Group Blog
 
All blogs
 
Confusion 2/2









หลายๆ ครั้งคนเราก็มักจะเผลอทำอะไรตามสัญชาตญาณ

ผมก็เหมือนกัน ไม่ใช่แค่เรื่องเต้นอย่างเดียวที่ผมทำตามสัญชาตญาณ บางครั้งบางคราแม้แต่การจะกดปุ่มโทรศัพท์เล่นผมก็เกือบเผลอทำตามสัญชาตญาณด้วย

แต่พอนิ้วกำลังจะจิ้มที่ปุ่มโทรด่วนนั้น สติมันก็กลับมาซะก่อนที่ผมจะทันกดแช่ได้นาน จากที่นั่งเหม่อๆ พลิกมือถือในมือเล่นไปมาตอนแรกผมก็ต้องรีบยกมันขึ้นมาดูว่าเผลอโทรออกไปแล้วจริงๆ รึเปล่า

แต่เมื่อหน้าจอแสดงผลเป็นแค่ตัวเลขโดดๆ ตัวเดียวที่โชว์เด่นหรา ผมก็ต้องถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะรีบยัดมือถือใส่ในกระเป๋ากางเกงเพราะเดี๋ยวเผลอทำอีก

ถึงแม้หลังจากนั้นเหตุการณ์อย่างนี้มันจะเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนจากนี้ก็ตามเถอะ

โดยเฉพาะทุกครั้งที่ผมต้องขยำกระดาษที่ตามรังควานผมทุกที่ทิ้งลงถังขยะ สิ่งแรกที่ผมทำหลังจากนั้นคือหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะยัดมันกลับลงไปตามเดิมพร้อมถอนหายใจหนักๆ ด้วย

ผมกำลังจะปล่อยให้เพื่อนเป็นอิสระนี่ ดังนั้นแค่นี้ผมก็ต้องจัดการเองได้สิ

แล้วก็อีกอย่าง วันนี้ทุกคนจะเลี้ยงฉลองวันเกิดให้ผมด้วย ดังนั้นผมต้องทำตัวสนุกทุกคนจะได้สบายใจ

และผมก็คิดว่าตัวเองทำได้ดีซะด้วย ในการที่หัวเราะร่วนทั้งวันอย่างมีความสุข ในห้องโถงของบ้านพวกเรานั่งกินหมูย่างที่สั่งมา กินเหล้า และร้องเพลงกันบ้าง พองานเลี้ยงเริ่มเดินไปได้ที่หน่อย ทั้งห้องก็ปิดไฟมืดก่อนกระต่ายน้อยจะยกเค้กที่ทำเองกับมือออกมาให้ผมเป่าเทียน ถึงแม้ตลอดวันผมจะโดนกลั่นแกล้งแค่ไหน จะโดนล้อยังไง แต่หลังจากนั้นทุกคนก็จะอวยพรวันเกิดให้ผมดีๆ (บ้าง จิกๆ กัดๆ บ้าง)

ไม่เว้นแม้แต่ไอ้เจ้าชายที่เพิ่งกำลังจะพูดกับผมเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน ด้วยการวางโทรศัพท์ในมือที่โทรมาตลอดงานลงเพื่ออวยพรผมตามธรรมเนียมกับคนอื่นเค้าบ้าง

“มีความสุขมากๆ นะ”

ประโยคสั้นๆ ที่แตกต่างจากทุกปี แต่สิ่งที่ผมทำได้คือยิ้มรับนิดๆ และตอบกลับไปอย่างมีมารยาท

“ขอบใจ”

ตอบแล้วก็ต้องมองตามแผ่นหลังกว้างๆ นั้นที่ขอตัวหลบไปคุยโทรศัพท์ต่อที่ระเบียงเพราะเสียงในบ้านตอนนี้ดังยิ่งกว่าโรงเรียนอนุบาลเนื่องจากทุกคนมัวแต่ไปรุมแย่งเค้กกันจนคงลืมสนใจผมที่มองตามแผ่นหลังนั้นด้วยสายตายังไงผมก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน

แต่ก็มีใครบางคนที่ไม่ได้ใส่ใจกับเค้กฟักทองอยู่บ้าง เพราะใครคนนั้นก็มองหน้าผมและพูดขึ้นมาสั้นๆ ก่อนจะผละเดินไปชงเหล้าดื่มต่อ

“ของจะมีค่าก็ต่อเมื่อเราได้สูญเสียมันไปแล้วเสมออึนฮยอก”

คำพูดที่ผมไม่เข้าใจและหันควับไปตามเจ้าของเสียงที่เดินหลบไปแล้วอย่างไม่ใส่ใจ ผมเลยหันไปมองหน้าหัวหน้าวงที่ก็จ้องผมอยู่ก่อนแล้วเช่นกันเพื่อขอให้พี่ช่วยอธิบาย แต่สุดท้ายพี่ก็ถอนหายใจและยิ้มสบตาผมนิดๆ พร้อมกับยกมือมาขยี้หัวผมเบาๆ แทน

“ไม่ต้องสนใจหรอก ฮีชอลก็พูดไปอย่างนั้นแหละ นายเป็นนายอย่างนี้ดีแล้วล่ะ เป็นฮยอกแจอย่างนี้ดีแล้ว”

คำพูดของพี่ยิ่งทำให้ผมไม่เข้าใจหนักกว่าเดิม แต่พี่ก็ไม่พูดอะไรนอกจากยิ้มเหมือนปลอบใจให้อยู่อย่างนั้น ทว่าผมก็ไม่ได้จะมีเวลาคิดทบทวนได้นานหรอก เพราะหลังจากนั้นมือเล็กๆ ของทงเฮก็พาเนื้อครีมสีเหลืองกลิ่นฟักทองมาแปะลงบนหน้าของผมแล้ว


แล้วหลังจากนั้นสงครามปาเค้กก็เริ่มต้นขึ้น


วิ่งไล่กันรอบบ้านและเล่นกันจนเหนื่อยทุกคนถึงเลิกรุมผมและกลับมากินดื่มกันต่ออีก ถึงแม้จะกำลังนั่งอยู่ในกลุ่มของเพื่อนๆ หากแต่แผ่นหลังกว้างๆ ที่ยังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ที่ระเบียงบ้านมันกลับสะกิดใจทุกครั้งที่หันไปมอง ดังนั้นมันเลยเป็นข้ออ้างที่ผมเกิดลูกฮึดตามแรงยุจากคนรอบข้างในการที่จะกระดกแก้วแล้วแก้วเล่าด้วยความคึกคะนอง

จะให้เต้นตลกๆ หรือให้ใส่สายสะพายอะไรตอนนี้ผมก็ทำมันทั้งหมดนั่นล่ะ ถ้าเหล้าจะสามารถช่วยลบทั้งความเหงาและความเจ็บปวดที่มันจุกอยู่ที่ใจนี้ออกไปได้บ้างผมก็จะดื่มมัน หลายๆ ครั้งที่หัวหน้าวงพยายามเตือนพยายามห้าม แต่ก็เป็นผมเองที่ไม่ยอมฟังและดื้อรั้นดื่มต่อไป ทั้งๆ ที่ก็เริ่มรู้ว่ามันเกินลิมิตของตัวเองแล้ว

จนสุดท้ายผมก็ได้ยินเสียงพี่บ่นอะไรซักอย่างและถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะลุกออกไป แล้วก็เหมือนๆ หางตาจะเห็นแวบๆ เหมือนกันว่าพี่เดินไปทางระเบียงแต่ผมก็ไม่ได้สนใจ จนเมื่อมือใหญ่ๆ คุ้นตายื่นมาคว้าแก้วเหล้าออกจากมือผมอย่างรวดเร็วนั่นล่ะผมถึงหันไปมองอย่างไม่พอใจ

“เลิกดื่มได้แล้วน่า นายดื่มเยอะเกินไปแล้วนะคืนนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ปวดหัวหรอก”

“เอ๊ะ! เอาแก้วฉันคืนมานะ! แล้วนายรู้ได้ไงว่าฉันดื่มเยอะ ก็นายเอาแต่โทรศัพท์ตลอดไม่ใช่รึไง ก็บอกให้เอาคืนมาไงเล่า เอาคืนมา!”

นอกจากภาพแก้วเหล้าในมือเจ้าชายจะเพิ่มจำนวนเป็นสองแก้วแล้ว ทำไมผมยิ่งรู้สึกว่าคว้ายังไงก็คว้าไม่ถึง เพราะยิ่งผมขยับมือตามแก้วมันก็ยิ่งถอยห่างออกไป

ฮึ๊ยยยย ขัดใจจริงๆ เลยเชียว!

“ฉันรู้ก็แล้วกัน แต่วันนี้นายต้องพอได้แล้ว ทุกคนก็เหมือนกัน เลิกยุให้ฮยอกดื่มได้แล้วนะ ก็รู้ว่าคอไม่แข็งแล้วจะไปคะยั้นคะยอให้มันดื่มทำไม?”

“เออ! ฉันคอไม่แข็งแล้วมันไปหนักหัวอะไรนายเล่า! ใช่สิ ใครมันจะหล่อจะดีจะเก่งไปทุกอย่างเหมือนนายล่ะ! ไม่ต้องทำอะไรสาวๆ ก็หลงรักแล้วนี่ ตัวเองเป็นเจ้าชายก็อยู่ส่วนเจ้าชายไปสิ อย่ามายุ่งกับคนกระจอกอย่างพวกเราเลย! ดังนั้นเอาแก้วฉันคืนมาเดี๋ยวนี้เลยนะ เอาคืนมา!!”

“ไม่เอาแล้วนะอึนฮยอก นายเมาจนเริ่มพาลแล้วนะ พอได้แล้ว เลิกกินแล้วก็เข้าไปนอนได้แล้ว ฉันจะพานายไปนอนเองนะ มา...กลับห้องกันนะฮยอกแจ”

“ไม่เอา! ไม่กลับ! ฉันจะดื่ม! นายไม่สนใจฉันแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วจะมายุ่งอีกทำไมเล่า เอาแก้วคืนมานะ! เอาคืนมาเดี๋ย...”


ซ่า!!!!!!!!!


ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยคและศึกแย่งชิงแก้วเหล้า (ทั้งๆ ที่เอาแก้วใหม่ก็ได้) จะจบหรอก อยู่ๆ ผมที่กำลังเล่นชักเย่อกับซีวอนก็มีอันต้องชะงักไปเมื่อน้ำเย็นจัดถูกสาดมากระทบหน้าพวกเราเข้าอย่างจัง!

และคนทำก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือแม่มดร้ายประจำวงที่คงกำลังเมาได้ที่แล้วนั่นเอง

“โฮ้ยยยยยยยย แมร่งงงงงงง น่ารำคาญทั้งคู่นั่นล่ะ ออกไปเคลียร์กันข้างนอกเลยไป! เลิกมาเล่นพ่อแง่แม่งอนปัญญาอ่อนได้แล้ว รำคาญตา! ไปซะ ออกไปคุยกันข้างนอกเลย แล้วก็อย่าลืมซื้อเหล้ามาด้วยล่ะ เหล้ามันจะหมดเพราะนายน่ะแหละอึนฮยอก ถ้าไม่ได้เหล้ามาก็ไม่ต้องเข้าบ้านจำไว้!”


พูดพลางก็คว้าคอเสื้อพวกเราทั้งสองคนพลางลากๆ หิ้วๆ ตรงไปที่ประตูบ้าน บ่นไปด่าไปผมและซีวอนก็ถูกผลักออกมานอกบ้านท่ามกลางสายตาตกใจของทุกคน ก่อนที่สุดท้ายจะเป็นคำขู่และเสียงประตูที่ปิดใส่หน้าโดยแรง


ปัง!!!!


และยังไม่ทันที่พวกเราจะได้ทันตั้งตัว อยู่ๆ ประตูบ้านก็ถูกเปิดออกอีกครั้งด้วยพี่คนเดิม เพื่อที่จะโยนรองเท้าสองคู่ที่เลือกส่งๆ มาให้



ปัง!!!!



ตอนนี้ผมเริ่มสร่างเมาขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ ทั้งน้ำเย็นและเสียงพี่ฮีชอลช่วยให้สติผมกลับมาได้เยอะพอดูเหมือนกัน แล้วก็ดีนะที่ผมไม่ได้เกิดตอนหน้าหนาว ไม่งั้นออกมานอกบ้านทั้งเสื้อผ้าเปียกโชกอย่างนี้ผมคงได้แข็งตายอยู่หน้าบ้านนี่แหละ

แล้วในขณะที่ผมกำลังยืนพิงประตูเพราะหัวมันยังเหมือนจะมึนๆ อยู่บ้าง ผมก็ได้ยินคนข้างตัวผมกำลังเคาะประตูรัวๆ เพื่อขอกุญแจรถมันจากแม่มัน เอ๊ย แม่มด แต่เสียงแหวสูงๆ ที่ดังกลับมาก็ทำให้หน้าเจ้าชายๆ ของชเวซีวอนเหวอไปได้เหมือนกัน

“เดินไปกันนั่นล่ะ แค่หัวมุมถนนเองไม่ใช่รึไง! หัดเดินหัดคุยกันซะบ้างเรื่องมันจะได้จบๆ ซะที!”

นั่นล่ะประโยคที่ทำพวกเราเงียบกริบและเผลอหันหน้าหนีไปคนละทาง

แล้วหลังจากยืนเงียบกันไปซักพักเจ้ายักษ์ก็พูดขึ้นมาก่อนทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้จะมองหน้าผมเลยด้วยซ้ำ

“ฉันจะออกไปซื้อเหล้าเอง นายเมามากแล้ว รออยู่ที่นี่ล่ะ ฉันกลับมาแล้วค่อยเข้าบ้านด้วยกัน”

บอกแค่นั้นก็เดินดุ่มๆ ตรงไปที่ลิฟต์ไม่สนใจว่าผมจะตอบยังไง อารมณ์งอนปนอารมณ์หลายๆ อย่างทำให้ผมต้องวิ่งเร็วๆ ตามหลังมัน แม้จะวิ่งไปก็ต้องเกาะผนังทางเดินไปเพราะความมึนก็ตาม

จนเมื่อผมตามมันเข้าไปในลิฟต์จนได้ ซีวอนถึงหันมามองผมอย่างงงๆ แต่ยังไม่ทันที่เจ้านั่นจะอ้าปากไล่ผมก็เป็นฝ่ายชิงพูดก่อนซะเอง

“ไม่ต้องมาทำอวดรวยแถวนี้เลยนะ ฉันเป็นเจ้าของวันเกิดและเป็นคนกินเยอะกว่าใครดังนั้นฉันจะจ่ายเอง เก็บนิสัยสุภาพบุรุษเว่อร์ของนายเอาไว้ใช้กับพวกผู้หญิงเถอะ กับฉันไม่ต้อง!”

พอรู้ตัวเหมือนกันว่าตัวเองพูดจาไม่ดีเอาซะเลย แต่อะไรหลายๆ อย่างก็ทำให้ผมหันหน้าหนีไปทางอื่นและทำท่าไม่สนใจคนที่มาด้วยกันอีกต่อไป แม้เมื่อจะออกจากลิฟต์และเดินออกจากคอนโดเพื่อตรงไปร้านมินิมาร์ทที่หัวมุม ผมก็ยังก้าวดุ่มๆ เหมือนเดินคนเดียว แม้เดินไปจะรู้สึกเหมือนพื้นมันขยับได้จนคนข้างๆ ต้องขยับขึ้นมายึดต้นแขนผมเอาไว้ก็ตาม

“เดินเซไปเซมาแบบนี้ถ้าแฟนๆ มาเห็นคงไม่ดีเท่าไหร่หรอก อยากพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งว่าอึนฮยอกแห่งซูเปอร์จูเนียร์นอนเมาเละอยู่ข้างถนนรึไง?”

ประโยคไม่กี่ประโยคที่ผมก็เถียงไม่ออกและสุดท้ายก็ต้องเดินตามแรงลากของมันอยู่ดีแม้ว่าจะพยายามแกะนิ้วแข็งๆ นั้นออกเท่าไหร่ก็ตาม จนเมื่อพวกเราเดินเข้าไปในร้านแล้วนั่นล่ะผมถึงสามารถสะบัดมือซีวอนออกจากตัวได้ แต่เมื่อสามารถเดินเข้าไปข้างในและหอบเหล้าสามกล่องออกมาวางบนเคาน์เตอร์ด้วยตัวเองได้ พอพนักงานร้านบอกราคาเท่านั้นล่ะ ไม่นานเกินนั้นหลังจากที่ตบทั้งกระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกงและทุกกระเป๋าที่มีอยู่ในตัวแล้ว สุดท้ายผมก็ต้องหันไปหาซีวอนที่ยืนจ้องเงียบๆ เอาจนได้

ดวงตาคมๆ มองสบกับผมแวบหนึ่ง ก่อนจะล้วงกระเป๋าตังค์ออกมาจ่ายตังค์ให้ ยิ่งสถานการณ์เป็นแบบนี้ผมก็ยิ่งรู้สึกเสียหน้ายิ่งกว่าเดิม แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเพราะผมอยู่ในบ้านของตัวเองเลยไม่ได้พกกระเป๋าตังค์ติดตัว แถมพี่ฮีชอลยังลากออกมาทิ้งนอกบ้านเอาดื้อๆ ไม่ให้เตรียมตัวอะไร แต่ถึงยังไงผมก็ไม่อยากพึ่งไอ้เจ้าชายมันนี่ ยิ่งตอนที่มันมีคนสำคัญของมันแล้ว ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองต้องไม่ทำตัวให้เป็นภาระมันไปมากกว่านี้อีกแล้ว

ความคิดแบบนี้ทำให้หงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ และก็เหมือนๆ ผมจะเอามันไปพาลลงที่คนข้างๆ อย่างไม่รู้ตัว เพราะเมื่อมือใหญ่ๆ แทรกเข้ามาเพราะจะประคองผมเดินเหมือนตอนขามา ผมก็เผลอปัดมือนั้นทิ้งอย่างแรงและพูดเสียงดังคล้ายๆ จะตวาดด้วย


“อย่ามาแตะฉัน!”


แล้วคราวนี้ผมก็รู้สึกว่าซีวอนเองก็อึ้งเงียบเป็นบ้างเหมือนกัน


สุดท้ายในบรรยากาศเงียบกริบอันน่าอึดอัดระหว่างเราซีวอนก็ถอนหายใจออกมาก่อน ก่อนจะถือถุงเหล้าเดินนำดุ่มๆ ไปข้างหน้าเหมือนตอนขามาแรกๆ เสียงทุ้มๆ ที่พูดทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะถอนหายใจหนักๆ ทำให้ความหงุดหงิดปนเจ็บจี๊ดๆ มันยิ่งก่อตัวมากขึ้นที่คิดว่าคนตรงหน้าคงรำคาญผมเข้าให้จริงๆ แล้ว

“งั้นก็ตามมาเองให้ได้แล้วกัน”

บอกสั้นๆ แค่นั้นก็เดินจากไปอย่างไม่เหลียวหลัง ผมเองก็ต้องกัดฟันเดินเกาะๆ รั้วบ้านคนอื่นเพื่อตามมันไปให้ แต่ยิ่งเดินไปเรื่อยๆ ยิ่งเหมือนระยะห่างระหว่างเรามันกลับยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ

แผ่นหลังของซีวอนกว้างมากขนาดนี้เลยรึไงนะ แต่ก่อนผมก็ไม่รู้สึกอะไรนักหรอก ตอนหลังๆ ถึงเริ่มรู้และดูเหมือนมันจะเริ่มคุ้นตาขึ้นมากกว่าเดิม


เพราะเพื่อนคนสำคัญของผมกำลังหันหลังให้ผมและกำลังก้าวออกไปจากชีวิตผม


นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ แต่ทำไมพอมันกำลังจะเป็นจริงแล้วในใจผมมันต้องจุกๆ เจ็บๆ ขนาดนี้ก็ไม่รู้ แล้วทำไมผมต้องมาคิดอะไรจุกจิกพวกนี้ด้วยนะ ฮะๆๆ ท่าทางผมจะเมาจริงๆ อย่างที่คนอื่นๆ ว่าแล้วล่ะ


ผมคงจะเมาไปแล้วจริงๆ


ยิ่งเหมือนสำนึกได้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในอารมณ์ไหนขามันก็เลยอ่อนแรงลงตามหัวใจ จนสุดท้ายผมก็รู้สึกว่าตัวเองคงไล่ตามแผ่นหลังกว้างๆ นั่นไม่ไหวแล้ว อะไรหลายๆ อย่างจึงทำให้ขาผมก้าวช้าลงเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดก้าวไปเอง และสุดท้ายหัวมันก็มึนซะจนผมต้องทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นและเอาหลังพิงเสาไฟตามทางเดินในสวนสาธารณะเอาไว้

รอหายมึนซักพักค่อยลุกเดินกลับบ้านเองก็ได้ อีกแค่ไม่กี่ร้อยเมตรนี่เอง และเดี๋ยวซีวอนก็คงเอาส่วยไปส่งให้พี่ฮีชอลล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นถ้าผมไปเคาะประตูพี่ก็คงยอมเปิดให้ล่ะ แล้วตอนนั้นก็ค่อยปั้นหน้ายิ้มใหม่อีกครั้งหลังจากได้พักสักแป๊บแล้วก็คงดีเหมือนกัน


เหนื่อยจังเลยแฮะ


ในตอนนี้ผมรู้สึกตัวเองเหนื่อยเหลือเกิน...เหนื่อยกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว เหนื่อยซะจนผมอยากหลบไปอยู่คนเดียว ไม่ต้องเจอหน้าใคร ไม่ต้องรับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว


‘นายมันคนอ่อนแอ ทำอะไรก็เหยาะแหยะ! นายมันเป็นตัวถ่วงของวงรู้ตัวมั้ยอึนฮยอก!’


ฮะๆๆ จะว่าไปพวกเธอเหล่านั้นก็รู้จักตัวผมดีเหมือนกันนะ ผมมันก็แค่คนอ่อนแอคนหนึ่งเท่านั้น คนอ่อนแอที่พอเจออะไรก็อยากมุดกลับไปอยู่ในกระดองเหมือนเดิมแล้ว

ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากรับฟัง ไม่อยากสนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว

แต่ในขณะที่ผมกำลังนั่งหัวเราะและสมเพชตัวเองอยู่คนเดียว อยู่ดีๆ เสียงเรียกชื่อก็ดังมาให้ได้ยินก่อน ก่อนจะเป็นเสียงวิ่งของซีวอนที่กำลังตรงมาทางนี้

“ฮยอกแจ! เป็นอะไรไปน่ะ นายยืนไหวมั้ย?”

ท่าทางเหมือนซีวอนจะเข้ามาช่วยประคองผมลุกขึ้น แต่อะไรซักอย่างก็ทำให้มือใหญ่ๆ นั้นหยุดชะงักที่จะทำอย่างนั้น ท่าทางแบบนั้นทำให้ผมเงยขึ้นจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่เหมือนทำอะไรไม่ถูกนั้นด้วยหัวใจที่เจ็บจี๊ดๆ

สภาพผมตอนนี้คงดูทุเรศมากเกินไปจนไอ้เจ้าชายมันไม่อยากแตะล่ะมั้ง

“นาย....ลุกเองไหวมั้ย ถ้าไงให้ฉันตามคนมาช่วยมั้ย?”

คำถามเหมือนๆ ปัดผมให้พ้นตัวอย่างนั้นทำผมจุกนิดๆ ได้เหมือนกัน ผมเงยหน้าสบกับดวงตาสีดำสนิทนั้นนิดหนึ่งก่อนจะเบือนหนีไปทางอื่นพร้อมๆ กับที่กลั้นใจตอบออกไป

“ไม่ต้องหรอก นายกลับบ้านไปก่อนเถอะ ฉันแค่อยากนั่งเล่นคนเดียวบ้างน่ะ ไม่นานเดี๋ยวฉันเดินกลับบ้านเองแหละ”

“............”

“ไปสิ! ป่านนี้พี่ฮีชอลคงรอแย่แล้ว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ฉันดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องให้นายมายุ่งด้วยหรอก ไปสิ! ก็บอกให้ไปไงล่ะ!”

“............”

จนแม้จะพูดเหมือนไล่ขนาดนี้ซีวอนก็ยังยืนนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น ซักพักที่จากหางตาบอกว่าเจ้านั่นทำท่าจะขยับเข้ามา อยู่ๆ เสียงเพลงที่ดังขึ้นในบรรยากาศเงียบกริบนี้ก็ทำให้พวกเราต่างสะดุ้งนิดหน่อย ก่อนซีวอนจะล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงออกมากดรับ

“ครับแชอึน”

แค่คำตอบรับที่ก็ทำให้ผมเผลอเม้มปากแน่นอย่างไม่รู้ตัว อารมณ์อะไรไม่รู้ตีกันไปมาในหัวก็วุ่นวายซะจนแม้แต่ผมเองก็แยกอารมณ์ตัวเองไม่ออก

“...ครับ....อยู่กับฮยอกแจ....หืม? ได้แล้วใช่มั้ย? ได้ๆ งั้นไม่เกินครึ่งชั่วโมงเดี๋ยวผมไปหา ขอบคุณมากนะครับแชอึน สวัสดีครับ”

แล้วหลังจากนั้นก็เป็นเสียงกดตัดสายก่อนจะกลับมาเป็นความเงียบอีกครั้ง จนสุดท้ายซีวอนที่ยืนจ้องผมที่หันหน้าหนีไปอีกทางอยู่อย่างนั้นก็พูดอย่างอ่อนใจพร้อมถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของวัน

“พอดีฉันมีธุระต้องรีบไปทำน่ะ แต่เดี๋ยวยังไงฉันจะเอาเหล้าไปให้พี่ฮีชอลแล้วก็จะขอให้พี่จองซูมารับนายแล้วกันนะ นายอยู่คนเดียวซักพักก่อนได้ใช่มั้ย?”

ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงไม่ตอบรับคำพูดนั้น เพราะไม่สนใจ? หรือเพราะไม่ต้องการให้ซีวอนไป? แต่ก้อนจุกๆ ที่วิ่งมาตื้ออยู่ที่คอก็ทำให้ยิ่งต้องเม้มปากแน่นเพื่อไม่ให้ทั้งเสียงและหยดน้ำอุ่นๆ มันหลุดออกไปจากร่างกายตัวเอง

“งั้นฉันไปก่อนนะ”

นั่นคือคำพูดที่ผมได้ยินเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนจะเป็นเสียงฝีเท้าของซีวอนที่กำลังเดินเร็วๆ จนกลายเป็นวิ่งจากไป

ผมรู้ตัวดีว่าผมน่ารำคาญ

และจะทำตัวน่ารำคาญเป็นพิเศษเมื่ออยู่กับผู้ชายที่ชื่อชเวซีวอน


‘เลิกแกล้งทำตัวเป็นคนดีได้แล้วอึนฮยอก เลิกหลอกลวงคนอื่นได้แล้ว ซักวันทุกคนก็จะรู้และจะไม่มีใครอยากอยู่กับนาย!’


นี่คือหนึ่งในหลายๆ ประโยคที่ทำให้ผมเจ็บมากที่สุด มันเจ็บมากซะจนผมเผลอยืนจ้องกระดาษแผ่นนั้นเงียบๆ อยู่นานเท่าไหร่ผมไม่รู้ตัวเลย และก็มารู้ตอนที่กระดาษในมือมันชื้นไปด้วยน้ำอุ่นๆ ที่หยดลงไปและซึมเป็นด่างๆ ดวงๆ ทั่วทั้งกระดาษ

วันนั้นที่พวกเธอว่าคงมาถึงแล้วสินะ

เพราะถ้าเป็นก่อนหน้านี้ แม้ผมจะพูดไม่ดีหรือทำตัวน่ารำคาญมากกว่านี้ซีวอนก็ไม่เคยเดินไปจากผม เจ้ายักษ์นั่นจะจ้องหน้าผมเงียบๆ อยู่อย่างนั้น จนสุดท้ายผมก็จะรู้สึกผิดและเอ่ยปากขอโทษซะเอง

แต่บางทีความอดทนของซีวอนคงมาถึงขีดจำกัดแล้ว หรือไม่เค้าก็มีคนใหม่ที่จะให้ความสนใจที่ไม่ใช่ผมอีกต่อไปแล้ว

ผมไม่ใช่คนที่สำคัญที่สุดสำหรับเค้าแล้ว

ไม่ใช่...อีกต่อไปแล้ว

ฮะๆๆ ผมทำสำเร็จแล้วสินะเนี่ย ให้อิสระกับเพื่อน ให้เพื่อนได้มีความสุข

ผมทำสำเร็จแล้วจริงๆ ใช่มั้ย

แต่แทนที่ทำไมยิ่งคิดได้อย่างนี้น้ำอุ่นๆ ที่กลั้นเอาไว้ตอนแรกมันกลับยิ่งไหลลงมาเรื่อยๆ จนผมต้องซบหน้าลงกับท่อนแขนที่วางอยู่บนเข่าเพราะไม่อยากให้ใครที่อาจจะเดินผ่านไปผ่านมาสังเกตเห็น อารมณ์หลายๆ อย่างที่มันทับถมกันมาในหลายๆ วันนี้กำลังถูกระบายออกมาเรื่อยๆ ด้วยหยาดน้ำที่ไม่มีทีท่าจะหยุดไหล

ก็คงเหมือนที่ผมเคยคิดไว้ อารมณ์อย่างนี้คงเรียกว่า ‘เหงา’ ล่ะมั้ง เพื่อนคนสำคัญของผมกำลังจากผมไปทีละคนๆ


นี่มันคงเป็นอารมณ์เหงาที่เริ่มรู้สึกว่าเหลือตัวเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลกนั่นล่ะมั้ง


แต่มันก็ดีแล้ว เพราะพวกเค้าคือเพื่อนคนสำคัญของผม ถ้าพวกเค้ามีความสุขผมก็ควรจะมีความสุขตามนี่


เป็นแบบนี้น่ะแหละดีแล้ว


ถึงจะคิดและพยายามให้กำลังใจตัวเองได้อย่างนั้นแต่น้ำตาพวกนั้นมันก็ยังไม่หยุดไหลอยู่ดี ผมก้มหน้าก้มตาเช็ดมันออกจากหน้าไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ชายเสื้อก็เริ่มจะเปียกไปหมดแล้ว คงเพราะความเหงาและฤทธิ์แอลกอร์ฮอร์ที่ทำให้อารมณ์ผมอ่อนไหวได้ขนาดนี้ จนแม้เมื่อได้ยินเสียงวิ่งตรงมาทางนี้และเห็นรองเท้าของใครซักคนยืนอยู่ข้างหน้าผมกลับยิ่งต้องเช็ดน้ำอุ่นๆ พวกนั้นมากกว่าเดิม เพราะตอนนี้ตามันพร่าจนแม้แต่ภาพตรงหน้าก็เลือนๆ ไปหมด

คงเป็นพี่จองซูเหมือนเคย นี่ผมทำให้พี่ต้องเป็นห่วงเพิ่มขึ้นอีกแล้วใช่มั้ยเนี่ย แย่ชะมัดเลย แย่ๆ

เพราะไม่อยากให้ใครต้องมาเป็นห่วงผมไปมากกว่านี้ ผมก็ต้องรีบเช็ดๆ น้ำตาออกจากหน้าแรงกว่าเดิมจนเจ็บไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นยิ่งเช็ดมันกลับยิ่งทะลักออกมาและก็ยิ่งทำให้สภาพของตัวเองมันดูแย่กว่าเดิม ทำอย่างนั้นมากๆ เข้าแต่ใบหน้าก็ยังคงเปียกชื้นผมเลยไม่มีแรงแม้แต่จะเช็ดน้ำตาตัวเองอีกต่อไป เพราะสุดท้ายผมก็กอดเข่าตัวเองแน่นและซบหน้าลงไปเพื่อหลบตาพี่ ก่อนจะพยายามเค้นเสียงอู้ๆ อี้ๆ ออกมาพูดให้ได้

“...ซี...อึก...ซีวอนมันบอกพี่มาช่วยผมอีกแล้วใช่มั้ยครับ ฮะๆๆ ...ทั้งๆ ที่ผมบอกว่ากลับเองก็ได้แท้ๆ นะเนี่ย...เจ้า..ฮึก...เจ้านั่นนี่ชอบห่วงไม่เข้าเรื่องจริงๆ ..ซื้ดดด...ฮึก...แต่...แต่ผมเมามากไปหน่อย ฮึก...พี่...ฮึก...พี่จองซูจะกลับไปก่อนก็ได้นะ...ผม...ผมอยากนั่งเล่นอยู่อย่างนี้ซักพัก...”

เสียงแหบปนเสียงสะอื้นเบาๆ ที่หลุดออกไปเป็นระยะมันก็ยังพอฟังถูๆ ไถๆ ให้ดูดีได้อยู่หรอก แต่ผมก็ยังไม่ได้ยินเสียงพี่เดินจากไป เพราะกลับกลายเป็นเสียงเหมือนพี่ทรุดตัวลงนั่งข้างหน้าผม ก่อนจะเอามืออุ่นๆ มาลูบหัวผมอย่างอ่อนโยน

พอเจอกับความใจดีแบบนี้น้ำตาที่ก็ยังไหลอยู่มันก็ยิ่งไหลออกมามากกว่าเดิม เวลาเดินผ่านไปเงียบๆ ในขณะที่พี่ก็กำลังลูบหัวปลอบผมอยู่อย่างนั้น ความเงียบของพี่กระตุ้นให้ผมเผลอระบายความรู้สึกที่มันอัดอั้นออกมา ทั้งๆ ที่ไม่อยากให้พี่ต้องเป็นห่วงแต่เวลานี้ผมก็ต้องการใครซักคนที่จะรับฟัง

ใครซักคนที่ผมจะสามารถเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟังได้ และสามารถช่วยเอาความเจ็บปวดพวกนี้ออกไปจากใจผมได้

“...พี่ครับ...ผม...ฮึก...ผมเริ่มพอจะเข้าใจ...เข้าใจ...ที่พีฮีชอลพูด...ฮึก...แล้วล่ะ...ฮึก... แต่...แต่จะทำไงได้ล่ะ...ผม...ผมไม่อยากผูกมันเอาไว้กับตัวเอง...คนเดียวนี่...ฮึก...ถึงผมจะเหงาบ้าง..คิดถึงมันบ้าง...ฮึก....แต่...แต่ผม...แต่ผมก็ไม่อยากเป็นคนแย่ๆ ...แย่ๆ เหมือนที่คนพวกนั้นว่าผมจริงๆ นี่...ฮึก...มันเป็นเพื่อน...เพื่อน...ที่สำคัญที่สุดสำหรับผม...ฮึก....ผมก็อยากให้มัน...ให้มันมีความสุขกับเค้าบ้าง...ไม่...ฮึก..ไม่ใช่ต้องมา...มาคอยดูแลผมอย่างนี้นี่...ฮึก...เพราะมันเป็นเพื่อนคนสำคัญของผม...ฮืออ...เป็นเพื่อนคนสำคัญของผม......อึก....พี่เข้าใจผมมั้ยครับ....พี่จองซูเข้า...ฮึก...ผมมั้ย...”

เสียงพูดขาดเป็นห้วงๆ จากเสียงสะอื้นที่แทรกขึ้นมาก็คงไม่แปลกหรอกที่พี่อาจจะไม่เข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้นพี่ก็คว้าตัวผมเข้าไปกอดและกระซิบบอกเบาๆ ที่ข้างหูด้วย


“ฉันเข้าใจ”


คำสั้นๆ ที่ผมโล่งใจในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นไม่เข้าใจซะเองในเวลาต่อมาเมื่อเริ่มปะติดปะต่ออะไรได้ชัดๆ


ไม่ใช่เสียงหัวหน้าวงนี่


“ฉันเข้าใจดีแล้วฮยอกแจ ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะเดี๋ยวตาบวม ฉันเข้าใจนายทุกอย่างนั่นล่ะ ดังนั้นเลิกคิดมากได้แล้วนะ”


กลิ่นที่คุ้นเคย อ้อมกอดที่คุ้นเคย และแถมท้ายด้วยแผ่นหลังกว้างๆ ที่ก็ยิ่งคุ้นเคยในช่วงหลังๆ มานี่


พอเริ่มรับรู้ว่าคนที่กอดปลอบตัวเองคือใครผมก็ตัวแข็งทื่อไปเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะพยายามผลักอกกว้างๆ ตรงหน้าออกและเอ่ยถามตะกุกตะกักทั้งๆ ที่ในหัวก็ตื้อไปหมด

“ทำ...ฮึก...ทำไม...ทำไมนายมาอยู่ที่นี่ล่ะ ก็...ก็นายก็ต้องไปหาแชอึนแล้วนี่...ทำไม...”

“ไม่รู้สิ ฉันรู้สึกแค่ไม่อยากทิ้งนายเอาไว้ตรงนี้ ดังนั้นขอแค่ครั้งนี้ให้ฉันได้พานายกลับบ้านก่อนนะ แล้วหลังจากนั้นฉันจะไม่มายุ่งอะไรให้นายรำคาญอีก”

“ไม่...ฮึก...ไม่ใช่อย่าง...ฮึก...แต่...แต่ว่า...นายบอกว่ามีธุระ...ฮึก....ธุระสำคัญ”

ยิ่งพูดเสียงสะอื้นที่หยุดไม่อยู่มันก็ยิ่งหลุดออกมาเป็นระยะๆ แต่สภาพของตัวเองในตอนนี้ผมก็แทบจะไม่รู้ตัวหรอก เพราะก็เผลอจ้องหน้าหล่อๆ นั้นค้างจนแม้แต่คราบน้ำตาที่มันยังเกรอะกรังอยู่บนหน้าผมก็ยังลืมที่จะเช็ดมันออก

“เพราะฉันจะไปเอาของขวัญวันเกิดนาย ฉันสั่งทำไว้ที่ร้านของแชอึนแล้วมันก็เพิ่งเสร็จ และอยากจะเอาให้นายตอนเที่ยงคืนวันนี้เลยจะรีบไปเอานี่ล่ะ ยังสงสัยอะไรอีกมั้ย?”

“ฉัน...ฉันไม่ได้...อึก...ไม่ได้....”

“หน้านายบอกว่าอยากจะรู้”

บอกแค่นั้นและก้มลงมาจ้องหน้าผมด้วยลักยิ้มที่โผล่ขึ้นมาที่แก้มทั้งสองข้างพร้อมดวงตาสีดำคมกริบที่ผมก็ไม่กล้าสู้ตาด้วยจนต้องหันหนีไปอีกทาง

“เพราะกว่าของจะนำเข้ามาถึงที่นี่มันก็ช้ามากแล้ว แชอึนก็ช่วยเร่งให้คนที่ร้านทำให้จนถึงเมื่อกี้นี้ และฉันเองก็อยากให้ของขวัญวันเกิดนายเป็นคนสุดท้ายถึงจะรีบไปเอาไงล่ะ”

แค่คำอธิบายไม่กี่ประโยค...แต่น่าแปลก...ที่คำพูดจากปากของซีวอนมันกลับค่อยๆ ชำระล้างทุกอย่างที่ติดค้างอยู่ในใจได้อย่างง่ายดาย ความเหงาความหดหู่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนมันหายไปไหนก็ไม่รู้ เมื่อในอกผมมันเริ่มถูกถมจนเต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกดีเต็มไปหมด

และตอนนี้ผมก็เริ่มจะรับรู้แล้วว่าตัวเองกำลังอยู่ในอารมณ์ไหน เพราะนอกจากจะไม่กล้าสบกับดวงตาสีดำสวยๆ น่าอิจฉานั่นแล้ว ปากตัวเองที่ต้องพยายามเม้มเอาไว้แน่นไม่ให้มันเผลอหลุดยิ้มออกมาผมก็รู้ตัวเองดี

“แค่...แค่ของขวัญจะให้วันไหนก็ได้นี่ ฉันรอวันพรุ่งนี้ก็ได้”

“ไม่ได้! ถึงแม้นายจะได้รับของขวัญจากคนมากมาย แต่ฉันอยากเป็นคนสุดท้ายที่จะให้ของขวัญนายในวันสำคัญอย่างนี้ เหมือนๆ กัน ถึงแม้นายจะมี ‘เพื่อน’ คนสำคัญในชีวิตของนายหลายคน แต่ฉันแค่อยากเป็นคนสุดท้ายสำหรับนาย คราวนี้นายเข้าใจที่ฉันพูดมั้ย?”

เหมือนๆ คำพูดนั้นมันจะสื่อมากกว่าที่ได้ยิน เพราะพอตวัดหน้าขึ้นมองอย่างแปลกใจแล้วไปเจ๊อะกับซีวอนกำลังเอาสายตาจริงจังจ้องหน้าผมนิ่งๆ ผมก็ต้องเผลอหลบตาคู่นั้นอีกซักรอบ ก่อนจะเปลี่ยนไปเรื่องอื่นด้วยหัวใจที่เริ่มเต้นแรงพร้อมใบหน้าที่มันค่อยๆ ร้อนขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

เพราะแม้แต่ตัวผมเองผมยังไม่รู้เลยว่าจะเรียกเจ้าความรู้สึกกระอักกระอ่วนแบบแปลกๆ นี่ว่าอะไรดี

“งั้น...งั้นแล้วนายกลับมาทำไมล่ะ ถ้าบอกว่าของขวัญสำคัญก็ไปเอามาสิ ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่านายจะให้อะไร คงไม่ใช่แค่คำอวยพรว่า ‘มีความสุขมากๆ นะ’ หรอกใช่มั้ย? ถ้านายให้แค่นั้นพอถึงวันเกิดนายฉันจะไม่นั่งหลังขดหลังแข็งนั่งทำของขวัญให้เหมือนปีที่แล้วแน่!”

แล้วคำพูดรนๆ เพื่อพยายามเปลี่ยนไปเรื่องอื่นของผมก็ทำให้ซีวอนเงียบไปซักพักก่อนจะถอนหายใจพร้อมหัวเราะอย่างอ่อนใจอีกแล้ว แต่ผมก็ยังไม่กล้ามองหน้านั้นจนมือใหญ่ๆ คู่นั้นต้องประคองหน้าผมให้หันไปสบตาพร้อมๆ กับค่อยๆ ไล้หยาดน้ำตาที่เกาะขอบตาและเปรอะที่แก้มออกให้อย่างเบามือ และเหมือนเจ้ายักษ์จะบ่นอะไรบางอย่างเบาๆ กับตัวเองประมาณ ‘มันคงเร็วไปสินะ’ หรืออะไรๆ คล้ายๆ อย่างนี้แหละ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่พูดไปถึงเรื่องนั้นเพราะก็ยอมเปลี่ยนเรื่องตามใจผมในขณะที่ยิ้มไปพูดไปก็เช็ดน้ำตาให้ผมไปด้วย

“พูดอย่างนี้แล้วทำไมปีที่แล้วถึงไม่รับสร้อยที่ฉันให้ตอนแรกล่ะ ฉันว่าราคามันก็ไม่แย่อะไรเท่าไหร่หรอกนะ เฮ้อ...คุณหนูอีนี่ช่างเอาใจลำบากซะจริง อะไรๆ ก็ไม่ถูกใจไปซะหมด”

แย่เย่อที่ไหน ไม่ถูกใจที่ไหนกันเล่า! สร้อยน่ะไม่เท่าไหร่แต่จี้ห้อยคอที่ตอนแรกผมนึกว่าของปลอมๆ เท่ห์ๆ ธรรมดา ทว่าก็ก็สวยดีและน่าจะใส่ได้ไม่อายใคร แต่พอถามไปถามมาแล้วพบว่าว่ามันคือของแท้ที่เจ้านั่นมันแก้ตัวใหญ่โตว่า

‘ก็มันเป็นอัญมณีประจำราศีนาย คนที่ร้านเค้าบอกว่ามันจะช่วยปกป้องดูแลนายได้ ดังนั้นถ้าให้ของปลอมแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร? หรือว่ามันไม่สวยพอ? ฉันก็ว่าเลือกอันที่ดูดีที่สุดในร้านมาแล้วนะ’

แค่นั้นล่ะที่ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นคำตอบแบบคุณชายผู้ไม่รู้จักเรื่องธรรมดาสามัญชนทั่วไปนั่นทำผมสามารถเบิกตาหยีๆ นี่ขึ้นมาได้อีกเป็นเท่าตัว ก่อนจะรีบร้อนโยนสร้อยเส้นนั้นห่างตัวแถมเผลอถอยหลังหนีไปสองก้าวอย่างกลัวๆ ด้วย

ผมว่าผมไม่ผิดปกติอะไรหรอกนะที่ทำท่าอย่างนั้น ก็ถ้าเจ้าจี้ที่ว่านั่นมันจะเป็นหินเป็นพลอยอะไรทั่วๆ ไปผมคงไม่ตกใจขนาดนี้แน่

แต่ใครเล่าจะรู้ ไม่สิ ผมนี่แหละที่เพิ่งจะรู้ว่าอัญมณีประจำราศีตัวเองคือเพชร!

เพชรเม็ดโตๆ ที่ฝังเอาบนจี้ไม้กางเขนอันเท่าบ้านนั่นน่ะ!

แล้วผมจะทำยังไงได้นอกจากส่ายหัวดิกและปฏิเสธไม่ยอมรับท่าเดียวจนซีวอนมันงอนไปเป็นอาทิตย์ ซึ่งสุดท้ายผมก็ต้องยอมทำตัวน่ารักๆ ไปง้อมันและบอกว่างั้นขอแค่สร้อยก็พอแต่ไม่เอาจี้สยองๆ นั่นมันถึงค่อยอ่อนลงมาให้ผมหน่อยนึง แต่ถึงอย่างนั้นก็บ่นจนผมหูชาและหยิบยกมาบ่นทุกครั้งอย่างนี้นั่นล่ะ

แล้วแม้แต่ตอนนี้เจ้านั่นมันก็ยังทำให้ผมหนักใจได้เหมือนเดิม ไม่ใช่ของขวัญที่ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไรนี่หรอก แต่เป็นเพราะคำพูดนุ่มๆ ที่มันพูดไป...โชว์ลักยิ้มบุ๋มๆ ที่แก้มไป..พร้อมๆ กับที่กำลังเช็ดน้ำตาบนแก้มผมไปนี่แหละ...

“ที่ฉันกลับมาเพราะถึงแม้ของขวัญวันเกิดนายจะสำคัญ แต่ถึงยังไงเจ้าของวันเกิดก็ต้องสำคัญกว่าอยู่แล้ว แล้วอีกอย่าง...หน้าที่ของฉันคือเช็ดน้ำตาให้เจ้าไก่ขี้แยไงล่ะ นายรู้มั้ย หัวหน้าวงมอบหมายหน้าที่นี้มาให้โดยตรงเลยนะ ดังนั้นฉันถึงต้องรีบกลับมาเช็ดน้ำตาให้นายแล้วค่อยไปเอาของขวัญทีหลังก็ยังไม่สายไง”

“ใคร? ใครขี้แย? ไม่มีซะหน่อย...ฉันก็แค่แสบตาเลยเผลอขยี้มากไปหน่อยแค่นั้นเอง ไม่ได้ร้องไห้ซักหน่อยนึง”

“คร้าบบบ ไม่ได้ร้องก็ไม่ได้ร้องนะ แต่รีบกลับบ้านกันเถอะ เราออกมานานมากแล้วเดี๋ยวพี่ๆ เค้าเป็นห่วง งั้นฉันแบกนายกลับดีกว่าจะได้เร็วๆ ขึ้นมาสิ”

“ไม่เอา! ฉันเดินของฉันเองได้ ฉันไม่ได้เมาขนาดนั้นนะ นี่ไง...ฉันยังลุกไห......อ้ะ!”

การรีบผุดลุกขึ้นมากะทันหันก็เหมือนมันจะทำให้ผมหน้ามืดจนต้องรีบเกาะเจ้ายักษ์เอาไว้ก่อนจะล้มลงไป เสียงหัวเราะเบาๆ ของไอ้เจ้าชายก็ทำให้ผมฉุนหน่อยๆ แฮะ ยิ่งเมื่อมันทำท่ายองๆ หันหลังมาให้ผมผมก็ยิ่งฉุนจนไม่อยากจะปีนขึ้นไปบนหลังกว้างๆ นั่นเอาซะเลย

“ไม่เอา ฉันเป็นผู้ชายนะ จะให้ไปขี่หลังนายได้ไง เสียภาพพจน์หมด”

“นายขี่หลังพี่ยองอุนได้แต่ขี่หลังฉันไม่ได้รึไง? ทำแค่นี้มันไม่ได้เสียหน้ามากหรอกน่า รีบขึ้นมาเร็วๆ เข้า”

“เอ๋? นายรู้ได้ไงว่าฉันขี่หลังพี่? เพราะพี่บอกว่ามาอย่างลับๆ ไม่อยากให้ใครรู้ไม่ใช่เหรอ?”

“...........”

“ซีวอน?”

“ฉันจะรู้ได้ไงช่างมันเถอะน่า รีบขึ้นมาได้แล้วเร็ว ฉันย่อจนปวดเข่าไปหมดแล้ว แล้วก็ตัวเล็กผอมกะหร่องอย่างนายน่ะเห็นข้างหลังก็ไม่มีใครคิดว่าเป็นผู้ชายหรอก ไม่เห็นต้องคิดมากเลย”

“เอ๊ะ! ฉันไม่ได้ผอมกะหร่องแล้วนะ! ช่วงนี้ฉันฟิตจนกล้ามขึ้นแล้วนะ! นายเห็นมั้ย กล้ามน่ะกล้าม! มันเริ่มจะใหญ่กว่าเจ้าปลาตันๆ นั่นแล้วนะเว้ย”

“ฮะๆ ก็ได้ๆ ใหญ่ก็ใหญ่ แต่ถึงจะใหญ่แค่ไหนกล้ามมันไม่ได้ช่วยให้เถียงชนะพี่ฮีชอลหรอกนายก็รู้นี่ ถ้ากลับช้ากว่านี้โดนอาละวาดหนักแค่ไหนฉันไม่รู้ด้วยแล้วนะ”

คำพูดนั้นทำให้ผมสะดุ้งนิดหน่อยเมื่อจิ้นภาพพี่ฮีชอลในคราบแม่มดร้ายกำลังแสยะยิ้มอย่างน่ากลัวรออยู่ในบ้าน ผมเลยต้องชั่งใจระหว่างแผ่นหลังกว้างๆ ของไอ้เจ้าชายกับภาพแม่มดที่ลอยอยู่ในหัว


ถ้าผมยอมขี่หลังซีวอน ทุกอย่างมันก็จะวนกลับไปที่จุดเดิม แล้วอย่างนั้นที่ผมทำไปทั้งหมดมันจะได้ประโยชน์อะไร?


ยิ่งคิดอย่างนั้นเนื้อความในจดหมายพวกนั้นมันก็ผุดขึ้นมาในหัว ถ้อยคำที่ทำให้ผมเจ็บเพราะบางครั้งมันก็จริงจนผมเถียงอะไรไม่ออก


‘นายมันคนอ่อนแอ~ อีฮยอกแจคนอ่อนแอที่ชอบสร้างภาพ~ คนเห็นแก่ตัวที่ชอบสร้างภาพเป็นคนดี!’


แต่ยิ่งคิดไปคิดมาผมก็เริ่มปลงตกกับตัวเอง นั่นสิ ไหนๆ ผมก็เป็นอย่างที่เค้าว่าจริงๆ นี่ ผมมันก็แค่คนอ่อนแอคนหนึ่ง คนอ่อนแอที่นิสัยไม่ดี แล้วก็ไหนๆ ทุกคนก็รู้กันหมดแล้วนี่ แล้วผมจะมามัวนั่งคิดมากไปอย่างนี้ทำไมล่ะ

ถ้าผมก็แค่ทำตามความต้องการของตัวเองบ้าง ลอง ‘กล้า’ ทำตามใจตัวเองซักครั้งบ้างมันก็คงไม่ได้ทำให้ตัวผมแย่ไปกว่าเดิมซักเท่าไหร่หรอกมั้ง

จนสุดท้ายเมื่อยืนคิดเงียบๆ อยู่อย่างนั้นซักพัก ผมก็ตัดสินใจที่จะปีนขึ้นไปบนแผ่นหลังที่รออยู่ตรงหน้า

แผ่นหลังที่ทั้งกว้างและอบอุ่น มันอุ่นมากซะจนผมเผลอรัดแขนเข้ากับลำคอแกร่งและซบหน้าลงกับไหล่กว้างๆ อย่างคิดถึง พอสมดุลได้ที่แล้วซีวอนก็กระชับแขนเข้าใต้ขาผม ก่อนจะคว้าถุงเหล้าขึ้นมาถือและเริ่มออกเดินกลับบ้านพร้อมถามบางอย่างที่เจ้าตัวคงติดใจ

“ก่อนหน้านี้ที่นายพูดถึง ‘พวกนั้น’ ที่ว่านายแย่น่ะ? พวกไหน? มีใครว่าอะไรนายรึเปล่า? เล่าให้ฉันฟังได้มั้ย?”

เหมือนเคยที่คำถามพวกนี้จะมีมาเสมอเวลาที่ผมมีเรื่องไม่สบายใจ แต่ครั้งนี้สิ่งที่แตกต่างคือผมไม่ได้เล่าผ่านโทรศัพท์ แต่กลับเปลี่ยนเป็นพูดจ้อตลอดทางให้ซีวอนฟังเลยต่างหาก

ผมเป็นคนเห็นแก่ตัว ใช่ ผมเป็นคนเห็นแก่ตัวเอามากๆ เห็นแก่ตัวและนิสัยไม่ดีเหมือนที่พวกนั้นว่านั่นล่ะ

เพราะนอกเหนือไปจากที่ผมไม่สามารถให้อิสระกับเพื่อนได้แล้ว ผมก็ยังทำตัวเป็นภาระให้กับเค้าเหมือนเดิมอยู่อย่างนี้

และที่สำคัญ แม้ผมจะหลอกตัวเองมากแค่ไหน แม้จะพยายามไม่คิดถึงและไม่แตะต้องมันมากแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นบางสิ่งบางอย่างข้างในใจผมก็เหมือนๆ จะรับรู้มันได้ดี

ผมตอบรับความรู้สึกเค้าไม่ได้ ผมให้อนาคตกับเค้าไม่ได้ แม้แต่แค่จะยอมรับความรู้สึกของเค้า....ผมก็ยังทำไม่ได้

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังอยากให้เค้าอยู่ข้างๆ อยากเป็นที่หนึ่งสำหรับเค้าเหมือนเดิมอย่างนี้


ผมเป็นคนเห็นแก่ตัวผมรู้ตัวดี


แล้วตามทางเดินมืดๆ นั้นก็มีเสียงผมที่เล่าเรื่องที่กำลังเจอช่วงนี้ไปตลอดทางโดยมีเสียงซีวอนแทรกมาเป็นระยะ บรรยากาศเก่าๆ ระหว่างเราเริ่มกลับมาอีกครั้ง ในขณะที่ผมก็เล่าไปเหมือนเคยแต่กลับเผลอกอดซีวอนเอาไว้แน่นกว่าเคย

ผมไม่รู้หรอกว่าผมทำไปเพราะอะไร แต่อีกสองคนที่ตามมาดูพวกเราตั้งแต่แรกก็คงจะรู้จักผมดีกว่าตัวผมเองซะอีก


สองคนที่แอบตามมาดูลับๆ กับบทสนทนาลับๆ ที่ตอนนั้นผมก็ไม่ได้จะรับรู้หรอกว่ามีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นด้วย


“เฮอะ! ให้มันได้อย่างนี้สิ! คุยกันดีๆ แค่นี้ซะก็หมดเรื่อง มาทำตัวปัญญาอ่อนอยู่ได้ยังไงตั้งนานสองนาน”

“ชี่ส์....เบาๆ สิฮีชอล ถ้าเกิดน้องได้ยินแล้วเดี๋ยวเป็นเรื่องนะ”

“ได้ยินแล้วจะทำไมล่ะ? ถ้าได้ยินก็ยิ่งดีเลย พวกนี้มันน่าจะขอบคุณฉันนะที่วางแผนให้พวกมันลงเอยกันได้เนี่ย”

“ก็ถ้าน้องรู้น้องอาจจะโกรธก็ได้นะ ก็...ที่เราทำอย่างนั้นฉันยังกลัวฮยอกแจคิดมากเลย หลายวันมานี้น้องเงียบตลอดนายก็เห็นนี่”

“ก็แล้วไง? ถ้าไม่ทำอย่างนี้เจ้าไก่มันจะรู้ตัวมั้ยล่ะว่าตลอดเวลาเจ้าหล่อมันคอยปกป้องดูแลดีเว่อร์แค่ไหน แล้วก็ไม่กระตุ้นซะบ้างจะมีความกล้าลุกขึ้นมาทำอะไรอย่างนี้บ้างมั้ยล่ะ? มัวแต่ใช้วิธีใจดีนางฟ้าๆ ของนายมันช่วยอะไรคู่นี้ไม่ได้หรอกน่า พวกนี้ต้องเจอแบบซาดิสต์ๆ อย่างนี้สิถึงจะได้ผล! แล้วนายก็อย่าคิดมากนักเลย บื้อๆ อย่างเจ้าไก่น่ะจ้างให้ก็จับไม่ได้หรอก! แล้วฉันก็ใช้แผนสับขาหลอกถึงกับให้แฟนคลับเอาไปให้ขนาดนั้นจะรู้ได้ไงล่ะ ฮะๆๆๆ จะว่าไปฉันนี่ก็ฉลาดเหมือนกันนะ ฮ่าๆๆๆ”

และเสียงสุดท้ายในถนนมืดๆ นี้ก็คือเสียงหัวเราะแบบราชินี (ในเรื่องสโนไวท์) ที่กำลังหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพของคนสองคนอย่างสนุกสนาน ในขณะที่อีกคนได้แต่ยืนมองภาพนั้นอย่างเหนื่อยใจ


จะว่าได้ผลมันก็ได้ผล แต่ถ้าเกิดวันใดวันหนึ่งฮยอกแจรู้ความจริงขึ้นมาจะเป็นยังไงล่ะเนี่ย ไม่อยากจะคิดเล้ย


เผลอปล่อยให้ฮีชอลเข้ามายุ่งมันจะดีขึ้นหรือแย่ลงกันแน่เนี่ยอีทึกเอ๊ย!






END ^ ^




เป็นครั้งแรกที่เปิดตัวเจ๊ในฟิคเรื่องนี้ แต่เปิดตัวมาแบบนี้ ก็...นะ... - -*
ต้องขออภัยๆ กองทัพแฟนคลับเจ๊ด้วยที่ทำอย่างนี้ มือมันพาไปเราไม่รู้ไม่เห็นอะไรด้วยเลย T^T
ขอขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้และเจอกันตอนหน้าคับทุกท่าน ตอนนี้คงต้องขอวิ่งหลบรองเท้าแฟนๆ เจ๊ก่อน
และตอนหน้า (ที่ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่) เอาเฮฮาๆ หน่อยมั้ย? ดูมันดราม่าติดๆ กันมาหลายตอนแล้ว




Create Date : 31 สิงหาคม 2553
Last Update : 31 สิงหาคม 2553 21:17:55 น. 4 comments
Counter : 163 Pageviews.

 
ปาดน้ำตาพร้อมกับรอยยิ้ม+เสียงหัวเราะค่ะ
ดีใจที่จบเรื่องร้ายๆ แบบแฮปปี้อย่างนี้
เอาเถอะนะซีวอนอดทนรอต่ออีกหน่อยนึง
มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรอกที่จะยอมเป็นฝ่ายรับ
ให้ง่ายๆ เพราะกับจุนซูก็พยายามแมนอยู่นี่นะ

ตอนที่แล้วก็เผลอนึกอยู่ค่ะ ว่านี่อาจเป็นกลลวงของผู้แต่งหรือเปล่า 55+ ต้องบอกว่าเนียนจริงๆ ค่ะ เพราะเรื่องราวสอดคล้องมาเรื่อยๆ บีบอารมณ์ต่อเนื่องเลย

แต่ดีใจค่ะ ที่เป็นแค่แผนของใครบางคนเท่านั้น แต่แรงนะ ขอบอก
ถ้าฮยอกแจเป็นคนที่เห็นแก่ตัวเอาแต่ใจและเป็นคนอ่อนแอจริงๆ คงแย่ไปแล้วแน่ๆ ค่ะ

สำหรับคนอ่านขอบอกว่าจริงๆ แล้วฮยอกแจเป็นคนที่เข้มแข็งมากๆ เลยล่ะเพราะถ้าสังเกตุจากสิ่งที่เค้าแสดงออก ไม่ว่าจะต้องทำตัวร่าเรืงหรืออื่นใด ใช่มันดูหลอกลวงแต่เจตนาเค้าเพื่ออะไร นั่นต่างหากที่สำคัญ

ไม่แปลกถ้าจะเห็นแกตัว จะเอาแต่ใจ จะทำตัวน่ารำคาญหรือจะอ่อนแอ.....เพราะฮยอกแจก็ทำกับซีวอนเท่านั้น

เดาว่าฮยอกแจรู้นะว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร แต่ยังไม่ยอมรับมากกว่า

ช่วงแรกๆ ของตอนนี้ยังบีบอารมณ์คนอ่านได้เป็นอย่างดี
เพราะคำนี้ค่ะ อึนฮยอก....คำที่ซีวอนเรียก มันห่างเหินมาก จนเผลอคิดว่าถ้าเป็นฮยอกแจจะรู้สึกแย่ขนาดไหนและนั่นก็บอกได้ดีเช่นกันว่าฮยอกแจรู้สึกกับซีวอนเช่นไร
ขอบคุณกามเทพนางฟ้าและนาง(มาร)ฟ้าทั้ง 2
ที่ทำให้ความอบอุ่นระหว่างทั้งสองคนคืนมา...
ไม่รู้อินมากไปหรือเปล่าแต่บรรยากาศระหว่าง 2 คนที่คืนดีกันแล้ว ถึงความสัมพันธ์ยังเบลอๆ อยู่นั้น แต่ความรู้สึกมันกลับชัดเจนยิ่งขึ้นมันกลับดูอบอ่น
มันดูดีมากกว่าคำว่า "แฟน" เพราะคำว่า "เพื่อนคนสำคัญ" ของฮยอกแจให้ความรู้สึกเหมือนเป็น "ครอบครัว"เลยค่ะ กับครอบครัวเราเห็นแก่ตัว เราอ่อนแอ เราน่ารำคาญ เราแย่ขนาดไหนก็ได้และเพราะคำว่า เพื่อนคนสำคํญ ดังนั้นทุกเรื่องเกี่ยวกับคนนั้นจึงสำคัญเสมอ..

ตอนต่อไปจะแนวไหนยังไงก็ได้ค่ะ...ขอแค่...ยังมีตอนต่อไปค่ะ

ขอบคุณมากๆ สำหรับรอยยิ้ม+ความอบอุ่นวันนี้ค่ะ

ooysl45






โดย: ooysl45 IP: 118.172.176.62 วันที่: 1 กันยายน 2553 เวลา:14:50:23 น.  

 
ป.ล.แอบสงสัยตั้งแต่ที่ฮีชอลพูดกับฮยอกแจแล้วค่ะ...เธอรู้ตอนไหนหว่า?


โดย: ooysl45 IP: 118.172.176.62 วันที่: 1 กันยายน 2553 เวลา:14:53:39 น.  

 
ป.ล.แอบสงสัยตั้งแต่ที่ฮีชอลพูดกับฮยอกแจแล้วค่ะ...เธอรู้ตอนไหนหว่า? ที่แท้...วางแผนร่วมกับทึกกี้นี่เอง

อีก ป.ล.ค่ะแก้ไขคอมเม้นไม่ได้เลยเบิ้ลมาเลย ขอโทษค่ะ


โดย: ooysl45 IP: 118.172.176.62 วันที่: 1 กันยายน 2553 เวลา:14:55:42 น.  

 
คราวนี้ยุ่งจริงจัง ไม่ได้มีเวลาแวบมาตอบเล้ย ขอโทษนะคะ (- -)(_ _)
แต่คนอ่านก็ไม่ได้ถามเลยอ่ะ เล่นอ่านได้ทะลุปรุโปร่งขนาดนั้น ไม่เหลืออะไรเป็นความลับเลย แย่ๆ T_______T


โดย: ryoshin วันที่: 13 กันยายน 2553 เวลา:23:08:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
ryoshin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ryoshin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.