Group Blog
 
All blogs
 
หวง





คุณเคยทำตัวไม่ถูกเวลาอยู่กับ ‘เพื่อนสนิท’ บ้างมั้ย?



ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่าวันๆ จะทำอะไรกันบ้าง แต่ผมกำลังหมายถึงการไม่รู้จะทำตัวยังไงเมื่อเพื่อนคนนั้นอยู่ใกล้ๆ



ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง เพราะมันก็คือการ ‘ทำตัวไม่ถูก’ นั่นล่ะ



และก็ไม่ใช่ว่าเป็นแบบนี้กับเพื่อนทุกคนหรอกนะ เพราะเพื่อนสนิทเก่าแก่อย่างจุนซู ผมไม่เคยเจอปัญหานี้เลยสักครั้ง



ผมรักจุนซู รักทุกๆ อย่างในตัวจุนซู แต่ใจผมไม่ได้เต้นเมื่อจุนซูมาอยู่ใกล้ หน้าผมไม่ได้ร้อนกับเพียงแค่ได้สบตากัน เวลาอยู่กับจุนซูผมจะเป็นตัวของตัวเอง แต่เวลาอยู่กับเจ้าบ้านั่น ก่อนหน้านี้ก็เป็นอย่างนั้น



แต่มันไม่ใช่กับตอนนี้น่ะสิ!



เพราะผมไม่รู้จะวางตัวยังไง จะทำหน้ายังไง ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกตะขิดตะขวงใจแบบแปลกๆ แบบนี้มันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน ตั้งแต่ที่ผมไปนอนบ้านมันมั้ย? ตั้งแต่ที่เริ่มมีเรื่องของแชอึนเข้ามามั้ย?



หรือตั้งแต่โดน ‘จูบแบบเพื่อน’ ในชิงช้าสวรรค์เมื่อไม่นานมานี้มั้ย?



แต่ที่รู้แน่ๆ คือผมมองหน้าเจ้า ‘เพื่อนสนิท’ คนนั้นไม่ติดเอาซะเลย เพราะแค่รู้สึกว่ามีมันอยู่ร่วมด้วยในห้อง ความร้อนผ่าวก็แล่นเป็นริ้วขึ้นมาบนหน้าแล้ว นั่นทำให้ผมคอยหลบคอยเลี่ยงหาเรื่องหาอะไรทำ เพื่อที่ว่าคนอื่นๆ จะได้ไม่รู้ถึงอาการแปลกประหลาดนี้ของผม



แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะอยากให้มันไปอยู่ไกลๆ สายตาผมนะ



เพราะช่วงหนึ่งที่เจ้าเพื่อนสนิทคนนั้นติดถ่ายละครหลายวันติดต่อกัน และไม่ยอมโผล่หน้ามาที่หอ ไม่ยอมเข้าบริษัท ไม่แม้กระทั่งจะไปหาผมที่กำลังจัดรายการเหมือนทุกคราว ผมก็ได้แต่ยกโทรศัพท์ที่มันว่างเปล่าไม่มีสายโทรเข้าขึ้นมาดูอย่างหงุดหงิดใจ แต่พอจะกดโทรออกไป อะไรซักอย่างก็ทำให้ผมต้องวางมันลงที่เดิม



เพราะผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรกับมัน



ทั้งๆ ที่แต่ก่อนก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้เลยสักนิด เวลามีเรื่องทั้งดีหรือไม่ดี ผมจะคิดถึงมันก่อนเป็นคนแรก และเร็วเท่าที่ใจคิด ผมก็จะโทรหามันแม้ว่าเรื่องนั้นจะไร้สาระขนาดไหนก็ตาม แต่มาตอนนี้ผมกลับไม่รู้จะคุยอะไรกับเจ้าเพื่อนคนนี้ ทั้งที่อยากโทรหาใจแทบขาด แต่เมื่อคิดว่าแล้วจะคุยเรื่องอะไรหลังจากนั้นผมก็จำต้องล้มเลิกความคิดที่จะโทรนั่นทิ้งไปซะ



เพราะทุกครั้งที่เห็นหน้ามัน ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงมัน ความรู้สึกของการที่ใบหน้านั้นแนบชิดลงมา พาลมหายใจร้อนผ่าวกระทบลงบนผิวหน้าผม ก่อนจะพาความอุ่นจัดแนบลงมาติดริมฝีปากของผม



แค่คิดไปถึงเรื่องนั้นหน้าผมก็ร้อนเห่อขึ้นมาอีกครั้งแล้ว



แล้วจะให้ผมโทรหามัน หรือมองหน้ามันติดได้ยังไงล่ะ



ผมรู้ว่าตัวเองเป็นพวกประเภทความรู้สึกช้า เพราะตอนแรกๆ ก็ยังไม่เท่าไหร่หรอก แต่ยิ่งเวลาผ่านไปและยิ่งได้คิดถึงเรื่องนี้เรื่อยๆ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ใช่ รู้สึกว่าอะไรๆ มันดูแปลกๆ เกินไป แต่จะให้อ้าปากถามใครหรือปรึกษาใครนั้น...



เจ้าปลาป่วนเพื่อนยาก...เจ้านั่นมันไม่รู้เรื่องอะไรยิ่งกว่าผมซะอีก และถ้าทงเฮรู้เรื่องนี้คงได้รู้กันทั้งบ้านแน่ ดังนั้นผ่านๆ



พี่ฮีชอลที่ทำเหมือนรู้อะไรดีๆ...บรื๋อออส์ แค่เข้าใกล้ก็สยองแล้ว แล้วผมจะเอาความกล้าที่ไหนไปเล่าเรื่องนี้ให้พี่จิกๆ กัดๆ กลับมาล่ะ



งั้น...ถ้าเป็นหัวหน้าวงที่คอยดูแลผมมาตลอดข้างๆ คนนี้



พร้อมๆ กับที่ในหัวว้าวุ่นไปมาเมื่อผมก็ยังเรียบเรียงไม่ถูกด้วยซ้ำว่าจะถามพี่ว่าอะไร อยู่ๆ โทรศัพท์พี่ก็สั่นขึ้นมาซะก่อน ก่อนพี่จะยกมันขึ้นมากดรับสาย เสียงเรียกชื่อที่ออกมาจากปากหยักสวยทำให้ผมเปลี่ยนมาทำหน้าขมวดคิ้วมุ่นแทน



“หืม? ว่าไงซีวอน?”



ทั้งอาทิตย์ไม่เคยมีชื่อนี้โผล่เข้ามาที่หน้าจอผมเลยสักครั้ง (ไม่นับครั้งแรกๆ ที่ผมยังไม่กล้ารับ) แต่นี่ผมกลับได้ยินมันจากปากพี่ ตะกอนขุ่นๆ เหมือนกำลังถูกกวนข้างในตัวและทำให้ผมรู้สึกไม่พอใจยังไงก็ไม่รู้



“ใช่ ยังไม่เสร็จงาน แต่กินแล้ว ก่อนเข้ามาก็ไปกินข้าวกันมาแล้ว...ไม่เอาๆ ไม่ต้องซื้ออะไรมาหรอก นายก็น่าจะเพิ่งถ่ายละครเสร็จไม่ใช่รึไง กลับบ้านไปนอนเถอะ เมื่อวานนายก็นอนดึกนี่”



รู้สึกได้เลยว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำหน้าหงุดหงิดสุดๆ ไหนมันเคยบอกว่าผมเป็นที่หนึ่งของมันไง แล้วทำไมถึงโทรหาพี่แทนที่จะโทรหาผม ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าเรามาทำงานด้วยกัน และฟังจากคำพูดพี่จองซูแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกในรอบอาทิตย์นี้ที่พวกเค้าโทรหากันแน่ สรุปเจ้าบ้านั่นมันไม่ได้ยุ่งเลยหายไปเหมือนที่ผมเข้าใจตอนแรกใช่มั้ย



แล้วทำไมผมต้องมานั่งหงุดหงิดกับเรื่องอย่างนี้ด้วยเนี่ย



โว้ยยยย ผมไม่เข้าใจตัวเองเอาซะเลยให้ตาย!



สภาพของผมที่หงุดหงิดงุ่นง่านขยับตัวไปมาแบบอยู่ไม่สุขคงทำให้พี่จองซูสะดุดตา เพราะพี่ก็หันมามองผมทั้งๆ ที่ยังคุยโทรศัพท์กับคนปลายสายไปด้วย



“อืม...สบายดี แต่ดูท่าตอนนี้จะไม่ค่อยดีแล้วล่ะ ฮยอกแจก็อยู่ตรงนี้ด้วย นายจะคุยมั้ย?”



“ไม่ครับ!”



ผมไม่รู้คนปลายสายตอบว่าไง แต่ความหงุดหงิดใจทำให้ผมก็โพล่งตอบไปอย่างนั้นแล้ว พอรู้สึกตัวว่าตัวเองพูดอะไรและเจอพี่มองมาอย่างแปลกใจ แถมเสียงปลายสายก็เงียบไปเหมือนรอฟัง ผมก็ต้องรีบแก้ตัวตะกุกตะกักในขณะที่ทำเป็นจับนู่นจับนี่ให้เหมือนตัวเองดูยุ่งซะเต็มประดา



“คือ...เพลงกำลังจะจบและต้องเข้าช่วงทอร์คแล้ว ถ้าคุยโทรศัพท์เดี๋ยวจะนาน งั้นผมไม่คุยนะ ถ้ามีอะไรเดี๋ยวผมโทรหาซีวอนเอง”



และถ้าซีวอนอยากคุยกับผมก็ต้องโทรมาหาผมเองสิ ไม่ใช่โทรหาคนอื่นและทำเหมือนคุยกับผมเป็นตัวแถมอย่างนี้



เฮ้อ ทำไมช่วงนี้ผมต้องเป็นคนคิดมากอย่างนี้ด้วยนะ



“อ่ะ จริงด้วย เดี๋ยวต้องเริ่มทำงานแล้ว แค่นี้ก่อนนะซีวอน ค่อยคุยกันวันหลังแล้วกัน อืม ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวดูให้ นายเองก็ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ นอนเยอะๆ ถ้าไม่สบายแล้วจะยุ่งเอา อืม บาย”



ตัดสายไปแล้วพี่ก็หันมาโชว์ลักยิ้มข้างเดียวให้ผมและบอกว่าเริ่มงานกันเถอะ เห็นอย่างนั้นผมก็เลยต้องพยายามยิ้มตอบกลับบ้างและต้องพับโครงการปรึกษาเรื่องวุ่นวายใจกับหัวหน้าวงเอาไว้



เพราะฟังจากที่เค้าคุยกันแล้ว พี่ไม่น่าจะเข้าใจคำว่า ‘ทำตัวไม่ถูก’ ของผมหรอก



ทั้งหมดนั่นคือสถานการณ์ที่พอเจ้านั่นหายไป ผมก็หงุดหงิดไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะคุยกับใคร



แต่พอเจ้านั่นกลับมาอยู่ใกล้ๆ ผมก็ยิ่งไม่รู้จะทำตัวยังไง จะคุยอะไร จนสุดท้ายก็กลายเป็นหลบหน้ามันไปซะอย่างนั้น



อย่างวันนี้ก็เหมือนกัน วันหยุดสบายๆ ที่ผมนอนเล่นอืดไปอืดมาอยู่บนโซฟา จ้องจอทีวีที่ฉายหนังซักเรื่องของเจ้าปลาป่วนอย่างไม่รู้เรื่องเท่าไหร่นัก เพราะสายตาผมก็คอยแต่จะเบนไปมองโทรศัพท์บนโต๊ะสลับกันไปมา จนเจ้าปลาจุ้นหันมาถามอะไรซักอย่างนั่นล่ะ ผมเลยสะดุ้งและหันไปมองหน้าเจ้าปลาน้อยอย่างตกใจ



“นายว่าใครเป็นคนร้ายอ่ะฮยอก? มาพนันกันมั้ย ฉันว่าต้องเจ้าของคฤหาสถ์แน่เลยอ่ะ”



“อ่ะ หืม? นายว่าอะไรนะทงเฮ?”



คำถามพร้อมด้วยใบหน้าเอ๋อๆ ของผมทำให้ทงเฮหรี่ตามองอย่างไม่พอใจ ก่อนจะพูดช้าๆ ชัดๆ เหมือนเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาแล้ว



“ฉันถามนายว่านายคิดว่าใครเป็นคนร้าย แต่ถ้านายไม่ได้สนใจจะดูก็ช่างเถอะ รู้งี้ฉันไม่รอดูพร้อมนายดีกว่า ดูกับคิบอมยังดีซะกว่า ถึงเจ้าเด็กหน้าดำนั่นจะพูดน้อยและชอบเดาเรื่องได้ก่อนจนน่าหมั่นไส้ แต่อย่างน้อยเจ้านั่นก็สนใจหนังของฉันมากกว่าโทรศัพท์อ่ะ”



ตอบเสร็จก็สะบัดหน้าหนีไปอีกทาง งานเข้าแล้วล่ะทีนี้ เจ้าปลาน้อยงอนซะแล้วสิ เป็นผมเองนั่นล่ะที่เพราะกลัวตัวเองเบื่อจัดจนไม่มีอะไรทำในวันหยุด เลยรั้งทงเฮที่มาชวนดูหนังเรื่องนี้เมื่อสองสามวันก่อนให้รอมาดูพร้อมกันวันนี้แทน แต่ในขณะที่กำลังคิดหนักว่าจะง้อยังไงดี อยู่ดีๆ เสียงกุกกักหน้าประตูก็เหมือนสัญญาณช่วยชีวิตผมไว้พอดิบพอดี



“พี่กลับมาแล้ว ใครก็ได้มาช่วยขนของเข้าบ้านหน่อยเร็ว”



“อ้ะ ไปช่วยพี่จองซูกันเถอะทงเฮ จะเที่ยงแล้วฉันเลยหิวน่ะ พี่บอกจะซื้อของกินเข้ามาให้ฉันก็เลยมัวแต่รอโทรศัพท์พี่ไงเลยไม่มีสมาธิดู แต่เดี๋ยวตอนบ่ายค่อยดูใหม่อีกรอบได้มั้ย? ฉันอยากดูเรื่องนี้จริงๆ นะ ถ้าอิ่มแล้วก็คงมีสมาธิขึ้นแน่ๆ ”



“จริงนะ? นายจะดูหนังกับฉัน จะไม่เอาแต่จ้องโทรศัพท์อีกแล้วนะ?”



“อืม จริงที่สุดของที่สุดเลย ^ ^”



บอกอย่างนั้นและยิ้มกว้างให้เจ้าปลาน้อยก็ยิ้มตอบกลับมาให้ผมแล้ว ก่อนจะบอกว่างั้นค่อยดูใหม่ตั้งแต่ต้นก็ได้ เพราะผมจะได้รู้เรื่องด้วย ได้ยินอย่างนั้นผมจึงค่อยๆ ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกและเดินตามเจ้าปลาน้อยไปที่ประตูบ้านด้วยกัน



แต่ยังโล่งใจได้ไม่ทันไร ภาพที่เห็นที่หน้าประตูกลับทำให้ผมตัวชาวาบขึ้นมาอีกครั้งแทน



ดวงตาสวยๆ สีดำคมกริบ ที่แต่ก่อนผมทั้งอิจฉาและชอบมองยิ่งกว่าอะไร ในตอนนี้มันกลับไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเมดูซ่าที่สามารถแช่แข็งเลือดทั้งตัวของผมได้ เพราะแค่ได้สบตากัน เพราะแค่ได้เห็นเจ้าของดวงตาคู่นั้นยืนอยู่ที่ประตูบ้านและจ้องตรงมา แค่นั้นขาของผมก็เหมือนถูกสตัฟเอาไว้ที่เดิมเรียบร้อยแล้ว



แม้แต่ลมหายใจมันก็หมือนจะหยุดไปซะเฉยๆ ด้วย



กับเพียงแค่ได้เจอหน้าเจ้า ‘เพื่อนสนิท’ ที่ทำให้ผม ‘ทำตัวไม่ถูก’ ก็แค่นั้น



เฮ้อออออ มีใครเคยเป็นอย่างผมมั้ยเนี่ย ผมจะปรึกษาใครเรื่องนี้ได้บ้างล่ะเนี่ย T____T





“ฮยอกแจ ยืนเฉยทำไมเล่า มาช่วยกันขนหน่อยสิ หนักจะตาย นี่พี่ไปเหมาห้างเค้ามาหมดรึเปล่า? ซื้อเยอะยังกับจะตุนของหนีน้ำท่วมเลยอ่ะ”



“ก็มีแต่ของชอบนายทั้งนั้นล่ะ ลืมแล้วรึไงก่อนออกไปนายฝากพี่ซื้ออะไรมาให้บ้าง ถือแค่นี้เองอย่าบ่นนักเลยน่า ลองคิดว่าพี่ขนของพวกนี้มาได้ยังไงบ้างสิ นี่ถ้าไม่โทรเรียกซีวอนมาช่วยป่านนี้ไม่รู้จะฝ่าดงป้าๆ พวกนั้นออกมาได้ยังไง เฮ้อออ คราวหลังพี่จะไม่ไปซื้อของทั้งสภาพนี้แล้วนะ ซื้อมาแล้วยังโดนบ่นอีก ไม่ไหวเอาซะเลย”



‘สภาพแบบนี้’ คือสภาพที่เจ้าตัวปลอมตัวออกไปซื้อของ แต่ผมมองยังไงก็ยิ่งดูน่าสงสัยกว่าเดิม เพราะภาพที่เห็นคือ ผู้ชายตัวบางๆ ที่ใส่เสื้อตัวโคร่งๆ พรางรูปร่างเอาไว้ ปิดบังใบหน้าขาวๆ ด้วยแว่นกันแดดอันใหญ่ และสวมหมวกถักแนบทับลงไปปิดหน้าปิดตาเอาไว้อีกชั้น แต่กลับเอาทั้งหมดทั้งปวงนั้นไปเดินในห้างสรรพสินค้าแทนที่จะเป็นกลางแดดที่ไหนซักที่



มันจะไม่ยิ่งดูแปลกไปกันใหญ่เหรอ



แล้วดูยังไงแว่นกันแดดที่ใหญ่เกือบเท่าหน้ามันก็ช่วยปิดเจ้าลักยิ้มพิการกับปากสีแดงจัดนั่นไม่ได้หรอกนะ ถ้าไม่เพราะห้างที่เจ้าตัวไปคือห้างที่พวกแม่บ้านชอบไปต่อสู้แย่งชิงซื้อของลดราคากัน ผมก็เชื่อมั่นว่าแฟนคลับร้อยทั้งร้อยต้องจำเจ้าลักยิ้มนั้นได้แน่ๆ หรือถ้าไม่โดนจำได้อย่างนี้ ผมก็คิดว่าพี่โชคดีมากที่รอดจากการโดนพวกป้าๆ แจ้งความฐานทำตัวน่าสงสัยมาได้



แต่คนที่มากับพี่ ผมก็เชื่อว่าจะแฟนคลับร้อยทั้งร้อย หรือจะเป็นพวกป้าๆ ที่ไม่เคยรู้จักไอดอลอย่างพวกผมต้องจำเค้าได้ทั้งหมดแน่ หรือแม้จะไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา คนเค้าก็คงทายกันออกแหละว่าผู้ชายตัวสูงกล้ามบึ๊กที่แสนจะขี้เก๊กนี่เป็นดาราชัวร์ป้าบ



เพราะกับคนที่ก็เป็นดาราเหมือนกันอย่างผม แค่ได้เห็นหน้ามันยังใจกระตุกแล้วเลย ทั้งที่ก็เห็นกันบ่อยจะตายไป แล้วนับประสาอะไรกับคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันพวกนั้นล่ะ



และอาการใจเต้นแปลกๆ ที่ว่าทำให้ผมรีบหลบดวงตาสีดำๆ นั้น ก่อนจะก้มลงเก็บถุงซักถุงสองถุงเดินดุ่มๆ เข้าไปในครัว ทิ้งเสียงอ้อนขอโทษอย่างน่ารักของเจ้าปลาน้อยกับเสียงบ่นงึมงำแต่แฝงไปด้วยความเอ็นดูของพี่จองซูไว้ข้างหลัง และทิ้งเจ้าของดวงตาสีดำที่ทำให้หัวใจผมเต้นผิดจังหวะไปด้วยอีกคน



มาถึงครัวได้ผมก็ทำเป็นเก็บของนู่นนี่นั่น และช่วยเก็บของที่คนอื่นๆ ถือเดินเข้ามาให้เพื่อเลี่ยงที่จะออกไปเผชิญหน้า แต่ไม่กี่นาทีต่อมาผมก็รู้ว่าตัวเองคิดผิดที่เหมือนสร้างห้องปิดตายฝังตัวเองเอาไว้กับไอ้เจ้าฆาตกรหน้าหล่อนี่



เพราะพอทั้งพี่และเพื่อนเอาของเข้ามาเก็บและถือจานชามออกไปจัดเตรียมโต๊ะกินข้าวข้างนอก ในห้องก็ไม่ได้เหลือแค่ผมคนเดียวอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะไออุ่นๆ เหมือนมีคนมายืนซ้อนหลัง ใช้แขนอีกข้างกั้นผมเอาไว้หน้าอ่างล้างจาน ในขณะที่เอื้อมแขนอีกข้างไปหยิบแก้วน้ำที่วางเอาไว้บนชั้นข้างๆ ความอุ่นร้อนที่ร่างนั้นแนบชิดลงมาพร้อมๆ กับที่รู้สึกได้ถึงลมหายใจที่กระทบลงบนต้นคอ มันก็หนักหนามากซะจนไม่ต้องถึงกับสบตาก็สามารถทำให้ผมยืนตัวแข็งไม่กล้ากระดุกกระดิกอะไรอีกรอบได้แล้ว



เวลาสั้นๆ แค่ไอ้เจ้าชายจะหยิบของเท่านั้นมันกลับเหมือนยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์ อาจจะเพราะผมกลั้นหายใจพักใหญ่ๆ ด้วย ผมเลยรู้สึกเหมือนเรายืนอยู่ตรงนั้นนานมาก และไม่รู้อุปาทานไปมั้ยที่ผมรู้สึกว่าลมหายใจร้อนผ่าวค่อยๆ ขยับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ



และยิ่งเมื่อรู้สึกได้ถึงแขนอีกข้างที่เหมือนขยับมาจะโอบรอบเอวผมเอาไว้ พร้อมๆ กับที่ลมหายใจร้อนๆ นั่นรินรดอยู่ข้างหู เสียงกระซิบทุ้มๆ แผ่วเบากลับทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัวพร้อมกับเผลอหลับตาปี๋อย่างนี้ได้



“ฉันคิดถึงนาย”



คำสั้นๆ ที่ทำให้หัวใจผมเต้นโครมครามจนเจ็บไปทั้งอก และยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวติด เจ้าคนข้างหลังก็รัดแขนเข้ามาแน่น ดันให้ร่างผมต้องเบียดเข้ากับอกกว้างๆ ของมัน แถมซุกหน้าเข้ามากับหูผมมากขึ้นจนรู้สึกได้ว่าปากร้อนๆ นั่นแตะเข้ากับใบหูสั่นๆ ของผมแล้ว



“ไม่ได้เจอกันตั้งนานนายคิดถึงฉันบ้างมั้ย? หายโกรธบ้างรึยัง?”



เพราะยังปะติดปะต่ออะไรไม่ทันกว่าผมจะพอแปลประโยคหลังๆ ออกและหันกลับไปเผชิญหน้าไอ้เจ้าชายอย่างตกใจและแปลกใจ ใครซักคนก็เดินตึงตังเข้ามาในครัวอีกคนแล้ว



“ซีวอนทำไมมาเอาช้อนนานจังอ่ะ กับข้าวเตรียมพร้อมเต็มโต๊ะแล้วนะ อ้าว? แล้วนี่พวกนายมีอะไรกันรึเปล่า?”



เสียงถามอย่างสงสัยของทงเฮทำให้ผมรีบผลักอกกว้างๆ ตรงหน้าออกก่อนจะรีบละล่ำละลักปฏิเสธ เจ้าปลาน้อยก็เหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะก็ผละไปหยิบน้ำในตู้เย็นก่อนจะเดินออกไปสมทบกับพี่ที่กำลังจัดโต๊ะกินข้าวอยู่ข้างนอก ดังนั้นผมเองก็เลยได้โอกาสเดินเลี่ยงออกจากตรงนั้นเพื่อลำเลียงพวกของสดเข้าตู้เย็นต่อ



แต่เจ้าคนที่เข้ามาเอาของตอนแรกก็ออกมาจากตรงนั้นด้วยกัน เพื่อเดินไปทางมุมห้องที่มีกล่องใส่ช้อนวางเอาไว้



เห็นอย่างนั้นผมเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้ ถ้าไอ้เจ้าชายมันจะเข้ามาเอาช้อนตั้งแต่แรกแล้วจะเดินไปที่มุมตรงนั้นทำไม



ชะรอยหน้าของผมที่ขมวดคิ้วมุ่นและจ้องมันเขม็งจะทำให้ไอ้ยักษ์มันรู้ตัวบ้างเหมือนกัน เพราะซีวอนก็หันมาโชว์ลักยิ้มทั้งสองข้างให้ ก่อนจะเดินออกไปทำท่าเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรด้วย



อารมณ์ผมเริ่มจะเปลี่ยนจากอะไรก็ไม่รู้เมื่อครู่มาเป็นหงุดหงิดคนที่ตีหน้าทะเล้นนั่นแล้วล่ะ



ผมไม่รู้หรอกว่ามันคิดว่าผมโกรธเรื่องอะไร แต่ตอนนี้ผมชักจะโกรธนิดๆ แกมหงุดหงิดๆ ขึ้นมาแล้วจริงๆ



เรื่องเจ้าชู้เลื้อยไปทั่วนี่ล่ะก็เก่งนัก!





เก็บของและออกจากครัวมาได้ข้างนอกก็จัดโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว พอกินเสร็จผมที่อยากเลี่ยงใครบางคนอีกครั้งก็รับอาสาไปล้างจานเอง ปล่อยให้เจ้าปลาน้อยไปช่วยพี่จองซูกับซีวอนต่อชั้นวางรองเท้าที่ซื้อมาใหม่กันสามคน และผมก็คิดว่าจัดการงานตรงหน้าเสร็จเมื่อไหร่ก็จะรีบหนีเข้าห้องตัวเองทันที แต่พอออกมาเจอทงเฮที่ทำงานเสร็จแล้วและกำลังจะเปิดหนังเรื่องนั้นขึ้นมาให้ทุกคนดูด้วยกันอีกรอบเรียกเอาไว้ ใบหน้าใสๆ ที่จ้องมาอย่างคาดหวังก็ทำให้ผมปฏิเสธไม่ออกเมื่อจำต้องเดินไปนั่งดูด้วยจนได้



แถมเพราะการมาทีหลังทำให้เลือกที่นั่งไม่ได้ ดังนั้นโซฟายาวด้านข้างเลยมีพี่จองซูกะเจ้าปลาป่วนนอนเหยียดยาวจองไปเรียบร้อยแล้ว พอผมเดินจะไปแทรกขอนั่งด้วย ทงเฮก็รีบเหยียดแขนเหยียดขากางกันเอาไว้เต็มพื้นที่ และพอหันไปทางพี่จองซู... ใบหน้าขาวๆ ที่บุ้ยไปยังโซฟาข้างหลังก็บอกได้ดีว่าผมจำต้องเดินไปนั่งกับใครอีกคนที่กำลังนั่งอยู่ก่อนแล้วอย่างไม่มีทางเลือก



ถ้าผมออกไปข้างนอกกับพี่ครั้งหน้านะ ผมจะซื้อโซฟาตัวใหม่เพิ่มมาให้ได้เลย T___T



แต่ไงๆ สถานการณ์มันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่หรอก เพราะการที่ผมขยับตัวไปนั่งชิดโซฟาอีกฝั่งจนแทบจะฝังตัวเองเข้ากับพนักพิงข้าง กับหนังที่ดูคือหนังสยองขวัญลุ้นระทึก มันก็ทำให้บรรยากาศไม่ได้กระอักกระอ่วนเกินไป แม้ถ้าเผลอหันไปข้างๆ ทีไรก็จะสบตากับใครอีกฝั่งนั้นบ่อยๆ แต่แค่ผมหยิบหมอนอิงขึ้นมากอดๆ บังๆ หน้าตัวเองเอาไว้แค่นั้นมันก็พอบังได้แล้วล่ะน่า



ยิ่งเมื่อช็อตเลิฟซีนกลางๆ เรื่องโผล่มา (ที่ผมอยากเขียนจดหมายไปบ่นผู้กำกับนักว่าหนังสยองขวัญที่ไหนมีฉากจูบดุเดือดขนาดนี้ได้) ผมก็แทบจะฝังหน้าลงกับหมอนอิงข้างเหม็นน้ำลายทงเฮนั้นเข้าไปเต็มๆ แล้ว



ผมเคยดูหนังโป๊มาก็เยอะ เคยดูหนังเอวีมาก็แยะ และนั่งดูพร้อมกับเจ้าลิงพวกนี้ก็บ่อย แต่ทำไมพอมานั่งดูฉากแค่นี้กับใครอีกคนด้วยกัน หน้าผมมันต้องร้อนจนเหมือนจะสุกอย่างนี้ด้วยนะ แต่จะหลบตาไม่มองก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวถ้าเจ้าปลาป่วนหันมาเห็นก็จะหาเรื่องล้อว่าผมอ่อนแน่ๆ ที่ดูฉากแบบนี้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่สิ่งที่ทำให้ผมทำหน้าไม่ถูกไม่ใช่เพราะตัวละครในเรื่องหรอก แต่มันเป็นเพราะคนที่นั่งดูด้วยกันที่เคยทำเรื่องแบบนั้นกับผมมาก่อนต่างหากล่ะ ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้าคนข้างๆ นั่นมันคิดอะไรอยู่ในใจบ้าง



ผมอยากหายตัวไปจากตรงนี้จังเลย ใครก็ได้มาช่วยฉุดผมออกไปได้มั้ย T^T



โอดครวญในใจพร้อมๆ กับที่ฉากจูบมาราธอนเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนอกจากจะมากขึ้น จนผมจะจัดหนังเรื่องนี้เข้าหมวดหนังโป๊แทนหนังสยองขวัญแล้ว อยู่ดีๆ หมอนในมือของผมก็โดนกระชากออกไป ยังไม่ทันที่จะได้ร้องออกมาอย่างตกใจ เจ้าคนขโมยหมอนผมก็เอนตัวลงมาและวางหัวตัวเองไว้บนตักผมหน้าตาเฉยซะงั้น



“ขอนอนหน่อย เมื่อกี้แบกของช่วยพี่จองซูมาเหนื่อยมากเลย ^ ^”



บอกอย่างนั้นไอ้เจ้าชายมันก็กอดหมอนแน่นและยิ้มโชว์ลักยิ้มให้ผมอีกครั้งโดยที่ไม่รอฟังคำตอบจากผมเลยซักนิด แต่พอผมที่หายตะลึงได้แล้วจะขยับตัวและพยายามจะผลักหัวมันออกจากตัก มือใหญ่ๆ ก็ฉวยมือผมไปจับเอาไว้แน่นเรียบร้อยแล้ว



อุ้งมือที่อุ่นจัด และสายตาคมกริบที่กำลังมองตรงมาไม่มีแววเล่นเหลืออยู่แล้ว เมื่อซีวอนกำลังจ้องหน้าผมนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น เสียงเอฟเฟคต์ประกอบฉากเลิฟซีนดังเข้าหูมาเป็นระยะ แต่ผมกลับถอนสายตาจากคนตรงหน้าไม่ได้ เพราะดวงตาดำๆ ก็เหมือนจะจ้องสะกดผมเอาไว้ ในขณะที่มือใหญ่ๆ เริ่มคลึงมือผมเล่นเบาๆ



แต่แค่สัมผัสแผ่วเบาแค่นั้นกลับทำให้เหมือนมีประจุไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วร่างได้ ผมรีบจะกระตุกมือออกแต่ไอ้เจ้าชายมันก็จับมือผมเอาไว้แน่นขึ้น และยิ่งผมพยายามจะดึงมือออกมาให้ได้ มันก็แกล้งผมเข้าไปใหญ่ด้วยการดึงมือผมไปจูบหนักๆ แทน



แต่ตอนที่มันทำอย่างนั้น สายตาของมันกลับเลื่อนจากตาลงมามองนิ่งๆ ที่ปากผม พร้อมๆ กับที่ริมฝีปากอุ่นจัดนั้นจะแนบทับลงมาบนหลังมือของผมด้วย สิ่งที่ผมรู้สึกได้จึงเป็นความร้อนที่วิ่งไล่จากหลังขึ้นมือขึ้นมาอยู่ที่ริมฝีปากแทน



ความรู้สึกในตอนที่อยู่บนชิงช้าเริ่มผุดขึ้นมา ริมฝีปากที่ถูกบดเบียดจนร้อนและชาพร้อมๆ กับที่ทุกอย่างในหัวจะถูกปั่นป่วนจนสติกระเจิดกระเจิงหนีไปไม่เป็นท่า ภาพที่เห็นตรงหน้าและความร้อนที่ไหลเวียนในร่างกายทำให้ใจผมกระตุกจนรีบผุดลุกขึ้นปล่อยให้หัวทุยๆ นั้นหล่นปุลงไปบนโซฟา และเมื่อทั้งพี่และเพื่อนหันมามองอย่างแปลกใจ ผมก็รีบแก้ตัวตะกุกตะกักพร้อมๆ กับถอยหลังหนีอย่างไม่รู้ตัว



“คือ...ฉันจะไปเข้าห้องน้ำน่ะ ทุกคนดูกันต่อเลยนะไม่ต้องหยุด”



บอกอย่างนั้นเสร็จผมก็รีบวิ่งหนีเข้าไปในห้องน้ำทันที กดล็อคและพาตัวเองมายืนพิงประตูไว้ได้ผมก็หอบหายใจหนักและรู้สึกได้ว่าหัวใจกำลังเต้นแรงจนเจ็บไปทั้งอก



แต่พอผมเงยหน้าขึ้นเห็นตัวเองในกระจกเงาตรงหน้า สภาพผิวที่เคยขาวซีดแต่ตอนนี้กลับแดงจัดลงไปจนถึงลำคอ และดวงตาที่แฝงแววหวาดหวั่นเต็มที่ก็ทำให้ผมรีบหลบตาลงไม่มองสภาพตัวเองต่อทันที



นี่ตอนที่อยู่บนชิงช้าผมทำหน้าแย่ๆ อย่างนี้ด้วยรึเปล่านะ ไอ้เจ้าชายมันเห็นหน้าอย่างนี้ของผมแล้วใช่มั้ย?



กว่าจะทำใจให้สงบได้และหาข้ออ้างมาบอกตัวเองว่าตอนนั้นมันเที่ยงคืนและผมมีหน้ากากเรนเจอร์ช่วยปิดไปได้เยอะก็ไม่น่าจะมีอะไร เวลาที่ผมใช้ในห้องน้ำก็ผ่านไปหลายนาทีแล้ว พอผมเดินออกมาเจ้าปลาป่วนก็แซวใหญ่ว่าผมไปปล่อยหนักมาแน่ แถมยังทำเป็นบีบจมูกและแกล้งพูดล้อด้วย ผมเลยเข้าไปฟัดกับเจ้าปลาน้อยบนโซฟาจนเหนื่อยด้วยกันทั้งคู่ และสุดท้ายผมเลยเนียนไปเบียดๆ ทงเฮนอนที่โซฟาตัวนั้นซะเลย



“เอ๊ะ อย่ามาเบียดสิ กลับไปที่โซฟาตัวเองสิอึนฮยอกกี้”



“ก็ตัวนั้นมันอยู่ไกล มองจอไม่ชัดนี่ แล้วฉันนั่งด้วยแค่นี้ไม่ได้รึไง? หรือเพราะนายตัวอ้วนๆ ตันๆ แล้วกินที่อย่างนั้นใช่มั้ยถึงไม่อยากให้ฉันนั่งอ่ะ”



“ไม่ได้อ้วน!”



“อ้วน!”



“ฉันไม่ได้อ้วนนะ!”



“อ้วนมาก!”



“เอ๊ะ ไอ้แห้งนี่ ถ้านายไม่ถอนคำพูดนะฉันเอาคืนจริงด้วย!”



“งั้นถ้านายไม่ยอมรับก็ไปเอาเครื่องชั่งมาชั่งตรงนี้เลย ดูซิว่าเพิ่มจากเดิมกี่โล ฉันทายว่ามากกว่า 5 โลเลยเอ้า เอามั้ยล่ะ? ถ้านายแพ้ต้องยอมยกช็อคโกแล็ตทั้งหมดในตู้เย็นของนายให้ฉันนะ”



“ไอ้...”



“พอได้แล้วน่าทั้งสองคน ถ้าจะทะเลาะกันก็ไปทะเลาะในห้องนู่น พี่ดูหนังไม่รู้เรื่องแล้ว”



แล้วเสียงบ่นที่หยุดการทะเลาะกันปกติของพวกเราก็มาจากหัวหน้าวงเช่นเคย เจ้าปลาป่วนหันไปมองพี่จองซูอย่างงอนๆ นิดหน่อยก็หันมาเล่นสงครามเงียบกับผมต่อ แต่พอสุดท้ายที่ผมจี้เอวเจ้าปลาน้อยหนักๆ เข้าเจ้านั่นก็หัวเราะเสียงดังจนพี่หันมาบ่นอีกรอบ



หลังจากนั้นพวกเราก็โดนสั่งให้นอนดูหนังเงียบๆ แต่ผมกับทงเฮก็แกล้งกันไปมาตลอดทั้งเรื่อง อย่างนี้สิอารมณ์ผมค่อยเปลี่ยนบ้าง ถึงแม้จะมีบางครั้งที่ใจกระตุกเพราะเผลอหันไปสบกับดวงตาดำๆ คมๆ ที่อ่านไม่ออกนั้นเข้า ผมก็รีบหันหน้าหนีทำเป็นจ้องจอทีวีต่อทันที



แม้จะดูไม่ค่อยรู้เรื่องก็เถอะ แม้ต้องคอยเอาคืนเจ้าเพื่อนปลาป่วนที่คอยแกล้งผมเป็นระยะก็เถอะ แต่ผมก็คิดว่าแบบนี้ดีกว่าไปนั่งอยู่ที่เดิมเป็นไหนๆ



เพราะความรู้สึกแบบนั้นผมไม่ชินเอาซะเลย



หัวใจที่เหมือนจะแกว่งและเต้นแรงตลอดเวลาผมก็ไม่ชินกับมันเอาซะเลยให้ตาย!







แล้วความรู้สึกนี้มันก็เดินต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ผมก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรและหาทางแก้ไขไม่ได้ ตราบจนแม้ผมจำต้องเข้าไปเผชิญหน้ากับเจ้าตัวการที่ทำให้ผมเกิดอาการแบบนี้ตามลำพังอีกครั้ง เหตุก็เพียงเพราะแค่ว่าไอ้เจ้าชายมันกำลังป่วยนอนซมอยู่ในห้อง และคนที่พี่ฮีชอลตราหน้าว่าควรจะมาดูแลมันมากที่สุดก็คือผม



เพียงเพราะแค่ข้าวเย็นมื้อนั้นมื้อเดียว ไม่สิ จากคำพูดพี่ฮีชอลแล้วคือแค่หลายมื้อเท่านั้น(?)แท้ๆ ที่ทำให้ผมต้องมายืนกดออดหน้าห้องมันอยู่ตอนนี้ ทั้งที่ผมสัญญากับจุนซูเอาไว้ดิบดีว่าจะไปดูละครเวทีที่เจ้านั่นเล่น แต่ด้วยคำพูดของพี่ที่พยายามบอกว่ามันป่วยเพราะผม ทำให้สุดท้ายผมจำต้องพยักหน้ารับหงอยๆ และบอกว่าจะแวบไปหาซีวอนก่อนจะไปดูละครก็ได้



วันอื่นมีไม่เป็น ทำไมมันต้องมาเป็นไข้วันนี้ด้วยนะ วันที่เจ้าโลมาน้อยสุดขี้งกนั่นยอมควักตังค์ซื้อตั๋วรอบปฐมทัศน์ส่งมาให้ เลยทำให้ผมจะไม่ไปก็ไม่ได้อย่างนี้น่ะ



‘วันนั้นซีวอนตากฝนเอาข้าวไปส่งให้นายใช่มั้ย หลังจากนั้นเจ้านั่นก็ไปถ่ายละครต่อทั้งเปียกๆ แบบนั้นก็เลยเป็นหวัดวันนี้ไง นายก็ช่างใจร้ายเหลือเกินนะที่ทิ้งคนป่วยที่ทำอะไรเพื่อนายไปดูละครอย่างสบายใจได้’



นั่นล่ะคำพูดจิกๆ กัดๆ พร้อมด้วยสายตาเหยียดหยามจากพี่ฮีชอล ที่อุ้มเจ้าฮีบอมพร้อมกับที่มองผมด้วยหางตาไปด้วย จนสุดท้ายเมื่อผมรับปากว่าจะแวบไปดูอาการซีวอนก็ได้ พี่ก็ยักไหล่หน่อยๆ ก่อนจะเดินหนีเข้าบ้านไป



‘ก็สมควรจะพูดอย่างนั้นตั้งนานแล้วล่ะ ท่ามากอยู่ได้ ระวังเถอะเล่นตัวมากๆ เข้าเดี๋ยวมันทิ้งนายไปแล้วก็จะมานั่งร้องไห้เสียดายทีหลังหรอก’



และพี่ก็ชอบพูดอะไรกินนัยลึกแบบตัวเองรู้อยู่คนเดียวอีกแล้ว แต่สุดท้ายหัวหน้าวงก็เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยและเอาทั้งยาทั้งข้าวกล่องมายัดใส่มือให้ พร้อมกับพูดฝากฝังให้ผมดูแลคนป่วยอย่างนั้นอย่างนี้ และพอเห็นผมอ้าปากจะถามว่าทำไมพี่ไม่ไปเองจะลำบากมาสอนผมทำไม พี่ก็รีบพูดแทรกขึ้นมาก่อนแล้ว



“เพราะพี่มีนัดต่อจากนี้เลยไปเองไม่ได้ ดังนั้นต้องฝากนายแล้วนะฮยอกแจ ซีวอนเป็นคนแข็งแรงไม่ค่อยป่วย แต่ถ้าป่วยเมื่อไหร่อาการจะหนักมาก ฮยอกแจดูแลเพื่อนด้วยนะ”



คำพูดอ่อนโยนที่มาพร้อมสายตาเป็นห่วงเป็นใยเสมอนี้จะให้ผมทำอะไรได้ นอกจากทำหน้าหงอยและก้มหน้ารับคำแต่โดยดี



“ครับ”





และเพราะอย่างนั้นตอนนี้ผมถึงมายืนอยู่หน้าห้องไอ้เจ้าชายอย่างนี้นี่ล่ะ แต่ยังไม่ทันจะได้เคาะห้องหรือกดออดหรอก อยู่ดีๆ บานประตูตรงหน้าก็เปิดออกมาก่อนแล้ว



ใบหน้าที่แดงเรื่อเพราะพิษไข้ กับสภาพที่ร่างกายของเจ้ายักษ์เต็มไปด้วยเหงื่อ ทำให้อารมณ์หงุดหงิดมันค่อยๆ ลดลง และยิ่งคิดว่าที่เจ้านี่เป็นอย่างนี้เพราะตัวเองจริงๆ ผมก็รู้สึกผิดจนเผลอก้มมองรองเท้าตัวเองไม่กล้าสบตามัน



ซักพักใหญ่นั่นล่ะที่เจ้าของห้องจะพูดอะไรออกมา ทั้งๆ ที่ยังยืนขวางประตูอยู่อย่างนั้น



“พี่ฮีชอลโทรมาบอกว่านายจะมา แต่เห็นวันก่อนพี่จองซูบอกว่านายจะไปดูละครเวทีของจุนซูวันนี้ใช่มั้ย? ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอก อยากไปดูละครก็ไปเถอะ”



น้ำเสียงเรียบๆ อย่างนั้นทำให้ผมเงยขึ้นมองคนพูดอย่างแปลกใจ ไม่เคยเลยซักครั้งที่ผมมาบ้านนี้แล้วซีวอนจะไม่ต้อนรับ แต่วันนี้เจ้ายักษ์กลับยังยืนขวางประตูไว้ไม่ยอมให้ผมเข้าไป



“แต่พี่จองซูฝากให้ฉันมาดูนาย แล้วยังทำข้าวต้มมาให้ด้วย ถอยไปสิ ฉันจะไปอุ่นให้นายกินจะได้กินยาไง”



“ไม่ต้องหรอก ฉันดูแลตัวเองได้ กลับไปเถอะ”



“ไม่ได้นะ! ถ้าฉันไปพี่ฮีชอลก็ต้องรู้แล้วเอามาบ่นฉันแน่ว่าไม่รักษาสัญญา ยังไงฉันก็ต้องให้นายกินข้าวกินยาให้ได้ ถอยไปสิ”



“ฉันกินเองได้น่า นายนั่นแหละจะไปดูละครไม่ใช่รึไง ถ้าไม่รีบไปเดี๋ยวก็สายหรอก”



“แต่ฉันรับปากพี่ๆ มาแล้ว แค่อุ่นให้นายกินแป๊บเดียวก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก ถอยไป...”



“งั้นถ้าฉันไม่บอกพี่ก็พอแล้วใช่มั้ย? ถ้านายห่วงแค่เรื่องนั้นฉันจะช่วยปิดพี่ให้ก็ได้ ดังนั้นอยากไปไหนก็ไปเถอะ!”



น้ำเสียงที่เน้นหนักขึ้นทำให้ผมเผลอเงยหน้าขึ้นมองคนพูดอย่างแปลกใจ ก่อนจะรีบก้มหน้าหนีเมื่อสบกับดวงตาสีดำที่สื่ออะไรๆ ออกมาหลายอย่างจนผมไม่กล้าสบด้วย



แต่การกระทำนั้นของผมคงทำให้ซีวอนเข้าใจอะไรๆ ไปอีกทาง เพราะเจ้ายักษ์ก็ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพูดออกมาเรียบๆ



“ไปเถอะฮยอกแจ ฉันสัญญาว่าจะไม่บอกอะไรพี่ฮีชอลให้นายต้องโดนดุหรอก ถ้ายังโกรธฉันอยู่ก็ไม่ต้องฝืนมาดูฉันก็ได้ ไม่ต้องฝืนมามองหน้าฉันก็ได้ ฉันไม่บังคับใจนายหรอก”



“โกรธอะไร? ฉันไม่ได้โกรธอะไรนายนี่?”



“ถ้าไม่ได้โกรธทำไมนายถึงหลบหน้าฉันล่ะ ถ้าไม่ได้โกรธทำไมถึงทำเหมือนฉันไม่มีตัวตนล่ะ! มองหน้าฉันแล้วตอบมาชัดๆ ซิว่าที่ผ่านมานายไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นน่ะ!”



น้ำเสียงที่เน้นหนักขึ้นเรื่อยๆ กอปรกับความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างของคนป่วย ทำให้ผมเผลอก้มหน้าหลบตาอย่างไม่รู้ตัว ผมไม่ชินกับซีวอนในรูปแบบนี้เลย ซีวอนที่ตวาดใส่ผมหน้าลิฟต์ตอนที่ผมจะเมมเบอร์แชอึนให้ ซีวอนที่ดุผมตอนผมตกลงมาจากต้นไม้ และซีวอนในวันนี้



ผมไม่ชินเอาซะเลยจริงๆ นะ ซีวอนปกติต้องเป็นคนขี้เล่น ขี้เก๊ก แต่ก็ใจดีกับผมมากๆ สิ



“เอาล่ะ ถ้ายอมรับแล้วนายก็กลับไปได้แล้ว ป่วยแค่นี้ไม่ทำให้ฉันตายง่ายๆ หรอกน่า แล้วฉันก็จะช่วยโกหกพี่ฮีชอลให้นายด้วย”



“...ไม่...”



“ถ้าไม่รีบออกเดี๋ยวก็ดูละครไม่ทันหรอก ฉันจะปิดประตูแล้ว กลับดีๆ ล่ะ”



“....ฉันไม่ได้....”



“ราตรีสวัสดิ์ฮยอกแจ”



“เดี๋ยวซีวอน! ฉันไม่ได้โกรธอะไรนายนะ!”



คำพูดร้อนรนของผม และการที่มือผมผวาไปดันประตูเอาไว้ทำให้ซีวอนมองอย่างสงสัย ตาดำๆ หรี่ลงจ้องผมนิ่งๆ เหมือนไม่เชื่อ ในขณะที่ผมก็รีบละล่ำละลักอธิบายต่อ



“ก็...ก็ไม่มี...ไม่มีเรื่องอะไรที่ฉันจำเป็นต้องโกรธนายนี่ ทำไมนายถึงเข้าใจอย่างนั้นล่ะ พวกเราเป็นเพื่อนกันนะ ฉันจะไปโกรธนายได้ยังไง”



คำพูดของผมพร้อมๆ กับการที่พยายามยิ้มกว้างให้ ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย เพราะเจ้ายักษ์กระตุกมุมปากยิ้มๆ นิดๆ เหมือนไม่ใส่ใจ ก่อนจะก้มลงสบตากับผมนิ่งๆ



“ฉันเคยบอกนายแล้วใช่มั้ย ถ้าไม่เอาก็ให้บอกมาตรงๆ ฉันเคยอยากจะช่วยเล่นบทเพื่อนสนิทให้นายสบายใจต่อไปเรื่อยๆ อย่างนี้อยู่หรอกนะ แต่เห็นนายวันนี้ฉันรู้แล้วว่ามันไม่ต่างอะไรกับการหลอกตัวเอง! เรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้วฮยอกแจ ถ้านายไม่คิดอะไรจริงก็คงไม่หลบหน้าฉันอย่างนั้นหรอก ไม่รังเกียจฉันขนาดนั้นหรอก! ถ้าแม้แต่นายก็ยังทำตัวเป็นเพื่อนที่ไม่คิดอะไรเลยไม่ได้ ก็อย่ามาคิดว่าฉันจะทำมันได้!”



สัญญาณในตัวกำลังร้องเตือนอะไรบางอย่าง อะไรบางอย่างที่ถ้าผมไม่รีบหยุดตอนนี้เหตุการณ์มันก็จะก้าวไปข้างหน้าในรูปแบบที่ผมหวาดกลัวอยู่ลึกๆ ในใจมาโดยตลอดแน่ แต่ถ้าผมหยุด อะไรบางอย่างนั้นก็กำลังบอกเช่นกันว่าผมกำลังจะเสีย ‘เพื่อนสนิท’ คนสำคัญไป



ผมกำลังจะเสีย ‘ซีวอน’ ไป



ผมยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้หรอก



“ทำได้สิ ฉันทำได้! พวกเราเป็นเพื่อนกันมาตั้งนานแล้ว และก็จะเป็นต่อไปเรื่อยๆ ด้วย! ฉันอาจจะแค่เหนื่อยเลยไม่ค่อยได้คุยกับนายเหมือนเดิมแค่นั้นเอง แต่หลังจากนี้ฉันจะโทรหานายทุกวันเหมือนเดิมนะ จะมาหานายบ่อยๆ อย่างนี้ด้วย ก็แค่ทำเหมือนๆ เดิมเองนี่ ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนไปเลย”



“ไม่เปลี่ยนเหรอฮยอกแจ? ทุกอย่างที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงบ้างเลยรึไง!”



เสียงตวาดของซีวอนทำให้ผมสะดุ้งนิดหน่อย ก่อนจะกระหวัดคิดไปถึงความอุ่นร้อนที่ริมฝีปากในวันนั้น แต่แค่คิดไปถึงผมก็รีบสะบัดมันทิ้งออกไปจากหัวในทันที



นั่นมันแค่จูบแบบเพื่อน แบบเพื่อน แบบเพื่อน และแบบเพื่อน!



พวกเราเป็นเพื่อนกัน พวกเราเป็นเพื่อนสนิทกัน! ซีวอนเป็นเพื่อนของผมและจะอยู่กับผมตลอดไป



จะอยู่ข้างผมตลอดไป!



“ใช่แล้ว ก็เราเป็นเพื่อนกันไงล่ะ เพราะเราเป็นเพื่อนกัน ดังนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย”



น้ำเสียงกระตือรือร้นของผมกลับตรงข้ามกับท่าทางเย็นเยียบของซีวอนที่จ้องผมเหมือนไม่อยากเชื่อสายตา ก่อนที่คนตรงหน้าจะเงยหน้าขึ้นหัวเราะดังๆ จนผมตกใจและไม่เข้าใจ แต่เมื่อหน้านั้นก้มกลับลงมาจ้องผม ผมกลับเห็นรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าที่แสดงความเจ็บปวดของชเวซีวอน



“ฉันเคยคิดว่าอยู่อย่างนี้กับนายต่อไปก็ได้ เป็นเพื่อนกันอย่างที่นายต้องการก็ได้ เก็บทุกอย่างเอาไว้ตลอดไปก็ได้”



“..........”



“แต่นั่นไม่ได้หมายถึงการที่นายทำเป็นลืมตัวตนของฉัน และโยนความรู้สึกของฉันทิ้งอย่างนี้ ฉันพร้อมที่จะอยู่ข้างๆ นาย แต่ไม่ได้พร้อมที่จะหลอกตัวเอง...หลอกความรู้สึกของตัวเองได้เหมือนที่นายกำลังทำ!”



“..........”



“ดังนั้นถ้านายรับฉันตอนนี้ไม่ได้ก็จบมันซะ! จบทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างเราซะ! ถ้านายต้องการเพื่อนที่บริสุทธิ์ใจกับนายทุกอย่างฉันให้นายไม่ได้หรอกฮยอกแจ!”



คำพูดแผดก้องของซีวอนทำให้ผมตัวชาวาบ ก่อนที่จะรีบดันประตูตรงหน้าเอาไว้เมื่อเจ้าของห้องกำลังจะปิดมันใส่หน้าผมอีกครั้ง ทำไมเรื่องมันถึงแย่ขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้นะ แค่พวกเราจะเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมตลอดไปทำไมมันถึงยากขนาดนี้ล่ะ



“เดี๋ยวก่อนสิซีวอน ฟังฉันพูดก่อน ฉันไม่อยากเลิกคบกับนายนะ แล้วพวกเราก็เป็นเพื่อนกันนี่ พวกเราเป็นเพื่อนกันนะซีวอน นายจะทำอย่างนี้ไม่ได้นะ”



“...............”



“ก็แค่ทำทุกอย่างเหมือนๆ เดิมแค่นั้นเอง นะซีวอน แค่นั้นเอง ก่อนหน้านี้เราก็เป็นเพื่อนกันมาแบบนี้ตลอดนี่ ทำไมตอนนี้จะเป็นต่อไปไม่ได้ล่ะ แค่ทำให้ทุกอย่างเหมือนๆ เดิมเองนะ....”



หน้าขาวๆ ของไอ้เจ้าชายมองหน้าผมนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น ผมจึงยิ่งพยายามยิ้มให้ ทั้งๆ ที่ในใจตอนนี้กำลังหวาดกลัวเต็มทีแล้ว ผมแทบไม่เคยเห็นซีวอนเป็นแบบนี้จริงๆ นะ



“...ได้โปรดซีวอน ทำให้ทุกอย่างมันเป็นเหมือนเดิม ...เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมเถอะนะ....”



หลังจากผมพูดจบ ไอ้เจ้าชายก็เหมือนจะเงยหน้าหนีไปทางอื่น และเราก็เงียบไปด้วยกันอึดใจใหญ่ๆ สุดท้ายซีวอนถึงหันกลับมามองผมและกระตุกยิ้มๆ แปลกๆ ทั้งสายตารวดร้าวมาให้



“ได้สิฮยอกแจ ‘เหมือนเดิม’ ใช่มั้ย? ได้ งั้นฉันจะทำ ‘เหมือนเดิม’ ให้นายดูอีกครั้งก็ได้ มาดูกันซิว่าคราวนี้นายจะยังอยากให้เราเป็นเพื่อนกันและจะทำเป็นไม่รู้เรื่องได้อยู่อีกมั้ย!”



ขาดคำเสียงตวาดดังก้องห้องโถงทางเดินนั้น มือผมที่ดันประตูอยู่ก็โดนมือใหญ่ๆ ของไอ้เจ้าชายคว้าข้อมือเพื่อกระชากเข้าไปในห้อง เสียงประตูที่ปิดตามหลังมาพร้อมๆ กับตัวผมที่ถูกผลักจนหลังแนบติดไปกับประตูบานนั้น แต่พอหายมึนและจะเงยหน้าขึ้นอ้าปากถาม ใบหน้ากร้าวคมที่ก้มลงมาหาอย่างรวดเร็วผมก็ตกใจจนเกินกว่าจะเบี่ยงหน้าหลบทัน



ไม่เหมือนตอนอยู่ในชิงช้า จูบคราวนี้แตกต่างจากตอนที่อยู่ในชิงช้าสวรรค์นั้นลิบลับ



เมื่อปากหยักๆ ที่ผมเคยนึกชมนั้นบดเบียดลงมาอย่างรวดเร็วและหนักหน่วงจนปากแทบชา เมื่อสติเริ่มกลับมาและสำนึกได้แล้วว่าซีวอนกำลังทำอะไร มือผมก็พยายามทั้งดึงทั้งผลักและดันร่างหนาๆ ตรงหน้าออก



แต่เพราะร่างนั้นหนาเกินไป ใหญ่เกินไป และแรงเยอะมากเกินไป แรงของผมจึงไม่จะแม้แต่ทำให้ซีวอนชะงักเลยสักนิด ตรงกันข้าม การกระทำของผมกลับเหมือนตัวช่วยเร่งให้ซีวอนเบียดหน้าลงมาคลุกเคล้ากับหน้าผมมากขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ผมจะพยายามหันหน้าหนีและเอ่ยห้าม แต่ริมฝีปากร้อนจัดก็ตามมาดูดกลืนริมฝีปากผมได้ทุกครั้งไป



“อื้อ...ซี...อื้อ...หยุดนะ...ฉันบอกให้.....อ้ะ....”



และเสียงแปลกๆ ก็หลุดออกมา เมื่อผมรู้สึกได้ถึงมืออุ่นๆ ที่แทรกเข้าไปในขอบกางเกง



ตาผมเบิกกว้างขึ้น พร้อมๆ กับที่พยายามดึงมือใหญ่ๆ นั้นออก แต่แรงผมก็ทำอะไรซีวอนไม่ได้เช่นเคย และเมื่อมือนั้นแทรกลึกเข้าไปในชั้นในและกอบกุมเอาไว้หนักๆ แค่ซีวอนดึงรั้งเบาๆ แค่นั้น ตัวผมก็กระตุกและอ่อนแรงลงไปทั้งตัวแล้ว



มือผมจึงทำได้แค่เกาะเกี่ยวบ่ากว้างๆ นั้นเอาไว้กันทรุดตัวลงไป พร้อมๆ กับที่ขยำเสื้อของซีวอนซะจนมันยับยู่ยี่คามือ เมื่อประจุไฟฟ้าที่วิ่งพล่านไปทั่วร่างกำลังทำลายเรี่ยวแรงที่มีของผมลงทีละนิดๆ



ไม่มีเสียงร้องห้ามจากผมเล็ดลอดออกไป เพราะไอ้เจ้าชายดูดกลืนคำพูดของผมเอาไว้ในปากตัวเองจนหมดสิ้น ลมหายใจที่กำลังจะเลือนหายทำให้ผมพยายามพลิกหน้าออกหนีให้ได้ แต่แค่ไอ้เจ้าชายมันเอียงหน้าตามและบดปากตัวเองลงมาหนักๆ แค่นั้นก็หยุดผมได้แล้ว นับประสาอะไรกับเมื่อมันเอาลิ้นแทรกลึกเข้ามา แค่นั้นสติผมมันก็กระจัดกระจายจนกู่ไม่กลับไปเรียบร้อยแล้ว



ยิ่งเมื่อฝ่ามือนั้นรวบความอุ่นร้อนของผมหนักๆ และฉุดกระชากอย่างไม่ปราณี ความร้อนรุ่มที่แผดเผาไปทั่วร่างกายถูกระบายออกมาด้วยการดิ้นรนทุรนทุรายภายใต้ร่างหนักๆ ของไอ้เจ้าชาย และน้ำตาสายเล็กที่กำลังไหลอาบแก้ม เพราะผมไม่รู้จะทำอะไรที่ดีไปกว่านั้น



“อึก....อื้อ....ปละ...อื้ออออ!!!”



มือผมเกาะเกี่ยวแผ่นหลังกว้างๆ เอาไว้แน่น และจิกเล็บลงไปหนักๆ เมื่อปลายลิ้นร้อนๆ ตวัดรัดเกี่ยวลิ้นผมในปากผม หรือเมื่อมือนั้นบดขยี้ส่วนปลายราวกับจะเร่งอะไรให้ออกมาให้ได้ ผมเคยช่วยตัวเอง บ่อยด้วย ตอนที่นั่งดูหนังเอวีพวกนั้นไปและทำไป



แต่ความรู้สึกตอนนั้นมันไม่ได้สุขสมจนเกือบใกล้ตายเหมือนอย่างตอนนี้!



และผมก็เพิ่งจะรู้ว่าจูบในชิงช้าที่ว่าหนักแล้วมันเทียบไม่ได้เลยกับตอนนี้ ที่ผมรู้สึกเหมือนซีวอนกำลังจะกลืนผมลงไปได้อยู่แล้ว ปากหยักๆ ที่แสนน่ากลัวนั้นละขึ้นมาเป็นครั้งคราวเพื่อให้ผมได้หอบหายใจ ก่อนจะแนบลงมาหนักๆ ใหม่และคอยบดเบียดพร้อมกลืนกินริมฝีปากผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลิ้นของผมถูกรุกรานกระทั่งในปากตัวเองและก็ไม่รู้จะเอามันหนีลิ้นอีกคนยังไงได้ แม้กระทั่งส่วนล่างของร่างกาย ฝ่ามืออุ่นๆ ที่ห้อมล้อมและคอยฉุดรั้งเป็นจังหวะก็กำลังทำให้ผมเผลอขยับสะโพกเข้าหา ทั้งๆ ที่การทำอย่างนี้ทำให้ผมอายจนแทบบ้าอยู่แล้ว



แต่ผมก็หยุดมันไม่ได้ ผมหยุดร่างกายตัวเองไม่ได้พอๆ กับที่หยุดซีวอนตอนนี้ไม่ได้!



ซีวอนคนที่ผมไม่รู้จัก ซีวอนคนที่เชี่ยวชาญเรื่องแบบนี้ และซีวอนคนที่กำลังปล้ำจูบผมจนแทบหายใจไม่ออกคนนี้



ผมไม่รู้จัก! ไม่รู้จัก! ไม่รู้จัก!



ขณะที่ความร้อนที่แผดเผาร่างกำลังเดินทางมาสู่ทางออก ร่างกายผมก็เหยียดเกร็งและเร่งสะโพกเข้าหาฝ่ามือของซีวอนอย่างลืมอาย ในขณะที่เล็บผมจิกเข้าไปที่แผ่นหลังนั้นแน่นและกรีดเสียงร้องออกมาเมื่อความร้อนจัดพวกนั้นถูกระบายออกมาจนหมดตัว



แต่ก็อย่างเคยที่เสียงของผมถูกดักเอาไว้ด้วยริมฝีปากที่แสนน่ากลัว ที่ตอนนี้ผละมาไล้เลียหยาดน้ำตาของผมออกให้ ในขณะที่มือใหญ่ๆ ก็ไล้ไปทั่วผิวด้านล่างและเก็บเอาหยาดน้ำอุ่นๆ พวกนั้นออกให้เหมือนกัน



ตราบจนพอจะหายใจหายคอได้นั่นล่ะ ที่สติและเรี่ยวแรงเริ่มกลับมา หมัดผมก็ถูกเหวี่ยงออกไปก่อนจะทันรู้ตัวด้วยซ้ำ



ผลัวะ!!



เพราะคนที่ผมชกไม่ได้หลบ หมัดของผมเลยกระทบเข้ากับแก้มขาวๆ นั้นอย่างจัง และมันก็เรียกรอยสีแดงช้ำปื้นใหญ่ให้โผล่บนนั้นได้ทันใจดีนัก



ผมไม่เคยทำร้ายซีวอน หรือทำร้ายใครแบบตั้งใจมาก่อน แต่ถึงแม้นี่จะเป็นครั้งแรก ผมก็ไม่รู้สึกผิดที่ได้ทำมันลงไป ภาพของไอ้เจ้าชายที่หน้าสะบัดไปตามแรงชกของผมกำลังพร่าเพราะหยาดน้ำที่เอ่อล้นอยู่ในตา ผมจึงต้องรีบปาดมันทิ้งแรงๆ เพื่อจ้องสบกับคนตรงหน้าอย่างเจ็บช้ำ



ที่ซักพักเมื่อเจ้านั่นหันมาสบตากับผม กลับกระตุกมุมปากยกยิ้มเหมือนเย้ยให้ด้วยซ้ำ



“ชกฉันทำไม? นายก็ดูมีความสุขดีนี่ ปล่อยออกมาเต็มมือฉันซะขนาดนั้น หรืออยากให้ฉันทำอะไรที่มันมากกว่านั้นรึเปล่า?”



ซีวอนที่ประชดผมด้วยถ้อยคำร้ายกาจพวกนี้ ผมไม่รู้จัก!



“ทำ..ฮึก...ทำไม...อึกก...แบบนี้...ฮึก....ทำไม!”



คำพูดทั้งที่ตัวสั่นของผมกลับทำให้ซีวอนยิ้มกว้างกว่าเดิม เมื่อเจ้านี่เอาท่อนแขนใหญ่ๆ ล้อมกรอบผมเอาไว้กับบานประตู พร้อมกับก้มหน้าลงมาพูดยิ้มๆ ให้ด้วย



“ทำไมล่ะ? ก็แล้วมันต่างกับที่ผ่านมาตรงไหน? ก็แค่ช่วยเหลือกันเล็กๆ น้อยๆ ‘แบบเพื่อน’ ก็ไม่น่าจะมีอะไรเลยนี่นาจริงมั้ยฮยอกแจ?”



คำพูดทุกคำของซีวอนตอนนี้กลับไม่อบอุ่นเหมือนทุกคราว เมื่อยิ่งซีวอนพูด น้ำตาของผมมันกลับยิ่งไหลทะลักลงมาเรื่อยๆ ยิ่งซีวอนยิ้มมากเท่าไหร่ หัวใจผมก็ยิ่งบีบตัวจนเจ็บมากเท่านั้น



“หรือถึงถ้าฉันลากนายขึ้นเตียงตอนนี้มันจะแปลกไปตรงไหนล่ะ? ที่ต่างประเทศยังมีคำว่าเซ็กส์เฟรนด์เลยนี่? ถ้าพวกเราจะเป็นแบบนั้นก็ไม่เห็นแปลกเลยสักนิดใช่มั้ย?”



“ไม่...ฮึก...ไม่ใช่...นั่นไม่ใช่...ฮึก...เพื่อนแล้ว...”



“ทำไมจะไม่ใช่? นายพูดเองนี่ว่าอยากให้พวกเราเป็นเพื่อนกันต่อไป ฉันทำ ‘เหมือนเดิม’ อย่างที่ผ่านๆ มาก็ได้ งั้นฉันจะทำเหมือนอย่างนี้ เหมือนอย่างที่จูบนายบนชิงช้าบ่อยๆ ก็ได้ถูกมั้ย?”



“ไม่จริง...ฮึก....แบบนั้นไม่ใช่...ฮึก...ไม่ใช่....”



ยิ่งซีวอนพูดตัวผมก็ยิ่งสั่นหนักขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับที่ส่ายหน้าปฏิเสธแรงๆ แต่ซีวอนกลับไม่สนใจน้ำตาของผมเหมือนทุกคราว เพราะก็ยังปล่อยคำพูดร้ายกาจพวกนั้นออกมาอีก



แต่คงเพราะน้ำตาที่มันไม่หยุดไหล ผมเลยไม่เห็นสีหน้าของคนพูดว่าก็เจ็บช้ำไม่ได้ต่างไปจากผม



“ทำไมถึงไม่ใช่ล่ะ? นายเป็นคนบอกเองนะว่าทำได้ งั้นฉันก็จะทำเหมือนอย่างที่นายบอกไง นายก็แค่บอกตัวเองซะว่าเรายังเป็นเพื่อนกันเหมือนที่นายชอบทำมันก็จบแล้วนี่”



“ไม่! มันไม่ใช่...แบบเพื่อน...ฮึก...ไม่ใช่...ฮึกๆ...นายไม่ได้เป็นแบบนี้...ฮึก...ต้องไม่เป็นแบบนี้...”



“ฉันก็คือฉันฮยอกแจ อย่ายัดเยียดฉันให้คนอื่น และอย่ายัดเยียดคนอื่นในหัวนายให้เป็นตัวฉัน! ถ้านายหลอกตัวเองอีกต่อไปไม่ได้ก็ให้ทุกอย่างมันจบ ไม่งั้นก็อยู่กันแบบนี้ต่อไปนั่นล่ะ”



“ฮึก...ไม่จริง! ไม่จบ! นายไม่ใช่...ฮึก...ไม่ใช่ซีวอนที่ฉันรู้จัก...ฮึก...ซีวอนไม่ได้เป็นแบบนี้ ฮึก...ซีวอนเป็นเพื่อนฉัน...ฮึกๆๆๆ....ไม่ได้เป็นแบบนี้...ฮึกๆๆ...จะไม่พูดกับฉันอย่างนี้!”



“งั้นก็รู้อะไรไว้อย่างนึงนะฮยอกแจ เผื่อมันอาจจะช่วยให้ทุกอย่างชัดเจนและทำให้นายตัดสินใจได้ซะที....”



“............”





“ฉันเองก็ไม่ได้คิดว่านายเป็นเพื่อนมาตั้งนานแล้ว!”




คำพูดตวาดเสียงดังลั่นห้องได้มาเป็นดวงตาเบิกโพลงและปากที่อ้าค้างอย่างตกใจของผม และซีวอนก็ไม่ได้จะสนใจมันหรอก เพราะหน้าดุๆ นั้นก็ก้มลงมาพูดจนชิดกับหน้าผม ด้วยคำพูดที่เน้นน้ำเสียงหนักลงไปในทุกๆ ประโยค



“นี่คือตัวฉัน...คือทั้งหมดที่เป็นตัวฉัน! ถ้านายรับมันไม่ได้ก็ไม่ต้องมายุ่งกับฉันอีก เพราะฉันก็เล่นเป็นเพื่อนกับนายอีกต่อไปไม่ได้แล้วเหมือนกัน! ถ้านายอยากให้ฉันอยู่ข้างๆ เหมือนเดิมก็ต้องยอมรับความรู้สึกของฉัน แต่ถ้ารับมันไม่ได้ก็หายหัวไปจากชีวิตฉันอย่างที่นายชอบทำซะ! เพราะไม่งั้นฉันก็ไม่รับประกันหรอกนะว่าจะทำแบบเมื่อกี้หรือมากกว่านี้อีกทีเมื่อไหร่ เพราะถ้านายยังอยู่ใกล้ๆ ฉันก็จะไม่ห้ามตัวเองอีกต่อไปแล้ว!”



ในขณะที่ผมกำลังยืนตัวแข็งค้างอย่างตกใจและมองคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ร่างหนาๆ ข้างหน้าก็เบือนหน้าหนีไปถอนหายใจหนักๆ และผละออก ก่อนจะดึงตัวผมออกมาเพื่อเปิดประตูออกกว้างพร้อมผลักผมออกไปจากห้อง คำพูดหลังจากนั้นที่คนพูดก็ทำหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกันฝากไว้ ก็ช่วยเรียกสติของผมให้กลับมาพร้อมๆ กับพาน้ำตาที่น่าจะเหือดแห้งไปแล้วไหลทะลักออกมาอีกรอบได้



“ไปซะเถอะฮยอกแจ อยากไปหาคนที่นายรักมากที่สุดก็ไปซะก่อนที่ฉันจะห้ามใจตัวเองไม่ไหว และก็เรื่องอาการป่วยของฉันก็ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันจะไปให้แชอึนดูแลก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกคนคงพอใจแล้วใช่มั้ย นายก็คงพอใจมากแล้วใช่มั้ย? อยากให้ฉันคบกับเธอใช่มั้ยล่ะ? ก็ได้นะ...ถ้าให้จินตนาการให้เธอมาแทนนายก็อาจจะพอได้ ถึงยังไงพวกนายก็เป็นเพื่อนกันและคล้ายกันหลายอย่างด้วยนี่ ถ้าฉันทำอย่างนี้...ถ้าฉันกับแชอึนคบกันตอนนี้ก็คงจะดีกว่าใช่มั้ย?”



หัวใจของผมกำลังบีบตัวจนเจ็บ...เจ็บ....จนหายใจแทบไม่ออก และความเจ็บพวกนั้นก็ถูกระบายออกมาเป็นน้ำอุ่นๆ ที่กำลังเลอะเต็มหน้าและผมก็ไม่มีแม้แต่แรงที่จะเช็ดมันออก



“เพื่อนาย...เพื่อความสบายใจของนาย...ฉันจะคบกับเธอก็ได้ เผื่อบางที ถ้าเธอทำให้ฉันลืมนายได้...ทำให้ฉันลบความรู้สึกพวกนี้ออกไปได้ก็คงจะดี ถ้าวันหนึ่งเรากลับมาเป็นเพื่อนกันจริงๆ ได้เหมือนอย่างที่นายต้องการคงจะดีกับพวกเรามากกว่าใช่มั้ย?”



ผมไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง เพราะแม้แต่เสียงตัวเองผมก็หามันไม่เจอแล้ว แต่ซีวอนเองก็ไม่ได้รอคำตอบจากผม เพราะคนตรงหน้าก็จ้องสบตากับผมนิ่ง ก่อนจะกระตุกมุมปากยิ้มแปลกๆ มาให้





“งั้นฉันจะคบกับเธอ...ฉันจะคบกับแชอึน...แค่นี้นายก็คงจะสบายใจได้แล้วใช่มั้ยอึนฮยอก!”





ปัง!





พร้อมๆ กับคำพูดที่เหมือนกรีดลงไปในหัวใจผมพวกนั้น ประตูบานใหญ่ก็ปิดใส่หน้าผมเสียงดัง และพาให้น้ำอุ่นๆ ร่วงกราวลงไปที่พื้นเพราะผมไม่สนใจจะเช็ดมันอีกต่อไปแล้ว





ทำไมผมต้องมาร้องไห้กับเรื่องแค่นี้ด้วยนะ ทำไมผมต้องร้องไห้กับแค่คำพูดของมันด้วย ทำไมผมต้องร้องไห้เพราะไอ้เจ้าบ้านั่นด้วย!



แค่คิดว่าพวกเราจะไม่ได้เป็นเพื่อนกันอีกต่อไป แค่คิดว่าจะมีเพื่อนเก่าของผมไปยืนอยู่ข้างๆ มันแทนผม ทำไมหัวใจของผมมันต้องอึดอัดขนาดนี้ อึดอัดและเจ็บขนาดที่แม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมาก็ยังทำไม่ได้





ทำไมผมต้องเป็นแบบนี้ด้วย!













โปรดติดตามตอนต่อไป














น่าจะเป็นครั้งที่ 2 ที่ได้ลงท้ายชื่อตอนอย่างนี้

แต่ตอนหน้าก็น่าจะจบภาคแรกแล้วคับทุกคน ดีใจกันใช่มั้ยล่า 555



และถ้าเราจะรวมเล่มเรื่องนี้ มีใครสนใจจะเก็บเป็นเพื่อนเรามั้ยคะ?

ถ้ามีสนใจกันบ้าง ลงตอนหน้าที่ปิดภาคแรก ก็คงจะเปิดจองพร้อมกันเลยนะ ^ ^



Create Date : 18 ตุลาคม 2554
Last Update : 18 ตุลาคม 2554 9:39:12 น. 0 comments
Counter : 230 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ryoshin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ryoshin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.