Group Blog
 
All blogs
 
Friend (or French) Kiss? 2/2

แล้วตอนนี้พวกเราทั้งสี่ก็มาถึงที่ดาบหน้า เอ๊ย ที่หน้าสวนสนุกแล้ว

มองหน้ากันอย่างให้กำลังใจกันและกันเสร็จพวกเราก็จับมือกันมั่นเพื่อจะเดินเข้าไปในงานด้วยสภาพอย่างนี้พร้อมๆ กัน

อย่างไหนน่ะเหรอ? ก็อย่างที่เดินไปทางไหนมีแต่คนชี้ชวนให้มองดูและกระซิบกระซาบพร้อมหัวเราะคิกคักกันน่ะสิ นี่ดีนะที่เป็นเวลากลางคืน สวนสนุกเลยมีแต่คู่รักผู้ใหญ่ที่เดินกันไปมา เพราะถ้าเป็นเวลากลางวันล่ะก็....

ป่านนี้คงมีเจ้าพวกเด็กน้อยตัวกะเปี๊ยกมาล้อมหน้าล้อมหลังพวกเราแล้วล่ะ!


‘ชุดนี้แหละ เหมาะกับสวนสนุกที่สุดแล้ว ตอนแรกฉันก็ว่าจะให้พวกนายแต่งเป็นราชาราชินีแล้วก็บรรดาข้ารับใช้เดินถือชายชุดคลุมตามหลังอยู่หรอก...แต่ชุดแบบนั้นมันต้องโชว์หน้าเยอะ ก็คงไม่ค่อยดีเท่าไหร่...แถมถ้าพวกนายอยากเล่นเครื่องเล่นก็คงไม่ค่อยเหมาะแน่ๆ’

นั่นคือคำพูดพี่ฮีชอลเมื่อเกือบชั่วโมงก่อนที่พูดไปเออเองไปคนเดียวเสร็จสรรพ ในขณะที่ผมและทงเฮหันไปสบตากันอย่างเข้าใจ

ชุด ‘บรรดาข้ารับ’ ใช้นี่มันคงไม่พ้นผมกับเจ้าปลาป่วนนี่แน่ ผมคงไม่ได้เหมาะกับชุดพระราชา และเจ้าปลาน้อยคงไม่เหมาะกับชุดราชินีเท่าไหร่หรอกนะ - -*

แต่พอเห็นชุดที่พี่ฮีชอลเอามากระจายให้ดูแล้ว ผมกลับอยากไปอ้อนวอนขอใส่ชุดข้ารับใช้หรือมหาดเล็กหรือชุดอะไรก็ได้

เพราะตอนนี้พวกเรากำลังเดินอยู่ในสวนสนุกด้วยชุดสีสันแสบตาสุดๆ ของขบวนการซักอย่างเรนเจอร์อยู่นี่ไงเล่า!

ไม่รู้พี่ฮีชอลไปมีชุดแบบนี้ได้ยังไง เพราะแม้แต่กระโปรงสีชมพูพี่ก็ยังค้นหามาให้แชอึนใส่จนได้ เพื่อนผมเป็นคนสวยและสูงโปร่ง ดังนั้นแชอึนใส่แล้วก็สวยน่ารักดีอยู่หรอก และไอ้เจ้าชายมันก็หุ่นเฟิร์มใส่แล้วเหมาะสุดๆ อยู่หรอก

แต่ลองนึกภาพกุ้งแห้งอย่างผมและเจ้าปลาเตี้ยๆ ตันๆ ที่เดินตามหลังสองคนนี้ในชุดรัดติ้วไปทุดส่วนสัดนี่สิ

โฮๆๆๆๆ วันนี้เป็นวันซวยของผมจริงๆ ด้วย T___T

แต่คนเจ้ากี้เจ้าการเตรียมชุดให้ก็ไม่ได้ใส่ใจกับเสียงโอดครวญของผมเล้ย เพราะก่อนออกจากบ้านผมก็เห็นพี่พูดอะไรซักอย่างกับไอ้เจ้าชายที่หน้าประตู ด้วยคำพูดที่รอบหลายปีล่ะมั้งถึงจะได้ยินพี่ฮีชอลพูดอะไรแบบนี้

‘ฉันตอบแทนนายแล้วนะ และก็ขอโทษด้วยสำหรับเรื่องวันนี้ ต่อไปฉันสัญญาว่าจะไม่ให้เจ้านั่นทำอะไรแบบนั้นอีก’

พี่ตอบแทนมันด้วยการเอาผมไปสังเวยเจ้าคู่รักคู่นี้นี่นะ! นี่สรุปตกลงมันเป็นความผิดของผมทั้งหมดเลยเรอะ!!

ถึงประโยคท้ายๆ นั่นผมจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ตอนนั้นเพราะทั้งต้องใส่ชุดแบบนี้และได้ยินอะไรอย่างนี้ แล้วยิ่งคิดถึงของขวัญปีนี้ที่ยังไม่เสร็จ ผมเลยนิ่งเงียบตลอดทางปล่อยให้ทงเฮและแชอึนพูดจ้อตอบกันไปมาในรถที่คนเจ็บเป็นคนขับ

จนสุดท้ายพวกเราก็มายืนหน้าทางเข้าสวนสนุกด้วยชุดแบบนี้ยังไงล่ะ

ตอนแรกพวกเราก็กระอักกระอ่วนทำตัวไม่ถูกกันอยู่หรอกนะ แต่พอเวลาผ่านไปไม่นานดูคู่รักข้างหน้าจะปรับตัวได้เร็วกว่าผมกับทงเฮ เพราะพอเริ่มชินกับการที่มีคนจ้องและโบกมือทักทาย สองคนก็โบกมือให้คนรอบข้างและยิ้มให้ทั้งที่ยังใส่หน้ากากเดินอยู่นั่นล่ะ โดยคนที่เริ่มทำก่อนก็ไอ้เจ้าชายนั่นเอง

ก็ท่าประจำมันนี่นะ ผมก็พอจะเข้าใจอยู่บ้างล่ะน่า

แต่เมื่อผ่านไปซักพักที่ผมพอจะชินกับสภาพอย่างนี้ ชุดนี้ก็ช่วยอะไรเยอะเหมือนกัน เพราะคนที่มองดูพวกเราก็แค่มองและขอถ่ายรูปด้วยบ้าง ไม่ได้วิ่งเข้ามาหาหรือเดินตามวนเวียนอยู่รอบตัวอย่างเคยๆ และพวกเราก็สามารถทำอะไรๆ ได้ตามปกติในสถานที่ที่ปกติคงไม่มีทางทำอย่างนี้ได้

ซึ่งดูๆ แล้วมันดียิ่งกว่าปกติด้วยซ้ำไป

เพราะพอไปต่อคิวเครื่องเล่นไหน คนที่คุมเครื่องก็ปล่อยให้ผ่านเข้าไปไม่เก็บตังค์เลยด้วยซ้ำ คงเพราะนึกว่าพวกเราเป็นคนหรือคณะตลกของสวนสนุกล่ะมั้ง ดังนั้นพอเริ่มชินกับสายตาคนที่มองมาและหัวเราะแล้ว (ปกติก็ไม่ได้ต่างจากนี้นักหรอก) ประสบการณ์วันนี้ก็ถือว่าเป็นวันที่น่าจดจำวันหนึ่งเหมือนกัน

เล่นหลายๆ เครื่องเล่นจนเริ่มเหนื่อย พวกเราก็หยุดนั่งพักที่ม้านั่งยาวหน้าบ้านตุ๊กตา ก่อนผมจะสะกิดกระซิบบอกทงเฮให้ออกไปซื้อน้ำเป็นเพื่อนเพื่อปล่อยคู่รักให้เค้าได้มีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง

หน้าทงเฮเท่าที่เห็น (เพราะมีหน้ากากปิดช่วงบน) ก็อ้าปากค้างนิดนึง แต่สุดท้ายเจ้าปลาน้อยก็พยักหน้าและเดินออกมากับผม ในขณะที่แชอึนรีบเสนอตัวจะไปด้วย แต่ผมก็รีบปฏิเสธและบอกให้แชอึนอยู่เป็นเพื่อนและดูแลซีวอนแทน

แชอึนพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่สีหน้าของไอ้เจ้าชายผมมองไม่เห็นเลยไม่รู้ว่ามันคิดยังไง

แม้แต่ตลอดเวลาที่อยู่ในรถและในสวนสนุกก็ตาม พวกเราเล่นด้วยกัน หัวเราะด้วยกันก็จริง แต่ถ้าว่ากันตามจริงแล้วซีวอนยังไม่ได้คุยกับผมตรงๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว แล้วผมก็ยังรู้สึกผิดปนๆ กับอารมณ์อีกหลายอย่างที่ผมขี้เกียจจะค้นหามันด้วยเลยไม่กล้าชวนมันคุยเหมือนกัน

ภาพตอนที่ซีวอนโกรธและตวาดใส่ผมเมื่อช่วงหัวค่ำผมยังจำได้ดี ซึ่งก่อนหน้านี้ไอ้เจ้าชายแทบไม่เคยโกรธผมขนาดนี้เลย มันจึงสาเหตุอย่างหนึ่งที่ตอนนี้ผมก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้ไม่กล้าคุยกับซีวอน

แม้แต่ตอนที่พวกเราแกล้งถ่วงเวลาและเถลไถลซื้อนั่นนู่นี่จนมาถึงที่ๆ สองคนรออยู่ช้านี่ล่ะ

แชอึนบ่นนิดหน่อยแต่ซีวอนก็ไม่พูดอะไรเลยนอกจากลุกขึ้นมาเดินนำหน้า เห็นอย่างนั้นผมก็รีบดึงแขนแชอึนไว้และกระซิบบางอย่างพร้อมโชว์ถุงเค้กในมือด้วย ใบหน้าภายใต้หน้ากากของแชอึนนิ่งไปนิด ก่อนจะค่อยๆ แย้มยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มสวยๆ

“ได้สิ ฉันจะช่วยเซอไพรซ์ซีวอนด้วยคน ตอบแทนอะไรดีๆ ที่ซีวอนเคยทำให้ตลอดมา”

ใกล้เที่ยงคืนแล้ว...วันนี้ก็ใกล้จะหมดไปแล้ว และตอนนี้แผนปล่อยคู่รักให้อยู่ด้วยกันบนชิงช้าสวรรค์อย่างโรแมนติคก็ถูกวางไว้เรียบร้อยเพอร์เฟคต์แล้วด้วย

แชอึนจะตอบแทนซีวอนยังไงบ้างในชิงช้าสวรรค์ผมไม่อยากจะคิด เพราะตอนนั้นผมที่ยืนให้กำลังใจอยู่ด้านล่างก็คงไม่เห็นและรับรู้ด้วยหรอก

นั่นสินะ เพื่อตอบแทนสิ่งที่ซีวอนทำให้เสมอมา ถ้าของขวัญเสร็จไม่ทันผมก็ขอมอบเวลาที่จะได้อยู่กับสาวสวยเพื่อนผมตามลำพังให้กับมันแทนก่อนแล้วกัน

ทำให้เพื่อนมีความสุขได้ผมควรจะดีใจสินะ ควรจะมีความสุขไปกับมันใช่มั้ย?

ผมควรจะต้องรู้สึกอย่างนั้นแทนความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นอยู่ในใจตอนนี้ใช่มั้ย?



แล้วหลังจากนั้นพวกเราสี่คนก็เดินมาถึงชิงช้าสวรรค์จนได้ที่เวลาอีกไม่ถึงสิบนาทีก็จะเที่ยงคืน พี่คนที่ควบคุมเครื่องแอบยิ้มให้ผมและตะเบ๊ะให้อย่างล้อเลียน ผมที่เดินอยู่หลังสุดเลยต้องรีบยิ้มให้และตะเบ๊ะกลับ

หนึ่งในสาเหตุที่ผมกับทงเฮมาช้าก็เพื่อมาติดต่อเรื่องนี้ไว้นั่นล่ะ ซึ่งผมก็คิดว่าควรจะกลับไปขอบคุณพี่ฮีชอลบ้างเหมือนกัน ชุดนี้ช่วยทำให้ทำอะไรๆ สะดวกมากเหลือเกินในคืนนี้

ชิงช้าสวรรค์ในเวลาเที่ยงคืนแตกต่างจากตอนกลางวันลิบลับ เพราะตอนนี้นอกจากพวกเราแล้วก็มีแค่คู่รักอีกสองคู่ยืนรออยู่ข้างหน้า ดังนั้นสภาพของพวกเราที่ชุดก็แปลกประหลาดพอแล้ว ก็เลยตรงข้ามกับอีกสองคู่ที่ยืนโอบเอวคลอเคลียกันแนบชิดไม่สนใจโลกภายนอกนั้นสุดๆ

ยืนรอไม่ถึงหนึ่งนาทีพี่สตาฟก็แสนใจดีเพราะช่วยทยอยคนชุดก่อนหน้าออกมาให้ ผมเผลอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเรื่อยๆ เพราะอีกไม่นานทั้งเข็มสั้นและเข็มยาวก็เริ่มจะเข้าใกล้เลข 12 เข้าไปทุกทีแล้ว และพอคู่รักคู่ที่สองเข้าไปในกระเช้าแล้วผมก็รีบตรวจเช็คของที่จะส่งให้แชอึนในขณะที่ซีวอนที่อยู่หน้าสุดก็เข้าไปรอในกระเช้าเป็นคนแรก

แต่ในขณะที่กำลังง่วนอยู่กับถุงจากซุ้มขายของในสวนสนุก เช็คเค้กเช็คเทียนอย่างรีบร้อน อยู่ดีๆ แชอึนก็หยุดเดินตามซีวอนเข้าไปและก็โพล่งบางอย่างขึ้นมา

“ฉันอยากไปห้องน้ำจังเลย ทนไม่ไหวแล้วด้วย! ทงเฮไปเป็นเพื่อนฉันนะ ฉันไม่กล้าเดินด้วยชุดนี้คนเดียว”

ยังไม่ทันที่ผมจะได้ทันเงยหน้าขึ้นมาด้วยความแปลกใจ หรือได้ยินว่าเจ้าปลาน้อยเพื่อนผมตอบว่ายังไง ผมก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงและแรงผลักเบาๆ ให้ก้าวออกไปข้างหน้าแล้ว เพราะการยังไม่ทันตั้งตัวทำให้ผมเผลอทิ่มหน้าเข้าไปในชิงช้าจนหน้ากระแทกเข้ากับหลังกว้างๆ แข็งๆ ของไอ้เจ้าชาย ที่มันก็หมุนตัวกลับมาคว้าตัวผมเอาไว้ได้ก่อนที่จะล้มลงไปด้วยกัน

“ฮยอกแจขึ้นไปกับซีวอนสองคนก่อนนะ เดี๋ยวพวกเราตามไป ขอไปห้องน้ำแป๊บนึงก่อน ^ ^”

ผมได้ยินเสียงแชอึนบอกอย่างนั้นและได้ยินเสียงกริ๊กเบาๆ ดังตามหลัง และพอรีบหันหน้ากลับมาด้วยความตกใจผมก็รับรู้ได้ว่าตัวเองกำลังลอยขึ้นไปแล้วโดยมีใบหน้าสวยๆ ของแชอึนยิ้มร่าและโบกมือให้ด้วย ให้ขณะที่เจ้าปลาป่วนก็โบกมือตามอย่างงงๆ และพอผมหันไปมองพี่สตาฟ พี่เค้าก็ทำมือเป็นรูปตัวโอให้

แย่แล้วๆๆๆ นี่มันสถานการณ์นอกเหนือการควบคุมแล้วนะ แย่แน่ๆ มันต้องแย่แน่ๆ

ผมรีบเอาแขนมาไขว้เป็นรูปกากบาท และอ้าปากบอกพี่เค้าอย่างไม่มีเสียงว่ามันผิดคิวแล้ว แต่ไม่รู้พี่เค้าเข้าใจผิดอีท่าไหน เพราะก็หัวเราะร่วนและทำไม้ทำมือเป็นท่าหน้ากากแอ็คชั่นตอบ แล้วก็หัวเราะวะฮ่าฮ่าเลียนแบบฮีโร่ในเรื่องชินจังมาให้

ผมไม่ได้ทำท่าเป็นไอ้มดเอ็กซ์นะ!! พี่ช่วยเข้าใจและอ่านปากผมได้ม๊ายยยยยย T_____T

ส่วนไอ้เจ้าเพื่อนปลาป่วนร่วมขบวนการน่ะอย่าไปหวังพึ่งมันเลย เพราะมันก็โดนแชอึนลากห่างออกไปเรื่อยๆ แล้ว ในขณะที่เจ้าปลาน้อยได้แต่มองแชอึนสลับกับหันมาแหงนเงยมองผมอย่างไม่เข้าใจ ผมที่เกาะอยู่กับประตูชิงช้าก็อยากจะโทรบอกมันอยู่หรอกว่าให้ช่วยไปบอกพี่เค้าให้พาผมลงไปเพื่อจะได้เปลี่ยนตัวกับคนที่อยู่ในแผนจริงๆ แทน แต่ก็ติดแต่เจ้าคนข้างหลังนี่ล่ะที่ไม่รู้มันจะว่ายังไงถ้ารู้ว่าผมวางแผนเซอร์ไพรซ์ไว้อย่างนี้ และพอคิดถึงคนข้างหลังผมก็เพิ่งจะคิดได้ว่าเรากำลังอยู่กันตามลำพังสองคนในชิงช้าที่กำลังลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ

ผมจึงรีบหันมาอย่างตกใจพร้อมๆ กับที่เห็นซีวอนที่กำลังนั่งเรียบร้อยกอดอกดูวิวภายนอกไปแล้ว

งั้นเจ้านี่ก็ต้องเห็นที่ผมเต้นแร้งเต้นกาเมื่อกี้หมดแล้วน่ะสิ โฮๆๆๆ น่าขายหน้าเป็นบ้า!


แก๊งงงง...แก๊งงงงง....แก๊งงงงง....


ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรหรือคิดจะแก้ปัญหายังไง อยู่ดีๆ เสียงระฆังจากไหนซักที่ก็ดังก้องไปทั่วสวนสนุก เสียงนั้นทำให้ผมเผลอแหงนเงยมองหาที่มาของเสียงและเจอเข้ากับหอนาฬิกาขนาดใหญ่ ซึ่งพอเห็นเข็มสั้นและเข็มยาวของเจ้าหอนาฬิกานั้นแล้ว ผมก็ต้องรีบวุ่นค้นของในถุงออกมากระจายเต็มไปหมด

เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งนาทีก็จะเที่ยงคืน มือผมรีบร้อนเอาเค้กก้อนเล็กๆ ออกมาและแกะห่อเทียนออกมาด้วยความเร็วสูงที่คงจะเร็วที่สุดในชีวิต เสียงระฆังที่ดังทุกครั้งที่เข็มวินาทีเดินพาเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมาบนหน้า ในขณะที่เทียนยี่สิบกว่าเล่มถูกปักลงไปอย่างรวดเร็วบนเค้กเนื้อนุ่ม ก่อนที่ผมจะเอาเทียนเล่มสุดท้ายออกมาและควักไม้ขีดออกมาจุดไฟ


แก๊งงงงงงง....แก๊งงงงงงง....แก๊งงงงงง...


ภาพผมที่ค่อยๆ เอาเทียนที่ติดไฟนั้นจุดเทียนเล่มอื่นไปทีละเล่มๆ ทั้งๆ ที่มือสั่นและหัวใจก็เต้นแรงจนมันแทบจะดังออกมานอกอกผมก็ไม่รู้หรอกว่าอีกคนในกระเช้ามองมาด้วยสายตาแบบไหน จนสุดท้ายที่เทียนติดไฟครบทุกเล่มแล้วผมก็ปาดเหงื่อก่อนจะยื่นมันไปตรงหน้าไอ้เจ้าชาย

และผมก็รู้ตรงนั้นแหละว่าซีวอนจ้องผมอยู่ก่อนหน้าแล้ว

เพราะหน้ากากที่อยู่บนหน้าทำให้ผมเดาอารมณ์มันไม่ออก และพอชิงช้าขึ้นมาถึงจุดสูงสุดมันก็กลับหยุดชะงักและค้างนิ่งอยู่อย่างนั้น ผมได้ยินเสียงคนอื่นๆ ส่งเสียงประสานกันอย่างตกใจ แต่ผมกลับเผลอถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจแทน

พี่สตาฟทำงานได้ดีเหลือเกิน ตำแหน่งและเวลาเป๊ะมากๆ เลยครับพี่ T^T


แก๊งงงงงงง....แก๊งงงงงงง....แก๊งงงงงง...


อีกไม่ถึงห้าวินาทีก็จะเที่ยงคืนแล้ว เหตุการณ์ตอนนี้จะยังไงก็ช่างเถอะ ถ้าจะสร้างสถานการณ์โรแมนติคให้ไอ้เจ้าชายใหม่ก็ค่อยคิดทีหลัง ตอนนี้สิ่งที่ผมทำคือยื่นเค้กที่กำลังสว่างไสวด้วยเทียนยี่สิบสี่เล่มไปตรงหน้ามันเหมือนกับกำลังทำภารกิจระดับชาติอะไรซักอย่าง

“เป่าเทียนสิ ให้ดับหมดในคราวเดียวนะ สาม...สอง....เป่าเลยซีวอน!”


แต๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง


ปุ้ง!


ปุ้ง! ปุ้ง! ปุ้ง!


พร้อมๆ กับที่ไอ้เจ้าชายก้มหน้าลงมา เสียงระฆังตีบอกเวลาเที่ยงคืนก็ดังกังวานก้องไปทั่วสวนสนุก ในขณะที่พลุสีสันหลากตาก็ถูกจุดขึ้นมาเปล่งประกายอวดแสงบนท้องฟ้าในยามราตรีด้วย

หลายอย่างอาจจะผิดแผนไปนิด แต่ตอนนี้ทั้งผมและซีวอนก็หันไปมองพลุสวยๆ นั้นด้วยกัน ถึงแม้ชิงช้าจะค้างนิ่งอยู่อย่างนั้น แต่ผมไม่ได้ยินเสียงใครที่โวยวายออกมาเลยแม้แต่คนเดียว

ไม่ใช่สิ...แม้แต่คู่เดียวต่างหาก ก็เพราะตอนนี้ในชิงช้าสวรรค์คงมีแต่คู่รักล่ะนะ ดังนั้นจะมีใครอยากโวยวายหลุดออกไปจากบรรยากาศโรแมนติคแบบนี้เล่า

คิดแล้วก็เหนื่อยใจอีกรอบ ผมผละจากท้องฟ้าที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติเพราะพลุถูกจุดไปหมดแล้วเพื่อเริ่มต้นเก็บเทียนที่ดับหมดทุกแล้วเล่มออก

และตลอดเวลานั้นซีวอนก็ไม่พูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว

อาจจะกำลังคิดถึงแชอึนอยู่ล่ะมั้ง นั่นสินะ ถ้าไม่เพราะเป็นผมพลาดขึ้นมาอยู่ตรงนี้แบบนี้ป่านนี้เจ้านี่ก็อาจจะได้อยู่กับผู้หญิงที่ตัวเองรักแล้วก็ได้

“ขอโทษนะ”

อยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียงตัวเองดังขึ้นมาในบรรยากาศเงียบสนิทนี้ และผมก็ตกใจที่ตัวเองเผลอคิดดังไปหน่อยจนไอ้เจ้าชายมันก็หันมามองหน้าผมด้วยเหมือนกัน

“หืม?”

“เปล่าหรอก...ขอโทษนะที่เป็นฉัน ถ้าเป็นแชอึนคงดีกว่าสินะ นายคงจะมีความทรงจำใหม่ที่ดีกว่านี้”

พอผมพูดจบก็เกิดความเงียบระหว่างเรา ซีวอนไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียวนอกจากนั่งจ้องผมเงียบๆ อยู่อย่างนั้น

และอาจจะเพราะหน้ากากที่ยังแปะอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาเกินมนุษย์มนานั่นล่ะมั้ง ที่มันช่วยพรางสายตาของไอ้เจ้าชายเอาไว้และทำให้ผมกล้าจะพูดอะไรบางอย่างออกมา

สายตาดุๆ ที่ผมไม่ชินเอาซะเลย

“ฉัน...ขอโทษนะ”

“................”

“เมื่อตอนบ่ายน่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ...จะทำให้นายเจ็บแบบนั้น....”

“.................”

“ขอโทษนะซีวอน”

และคราวนี้ไอ้เจ้าชายมันก็เงียบไปอีก ก่อนที่สุดท้ายผมจะเห็นปากหยักได้รูปของมันแย้มยิ้มออกกว้างเหมือนเคย ก่อนที่มันจะชะโงกตัวและเอื้อมมือมาลูบหัวผมเบาๆ ในกระเช้าแคบๆ นี้

“รู้มั้ยว่าตัวเองทำอะไรผิด?”

“รู้สิ เพราะทำให้นายเจ็บยังไงล่ะ”

“ผิด เพราะนายเกือบจะทำให้ตัวเองเจ็บต่างหาก ฉันโกรธเพราะนายไม่ระวังตัวเอาซะเลยจนเกือบจะเจ็บตัวหนักต่างหากล่ะ ทีนี้เข้าใจรึยังฮยอกแจ”

เหมือนจะทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ เพราะผมก็เผลอเลียนแบบท่าอ้าปากค้างของทงเฮและนึกขอบคุณหน้ากากเรนเจอร์ของพี่ฮีชอลในใจ ก่อนจะเผลอก้มหน้าที่มันค่อยๆ ร้อนขึ้นหลบสายตา (ที่ก็ใช่ว่าจะเห็นชัด) ของคนตรงหน้าแทน

“คราวหลังอย่าทำอย่างนี้อีกนะ ฉันไม่ได้อยู่กับนายตลอดเวลา ไม่ได้จะช่วยนายได้ตลอดเวลาอย่างนี้ ถ้าต่อไปเกิดอะไรขึ้นห้ามด่วนคิดทำอะไรคนเดียวแบบนี้เด็ดขาด และต้องรีบโทรหาฉันทันทีนะเข้าใจมั้ย”

การตอบรับที่ผมให้มันคือการพยักหน้ารับเบาๆ และยอมให้มันลูบหัวผมอีกครั้ง

อย่างที่เคยบอก กับคนอื่นผมอาจจะไม่ชอบใจ แต่ถ้าเป็นกับซีวอน ผมกลับยอมให้มันทำอะไรแบบนี้ได้ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่ตัวผมเองผมก็ไม่ค่อยจะเข้าใจตัวเองนักหรอก

แล้วในบรรยากาศเงียบๆ ที่ผมก็ชักจะทำอะไรไม่ถูก อยู่ดีๆ ซีวอนก็ถามขึ้นมาเบาๆ

“จริงสิ นายยังใส่สร้อยที่ฉันให้เป็นของขวัญวันเกิดนายอยู่มั้ย”

“ใส่สิ ทำไมเหรอ?”

ก็ไอ้สร้อยพร้อมจี้ไม้กางเขนฝังเพชรอันเท่าบ้าน แต่ผมเลือกรับแค่สร้อยเมื่อปีก่อนนั่นไงล่ะ และพอมาวันเกิดปีนี้มันก็เอาจี้กางเขนเหมือนเดิมแต่เล็กลงมาหน่อยมาให้ และเพราะสายตาขอร้องของมันผมเลยปฏิเสธไม่ออกด้วย แต่ก็อาจจะเพราะมันเป็นจี้เงินเรียบๆ ธรรมดาไม่ได้มีเพชรเม็ดเขื่องแปะเอาไว้เหมือนอันเก่าก็ได้มั้งผมก็เลยไม่บ่นอะไร

แม้จะแปลกใจนิดหน่อยว่าจี้เงินเรียบๆ แค่นี้ถึงกับสั่งทำที่ร้านของแชอึนเลยเหรอ ถึงกับนำเข้าอะไรซักอย่างเลยเหรอ แต่มันก็อาจจะมีดีไซน์อะไรยังไงที่คนธรรมดาอย่างผมไม่เข้าใจล่ะมั้ง

“ฉันจะมอบพรที่ขอเมื่อกี้ให้ ขอดูหน่อยสิ”

พร? พรอะไรผมก็งงๆ เหมือนกัน แต่ก็ก้มลงไปควานหาสร้อยมาให้มัน และเพราะหน้ากากที่แปะอยู่ทำให้ผมเอามันออกมาไม่ถนัด ซีวอนเลยบอกไม่เป็นไรและก็ขยับเข้ามาใกล้แทน

เพราะน้ำหนักที่ไม่สมดุลทำให้ชิงช้าโคลงนิดหน่อย ผมรีบจับตะแกรงเหล็กเอาไว้ในขณะที่ซีวอนก็จับตัวผมเอาไว้เช่นกัน แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตั้งตัวหรือตอบรับไป อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นซีวอนคุกเข่าอยู่ต่อหน้า (น่าเจ็บใจนิดหน่อยที่ระดับสายตาของเราอยู่เท่ากันแทนที่ผมจะสูงกว่ามัน - -*) และหยิบสร้อยที่ยังห้อยอยู่ที่คอผมขึ้นมา

มือใหญ่ๆ ของไอ้เจ้าชายลูบเบาๆ ที่จี้เงินเรียบๆ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจกับการกระทำอย่างนั้น จนกระทั่งมันค่อยๆ ก้มหน้าลงไป

และผมก็ชะงักตัวแข็งค้างเมื่อรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นจัดที่รินรดลงบนอกตัวเองพร้อมๆ กับที่จะมองเห็นไอ้เจ้าชายกำลังจูบเบาๆ ที่จี้กางเขนของผม

“ขอให้พระเจ้าคุ้มครองนาย”

เลือดผมจะกลายเป็นน้ำแข็งก็ตอนนี้นั่นล่ะ

ชะงักตัวแข็งไปพักใหญ่ๆ สติสตังของผมก็ค่อยกลับมาพอให้คิดปะติดปะต่อสิ่งที่มันพูดออก คำถามละล่ำละลักจึงหลุดออกมาพร้อมๆ กับที่ผมเผลอถอยหลังหนีอย่างไม่รู้ตัวด้วย แต่เมื่อแผ่นหลังชนเข้ากับตะแกรงเหล็กของชิงช้าผมก็รู้สึกว่าไม่มีที่จะให้หนีแล้ว และชิงช้าที่โคลงอีกรอบก็ทำให้ผมไม่กล้าขยับตัวไปมากกว่าเดิม

“เดี๋ยว อย่าบอกนะว่า พร...พรวันเกิดนาย...”

พูดได้แค่นั้นผมก็เผลอเม้มปากตัวเองแน่น ในขณะที่ไอ้เจ้าชายก็ไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มบุ๋มที่แก้มทั้งสองข้าง

ผมทำอะไรไม่ถูกจริงๆ นะตอนนี้ ใครก็ได้ช่วยมาเอาผมลงไปจากสถานการณ์ตอนนี้ได้มั้ย T_____T

ยิ่งมันไม่พูดอะไรผมก็ยิ่งทำหน้าไม่ถูก ยิ่งมันไม่ทวงผมก็ยิ่งรู้สึกผิด และยิ่งไปถึงเจ้าเศษผ้าที่ยังทำไม่เสร็จดีบนเตียงที่บ้านผมก็ยิ่งรู้สึกผิดมากกว่าเดิม

และสุดท้ายยิ่งมองมันยิ้มให้อยากนี้ ความรู้สึกผิดก็ทำให้ผมเผลอพึมพำออกมาเบาๆ

“ฉัน...ขอ...ขอโทษนะ”

“หืม? ขอโทษเรื่องอะไรอีก? นายพูดคำนี้บ่อยเกินไปแล้วนะวันนี้”

“ก็...เรื่อง....เรื่องของขวัญวันเกิดนายน่ะ ที่ฉันให้ไม่ทันวันเกิดนาย ฉันขอโทษนะซีวอน”

“ฮะๆๆๆ นึกว่าเรื่องอะไร เรื่องนี้นี่เอง คราววันเกิดนายฉันก็ให้ไม่ทันจำไม่ได้รึไง ก็ถือว่าเจ๊ากันไปไงล่ะ”

พูดเสร็จแล้วก็ยิ้มเจ้าชายมาให้อีกครั้ง ซึ่งมันยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่กว่าเดิมอีก ให้มันบ่นออกมาซะเลยยังดีกว่านี้

“มันเหมือนกันที่ไหนเล่า! ก็คราวของฉันฉันรั้งนายไว้เอง แต่คราวนี้ไม่ใช่นี่ เพราะฉันทำไม่ทันเองอ่ะ...”

ขึ้นเสียงได้ไม่ทันไรปลายๆ ประโยคผมก็เผลอทำเสียงหงอยอีกแล้วเมื่อนึกขึ้นได้ว่ามันเป็นความผิดตัวเองล้วนๆ เพราะอย่าโทษทงเฮเลย อย่าโทษพี่ฮีชอลเลย ถ้าผมไม่เอาแต่ชะล่าใจว่าแค่เย็บหมอนคล้องคอมันง่ายจะตาย แค่เอาผ้ามาแปะกันแล้วก็เย็บๆ และยัดๆ แค่นั้น ผมเลยทำให้มันยากขึ้นมาหน่อยด้วยการจะปักด้ายเดินเส้นเป็นรูปม้ากำลังอยู่วิ่งอยู่ในทุ่งหญ้าก็น่าจะดี ถ้าไม่คิดอย่างนั้นป่านนี้เจ้าหมอนที่ว่ามันก็คงเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้วล่ะ

ทำไมผมต้องกลายเป็นคนทำอะไรแบบนี้และต้องมานั่งคิดมากวุ่นวายอย่างนี้ด้วยนะ ToT

“ฉันขอโทษจริงๆ นะซีวอน ฉันพยายามแล้วจริงๆ นะ แต่ไงๆ มันก็ไม่ทันวันนี้อยู่ดีอ่ะ นายจะให้ทำอะไรฉันก็ยอมทั้งนั้น ฉันไม่อยากรู้สึกผิดอย่างนี้เลย ดังนั้นให้ฉันทำอะไรให้นายก็ได้...อะไรก็ได้จริงๆ นะ”

“งั้นจูบได้มั้ย?”

“............”

และท่ามกลางเสียงเวิ่นเว้อเพราะขอโทษไปเขย่าแขนมันไปของผม อยู่ดีๆ ปากหยักๆ ก็พูดอะไรซักอย่างโพล่งออกมา และมันก็คงพอจะรู้ว่าอะไรซักอย่างนั่นทำให้ผมตกใจแค่ไหน เพราะการที่มือผมรีบปล่อยแขนมันและขยับถอยจนตัวชนตะแกรงเหล็กอีกครั้งพร้อมอ้าปากค้างเลียนแบบทงเฮอีกรอบ ไอ้เจ้าชายมันก็คงเดาออกว่าผมรู้สึกยังไงเพราะก็หันหน้าหนีไปอีกทางและเอามือลูบท้ายทอยแก้เก้อด้วย

“ไม่มีอะไรหรอก ฉันก็พูดๆ ออกไปงั้นเองแหละ ฉันทำกับเพื่อนที่นู่นจนชินน่ะ โทษทีนะ ไม่มีอะไรจริงๆ”

“...............”

“ไม่มีอะไรจริงๆ น่า อย่าเงียบอย่างนั้นสิ ฉันก็แค่เผลอพูดไปอย่างนั้นเอง นายไม่ต้องเอาไปคิดก็ได้นะ”

“...สิ”

“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างที่....ห๊ะ...เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ?”

ไอ้เจ้าชายที่กำลังเหมือนแก้ตัวร้อนรนชะงักคำพูดทันที ก่อนจะรีบหันมามองผมอย่างไม่อยากเชื่อสายตา และผมก็ไม่กล้าแม้แต่จะสู้ตาภายใต้หน้ากากของมันหรอก เพราะก็รีบก้มหน้าหลบก่อนจะพูดงุบๆ งิบๆ ตอบมันเบาๆ

“ฉัน...ฉันบอกว่า...ก็... ก็เอาสิ ฉันเองก็ผิดที่ทำไม่ทัน แล้วก็ยังทำให้นายเจ็บด้วย ดังนั้นวันนี้ยอมๆ เจ้าเด็กโข่งขี้เหงาอย่างนายก็ได้ ถ้าจู....คือ....ถ้าแค่...แค่ทำแบบเพื่อนก็พอได้”

“นายแน่ใจนะ? ไม่เปลี่ยนใจแน่นะ?”

“เอ๊ะ ก็ต้องแน่ใจสิ ไม่งั้นฉันจะพูดออกทำไม! ถ้าจะทำก็รีบทำซะ ไม่งั้นฉันเปลี่ยนใจนะเฟ้ย!”

สะบัดหน้าขึ้นไปตอบอย่างเอาเสียงเป็นเพื่อนนิดหน่อยผมก็รู้สึกว่าคิดผิดแล้วที่สบตากับมัน เพราะแม้จะอยู่ภายใต้หน้ากาก...แต่ดวงตาสีดำคมกริบก็ส่งประกายบางอย่างที่ทำให้ใจผมเต้นแรงได้

ยิ่งเมื่อไอ้เจ้าชายมันค่อยๆ ปลดหน้ากากตัวเองออก ใบหน้าหล่อเหลาสะอาดเกลี้ยงเกลาที่ชื้นเหงื่อนิดๆ และยิ้มสบตาก็ทำให้ผมก็อยากจะพาตัวเองละลายหายไปจากตรงนี้เสียเหลือเกิน

ผมทำตัวทำหน้าไม่ถูกเอาซะเลยจริงๆ T___T

โยนหน้ากากทิ้งและเช็ดเหงื่อเช็ดหน้าตัวเองเรียบร้อยไอ้เจ้าชายมันก็เบนเป้าหมายมาที่หน้ากากผมบ้าง ทั้งๆ ที่ตลอดเวลานั้นมันจ้องหน้าผมอยู่อย่างนั้น แม้แต่ตอนที่มันอ้อมมือไปด้านหลังเพื่อปลดหน้ากากของผมออก ดวงตาสีดำของมันก็สบตากับผมเหมือนจะสะกดผมไว้นิ่งๆ เพราะผมไม่กล้ากระดุกกระดิกตัวเลยแม้แต่นิดเดียว

ปลายนิ้วแข็งๆ ขยับยุกยิกที่หัวผมด้านหลังไม่นาน หน้ากากที่ใส่มาทั้งคืนก็ค่อยๆ เลื่อนออกจากหน้าตัวเอง

ความว่างโหวที่เกิดขึ้นเมื่อผิวหน้าสัมผัสลมที่พัดมาพาอาการหนาวสะท้านให้มันแล่นริ้วขึ้นมาตามเส้นสายบนร่างกายได้อย่างน่าแปลกใจ

และก็น่าแปลก...ที่ผมกลับรู้สึกอายกับเพียงแค่เปิดเผยหน้าตัวเองต่อหน้าไอ้เจ้าชายแค่นั้น ความร้อนค่อยๆ วิ่งรุกไล่ตามขึ้นมาได้รวดเร็วทันใจนัก เพราะที่ผมรู้สึกตอนนี้คือบางอย่างจากสายตาไอ้เจ้าชายกำลังจะเผาหน้าผมให้มันไหม้เป็นจุลได้อยู่แล้ว

หลังจากจัดการโยนหน้ากากผมไปกองรวมกับของตัวเอง นิ้วแข็งๆ นั้นก็เปลี่ยนมาเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อของผมออกจากหน้าให้ ในขณะที่วงแขนมันยังเหมือนโอบรอบตัวผมไว้กลายๆ ชายแขนเสื้อของมันถูกใช้ในการซับเหงื่อที่หน้าผมออกเบาๆ อย่างนิ่มนวล ก่อนที่มือนั้นจะเปลี่ยนมาเป็นค่อยๆ ประคองใบหน้าของผมเอาไว้โดยที่ผมไม่รู้ตัว เพราะกว่าจะรู้สึกตัวถึงความใกล้ชิดที่ก็ใกล้เกินกว่าปกตินี้ ผมก็จะหนีหรือขยับอะไรไม่ได้แล้ว ยกเว้นหัวใจ...

หัวใจที่มันมันเต้นดังยิ่งกว่าตอนปักเทียนเมื่อครู่อีก

ฝ่ามือใหญ่ๆ และรุมร้อนกระชับใบหน้าของผมแน่นขึ้นเหมือนกลัวผมเปลี่ยนใจ ในขณะที่ดวงตาของไอ้เจ้าชายจ้องสะกดผมอยู่นิ่งๆ และเมื่อมันค่อยๆ เลื่อนสายตาลงมาที่ปากของผมแทน หัวใจที่มันเต้นด้วยจังหวะรัวเร็วกว่าเดิมผมก็รู้สึกตัวเองได้ดี

ยิ่งเมื่อใบหน้าที่เหมือนไม่ใช่คนนั้นค่อยๆ เอียงหน้าก้มลงมา พาผมหน้าม้าให้ระลงมาตามใบหน้าผม พาลมหายใจร้อนจัดให้ค่อยๆ กระทบลงบนแก้มของผม สัมผัสอ่อนนุ่มแผ่วเบาที่แตะและแนบชิดติดลงบนริมฝีปากก็ทำให้ผมรีบหลับตาปี๋และกลั้นหายใจพร้อมๆ กับที่หัวใจมันกระตุกตัวอย่างรุนแรงในอก

แค่แป๊บเดียว ทนไว้ฮยอกแจ ปากแตะกันแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว แบบเพื่อนๆ ท่องเอาไว้แบบเพื่อน

ในหัวผมพยายามท่องอย่างที่ว่านั้นและพยายามไม่คิดถึงสัมผัสอบอุ่นบนริมฝีปากปากของตัวเอง เราเล่นอย่างนี้กันก็ออกบ่อย กอดกันหอมแก้มกันก็ออกบ่อย ดังนั้นครั้งนี้คงเหมือนกับทุกๆ ครั้งล่ะน่า คงเหมือนตอนผมช่วยซองมินหายใจ คงเหมือนที่ผมทำเล่นๆ กับพี่ฮีชอล คงไม่มีอะไรมากกว่านั้น


ไม่มี...อะไร...มากกว่านั้น?


กลั้นหายใจไปผมก็พยายามคิดถึงเรื่องนู่นเรื่องนั่นที่ทำให้ผมสบายใจไป แต่กลั้นจนจะหน้ามืดแล้วผมก็ยังรู้สึกได้ถึงใบหน้าของไอ้เจ้าชายที่คลอเคลียอยู่กับหน้าผม และที่มันมากกว่านั้นจนทำให้ผมเผลอเบิกตาโตขึ้นมา...คือริมฝีปากของไอ้เจ้าชายที่ค่อยๆ บดลงมาบนปากของผม

อย่างนี้มันไม่ใช่แล้วนะ!

ผมเผลอกระตุกตัวออกมาและก็เพิ่งจะสำนึกได้ว่ามือใหญ่ๆ ทั้งคู่มีไว้ทำไมก็ตอนนี้ เมื่อมันกุมกระชับเข้าที่ใบหน้าของผมแน่นเพื่อกักผมเอาไว้ในกำมือมันก่อนจะบดริมฝีปากลงมาหนักหน่วงขึ้น

ผมไม่รู้...ไม่รู้ว่าแค่ริมฝีปากของคนอื่นที่ขยับเคลื่อนอยู่บนริมฝีปากตัวเองจะให้ความรู้สึกแบบนี้ ความร้อนทั้งมวลในร่างกายเหมือนมันจะวิ่งขึ้นมารวมอยู่ที่เดียวอย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะที่ในหัวมันเริ่มจะเบลอขึ้นเรื่อยๆ จนผมเริ่มคิดอะไรไม่ออก

แต่ถึงอย่างนั้นไอ้เจ้าชายมันก็ยังไม่ยอมหยุด และผมก็มารู้ในเวลาต่อมาว่าจูบนี้มันเพิ่งแค่เริ่มต้นเท่านั้นเอง

ราวกับกำลังจะถูกใครซักคนกลืนกินเข้าไป...จูบของไอ้เจ้าชายมันให้ความรู้สึกอย่างนั้น ริมฝีปากผมเหมือนของเล่นให้มันลิ้มลองและชิมรสไม่มีหยุด ทั้งบด ทั้งเบียด ทั้งคลึง มันทำอะไรหลายอย่างมากมายกับปากผมซะจนผมบรรยายไม่ถูก ลมหายใจของเราผสานกันมั่วไปหมดเมื่อผมเผลอหอบเอาอากาศเข้าปอดหลังจากกลั้นหายใจไปพักใหญ่ เสียงที่ผมเคยได้ยินตอนดูช็อตจูบในหนังเอวีดังเข้ามาในหูเป็นระยะ และเมื่อสำนึกได้ว่าต้นกำเนิดเสียงมันมาจากตัวเองผมก็ยิ่งอายจนไม่รู้จะแทรกหน้าเอาไว้ตรงไหน

และฉากที่ผมเห็นในหนังเอวีเมื่อนางเอกอ้าปากขึ้น ผมก็เริ่มสำนึกได้อีกอย่างว่าไม่ควรใช้วิธีหายใจทางปากแบบนี้

เพราะตอนนี้ความรู้สึกเปียกชื้นของลิ้นคนอื่นในปากตัวเองผมก็รับรู้มันได้ดีน่ะสิ! T^T

แต่สติผมไม่ได้มีมากพอจะทำอะไรตอนนี้ได้ นอกจากเกาะบ่าไอ้เจ้าชายเอาไว้แน่นและขยำเสื้อมันจนยับยู่ยี่ ทุกจังหวะที่ลิ้นมันสอดแทรกและดูดดุนเข้ามาในปากผม ก็กำลังพาสติผมให้ค่อยๆ เลือนหายไปทีละน้อยๆ

แม้แต่การหายใจผมก็ยังลืมทำมันด้วยซ้ำ

ลมหายใจผมเริ่มขาดห้วงเรื่อยๆ ในขณะที่ไอ้เจ้าชายสอดมือเข้ามาแทรกในเส้นผมของผม ก่อนจะกดท้ายทอยกระชับเพื่อดันหัวของผมให้มันเอียงรับสัมผัสนั้นรุนแรงขึ้น

ยังกับไม่รู้ว่าผมกำลังจะขาดใจตายอยู่แล้ว เพราะซีวอนก็ดันหัวผมขึ้นไปก่อนจะกดริมฝีปากของตัวเองลงมาหนักๆ ซะจนทั้งปากและลิ้นผมชาไปหมดแล้ว

ฝ่ามือใหญ่ๆ เลื่อนไล้ไปทั่วแผ่นหลังของผม เคล้นคลึงจนทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ ก่อนจะเผลอกระตุกตัวเมื่อฝ่ามือนั้นกดหนักๆ เพื่อดันให้ผมขยับเข้าไปแนบชิดกับมันมากขึ้น พร้อมๆ กับที่ซีวอนก็แทรกตัวเข้ามาหาผมแน่นขึ้นด้วย ท่านั่งล่อแหลมที่มีใครแทรกอยู่ตรงกลางหว่างขาและเนื้อตัวเรากำลังสัมผัสกันแนบชิดซะจนไม่มีช่องว่างใดๆ ยิ่งทำให้รู้สึกเปิดเผยมากซะจนไม่ใช่แค่ใบหน้าหรือริมฝีปากที่ร้อน..

แต่เนื้อตัวที่เบียดชิดและเสียดสีกัน มันก็ค่อยๆ จุดความร้อนให้เกิดขึ้นก่อนจะวิ่งไปไหลรวมอยู่ที่ตรงกลางร่างกาย

ลมหายใจร้อนผ่าว ความร้อนที่หมุนวนในช่องท้อง และปลายลิ้นร้อนจัดที่รุกเร้าไม่ให้หยุดหายใจ สิ่งเหล่านี้กำลังทำลายสติผมลงไปทีละนิดๆ และเพราะอารมณ์อะไรซักอย่างทำให้ผมเผลอเกาะเกี่ยวแขนไปรอบคอของไอ้เจ้าชายก่อนจะโอบรัดและบดเบียดเนื้อตัวเข้าไปหามันแน่นขึ้นกว่าเดิมเพื่อระบายความรุ่มร้อนที่มันกำลังคุกรุ่นอยู่ในร่างออกไป

ราวกับราดน้ำมันลงไปบนกองไฟ ผมไม่รู้ตัวหรอกว่าได้ทำอย่างนั้นลงไป แต่สิ่งที่ผมรู้ตัวคือไอ้เจ้าชายมันกอดผมกระชับขึ้นจนตัวผมแทบฝังเข้าไปในอกกว้างๆ ของมัน ก่อนปากหยักๆ นั้นจะเน้นย้ำลงมาเหมือนพายุ ปากผมชาไปหมดแล้วแต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจ ลิ้นผมชาไปแล้วแต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะสติผมตอนนี้มันกระเจิดกระเจิงจนกู่ไม่กลับไปเรียบร้อยแล้ว

และก่อนที่ผมจะขาดอากาศตายเอาจริงๆ ชิงช้าสวรรค์ก็เหมือนจะรู้ใจ เพราะมันก็กระตุกตัวก่อนจะค่อยๆ ขยับลง ถึงตอนนั้นล่ะที่สติผมถึงเริ่มกลับมาพร้อมๆ กับที่ไอ้เจ้าชายมันก็ถอนหายใจก่อนจะค่อยๆ ผละขึ้นไปจากหน้าผมด้วย

ปลายลิ้นที่เชื่อมโยงและเกี่ยวกระหวัดรัดพันในปากค่อยๆ ถูกถอนออกและพาสายน้ำใสๆ บางๆ ออกไปจากปากผม สติผมมันกลับมาก็จริงแต่มันก็ยังไม่ปะติดปะต่อกันดี ดังนั้นสภาพตัวเองที่กำลังหน้าแดงจัดและมองไอ้เจ้าชายด้วยดวงตาปรือปรอยฉ่ำน้ำผมก็เลยยังไม่รู้ตัว

จนเมื่อมันดึงมือมันออกมาจากผิวผมใต้เสื้อผม ก่อนจะดึงชายเสื้อลงมาให้เรียบร้อย และพูดอะไรบางอย่างขึ้นมานั่นล่ะผมถึงเริ่มจับต้นชนปลายติดแล้ว

“นี่แหละ...จูบแบบเพื่อน ^ ^”

คำท้ายๆ นั่นเรียกสติผมกลับมาได้ดีจริงๆ เพราะก็รู้สึกได้ถึงหน้าตัวเองที่มันร้อนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากความอายและความโกรธ

เพื่อนบ้าเพื่อนบออะไรกันเล่า สอดลิ้นเข้ามาจนจะถึงคอแล้วนี่นะ!

นี่มันทำเหมือนพระเอกจูบกับนางเอกในหนังเอวีที่ผมชอบดูบ่อยๆ ชัดๆ!!

แต่ก็งั้นแหละ ผมไม่กล้าบ่นอะไรไปมากกว่านี้หรอก บ่นมากเข้าเดี๋ยวก็เข้าตัวเอง ลักยิ้มบุ๋มๆ บนแก้มและดวงตาพราวระยับของมันบอกอย่างนั้น แต่ก่อนผมก็ชอบมองหน้ามันตอนยิ้มนะ ผมชอบมองตาดำๆ สวยๆ ของมัน ที่ยิ่งเป็นเวลานี้ยิ่งเหมือนยัดเอาดวงดาวไม่รู้กี่ดวงใส่ไว้ข้างใน

แต่มันกลับไม่ใช่เวลานี้ เวลาที่อะไรไม่รู้ทำให้ผมรีบหลบตามันพร้อมใบหน้าที่ค่อนๆ ร้อนฉ่าขึ้นอย่างนี้น่ะ

หน้าผมจะไหม้มั้ยเนี่ยคราวเนี้ย T_________T

และเพราะถ้าอยู่เฉยๆ ผมคงทำหน้าไม่ถูกยิ่งกว่านี้แน่ ดังนั้นเสียงตวาดอย่างตะกุกตะกักเลยดังขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนอารมณ์ ในขณะที่ผมแทบไม่กล้ามองสบตามันด้วยซ้ำ

“จะ...เจ้าบ้า ฉัน...ฉันก็เคยบอกแล้วนะว่าอย่าทำอะไรแบบนี้ นาย...นายอาจจะเข้าใจอะไรผิดๆ ระ...เรื่องแบบนี้...เรื่องแบบนี้ต้องเก็บเอาไว้ทำกับแฟนสิ”

“อืม ^ ^”

“ถะ...ถ้าเข้าใจก็ดีแล้ว อย่าไปจู...จูบ...จูบแบบนี้กับใครก็ได้ง่ายๆ อย่างนี้อีกนะเฟ้ย ต้องทำกับคนที่นายรักเท่านั้นนะรู้มั้ย”

“อืม ^ ^”

“นายเข้าใจที่ฉันพูดบ้างมั้ยเนี่ย ต่อไปอย่าไปขอจูบใครคนอื่นแบบนี้อีกนะ! ไม่งั้นโดนตบมาอย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะ!”

“อืม ^ ^”

ยิ่งด่าเจ้าบ้านี่กลับยิ่งยิ้มมากขึ้น แถมด่าเท่าไหร่ก็ไม่สะทกสะเทือนเลยสักนิด กลับเป็นตัวผมเองที่ร้อนๆ หนาวๆ ทำหน้าไม่ถูกสู้ตามันไม่ได้อยู่เนี่ย

ฮึ๊ยยยย ขัดใจไอ้เจ้าชายมันเว้ย!

มันเข้าใจจริงๆ รึเปล่าวะเนี่ย!!

และไม่รู้โชคเข้าข้างฝั่งไหนเมื่อตอนนี้ชิงช้าก็เลื่อนลงมาถึงข้างล่างเรียบร้อยแล้ว พนักงานที่เปิดประตูให้อย่างร่าเริงทำหน้าแปลกใจเล็กน้อยกับสภาพการนั่งของพวกเรา และพอมองเห็นหน้าพวกเราชัดๆ พี่เค้าก็ยิ่งอ้าปากค้างมากขึ้น ซีวอนจึงรีบหยิบหน้ากากมาใส่ให้ผมและตัวเอง ก่อนจะคว้าเค้กคว้าถุงมาถือและจูงมือผมที่ยังตั้งตัวไม่ทันออกมาจากชิงช้า

พี่คนที่ทำหน้าที่ควบคุมเครื่องตะเบ๊ะทัก ผมเลยรีบยิ้มแหยๆ ให้และตะเบ๊ะตอบกลับไปในขณะที่ก้าวหลุนๆ ตามไอ้เจ้าชายมันไป ที่ตรงทางเข้าก็มีพิงค์กับบลูเรนเจอร์ยืนรอพวกเราอยู่แล้ว

“เป็นไงบ้างซีวอน สรุปนายได้เป่าเค้กรึเปล่า ได้อธิษฐานมั้ย ทันมั้ยๆๆ”

ผมรู้สึกขอบคุณการพูดจ้อของทงเฮในตอนนี้เหลือเกิน และนึกขอบคุณหน้ากากของพี่ฮีชอลเอามากๆ ที่มันพอช่วยปิดช่วยพรางหน้าที่คงแดงจัดของผมลงไปได้บ้าง ตลอดทางนั้นทงเฮฟุ้งไม่หยุดและผมก็ยังสู้หน้าใครไม่ติด แม้แต่กับแชอึน ผมไม่กล้าแม้แต่จะเปิดปากถามเธอด้วยซ้ำว่าทำไมถึงทำอย่างนั้นทั้งๆ ที่ผมเล่าแผนให้ฟังและเธอก็รับปากดิบดีแล้ว

ผมไม่เข้าใจอะไรๆ คือใครๆ เอาซะเลย!

แต่ดูๆ ไปคนอื่นๆ กลับดูเข้าใจตัวผมมากกว่าผม เพราะซีวอนก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาให้ผมได้อายอีกนอกจากแอบเอามือมาเกาะกุมมือผมแน่นไม่ยอมปล่อยในขณะที่หันไปพูดตอบทงเฮ ส่วนแชอึนที่เดินข้างๆ ก็ไม่ได้ซักตอนที่ชิงช้าหยุดนิ่งเลยสักคำนอกจากบอกว่าขอโทษที่ตามขึ้นไปไม่ทัน (บอกด้วยใบหน้ายิ้มๆ แบบที่ไม่รู้สึกผิดสักนิดนะ) ส่วนเจ้าปลาน้อยทงเฮน่ะก็ใสซื่อซะจนไม่สะดุดใจอะไร เพราะก็อวดตัวยกใหญ่ว่าไปขอพี่พนักงานกับผมในการที่จะหยุดชิงช้าเพื่อที่ว่าซีวอนจะได้มีเวลาในการขอพรมากขึ้น

บางทีผมก็อยากจะเป็นคนที่ไม่คิดอะไรมากแบบทงเฮเหมือนกันนะ

และเมื่อมาถึงโรงพยาบาล...หน้าที่ที่ถูกวางเอาไว้เรียบร้อยทำให้ผมจำต้องอยู่เฝ้าไอ้เจ้าชายตามที่หัวหน้าวงขอร้องไว้ เพราะคุณหมออยากให้นอนรอดูอาการคืนนึงหลังจากสแกนดูแล้วว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ก็ยังไม่วางใจให้ซีวอนกลับเพราะคุณหมอกลัวว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะไม่ทันการณ์

กลับจากเดินไปส่งทงเฮและแชอึนแล้ว ผมก็เปิดประตูเข้าไปในห้องที่ซีวอนเปลี่ยนเป็นชุดคนไข้เรียบร้อยแล้ว

และแม้ผมจะเลี่ยงด้วยการทำเป็นค้นกุกกักหาเสื้อผ้าที่พี่จองซูเตรียมมาให้และเดินหนีเข้าห้องน้ำไปทั้งๆ อย่างนั้น พอกลับออกมาผมก็ยังเจอมันนอนจ้องประตูห้องน้ำอยู่นั่นล่ะ ผมเลยเดินเลี่ยงอีกครั้งด้วยการไปค้นและกระจายของในกระเป๋าที่พี่จองซูก็รู้ใจอีกคนด้วยการเตรียมมาให้ด้วยลงบนโซฟาที่ผมกะยึดไว้เป็นเตียงคืนนี้

ก็เจ้าพวกเศษผ้าและใยสังเคราะห์ที่ผมทำค้างและกองเอาไว้บนเตียงที่บ้านนั่นแหละ

“อะไรน่ะฮยอกแจ?”

ประโยคแรกหลังจากทำอะไรๆ ‘แบบเพื่อน’ เลยล่ะมั้งเนี่ย

“ของขวัญวันเกิดนายไงล่ะ พี่จองซูคงรู้ว่าฉันอยากทำให้เสร็จน่ะเลยเตรียมเผื่อมาให้ทำต่อ ไม่รู้แอบรู้ได้ยังไงว่าฉันจะทำเจ้านี่ให้นายทั้งๆ ที่ฉันไม่เล่าให้ใครฟังแท้ๆ นี่พี่จะรู้ไปหมดทุกเรื่องเลยมั้ยเนี่ย เฮ้ออ อ้อ...นายน่ะต้องนอนได้แล้วนะ นอนไปก่อนได้เลย นายเป็นคนป่วยนะอย่าลืม”

“เอามานั่งทำตรงนี้ได้มั้ย...” นอกจากไม่ฟังที่ผมพูดแล้วยังตบเตียงข้างตัวเองแปะๆ และส่งสายตาอ้อนแปลกๆ มาให้ด้วย

มันไม่เข้าใจบ้างรึไงว่า ณ วินาทีนี้ผมอยากหลบหน้ามันเต็มแก่อยู่แล้ว!

“นะฮยอกแจ...ฉันอยากดูชัดๆ เอามานั่งทำตรงนี้เถอะนะ”

เฮ้ออออออ ทำไมผมต้องแพ้สายตาอย่างนั้นของมันด้วยนะ

บ่นตัวเองงุบๆ งิบๆ ไปผมก็ถอนหายใจหนักๆ ไปด้วย ก่อนจะหอบข้าวหอบของไปวางบนเตียงที่ผมก็เพิ่งสังเกตว่าซีวอนแบ่งพื้นที่อีกครึ่งเอาไว้ให้ตั้งแต่ผมเดินเข้ามาแล้ว

นั่งขัดสมาธิบนเตียงและยกเจ้าเศษผ้าที่ปักได้แค่หัวม้าที่แก้แล้วแก้อีกหลายรอบมาเตรียมปักอีกรอบผมก็เผลอสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงแรงโอบรอบเอวของตัวเอง และหัวอุ่นๆ ที่ซุกเข้ามาจนแทบจะเกยอยู่กับตักผม แล้วเมื่อหันไปมองและเตรียมจะต่อว่า...ใบหน้าที่ยิ้มกว้างจนแก้มบุ่มของไอ้เจ้าชายที่กำลังจ้องเศษผ้าในมือผมอย่างดีใจด้วยดวงตาเป็นประกายก็ทำให้ผมว่าอะไรมันไม่ลง

“ฉันมีความสุขจัง วันเกิดปีนี้คงเป็นปีที่ดีที่สุดในชีวิตฉันแน่ๆ ฮยอกแจ”

บอกอย่างนั้นและยิ้มสบตามาให้ ผมก็ถอนหายใจและปล่อยให้มันนอนอยู่ในท่านั้นไปและเริ่มต้นทำงานด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ อีกครั้งไป แต่ก็ยังนับว่าดูดีกว่าครั้งแรกๆ เมื่อหลายปีก่อนที่ผมเริ่มทำให้ไอ้เจ้าเด็กขี้เหงานี่ล่ะนะ

เพราะทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ให้มันอย่างนี้ทุกปีนั่นล่ะผมถึงพอเริ่มทำนั่นทำนี่เป็นไปเองโดยปริยาย และก็มานั่งคิดมากหลังจากที่รู้สึกตัวได้ทีหลังว่าทำไมต้องทำให้มันยุ่งยากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีๆ อย่างตอนนี้ไงล่ะ T^T

หลายครั้งที่เข็มแทงมือ ไอ้เจ้าชายมันก็จะรีบคว้ามือผมไปและดูดเลือดออกให้ ถึงแม้หน้าผมจะร้อนจนรีบดึงมือออกและไล่ให้มันไปนอน มันกลับดันหมอนมาติดตัวผมและนอนลงไปจนหัวเกยมาอยู่บนตักผมอีกครั้ง แล้วก็กอดเอวผมไว้และจ้องเจ้าเศษผ้าในมือผมต่อเหมือนไม่ใส่ใจกับคำพูดผมเลยสักนิด

บอกมากๆ เข้า เคี่ยวเข็ญมากๆ เข้า มันก็ยังดื้อแพ่งจ้องอยู่อย่างนั้นเหมือนเจ้าเศษผ้านั่นมันน่าสนใจเสียเต็มประดา ผมเลยได้แต่ถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้จนสุดท้ายต้องทำใจไปเอง

ก็ไอ้เจ้านี่มันเป็นเด็กโข่งขี้เหงานี่ ยอมมันนิดๆ หน่อยๆ ก็คงไม่เป็นไรหรอก

มันทำอะไรๆ เพื่อผมมาก ดังนั้นยอมๆ มันบ้างก็คงไม่น่าเป็นไรหรอกน่า

ไม่เป็นไรๆๆๆ


ในขณะที่พยายามท่องบอกตัวเองอย่างนั้นผมก็พยายามทำของขวัญให้เสร็จให้ได้เพื่อคนป่วยจะได้นอนซักที ด้วยการที่ปล่อยให้แขนมันโอบเอวผมอยู่อย่างนั้น ปล่อยตักของตัวเองให้มันนอนหนุนอยู่อย่างนั้น และคอยย้ำบอกกับตัวเองว่า ‘แค่เพื่อนกัน’ ไม่น่าเป็นไร ทำแค่นี้ไม่เป็นอะไร

แต่ทั้งหมดทั้งปวงนั่นคือข้ออ้างที่ผมมีให้ตัวเองหรือเปล่านะ

ข้ออ้างในการที่อยากมีมันอยู่ข้างๆ อยากเป็นที่หนึ่งของมันเหมือนเดิม

ทั้งหมดนั่นมันคือข้ออ้างเพื่อที่เอาไว้ลบล้างความเห็นแก่ตัวของตัวเองอยู่รึเปล่านะ


อย่างที่เคยบอก...แม้แต่ตัวผม...ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเอาซะเลยให้ตาย!





END ^ ^





ตอนลัลล้าตามสัญญา งั้นตอนหน้าก็กลับมาจัดเต็มเหมือนเดิมได้แล้วใช่มั้ย ^ ^



Create Date : 22 พฤษภาคม 2554
Last Update : 22 พฤษภาคม 2554 17:35:07 น. 0 comments
Counter : 209 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ryoshin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ryoshin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.