Group Blog
 
All blogs
 
Friend (or French) Kiss? 1/2

วันนี้มันเป็นวันซวยของผมรึเปล่านะ?

เพราะหลังจากที่เจ็บจี๊ดจนแทบน้ำตาซึมจากการที่เข็มตำมือแล้ว เจ้าคนที่เป็นต้นเหตุให้ผมต้องรีบดูดเลือดที่มันซึมออกมาก็โถมตัวเข้ามากอดผมแน่น และก็ร้องไห้คร่ำครวญอะไรซักอย่างอยู่ข้างหูผม ในขณะที่ผมยังผลักมันออกจากตัวไม่ได้เพราะอะไรๆ กระจายเต็มมือและเต็มเตียงไปหมด

ใช่แล้ว...อะไรหลายๆ อย่างที่มันอีรุงตุงนังยุ่งเหยิงกันอยู่ทั้งคนทั้งของจนทำให้วันนี้เป็นวันสุดซวยของผม

อะไรๆ ที่เกี่ยวกับไอ้เจ้าชายขี้เก๊กนั่นล่ะ

ทำไมพระเจ้าต้องทำให้ผมมาเจอมัน และทำให้พวกเราเป็น ‘เพื่อนสนิท’ กันด้วยนะ

เพราะถ้าไม่ใช่อย่างนั้นผมคงไม่ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งทำอะไรๆ แบบนี้ให้มันอีกปีแน่

ต้องไม่เป็นอย่างนั้นแน่ๆ!!



::: Friend (or French) Kiss? :::



“นายต้องช่วยฉันนะฮยอกแจ นายต้องช่วยฉันน้า โฮๆๆๆ นายต้องช่วยฉันเข้าใจมั้ย เข้าใจมั้ยๆๆๆ”

“เฮ้....เบาๆ เด้ทงเฮ...เบาเบ๊า.... ถ้าจะไม่เข้าใจก็เพราะนายเล่นเขย่าฉันอยู่อย่างนี้นะเฟ้ยยย เบาๆ สิฟระ ก็บอกให้เบาๆ ยังไงเล่า!”

เอาล่ะ หลังจากที่ผ้าเผ้อด้ายเดิ้ยพัวพันกันยุ่งเหยิงบนเตียงจากฝีมือเจ้าปลาสลาตันนี่ และผมก็เผลอตวาดออกมาดังก้อง เจ้าเพื่อนด๊องแด๊งถึงยอมหยุดเขย่าผมซักที แต่พอเจ้านี่ค่อยๆ ผละหน้าออกมาก็สามารถหยุดไอ้บรรดาสารพัดคำบ่นจากปากผมได้ชะงัดนัก

นอกจากจุนซูแล้ว อีกคนที่ผมแพ้น้ำตาก็คือเจ้าปลาป่วนทงเฮนี่แหละ (ถึงจะรู้ว่าเจ้านี่ร้องไห้บ่อยไม่ได้น้อยไปกว่าผมน่ะนะ - *- )

สงสัยอะไรในตัวผมคงแพ้ทางเจ้าพวกเด็กที่ชอบสร้างปัญหาพวกนี้ซะล่ะมั้ง

“เอ้า เช็ดน้ำตาซะ ค่อยๆ พูดมา เกิดอะไรขึ้นอีกแล้วล่ะ?”

ควานหากระดาษทิชชู่ (เอาไว้ซับเลือดจากเข็มตำ) บนเตียงยุ่งๆ นี่จนเจอผมก็ยื่นส่งให้มัน แล้วมาใช้ทิชชู่ห้องชาวบ้านเค้าไม่พอยังสั่งน้ำมูกเอาๆ และทิ้งลงกองเต็มเตียงของผมด้วย

โทษทีนะซีวอน ก่อนเอาหมอนไปใช้ก็ซักเองละกันนะ - -*

“ฮึก....ก็...ก็ไอ้เด็กหน้าดำอ่ะ มัน...ฮึก...มันว่าฉัน....ฮึก...มันด่าฉันอ่ะ...ไอ้เด็กนั่นมันด่าฉันอ่าฮยอกแจจจ...ฮือ...”

ทะเลาะเรื่องอะไรง้องแง้งกันอีกแล้วล่ะสิ แต่คราวนี้ดูแปลกกว่าทุกที เพราะปกติถ้ามีเรื่อง...ต้นเหตุเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเปอเซ็นต์มาจากเจ้าปลาป่วนนี่ชัวร์! แต่ดูท่านี่อาจจะเป็นศูนย์จุดศูนย์หนึ่งเปอร์เซ็นที่เหลือล่ะมั้ง ผมคิดในขณะที่ดึงทิชชู่ยื่นส่งให้คนที่ทำท่าจะบ่อน้ำตาแตกขึ้นมาอีกรอบ

“น้องมันด่านายว่าอะไรล่ะคราวนี้? วุ่นวาย? จอมดื้อ? ตัวป่วน? ถ้าคิบอมมันว่าอย่างนั้นก็อย่าไปใส่ใจเลยน่า ก็มันก็จริงนี่ ทุกคนเค้าก็คิดอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ คิดมาก”

“ไม่ใช่ซะหน่อย! ฉันไม่ได้เป็นแบบนั้นและเจ้าเด็กหน้าดำนั่นก็ไม่ได้ว่าอย่างนั้นซะหน่อยนึง!!”

“โอเคๆ ไม่ต้องทำหน้างอนก็ได้ ไม่พูดแล้ว แล้วตกลงน้องบอกว่าอะไร?”

จากหน้างอนๆ ก็กลายเป็นหน้าโกรธๆ ในขณะเล่าไปก็คว้าหมอน(ของผม)มาฟาดๆ ไม่ยั้งลงบนเตียง(ของผม)ไปด้วย แต่แต่ละประโยคที่ออกมาจากปากทงเฮกลับทำให้ผมทำหน้างงมากขึ้นเรื่อยๆ

“ฮึก...มัน...ก็มันบอกว่าฉันอ้วนอ่ะ! มันบอกอย่างนี้ไม่เรียกว่าบึ๊กแต่แรกว่าอ้วน! อ้วนๆๆๆๆ! พูดคำนี้ซ้ำๆ ด้วย! แล้วด่าไม่พอยังไม่ยอมให้ฉันขี่หลังอีกด้วย! เจ้าเด็กนั่นมันจะร้ายกาจเกินไปแล้วนะ นายต้องช่วยฉันเอาคืนมันนะฮยอกแจ ฮืออออ T___T”

นี่น่ะนะสาเหตุที่ทำให้เจ้าปลาป่วนนี่น้ำตาตกได้?

ทีคนอื่นบอกคนอื่นเตือนไม่เห็นพูดอะไร มีแต่หัวเราะร่าปฏิเสธว่าไม่อ้วนๆ ยังกินได้อีกๆ แล้วก็กินเอาๆ อยู่นั่นแหละ แต่พอคิบอมพูดแค่คำเดียวกลับบ่อน้ำตาแตกนี่นะ?

โคตรจะไร้สาระสุดๆ เลยว่ะแมร่ง!

แต่ผมก็ไม่ได้กล้าพูดออกมาอย่างที่ใจคิดหรอก เพราะแค่นี้มันก็ทำหน้างอนและเช็ดน้ำตาป้อยๆ แล้ว ถ้าผมพูดออกไปไม่โดนเจ้านี่กลิ้งทับจนตัวแบนรึไง กล้ามผมมีก็จริง แต่มันก็โผล่มานิดๆ หน่อยแค่แถวๆ ต้นแขนเท่านั้นนี่ ไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างเป็นลอนเป็นแพ็คเหมือนไอ้เจ้าชายมันนี่ T^T

บางครั้งบางทีผมก็อิจฉาทงเฮจะตายไป ทั้งๆ ที่ผมกินเยอะกว่าแต่ทำไมไม่อ้วนขึ้นอย่างนี้บ้าง ถ้าผมหุ่นอย่างนี้นะเข้าฟิตเนสอีกนิดกล้ามก็ออกมาอย่างสวยแล้ว

พระเจ้าไม่ยุติธรรมเอาซะเล้ยยยย!!!!

“เฮ้อ ฉันก็อยากอ้วนอย่างนายเหมือนกันบ้างน้า...ทำยังไงดีนะ...”

“ห๊ะ? เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ?! อะไรใครอ้วนนะ!!”

“อ้ะ เปล่าๆ ไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้พูดๆ ...น่า...อย่าทำหน้างั้นดิ แล้วตกลงจะให้ฉันช่วยอะไรล่ะ? จะให้ไปช่วยรุมคิบอมอย่างนั้นเหรอ? ไปสั่งสอนให้เจ้าเด็กนั่นสำนึกเรื่องรุ่นพี่รุ่นน้องใช่มั้ย? ได้เลยๆ เดี๋ยวอึนฮยอกจัดให้!”

การตอบรับของเจ้าปลากับคำพูดรัวเร็วเปลี่ยนเรื่องของผมกลับเป็นการส่ายหน้า

“อ้าว? หรืองั้นจะให้ช่วยนายไดเอท? ช่วยคุมเข้มเรื่องอาหารและไม่ให้นายย่องแอบมากินช็อคโกแล็ตตอนดึกๆ ใช่มั้ย? ได้ๆ เรื่องนี้ยิ่งง่าย สบายๆ เดี๋ยวช่วย”

การตอบรับคราวนี้คือหน้าขาวๆ นั่นยิ่งส่ายไปมาเร็วกว่าเดิม

“อ้าว? งั้นแล้วจะให้ทำอะไรล่ะ? หรือจะให้ไปเลือกเสื้อผ้าใหม่ที่ใส่แล้วดูไม่อ้วนเหมือนที่ซองมินชอบทำงั้นเหรอ? ได้สิ งั้นพรุ่งนี้ฉันจะไปซื้อของเป็นเพื่อนนายนะ”

หัวทุยๆ ส่ายไปมาเร็วๆ ยิ่งกว่าเมื่อครู่อีก

“เว้ยยยยยย! งั้นแล้วอะไรล่ะฟระ! นายอยากให้ฉันช่วยอะไรก็บอกมาสิ”

“ไปฟิตเนส”

“ห๊ะ???”

“ก็ช่วยไปฟิตเนสเป็นเพื่อนฉันไง ไปคนเดียวมันเขินอ่ะ เสร็จแล้วก็ไปซ้อมเต้นกันต่อ คอยดูนะคราวนี้ฉันจะเอากล้ามบึ๊กๆ ไปจ่อหน้าดำๆ นั่นให้ได้เลย ให้ดูเลยอ่ะว่ามันคือกล้ามเนื้อไม่ใช่ไขมัน! จะได้ไม่ต้องมาว่าฉันอ้วนอีก แล้วก็จะยอมให้ฉันขี่หลังเหมือนเดิมด้วย คอยดูๆๆ จะเอาให้หน้าหงายเลย!”

พึมพำหมายมั่นปั้นมืออยู่คนเดียวโดยที่เจ้าปลาป่วนก็ไม่ได้ดูสีหน้าผมเลยสักนิด เพราะเจ้าตัวก็ฉุดมือผมให้ลุกตามไปด้วยกันมันเดี๋ยวนั้นเลย แต่พอเจอผมที่ขืนแรงไว้เท่านั้นเจ้าเด็กนั่นก็หันหน้ามามองอย่างไม่เข้าใจ

“ทำไมอ่ะ? หรือนายอยากเปลี่ยนเสื้อก่อน? ได้เลย ฉันรอได้”

คำถามควรจะเป็นถามผมก่อนมั้ยว่าจะไปหรือไม่ไป - -*

แต่เพราะเรื่องที่กำลังทำติดค้างมันเป็นความลับ (ลับตรงที่ไม่กล้าบอกใครว่าทำอะไรอย่างนี้) ผมก็เลยอ้ำๆ อึ้งๆ ตอบมันไม่ถูก เพราะถ้าทงเฮรู้ ทั้งบ้านก็ต้องรู้ แล้วทั้งวงก็ต้องรู้

ทุกคนต้องเอามาล้อผมแน่ๆ ผมต้องโดนแน่ๆ! ดังนั้นยังไงก็ต้องไม่ให้ใครรู้!

“เปล่า...ฉันแค่...แค่..มีธุระ...นิดหน่อย...”

“ธุระอะไรอ่ะ?”

ถามพลางก็กวาดตามองซอกซอนดูทุกอย่างบนเตียงผมด้วย ผมเลยรีบปัดๆ ให้กองผ้ามันหลบไปทางและตอบไปพลาง

“ก็...ธุระ...นิดหน่อย...”

“ถ้าแค่นิดหน่อยก็ช่างมันสิ เดี๋ยวค่อยกลับมาทำก็ได้ หรือมันสำคัญมาก? นายกำลังทำอะไรอ่ะ? แล้วผ้าพวกนี้กับด้ายพวกนี้เอามาทำอะไร??”

“เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก ธุระไม่ได้สำคัญอะไร งั้นฉันไปกับนายก็ได้ ไปกันเถอะ ไปเร็วๆ จะได้กลับมาเร็วๆ ไง”

เพื่อไม่ให้เจ้าปลาจอมโม้รู้อะไรไปมากกว่านี้ผมก็เลยรีบลุกขึ้นจากเตียงและลากๆ เจ้านั่นออกมาจากห้องด้วย ช่างมันก่อนเถอะ ถือว่าพักก่อนแล้วกัน แค่เดินเส้นแล้วก็กลับมายัดๆ ก็น่าจะเสร็จแล้วนี่นะ เพราะถ้าช้ากว่านี้เจ้าปลาสอดรู้สอดเห็นที่เหมือนอยากจะเข้าไปดูให้แน่ใจให้ได้ต้องรู้เรื่องแน่ แต่พอออกมาข้างนอกผมก็เจอเจ้าต้นเหตุของเรื่องนี้นั่งท่องบทของการถ่ายทำคืนนี้อยู่ตรงโซฟา ผมเลยรีบทักเพื่อให้ทงเฮเลิกใส่ใจกับของในห้องผมซะที

“พวกเรากำลังจะไปฟิตเนสกัน ไปด้วยกันมั้ยคิบอม?”

และก็ได้ผลซะด้วย เมื่อเจ้าปลาน้อยหันขวับมาทันที ก่อนจะรีบลากผมลิ่วๆ ตรงไปยังประตูบ้านโดยไม่วายพูดงุบๆ งิบๆ ให้มันกระทบไปถึงอีกคนด้วย

“ไม่เอา! ฉันจะไปกับฮยอกแจแค่สองคน! คนอื่นไม่ได้ชวน! ไปกันเถอะฮยอกแจ ไม่ต้องสนใจคนที่ชอบว่าคนอื่น คราวนี้ล่ะฉันจะทำให้ดูเลยว่าอย่างนี้ไม่เรียกว่าอ้วนซักหน่อย! ถ้าแค่จะลดน้ำหนักอีทงเฮก็ทำได้ง่ายๆ สบายมาก ไม่ได้อ่อนเหมือนที่คนอื่นเค้าว่าหรอก!!”

ดูท่าจะงอนเอาจริงๆ แฮะ อย่างนี้คงต้องตามใจจนกว่าหายงอนล่ะมั้ง คิบอมเองที่ผมหันไปมองแล้วเลิกคิ้วเหมือนถามก็ยกมือทำปากเหมือนขอโทษมาด้วย

ซึ่งผมก็รู้ในตอนหลังว่าเจ้าตัวโดนสตาฟวานมา เพราะพี่ๆ เค้าลองขอร้องลองไหว้วานทุกคนแล้วแต่ไม่มีใครสามารถหยุดเจ้าปลาป่วนได้เลย ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปต้องอ้วนเข้าขั้นวิกฤติแน่ และคนสุดท้ายที่ก็มีผลมากที่สุดกับเจ้าปลาน้อยนั่นก็คือเจ้าเด็กที่กำลังนั่งท่องบทอยู่นั่นล่ะ

ดูไปดูมาผมก็สงสารคิบอมมันเหมือนกันนะ เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แถมยังต้องเอากระดูกปลาตันๆ มาแขวนคออีก

แต่ก็นั่นแหละ มัวแต่สงสารคนอื่นผมก็จะแย่เอาเหมือนกัน แล้วอย่างนี้ของขวัญวันเกิดของไอ้เจ้าชายขี้เก๊กนั่นจะเสร็จเมื่อไหร่ล่ะเนี่ย T____T

...

...

...

กว่าเราจะออกจากฟิตเนสก็ล่อไปบ่ายแก่ๆ แต่จริงๆ ก็ใช่ว่าจะได้เล่นอะไรมากมาย เพราะเจ้าปลาน้อยมัวแต่ไปยืนโม้ยืนถามครูฝึกอยู่นานสองนาน ถามแต่ว่าจะลดตรงนั้นยังไง จะเพิ่มกล้ามตรงนี้ยังไง ต้องคุมอาหารกินอาหารแบบไหน ซึ่งกว่าจะได้เริ่มเล่นจริงๆ ซะทีก็เป็นชั่วโมง สรุปก็เป็นผมน่ะแหละที่ได้เล่นเยอะกว่ามัน

ซึ่งเล่นให้ตายยังไงกล้ามแขนผมมันก็ได้แค่นี้ ส่วนกล้ามหน้าท้องอย่าได้ไปพูดถึง ไม่รวมหกเป็นหนึ่งเหมือนเดิมก็ดีเท่าไหร่แล้ว T^T

เสร็จจากฟิตเนสเราก็ไปซ้อมเต้น แล้วพอเต้นไปเต้นมาเจ้าปลาน้อยก็บ่นเหนื่อย แล้วก็ให้ผมสอนท่าเต้นใหม่ๆ ให้ดูเรื่อยๆ ตัวเองก็นั่งกินน้ำกินขนมไปแล้วก็ติไปบ่นไป

สรุปก็ผมอีกเช่นเคยที่เต้นเยอะกว่าเจ้าคนจะลดน้ำหนักนั่น

และสุดท้ายพอลุกขึ้นมาซ้อมท่าพวกนั้นกับผมได้ซักพักก็ห้าโมงแล้ว แค่นั้นเจ้าตัววุ่นมันก็บ่นหิว แล้วก็บอกว่าวันนี้ลดได้เยอะพอแล้ว ไปกินข้าวกันก่อนพรุ่งนี้ค่อยมาเริ่มใหม่

แล้วเพราะผมเองก็หิวด้วย เลยไม่ขัดอาหารมากมายที่ทงเฮสั่งมาซักอย่าง มีแต่บอกว่าขอเพิ่มเป็นสอง แต่กับการกินเจ้าปลาจ้อนี่ก็กลับไม่ได้ทำน้อยกว่าผมเหมือนสองอย่างแรก เพราะเจ้าตัวก็ซัดเอาๆ พอๆ กับผมหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

ไม่พอ ตอนท้ายยังตบด้วยพาเฟ่ต์แก้วโตๆ อีกด้วย ถึงแม้ผมจะพยายามห้ามแล้วเจ้าปลาน้อยก็ตอบกลับมาว่า

“ก็วันนี้ออกกำลังกายไปเยอะนี่นา ดังนั้นก็ต้องเพิ่มพลังงานไปเยอะๆ สิ ร่างกายจะได้เอามันไปสร้างเป็นกล้ามเนื้อได้ไงล่ะ พี่ครูฝึกเค้าบอกมา”

ไอศกรีมถ้วยใหญ่ๆ ราดด้วยคาราเมลและวิปครีมมหาศาล(ที่เจ้าตัวใช้รอยยิ้มน่ารักขอพี่คนขายเป็นพิเศษ) ทั้งหมดทั้งมวลนั่นมันจะกลายเป็นกล้ามเนื้อหรือไขมันกันแน่ล่ะเนี่ย - -*

กว่าจะกินมาราธอนเสร็จและออกจากร้านได้ก็หกโมงกว่าแล้ว และแวะซื้อขนมไปตุนที่มินิมาร์ทหน้าบ้านพวกเราก็กลับมาถึงบ้านตอนทุ่มนิดๆ ซึ่งตอนนั้นยังไม่ทันได้ขึ้นไปที่ห้อง ผมก็โดนคำสั่งด่วนให้ตรงไปที่สวนของหอก่อน และพอไปถึงผมก็โดนแม่มด เอ๊ย นางฟ้า(ซาตาน) ประจำวงโถมเข้ากอดตั้งแต่ก้าวเข้าไปไม่เต็มก้าวดีแล้ว

“โฮๆๆๆๆ ฮยอกกี้ นายต้องช่วยฉันนะ เรื่องนี้แค่นายคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ นายต้องช่วยฉันนะ T____T”

นี่มันเรื่องอะไรอีกล่ะนี่ - -*

เอาล่ะ...หลังจากฟังการเล่าเรื่องแบบไม่ปะติดปะต่อกัน (และการคอยแปลข้างๆ จากนางฟ้าตัวจริง) ผมก็พอจะสรุปเรื่องได้แล้วว่า วันนี้เจ้าแม่นึกครึ้มอกครึ้มใจพาเจ้าหนูน้อยสองตัวออกมาเดินเล่นรับแสงแดดไอดินกลิ่นไม้ ซึ่งเจ้าเหมียวสองตัวที่นานๆ ที (หรือไม่เคยก็ไม่รู้) จะได้เปิดหูเปิดตาก็นึกครึ้มอกครึ้มใจกว่าแม่มันอีก เจ้าตัวเล็กน่ะไม่เท่าไหร่หรอกเพราะมันนิสัยดี ก็แค่มองนั่นมองนี่และขยับยุกยิกในอ้อมกอดของแม่มันเท่านั้น แต่กับเจ้าตัวใหญ่น่ะมันตื่นเต้นจัดซะจนกระโดดจากอ้อมแขนแม่ไปวิ่งไล่จับกระรอกบิน (ที่เจ้าของก็นึกครึ้มอกครึ้มใจจะพาออกมาเดินเล่นเหมือนกัน)

แต่...นะ...เล่นกะตัวอะไรไม่เล่น...ดั๊นไปเล่นกะกระรอกบิน ซึ่งก็บินกลับไปสู่อ้อมอกแม่มันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นตอนนี้ฮีบอมก็กำลังเกาะอย่างโดดเดี่ยวอยู่บนกิ่งเล็กๆ ซักกิ่งของต้นแพร์ไปเรียบร้อยแล้วไงล่ะ

และแม้จะมีคนปีนขึ้นไปใกล้ๆ (ซึ่งก็ใกล้ได้เท่าที่น้ำหนักคนๆ นั้นจะพาตัวเองไต่ไปตามกิ่งไม้ที่แค่แตะก็ส่งเสียงดังแกร็กแล้ว - -*) จะมีคนยื่นไม้ไปให้ เจ้าฮีบอมจอมยุ่งแล้วก็เอาแต่ตัวสั่นหลับตาปี๋ไม่สนใจท่าเดียว ปลุกปล้ำกันอยู่ซักพักจนบัดนี้มันก็ยังอยู่บนกิ่งไม้กิ่งเดิมแม้แต่ตอนที่ผมเดินเข้ามา

ดังนั้นแม่ของเจ้าเด็กน้อยสองตัวนั่นถึงกระโดดโถมกอดผมจนกระดูกแทบหักและส่งสายตาเป็นประกายอย่างคาดหวังจัดมาให้อย่างที่เห็นนี่ไง

เอาล่ะ...เปลี่ยนใหม่...นี่มันวันโคตรซวยอะไรกันล่ะนี่! - -**

..

..

“เมี๊ยวๆๆ เฮ้ ฮีบอม นี่ฉันเองนะ เพื่อนเล่นนายไงจำได้มั้ย มาทางนี้สิ...มาทางนี้ๆๆ”

สุดท้าย หลังจากโดนทั้งพี่ฮีชอลและทุกคนมองมาด้วยสายตาคาดหวังปิ๊งๆ ผมก็ต้องพาตัวเองขึ้นมาอยู่บนกิ่งไม้กิ่งเดียวกับเจ้าแมวจอมยุ่งนี่เรียบร้อยจนได้ ด้วยเหตุผลที่ก็คือผมตัวผอมและน้ำหนักน้อยที่สุดในนี้แล้ว

ได้ยินอย่างนี้ไม่รู้ควรจะภูมิใจหรือเสียใจดี T^T

และเจ้ากิ่งไม้กิ่งนี้ก็รักษาคุณภาพสมฉายาที่คนก่อนๆ ที่เคยขึ้นเล่าให้ฟังจริงๆ เพราะแค่ผมเหนี่ยวมันไว้ตอนพาตัวเองปีนขึ้นไป เสียงดังแกร็กเบาๆ ก็น่าสยองขวัญได้ยิ่งกว่าเสียงบ่นของพี่ฮีชอลซะอีก

อีกครั้งได้มั้ย...วันนี้มันวันซวยบรมซวยอะไรของผมนะ T____T

แถมเจ้าฮีบอมนี่แต่ก่อนเราก็เล่นกันดี (มันก็แกล้งผมได้ผมดี) แต่พอมาอยู่บนเจ้ากิ่งไม้กิ่งนี้กลับแอ๊บแบ๊วทำตัวหงอเซนซิทีฟไม่กล้าเข้ามาหาผมไปซะงั้น

ลงไปได้เมื่อไหร่นะผมจะแอบตีก้นมัน (ลับหลังแม่มัน) แรงๆ (เท่าที่แม่มันจะไม่ได้ยิน) หนึ่งทีเลยเอ้า!

แต่ตอนนี้ถ้ามันไม่ยอมเข้ามาหาผม ผมก็คงต้องเป็นฝ่ายที่เข้าไปหามันแทนแล้วล่ะ!

เอาล่ะ ฮึ๊บบบบบ ตอนนี้ผมต้องค่อยๆ กระดึ๊บไปข้างหน้าพร้อมๆ กับที่มองข้างหลังไปพลางๆ ด้วยว่าเจ้ากิ่งนี้มันจะรับน้ำหนักผมได้ถึงไหน โดยก็มีกองเชียร์จากข้างล่างที่แต่ละคนทำหน้าเหมือนจะเป็นจะตายโลกจะแตกอยู่รอมร่อส่งเป็นกำลังใจมาให้

อีกนิดเดียวๆ อีกนิดๆ เจ้าฮีบอมมันคงเริ่มสติกลับมาจำหน้าจำกลิ่นผมได้แล้ว เพราะก็ไม่ได้ขยับถอยหนีไปเหมือนครั้งแรกอีก ผมเลยเอาขาทั้งคู่เกี่ยวกระหวัดกิ่งไม้ไว้และใช้แขนทั้งคู่พาตัวเองค่อยๆ กระดึ๊บไปหาเจ้าจอมยุ่งข้างหน้าเรื่อยๆ จนเมื่อใกล้จะถึงมือข้างหนึ่งของผมก็ยื่นไปรอให้เจ้าฮีบอมมันเดินมาหา

“เมี๊ยวๆๆ มาสิ ฮีบอม มานี่นะ ฉันจะพานายลงไปข้างล่างเอง แม่นายร้องไห้ใหญ่แล้วเห็นมั้ย นายก็ไม่ชอบใช่มั้ยล่ะ เดี๋ยวถ้าเค้าเสียใจมากๆ แล้วพาลโกรธขึ้นมานายจะซวยยิ่งกว่าตกลงไปอีกนะ มานี่สิ เร็วเข้า เมี๊ยวๆๆๆ มานี่เร็ว”

ฮึ้บบบบ อีกนิดๆ อีกนิดเดียวเท่านั้น ไม่ถึงห้าเซ็นต์ก็จะถึงแล้ว และเจ้าเหมียวจอมยุ่งก็เริ่มจะไว้ใจผมมากขึ้นแล้ว เพราะแค่อีกเซ็นต์เดียวที่จะถึง และผมก็กอดรัดเจ้ากิ่งไม้นี่เกร็งไปทั้งตัวจนจะไม่ไหวอยู่แล้ว อยู่ๆ ฮีบอมก็ยอมยื่นขาหน้ามาให้ข้างนึง

อย่างนี้สิค่อยน่ารักหน่อย งั้นลงไปได้ฉันสัญญาว่าจะตีก้นนาย (ยังลับหลังแม่นายอยู่) เบาๆ แทนแล้วกันนะ ^ ^

และผมก็โล่งใจมากตอนอุ้งเท้านุ่มๆ เล็กๆ ของฮีบอมวางลงบนมือของผมจนผมเผลอยิ้มอย่างสบายใจออกมา แต่ยังไม่ทันที่จะถอยหลังกลับ...การที่ตัวเองโถมน้ำหนักไปข้างหน้าเพื่อดึงและรวบเจ้าตัวป่วนเข้ามาหาตัวเอง ผมก็ยังไม่รู้หรอกว่ามันกลับเหมือนการวางฟางเส้นสุดท้ายลงไปบนเจ้ากิ่งไม้เจ้ากรรมนี่แทน

เสียงไชโยของคนข้างล่างตอนผมจับเจ้าฮีบอมได้...กลับไม่แทรกเข้ามาในหูผมได้เท่ากับเสียงแกร็กเล็กๆ แถวๆ โคนของกิ่งไม้

และเมื่อผมหันหลังกลับไปมองอย่างทั้งแปลกใจและตกใจ...เสียงเชียร์ก็เงียบสงัดก่อนจะกลายเป็นเสียงกรีดร้องของกองเชียร์ด้านล่างที่ดังลั่นแก้วหูผสานไปกับเสียงฉีกขาดของเนื้อไม้แทน



แคว่กกกกกกกกกก.....



และนั่นแหละ องศาของตัวเองที่ค่อยๆ ทำมุมดิ่งลงไปตามกิ่งไม้ผมก็เริ่มประมวลผลทันแล้วว่าตัวเองกำลังจะตกลงไป!


พระเจ้า...วันนี้วันซวยๆๆๆๆ โครตซวยอะไรของผมเนี่ย!!! T___________T


และในชั่วจังหวะที่ผมกำลังจะพาตัวเองดิ่งลงสู่พื้นด้วยทางลัดที่สุดแสนจะรวดเร็วที่สุด สติเตือนให้ผมคว้าเจ้าตัวยุ่งมากอดเอาไว้ให้แน่นที่สุดเท่าที่แน่นได้ ก่อนจะขดตัวเป็นกุ้งและหลับตาปี๋ ทั้งกิ่งไม้และใบไม้เล็กๆ สะบัดตีหน้าผมในขณะที่รู้สึกได้ถึงแรงเสียดทานของอากาศที่ผมกำลังแหวกมันลงไป และพอใกล้จะถึงพื้นผมก็ยิ่งกอดเจ้าฮีบอมเอาไว้แน่นกว่าเดิมและขดตัวจนจะเป็นก้อนกลมๆ ได้อยู่แล้ว


ตุ๊บบบบบบบบบ!!!!


โครมมมมมมมมมมม!!!!


เสียงกิ่งไม้ที่หล่นกระแทกอะไรซักอย่างก่อนจะหล่นถึงพื้นดังเข้าหู โชคดีไป ที่มันไม่ทับลงมาบนตัวผม ไม่งั้นคงเหมือนโชคสองชั้นจากการที่จะแค่กระแทกกับพื้นเหมือนอย่างตอนนี้แน่

และนอกจากเสียงกิ่งไม้ผมก็ได้ยินเสียงร้องของกองเชียร์ดังลั่นขึ้นอีกครั้ง จะร้องทำไมนักหนาก็ไม่รู้ น่าจะโทรเรียกรถพยาบาลมาให้ผมได้แล้วต่างหาก จะได้รีบทำแผลให้ผมและพาผมไปส่งโรงพยา...

แต่...เดี๋ยว...ทำแผล...

พูดแล้วนึกขึ้นได้ ทำไมผมไม่รู้สึกเจ็บเลยล่ะ อาจจะแค่รู้สึกจุกนิดหน่อยแต่ไม่เห็นเจ็บเลย นี่ผมกำลังชาอยู่เลยไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดรึเปล่านะ

เพราะความสงสัยในอาการของตัวเองที่ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไงแค่ไหน ตาผมก็ค่อยๆ หรี่และเปิดขึ้นมาก่อนจะมองเห็นเจ้าตัวป่วนในอ้อมกอดแน่นๆ ของตัวเองเป็นอันดับแรก เท่าที่เห็นมันก็ดูปลอดภัยดี ผมเลยรู้สึกโล่งใจหน่อยๆ แต่เมื่อผมคลายแขนตัวเองออกเพื่อปล่อยมันกลับไปหาแม่มัน กลับมีแค่มันที่หลุดออกมาได้แต่มือของผมกลับโดนแขนของใครซักคนทาบทับเอาไว้อยู่

หืม...แขนของใครซักคนงั้นเหรอ?

สมองของผมค่อยๆ ประมวลผมอย่างงงๆ มึนๆ จากการตกลงมา พร้อมๆ กับการที่ฮีบอมจะไต่ขึ้นมาบนตัวผม ในตอนแรกผมนึกว่ามันจะมาจุ๊บแก้มขอบคุณอย่างน่ารักทำนองนั้น แต่ไม่เลย มันกลับเดินเลยผ่านผมไปที่ใครด้านหลังของผมแทนซะอย่างนั้น

แต่...เดี๋ยวนะ...ด้านหลังของผมอย่างนั้นเหรอ? มีใครอยู่ที่ด้านหลังของผมอย่างนั้นรึไง!?

และตอนนี้ผมก็เริ่มจะจับต้นชนปลายติดอีกครั้งแล้ว ดังนั้นผมเลยรีบแกะแขนใหญ่ๆ กล้ามบึ๊กๆ ที่ยังรัดตัวผมเอาไว้แน่นออก ก่อนจะพลิกกลับไปด้านหลังอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะเห็นฮีบอมกำลังเลียใบหน้าของใครซักคนอยู่

ใบหน้าขาวๆ หล่อจัดเกินมนุษย์มนาที่กำลังมีของเหลวสีแดงๆ ไหลซึมออกมาจากขมับ

ใบหน้าของของเจ้าของวันเกิดวันนี้...ซึ่งก็คือไอ้เจ้าชายขี้เก๊กนั่นเอง!

ผมควรจะทำยังไงดีละเนี่ย!! ToT

...

...

เอาล่ะ กลับมาสู่สถานการณ์ปัจจุบัน ที่ผมกำลังนั่งเจี๋ยมเจี้ยมทำตัวสงบเสงี่ยมเรียบร้อยอยู่ที่โซฟา และสงบปากสงบคำดูคุณหมอกำลังทำแผลให้ไอ้เจ้าชายอยู่เงียบๆ

ส่วนฮีบอมน่ะ หลังจากโดนแม่มัน ‘ชำระโทษ’ มาซะยกใหญ่ ตอนนี้มันก็กำลังนั่งสงบเสงี่ยมเรียบร้อยอยู่ด้วยกันบนตักผมนี่แหละ (คงเพราะสยองแม่มันอยู่ล่ะมั้งเลยยังไม่กล้าเข้าใกล้)

แต่ผมเองก็ไม่ต่างจากฮีบอมเท่าไหร่หรอก กรณีฮีบอมถึงมันเป็นแมว แต่มันก็คงพอเข้าใจว่าตัวเองทำอะไรผิด เพราะคราวนี้มันไม่ดื้อแต่ก็ยอมฟังแม่มันดุและตีดีๆ แต่กับคนอย่างผมผมกลับไม่เข้าใจ

ซีวอนดุผมทำไม

เมื่อไม่กี่นาทีก่อนนั่นเจ้านี่มันตวาดผมซะยกใหญ่ ตวาดซะดังกลบเสียงกองเชียร์ที่จะวิ่งเข้ามาดูจนชะงักไม่กล้าเข้ามากันเลยด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่ผมจะรีบเข้าไปดูอาการมัน จะรีบพามันไปหาหมอ แต่มันก็ดุผมเสียงดังจนผมไม่กล้าเข้าใกล้ด้วยอีกคน

ถ้ามันจับผมตีก้นได้เหมือนที่พี่ฮีชอลทำกับฮีบอมป่านนี้มันก็คงทำไปแล้วแน่ๆ


‘ใครใช้ให้นายขึ้นไปฮึ! วิธีมีมากมายเป็นสิบใครใช้ให้นายทำโง่ๆ อย่างนั้นห๊ะอีฮยอกแจ!!’

‘ซี...ซีวอน...คือฉันเองที่....’

‘ผมกำลังพูดกับฮยอกแจอยู่ครับ...ไม่ใช่พี่!’

น้อยครั้ง (หรือแทบไม่เคยเลย) ที่ผมจะเห็นพี่ฮีชอลยอมซีวอน จริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะผมอยู่ในสถานการณ์นี้ ป่านนี้ผมคงกำลังกำมืออย่างสะใจอยู่วงนอกแน่ๆ ที่เห็นซีวอนตวาดพี่ฮีชอลได้โดยที่พี่ก็ไม่กล้าหือ ก็ภาพอย่างนี้มันหาดูได้ง่ายที่ไหนล่ะ

แต่เพราะมันไม่ใช่แบบนั้น ผมเลยต้องกอดฮีบอมเอาไว้เป็นเพื่อนแน่นพร้อมๆ กับที่ก้มหน้าคอตกงกๆ ฟังมันด่าอยู่นี่แหละ

‘ถึงแม้จะโดนใครขอร้องก็ตาม แต่ทำไมนายไม่คิดวิธีที่มันฉลาดกว่านั้นล่ะ? กิ่งไม้เล็กเท่านั้นเด็กอนุบาลดูก็ยังรู้ว่ามันปีนไม่ได้! บันไดกางก็มีทำไมไม่ไปเอามา! โต๊ะข้างในก็มีเยอะแยะทำไมไม่ไปเอามา!! หรือไม่ก็รถเครนตัดต้นไม้ก็ได้ทำไมนายไม่ไปเรียกมาห๊ะ!!’

ก็บ้านฉันไม่ได้ใหญ่ต้นไม้ไม่ได้เยอะพอจะมีรถอะไรพวกนั้นไว้ติดบ้านติดห้างนี่ แล้วจะไปนึกถึงได้ยังไงล่ะ

แต่ก็นั่นแหละ ผมก็ไม่กล้าจะเถียงอะไรมันตอนนี้นอกจากเม้มปากแน่นและยิ่งก้มหน้าต่ำกว่าเดิม ถ้าเป็นแต่ก่อนผมก็คงเถียงมันฉอดๆ เหมือนเดิมอยู่หรอก แต่พอเงยขึ้นไปเห็นเลือดสีแดงๆ ที่ค่อยๆ ไหลลงมาอาบใบหน้าแปลกประหลาดกว่าชาวบ้านนั่นผมก็เถียงอะไรไม่ออก

เหมือนอย่างมันว่า...จะเป็นแบบไหนก็ตาม...จะเพราะใครขอร้องก็ตาม...แต่คนตัดสินใจที่จะทำอย่างนั้นก็คือผม

และคนที่ทำให้เลือดมันไหลตอนนี้ก็เป็นผมด้วย!

ผมเลยได้แต่ก้มหน้านิ่งและฟังมันดุอยู่เงียบๆ นี่ไงล่ะ

จนเมื่อมันถอนหายใจอย่างหนักๆ และหันหน้าหนีไปอีกทางเหมือนเหนื่อยใจกับผมซะเหลือเกินแล้ว ตลกน้อยพี่จองซูก็รีบเข้ามาไกล่เกลี่ยและแกล้งพูดขำๆ ว่าถ้าผมใส่กางเกงในสีแดงทับลงไปคงเหมือนซูเปอร์แมนปฎิบัติซูเปอร์ภารกิจด้วยการช่วยชีวิตลูกแมวน้อยได้เลย

คนอื่นๆ ก็พากันหัวเราะผสมโรงอ่ะนะ แต่ก็เป็นหัวเราะอย่างแห้งๆ ตามน้ำเปลี่ยนเรื่องประมาณนั้นกัน

ส่วนซีวอนน่ะก็มีแชอึนเอาผ้าเช็ดหน้าไปช่วยซับเลือดไว้ให้ และหลังจากนั้นพวกเราก็กลับขึ้นมาทำแผลบนบ้าน เพราะซีวอนไม่อยากไปโรงพยาบาล กลัวจะกลายเป็นข่าวใหญ่วุ่นวายไปซะเปล่าๆ

ไม่มีใครเห็นด้วยหรอก แต่ก็ไม่มีใครในตอนนี้ที่กล้าขัดใจซีวอนแม้แต่คำหรือคนเดียว - * -


เสร็จจากการทำแผล (ด้วยฝีมือคุณหมอซักคนที่ซีวอนโทรกริ๊งเดียวก็โผล่มาอย่างรวดเร็วภายในเวลาครึ่งชั่วโมง) คุณหมอก็ย้ำว่าควรจะต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อสแกนดูว่ามีเลือดคั่งมั้ย แต่ซีวอนก็รับไปส่งๆ ว่าว่างๆ จะไป และแม้แต่คุณหมอเองก็พอจะจับอารมณ์ไอ้เจ้าชายมันได้ เพราะก็ไม่ได้คาดคั้นอะไรนอกจากถอนหายใจและพูดทิ้งท้ายก่อนจะจากไปว่า

“งั้นไม่เกินพรุ่งนี้เราต้องไปตรวจนะซีวอน ไม่อย่างนั้นอาจำเป็นต้องรายงานเรื่องนี้ให้คุณพ่อของเราทราบ”

และไอ้เจ้าชายมันก็พยักหน้ารับคำเรียบๆ ก่อนเสียงประตูจะปิดตามหลังคุณหมอและพี่จองซูที่ลงไปส่ง


แล้วความเงียบก็เกิดขึ้นภายในบ้าน


หนึ่งล่ะคือผมที่แม้จะคันปากแค่ไหนแต่ก็ยังไม่กล้าพูดอะไร สองก็คือเจ้าจอมยุ่งที่หันหน้ามองคนนั้นคนนี้ไปพลางแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร สามก็คือพี่ฮีชอลที่เงียบผิดปกติ ส่วนสี่ก็คือแชอึนที่ได้แต่มองหน้าซีวอนนิ่งๆ

และสุดท้ายคนที่คลายสถานการณ์นี้คือพี่จองซูที่เพิ่งจะเดินกลับขึ้นมาและพูดด้วยเสียงเรียบนิ่งแบบที่ปกติไม่ค่อยได้ยิน

“เก็บของและลงไปข้างล่างซีวอน พี่จะพาไปโรงพยาบาล”

“แต่....”

“ไม่มีแต่! พี่ตามใจนายเรื่องนี้ไม่ได้เพราะแม้แต่คุณหมอก็ยังย้ำกับพี่ว่าให้นายไปตรวจให้ได้ ถ้ามันเกิดอะไรขึ้นจริงๆ จะทำยังไง! ถ้านายมีเลือดคั่งและเป็นอะไรไปจริงๆ คิดดูสิว่าพวกเราจะรู้สึกยังไง!”

“แต่ว่า....”

“นายยังเป็นเมมเบอร์ของเรา และพี่ก็ยังเป็นหัวหน้าวงอยู่ซีวอน ดังนั้นพี่ยังมีสิทธิเต็มที่ในการดูแลความปลอดภัยของพวกนายทุกคนรวมไปถึงการพานายไปโรงพยาบาลอย่างนี้ด้วย ยกเว้นแต่ว่านายไม่ได้คิดว่ามันเป็นอย่างนั้นอีกแล้ว?”

และคนที่ห้าที่เงียบไปอีกคนก็คือเจ้าคนเจ็บที่มันก้มหน้าลงเหมือนไม่รู้จะพูดอะไรต่อนั่นล่ะ

พี่จองซูโหมดนี้แม้แต่พี่หมีบ้าระห่ำก็ยังพ่ายแพ้มาแล้ว ดังนั้นนับประสาอะไรกับคนอื่นที่ไม่กล้าค้านแม้แต่คำหรือคนเดียวเช่นกัน

ทว่าเหตุการณ์วันนี้มันกลับไม่ได้เหมือนเคยๆ เพราะอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในวงเราก็กล้าที่จะโพล่งบางอย่างออกมาหลังจากมองดูหน้าคนนั้นทีคนนี้ทีแล้ว

“คือ...ซีวอนคงไม่ได้ไม่อยากไปโรงพยาบาลหรอกค่ะ แต่ว่า...เค้าคงคิดว่าถ้าไปโรงพยาบาลก็อาจจะทำให้ไปที่อื่นไม่ทัน ใช่มั้ยคะซีวอน?”

คำพูดนี้มาจากแชอึน เพื่อนสนิทสมัยมัธยมที่ผมเคยแอบหลงรักและโดนหักอกมาแล้วตั้งแต่ยังไม่เริ่มจีบ และตอนนี้ก็กลายเป็น ‘เพื่อนสาวคนสนิท’ ของซีวอนแทนด้วยการแนะนำจากผมเอง

และคำพูดของเธอก็ทำให้ทุกคนต่างหันไปมองเธอเป็นตาเดียวและถามออกมาพร้อมๆ กันอย่างสงสัยว่า

“ที่ไหน???”

แล้วเธอก็หันไปยิ้มให้ซีวอนที่เหมือนจะอ้าปากห้าม แต่เธอก็ไม่สนใจเพราะดวงตาพราวระยับของแชอึนก็หันมามองสบกับทุกคนโดยเธอยิ้มและสบตากับผมเป็นคนสุดท้าย

“สวนสนุกค่ะ ซีวอนอยากไปสวนสนุกก่อนวันนี้จะหมดไป นี่อุตส่าห์ขอออกมาจากงานเลี้ยงวันเกิดที่บ้านก็เพื่อจะไปสวนสนุกนี่ล่ะค่ะ เพราะบอกว่าจำได้ว่าเคยไปกับครอบครัวตอนเด็กๆ แล้วก็ไม่ได้ไปนานแล้ว ซีวอนอยากจะไปเป่าเค้กที่สวนสนุกตอนเที่ยงคืนนี้น่ะค่ะ เห็นบอกว่าถ้าเป่าเทียนดับได้ทั้งหมดทุกเล่มตอนที่ชิงช้าอยู่บนจุดที่สูงที่สุดพรที่ขอก็จะสมปรารถนา...คุณบอกว่าคุณแม่คุณบอกอย่างนั้นตอนเด็กๆ ใช่มั้ยคะ?”

ท้ายประโยคเธอหันไปถามซีวอนที่รีบเอามือไปปิดปากเธอแทบไม่ทัน แต่แค่นั้นทุกคนก็ร้องอ๋อก่อนจะหันไปแอบหัวเราะคิกคักกันคนละทางสองทาง แม้แต่พี่จองซูก็ยังก้มลงไปกุมท้องหัวเราะขำกับพื้นด้วย ใบหน้าขาวจัดของไอ้เจ้าชายค่อยๆ แดงเรื่อขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะหันหน้าหนีทุกคนไปเลย

ผมเองก็หัวเราะ กอดเจ้าฮีบอมและหัวเราะจนปวดท้อง แต่ความรู้สึกอีกส่วนหนึ่งมันก็วูบไหวในอก

ผมเป็นเพื่อนกับซีวอนมานาน แต่ซีวอนกลับไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง แต่กับแชอึนที่เพิ่งเจอกันได้ไม่นานซีวอนกลับเล่าให้เธอฟัง

ถ้าตอบอย่างซื่อสัตย์กับหัวใจของตัวเอง ผมยอมรับว่ามันก็มีความน้อยใจแทรกอยู่ลึกๆ เหมือนกัน

นี่คือความแตกต่างและหว่าง ‘เพื่อนสนิท’ กับ ‘แฟน’ รึเปล่านะ

ผมยังจะมั่นใจได้ว่าตัวเองยังเป็นที่หนึ่งของซีวอนอยู่อีกรึเปล่านะ?

ยิ่งคิดมาถึงตรงนี้ความคิดผมก็ยิ่งสับสนจนต้องสะบัดหัวเบาๆ เพื่อจะสลัดความคิดแปลกๆ ที่แทรกขึ้นมาให้มันหลุดออกจากหัวไปซะ พร้อมๆ กับจังหวะนั้นที่แชอึนจะพูดขึ้นมาพอดีเมื่อทุกคนพอหายใจหายคอจากการหัวเราะอย่างหนักได้แล้ว

“แต่ว่า...ถ้าพวกเราไปกันแค่สองคนก็อาจจะถูกแอบถ่ายภาพและเอาไปลงข่าวผิดๆ ได้น่ะค่ะ เราก็เลยคิดว่าจะมาชวนให้ทุกคนไปด้วยกัน...”

หรือก็คือให้ไปเป็นไม้กันหมา...เอ๊ย ไม้กันนักข่าวล่ะสินะ อืมๆ ผมเข้าใจ เพราะถ้าผมพาใครออกเดทในช่วงแรกๆ ก็คงจะทำอย่างนั้นล่ะ

“ฮยอกแจสิ ฮยอกแจกำลังว่าง พาฮยอกแจไปด้วยสิ”

แต่ประโยคนี้ผมไม่เข้าใจแล้ว!

หน้าผมคงกำลังเหวอจัดเมื่ออ้าปากค้างหันไปมองพี่ฮีชอลที่อยู่ดีๆ ก็โพล่งขึ้นมาซะอย่างนั้น แต่พี่ก็กลับไม่รู้สึกอะไรเลยเมื่อเดินเข้ามาและถามไปพร้อมกับทำท่าจะอุ้มเจ้าฮีบอมที่ทำตัวเรียบร้อยกว่าปกติจากมือผมไปด้วย

“ทำไมเหรอ? นายไม่ว่างเหรอฮยอกแจ? ถ้านายไม่ติดอะไรก็ไปเป็นเพื่อนให้พวกเค้าสิ” นั่นคือประโยคที่ทุกคนได้ยิน ส่วนประโยคที่พี่แอบกระซิบข้างหูตอนก้มลงมาอุ้มฮีบอมและผมได้ยินอยู่คนเดียวน่ะคือประโยคนี้

“อย่าลืมสิว่าซีวอนเจ็บเพราะนาย นายก็ควรจะตอบแทนด้วยการไปช่วยๆ พวกเค้าหน่อย หรือว่ามีปัญหาอะไร? นายทนเห็นภาพบาดตาไม่ได้รึไง?”

บาดตงบาดตาอะไรผมไม่เข้าใจ และยังไม่ทันได้ถามอะไรพี่ฮีชอลก็ลุกขึ้นไปแล้ว ก่อนจะหันมายิ้มให้ด้วยรอยยิ้มที่หวาดบาดตาและอาบยาพิษ ในขณะที่พูดให้ทุกคนได้ยินและลูบหลังฮีบอมที่ตัวสั่น (เพราะคงพอรู้ว่าน้ำเสียงอย่างนั้นคืออะไร) ไปด้วย

“นายมีธุระอะไรสำคัญมากรึเปล่าล่ะฮยอกแจ? ถ้าไม่มีก็น่าจะไปเป็นเพื่อนสองคนนี้หน่อยนะ”

สำคัญสิ! สำคัญมากด้วย!!

แต่ผมก็ไม่กล้าพูดอย่างนั้นออกไปเลยได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ อ้าปากพะงาบๆ สลับกับหุบอยู่อย่างนั้น เพราะไอ้เจ้าของขวัญนั่นทั้งยังไม่เสร็จและผมก็ไม่อยากให้ใครรู้ทั้งนั้นด้วยว่าทำอะไรอย่างนี้

ผมก็เลยได้แต่หันรีหันขวางพูดอะไรไม่ถูกในขณะที่พี่ฮีชอลหันไปถามซีวอนที่ก็เงียบมาตั้งแต่ต้น

“ว่าไงซีวอน ให้ฮยอกแจไปด้วยได้มั้ย?”

คนถูกถามปรายตามามองผมนิดหน่อย ก่อนจะตอบอย่างเสียไม่ได้

“ก็ได้”

พูดจบก็หันหนีเหมือนกำลังโกรธหรืองอนอะไรซักอย่างประมาณนั้น

แมร่งเฟ้ย!! คนที่สมควรงอนน่าจะเป็นผมต่างหากไม่ใช่เรอะ!

แต่ก็ไม่มีใครในนี้คิดจะรอคำตอบจากผมซักคน ในขณะที่ทุกคนสรุปรวบรัดว่าผมต้องกลายเป็นไม้กันหมาให้สองคนนั่นแน่ๆ ไม่เว้นแม้แต่หัวหน้าวงที่ผมส่งสายตาขอร้องปิ๊งๆ ไปให้ แต่หน้าขาวๆ ของพี่ก็ยิ้มจนตาปิดและโชว์ลักยิ้มข้างเดียวให้อย่างร่าเริง

“พี่พึ่งนึกขึ้นได้ว่ามีธุระคงไปกับพวกนายไม่ได้ แต่พี่จะไปช่วยจัดเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นให้ฮยอกแจนะ เพราะถ้าเกิดซีวอนต้องนอนโรงพยาบาลจริงๆ จะให้แชอึนไปเฝ้าก็คงไม่เหมาะ ที่บ้านแชอึนอาจจะตำหนิพวกเราได้ เดี๋ยวพี่ทำข้าวกล่องเผื่อให้เลยดีกว่าเผื่อตอนดึกถ้านายหิว”

บอกจบแล้วก็วิ่งเข้าไปในห้องของผมอย่างร่าเริง ทั้งที่เมื่อครู่ใครกันแน่ที่บอกว่าจะเป็นคนพาซีวอนไปโรงพยาบาลเอง แล้วธุระอะไรจะมามีได้กะทันหันตอนสามดึกๆ อย่างเน้

พี่ทึกนะพี่ทึก ขายน้องตลอดเลย!! T____T

ส่วนคนต่อมาที่ตามพี่จองซูออกไปติดๆ คือเพื่อนสนิทของเค้า ที่อุ้มฮีบอมออกไปด้วยการพูดทิ้งท้ายโดยไม่เหลือความหวังอะไรไว้ให้ผม

“วันนี้ทุกคนกลับบ้านกันหมด ดังนั้นถ้าฉันไปก็จะไม่มีใครดูแลฮีบอมกับเบงซิน แต่ไงฉันจะช่วยพวกนายแปลงโฉมให้ละกัน จะได้ไปเดินเที่ยวกันแบบไม่ต้องระแวงเท่าไหร่ ขอเวลาเตรียมของแป๊บนึง”

ปลอมตัว! ปลอมตัวในแบบที่พี่ฮีชอลจัดให้นี่นะ!!

ผมไม่อยากจะคิดเลยว่าสภาพของตัวเองจะออกมาย่ำแย่ได้ขนาดไหน อย่างดีหน่อยผมอาจจะเป็นตัวตลกจมูกแดงที่ไม่มีใครเห็นหน้า และอย่างแย่หน่อยผมอาจจะต้องใส่กระโปรงแปรงร่างเป็นพาวเวอร์พัพเกิร์ลก็ได้ใครจะรู้

และคิดว่าตัวเองต้องอยู่ในสภาพทุเรศแบบนั้น และคอยดูลู่ทางให้สองคนนี้สวีทกันมันก็แย่ซะจนผมต้องรีบคิดด่วนจี๋เพื่อหาทางรอดจากสถานการณ์กระอักกระอ่วนนี้

แล้วคนที่ผมหันไปเจอคือเจ้าปลาหน้าเอ๋อที่เดินไปหยิบถุงขนมมานั่งกินไปดูทีวีไปชนิดที่ไม่ได้สนใจใครเลยสักนิด นอกจากการ์ตูนเรื่องฮิตที่เจ้าตัวติดจนต้องเฝ้าหน้าจอรอดูทุกคืน เห็นอย่างนั้นและคิดอะไรบางอย่างได้ผมก็รีบโพล่งออกมามันตรงนั้นเลย

“เตรียมเผื่อทงเฮด้วยนะครับพี่ฮีชอล ทงเฮก็จะไปด้วย”

“ห๊ะ?/หา!”

เสียงอุทานสองเสียงดังขึ้นประสานกัน และหนึ่งในนั้นก็หันมามองผมอย่างตกใจ ก่อนจะโอดครวญเหมือนๆ ที่ผมโอดครวญในใจเมื่อกี้ไปด้วย

“ไปไหน? ไปสวนสนุกเวลานี้กับพวกนายน่ะนะ? ม่ายยยยย ฉันไม่ไปหรอก การ์ตูนเพิ่งมาเอง ยังไม่จบเลย ยังไงฉันก็ไม่ไป!”

“เดี๋ยวฉันจะซื้อแผ่นเรื่องนี้มาให้นายเลยน่า นะๆ ทงเฮ ไปเป็นเพื่อนฉันนะ”

ถ้ามีแค่ผมคนเดียว อยู่เป็นก้างขวางคอให้คู่รักข้าวใหม่ปลามัน...

ไม่อยากจะคิดเลยว่าสถานการณ์ตอนนั้นมันจะกระอักกระอ่วนแค่ไหน ไปเป็นส่วนเกินคู่รักหวานแหวมันไม่ได้สนุกเท่าไหร่หรอกนะ T____T

“ไม่เอาอ่า ฉันไม่อยากแต่งตัวติงต๊องแบบที่พี่ฮีชอลจัดให้ ดังนั้นฉันไม่ไปนะ ไม่ไปๆๆๆ”

บทจะดื้อขึ้นมาเจ้าปลาน้อยมันก็ดื้อน่าถีบจริง เพราะก็เอามือทั้งคู่ปิดหูและพูดอยู่ซ้ำๆ ว่าไม่ไปๆ อยู่อย่างนั้น ผมเลยต้องรีบเขยิบไปใกล้และแกะมือข้างนึงของมันออก พร้อมๆ ที่กระซิบบางอย่างที่ข้างหูขาวๆ นั่น

“วันนี้ฉันยังไปยิม ไปซ้อมเต้น แล้วก็ไปกินข้าวเป็นเพื่อนนายไม่ใช่เหรอ นายก็ต้องตอบแทนด้วยการไปเป็นเพื่อนฉันบ้างสิ”

ใบหน้าน่ารักขาวๆ หันมาหาผมแบบที่ยังระแวงอยู่นิดๆ คิดไม่ตกอยู่หน่อยๆ ผมเลยต้องค่อยๆ เขยิบเข้าไปรีบกระซิบกระซาบเร็วๆ ต่อเพื่อตะล่อมให้เจ้าปลาตัวป้อมไปด้วยให้ได้

“นายจะปล่อยให้ฉันไปคนเดียวจริงเหรอทงเฮ จะปล่อยให้ฉันไปยืนเหงาๆ กร่อยๆ อยู่คนเดียวกับเจ้าคู่รักนั่นจริงๆ เหรอ นายใจร้ายกับเพื่อนนายมากเลยนะรู้ตัวมั้ย”

วินาทีนี้ต่อให้ต้องเล่นละครทำคอตกงกๆ อย่างน่าสงสารผมก็จะทำ!

“ตะ...แต่ว่า...ชุด....”

“ถ้านายต้องใส่ก็แสดงว่าพวกเราก็ต้องใส่ด้วยกันทุกคนไง ใส่กระโปรงใส่วิกต่อหน้าแฟนๆ เราก็ใส่มาแล้ว ดังนั้นไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่านั้นอีกแล้วนายก็น่าจะรู้นี่”

“แต่...”

“แล้วก็นะ ถ้านายไม่ยอมไปเป็นเพื่อนฉันคราวนี้ ฉันก็จะไม่ไปยิมและไปไหนๆ เป็นเพื่อนนายอีกแน่!”

ไม้ตายถูกปล่อยแล้ว และมันก็ทำท่าจะได้ผลซะด้วยเพราะเจ้าปลาป่วนอ้าปากค้างและชะงักไปเลย ดังนั้นเมื่อพี่ฮีชอลตะโกนถามว่าตกลงจะเอาสี่ชุดใช่มั้ย เจ้าปลาน้อยมันเลยทำได้แต่กัดปากแดงๆ แน่นและก้มหน้าคอตกอย่างหงอยๆ แทนตอนที่ผมตะโกนตอบรับพี่ไป

เอาน่า...อย่างน้อยฮยอกแจก็ไม่ได้ไปตายคนเดียวที่ดาบหน้าแล้วล่ะ!



Create Date : 22 พฤษภาคม 2554
Last Update : 22 พฤษภาคม 2554 17:34:14 น. 0 comments
Counter : 152 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ryoshin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ryoshin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.