Group Blog
 
All blogs
 
...Friend?

วันหยุดวันนึงที่อากาศดีๆ และคิดว่าจะออกไปเล่นนอกบ้านกับเพื่อนสนิท

เสื้อผ้าก็หล่อ ทรงผมก็หล่อ แบตโทรศัพท์ก็เต็ม ตังค์ก็กดไว้แล้ว คำทักทายกวนประสาทก็เตรียมไว้แล้ว โทรไปนัดเจ้าเพื่อนเอ๋อนั่นก็แล้ว

ทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว!


พร้อมหมดแล้วแท้ๆ


แต่....



ก๊อกๆๆๆ


“ทงเฮไปดูซิว่าใครมา”


แต่.....


“ครับพ้ม แต่อีกแป๊บน้า....แป๊บ...”


แต่...


“ทงเฮ!”


แต่


“...แป๊บเดียวจริงๆ ฮะพี่ ผมจะชนะแล้วน่า....”


ก๊อกๆๆๆ


“ถ้าไม่กลัวข้าวเที่ยงพวกนายไหม้พี่จะเอาตะหลิวไปเขกหัวนายจริงๆ นะเนี่ย ..เฮ้อ....ฮยอกแจ....”


แต่..


“ครับ เดี๋ยวผมไปเปิดเอง”

ตวัดสายสะพายกระเป๋าใบเก่งขึ้นมาพาดบ่าและหยิบนาฬิกาสุดเท่ห์มาใส่แล้วในท้ายสุดก็ปัดๆ เซตๆ ผมข้างหน้าให้มันเข้าที่เข้าทางพร้อมกับเช็คความหล่อเรียบร้อยหน้ากระจกเสร็จก็รีบถลาเปิดประตูห้องเพื่อตรงไปยังประตูหน้าบ้านตามคำขอของพี่คนโต


ก๊อกๆๆๆ


แต่...


“เดี๋ยวคร้าบ แป๊บนึง...”


แต่...


แกร๊กกกก....


“อ้าว...เฮ้ย..! เจ้าบ้าซีวอนอย่าล้มมาสิฟระ!”


แต่..


“ไอ้ยักษ์นี่ได้ยินมั้ย ทรงตัวดีๆ สิวะซีวอน!”


แต่...


“มีกุญแจไม่ใช่เรอะทำไมไม่ใช้วะ!...เอ๋....เฮ้ย! ทำไมตัวนายร้อนจี๋เลยอ่ะ เอ้ย ซีวอน ได้ยินฉันมั้ย ซีวอน เจ้ายักษ์ซีวอนนี่....”



ก็คือแต่ตัวที่ร้อนจัดและสภาพที่หมดเรี่ยวหมดแรงของไอ้เจ้าชายขี้เก๊กที่เกือบจะล้มทับลงมาที่หน้าประตูและคำสั้นๆ ไม่กี่คำจากปากหยักของมันก็ช่วยหยุดคำถามทุกสิ่งอย่างที่กำลังจะออกมาได้ดีนัก



“ฉันป่วย”


แถมมันยังหยุดแพลนการออกไปเที่ยวเล่นที่วางไว้ซะดิบดีได้ด้วย


เฮ้อ....แล้วทำไมผมต้องมาดูแลมันด้วยนะ!






::. Inverse Special Part .::





โรงหนัง ตู้เกมส์ ร้านอาหาร ร้านไอติม


และเจ้าบ้าหน้าเอ๋อคิมจุนซู


ลาก่อน T _ T




::…Friend?.....Just….or….Able to Be….::





“พี่ไปก่อนนะฮยอกแจ...แล้ว...” พี่ชายคนสวยที่หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จแล้วและกำลังจะหอบกระเตงบรรดาลูกลิงตัวอื่นๆ ออกไปทำงานก็เหลือบไปมองประตูห้องที่มีคนตัวโตนอนหมดสภาพอยู่ข้างในด้วยสายตาเป็นห่วงนิดๆ “...ไหวนะ....?”

“ผมคงไหวกว่าเจ้าหน้าตายบอมล่ะครับ พี่ไปเถอะเดี๋ยวผมดูแลมันเอง”


เพราะถ้าออกไปข้างนอกจริงทั้งบ้านก็จะเหลือจอมเงียบคิบอมกับไอ้ขี้เก๊กซีวอนที่กำลังป่วย


ให้คิมคิบอมดูแลชเวซีวอน?


สาบานว่าจิ้นไม่ออกจริงๆ ว่าซีวอนมันจะดีขึ้นหรือแย่ลงกันแน่!


ปัง!


แล้วประตูบ้านก็ปิดลงพาความเงียบให้มันค่อยๆ คืบคลานเข้ามา นอกจากตัวเองที่ยืนส่งทุกคนที่หน้าบ้านแล้วก็ยังมีคนเหลืออีกสองคนในบ้าน อีกห้องที่เจ้าของจะอยู่หรือไม่อยู่มันก็ไม่ได้ต่างกันนัก และอีกห้องที่ถึงเป็นห้องนอนตัวเองแต่ตอนนี้กลับมีเจ้ายักษ์กำลังนอนยึดเตียงเหยียดยาวจนขามันเลยปลายเตียงออกมา

พร้อมๆ กับที่ถอนหายใจด้วยความหนักใจในอาการของเพื่อนก็เหมือนความหนักใจที่มันออกมานั้นจะผสมซึ่งบทสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อไม่กี่นาทีก่อนด้วย



‘ทำไมตัวต้องเลื่อนนัดด้วยอ่ะ เค้าอุตส่าห์ขอหยุดวันนี้เลยนะ ตัวก็รู้นี่ว่าขอหยุดแต่ละทียากจะตาย’

‘ก็ซีวอนมันกำลังป่วย แล้วก็ไม่มีใครว่างเลย’

‘.............’

‘นายงอนจริงๆ เหรอจุนซู’

‘ถ้าเค้าป่วยบ้างตัวจะเลือกดูแลใครอ่ะ?’

เลือกนายสิ!

‘ก็ต้องดูว่าคนไหนมีคนดูแลมั้ย ถ้าเพื่อนๆ ในวงนายไม่อยู่ฉันก็จะไปรับนายมาดูแลพร้อมๆ กันที่นี่ไง’

‘...............’

‘...จุนซู...?’

‘ฮึกๆ ตัวบอกแต่ว่าเค้าเปลี่ยนไปๆ แต่ตอนนี้เค้าไม่เห็นจะเป็นที่หนึ่งสำหรับตัวเลยอ่ะ’

‘ทำไมต้องพูดอย่างนั้นด้วยล่ะ ถึงถ้านายป่วยจริงยูซอนก็คงหยุดงานเพื่อดูแลนายอยู่แล้วนี่ คำก็มิคกี้สองคำก็มิคกี้ คนที่ไปมีเพื่อนสนิทคนใหม่ก่อนคือนายต่างหาก!’

‘ไม่จริง ตัวนั่นแหละเปลี่ยนก่อน!’

‘นายก่อน!’

‘ตัวก่อน!’

‘นายก่อน!’



..

..


นั่นล่ะ หลังจากที่ตะโกนใส่โทรศัพท์จนต่างฝ่ายต่างตัดสายไปเองก็ต้องถอนหายใจเบาๆ และจ้องเจ้าโทรศัพท์เครื่องจิ๋วในมือนิ่งนานซักพัก

ทำไมฉันไม่อยากจะไปเที่ยวกับนายล่ะจุนซู ทั้งๆ ที่ฉันก็นับวันรอวันนี้มานานเหมือนกัน


แต่...



‘ฉันไม่อยากอยู่คนเดียว’


ตอนที่ถามเจ้ายักษ์นั่นหลังจากประคองพามันลงไปนอนพังพาบกับเตียงได้และมันเอาสติที่กำลังสลึมสลือตอบกลับมาว่าทำไมถึงไม่นอนพักสบายๆ ที่คอนโดจะต้องลำบากมาทำไมมันก็ตอบกลับมาอย่างนี้ล่ะ


‘แปลกนะ....แต่ก่อนฉันก็อยู่คนเดียวได้ไม่เห็นเป็นไรเลย...สบายออก...’ กำลังถอดถุงเท้าและเสื้อนอกออกให้มันก็ได้ยินเสียงแหบห้าวบ่นพึมพำเบาๆ ประมาณนี้ ขนาดป่วยมันยังแต่งตัวครบเครื่องได้อีกไอ้เจ้าชายเอ๊ย - -* ไมไม่ผูกไทน์มาซะเลยวะ


‘แต่ทำไมตอนนี้ฉันกลับรู้สึกว่าคอนโดมันเหงา...ยิ่งป่วยก็ยิ่งเหงา...ฉันคิดถึงพวกนาย...อยากมานอนฟังเสียงพวกนายทะเลาะกัน.... ’ แปลกเหมือนกันที่ผู้ชายคนนี้จะพูดตรงๆ อย่างนี้ออกมาได้

“ฉันอ่อนแอขึ้นเหรอเจ้าไก่น้อย”

กำลังจะสงสารอยู่หรอกแต่ทำไมต้องมาเรียกงี้ด้วยฟระ!

‘เออ! นายมันอ่อนแอมาตั้งนานแล้วล่ะพึ่งรู้รึไง!’

‘นั่นสินะ ฉันคงอ่อนแอตั้งแต่เจอนายเลยล่ะมั้ง ’

พูดจบแล้วก็ยิ้มแปลกๆ มาให้ ไม่ใช่ยิ้มหวานๆ เลี่ยนๆ เจ้าชู้ๆ หรือทะเล้นกวนๆ เหมือนเคยแต่มันกลับเป็นรอยยิ้มที่แปลก


แปลกจนต้องหลบตา


‘ฉันจะไปเอาข้าวมาให้กิน นายนอนไปก่อนนะ’

‘ครับ’

แล้วนั่นก็คือข้ออ้างให้หลบออกมาได้ ข้าวต้มพี่ทึกทำไว้ให้แล้วก็เหลือแค่เอามาอุ่นแล้วก็โทรไปยกเลิกนัดกับเจ้าเด็กเอ๋อนั่น


แล้วก็เลยได้ความเจ็บปวดและเสียงถอนหายใจกลับมาอย่างนี้ไง


อยากไปเที่ยว...แต่สภาพของซีวอนตอนนี้กลับทำให้ทิ้งไม่ลง แต่การทะเลาะกับจุนซูเมื่อครู่ก็ยิ่งทำให้หนักใจขึ้นกว่าเดิมอีก


เฮ้อ....ทำไมอะไรๆ มันถึงดูยุ่งนักนะ





แกร๊กกกกกก....




เปิดประตูห้องตัวเองเข้าไปอย่างแผ่วเบากว่าที่เคยเป็น คนที่มาขโมยเตียงนอนนอนท่าไหนก่อนออกไปก็ยังอยู่ท่านั้นไม่เปลี่ยน เตียงปกติของตัวเองตอนนี้มันกลับดูเล็กไปถนัดใจเลย


“ซีวอน...ซีวอน....ได้ยินมั้ย....”

“อือ....”

“.....ตื่นขึ้นมากินข้าวกินยาแล้วค่อยนอนนะ เอ้าลุกสิ ฉันไม่มีแรงยกนายขึ้นได้หรอกนะโว้ย”

จับแขนใหญ่ๆ นั่นพาดบ่าและเรียกแรงสุดกำลังเพื่อพยุงพาเจ้านี่นั่งพิงหัวเตียงให้ได้ ถ้ารู้ว่ามันจะลำบากลำบนขนาดนี้เมื่อกี้น่าจะไปเรียกเจ้าหน้าตายให้ออกมาช่วยกันน้า ฮึ้บบบบ

“...เฮ้อ...เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย...” พูดไปปาดเหงื่อไปก็ต้องลุกไปลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ สภาพลูกผีลูกคนอย่างนี้คงต้องป้อนเองล่ะมั้ง

“...วอน...ซีวอน...” ตบหน้าแปะๆ ก็แล้วยังไม่ตื่นดี งั้นก็ต้องเล่นอย่างนี้สินะ

ผลัวะ!

“โอ้ย!”

“เออ...ตื่นได้ซะที ลืมตาขึ้นมากินข้าวก่อนเร็วจะได้กินยา”

“...ปลุกอย่างละมุนละม่อมหน่อยไม่ได้รึไง มีอย่างที่ไหนฟาดหัวคนป่วยน่ะฮึเจ้าไก่สมองกลวง”

“แมร่งงง ตื่นมาได้ก็เอาใหญ่เลยนะ ก็เรียกดีๆ ตั้งนานแล้วนายไม่ตื่นนี่ แล้วอย่างไหนล่ะถึงจะเรียกว่าละมุนละม่อมบ้านนาย?”

จัดแจงหยิบชามข้าวต้มมาเป่าๆ คนๆ ให้มันหายร้อนเลยลืมสังเกตไปนิดว่าอีกคนเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมา

“ก็อย่าง......” แย่งข้าวต้มคนป่วยกินนี่ผิดมั้ยนะ แต่พี่ทึกเล่นทำได้น่ากินเองนี่นา ก็แค่ลองชิมดูเองว่ามันหายร้อนรึยังเท่านั้นเอง... “…morning kiss อย่างเนี้ยทำเป็นมั้ย?”

แค่ลองชิมเท่านั้นเอ....


เอ๋...เมื่อกี้มันว่าไงนะ.....


อะไรคิสๆ นะ?


เคร้ง!


พอเลิกห่วงแต่กินและลองแปลสิ่งที่ได้ยินชัดๆ ช้อนก็แทบจะหลุดจากมือลงไปกระแทกชามข้าวต้มทันที


“นายอยากให้จูบปลุกเรอะ!”


“อื้อ~ ^ ^”


ใจเย็นไว้ฮยอกแจเอ้ย ไอ้บ้านี่มันคุณชายหัวนอกไม่เหมือนคนทั่วๆ ไป คงเป็นธรรมเนียมบ้านมัน


ธรรมเนียมบ้านมัน...


“นายอยากให้จูบปลุกจริงๆ ใช่มั้ย?”


ถามอย่างจริงจังแต่กลับได้สายตาแปลกใจกลับมาก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาผิดมนุษย์มนานั่นจะยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มบุ๋มที่แก้มทั้งสองข้าง

“ถ้านายทำได้....”

“ได้สิ ได้อยู่แล้ว....” มันป่วยอยู่ต้องเอาใจมันหน่อย บ้านมันมีอันจะกินเลยมีธรรมเนียมแปลกๆ ก็ต้องพยายามเข้าใจมัน

“งั้นนายรอแป๊บนึงนะ...”วางชามข้าวต้มที่กินยังไม่ถึงคำลงที่โต๊ะข้างๆ พร้อมๆ กับเตรียมตัวลุกขึ้นทันที “...คิบอมมันคงตื่นแล้ว เดี๋ยวฉันไปเรียกให้มันมาจูบปลุกนายละกัน แป๊บเดียว”

เพราะกำลังลุกล่ะมั้งเลยไม่ทันสังเกตว่ารอยยิ้มนั่นจะสลายลงทันควันก่อนคิ้วเข้มได้รูปจะขมวดแน่นด้วยความแปลกใจและก็มารู้ตัวอีกทีเมื่อมือใหญ่ร้อนจัดตวัดจับข้อมือตัวเองที่กำลังจะลุกได้ทันใจนัก

“ทำไมต้องคิบอม?”

“อ้าว...ก็นายอยากได้คนมาจูบปลุกนี่” ไหนเค้าว่าคนป่วยไม่มีแรงฟระ ทำไมบิดยังไงก็ไม่หลุด “...ฉันไม่คุ้นกับการจูบปลุกใคร แต่คิบอมมันเคยอยู่ต่างประเทศมาก่อนมันคงชิน ถ้านายอยากได้ฉันจะไปเรียกให้ก็ได้ไง ปล่อยสิ...”

“งั้นก็ไม่ต้องหรอก ถ้านายไม่เต็มใจก็ไม่ต้องไปเรียกใครมาหรอก”

พูดจบ...ปล่อยมือ...แล้วก็เล่นสะบัดหน้างอนๆ หนีไปอีกทางเลย!

เออแฮะ...คนป่วยแล้วจะขี้น้อยใจท่าจะจริง แต่คนอื่นทำมันคงน่ารักน่ะนะถ้าไม่ใช่ผู้ชายตัวโตเป็นยักษ์อย่างนี้

ดูแล้วมันน่าขำมากกว่าน่าสงสารซะอีก!

“...หันมาทางนี้สิเจ้าบ้าซีวอน”

คอแกร่งๆ นั่นบิดไปอีกทางจนท่าจะเจ็บแล้วมั้ง

“เรื่องนั้นฉันอาจจะทำไม่ได้แต่ถ้าแค่ป้อนข้าวนายฉันทำได้น่า นายอยากจะให้ฉันป้อนมั้ย?”

“........”

“...งั้นถ้านายเล่นตัวมากๆ ฉันจะไปเรียกคิบอมมาป้อนข้าวนายนะหรือไม่นายก็กินเอง จะเอาอย่างไหนฮึ!” น้ำเสียงที่เพิ่มให้มันเข้มหน่อยคงได้ผลเพราะใบหน้านั้นหันกลับมาแม้จะติดงอนอยู่นิดๆ ก็ตาม

“นายป้อน”

เออ ให้มันได้อย่างนี้สิน่าไอ้ขี้เก๊กที่โตแต่ตัวเอ๊ย!


แล้วหลังจากการยัดข้าวและยาใส่ปากหยักสวยเกินชายนั่นเสร็จก็ต้องมานั่งเช็ดตัวให้เพราะเสื้อตัวเก่าชื้นเหงื่อจนเปียกแล้ว งานนี้ซีวอนกลับว่าง่ายๆ เมื่อยอมให้เช็ดแต่โดยดีไม่มีบ่นซักคำ พอเริ่มบ่ายแก่ๆ นั่นแหละถึงทำทุกอย่างเสร็จซักที

เหนื่อยเป็นบ้า!

แต่พอจัดการเก็บอุปกรณ์ดูแลคนป่วยไปล้างไปเก็บเรียบร้อยและเดินถืออ่างใบเล็กที่ไปเปลี่ยนน้ำกลับมาเจ้ายักษ์ก็หลับไปอีกครั้งแล้ว หน้าตอนหลับดูผ่อนคลายและอ่อนเยาว์ลงเยอะกว่าตอนตื่นมากและก็เห็นได้ชัดๆ เลยถึงโครงหน้าที่ไม่มีที่ติของคนป่วย

พระเจ้าช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเล้ย


“...อือ....ฉันลืมถาม นายแต่งตัวอย่างนี้จะออกไปข้างนอกเหรอ?”

อยู่ดีๆ คนหลับก็สลึมสลือขึ้นมาพูดตอนที่เขากำลังเอาผ้าที่หน้าผากมาชุบน้ำที่เปลี่ยนใหม่ก่อนจะบิดและวางบนหน้าผากได้รูปนั่น คำว่า ‘ออกไปข้างนอก’ คงทำให้หน้าสลดลงนิดหน่อยเมื่อนึกได้ว่าพึ่งทะเลาะกับเพื่อนสนิท แต่เพราะคนตรงหน้าที่ยังจ้องมาอย่างรอฟังคำตอบเลยจำต้องยิ้มให้บางๆ

“...ฉันเปลี่ยนใจแล้วล่ะ นอนอ่านการ์ตูนอยู่บ้านสบายๆ ดีกว่า แต่ทำไมนายถึงรู้ล่ะ ฉันแต่งหล่อล่ะสิวันนี้ ฮ่าๆๆๆ.....”


เก๊กหน้าและกำลังแกล้งหัวเราะดีๆ แล้วแต่คำพูดเดียวจากเจ้ายักษ์กลับทำให้รอยยิ้มมันสลายวับไปทันควัน!


“เปล่า”


ยังไม่ทันจะเอาหน้าบูดๆ ของตัวเองอ้าปากด่ามัน เจ้าคนขี้เก๊กกลับค่อยๆ หลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อนและปล่อยประโยคที่ทำให้ทุกคำพูดมันหยุดอยู่แค่ลำคอแทน


“วันนี้นายน่ารักดี”


พูดจบก็เล่นหลับไปเฉยเลย


รู้สึกได้เลยว่าปากแดงๆ ของตัวเองมันอ้าค้างพอๆ กับที่หน้ามันเริ่มแดงตามปาก ทั้งๆ ที่มันสลึมสลือพูดแท้ๆ แต่ทำไมเล่นเอาตรูหน้าแดงได้วะ!

ผู้ชายที่ไหนเค้าใช้คำชมว่าน่ารักบ้างเล่าเจ้าบ้า!!


แต่ก็นั่นแหละ ด่าไปก็ไม่มีประโยชน์เมื่อคนที่จะด่ามันดันหลับไปแล้ว ที่ทำได้จำต้องเก็บอาการฮึดฮัดอยู่คนเดียวและไปหยิบไปค้นการ์ตูนขึ้นมาอ่านแทน อากาศสบายๆ และการนั่งอ่านการ์ตูนข้างเตียงคนป่วยก็ไม่เลวนักหรอก นอกจากต้องไปขุดเล่มเก่าๆ มาอ่านอย่างต่อเนื่องแล้วการเอาผ้ามาชุบและเปลี่ยนน้ำให้ใหม่ก่อนจะวางแปะลงไปบนหน้าผากของเจ้ายักษ์กวนประสาทก็ไม่ได้ลำบากลำบนนัก

บางครั้งการอยู่เฉยๆ ไม่ต้องวุ่นวายกับใครก็มีความสุขดีเหมือนกัน

รู้สึกเหมือนตัวเองชักจะเข้าใจเจ้าใบ้คิบอมขึ้นมานิดๆ แฮะ

...

...

...

...

“ซีวอนเป็นไงบ้างฮยอกแจ?”

“ดีขึ้นบ้างแล้วครับพี่ เมื่อกี้วัดไข้ก็ลดลงแล้วครับ”

“อื้อ ดีแล้วล่ะ เดี๋ยวพี่ไปทำกับข้าวช่วยฮันก่อนถ้าเสร็จแล้วจะมาเรียกนะ”

“ครับ”


ปวดหัว....


เสียงสองเสียงที่คุยกันเบาๆ ที่หน้าประตูห้องทำให้ต้องขมวดคิ้วหน่อยๆ ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาสู้แสง เมื่อมองไปตามเสียงก็เห็นคนตัวบางที่เห็นทั้งยามหลับและยามตื่นกำลังยืนคุยกับหัวหน้าวง และพอร่างโปร่งๆ ของพี่คนโตเดินจากไปคนที่ยืนหันหลังให้ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูพร้อมกับขมวดคิ้วไปด้วย

หลายครั้งหลายคราที่ทำท่าจะกดแต่ก็กลับยัดเข้ากระเป๋าแล้วค่อยดึงออกมาใหม่ซ้ำๆ อยู่นั่น

จนในท้ายที่สุดไก่น้อยก็ถอนหายใจเฮือกก่อนจะทำท่าฮึดสู้และกดโทรออกเอาจริงๆ!

..

..

“จุนซูเหรอนี่ฮยอกแจนะ เอ๊ะ เดี๋ยวจุนซูอย่าเพิ่งตัดสา.........ตรู๊ด.......ตรู๊ด....”

แล้วหลังจากนั้นร่างที่เดินๆ จากหน้าประตูไปที่หน้าต่างก็เดินไปพร้อมๆ กับที่กดโทรออกไป แต่โทรกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็เหมือนคนปลายสายจะตัดสายทิ้งทุกที จนในที่สุดฮยอกแจต้องกดปุ่มถี่ๆ รัวๆ เหมือนกับกำลังพิมพ์ข้อความนั่นแหละ

และเมื่อกดส่งไปแล้วไม่นานซักพักโทรศัพท์ในมือเล็กก็ดังขึ้นพร้อมๆ กับที่หน้าขาวสว่างนั่นจะบานจนสังเกตได้


‘เจ้าบ้าฮยอกแจรับสายได้.....ติ๊ด!’



“จุนซู!”




“ยังโกรธอยู่เหรอ?”




“ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น นายอย่าหาเรื่องสิ”




“ฉันก็ต้องเลือกนายอยู่แล้ว แต่ซีวอนก็เป็นเพื่อนในวง ยังไงฉันก็มีหน้าที่ต้องดูแลเพื่อน”




“ทำไมต้องพูดอย่างนั้นล่ะ....นายก็ต้องเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดสิ ไม่มีใครสำคัญเท่านายหรอก ฉันไม่ได้อยากจะผิดนัดจริงๆ นะ ฉันขอโทษ”



“แล้วคราวหน้าฉันจะเป็นฝ่ายเลี้ยงข้าวเองนะ จะเลี้ยงไอติมด้วย หายโกรธเถอะนะจุนซู”




“พูดจริงๆ ....สัญญาเอ้า! ฝนจะตก ฟ้าจะร้อง ใครจะเป็นจะตายยังไงฉันก็จะไม่ผิดนัดกับนายอีกแน่ๆ ....อื้อ.....สัญญา......อย่าร้องสิ.....สัญญาจริงๆ น่า......สัญญา........”



“ก็ไม่ได้ออกไปไหนเลย...แล้ววันนี้นายทำอะไรล่ะ?”




“...............”




“เปล่า.....ฟังอยู่......แต่นาย.......นาย....ออกไปเที่ยวกะยูชอนแทนเหรอ?”




“...เพื่อนายยูชอนคงยอมตามใจอยู่แล้วล่ะ..........เปล่านี่.....อึก.....ฉันปกติดีนี่ ไม่ได้เป็นหวัด เสียงฉันแปลกเหรอ?”



“ฮะๆๆๆ นายเดาผิดแล้วล่ะเจ้าบ้า ใครที่ไหนร้อง....ไม่มีใครขี้แยเหมือนนายหรอกน่า....แล้ววันนี้สนุกมั้ย?”




“...อื้อ....ดีนะ........อื้อ.......ดีแล้วล่ะ........”




“อื้อ......ฟังอยู่........อื้อ.......ดีแล้ว....อื้อ.....”




“.....นายมีความสุขก็ดีแล้ว.....อื้อ.......อื้อ......”




“.....อื้อ.....”



คนที่อยู่ปลายสายและคงกำลังเล่าเรื่องเพลินเพราะเสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ดังแทรกมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ คงไม่รู้หรอกว่าอีกคนที่ฟังเรื่องเล่าไปพร้อมๆ เอ่ยเสียงตอบรับไปนั้นจะกำลังทำหน้าแบบไหน


ยิ้ม....ไก่น้อยยิ้มเพื่อที่ว่าถ้าหน้ามันแสดงออกอย่างนั้นเสียงมันจะสดใสไปตามหน้าด้วย


แต่นายรู้อะไรมั้ยจุนซู? นายรู้บ้างมั้ยว่าในขณะที่นายกำลังเล่าเรื่องอย่างมีความสุขเพื่อนนายกำลังเป็นทุกข์ในมุมที่นายมองไม่เห็น


เพื่อนนายกำลังยิ้ม....ยิ้มทั้งๆ ที่น้ำตามันกำลังไหลอาบแก้ม!



“...อื้อ.....อึก......ฟังสิ......อย่างนั้นเหรอ....ฮะๆๆ ...ท่าทางน่าสนุกนะ....”



เพื่อนนายกำลังหัวเราะ...หัวเราะทั้งๆ ที่ต้องรีบยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาทิ้ง



“.....อื้อ....ฟังๆ.....อื้อ.....”


เพื่อนนายกำลังตอบรับ...ตอบรับทั้งๆ ที่ต้องรีบเอามือที่เช็ดน้ำตานั้นมาอุดปากเพื่อกั้นเสียงสะอื้นไม่ให้มันหลุดออกไป



“....อึก.....อื้อ......”



นายรับรู้มันบ้างมั้ยจุนซู?



“.....นาย....นายไปหายชซอนเถอะ....วันหลังค่อยคุยกันก็ได้....อื้อ....ราตรีสวัสดิ์เจ้าบ้าจุนซู”


มือเรียวกดตัดสัญญาณไปแล้วแต่ตาหยีๆ ยังจ้องหน้าจอค้าง หน้าจอที่มันเป็นรูปปลาโลมากระโดดน้ำไปพร้อมๆ กับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง

ตัวการ์ตูนเด็กผู้ชายที่ร้อยทั้งร้อยก็ดูออกว่าคนในภาพเป็นใคร!

แล้วมือนั้นก็ยกมาปิดปากตัวเองไว้แน่นเพื่อปิดเสียงสะอื้นแผ่วๆ นั้นให้มันเหลือเพียงเสียงบางเบาที่ลอยไปตามสายลมยามค่ำคืน แสงจันทร์สีขาวนวลฉาบไล้ไปบนหน้าขาวสว่างและสะท้อนกับหยดน้ำตาที่มันเกาะพราวตามแก้มใส


รักที่ไม่สมหวังมันก็เจ็บแบบนี้แหละฮยอกแจ


“...อือ....”


เสียงเขาที่เปล่งออกมาเบาๆ กลับทำให้คนตรงหน้าต่างสะดุ้งเฮือก มือขาวเนียนรีบปาดน้ำตาทิ้งอย่างรวดเร็วก่อนจะหันหน้ามา

การแอบรักเพื่อนแล้วบอกไม่ได้มันก็เจ็บแบบนี้แหละฮยอกแจ


“...ฉันหนาวจัง”

“...ฮึก...งั้นแป๊บนะ...ฉันจะไปยื้มผ้าห่มห้องคนอื่น...ฮึก....มาให้....”

ตาเรียวนั้นแทบไม่กล้าสบตาด้วยซ้ำ ถ้าไม่รีบคว้าข้อมือเอาไว้เจ้าตัวคงหาเรื่องแกล้งหนีออกจากห้องไปอีกแน่

“...ไม่ต้องหรอก นายมานี่ดีกว่า” บอกพลางก็เปิดโปงผ้าห่มของตัวเองขึ้นและขยับแบ่งพื้นที่ว่างบนเตียงให้คนที่กำลังมองมาด้วยสีหน้าแปลกใจ “ไม่เคยได้ยินเหรอว่าคนป่วยห่มผ้าก็ไม่หายหนาวหรอกเพราะมันหนาวจากข้างใน นายต้องมาแบ่งไออุ่นให้ฉันต่างหาก”

“ตะ...แต่....แบบนั้นมัน.....”

“...ฉันหนาวสั่นๆ ยังไงไม่รู้...”

“แต่ว่า....แต่ว่า....”

“...ทำไมรู้สึกเหมือนมันสั่นไม่หยุดเลยนะ...”

“....แต่....เฮ้อ.....”

เสียงถอนหายใจตามมาก่อนก่อนที่เจ้าตัวจะยอมปีนขึ้นมาบนเตียงด้วย แต่แขนเล็กๆ ที่ทำท่าจะเอื้อมมาโอบเขาไว้ในอ้อมกอดเล็กๆ นั่นมันกลับหยุดชะงักเพราะเขากลับดึงร่างนั้นเข้ามาซุกในอกกว้างๆ ของตัวเองแทน

“...เอ๋...ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะซีวอน...ฉันต้องเป็นฝ่ายกอดนายสิ...ไม่ใช่แบบ....”

“ถ้าฉันหนาวแล้วจะกอดนายเพื่อให้มันอุ่นก็ไม่แปลกหรอก”

กระซิบเบาๆ กับผมนุ่มหอมตรงหน้าก่อนจะกดหัวสวยนั้นให้ซุกเข้ามามากขึ้น

“นั่นเพราะนายมันจอมลวนลามต่างหากเล่าเจ้าบ้า ปล่อยเด้”

เพราะถ้าฉันปฏิบัติกับทุกคนเท่าเทียมกันนายจะได้ไม่ผิดสังเกตว่าคนที่ฉันอยากจะแตะต้องสัมผัสมีแค่นายคนเดียว...

“ถ้าจะมีสาวๆ มากรี๊ดฉันมันก็ไม่แปลกหรอกเพราะฉันมันโคตรหล่อโคตรเท่ห์”

ที่ทำทั้งหมดมันก็แค่การตบตาอย่างหนึ่งเพื่อนายจะได้ไม่เอะใจ.....แค่นั้นเอง...

“นายมันหลงตัวเองเข้าขั้นวิกฤติแล้วต่างหากล่ะเจ้าบ้า ร้อนจะตาย ปล่อย....”

“และถ้าฉันจะเจ็บเพราะรักใครสักคน....” พร้อมๆ กับที่แขนข้างหนึ่งรัดเอวบางให้แน่นเข้ามา....มืออีกข้างก็ลูบหัวทุยๆ ที่เผลอนิ่งไปนั้นแผ่วเบาไปด้วย “..แล้วจะเจ็บปวดเพราะคนนั้นไม่ได้รักตอบ...”

การต่อต้านหยุดลงไปแล้วเมื่อร่างนั้นหยุดชะงักไปก่อนก่อนจะเริ่มตัวสั่นขึ้นมาเบาๆ จากอารมณ์ภายใน

“...ถ้าจะร้องไห้มันก็ไม่แปลกหรอกไก่น้อย....”

มือเล็กที่ผลักกลับกลายมาเป็นยึดเสื้อเขาแน่นขึ้น ปากที่เอ่ยคำตอบโต้กลับกัดฟันแน่นเมื่อเสียงสะอื้นพวกนั้นมันเริ่มหลุดออกมาอีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นที่ทำคือลูบหัวนั้นปลอบโยนแผ่วเบา

“ร้องออกมาเถอะ...อย่าเก็บมันไว้เลย ข้อดีของนายคือการเป็นคนร่าเริงและเปิดเผย ถึงใครไม่เห็นแต่ฉันเห็น...อย่ากลายเป็นคนเก็บกดเลยฮยอกแจ”

“...ตะ....ฮึกๆ....แต่....”

“การรักใครมันไม่ใช่ความผิดหรอก ถ้าเค้าจะไม่ได้รักตอบมันก็ไม่ผิดเหมือนกัน เรื่องนี้ไม่มีใครผิดเลยไก่น้อย และถึงนายจะร้องก็ไม่มีใครว่ามันผิดหรอก...ไม่ผิดซักนิดเลย....”

“อื้อ....ฮึก....รัก....ฉันรักมัน....ซีวอน....ฉันรักมัน....”

“ฉันรู้.....”

“...ทำไมล่ะ ฉันไม่ดีตรงไหน...ฮึกๆๆ....ทำไมจุนซูไม่....ฮึกๆๆ....เลือกฉัน....ฮึก...ทำไม....”

“...ไม่มีใครดีเท่านายแล้วล่ะ...สำหรับฉันไม่มีใครดีเท่านายแล้ว...”

“แล้วทำไมต้อง...อึก...ยูชอน...ทำ...อึก....ไม่ใช่ฉันล่ะ....ฮึกๆๆ....”

เพราะนายไม่ใช่ยูชอนและฉันก็ไม่ใช่จุนซู

จุนซูรักนายไม่ได้เหมือนๆ กับที่นายรักฉันไม่ได้

“...ฮึก...ทั้งๆ ที่ฉันรักมัน...รักมาก...อื้อ...รักไม่ไหวแล้ว....ฮึก...รัก.....”

“ฉันรู้....”

“...ฉันรักมันได้ยินมั้ยซีวอน....อึก...รักมัน...”

“ฉันรู้น่าเจ้าบ้า....ฉันรู้....”



“ฉันรู้....”


รู้ว่าความรักของพวกเรามันจบแบบเดียวกัน


แต่....สักครั้งได้มั้ย?


ฉันบอกรักนายอย่างนี้บ้างได้มั้ย?


ให้ฉันได้บอกรักนายอย่างนี้บ้างได้มั้ยฮยอกแจ?


“ฉันรักจุนซู....ฮึก.....รักจุนซู...”


“...ฉันรู้.....”


“...ฮึก....รัก....”



..

..


ถ้าฉันพูดออกไปบ้างจะได้มั้ย?




นายจะให้โอกาสรับฟังมันมั้ย?




ฉันบอกรักนายได้มั้ย!


เพราะอะไรไม่รู้ การอยากฉวยโอกาสเข้าแทรกหรืออะไรเขาก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน รู้แต่ว่าคำรักจากปากอีกคนมันกลับทำให้ความรู้สึกที่มันแน่นอกนี้กำลังจะหาที่ระบาย


ฉันรักนายได้มั้ย?


รักได้มั้ย!


“...ฉันรักนายฮยอกแจ”



“..........”


คำพูดที่ออกมาไม่กี่คำกลับทำให้คนในอ้อมกอดหยุดแน่นิ่งทันที!


“ฉันรักนายไม่แพ้กับที่นายรักจุนซู ให้โอกาสฉันได้มั้ย?”


“........”


ไม่มีเสียงร้องไห้เล็ดลอดออกมาแต่กลับเป็นบรรยากาศเงียบสนิทที่ไม่น่าไว้ใจแทน


“....ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำให้นายร้องไห้อย่างนี้...”


แต่บางทีที่แน่นิ่งไปนี่คือนายเริ่มจะรับรู้ความรู้สึกของฉันแล้ว?


ฉันอาจจะไม่ได้เข้าข้างตัวเองก็ได้


“รักฉันแทนเถอะนะฮยอกแจ รักฉันแทนเถอะ”


หัวใจมันกำลังเต้นรัวด้วยความหวังเมื่อไม่มีการกฏิเสธจากคนในอ้อมกอด พอๆ กับที่เสียงกำลังสั่นด้วยความดีใจมือใหญ่ของตัวเองที่กอดคนตรงหน้าเข้ามาแนบอกก็กำลังสั่นไปด้วย

จะถูกกล่าวหาว่าฉวยโอกาสยังไงก็ช่าง จะถูกกล่าวหาว่าขี้โกงที่สารภาพตอนนี้ก็ช่าง


แต่ฉันรักนายได้ยินมั้ยฮยอกแจ?


ฉันรักนายได้ยินบ้างมั้ย!


“เป็นฉันแทนเถอะนะฮยอกแจ จุนซูไม่ได้รักนายแต่ฉันรักนาย ให้โอกาสฉันเถอะนะ”


จะเป็นยังไงก็ช่าง!


“เป็นฉันแท....”



“...ใครใช้ให้นายล้อเล่นเล่นอย่างนี้ซีวอน?




“.................”



เป็นยังไงก็ช่าง?



“ถึงฉันกำลังอกหักแต่ก็ไม่ได้น่าเวทน่าจะต้องมาพูดอย่างนี้หรอก ฉันไม่ได้น่าสงสารขนาดนั้น!”



น้ำเสียงกรุ่นๆ ยังไม่ทำให้ตัวแข็งพอกับการที่มือบางผลักอกกว้างๆ ของเขาออกเต็มแรง ร่างนั้นขยับลุกขึ้นมาพลางถอยหนีอย่างหวาดระแวงและรังเกียจ


“ฮยอกแจ.....”


ไม่เว้นแม้แต่มือที่เอื้อมไปจะถูกคนตรงหน้าปัดทิ้งอย่างไม่ไยดีด้วย


“ถอนคำพูดซะ!”


“............”


“ถอนคำพูดเมื่อกี้ทิ้งซะแล้วฉันจะถือว่าไม่เคยได้ยิน!”



แล้วความรู้สึกของฉันล่ะ นายจะขุดมันออกไปจากหัวใจฉันยังไง?



“ฉันไม่ได้น่าสงสารขนาดที่นายจะต้องมาสงเคราะห์คบด้วย! ถอนคำพูดเมื่อกี้ซะชเวซีวอน!!”



ร่างนั้นยังสั่นเทิ้มเพราะแรงสะอื้นเมื่อหลับหูหลับตาตวาดไปปาดน้ำตาไป แต่สายตาเอาจริงกลับจ้องมาอย่างเด็ดขาด


ถ้าความรู้สึกมันลบทิ้งได้ง่ายดายเหมือนคำพูดฉันก็คงไม่ต้องมานั่งเจ็บปวดทุกครั้งที่นายพูดถึงเขาหรอก


“ฉันรักนาย...”


ไม่แยต่ออาการตะลึงค้างของคนตรงหน้าเมื่อความรู้สึกที่อัดแน่นมาหลายปีมันกำลังจะทาทางระบายออกไป ไม่สนต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้เมื่อ ณ จังหวะนี้จะให้บอกว่าความรู้สึกพวกนี้คือการล้อเล่น?

ฉันทำไม่ได้หรอก


“ฉันรักนายได้ยินมั้ยฮยอกแจ! ฉันไม่ได้พูดเพราะสงสารแต่พูดเพราะฉันทนเก็บมันไม่ไหวแล้ว! ฉันรักนาย รักนาย รักนายมานานแล้วรับรู้เอาไว้ซะ!”


ถัดจากเสียงตะโกนดังก้องของตัวเองก็คือความเงียบอันแสนอึดอัดที่ครอบคลุมลงมาจนหนักไปทั้งตัว ไม่มีอาการอื่นใดจากร่างตรงหน้านอกจากการที่จ้องมายังเขาอย่างไม่เชื่อสายตา


แล้วถัดมาคือคลื่นความโกรธที่ค่อยๆ แผ่ขึ้นมาตามหน้าขาวสว่าง คำพูดไม่กี่คำจากปากแดงกลับเหมือนเข็มนับพันเล่มที่ทิ่มแทงเรียกเลือดในหัวใจให้มันไหลซิบๆ ได้ดีนัก


“แต่ฉันไม่ได้รักนาย”


“..........”


“ฉันไม่ได้รักนายได้ยินมั้ยชเวซีวอน ถ้ายังอยากเป็นเพื่อนกันอยู่ก็เปลี่ยนความรู้สึกซะ!”


“ทำไมล่ะ? ถึงยังไงจุนซูก็ไม่ได้รักนายทำไมนายไม่เปลี่ยนใจมามองฉันบ้าง ฉันสัญญาว่าจะดูแลนายไม่ให้ต้องร้องไห้ ไม่ให้ต้องเสียใจ ไม่ให้....”


“ซีวอน”


“ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อนาย จะรักนายมากกว่าใคร”


“ซีวอน”


“แค่นายเปลี่ยนมารักฉันมาเป็นแฟนฉัน ฉันสัญญาว่าจะทำให้นายมีความสุขยิ่งกว่า...”


“ซีวอน!!”


เสียงตวาดอย่างเหลืออดกำลังเรียกความผิดหวังให้มันไหลแผ่ขึ้นมาได้ทั่วร่าง ใบหน้าที่มองมาอย่างเจ็บร้าวกลับช่วยหยุดคำขอร้องอ้อนวอนอย่างร้อนรนทั้งหลายทั้งปวงให้มันหยุดอยู่แค่ลำคอเมื่อจ้องคนตรงหน้าที่กำลังอ้าปากเอ่ยตอบทั้งๆ น้ำตา แต่คำพูดที่กำลังออกมามันกลับเฉือนหัวใจเขาออกทีละชิ้นๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ


“ถ้าความรักมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายดายขนาดนั้นนายก็เลิกรักฉันสิ”



น้ำตาแห่งความเจ็บปวดที่ไหลออกมาอาบแก้มเนียนเรียกมือให้มันกำลังจะยื่นไปปาดออกให้อย่างเคยแต่ร่างที่ผวะหนีอย่างรังเกียจกลับช่วยหยุดมันได้พอๆ กับคำพูดที่ออกมาจากปากแดง


“ถ้าความรักมันเปลี่ยนได้ง่ายขนาดนั้นนายก็ไปทำให้จุนซูหันมารักฉันสิ นายทำได้มั้ยล่ะ ทำให้จุนซูหันมารักฉันนายทำได้มั้ยซีวอน?”


มันหยุดได้แม้กระทั่งคำพูดและกำลังจะลามไปถึงลมหายใจ


“ถ้าทุกอย่างมันง่ายดายเหมือนนายว่าก็เลิกรักฉันซะ! เพราะถ้านายยังไม่เลิกคิดอย่างนี้ก็ไม่มีวันที่ฉันจะคุยกับนายได้อย่างสนิทใจหมือนเดิมแน่!”


เสียงตวาดลั่นห้องและหัวใจเขามาพร้อมๆ กับที่คนตวาดปาดน้ำตาและผุดลุกจากเตียง ดวงตาหยีๆ ยังมองมาอย่างผิดหวังปนแค้นเคืองแต่ถึงอย่างนั้นคำพูดพวกนั้นมันกลับมีอานุภาพมากพอจะส่งให้ขามันแข็งและตัวมันชาจนขยับไม่ได้


“จากนี้ไม่ต้องมาทัก ไม่ต้องมาเรียก ไม่ต้องมาคุยกับฉันอีกแล้วนะ....”


นายทำได้ยังไงนะฮยอกแจ นายบอกตัดรอนฉันด้วยสายตาเด็ดขาดแบบนี้ได้ยังไง?


“เพราะฉันไม่ไว้ใจนาย!”


ความสัมพันธ์ที่ผ่านมาระหว่างเรามันสิ้นสุดได้ง่ายดายเพียงนี้เลยใช่มั้ย?


นายทำได้ยังไง?


หากแต่ตอนนี้จะมามัวนั่งเสียใจไม่ได้ ถ้าไม่รีบรั้งไว้อาจจะเข้าหน้ากันไม่ติด พร้อมๆ กับที่ร่างบางๆ เดินเร็วๆ ไปที่ประตูห้องเขาก็ต้องรีบก้าวลงจากเตียงทันที แต่อะไรซักอย่างที่เหมือนรั้งเอาไว้กลับทำให้ร่างกายหนักไปทั้งตัว แม้จะพยายามตะเกียกตะกายไปเท่าไหร่แต่ก็เหมือนกลับไม่ได้เขยื้อนไปจากที่เดิมแม้เพียงนิดเลย

“ฮยอกแจ....รอก่อน....”

ร่างนั้นไม่ฟังเสียงสักนิดเพราะยังเดินลิ่วๆ ไปที่ประตูอย่างไม่มีการลังเล แต่ที่ขยับไม่ได้คือเขาที่ตะโกนร้องเรียกร่างนั้นอยู่บนเตียงต่างหาก


“ฮยอกแจ ฟังฉันก่อน อย่าเพิ่งไป”


ไม่เพียงแต่จะออกไปนอกประตูแต่ดูเหมือนคนๆ นั้นกำลังพร่าเลือนหายไปกับอากาศและทั้งตะโกนทั้งร้องเรียกเอาไว้ไม่สามารถหยุดได้เลย หัวใจข้างมันกำลังบีบตัวจนเจ็บเมื่อสำนึกว่าทุกอย่างมันจะไม่มีทางเหมือนเดิมแล้ว

ฮยอกแจจะไม่อยู่ข้างๆ เหมือนเดิมแล้ว


“อย่าหายไปนะ อย่าหายไปจากฉันนะ ฮยอกแจ!”


ไม่มีการตอบรับพอๆ กับสิ่งที่พยายามไขว่คว้าคือความว่างเปล่าของอากาศตรงหน้า



นี่มันเกิดอะไรขึ้น?



“ฮยอกแจ!!”





พรึ่บ!




พร้อมๆ กับที่ตะโกนสุดเสียงก็เหมือนภาพทุกอย่างจะหายวับไปต่อหน้าต่อตา ภาพที่ปรากฎขึ้นมาอย่างกะทันหันตรงหน้าคือเพดานห้องที่คุ้นเคยและมือตัวเองที่ยื่นออกไปหมือนจะคว้าอะไรบางอย่างเบื้องหน้า สิ่งที่รับรู้ได้คือเสียงตะโกนสุดท้ายของตัวเองที่กลับดังไม่เกินไปกว่าเสียงกระซิบและเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่มันผุดขึ้นมาจนเปียกชื้น


ฮยอกแจ!


ที่นอนข้างๆ ที่รีบหันไปดูยังมีรอยบุ๋มบนหมอนและความอบอุ่นยังคงแผ่ออกมาบางเบาแม้ข้างตัวจะว่างเปล่าไม่มีใคร ความผิดหวัง ความเสียใจ ความโล่งอก หรืออาการมึนหัวตุบๆ อย่างไหนก็แยกไม่ถูกเมื่อตวัดผ้าห่มทิ้งพร้อมๆ กับรีบร้อนลงจากเตียงเพื่อก้าวตรงไปที่ประตูห้อง


จะแบบไหนก็ช่างแต่ปล่อยให้มันเป็นแบบเมื่อกี้ไม่ได้


“ฮยอกแจ!”


ปัง!


เขาที่เปิดประตูออกอย่างแรงและตะโกนเสียงดังลั่นบ้านเรียกให้ทุกคนที่นั่งเล่นกันในห้องโถงหันมามองเป็นตาเดียว แต่สายตาคนอื่นไม่มีทางที่จะสนอยู่แล้วเมื่อร่างๆ เดียวที่กำลังมองหาตอนนี้คือคนที่ตัดสิ้นเยื่อใยทุกอย่างเมื่อครู่


“ฮยอกแจ!”


คนถูกเรียกที่กำลังจะรับถาดอาหารจากคนตัวสูงซักคนหันมามองอย่างแปลกใจ แต่ก่อนร่างนั้นจะทันได้อ้าปากถามเขาก็เดินเร็วๆ ตรงไปหาและดึงข้อมือเล็กๆ เพื่อคว้าร่างนั้นมากอดไปทั้งตัว


“ฮยอกแจ”


ซบหน้าลงกับไหล่ที่บอบบางยิ่งกว่าใครพร้อมๆ กับรัดอ้อมแขนตัวเองแน่นเข้าไปอีกเหมือนกับจะยืนยันการมีตัวตนของคนตรงหน้า ร่างที่ยืนตัวแข็งอย่างงงๆ ตอนแรกกลับค่อยๆ รับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรและเริ่มดิ้นรนขลุกขลักพร้อมๆ กับมองไปที่คนอื่นๆ อย่างเลิ่กลั่กด้วย


“เฮ้ย! ปล่อยนะเว้ยเจ้ายักษ์ นี่นายเกิดบ้าอะไรขึ้นมาอีกเนี่ย!”


มือที่ทุบลงบนหลังไม่ได้มีอานุภาพมากพอที่มันจะกระเทือนอันใดต่อร่างกายตัวเองเมื่อสิ่งที่ติดอยู่ในหัวใจตอนนี้มีเพียงแค่ประโยคเดียว

“ฉันเป็นเพื่อนนายใช่มั้ย?”

“............”

“ฉันเป็นเพื่อนนายใช่มั้ยฮยอกแจ?”

ถามอีกครั้งๆ พร้อมๆ กับที่รัดเอวเล็กเข้ามาแนบแน่น น้ำเสียงสั่นเครือของเขาคงทำให้คนตัวเล็กแปลกใจบ้างแต่เสียงแซวที่เริ่มมาจากคนรอบข้างคงทำให้เจ้าตัวเริ่มอายเช่นกันเมื่อเริ่มต้นทุบอีกครั้งพร้อมๆ กับตวาดด่าไปด้วย


“ใครเค้าจะเป็นเพื่อนกับคนขี้เก๊กอย่างนาย เป็นบ้าอะไรเนี่ย ปล่อยนะเฟ้ย!”


“ฉันเป็นเพื่อนนายใช่มั้ยฮยอก? ใช่มั้ย!”


“ไม่ได้เป๊นนน....ปล่อยนะเฟ้ยเจ้ายักษ์..”


“วีดวิ้ววววววววววววว ซีวอนบอกรักฮยอกแจล่ะ กิ๊วๆๆๆๆ สองคนนี้ที่แท้เป็นอย่างนี้เองเหรอเนี่ย คึๆๆๆๆ ”

“เฝ้าไข้กันแค่วันเดียวก็ตกหลุมรักเลยโว้ย...กร๊ากกกก พวกนายทำอะไรกันในห้องบ้างน่ะซีวอนฮยอกแจ?”

คำล้ออย่างไม่ดูหน้าดูหลังของลูกปลาน้อยทำให้คนถูกล้อหน้าแดงแป๊ดเมื่อคนอื่นก็พลอยสำทับผสมโรงไปด้วย ร่างในอ้อมกอดทั้งดิ้นทั้งด่าปนอายเพราะทำยังไงเขาก็ไม่คลายแขนออกซักที

“ปล่อยสิ ปล่อยเดี๋ยวนี้นะซีวอน คนอื่นเค้าแซวแล้วเห็นมั้ย ปล่อยสิวะ!”

“นั่นแน่....เจ้าบ้าฮยอกแจอายด้วย ตกลงพวกนายเป็นแฟนกันใช่มั้ยเนี่ย หึหึหึ คึคึคึ คอยดูนะพรุ่งนี้ฉันจะเอาไปกระจายให้ทั่วบริษัทเล้ย”

“ไอ้บ้าซีวอนปล่อยฉัน!”

“ฉันเป็นเพื่อนนายใช่มั้ย?”

“ไม่เป็น! คนชอบลวนลามไปทั่วอย่างนายฉันไม่เป็นเพื่อนด้วยหรอก ปล่อยช้านเดี๋ยวเน้!”

“เราเป็นเพื่อนกันใช่มั้ยฮยอกแจ เป็นเพื่อนใช่มั้ย?”

“โหยยย นายไม่ต้องอายหรอกน่าเจ้าไก่น้อย รับๆ ไปเต๊อะ ซีวอนทั้งหล่อและรวย ได้เป็นแฟนทีสบายไปสิบชาติแน่ แต่คงต้องทำการบ้านบนเตียงกับเจ้าหื่นซีวอนหนักแหงมๆ คึๆๆๆๆ”

“ไอ้บ้าทงเฮหยุดแซวนะ มันไม่ใช่อย่างนั้น....ซีวอน!”

เหตุการณ์วุ่นวายที่คนแซวก็ช่างขยันแซวนัก ส่วนคนอายก็ขยันดิ้นนักพอๆ กับเขาที่ยิ่งรัดร่างนั้นและถามจะเอาคำตอบให้ได้ทำให้พี่คนโตสบตากับคนข้างๆ อย่างหนักใจ ความเข้าใจระหว่างสายตาสองคู่สบกันชั่ววินาทีก่อนจะขยับลุกเพื่อคลายสถานการณ์

“ยอมรับมาเต๊อะน่า ฉันก็เห็นมาตั้งนานแล้วว่าซีวอนน่ะมองฮย...”


“ทงเฮ!”


เสียงหวานเรียบนิ่งอย่างเน้นหนักดังขึ้นมาครั้งเดียวแต่กลับทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบไปได้ในอึดใจ คนถูกเรียกจึงหันไปมองพร้อมๆ กับเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

“ไปเก็บของได้แล้ว เรายังต้องออกไปทำงานกันอีก”

“เอ๋ เมื่อกี้ก็เพิ่งกลับมาเองนี่นาพี่จองซู ทำไมต้องรีบออกด้วยเล่า”

“เพราะต้องไปก่อนเวลาน่ะสิ ทุกคนด้วยเก็บของกันได้แล้ว ผู้จัดการกำลังจะมารับเราต้องลงไปรอก่อน”

“โธ่....พี่คร้าบ อีกเดี๋ยวไม่ได้เหรอกำลังสนุกเลยอ่า เนี่ยนะผมกำลังจะบอกว่าจับได้มาตั้งนานแล้วว่าซีวอนอ่ะคิดกะ...”

“ทงเฮ!”

คำเน้นหนักรอบสองทำให้ปลาน้อยขมวดคิ้วอย่างยุ่งเหยิงอีกครั้ง แต่คนรอบข้างกลับเริ่มเตรียมของเก็บกระเป๋ากันแล้วเพราะต่างรู้ดีว่าน้ำเสียงอย่างนี้ออกมาเมื่อไหร่นั่นคือหัวหน้าวงโกรธจริง!

“เดี๋ยวนี้โตแล้วใช่มั้ย?”

คำถามยิ่งทำให้จอมยุ่งขมวดคิ้วหนัก แต่พอคิดอะไรได้เจ้าตัวก็ยิ้มแป้นออกมาพร้อมๆ กับที่เอ่ยตอบอย่างร่าเริงทันที

“โธ่พี่ก้ออออ ผมก็ต้องโตแล้วสิ เนี่ยผมเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ กล้ามก็มีแล้วและที่สำคัญ...” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นมาบนปากบางก่อนเจ้าตัวจะเลื่อนมือลงไปยังหัวเข็มขัดพร้อมๆ กับพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทะเล้นๆ “...ข้างล่างผมก็โตด้วยนะพี่จะดูมั้ยล่า ^ ^”

“นั่นสิ โตแล้วใช่มั้ย?”

ยังไม่ทันที่จะได้อวดได้สมใจ เสียงเรียบๆ นั้นกลับทำให้รอยยิ้มบนหน้าสลายวับทันควันก่อนที่หน้าเบ้ๆ จะตามมาเมื่อเจ้าตัวได้ยินประโยคต่อไป

“โตจนพี่พูดอะไรก็ไม่จำเป็นต้องฟังเหมือนเดิมแล้วใช่มั้ย!”

“...........”

“โด่งดังแล้ว มีแฟนๆ เยอะแล้ว งั้นจากนี้ไปคงไม่ต้องฟังที่พี่พูดแล้วอย่างนั้นใช่มั้ยลีทงเฮ?”

พร้อมๆ กับที่คนอื่นๆ ที่กำลังตรงไปที่ประตูบ้านและหันมามองอย่างกลัวๆ สองคนที่ยืนประจันหน้ากันปล่อยอีกคู่ที่ยังกอดและยังดิ้นไว้อย่างนั้น น้ำตากลมโตหยดหนึ่งก็ค่อยๆ หยดแหมะกลิ้งลงมาบนแก้มใสอย่างที่เจ้าของคงไม่รู้ตัว

“ถ้าไม่คิดจะฟังกันจริงๆ ต่อไปพี่จะได้ไม่ต้องพูดต้องบอกอะไรอีก”

“ฮึกๆ ทงเฮรักพี่จองซูนะ ทำไมต้องพูดอย่างนั้นด้วยล่ะ” สายตาตัดพ้อมาพร้อมๆ กับที่เจ้าตัวโถมร่างเข้าไปกอดพี่ชายคนสวยแน่น ใบหน้าหวานติดจะยิ้มอ่อนโยนเมื่อเอื้อมมือขาวเนียนไปลูบหัวทุยๆ นั้นแผ่วเบา “ฮึกๆๆ ผมขอโทษ ผมจะไม่พูดมากอีกแล้ว พี่จองซูอย่าโกรธเลยนะ”

“ใครเค้าจะโกรธนายได้ลงกัน”

“งั้นก็จะไม่ดุแล้วนะ”

“ถ้านายจะฟังที่พี่พูดบ้างพี่จะดุนายไปทำไมเล่า เช็ดน้ำตาซะเดี๋ยวตาบวมแล้วไม่น่ารัก”

“ถ้าน่ารักแล้วพี่จองซูจะรักเหมือนเดิมมั้ยล่ะ? เนี่ยคิบอมยังเคยบอกว่าผมน่ารักด้วยนะ แต่บอกนับครั้งได้เลยอ่ะทั้งๆ ที่ผมชมบ่อยจะตายว่าคิบอมอ่ะหล่อ ไม่ยุติธรรมเอาซะเลยอ่า..ฮึ....”

เงียบได้ไม่กี่คำเจ้าตัวก็กลับมาเป็นคนเดิมเพราะคุยจ้อตรงไปยังประตูตามแรงโอบจากคนข้างๆ คนอื่นๆ ที่ว่างต่างก็หลบเข้าห้องเมื่อเจอสายตาเย็นเยียบเป็นเชิงสั่งจากหัวหน้าวงเหลือเพียงแค่พวกเขาสองคนที่ยังยืนกอดกันแน่นกลางห้องโถง

“ฉันเป็นเพื่อนนายใช่มั้ยฮยอกแจ?”

กี่ครั้งแล้วที่ถามประโยคนี้แต่คำตอบมันยังไม่ได้ดั่งใจ เมื่อเหลือกันเพียงตามลำพังแรงดิ้นนั้นก็เริ่มลดน้อยลง จนสุดท้ายไก่น้อยก็ยอมยืนนิ่งๆ ให้เขากอดแต่โดยดีแม้จะหอบเบาๆ เพราะเหนื่อยจากการดิ้นเมื่อครู่ก็ตาม

“เราเป็นเพื่อนกันใช่มั้ย ตอบสิฮยอก...อึก....ฉันเป็นเพื่อนนายใช่มั้ย?”


จะเป็นอะไรก็ได้ช่างมัน จะอยู่ในรูปแบบไหนก็ได้ช่างมัน


ขอเพียงแค่ให้ฉันยังได้อยู่ข้างๆ นายก็ดีเกินพอแล้ว!


“ฉันเป็นเพื่อนนายใช่มั้ย!”


ความเปียกชื้นบนไหล่บางพาร่างน้อยถอนหายใจเบาๆ ก่อนที่มือเล็กที่ทุบหลังเขาเมื่อครู่จะกลับกลายมาเป็นโอบเขาตอบกลับบ้าง เสียงที่ออกจากปากแดงวันนี้มันกลับเพราะยิ่งกว่าคำใดที่เคยได้ยินมา


“ก็ต้องเป็นเพื่อนอยู่แล้วสิ ทำไมต้องมาถามอย่างนี้ด้วยล่ะ”


“นายไว้ใจฉันใช่มั้ย?”


“ถ้าไม่ไว้ใจฉันจะเล่าเรื่องจุนซูให้นายฟังทำไม นายคิดว่าฉันบอกเรื่องนี้กับทุกคนรึไงฮึ”


“งั้นฉันอยู่ข้างๆ นายได้ใช่มั้ย?”


“ทำไมต้องมาถามแปลกๆ อย่างนี้ด้วยฟระ! ถ้าไม่ให้อยู่ข้างๆ ฉันจะกอดนายอย่างนี้ทำไมเล่าเจ้าโง่” เสียงนั้นเหมือนต่อว่าก็จริงแต่แรงโอบจากแขนเรียวและเท้าเล็กที่เขย่งเพื่อกอดเขาให้แนบแน่นกว่าเดิมกลับตรงข้ามกับคำพูดซะจนหัวใจมันเต็มตื้นจนเกือบล้น “....คนป่วยขี้น้อยใจนี่ท่าจะจริง ยิ่งตัวบึ๊กเท่าไหร่ยิ่งขี้ใจน้อยมากเท่านั้นรึไงฮึเจ้ายักษ์ซีวอน”


“เราเป็นเพื่อนกันนะ เรายังเป็นเพื่อนกันใช่มั้ย”

“ก็ต้องใช่อยู่แล้ว เลิกถามได้แล้วน่า”

“นายไม่ได้เกลียดฉันใช่มั้ย?”

“ถ้าเกลียดจะกอดทำไมฟระ ป่วยแล้วเซลล์สมองเลยเสื่อมไปด้วยรึไง ทีเวลาอื่นกลับฉลาดเป็นกรดเลยนะนายเนี่ย”

เพียงพอแล้ว เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ฉันไม่กล้าแม้แต่จะถามหาคำว่าชอบจากนายเพราะหากคำตอบไม่ใช่อย่างที่คิดแล้วฉันจะมีสภาพแบบไหนนะ?


ถ้าไม่มีนายชีวิตฉันจะเป็นยังไงนะ?


“เรายังเป็นเพื่อนกันนะฮยอกแจ”


ถ้าเทียบกับการไร้ซึ่งเยื่อใยคำนี้กลับมีค่าเกินกว่าแม้แต่จะคิด


“เรายังเป็นเพื่อนกัน”


ขอแค่ได้อยู่ข้างๆ นายแม้จะเป็นในสถานะไหนมันก็มีค่าเกินกว่าที่จะคิดหวังสิ่งใดมากกว่านี้แล้ว


ได้ถึงเพียงนี้มันก็มีค่ามากเกินพอแล้ว








The End



Create Date : 28 ธันวาคม 2551
Last Update : 13 สิงหาคม 2553 22:46:35 น. 0 comments
Counter : 179 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ryoshin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ryoshin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.