. โรคเหน็บชา
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียด, น้ำส้มคั้น 1 แก้ว ดื่มทุกวัน ประมาณ 10 วัน ท่านจะเห็นผลว่า ความกระปรี้กระเปล่ากลับคืนมาอย่างรวดเร็ว

33. เป็นโรคที่อัลลอฮ์ให้การลงโทษแก่ผู้ที่ปฏิบัติผิดประเวณี นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถผลิตวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ได้ และจำเป็นแก่มุสลิมทุกคนต้องยำเกรงต่ออัลลอฮ์ และออกห่างสิ่งที่อัลลอ์ห้าม มันจะไม่นำไปสู่ความหายนะ

ดร. อะฮ์หมัด อัลกอฎีกล่าวว่า "ท่านนำเอาฮับบะตุซเซาดาอ์มาสกัดรักษาโรคเอดส์ และได้ผลมาแล้วด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์"

//www.mureed.com/article/hubbatisuadah.htm




 

Create Date : 01 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 24 ธันวาคม 2550 21:58:33 น.
Counter : 1969 Pageviews.  

อิสลามไม่ได้ห้ามทานแต่"หมู"เท่านั้นค่ะ

อิสลาม จะทานอาหารที่ศาสนาอนุมัติเท่านั้น

ความจริง อิสลามไม่ได้ห้ามทานหมูอย่างเดียว!!มีอีกหลายอย่างที่ ห้ามทาน แต่คนที่ไม่เคร่งครัด หรือรู้ไม่มาก เขาก็จะจำแค่อย่างเดียวว่าไม่ทาน หมู หรือถ้ากินอยู่ ห้ามทัก (มีมากสำหรับคนที่ไม่รู้จักละอายต่อบาป)


ศาสนายูดาย หรือ ยิวก็เช่นกัน ที่ไม่ทานหมู มีหลายศาสนาเลย ก็ไม่ทานหมู

ทางยูดาย หรือ ยิว อาหารที่ อนุมัติเรียกว่า" โคเชอร์" (กินได้)

ไม่อนุมัติให้กินนั้นเรียกว่า "เทรฟาห์ " (สิ่งต้องห้าม)


ในคัมภีร์ไบเบิ้ลเก่า บทเลวิกิโต11.7-8
".. หมูเพราะมันเป็นสัตว์แยกกีบและมีกีบผ่าแต่ไม่เคี้ยวเอื้อง จึงเป็นสัตว์มลทินแก่เจ้าอย่ารับประทานเนื้อของสัตว์เหล่านี้เลย และเจ้าอย่าแตะต้องซากของมันมันเป็นมลทินแก่เจ้า " ชาวยิวที่เคร่งครัดทั้งหลายก็ยังคงปฏิบัติเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด


สิ่งที่ศาสนาอิสลามห้ามทานคือ

1) เนื้อหมู และผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่ทำมาจากตัวหมู เช่น เจลาตินหากทำมาจากหมู มุสลิมก็ถือว่าเป็นที่ฮะรอม (ต้องห้าม) แต่ยิวจะถือว่าเป็นโคเชอร์(กินได้)

2) เลือด ไม่ว่าจะนำไปต้มหรือไปทำพาสเจอร์ไรส์หรือไปทำเป็นผลิตภัณฑ์อะไรก็แล้วแต่ถือเป็นที่ต้องห้ามตามหลักการอิสลาม

3) เนื้อของสัตว์ที่ตายเองโดยธรรมชาติหรือตายโดยไม่รู้สาเหตุ

4) เนื้อของสัตว์ที่ตกจากที่สูงตาย ถูกทุบ และถูกรัดคอ

5) เนื้อของสัตว์ที่เชือดโดยไม่กล่าวนามของพระเจ้า เหตุผลก็เพราะสัตว์มีชีวิตและชีวิตของสัตว์ก็เป็นของพระเจ้า ถ้าจะกินเนื้อของมันก็ต้องขออนุญาตจากพระเจ้าเพื่อเอาชีวิตของมันเสียก่อน

6) ของเซ่นไหว้ทุกชนิด

7) สัตว์ที่ใช้กรงเล็บและเขี้ยวจับหรือฉีกเหยื่อกินเป็นอาหาร เช่น นกอินทรี งู เสือ หมี และอื่นๆ

8) สิ่งมึนเมาทุกประเภท โดยเฉพาะสุรา


"ไก่" ก็เช่นกัน หลายคนหวังดี ซื้อไก่ทั้งหลาย มาฝากเพื่อนมุสลิม เพราะคิดว่าทานได้ ความจริงทานไม่ได้ !!


ถ้าไม่ใช่ อาหารที่มุสลิมทำมา เขาไม่สามารถทานได้

แต่ปัจจุบัน มันมีคนทำแบบนี้แยะ ไม่เคร่งครัด คนทั่วไปเลยเข้าใจว่าถ้าเป็นไก่มุสลิมก็ทานได้หมด ตามร้านและ สินค้าทั่วไปจะได้ทานก็ต้องมี เครื่องหมาย ฮะลาล ค่ะ

สัญลักษณ์แบบนี้



ขอขอบคุณข้อมูลจากบล๊อกคุณ นะ(รก)

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=narok&group=11




 

Create Date : 22 เมษายน 2550    
Last Update : 23 เมษายน 2550 8:50:13 น.
Counter : 526 Pageviews.  

1  2  

Valentine's Month


 
เสบียง 2 โลก
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
Google
Friends' blogs
[Add เสบียง 2 โลก's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.