Group Blog
 
All blogs
 
Inverse





“~ ~เจ้าบ้าฮยอกแจรับสายได้แล้ว ~ ~ เจ้าบ้าฮยอกแจรับสายได้แล้ว ~ ~ เจ้าบ้า....ติ๊ด!”


“ว่าไงเจ้าบ้าจุนซู”


“หา! ตอนนี้เลยเหรอ! ฉันจะออกไปได้ไงเล่าคิดบ้างดิโว้ย!!”


“อย่ามาเอาแต่ใจนะ! ฉันไม่ได้ตามใจนายไปทุกเรื่องหรอกนะรู้มั้ย! อ้าว...ร้องอีกละ....ฉันยุ่งจริงๆ นะจุนซู......”


“เฮ้อ....ก็ได้ๆ นายนี่มันขี้แยตั้งแต่เด็กจนโตเลยจริงๆ เออๆ ไม่เกินชั่วโมงเจอกัน........ที่เดิมนะ”

ติ๊ด!!

แล้วโทรศัพท์ก็ถูกกดตัดสายด้วยมือขาวจัดก่อนที่คนกดจะถอนหายใจดังๆ พร้อมๆ กับเก็บของเตรียมออกไปข้างนอกด้วย เสียงเอ่ยถามเลยมาจากชินดงขณะกำลังเดินถือจานของว่างมาทรุดตัวนั่งลงข้างๆ ซีวอนที่กำลังเปิดหนังสืออ่านเงียบๆ คนเดียวบนโซฟาหน้าทีวี

“จุนซูเหรอฮยอก?”

“อื้อ...”เสียงนุ่มตอบรับเบาๆ พลางยัดโทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกงในขณะที่มืออีกข้างก็ล้วงหาหมวกและแว่นตาออกมาจากกระเป๋าใบย่อมด้วยใบหน้ายุ่งเหยิง “...ตอนแรกก็ว่าจะไม่ไปหรอก....”

“ฉันก็ได้ยินนายพูดอย่างนี้ทุกครั้งที่เจ้าเด็กแอ๊บนั่นโทรมานั่นล่ะ....แล้วงี้นายจะกลับมาทันเหรอ อีกไม่ถึงสามชั่วโมงก็ต้องเข้าห้องอัดแล้วนะ”

“จะพยายาม!”

นั่นคือคำตอบรับจากเสียงนุ่มในขณะที่คนตอบกำลังสวมแว่นตาสีดำกรอบใหญ่ที่มันตัดกับใบหน้าขาวจัดของตนพร้อมๆ กับใส่หมวกถักแนบหัวและก็สะพายกระเป๋าก่อนจะรีบร้อนผละจากไป

ปัง!

เสียงประตูที่ปิดตามหลังร่างผอมก็เหมือนจะไม่ค่อยมีใครใส่ใจสักเท่าไหร่หรอกเมื่อทุกคนต่างก็ยุ่งกับกิจกรรมของตน แต่หากถ้าสังเกตดีๆ ก็จะเห็นคนเดียวเท่านั้น...เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ปิดหนังสือลงและเงยหน้ามองประตูที่มันเพิ่งปิดไปด้วยสายตาที่มองผ่านๆ ก็คงอ่านไม่ออก แต่หากมองเข้าไปในดวงตาดำขลับคมกริบนั้นก็คงเห็นแน่นอน......

สายตาเจ็บปวดที่ส่งผ่านแว่นกรอบดำออกมานั้นคงเห็นแน่นอน!

...

...




แกร็ก!!

“อ้าว...ยังไม่นอนเหรอ?”

เกือบสี่ทุ่มแล้วที่ร่างเพรียวกลับมาถึงบ้าน เป็นอีกวันที่อึนฮยอกออกไปเจอเพื่อนสนิทและกลับมาดึกอย่างนี้จนทุกคนเห็นเป็นเรื่องปกติ มือเรียวเก็บรองเท้าวางเอาไว้ที่ชั้นวางก่อนจะเดินตรงไปที่ตู้เย็นเพื่อหาน้ำดื่ม

“คนอื่นๆ ล่ะ?”

“นอนกันหมดแล้ว” คนที่นั่งหน้าทีวีเอ่ยตอบเรียบๆ สายตาคมกำลังทำเป็นจ้องหน้าจอทั้งๆ ที่หางตาก็ยังจับอยู่ที่ร่างที่กำลังเดินตรงมานั่งข้างๆ อยู่ตลอดเวลา

แต่ก็นั่นล่ะ...ไม่มีใครมองเห็นหรอกแม้แต่คนที่กำลังถูกแอบมองอยู่ก็ตาม

“แล้วนายล่ะ ทำไมไม่นอน?”

“ฉันติดรายการนี้”

“หา! เหรอ? ....พึ่งรู้นะเนี่ย...เจ้าชายชเวซีวอนดูรายการทีวีเป็นกับชาวบ้านเค้าด้วย? ฮ่าๆๆๆๆ....โอ้ย! ทำไมต้องเขกด้วยเล่า...! ....แซวแค่นี้เอง....”

“ก็นายปากมากไงล่ะ แล้วนี่กินอะไรมารึยัง?”

“อื้อ...”เสียงนุ่มที่กำลังโอดครวญก็ตอบรับเบาๆ ก่อนจะเงียบไป อาการนิ่งผิดปกติทำให้ใบหน้าหล่อเหลาละจากจอทีวีเพื่อหันมามองหน้าคนข้างๆ อย่างแปลกใจแล้วก็ทันได้เห็นหน้าขาวสว่างนั่นกำลังเหม่อมองทางอื่นอย่างใจลอย

“เป็นอะไรไป?”

เสียงทุ้ม....ที่ไม่ติดเก๊กหว่านเสน่ห์อย่างเคยถามขึ้นมาเบาๆ พร้อมๆ กับยกมือใหญ่ของตนไปลูบเส้นไหมสีทองนุ่มมือนั้น เจ้าของผมถึงได้สติเมื่อผละจากชั้นวางของที่กำลังเหม่อมองเมื่อครู่เพื่อหันกลับมามองคนข้างๆ ที่กำลังจ้องมาเงียบๆ

“เปล่า...ไม่ได้เป็นอะไร”ตอบรับพร้อมๆ กับยิ้มจนตาแทบจะไม่เหลือและโชว์เหงือกสีสวยให้ก่อนที่เจ้าตัวจะยกมือเรียวของตัวเองมาผลักคนที่นั่งข้างๆ ให้กระเถิบๆ ถอยไปจนเกือบจะชิดพนักด้านข้างโซฟาอีกฝั่งอยู่แล้ว “ขยับไปหน่อยสิ ตัวนายใหญ่จะตาย ฉันไม่มีแรงขนาดนั้นหรอกนะ!”

ขนาดไหน?

แล้วเจ้าชายก็ได้คำตอบเมื่อท่านยอมถอยไปตามแรงผลักของคนข้างๆ แต่โดยดีหรือพูดให้ถูกก็คือคนข้างๆ ที่แทบจะไม่ใช้แรงตัวเองเลยเมื่อใช้ปากสั่งแทน จนเมื่อแผ่นหลังกว้างแทบจะแนบกับขอบพนักอีกฝั่งแล้วนั่นล่ะที่ร่างเพรียวก็ทำท่าหอบหายใจนิดหน่อยก่อนจะแย้มยิ้มกว้างให้แล้วก็ทรุดตัวลงหนอนหนุนตักคนตัวใหญ่ดื้อๆ เอาซะเลย!

ไม่พอ...ขาเรียวนั่นยังเหยียดไปตามควมยาวของโซฟาโดยไม่มีการบอกกล่าวแม้ซักนิด!

กึก!

อะไรซักอย่างข้างในอกมันกระตุกจนเจ็บไปหมด!!

หากแต่ร่างโปร่งที่ฉวยโอกาสนอนหนุนตักชาวบ้านก็ไม่ได้จะพูดอะไรอออกมาอธิบายหรอก นอกจาก....

“ห้ามขยับนะ!”

นี่ไปติดนิสัยเอาแต่ใจมาจากใคร?

แต่การเอาแต่ใจนี้กลับไม่ได้ทำให้เจ้าของตักท้วงติงอะไรขึ้นมาซักคำเมื่อยังทำเป็นจ้องหน้าจอทีวีต่ออย่างสนใจ...ไม่ทำเป็นสนใจสักนิดกับหัวเล็กที่กำลังนอนหนุนตักตัวเองทั้งๆ ที่มันทำให้หัวใจเต้นรัวจนกลัวคนที่กำลังหลับตาลงอย่างอ่อนเพลียจะได้ยินด้วย!

หากแต่ก่อนที่จะนับหนึ่งถึงสิบให้ใจมันสงบลง...ความชื้นที่ซึมผ่านกางเกงนอนเนื้อบางของตัวเองก็ทำให้ซีวอนหันไปมองอย่างแปลกใจ...และก็ต้องแปลกใจหนักขึ้นเมื่อทราบที่มาของน้ำที่มันซึมผ่านมานี่ชัดๆ

“เสื้อนายเปียก!”

“อ่ะ....อ๋อ.......ไม่มีอะไรหรอก...ก็แค่....”ตาเรียวเล็กที่เพิ่งปิดไปได้ไม่นานเหลือบไปมองไหล่ของตัวเองที่มันชื้นนิดหนึ่งก่อนจะค่อยๆ ปิดตาลงต่อ “....น้ำตาจุนซูน่ะ....”

จุนซูสินะ!

“เจ้าบ้านั่นมันทะเลาะกับยูซอนแล้วก็กอดฉันร้องไห้ซะยกใหญ่เลยล่ะ...ปลอบเท่าไหร่ก็ไม่หยุดเลย....”

เสียงนุ่มยังถูกเปล่งออกมาอย่างแผ่วเบาแม้คนพูดจะยังหลับตาอย่างอ่อนเพลียอยู่ก็ตาม ดังนั้นสายตาห่วงใยปนเศร้าที่มันเผลอหลุดออกมาจนได้จึงยังไม่มีใครเห็นเมื่อเจ้าตัวใช้มันจ้องคนที่นอนไปพลางเล่าเรื่องไปพลางนิ่งๆ ไม่ท้วงอะไรขึ้นมาซักคำเลย

“...แล้วฉันก็ต้องยอมเอาไหล่เป็นผ้าเช็ดหน้าให้เจ้าบ้านั่นอ่ะ เมื่อยไปหมดเลยล่ะ”

ไม่ท้วงซักนิดเลย...

“...วอน....ซีวอน......ชเวซีวอน!”

“...อ่ะ....อะไร?”

“นายฟังที่ฉันพูดอยู่มั้ยเนี่ย! ไม่ใช่ปล่อยให้ฉันพูดคนเดียวนะ”

“ฟังสิ แต่ฟังแล้วสงสารจุนซู...”

“ทำไมอ่ะ?”

“ก็กระดูกแห้งๆ ของนายคงทิ่มหน้าจุนซูจนเจ็บแล้วมั้ง!”

“เอ๊ะ! ไอ้ขี้เก๊กนี่! ไม่อยากตายดีใช่มั้ย! นี่แน่ะๆๆๆๆๆ”

คนถูกล้อเอ่ยเสียงฉุนๆ เมื่อผุดลุกขึ้นมาชกไหล่คนข้างๆ พอเป็นพิธี(แต่ก็ชกไปหลายสิบทีเหมือนกัน) ก่อนที่เจ้าตัวจะทรุดตัวลงนอนหนุนตักคนที่ตัวเองเพิ่งทำร้ายร่างกายไปหยกๆ อย่างอารมณ์ดีขึ้น

สังเกตได้จากหน้าที่ยิ้มจนตาไม่เหลืออีกแล้วน่ะสิ

“ซีวอน”

“หืม?”

“ซีวอน”

“อะไร?”

“ซีวอน”

“อะไรล่ะ!”

คราวนี้เสียงตอบรับเน้นหนักนิดหนึ่งเมื่อร่างสูงกำลังก้มลงมองคนที่เรียกชื่อตัวเองแต่กลับไม่พูดอะไรออกมานอกจากจะเหม่อมองอย่างใจลอยก็เลยทำให้ใบหน้าที่ติดฉุนอ่อนลงนิดเมื่อยกมือใหญ่ไปลูบหัวเล็กๆ นั้นเบาๆ อีกครั้ง

“เป็นอะไรไป?”

“.............”

ดวงตากลมเรียวยังจ้องนิ่งๆ อยู่ที่ภาพวาดบนผนังทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเจ้าตัวแทบจะไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าเป็นภาพอะไร ซักพัก.....ก่อนที่อึนฮยอกจะถอนหายใจยาวพร้อมกับเอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ

“นายเคยมีเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กมั้ย?”

“นี่นายเห็นฉันเป็นคนยังไง? มันก็ต้องมีอยู่แล้วสิเจ้าไก่แห้ง!”

ถ้อยคำกวนประสาทนั่นไม่ได้ทำให้คนฟังทำท่าฉุนหรอกเมื่อสายตาเรียวยังจับอยู่ที่ภาพวาดเจ้าเก่านิ่งๆ แต่ประโยคเบาหวิวที่หลุดออกมาจากปากแดงเรื่อกลับทำให้คิ้วเข้มขมวดเค้าหากันอย่างแปลกใจปนหนักใจ

“แล้วนาย....เคยคิดว่าเพื่อนนายน่ารักมั้ย?”

“..............”

“เคยคิดว่าน่ารัก....น่ารักมากๆ จนมองไม่เคยเบื่อบ้างมั้ย?”

“...............”

ก็ยังไม่มีคำตอบจากปากหยักสวยของคนถูกถามหากแต่ถ้ามีบุคคลที่สามอยู่ด้วยก็คงจะมองเห็นสายตาคมกริบที่สื่ออะไรบางอย่างออกมาได้ชัดเจนเหลือเกิน

ความเข้าใจ....และความเจ็บปวดฉายชัดอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาของเจ้าชายประจำวง

ไม่ได้แตกต่างหรอก...สิ่งที่นายกำลังรู้สึกไม่ได้แตกต่างจากฉันหรอก...แต่ถ้าจะมีสิ่งที่ต่างก็คือนายยังไม่รู้สึกตัวแค่นั้นเอง!

“แล้วพอเค้ามีเรื่องอะไรก็อยากช่วย...อยากช่วยจนบางครั้งลืมคิดห่วงตัวเอง....ทำไมน้ำตาเค้าถึงทำให้ฉันเจ็บปวดจังล่ะ?...นายเคยรู้สึกอย่างนี้กับเพื่อนนายบ้างมั้ยซีวอน?”

ถ้าเป็นปกติ...หากถ้าคำถามนี้อยู่ในสถานการณ์ปกติ...คำพูดกวนประสาทว่า ไม่มีทาง! ตัวเองสำคัญที่สุดในโลก! คงออกจากปากหยักเรียบร้อยแล้ว แต่วันนี้ความต้องการบางอย่างกลับทำให้ประโยคที่มันตรงกันข้ามเผลอหลุดออกมาแทน

“เคยสิ ถ้าเป็นเพื่อนสนิทกันแล้วจะรู้สึกอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว”

“เหรอ?”

“ชัวร์! เลิกเอาสมองไก่ฝ่อๆ ของนายคิดมากได้แล้วน่า ไม่เห็นจะมีอะไรน่าแปลกตรงไหนเลย ใครๆ เค้าก็เคยรู้สึกอย่างนั้นกันทั้งนั้นล่ะ!”

“อืมๆ นั่นสินะ ฉันคงคิดมากไปจริงๆ เฮ้อ...ไม่น่าเชื่อเลยนะเนี่ยว่าฉันต้องมาฟังนายสอนน่ะ” หน้าขาวจัดถอนหายใจนิดๆ ก่อนจะเงยขึ้นมาเพื่อเอาปากแดงเรื่อของตัวเองแย้มยิ้มทะเล้นๆ ให้

ที่อยากทำน่ะมันมากกว่านี้....ตั้งแต่เห็นปากแดงที่กำลังจ้องอยู่ยิ้มให้แล้ว...หากแต่ที่ทำได้ ตอนนี้กลับต้องเป็นดีดนิ้วลงไปบนหน้าผากขาวเนียนนั่น

แป๊ะ!

“โอ้ย! เจ็บนะเจ้าบ้า! เห็นว่าหน้าตาดีแล้วจะทำร้ายร่างกายคนอื่นได้รึไง! ...ผลัวะๆๆๆ....แค่วันนี้มันก็สองครั้งแล้วนะเฟ้ย!....ผลักๆๆๆๆ นี่แน่ะๆๆๆๆๆ ผลัวะๆๆๆๆ.....”

คนบ่นบอกถูกกระทำไปสองครั้งทว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่กลับเป็นการซัดกำปั้นลงไปบนไหล่กว้างๆ ของคนกระทำนับครั้งไม่ถ้วน!

จวบจนเมื่อได้ทำร้ายร่างกายร่างกายคนข้างๆ จนหนำใจแล้วนั่นล่ะ ‘คนถูกกระทำ’ ถึงทรุดตัวลงไปนอนหนุนตักนั้นต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ขอบใจนะ”

เสียงเอ่ยแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินจากลำคอบางใสแต่กลับสามารถเรียกให้เจ้าของตักหันไปมองอย่างแปลกใจได้พร้อมๆ กับที่รอยยิ้มกว้างหวานๆ จะผุดขึ้นมาบนใบหน้าหล่อเหลาคมคายเงียบๆ เหมือนเดิมเมื่อคนยิ้มก็ยังคงจ้องมองใบหน้าขาวสว่างบนตักของตัวเองที่กำลังปิดตาลงไปอีกครั้ง

เอาเปรียบจริงๆ กับการโกหกแล้วยังได้คำขอบใจคืนกลับมา นายมันจะเอาเปรียบเกินไปแล้วชเวซีวอน

นานซักพักที่ร่างสองร่างยังคงอยู่ในท่าเดิมนั้น ตราบจนเมื่อเสียงลมหายใจของคนที่นอนหนุนตักเริ่มจะคงที่แล้วนั่นล่ะมือใหญ่ถึงเอื้อมไปหยิบรีโมททีวีมากดปิดรายการที่ก็เพิ่งเคยดูเป็นครั้งแรกของวันนี้ ก่อนจะค่อยๆ ส่งมือนั้นลอดเข้าไปประคองหัวได้รูปเอาไว้เมื่อเลื่อนตัวเองลงมาจากโซฟาเพื่อมานั่งคุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมๆ กับที่ส่งอีกมือสอดลอดใต้ขาเรียวเพื่อช้อนร่างนั้นขึ้นอุ้มอย่างทนุถนอมที่สุด

ภาพที่ชินดงที่กำลังสะลึมสะลือเปิดประตูห้องนอนออกมาเพื่อจะเข้าห้องน้ำจึงเป็นคนตัวสูงอุ้มคนตัวเล็กกว่าเพื่อพาเดินตรงไปห้องนอนอีกห้องอย่างบรรจง รอยยิ้มเอ็นดูอ่อนโยนจากใจจริงที่ไม่ได้แทรกประกายแพรวพราวเอาไว้เหมือนเดิมแทบจะทำให้ชินดงขยี้ตาตัวเองเพื่อมองชัดๆ แต่พริบตาใบหน้าแบบนั้นก็เลือนหายไปแล้วจนคนจะเข้าห้องน้ำเผลอคิดว่าตัวเองตาฝาดไป

เจ้าชายชเวซีวอนยิ้มอย่างนี้ใม่เป็นหรอก

..

..

“.....เจ้าบ้าฮยอกแจรับสายได้แล้ว....เจ้าบ้าฮยอกแจรับสายได้แล้ว....”

เสียงโทรศัพท์ที่เคยคุ้นเพราะเจ้าของอัดเสียงนี้ไว้ให้คนที่กำลังโทรมาโดยเฉพาะทำให้ร่างสูงในเสื้อกล้ามสีขาวที่กำลังเดินออกจากห้องน้ำและใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กซับหน้าหล่อเหลาไปด้วยต้องเผลอเหลียวมองไปรอบๆ ห้องอย่างแปลกใจก่อนจะพบที่มาของเสียง

“.......รับสายได้แล้ว.....เจ้าบ้า......”

เป้สะพายหลังใบโปรดของคนที่กำลังอยู่ในห้องซ้อมเต้นทำให้ร่างสูงเดินตรงไปที่กระเป๋าที่วางอยู่บนโต๊ะก่อนจะติดสินใจละลาบละล้วงหยิบมือถือในประเป๋าใบนั้นขึ้นมากดรับซะเอง

“ตอนนี้ฮยอกกำลังยุ่งอยู่มีอะไรฝากไว้มั้ย?”

“ฮึก...แล้วนั่นใครอ่ะ?”

“ซีวอน”

“ฮึกๆ ย้อกย้อกออกมาไม่ได้เลยเหรอซีวอน ซื๊ด...ฉันมีเรื่องอยากคุยด้วยอ่ะ”

“ไม่ได้หรอกจุนซู ตอนนี้พวกเรายุ่งมากฮยอกออกไปไม่ได้จริงๆ”

ถ้าคนอื่นหายไปคงไม่เท่าไหร่...แต่ถ้าอึนฮยอกศิษย์โปรดของท่านอาจารย์สอนเต้นลีที่ดุซะยิ่งกว่าหมาที่บ้านหายไปล่ะก็....

เป็นเรื่องแน่!!

“ตะ...แต่...”

“ฉันต้องเข้าไปแล้วล่ะ เอาเป็นฉันจะบอกให้ฮยอคแจโทรกลับก็แล้วกันนะ...แค่นี้ก่อ....”


“เฮ้....ท่านอาจารย์ลีเรียกแล้วนะ นั่นนายคุยกับใครน่ะ?”


กึก!

เสียงนุ่มที่ดังขึ้นข้างหลังทำให้คนถูกเรียกที่กำลังจะรีบบอกลาและกดตัดสายสะดุ้งไปนิด เสียงเรียกที่ลอดเข้าไปในมือถือก็ทำให้คนปลายสายเผลอหยุดฟังและก็ยังไม่วางไปได้เช่นกัน

“โทรศัพท์ฉันนี่ นายช่วยรับให้เหรอ? ใครโทรมา?”

กดตัด!

นั่นคือความคิดในหัวที่กำลังจะสั่งให้มือใหญ่ทำตามที่คิด แต่ร่างโปร่งที่กำลังเดินเข้ามาใกล้และเลิกคิ้วบางมองด้วยความสงสัยก็ทำให้ซีวอนทำอย่างที่อยากทำไม่ได้เมื่อจำต้องยืนนิ่งๆ ปล่อยให้มือขาวจัดฉวยโทรศัพท์ที่แนบอยู่กับหูของตัวเองไปซะคุยเอง

“ฮยอคแจพูด นั่นใครน่ะ?”



“เฮ้ย! ....เดี๋ยวสิ......ใจเย็นๆ .....อย่าเอาแต่ร้องไห้สิ.....ค่อยๆ พูดสิเจ้าบ้าจุนซู.....ตกลงนี่นายอยากจะให้ฉันรู้เรื่องมั้ย!”


“......ก็บอกว่าค่อยๆ เล่าไง......ตอนนี้เลยเหรอ? .....แต่.....ฉัน......”


“...คือ.....ไม่ใช่อย่างนั้น.......ฉัน......”


“ไม่ได้!”


เสียงทุ้มเข้มปนดุที่ดังแทรกขึ้นมาทำให้ไก่น้อยที่กำลังลังเลต้องสะดุ้งนิดๆ เจ้าตัวเผลอหันมามองทางต้นเสียงอย่างแปลกใจและก็ยิ่งแปลกใจหนักขึ้นเมื่อมือใหญ่ของคนพูดฉวยโทรศํพท์ในมือบางไปคุยซะเอง!

“ฮยอกออกไปตอนนี้ไม่ได้จริงๆ นายน่าจะเข้าใจหน่อยนะ! เพื่อนในวงนายก็มีอยู่ตั้งเยอะทำไมไม่ไปปรึกษาพวกนั้นแทนก่อนล่ะ! แค่นี้ก่อนนะพวกฉันต้องรีบเข้าห้องซ้อมแล้ว!!”

ติ๊ด!!!

ไม่ถึงสามสิบวินาทีที่เสียงดุกรอกลงไปในโทรศัพท์ก่อนจะกดตัดสายทิ้งต่อหน้าต่อตาเจ้าของที่กำลังยืนอึ้งด้วยความตกใจ!

ปากแดงที่เผลออ้าค้างอย่างตะลึงในตอนแรกค่อยๆ ปิดลงก็จริงแต่กลับเริ่มเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความโมโหเมื่ออึนฮยอกเริ่มรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว!!

“นั่นนายพูดอะไรออกไป? นายพูดอะไรออกไปรู้ตัวบ้างมั้ยชเวซีวอน!!”

“แน่นอน! ฉันก็แค่พูดแทนนายเท่านั้นเอง! ถ้านายเอาแต่โอ๋ไม่เลิกอย่างนี้ก็ไม่มีวันที่เจ้านั่นมันจะโตหรอก!!”

“ฉันไม่ได้โอ๋!!! แล้วนั่นก็เพื่อนสนิทของฉันนายไม่มีสิทธิมาว่าเข้าใจมั้ย! โอ้ย!!” แล้วเสียงนุ่มมันก็เผลอหลุดอุทานออกมาจนได้เมื่อมือใหญ่นั้นจับหมับที่ไหล่บางแล้วกระชากเข้ามาหาตัวเองเต็มแรง!!

“ไอ้บ้าปล่อย!!”

“ไม่มีสิทธิงั้นเหรอ? อย่างน้อยที่สุดฉันก็อยู่ในวงเดียวกับนาย! แล้วก็ยังมีสิทธิตักเตือนนายที่กำลังจะทำผิดรู้เอาไว้ซะด้วย!!”

“ปล่อยฉัน!!!”

“ไม่มีเพื่อนดีๆ ที่ไหนเค้าเรียกเพื่อนออกไปทั้งๆ รู้ทั้งรู้ว่าเพื่อนกำลังยุ่งอย่างนี้หรอก! เจ้านั่นมันเอาแต่ใจแค่ไหนหัดเปิดหูเปิดตาซะบ้างสิ! นายกำลังโดนจุนซูหลอกใช้อยู่นะ!”

ผลัวะ!!!

ไม่ใช่หมัดที่ปล่อยออกไปหยอกล้อเบาๆ เหมือนทุกคราวเมื่อคำพูดจากปากหยักมันเกินจะรับไหวจนไหล่บางสามารถสะบัดหลุดได้พร้อมๆ กับปล่อยหมัดลุ่นๆ กระแทกหน้าใบหน้าหล่อเหลานั่นเต็มแรง!!

เพราะไม่ทันทันตั้งตัว...หน้าที่ถูกชกเลยสะบัดไปตามแรงหมัดจนแทบเซ!!!

“ไม่จริง! เพราะฉันสนิทกับจุนซูที่สุดหรอกจุนซูถึงโทรมาหา คนอย่างนายไม่มีทางเข้าใจหรอกรู้มั้ย!” การใช้ทั้งแรงและเสียงทำให้ไก่น้อยหอบนิดๆ แต่ถึงอย่างนั้นความโกรธก็ทำให้เจ้าตัวหูอื้อตาลายซะแล้วเมื่อยังตวาดใส่คนตรงหน้าต่อเต็มเสียง “...คนที่ยึดแต่ภาพลักษณ์ของตัวเองอย่างนายให้ตายก็ไม่มีทางเข้าใจหรอกจำไว้ซะ!”

ตวาดปิดท้ายก่อนจะผลักคนที่ตัวเองชกออกแรงๆ ร่างสูงที่เซถอยไปอย่างง่ายดายทำให้อึนฮยอคแปลกใจนิดๆ ความเจ็บปวดที่มันฉายชัดออกมาจากดวงตาคมกริบทำให้ร่างโปร่งชะงักได้บ้างเหมือนกันแต่ความเป็นห่วงเพื่อนสนิทที่มีมากกว่าเลยทำให้เจ้าตัวไม่ได้ติดใจอะไรเมื่อคว้ากระเป๋าและวิ่งตึงตังออกไปข้างนอกเลยทิ้งให้คนถูกชกที่ยังยืนนิ่งๆ อยู่นั้นต้องมองตามด้วยสายตารวดร้าว

นายต่างหาก...คนที่ไม่เคยเข้าใจอะไรเลยคือนายต่างหาก!

...

...

..


แกร็กกกก........

อีกสิบกว่านาทีก็จะเที่ยงคืนแล้วเมื่อมือเรียวขาวเปิดประตูบ้านตัวเองเข้าไป หลังจากกดล็อคและถอดรองเท้าวางไว้ที่ชั้นวางเรียบร้อยแล้วขาเรียวนั่นก็พาตัวเองเดินเข้าบ้านด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง คำพูดที่เผลอหลุดออกไปด้วยความโมโหเมื่อตอนบ่ายและการทำร้ายร่างกายหน้าหล่อๆ นั่นก็ไม่รู้จะทำให้อีกคนโกรธมากแค่ไหนเพราะสำหรับตัวเอง...คำพูดนั้นก็ยังคงตามมาหลอกหลอนให้คิดมากแม้จะเป็นเวลาที่อยู่กับเพื่อนสนิทอย่างคิมจุนซูก็ตาม

หน้าที่เจ้าตัวชอบอวดตัวเองเสมอว่าหน้าตาดีเกินมนุษย์นั้นกลับทำสีหน้าในแบบที่ไก่น้อยไม่คิดว่าชาตินี้ตัวเองจะได้เห็น

ไม่คิดจริงๆ ว่าชเวซีวอนจะทำหน้าอย่างนั้นเป็นด้วย

เพราะเราเหรอ?

นี่ล่ะสิ่งที่ทำให้ร่างบางคิดมากมาได้ตลอดทั้งบ่ายและเย็น และทัง้เย็นจนดึกอย่างนี้

ไอ้เจ้าชายนั่นบรรทมรึยังนะ?

ทว่ายังไม่ทันที่เจ้าตัวจะทันคิดหาคำงอนง้อที่จะไม่ทำให้ตัวเองต้องเสียหน้ายังไงดี...เสียงทีวีที่ยังดังอยู่ก็ทำให้อึนฮยอกเผลอหยุดชะงักอย่างแปลกใจ และเท้าเรียวก็แทบจะเผลอค้างอยู่กับที่เมื่อเห็นชัดๆ ว่าเป็นใครกำลังนั่งดูทีวีเงียบๆ อยู่คนเดียว

ทำไงดี?

ดีใจอยู่หรอกที่พระองค์ท่านยังมิเสด็จไปบรรทมแต่มันก็หนักใจไปพร้อมๆ กันด้วยเพราะยังคิดคำพูดไม่ออกเลย แต่จริงๆ ก็ไม่ใช่เขาผิดคนดียวซักหน่อยทำไมเขาต้องเป็นฝ่ายงอนง้อทุกครั้งด้วยล่ะ!

แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว จัดการให้มันหมดเรื่องเลยก็ดี

ใบหน้าขาวสว่างที่กำมือแน่นกับตัวเองเพื่อทำท่าฮึดสู้ก็ค่อยๆ สูดลมหายใจลึกๆ อย่างเตรียมพร้อมก่อนจะทำใจกล้าเอ่ยตะกุกตะกักกับแผ่นหลังกว้างตรงหน้า

“ยะ....ยังไม่นอนเหรอ?”

“ยัง”

ตอบกลับอีก!

“ละ...แล้ว...แล้วคนอื่นๆ ล่ะ”

“นอนกันหมดแล้ว”

“แล้ว....วันนี้....นายก็จะค้างที่นี่เหรอ?”

“อืม”

เสียงตอบเรียบเรื่อยที่ยังได้ยินทำให้คิ้วบางเผลอขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เจ้าชายทรงพระลืมไปแล้วรึไง?

“กินอะไรมารึยัง?”

แถมคำถามที่ถามขึ้นมาก่อนอีกทำให้คิ้วที่บางนั่นแทบจะพันปมกันแล้ว แต่คนถามที่หันหน้ากลับมาและเลิกคิ้วเข้มของตัวเองประกอบเลยทำให้คำตอบมันเผลอหลุดออกมาเองแทบไม่รู้ตัว

“กะ...ก็...กินมาแล้ว...แต่พอนายถามมันก็...ก็.....”

โครกกกกกกกกกกกกกก

ถึงตอนนี้หน้าที่เคยขาวสว่างนั้นไม่กล้าสบตาแล้วเมื่อเสียงซาวน์เอฟเฟคต์จากท้องตัวเองที่ดังประกอบทำให้ใบหน้าขาวจัดเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดได้ทันใจ รอยยิ้มเอ็นดูจึงหลุดออกมาจากคนหน้าตาดีเกินมนุษย์เมื่อเจ้าตัวผุดลุกขึ้นเต็มความสูงเพื่อเดินนำร่างเล็กตรงไปที่ครัว

“ฉันก็คิดอยู่แล้วล่ะว่านายคงกินได้อีก ตามมาสิ”

เสียงฝีเท้าแผ่วๆ ที่เดินตามมาข้างหลังทำให้ร่างสูงระบายลมหายใจออกมาเบาๆ

ความน้อยใจความเสียใจเมื่อหลายชั่วโมงก่อนมันไปไหนหมด?

อารมณ์ของตัวเองที่แม้แต่ตัวเองยังแทบไม่เข้าใจทำให้ขายาวๆ นั้นเดินไม่รีบก็จริงแต่สิ่งที่ทำให้เจ้าตัวหยุดชะงักกลับเป็นแรงดึง...

แรงดึงชายเสื้อเบาๆ จากมือเล็กกลับส่งผลมากพอให้ซีวอนแทบจะหยุดชะงักได้ในทันที!

“นาย....นาย....ไม่ได้โกรธฉันเหรอ?”

และยิ่งใบหน้าที่แม้แต่ตอนนอนยังฝันถึงกำลังช้อนขึ้นมามองด้วยความคาดหวังปนไม่เข้าใจก็แทบจะทำให้ร่างสูงเกือบถอนหายใจอีกครั้ง

พระเจ้าครับ...ผมใจอ่อนเกินไปมั้ย?

“...ทำไมเงียบล่ะ? นาย....นายยัง...โกรธฉันอยู่ใช่มั้ย...ที่พูด....ที่ชก...”

ปากแดงที่กัดสลับกับเม้มเพราะเดาอารมณ์คนตัวสูงไม่ออกก็คงไม่รู้ตัวหรอกว่าคนฟังแทบจะใช้สติทั้งหมดที่มีเพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองต้องรวบร่างตรงหน้าเข้ามากอด!

แค่เห็นแค่นี้ใจผมมันก็อ่อนยวบไปถึงไหนต่อไหนแล้ว....จุดอ่อนของผมคือคนตัวเล็กตรงหน้านี่ใช่มั้ยครับ?

“....ซีวอน....”

เฮ้อ......

“โกรธสิ! โกรธมากซะด้วย!!” หน้าที่เก๊กดุจนได้ทำให้คนฟังหน้าแทบซีดแล้ว แต่ประโยคถัดมากลับทำให้หน้านั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วตึงขึ้นเรื่อยๆ แทน “...แต่ฉันก็เข้าใจน่ะนะว่าสมองไก่ฝ่อๆ มันคงไม่ค่อยมีรอยหยักซักเท่าไหร่เลยพูดอะไรไม่คิด ดังนั้นฉันที่ฉลาดกว่านายมากก็ควรจะเข้าใจ....”

“เอ๊ะ! เอ๊ะ! นาย....นาย....”

“เพราะฉะนั้นฉันจะช่วยสงเคราะห์ยอมยกโทษให้ก็ได้นะเจ้าไก่โง่!”

“เอ๊ะ! ไอ้บ้านี่! นี่นายหลอกด่าฉันหลายครั้งแล้วนะเฟ้ย! นี่แน่ะๆๆๆๆ หนอยยย ส่วนนึงนายเองก็ผิดด้วยล่ะที่ว่าเพื่อนฉัน นี่ๆๆๆๆๆๆ อย่าหลบสิ!”

หน้าที่โล่งใจปนฉุนและมือเรียวที่พยายามชกรัวถี่ลงบนไหล่กว้างทำให้อีกคนแค่ขยับโยกซ้ายโยกขวาหน่อยก็หลบได้แล้ว ร่างโปร่งที่เคยได้ใจเมื่อแต่ก่อนท่านเจ้าชายยอมอยู่เฉยๆ ให้ชกแต่โดยดีตอนนี้กลับต้องใช้แรงมากกว่าเคยเมื่อชกเท่าไหร่ก็ไม่โดนซักทีแถมยิ่งคำพูดยียวนกวนประสาทจากคนตรงหน้าอีก...

“นอกจากจะรอยหยักน้อยแล้วยังแรงน้อยอีกนะ ฉันว่านอกจากเต้นแล้วนายน่าจะอยู่เฉยๆ ดีกว่านะเจ้าไก่น้อย ฮ่าๆๆๆ”

สบประมาทสุดๆ !!

ความฉุนจี๊ดๆ ที่มันแล่นริ้วไปทั่วร่างทำให้ร่างบางลืมความตั้งใจเดิมไปหมดสิ้นแล้ว ง้อเง้ออะไรไม่สนแล้วตอนนี้ขอแค่ชกคนที่เอาแต่เดินถอยหลบนั่นซักหมัดเถอะ!!

“แน่จริงก็อย่าหลบสิ! มาสู้กันแฟร์ๆ แบบลูกผู้ชายสิเจ้าบ้......อ้ะ!”

แล้วเสียงใสก็เผลอหลุดออกมาจนได้เมื่อเจ้าชายไม่หลบแต่กลับยึดข้อมือที่ปล่อยหมัดออกมาแน่นก่อนจะดึงให้ร่างบางนั่นถลาตามเข้าไปในห้องครัวพร้อมๆ กับพลิกร่างเล็กผลักติดผนังเต็มที่!

“อ่ะ....นาย....”

ถึงตอนนี้อึนฮยอกก็เริ่มทำหน้าหวาดหวั่นแล้วเมื่อบทคนตรงหน้าเอาจริงกลับทำให้ตัวเองแทบจะขยับไม่ได้เพราะข้อมือทั้งสองข้างโดนล็อคติดกับกำแพงและร่างสูงที่ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้แทบจะทำให้ตาเรียวนั่นหลับปี๋ด้วยความกลัว!

“เฮ้ย! ไม่นะเฟ้ย! นี่ฉันเองนะเจ้าบ้าซีวอน นายลืมตาดูให้ดีๆ สิ!”

ลมหายใจร้อนๆ ที่รินรดลงบนหน้าบอกความใกล้ชิดระหว่างหน้าตัวเองและคนตรงข้ามได้ดี แต่ความกลัวแทบจะทำให้หน้าเรียวนั้นก้มจนคอแทบชิดกับอก ข้อมือเล็กยังทั้งทึ้งและดึงตัวเองให้หลุดออกมาจากมือใหญ่ให้ได้แต่มันกลับไม่เป็นผลซ้ำยังกลับเป็นการเร่งให้ใบหน้าหล่อเหลานั่นก้มลงมาเร็วกว่าเดิมด้วย!

ไก่น้อยก้มจนจะก้มมากกว่านี้ไม่ไหวแล้ว!!

“เสี้ยนมาจากไหนวะ! อย่านะ....ฉันไม่ใช่ผู้หญิงของนายนะไอ้บ้า....หยุด...”

หัวใจมันเต้นแรงซะจนแทบจะกลบเสียงพูดสั่นเครือของตัวเอง แต่แล้วคำพูดนั้นกลับได้ผลเมื่อลมหายใจร้อนๆ ที่ค่อยๆ เข้ามาชิดหน้านั้นหยุดลง ความร้อนผ่าวบนหน้าผากบอกตำแหน่งของใบหน้าหล่อเหลานั่นชัดเจนนัก แต่ยังไม่ทันที่ร่างเล็กจะถอนหายใจอย่างโล่งอก....ริมฝีปากอุ่นจัดที่ปัดผ่านหน้าผากที่แม้จะเบาหวิวราวกับสัมผัสจากปีกผีเสื้อแต่กลับแทบทำให้ตำแหน่งที่ถูกแตะกลับร้อนจัดจนแทบไหม้!

เมื่อกี้เจ้าบ้านี่มันทำอะไร!!

ความแปลกใจและตกใจทำให้หน้าขาวเงยมองคนตรงหน้าอย่างตื่นตระหนก แต่เพราะทำอย่างนั้นเลยทำให้เจ๊อะเข้าเต็มๆ กับใบหน้าคมเข้มและสายตาคมกริบที่ยังจ้องหน้าตัวเองนิ่งๆ

ซ้ำตำแหน่งที่ถูกจ้องยังเป็นปากแดงจัดที่เผลออ้าค้างอีก!

ร้อน....ทั้งหน้าทั้งตัวมันร้อนจัดแล้วตอนนี้!!!

แต่ยังไม่ทันที่จะมีเวลาได้คิดจะถามอะไร...หน้าที่จ้องนิ่งๆ ด้วยความจริงจังตอนแรกกลับค่อยๆ แย้มยิ้มออกมาและยังไม่ทันที่อีกคนจะปรับอารมณ์ถูก...มือใหญ่ก็ถูกยกขึ้นมาตรงหน้าขาวสว่าง...

ก่อนที่อึนฮยอกจะทันได้คิดอะไรทันจริงๆ....นิ้วยาวก็ถูกดีดลงไปบนหน้าผากขาวเนียนนั่นแล้ว!


แป๊ะ!!


“โอ้ย!”

“อ่อนจริงฮยอกแจ นี่เร้อสุดยอดนักเต้นของวงเรา โดนแค่นี้ก็นิ่งซะแล้ว ไม่ไหวๆ อนาคตเอสเจจะเป็นไงเนี่ย...เฮ้อ....”

เจ้าชายที่อยู่ในโหมดไล่ล่าดีๆ แต่กลับเปลี่ยนมาเป็นโหมดกวนประสาทได้ทันใจแทบจะทำให้อีกคนที่ตามไม่ทันเริ่มจะหน้าหงิกและมองคนตรงหน้าด้วยสายตาไม่พอใจ แต่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดเมื่อครู่ยังทำให้เจ้าตัวไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากตอบโต้

ครั้งแรกจริงๆ ....ครั้งแรกที่เพิ่งสัมผัสซีวอนในรูปแบบนี้ทำให้เมื่อกี้หัวใจแทบหยุดเต้นไปแล้วด้วยความกลัว จะเชื่อไม่เชื่อยังไงมันก็เกิดขึ้นแล้ว....กับตัวเองด้วย......แม้แต่ตอนนี้หัวใจมันยังเต้นรัวอยู่เลย

เชื่อแล้วล่ะ...เขาเชิ่อแล้วล่ะว่าเจ้าบ้านี่มันเป็นศัตรูของผู้หญิงทั้งโลกจริงๆ!


และหลังจากนั้นถึงแม้อึนฮยอกจะทำเป็นงอนไม่พูดด้วยนิดหน่อยแต่กับข้าวอร่อยฝีมือคนตัวสูงที่เตรียมให้ก็ทำให้เจ้าตัวกลับมาพูดเจื้อยแจ้วได้เหมือนเดิม อีกคนที่นั่งดูคนที่กำลังกินไปพูดไปก็มองไปยิ้มไปด้วยสายตาเอ็นดู

กินได้ท่าทางอร่อยแตกต่างจากชาวบ้านเค้าซะจริง ไม่ต่างกับลูกหมาน้อยๆ นั่งซัดข้าวเล้ย

ปากแดงเรื่อที่อ้าปากพูดไม่หยุดก็ทำให้อีกคนเผลอจ้องเป็นระยะๆ ก่อนจะเบนหน้าหนีเมื่อคิดได้ว่าร่างโปร่งอาจจะรู้สึกตัวได้ว่าตัวเองถูกแอบมองและถูกแอบมองตรงส่วนไหน

แต่...เกือบไปแล้วล่ะ....ไม่กี่นาทีที่ผ่านมาก็เกือบไปแล้วที่จะเผลอก้มหน้าลงไป...

ดี....ที่ยังรู้สักตัวทัน...โชคดีจริงๆ!



แล้วเหตุการณ์หลังจากนั้นก็เหมือนความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะค่อยๆ ใกล้ชิดกันเรื่อยๆ เมื่อได้ทะเลาะกันซะบ้างเพราะมันทำให้ยิ่งรู้สึกว่าสนิทกันจนทะเลาะได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยเมื่อจะเริ่มเห็นสองคนนี้ตัวติดกันตลอดนอกเหนือจากเวลาทำงาน

ในขณะที่อีกคนที่ยังรู้สึกผิดไม่หายเพราะคำพูดที่ได้เคยตวาดไปก็ค่อนข้างแรงพอควรส่วนอีกคนก็เริ่มที่จะสำนึกได้ว่าเพราะคนตวาดเป็นอย่างนี้ถึงได้กลายมาเป็นจุดอ่อนของตัวเอง

ไก่น้อยที่รักและให้ความสำคัญกับเพื่อนมากขนาดนี้ไม่ใช่เหรอถึงได้ทำให้คิดว่าน่ารักจนหยุดมองไม่ได้

เพราะตัวเองก็เป็นหนึ่งในจำนวน ‘เพื่อน’ พวกนั้นของร่างเล็กเช่นกัน!

แต่ในวันนี้เจ้าตัวกำลังจะออกไปพบเพื่อนคนที่สำคัญที่สุดที่ถึงกับอุตส่าห์ลุกขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่และเตรียมของขวัญชิ้นพิเศษให้เพื่อนคนที่ว่านั้นด้วย

ทั้งใช้เวลาในการเลือก...และใช้เวลาในการทำนานซะจนน่าจะกลายเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของอึนฮยอกก็ว่าได้

เสื้อตัวเล็กๆ ที่ไม่น่าจะมีใครใส่ได้ถูกตัดและเย็บด้วยมือเรียวที่ตอนนี้มีพลาสเตอร์พันไว้เกือบทุกนิ้ว รูปการ์ตูนที่เป็นหน้าคนเล็กๆ ที่ถูกพิมพ์ลายลงบนผ้าที่เป็นหน้าของหนึ่งในห้าของสมาชิกวงที่โด่งดังที่สุดวงหนึ่งของเกาหลีก็ถูกตัดแปะและกระจายเย็บลงไปบนเสื้อตัวนั้นในลักษณะที่มีแทบทุกสีหน้า

‘เสื้อของตุ๊กตาปลาโลมาของจุนซูน่ะ ถ้าจุนซูรู้ว่าของขวัญที่ฉันให้กลับให้ปลาโลมาของตัวเองแทนคนทำหน้าพึลึกแน่ๆ ล่ะ กร๊ากกกกกก แค่คิดก็ขำแล้วนะเนี่ย”

พูดเสร็จหัวเราะเองคนเดียวเสร็จเจ้าตัวก็ก้มหน้าลงไปเย็บหน้าเล็กๆ นั้นเข้ากับเสื้อตัวที่ว่าต่อ นอกจากจะซื้อตุ๊กตาให้แล้วยังตามไปเย็บเสื้อให้เจ้าตุ๊กตานั่นอีก

นายคิดว่าทุกคนดูนายไม่ออกรึไงนะ?

แต่ก็นั่นล่ะ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปบอกให้เจ้าตัวรู้สึกตัวเมื่อความจริงนั้นกลับจะกลายเป็นผลเสียต่อตัวเองแทน ที่ทำได้จึงเป็นคอยช่วยส่งเข็มส่งผ้าให้และฉวยโอกาสนั่งจ้องหน้าที่กำลังขะมักเขม้นเย็บผ้าอย่างเก้ๆ กังๆ แต่น่ารักได้สุดๆ เงียบๆ

ถ้าเปลี่ยนจากเจ้าเสื้อตัวเล็กนั่นมาเป็นเสื้อตัวใหญ่ของเขามันจะน่าดีใจได้มากขนาดไหนนะ?

แต่ถึงจะคิดเพ้อฝันยังไงตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เสื้อมันจะไปอยู่กับเจ้าของซักที เมื่อคนที่เย็บเสร็จจนได้ก็รีบห่อของขวัญและรีบคว้าทุกอย่างที่ต้องใช้ร้อนรนออกไปจากบ้านเพราะใกล้ถึงเวลาแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยังไม่วายหันกลับมาบอกคนที่มายืนส่งที่หน้าประตูบ้านด้วยใบหน้าเริงร่าทั้งๆ ที่พูดไปก็ใส่รองเท้าอย่างรีบๆ ไป

“คืนนี้นายค้างที่นี่อีกใช่มั้ย? อย่าเพิ่งนอนนะ แล้วฉันกลับมาจะเล่าให้ฟังว่าจุนซูทำหน้ายังไง”

“อืม รีบไปเถอะเดี๋ยวไม่ทัน”

คำเอ่ยบอกทำให้มือเรียวกำลังจะเปิดประตูออกไปแล้วแต่สีหน้าของคนส่งที่ถึงแม้จะยิ้มแต่กลับแทรกอะไรบางอย่างเอาไว้ลึกๆ ก็ทำให้มือนั้นชะงักเมื่อเจ้าของมันหันกลับมามองหน้าร่างสูงด้วยความแปลกใจ

“...........”

“อ้าว ทำไมไม่ออกไปล่ะ ลืมอะไรเหรอ?”

หน้าขาวสว่างที่จ้องมานิ่งๆ แต่ไม่พูดอะไรออกมาทำให้อีกคนขมวดคิ้วเข้มอย่างแปลกใจตาม แต่ยังไม่ทันที่ซีวอนจะหันกลับไปเช็คแทนว่าร่างเล็กลืมอะไร เสียงนุ่มๆ ใสๆ กลับทำให้เจ้าชายชะงักกึกอยู่ตรงหน้าประตูนั่นเอง

“เปล่าหรอก...แต่...นายทำหน้าแปลกๆ อ่ะ”

อึก!

หน้าหล่อเหลาที่มันเสียไปวูบต้องรีบบอกตัวเองให้เก๊กหน้าใหม่เมื่อตากลมเรียวยังจ้องตรงมาอย่างค้นหา รอยแย้มยิ้มกว้างพร้อมลักยิ้มจึงถูกส่งไปให้ก่อนก่อนที่มือใหญ่จะเอื้อมไปขยี้ผมนุ่มนั้นเบาๆ

“ฉันก็ทำหน้าปกตินี่นา ก็หล่อเหมือนเดิม ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลย”

ไม่ใช่ว่านายรู้ตัวแล้วหรอกนะ!

ทว่าคำพูดยกยอพวกนั้นกลับไม่ได้ทำให้อีกคนด่ากลับเช่นเคยเมื่อไก่น้อยยังเงยหน้าขึ้นจ้องคนที่ลูบหัวตัวเองด้วยสายตาแปลกใจเหมือนเดิม

“ตกลงนายไม่ได้เป็นอะไรนะ? ไม่ได้ไม่สบายตรงไหนใช่มั้ย?”

สายตาแปลกใจ....ที่มันแทรกความห่วงใยเอาไว้ในนั้นด้วย


เท่านี้ก็น่าดีใจมากเกินพอแล้วล่ะ


พร้อมๆ กับความเต็มตื้นที่เอ่อล้นขึ้นมา..รอยยิ้มอ่อนโยนจากใจที่นานๆ ทีจะมีก็ถูกส่งให้คนที่ยังยืนมองอยู่นั่น มือใหญ่อีกมือเป็นฝ่ายเอื้อมไปเปิดประตูออกให้ซะเองพร้อมๆ กับรุนหลังบางนั่นออกไปด้วย

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ถ้าไม่รีบจะสายจริงๆ นะ”

“อื้อ...ไปก็ได้ แต่ถ้านายไม่สบายก็โทรมาบอกฉันได้นะ วันนี้ไม่มีใครอยู่เลยเดี๋ยวนายล้มขึ้นมาจะแย่”

“คร้าบบบบบบ ท่านปีศาจไก่น้อย ถ้ากระผมรู้สึกไม่ดีเมื่อไหร่จะรีบโทรไปบอกทันทีเลยครับ พอใจมั้ยครับ”

“ได้อย่างนั้นก็ดี”

ท่าที่ยักไหล่กวนประสาทก่อนจะเอ่ยลาและแทรกตัวผ่านประตูออกไปไม่ได้ทำให้อีกคนฉุนหรอกเมื่อยังยืนมองส่งคนที่กำลังจะลงลิฟต์อยู่ที่หน้าประตูบ้าน แต่ทันทีที่ร่างนั้นก้าวเข้าลิฟต์ไปแล้วและประตูบ้านปิดเรียบร้อยแล้วนั่นล่ะ...มือใหญ่ที่ถูกกำและชกลงไปที่ประตูเต็มแรงคงทำให้ใครที่ผ่านไปมาแทบสะดุ้งด้วยความแปลกใจแน่!


โครม!!!


จะมีอะไรเจ็บยิ่งไปกว่าการยืนส่งดวงใจตัวเองให้ไปหาคนที่เจ้าตัวมีใจให้อีก!

..

..

..


แกร็กกก.....

จะสี่ทุ่มแล้ว....

เสียงเปิดและปิดประตูที่เบามากๆ จนแทบไม่ได้ยินทำให้ร่างสูงที่นั่งหน้าจอทีวีในเวลาดึกขนาดนี้ต้องขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันนิดๆ เกือบแล้วล่ะที่ใบหน้าหล่อเหลาจะไม่หันกลับไปที่หน้าประตูบ้าน...แต่บางอย่างที่สะกิดใจก็กลับทำให้เจ้าตัวทำตรงข้ามกับที่คิดแทน

“ฮยอคแจ?”

แว่บเดียวที่ทันเห็นร่างบางยืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ และก็แค่แว่บเดียวจริงๆ ที่ทันเห็นหน้าที่ถึงขาวสว่างเหมือนเดิมแต่จมูกที่แดงจัดกลับทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่นมากขึ้น!

เป็นอะไรไป?

แต่ยังไม่ทันที่ปากหยักจะได้เอื้อนเอ่ยถาม...คนที่ยืนอยู่นั่นก็ทรุดตัวลงนั่งหันหลังให้ดื้อๆ พร้อมๆ กับทำท่าถอดรองเท้าไปด้วย

เคยด้วยเหรอที่ไก่น้อยจะก้มลงไปถอดรองเท้าดีๆ นอกจากจะเหยียบส้นออกและก้มหยิบวางที่ชั้นวางเลย

เป็นอะไรไป!

อะไรซักอย่างที่แผ่ออกมาจากแผ่นหลังบางทำให้ซีวอนผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและเดินตรงไปยังร่างที่ถอดรองเท้าไม่เสร็จซักทีนั่น หน้าเนียนที่ก้มจนคอแทบซุกเข้าไปในอกตัวเองก็ไม่เงยขึ้นมาซักนิดแม้แต่ตอนที่เอ่ยปากถามไถ่ก็ตาม

“ยะ...อึก...ยังไม่นอนเหรอ?”


ร้องไห้?


“วะ...วันนี้...อึก!...นายก็....ก็...ค้างที่นี่เหรอ?


ไม่น่าจะ...ก็ไปงานวันเกิด ‘เพื่อนสนิท’ ...ก็ไม่น่า....


“คือ...คือ...ฉันไม่หิว....อึก...จะไปนอนเลย...ฮึกๆ.....นาย...นายดูทีวีต่อ...ฮึกๆ...เลย....ก็ได้....อ้ะ!”


ยังใม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำเมื่อร่างสูงทรุดตัวลงนั่งซ้อนข้างหลังและตวัดร่างนั้นเข้ามากอดแน่น!


“เกิดอะไรขึ้น?”


เมื่อแน่ใจเต็มที่แล้วว่าแผ่นหลังบางที่สั่นสะท้านนี่เกิดเพราะคนพูดกำลังอยู่ในอารมณ์ไหน ซีวอนก็เลยไม่แกล้งแล้วเมื่อปล่อยน้ำเสียงทุ้มปนปลอบออกมาถามเลย


“เกิดอะไรขึ้นฮยอกแจ?”


คำถามที่อ่อนโยนเหลือเกินแทบจะทำให้น้ำตาเม็ดสวยร่วงพราวลงมาอีก มือเล็กทั้งสองถูกเจ้าของยกมาปิดทั้งตาและปากกั้นน้ำตาและเสียงสะอื้นไม่ให้อีกคนเห็นและได้ยิน แต่ถึงอย่างนั้นเสียงสั่นเครือเป็นระลอกก็หลุดออกมาจนได้ทั้งๆ ที่เจ้าตัวกลั้นไว้เต็มที่แล้ว


“บอกฉันได้มั้ย?”


อ้อมกอดที่โยกไปมาเหมือนปลอบก็อบอุ่นซะจนอีกคนเริ่มผ่อนคลาย เสียงใสเลยเผลอหลุดออกมาจนได้แม้จะกระท่อนกระแท่นก็ตาม


“...ฮึก....จุน.....จุนซู......”


“...............”


“จุนซู....กับ....ยูซอ.......ฮึก.....อึก!”


“..............”


“....ฉะ...ฉัน....ฉันเป็น...ฮึก....เป็นคนน่ารังเกียจ....อึกๆ....พอเห็นพวกเค้า...จะ....”


“............”


“....ทะ....ทำไมล่ะซีวอน....แค่เห็น....ฮึกๆๆ....แล้วทำไมฉันต้องเจ็บล่ะ....อื้อๆๆ...”


“............”


“ฉันก็แค่....ก็แค่....เห็น....อึก...เห็นแล้วก็.....ฮึกๆ.....อิจฉา...อึก........หึง....”


“.........”


“ฉัน...ฉันรักมัน....ฉัน...ฮึกๆ....รักจุนซู.....รัก......อึก....เพื่อนตัวเอง.....ฉัน...น่ารังเกียจ....ฮึกๆ....มากมั้ย?...”


“..............”


“นะ....นายเอง.....ฮึกๆๆ....นายเองก็....กำลัง....อึก....รังเกียจฉัน....อึก....ใช่มั้ย?....”


เสียงถามที่ออกมาจากปากแดงอย่างคาดหวังทำให้คนถูกถามชะงักกึกเมื่อไม่รู้จะตอบอะไรออกไปดี


ความรู้สึกของฉันนายในตอนนี้คงไม่พร้อมที่จะรับฟังหรอก


“มากสิ! มากด้วย!!”

คำตอบที่ออกมาจากปากหยักทำให้คนตัวเล็กชะงักกึกก่อนจะเริ่มขยับดิ้นออกจากอกกว้างเมื่อแปลได้ชัดๆ ว่าคนข้างหลังพูดอะไร

แต่ก็นั่นล่ะ....ถ้าร่างสูงไม่คิดจะปล่อยก็ไม่มีทางที่คนถูกกอดจะหลุดออกไปได้หรอก!

“นะ....นาย...อึก....ปล่อย!”

“ฉันเกลียดนายจะตายไปนายรู้ตัวบ้างมั้ย?”

“...อึก...ทะ...ทำไมต้องพูด.....”

“เกลียดนายตั้งแต่วันแรกที่เจอหน้า! เกลียดตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้จัก!”

“...ฮึกๆๆ...ไอ้....ไอ้บ้า....ปล่อย...เกลียดก็ปล่อยสิ!”

“ก็นั่นล่ะ...ฉันเกลียดนายมาตั้งนานแล้ว! มองนายห่วยมาตั้งนานแล้ว! ฉันไม่เคยเห็นนายดีอยู่แล้วล่ะ! ถึงจะทำอะไรแย่ๆ ก็คงไม่แย่ไปยิ่งกว่านี้แล้วล่ะ”

“...ปล่อยนะ! ฮึก.....ฉันกำลังอกหักอยู่นะทำไมนายต้องซ้ำเติมด้วยเล่า! ฮึกๆ......ปล่อยเด้!”

“ตัวก็เล็กแล้วยังทำปากเก่ง! หน้าตาก็ห่วยก็ยังชอบชมตัวเองอีก....เฮ้อ....จะมีใครโหลยโท่ยเท่าไก่น้อยโง่ๆ อีกมั้ยเนี่ย!”

“ไอ้บ้า! ฮือๆ.....อย่ามาด่ากันนะ! ถึงฉันจะเศร้าแต่ฉันก็ด่านายกลับได้นะเฟ้ยไอ้ยักษ์!!”

อารมณ์ที่มันเริ่มเปลี่ยนจากโหมดเศร้ามาเป็นโหมดโกรธก็ไม่รู้เจ้าตัวจะรู้ตัวมั้ย แต่คนพูดหาเรื่องกลับรู้ดีเมื่อยิ่งกระชับอ้อมแขนแน่นเข้าไปอีกพร้อมๆ กับที่คำพูดกวนประสาทก็ยังออกมาจากปากหยักไม่หยุด

“หุ่นก็แย่ หน้าตาก็แย่ แถมนิสัยแย่ยิ่งกว่าอีก ทัง้ตัวนายมีอะไรดีมั้ยฮยอค?”

“..อ่ะ...ไอ้....แมร่ง ถ้านายเกลียดฉันมากก็ปล่อยสิ! มากอดทำไมล่ะ ปล่อย!!”

“ฉันก็แค่หนาว....ฉันไม่ได้อยากกอดนายซักนิดหรอกแต่ก็แค่หนาวเท่านั้นเอง ฉันไม่เคยคิดว่านายดีสักครั้งหรอกดังนั้นถึงจะทำอะไรมันก็คงไม่แย่ยิ่งกว่านี้หรอกเจ้าไก่โง่”

“...............”

ถึงแม้คำพูดนั้นจะทำให้ฉุนจี๊ดๆ แต่สิ่งที่แทรกอยู่ในประโยคพวกนั้นและอ้อมอกกว้างที่อบอุ่นขัดกับคำพูดก็ทำให้ร่างเล็กเริ่มรู้แล้วคนข้างหลังกำลังทำอะไร

หลักฐานก็คือน้ำตาที่มันค่อยๆ หายไปแล้วไงล่ะ


“ฮึก...ฉันไม่ได้น่าสงสารหรอกนะเฟ้ย ฉันเข้มแข็งพอ...นายปล่อยฉันได้แล้วไม่จำเป็นต้องมาปลอบหรอก!”

“ใครบอกว่าฉันปลอบนาย? ฉันบอกแล้วไงว่าหนาว อย่าหลงตัวเองนักเลย!”

“เอ๊ะ ไอ้ขี้เก๊กนี่! ฮึก....เมื่อไหร่จะพูดจาดีๆ บ้างอ่ะ!”

“ฉันเกลียดนาย”

“เออๆ ฉันรู้แล้วว่านายเกลียด! ซื้ด.....เกลียดก็ปล่อยสักทีสิ”

“ฉันกลียดนาย”

“เอ๊ะ! ก็บอกว่ารู้แล้วไงเล่า ไม่จำเป็นก็อย่าย้ำได้มะ!”

“เกลียด....ตั้งแต่แรกที่เจอหน้า ตั้งแต่แรกที่รู้จัก”

“ก็บอกว่ารู้.....”

“ยิ่งรู้จักก็ยิ่งเกลียดมากขึ้นๆ ตอนนี้ฉันเกลียดนายจนจะแย่แล้วรู้มั้ย?”

“......................”


ฉันรู้....รู้ว่านายกำลังรู้สึกยังไง....รู้ว่าถึงพูดความจริงออกไปตอนนี้มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมานอกจากนายจะทำตัวเหินห่าง ดังนั้นฉันก็จะพูดในสิ่งที่นายอยากฟัง


แต่


นายแปลมันออกบ้างมั้ย? แปลคำพูดพวกนี้ออกบ้างมั้ย?


ทุกอย่างมันตรงกันข้ามหมดเลย


นายแปลมันออกบ้างมั้ย?


“ฉันเกลียดนายฮยอกแจ เกลียดมาก.....มากจนไม่รู้จะทำยังไง?

ให้ฉันแทนที่เค้าได้มั้ย ถ้าทำยังไงเค้าก็ไม่ได้รักนายก็ให้ฉันแทนที่เค้าได้มั้ย?

“ฮือ...ฉันก็เกลียดนายเหมือนกันก็ได้...ซื้ด....อย่าพูดดิ”

เสียงสูดจมูกฟืดฟาดเริ่มมาแทนเสียงสะอื้นเมื่อคำพูดนั้นมันกลับกลายเป็นคำกล่อมจนร่างบางยอมนั่งนิ่งๆ ในอ้อมแขนนั้นแต่โดยดี มือเล็กเกาะแขนใหญ่ตรงหน้าตัวเองก่อนจะซบหน้าเงียบๆ ไม่ขัดขืนอะไรอีกเลย

อ้อมกอดที่อบอุ่นตรงข้ามกับคำพูดมันยืนยันได้ดีว่าคนที่กอดตัวเองกำลังปลอบประโลมอย่างอ่อนโยนมากเพียงใด

“นายไม่มีอะไรดีเลยรู้ตัวมั้ย? ดังนั้นจะทำอะไรก็ไม่เคยดีอยู่แล้วล่ะ”


“ฉันรู้น่าเจ้าโง่ ไม่ต้องย้ำก็ได้หรอก ปล่อยได้แล้ว”


“ฉันก็แค่หนาวเท่านั้นเอง ฉันไม่ได้คิดอยากกอดคนนิสัยแย่ๆ อย่างนายซักนิดเลย”

เสียงทุ้มยังพูดเบาๆ เมื่อโยกคนตัวเล็กในอ้อมกอดไปด้วย ใบหน้ารวดร้าวที่กำลังแหงนมองเพดานคงไม่มีใครรับรู้หรอกนอกจากเจ้าตัวที่กำลังพยายามเหลือเกินที่จะเก็บกดความรู้สึกมากมายนั้นให้มันซุกซ่อนต่อไป

เพราะฉันรู้ว่านายชอบเค้าและนายก็รู้ตัวแล้ว...บอกไปจะได้อะไรขึ้นมานอกจากความไม่เหมือนเดิมระหว่างเรา


แต่


เป็นฉันได้มั้ย?


คำพูดที่อยากพูดออกไปใจแทบขาดมันติดอยู่ที่ลำคอเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าพูดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา


แต่ถ้าวันนึงนายเจ็บปวดกับความรักครั้งนี้จนทนไม่ไหวก็ให้เป็นฉันแทนได้มั้ย?

ให้ฉันได้เป็นคนอยู่ข้างๆ นายแทนเค้าได้มั้ย?


“ซื้ด....เพราะฉันตัวอุ่นต่างหากนายถึงอยากกอดอ่ะ อย่าลืมจ่ายค่ากอดมาด้วยล่ะ ฉันไม่ได้ให้กอดฟรีๆ หรอกนะ”


“ฉันเกลียดนายฮยอกแจ”


“ฉันก็หมั่นไส้นายเจ้าขี้เก๊ก”


“ฉันเกลียดนายมากเหลือเกิน”


“งั้นฉันก็โคตรจะหมั่นไส้คนหลงตัวเองอย่างนายมากเหมือนกันล่ะ”


“ฉันเกลียดนาย”


นายแปลคำพูดพวกนี้ออกบ้างมั้ย?







The End






















Create Date : 26 ธันวาคม 2551
Last Update : 27 ธันวาคม 2551 1:15:38 น. 3 comments
Counter : 115 Pageviews.

 

เทสคนที่หนึ่งหรือไม่นะ



โดย: midnight train วันที่: 27 ธันวาคม 2551 เวลา:0:54:36 น.  

 
แค่กล่องเม้นท์ก็ร้ายกาจแล้วน๊า เจอแบบนี้ก็กรี๊ดซิครับ
อ๋า.. จำได้ว่าตอนนี้เศร้า ไว้มาใหม่นะ


โดย: ppat IP: 58.137.129.220 วันที่: 28 ธันวาคม 2551 เวลา:8:49:13 น.  

 
ยิ่งเกลียดยิ่งรักคับ โบราณบานบุรีว่าไว้

---------------------

กระผมละชอบกล่องเมนทืในบล็อกท่านพี่จริงจังคับ
พิมพ์ได้ลัลล้า และเพลิ๊นนนนน เพลินจริงๆฮะ
อิย่ะฮ่ะฮ่ะฮ่ะฮ่ะ


โดย: WelkiN IP: 124.122.195.92 วันที่: 9 มีนาคม 2552 เวลา:22:12:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ryoshin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ryoshin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.