Group Blog
 
All blogs
 
หิมะ 2/2












หกโมงตรง...

ถึงเวลาแล้วที่ผมต้องออกไปตามนัดซักทีหลังจากขลุกอยู่ในบ้านซีวอนมาทั้งวัน ตอนแรกผมกะว่าจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อที่บ้าน แต่พอซีวอนเข้าไปคุ้นกุกกักในตู้เสื้อผ้า ซักพักก็มีเสื้อพร้อมกางเกงที่ไซส์เดียวกับผมส่งมาให้

“ฉันซื้อเตรียมไว้เผื่อพวกนายน่ะ ก็พวกตระกูลอีก็ตัวประมาณนี้ทั้งนั้นแหละ ถ้าตัวใหญ่กว่านี้ก็คงใส่เสื้อฉันได้”

คำแก้ตัวที่คนพูดก็ลูบหัวแก้เก้อและเหมือนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่นไม่กล้าสบตาตอนผมมองอย่างสงสัยว่าซีวอนมีเสื้อพวกนี้ได้ยังไง

“หรือว่านายคิดว่าฉันซื้อมาใส่เอง?”

คำถามที่วกกลับมาทำให้ผมยิ่งขมวดคิ้วหนักก่อนจะตอบออกไปอย่างกวนประสาทบ้าง

“ก็อาจจะจริงก็ได้ นายอาจจะอิจฉาพวกฉันหรือไม่ก็อยากผูกโบว์อย่างนี้ก็ได้ใครจะไปรู้ หึๆๆๆ คอยดูนะ ฉันจะป่าวประกาศไปทั่วเล้ยว่าเจ้าชายชเวซีวอนแอบซุกชุดน่ารักเอาไว้แอบใส่เล่นอ่ะ ฮ่าๆๆๆๆ”

แปะ!

“โอ้ย! เจ็บนะ! เอะอะอะไรก็อย่ามาดีดหน้าผากชาวบ้านสิ มันเจ็บนะเฟ้ย! เดี๋ยวฉันทำคืนบ้างอย่ามาบ่นล่ะ!”

“ก็เอาสิ...” ยิ้มทะเล้นกวนประสาทนักตอนมันเอ่ยตอบผม แต่แค่ประโยคต่อไปนี้ที่มันพูดออกมาเท่านั้นล่ะที่ทำผมฉุนจนควันแทบออกหู “...ถ้านายดีดถึงน่ะนะเจ้าเตี้ยอีฮยอกแจ~”


“ไอ้ซีวอน! หนอย...ตายซะเถอะ!”


แล้วหลังจากนั้นผมก็วิ่งไล่เตะมันไปทั่วบ้านจนเหนื่อย แต่สุดท้ายมันก็ยินยอมให้ผมดีดหน้าผากกว้างๆ นั่นดีๆ ตอนที่ผมวิ่งตามไม่ทันและเป็นฝ่ายงอนเดินหนีมันซะเอง

แต่สภาพที่กลับกลายเป็นมันกอดเอวผมไว้และให้ผมเกาะไหล่มันเพื่อเขย่งขึ้นไปดีดหน้าผากมันบ้างก็ทำให้ผมสมเพชตัวเองได้เหมือนกันแหละ

คอยดูนะ...กลับมาจากเดทเมื่อไหร่ผมจะซัดนมหนึ่งลิตรเลยคอยดู!



เสร็จจากการใส่ชุดและแต่งตัวเวลาก็เดินเลยหกโมงครึ่งไปแล้ว ผมรีบใส่รองเท้าที่หน้าบ้านพลางสั่งเสียชุดที่ใส่มาเพื่อจะฝากเอาไว้ก่อนผมจะมาเอากลับ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าคืนนี้ผมจะได้กลับมามั้ย ปกติกินข้าวอย่างนี้เสร็จเราก็มักจะไปต่อกันที่บ้านจุนซูแล้วก็เลยนอนที่นั่นไปด้วย แต่ในขณะที่ผมกำลังสั่งนั่นสั่งนี่ฝากนั่นฝากนี่อยู่ดีๆ มือใหญ่ๆ ของไอ้เจ้าชายก็ยื่นมาที่คอเสื้อผม

“โบว์เบี้ยวน่ะ อยู่นิ่งๆ แป๊บสิ”

เสียงทุ้มแปลกๆ ที่ทำเอาผมหยุดชะงักและยืนนิ่งๆ ให้มันผูกโบว์ให้ใหม่ ผมไม่รู้ว่ามันไปหัดผูกมาจากไหน แต่ท่าทางที่จับก็ดูไม่ขัดหูขัดตามากเกินไปสำหรับผู้ชายตัวใหญ่ๆ

“อยู่ที่นู่นทำให้ทงเฮบ่อยน่ะ...” มันแอบมีสัมผัสที่หกรู้ความในใจผมได้ไงก็ไม่รู้ และพอมันผูกโบว์เสร็จมันก็เอียงคอมองแถมเอ่ยชมด้วย

“เสร็จแล้ว...เสื้อตัวนี้เหมาะกับนายจริงๆ ด้วยแฮะ ....น่ารักดี”

คำเอ่ยชมที่ทำให้ผมทำหน้าหงุดหงิดขึ้นมาได้ทันใจ

“หล่อ!”

“หล่อน่ะมันฉัน...อย่างนายต้องเรียกว่าน่ารัก อ้ะๆ อย่าเพิ่งด่านะ นายสายมากแล้วอย่าลืมสิ”

อาการที่นิ้วยาวชี้ที่ข้อมือตัวเองเป็นเชิงเตือนทำให้ผมหยุดปากที่เตรียมด่าคนข้างหน้าลง เข็มนาทีที่เริ่มเดินครบรอบสั่งให้ผมต้องออกจากที่นี่ได้แล้ว แต่พอกำลังจะเปิดประตูออกไป...อะไรบางอย่างทำให้ผมหันกลับไปมองข้างหลังอย่างไม่แน่ใจ


เหมือนกับทุกครั้ง...เจ้านั่นมันยังยืนมองส่งผมอยู่อย่างนั้น


ดวงตาดำสนิทที่ทุกแว่บแรกที่เห็นมันจะทอประกายแปลกๆ ตอนนี้มันก็ยังเป็นแบบนั้น...และเหมือนทุกคราวที่ดวงตาคู่นั้นจะกระพริบและทำหน้ายิ้มกลบกลื่อนมาให้

ซีวอนคือเพื่อนสนิทสำหรับผม...แต่ผมกลับไม่เคยอ่านสายตาตอนนี้ของซีวอนออก

และไม่ใช่แค่ตอนนี้หรอก...มันคือทุกครั้งที่ผมเงยหน้าขึ้นไปเจ๊อะกับซีวอนที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว ผมก็ยังไม่เข้าใจตั้งแต่ตอนนั้นยันตอนนี้นั่นล่ะ

ทว่าผมคงชะงักนานไปหน่อยไอ้เจ้าชายมันเลยบอกผมอีกครั้งว่าไปได้แล้ว แต่พร้อมๆ กับที่มันบอกก็เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นพอดิบพอดี


‘ตะล้าลา...ล้าล้าลา...เจ้าลูกน้องฮยอกแจรับสายได้แล้ว...ล้าลาลาลา...เจ้าลูกน้....’


‘ฮัลโหล ฉันกำลังจะออกไปจุนซู โทษที’

’ไมออกมาช้าจังเลยล่ะ นี่เค้าออกมาตั้งนานแล้วนะ’

‘โทษทีน่า ฉันมีหลายเรื่องต้องจัดการน่ะ แล้วนายอยู่ที่ไหนแล้ว?’

‘กำลังจะถึงร้านแล้ว จริงด้วยสิ...มิคมาด้วยนะ เพราะที่บ้านไม่มีใครอยู่เลยมิคเลยเหงาน่ะ’

‘.........’

‘พวกเราจะกินเท่าไหร่ก็ได้นะฮยอกแจ มื้อนี้มิคบอกจะเลี้ยงแหละ ฉันเก่งใช่มั้ยล่า ชมสิ ชมๆ’

‘.........’

‘ฮยอกแจ...ฮยอก...นายได้ยินเสียงฉันมั้ย?...ได้ยินมั้ยๆๆ...’

‘อ่ะ...อื้อ...ได้ยินสิ...ได้ยิน...ยูชอนมาด้วยเหรอ...เปล่าๆ...ไม่เป็นไร...ฉันไม่ได้คิดมาก..ฉันไม่เป็นไรจริงๆ ..ไม่เป็นไร...’

พร้อมๆ กับที่ผมเอ่ยตอบจุนซูไปอย่างไม่รู้สึกตัว...ร่างของตัวเองที่โดนแขนใหญ่ๆ ของใครบางคนดึงเข้าไปกอดแน่นผมก็เหมือนจะไม่รับรู้เช่นกัน แต่เสียงทุ้มที่ก้มลงมากระซิบข้างหูก็ช่วยฉุดผมออกมาจากอาการยืนถือโทรศัพท์ค้างได้

‘ถ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปหรอก ใช้ฉันเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธจุนซูก็ได้’

คำพูดอ่อนโยนก่อนเจ้านั่นมันจะกอดผมแน่นกว่าเดิมพร้อมกับเลื่อนมือมาซับน้ำอุ่นๆ ที่มันเกาะอยู่บนขนตาออกให้

แต่ไม่ได้หรอก...ผมจะอ่อนแอให้มันเห็นไม่ได้..ไม่งั้นมันคงห่วงผมมากกว่าที่เป็นอยู่แน่

คิดได้ดังนั้นผมก็ตั้งสติตอบโทรศัพท์จุนซูพร้อมๆ กับที่พยายามหันไปยิ้มให้ซีวอน ผมไม่รู้ว่าหน้าผมตอนนั้นแสดงออกไปแบบไหน แต่ใบหน้าหล่อๆ ของไอ้เจ้าชายกลับยังนิ่วหน้าจ้องผมเขม็ง

‘ฮัลโหลจุนซู ฉันไม่ได้เป็นไรน่า เจ้าบ้า...ใครเค้าจะคิดมากด้วยเรื่องแค่นี้เล่า ยังไงยูชอนก็เพื่อนฉันเหมือนกันนี่...เข้าใจน่า...นายก็เป็นเพื่อนสนิทที่สุดเหมือนกัน...โอเค งั้นอีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงเจอกันนะ อย่าเพิ่งกินอิ่มก่อนล่ะ...แล้วเจอกัน...บาย’

กดตัดสายเสร็จผมก็เงยหน้าขึ้นไปยิ้มให้คนตรงหน้า แต่ผมก็คงยังไม่รู้อยู่ดีว่าตัวเองทำหน้ายังไงถึงได้ทำให้ซีวอนยังจ้องหน้าผมอยู่แบบนั้น

‘ฉันไปก่อนนะ เรื่องแค่นี้เองฉันชินแล้วล่ะ ไม่เป็นไรหรอก แล้วนายล่ะ...เย็นนี้จะกินข้าวยังไง?’

’อืม...ก็คง...โทรนัดแฟนซักคนออกไปดินเนอร์ล่ะมั้ง...ฉันมันสาวตรึมอยู่แล้วนายก็รู้นี่’

‘เออ ได้งั้นก็ดี เสียแรงที่เป็นห่วง! จะทำอะไรก็แอบๆ บ้างล่ะเดี๋ยวก็เป็นข่าวหรอก!’

‘ฮ่าๆๆ มือชั้นนี้แล้วน่า...พูดอย่างนี้หึงรึไง?’

‘ใครเค้าหึงนายกันฟระ! ไม่เอาล่ะ ฉันไม่เถียงกับนายแล้วเดี๋ยวสาย ไปล่ะนะ’

‘อ้ะ...เดี๋ยวก่อนสิฮยอก...ฉันเพิ่งคิดได้’

ทักอะไรบางอย่างเสร็จไอ้เจ้าชายมันก็เดินเร็วๆ กลับเข้าไปในห้อง แล้วไม่นานเกินสิบนาทีมันก็กลับออกมาพร้อมกับผ้าพันคอในมือ

‘ข้างนอกหิมะตกแล้ว ระวังเป็นหวัดด้วยล่ะ’ พูดพลางมันก็ผันผ้าพันคอสีสวยรอบคอผมไปด้วย ท่าทางที่ดูตั้งใจทำให้ผมเผลอมองหน้าหล่อๆ นั้นเพลิน แต่พอมันอ้าปากพูดประโยคต่อไปเท่านั้นล่ะมันก็ยังไม่วายหาเรื่องกวนใจผมได้เหมือนเดิม

‘แล้วถ้านายร้องไห้ขี้มูกโป่งวิ่งหนีกลับมาก็บอกละกัน ฉันจะยอมสงสารยอมทิ้งคู่เดทเพื่อกลับมาปลอบนายก็ได้นะไก่น้อย’

‘เจ้าบ้า! ขอให้นายนั่นแหละโดนผู้หญิงทิ้ง...เออ คนอื่นเค้าไม่ได้เกิดมาหล่อรวยเหมือนนายบ้างก็ให้มันรู้ไป!’

ด่างึมๆ งำๆ กับตัวเองเสร็จผมก็เตรียมเปิดประตูออกไปเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ และคราวนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ผมหันกลับมามองข้างหลังอย่างไม่รู้ตัว


มันเคยมองอยู่ยังไงมันก็มองอยู่อย่างงั้นไม่เปลี่ยนเลย


‘โชคดีล่ะ’

‘อื้อ โชคดีเหมือนกัน ถ้ามีเรื่องอะไรฉันจะโทรหานายนะ’

‘ก็ได้...แต่ถ้าโทรมาช่วงฉันกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกับคู่เดทฉันไม่รับนะ’

‘ไอ้ลามก!’


ปัง!!


ปิดประตูเสร็จผมก็เผลอถอนหายใจอย่างโล่งอกแปลกๆ แต่ไม่ถึงอึดใจผมก็รีบตัดความสับสนทั้งหมดนั่นทิ้งไปซะ

ถึงคิดมากแค่ไหนก็ไม่เข้าใจอยู่ดี...ดังนั้นผมก็ควรใส่ใจกับเหตุการณ์ตรงหน้ามากกว่า ผมจะเอาตัวรอดกลับมาจากการไปเดทกับคู่รักติงต๊องคู่นั้นได้ยังไงล่ะเนี่ย...

เฮ้อ!


..



...


เฮ้อ....

สุดท้ายผมก็คิดไม่ออกและเอาตัวรอดไม่ได้กับสถานการณ์กระอักกระอ่วนนี้ มือผมได้แต่นั่งเขี่ยน้ำแข็งในแก้วเล่นพลางเหม่อมองออกไปข้างนอกปล่อยให้เจ้าคู่รักตรงหน้าเถียงกันไปเถียงกันมา

“อย่าเลือกกินสิจุนซู อันนี้มันก็มีประโยชน์อย่าเขี่ยทิ้งสิ”

“ก็มันเหม็นอ่ามิค ไม่กินได้มั้ยอ่ะ?”

“ไม่ได้! ถ้าอยากตัวโตๆ แข็งแรงๆ ก็ต้องกินมันด้วย เอ้า...อ้าปากสิ...มิคจะช่วยป้อนให้ก็ได้”

น่าแปลกเหมือนกันที่ผมควรจะเจ็บมากกว่านี้จากการเห็นภาพบาดตาต่อหน้าต่อตา แต่สิ่งที่ได้เห็นกลับกระตุ้นให้ผมคิดถึงอะไรบางอย่างที่มันมาช่วยเบี่ยงเบนความสนใจไปได้


‘เพราะกินอย่างนี้น่ะสิตัวถึงไม่โตซักที’

‘แต่ฉันกินเยอะนายก็รู้นี่’

‘กินเยอะแต่ของที่ไม่มีคุณภาพน่ะสิ ขนมงี้ น้ำอัดลมงี้ นี่ล่ะน้าเจอกันกี่ทีๆ นายก็ยังแห้งไม่เปลี่ยนเล้ย!’

พอมันบ่นผมเสร็จมันก็เอาชามบะหมี่ของผมไปเททิ้งก่อนจะลากผมขึ้นรถคันหรูของมันพาขับออกไปที่ร้านอาหารซักร้าน มาถึงแล้วมันก็ไม่กินหรอกมีแต่นั่งมองและสั่งนั่นสั่งนี่เต็มโต๊ะมาให้ผมกิน

‘แล้วทำไมนายไม่กินบ้างล่ะ เอาแต่มาบ่นคนอื่นอยู่ได้’

‘เพราะฉันตัวโตพอแล้วไงล่ะ สูงได้เท่าฉันก่อนเถอะถึงจะมีสิทธิเถียง นั่นล่ะกินเข้าไปซะ กินไม่หมดฉันไม่พากลับบ้านนะ’

ในตอนนั้นผมก็เถียงมันค่อยไม่ออกหรอกเพราะอาหารเต็มปาก และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ช่วงนี้ผมโด๊ปนมแทนน้ำ

แต่ทำไมส่วนสูงของผมถึงไม่ค่อยเพิ่มขึ้นซักทีนะ - -* นี่ร่างกายของผมมันหยุดเจริญเติบโตไปแล้วจริงๆ หรือเนี่ย T^T

คิดอย่างเหนื่อยใจผมก็ยังคงมองออกไปข้างนอกถนน ถึงหิมะจะไม่ตกหนักแต่ก็ตกเรื่อยๆ จนพื้นถนนเริ่มปกคลุมด้วยละอองหิมะสีขาวแล้ว อากาศอย่างนี้แทนที่จะมานั่งให้ตัวเองปวดใจเล่นเป็นถ้าได้ซุกอยู่โปงผ้าห่มอุ่นๆ ก็ไม่ต่างจากสวรรค์เลยล่ะ

ครั้งหนึ่งผมก็เคยทำอย่างนี้ ตั้งแต่ตื่นยันเย็นผมก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงไม่ยอมทำอะไรซักที แม้แต่กินผมยังกินอยู่บนเตียงเลยด้วยซ้ำ จนสุดท้ายเจ้าคนที่กลับมาเยี่ยมบ้านมันทนไม่ไหวมันก็ลากผมลงจากเตียงไปอาบน้ำซะเดี๋ยวนั้น ตอนนั้นล่ะที่ผมสำนึกว่าแรงผมกับมันต่างกันมาก เพราะถึงผมจะดิ้นยังไงจะบิดยังไงสุดท้ายผมก็ถูกบังคับให้ยืนใต้ฝักบัวอยู่ดี แถมยังมีไอ้เจ้าชายสั่งอยู่ข้างนอกด้วยว่าให้ถูสบู่สามรอบก่อนออกมา

‘ถ้าไม่ถึงสามรอบแล้วเลิกล่ะก็ฉันจะเข้าไปช่วยถูนะ!’ เจ้าคนที่อยู่ในห้องน้ำด้วยกันแต่มีผ้าม่านคั่นและแขนเสื้อที่พับขึ้นมาถึงศอกก็เปียกปอนเพราะมันเป็นคนลากผมมายืนตรงนี้และเปิดน้ำให้เองก็ยืนสั่งผมอยู่อย่างนั้นล่ะ จริงอยู่น้ำมันอุ่นแต่ผิวที่มันไม่โดนน้ำมันก็หนาวนะเฟ้ย! ‘ปล่อยให้ตัวเองหมักหมมอยู่กับเชื้อโรคนานขนาดนั้นได้ไงเนี่ย ถ้าเชื้อรางอกขึ้นมาจะทำไงฮึอึนฮยอก!’

แล้วมันก็เอาแต่ยืนบ่นๆ ผมอยู่อย่างนั้นแหละ...บ่นยิ่งกว่าแม่ผมจริงๆ ซะอีก!

อดทนถูสบู่ครบสามรอบเสร็จผมก็เอาผ้าเช็ดตัวพันเอวแล้วเดินออกมาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง แต่พอมันมองปราดไปทั่วตัวผมรอบเดียวเท่านั้นล่ะมันก็ยืนกอดอกสั่งผมใหม่

‘สระผมด้วย!’

โคตรจะฉุนมันเลยเถอะตอนนั้น!

แต่สุดท้ายที่ผมยอมกล้ำกลืนเข้าไปสระผมตามที่มันสั่งและออกมาให้มันพยักหน้าว่าผ่านมันก็กลับเป็นคนที่เช็ดผมและเป่าให้ผมเอง แถมยังเป็นคนที่เข้าไปค้นไปเลือกเสื้อผ้าในตู้ของผมมายื่นให้ใส่ด้วย และรางวัลปิดท้ายที่มันให้ผมที่(ถูกทำให้) ยอมฟังมันดีๆ คือการจะเลี้ยงอะไรก็ได้ที่ผมอยากกิน

อย่างนั้นค่อยน่าหายโกรธหน่อย


และอีกครั้งที่ผมถอนหายใจหน่ายๆ ให้กับตัวเอง หิมะข้างนอกยังคงตกอยู่เหมือนเดิมพอๆ กับที่คู่รักตรงหน้าก็ยังสวีทหวานอยู่เหมือนเดิม ไม่ต่างกันกับที่คู่รักข้างนอกต่างก็เดินจับมือไม่ก็โอบเอวกันเป็นคู่ๆ เพราะลมเริ่มแรงจนละอองหิมะเย็นจัดปลิวคว้างไปทั่วท้องถนน


‘ฉันเกลียดหิมะ เพราะมันทำให้ฉันนึกถึงตอนเป็นเด็กที่นอนป่วยอยู่คนเดียวเพราะพ่อกับแม่ต่างก็เอาแต่ทำงานไม่กลับมาบ้านเลย’

ไม่บ่อยครั้งหรอกที่ไอ้เจ้าชายมันจะพูดเรื่องวัยเด็กออกมาอย่างนี้ แต่สุดท้ายมันก็คงรู้ตัวว่าพูดอะไรเพราะมันหันมายิ้มกลบเกลื่อนให้พร้อมกับเปลี่ยนเรื่อง

‘แต่สุดท้ายทั้งสองคนก็กลับมาล่ะนะ แม้ฉันจะป่วยจนหายป่วยแล้วก็ตาม แต่นั่นก็เพราะพายุหิมะที่ทำให้ไฟลท์บินเลื่อน ทั้งสองคนไม่ผิดหรอก แต่จริงๆ มันก็เป็นอย่างนี้บ่อยๆ จนฉันชินแล้วล่ะ แล้วนายล่ะ..ถ้าเห็นหิมะนายนึกถึงอะไร?’

‘อืม...ก็คง...ตุ๊กตาหิมะล่ะมั้ง...ฉันกับจุนซูเคยแข่งกันปั้นตุ๊กตาหิมะ ใครตัวใหญ่กว่าชนะ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครชนะหรอกเพราะพวกเราก็เอาเจ้าหิมะในตัวตุ๊กตานั่นล่ะมาเขวี้ยงใส่กัน นึกถึงตอนนั้นก็ขำแฮะ’

‘ชีวิตพวกนายน่าอิจฉาจัง’

‘ฮื้อ...น่าอิจฉาตรงไหน วันนั้นนะพอเล่นเสร็จพวกเราก็เป็นไข้กันหนักเลย หน้าหนาวปีนั้นแม่ก็เลยห้ามออกไปเล่นหิมะอีกอ่ะ น่าเบื่อจะตาย’

‘นั่นล่ะที่น่าอิจฉา’

คำพูดมันตอนนั้นผมก็สะดุดใจนิดๆ เหมือนกันแต่ไม่มาก มาคิดได้ทีหลังก็คงเป็นเพราะไอ้เจ้าชายมันเป็นไอ้เจ้าชาย เรื่องปกติธรรมดาของผมคงเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่มันไม่เคยได้สัมผัสล่ะมั้ง

ดังนั้นไม่แปลกหรอกที่ซีวอนจะมีแฟนหลายๆ คน คงยังไม่มีใครที่ถูกใจแต่ก็ยังขาดใครไม่ได้นั่นเอง

อย่างวันนี้มันก็คงออกไปเดทกับผู้หญิงซักคนแล้วก็คงพากลับไปที่ห้อง ผู้หญิงของมันเยอะจะตายไปเมื่อคราวก่อนทงเฮยังเคยโม้ให้ฟังเลย

แต่...ทงเฮเคยโม้ว่าอะไรนะ...เหมือนๆ มันจะแย้งกันแฮะ....


‘เนี่ยนะ ซีวอนอ่ะนั่งลบเบอร์ผู้หญิงออกจากเครื่องเป็นร้อยๆ เบอร์เลยนะ ถามก็ไม่ยอมตอบอ่ะมีแต่ยิ้มแล้วบอกว่าเรื่องของผู้ใหญ่เด็กไม่เกี่ยว เฮ้อ...ไม่เข้าใจเอาซะเล้ยยยย อายุก็เท่ากันแท้ๆ...’

พูดขึ้นมาลอยๆ เสร็จเจ้าตัวเล็กนั่นก็ก้มหน้าไปซัดเค้กตรงหน้าต่ออย่างไม่ใส่ใจอีก ในตอนนั้นผมก็ไม่ค่อยใส่ใจมากเหมือนกันเพราะคิดว่ามันอาจจะเจอตัวจริงแล้ว

แต่คำพูดบางอย่างที่ได้ยินก่อนออกจากบ้านมันก็เริ่มทำให้ผมเอะใจ


‘อืม...ก็คง...โทรนัดแฟนซักคนออกไปดินเนอร์ล่ะมั้ง...ฉันมันสาวตรึมอยู่แล้วนายก็รู้นี่’


มันจะเอาเบอร์มาจากไหนล่ะในเมื่อไอ้เจ้าชายมันคงลบออกไปหมดแล้วเหมือนที่ทงเฮว่า

หรือว่ามันจะไปจีบเอาข้างหน้า...แต่มันหล่อนี่...หว่านเสน่ห์ให้ผู้หญิงซักคนคงไม่ยากสำหรับชเวซีวอนหรอก ตอนนี้มันอาจจะกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มอย่างที่มันว่าจริงๆ ก็ได้ โทรไปก็อาจจะโดนด่ากลับมาซะเปล่าๆ

คิดปลอบใจตัวเองอย่างนั้นก็จริงแต่ผมก็รู้ดีว่าบางอย่างมันตะหงิดๆ อยู่ในใจ จนสุดท้ายผมก็ทนไม่ไหวที่ต้องหยิบโทรศัพท์ออกมา


“ว่าไงเจ้าไก่น้อย”

“ซีวอนไปที่นั่นมั้ยทงเฮ?”

“ไม่เห็นนี่ ซีวอนไม่ได้อยู่กับนายเหรอ...อ๊า...เจ้าเด็กบ้าคยูอย่าเอาชามนั้นไปนะ นั่นของฉันนะ! แค่นี้ก่อนนะฮยอกแจ ถ้าจะกลับมาบ้านก็บอกนะจะเหลือกับข้าวไว้ให้”

“อื้อ”

แล้วผมก็กัดตัดสายไปด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ผมควรจะโล่งใจที่ตัวเลือกที่เหลืออยู่และน่าจะเป็นอย่างนั้นมากที่สุดคือซีวอนออกไปเดทเหมือนกัน แต่ลางสังหรณ์บางอย่างมันก็ทำให้ภาพผู้ชายตัวใหญ่ที่นั่งเหงาอยู่คนเดียวลอยเข้ามาในหัว

ผมกำลังรู้สึกเหมือนผมทิ้งมันเอาไว้ยังไงไม่รู้


“มี...หยับๆ...มีอะไรเหรอฮยอกแจ?”

ใบหน้าน่ารักของคนที่ผมคิดเกินเพื่อนเงยหน้าขึ้นมาถามทั้งๆ ที่ยังมีอาหารที่อีกคนป้อนให้อยู่เต็มปาก ผมหลุบตามองโต๊ะอย่างลังเลใจแต่ท้ายที่สุดผมก็เงยขึ้นมาจ้องหน้าจุนซูอย่างตัดสินใจเด็ดขาด

“ถ้าฉันกลับก่อนนายจะโกรธมั้ย?”

หน้านั้นค้างนิ่งไปในทันทีแล้วเม้มปากแน่นพร้อมมองผมอย่างตัดพ้อนิดๆ ด้วย นั่นยิ่งทำให้ผมไม่สบายใจจนต้องรีบโกหกออกไป

“ก็คือ...ซีวอน...ซีวอนกำลังป่วย ไม่สบายอยู่คนเดียวที่คอนโด ฉันรู้สึกไม่สบายใจเลยที่ทิ้งซีวอนเอาไว้”

ยังไม่มีคำพูดอะไรจากปากแดงแจ๋หรอกแต่ที่ผมเห็นคือน้ำใสๆ กำลังคลอที่ตาหยีๆ ของจุนซู

คำพูดจากนั้นที่ออกมายิ่งทำให้ผมรู้ว่าเจ้าเด็กน้อยตรงหน้ากำลังน้อยใจ

“ทำไมเดี๋ยวนี้อะไรๆ มีแต่ซีวอนจังล่ะ...ฮึก...เค้าโทรไปหาตัวก็มีแต่บอกว่าสายไม่ว่างเพราะกำลังคุยกับซีวอนอ่ะ! นี่นานๆ ถึงจะได้เจอกันทีทำไมตัวต้องกลับไปหาซีวอนอีกด้วยล่ะ!! เพื่อนวงตัวก็มีตั้งเยอะทำไมไม่ให้เค้าไปดูแลซีวอนแทนล่ะ!!”

ผมไม่รู้ว่าจุนซูจับอะไรได้ตอนไหน แต่ตอนนี้ผมกำลังนิ่งอึ้งจนเถียงไม่ออกเช่นกัน

แต่สุดท้ายในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดีบางอย่าง คนที่ผมไม่อยากเห็นหน้ามากที่สุดกลับกลายเป็นคนที่คลายสถานการณ์ในตอนนี้

“พูดไม่น่ารักเลยจุนซู ขอโทษฮยอกแจซะ”

“แต่มิค...ฮึกๆ...มิคก็รู้นี่ว่าพวกเรายุ่งแค่ไหน..ฮึก...อีกไม่นานก็ต้อง..ฮือ...ต้องกลับญี่ปุ่นแล้วอ่ะ..ฮึก...นี่อุตส่าห์...อึก...ได้เจอ...ฮึกๆ...แต่ทำไมต้อง...ฮือๆ ...ด้วยล่ะ...”

“แต่มันก็ไม่เกี่ยวกับการที่ซีวอนป่วยแล้วจุนซูจะยึดฮยอกแจเอาไว้นะ คนอื่นเค้าก็มีธุระของเค้า อย่างคราวก่อนที่น้องมินนอนป่วยอยู่คนเดียวที่บ้านจุนซูยังบอกจะอยู่ดูแลน้องมินไม่ไปส่งมิคเลยนี่...”

“แต่ว่า...ฮึก...นั่น...ฮึกๆ ....นั่นมัน...”

“มันก็เหมือนกันนั่นล่ะ ถ้าเพื่อนสนิทของจุนซูเป็นคนแล้งน้ำใจ ไม่สนใจใยดีคนอื่นโดยเฉพาะคนในวงอย่างซีวอนจุนซูจะชอบเหรอ เพราะฮยอกแจเป็นอย่างนี้ไม่ใช่เหรอจุนซูถึงเป็นเพื่อนกับฮยอกแจ”

คำกล่อมด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ พร้อมการลูบผมของจุนซูไปด้วยทำให้คนตัวเล็กเริ่มอ่อนลง

นี่คือวิธีพูดและสัมผัสแบบที่ผมทำไม่ได้!

จนสุดท้ายที่จุนซูเริ่มเข้าใจตาหยีๆ นั่นก็เปิดมามองผมอีกครั้ง เจ้าของเสียงใสปนแหบสูดน้ำมูกเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดกับผมเบาๆ


“ขอโทษนะ”


คำสั้นๆ ไม่กี่คำที่ทำให้ผมยิ้มได้เช่นเคย

“ฮยอกแจไปเถอะ แต่ไปถึงแล้วต้องโทรมาหาด้วยนะ แล้ววันอื่นก็เอาซีวอนมาด้วยก็ได้ นายจะได้ไม่ต้องกลับไปอย่างวันนี้อ่ะ”

คำพูดที่ยังไม่วายเหน็บนิดๆ ในตอนท้ายทำให้ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะฉวยโอกาสเดินอ้อมโต๊ะไปคว้าแฟนคนอื่นเข้ามากอดแน่น ซึ่งเจ้าตัวก็ยินยอมโดยดีแถมยังตบไหล่ผมแปะๆ ด้วย

นี่ล่ะผมถึงรักจุนซูและยังรักอยู่แม้จนถึงวินาทีนี้

ผมพูดอะไรสองสามอย่างและลาทั้งสองคนก่อนจะเดินออกมานอกร้าน กุญแจสำรองที่ซีวอนให้มายังอยู่ในกระเป๋า ถ้าเปิดประตูเข้าไปเจอรองเท้าผู้หญิงหรือไม่ก็ไม่เจอใครเลยแสดงว่าซีวอนออกไปเดทจริงๆ

แต่ถ้าไม่ใช่สองอย่างนั้นและผมเห็นเจ้านั่นนั่งเงียบๆ อยู่คนเดียวในบ้านล่ะ?

ถึงแม้ซีวอนจะไม่ได้ป่วยเหมือนที่ผมโกหกจุนซู...แต่ความรู้สึกนี้สำหรับผู้ชายตัวโตขี้เหงาคนนั้นมันคงหนักหนายิ่งกว่าการป่วยนัก

เสียงกระดิ่งของร้านดังตามหลังในขณะที่ผมเหลียวมองหาแท็กซี่ซักคัน ในใจก็กำลังคิดไปว่าถ้าผมเจอรองเท้าแปลกปลอมนั่นจริงผมก็จะแอบออกมาเงียบๆ แต่ถ้าผมเจอมันนั่งเหงาอยู่คนเดียวผมก็จะชวนมันทำหม้อไฟกินกัน

อย่างไอ้เจ้าชายมันคงไม่ค่อยได้กินบ่อยนักหรอกหรือก็แทบไม่เคยกินอะไรอย่างนี้เลย...มื้อนี้ผมจะยอมจ่ายก็ได้แต่มันต้องเป็นคนทำนะ

คิดอย่างสบายใจผมก็ชะเง้อมองหาแท็กซี่ต่อ หิมะตกอย่างนี้ผมจึงแทบไม่เห็นรถซักคันโผล่มาเลย แต่เพราะการชะเง้อคอหาอย่างนั้นผมเลยสะดุดตาเข้ากับรถหรูๆ คันหนึ่ง

และพอเพ่งสายตามองทะเบียนชัดๆ แล้วผมก็ทั้งมั่นใจและแปลกใจกับสิ่งที่รับรู้

รถไอ้เจ้าชายนี่!

นอกจากรถแล้วผมยังมองเห็นใครซักคนในเสื้อโค้ทสีดำกำลังทำอะไรซักอย่างงกๆ เงิ่นๆ อยู่กับประตูรถ ในตอนแรกผมนึกว่าเป็นขโมยแต่พอมองโครงร่างนั้นชัดๆ แล้วผมก็รีบเดินตรงไปหาเจ้าของรถคันนั้นทันที

ตัวยังกะยักษ์อย่างนี้และก็โครงหน้าอย่างนี้หาได้เยอะซะที่ไหนในเกาหลีล่ะ!

“ซีวอน!”

ร่างนั้นสะดุดกึกทันทีพร้อมค่อยๆ หันมาทางผมอย่างเกร็งๆ ยังไงก็ไม่รู้ แล้วหลังจากนั้นคือใบหน้าที่โดนความเย็นกัดจนจมูกแดงปากแดงจะหันหนีไปทางอื่นพร้อมเอามือลูบท้ายทอยแก้เก้อ

ท่าเหมือนตอนโดนจับได้ว่าทำอะไรผิดเลยแฮะ

“นายมาทำอะไรที่นี่น่ะ แล้วมาจอดรถไว้ทำไมตรงนี้?”

วิ่งมาถึงผมก็ยิงคำถามใส่เป็นชุด แต่คนตรงหน้าก็แปลกที่ดูกระสับกระส่ายยังไงไม่รู้ แต่เหมือนพอคิดอะไรออกซีวอนมันก็เอาฟันที่กระทบกันกึกๆ เอ่ยบอกผม

“ฉันเพิ่งโดนคนที่จีบได้ทิ้งเมื่อกี้น่ะ ฮะๆๆ น่าอายจังเลยนะ ช่วงนี้มือตกชะมัดเลยสงสัยเพราะนายแช่งแหง แล้วนายล่ะทำไมออกมาคนเดียว?”

คำตอบนั้นทำเอาผมถอนหายใจอย่างโล่งอกแม้จะมีบางอย่างแปลกๆ ติดค้างใจอยู่ก็ตาม แต่คำถามของมันก็ทำให้ผมต้องยิ้มกว้างและเชื่อว่าพอผมพูดจบไอ้เจ้าชายนี่มันก็ต้องยิ้มกว้างเหมือนผมแน่ๆ

“ฉันขอจุนซูออกมาก่อนน่ะ อากาศหนาวๆ เลยว่าจะไปทำหม้อไฟกินที่บ้านนายดีกว่า คุณหนูอย่างนายคงไม่เคยกินล่ะสิ มื้อนี้ฉันเลี้ยงนะแต่นายต้องเป็นคนทำรู้มั้ย”

และผมทายไม่ผิดเลยจริงๆ แต่มันก็ผิดไปนิดตรงที่ซีวอนยิ้มมากกว่าที่ผมคิดซะอีก

ค่อยคุ้มกับที่ลงทุนโกหกจุนซูหน่อย

แล้วพวกเราก็คุยกันว่าจะซื้ออะไรไปทำบ้าง ในขณะที่เดินตรงไปที่รถผมก็จะตบไหล่มันด้วยความเคยชิน แต่คราวนี้ความเย็นจัดที่ฝ่ามือผมสัมผัสกลับหยุดความคิดและคำพูดมากมายที่มันอยู่ในหัว


หิมะ...หิมะเกาะอยู่บนหลังเสื้อโค้ทสีดำนั่นเต็มไปหมด


ทั้งเสียงทั้งการเคลื่อนไหวรอบตัวผมเริ่มหยุดนิ่ง หิมะที่ร่างกราวลงมาเพราะโดนผมสัมผัสหล่นแปะลงไปบนพื้นถนน แต่เจ้าของเสื้อโค้ทตัวนั้นก็ยังไม่รู้สึกตัวหรอกเพราะเจ้าตัวเดินดุ่มๆ เตรียมไปเปิดกุญแจรถเตรียมพร้อมแล้ว


แต่ตอนนี้ผมกลับไม่รับรู้อะไรทั้งนั้นนอกจากความเย็นจัดบนมือและเหตุผลหลายๆ อย่างที่มันปะปะติดปะต่อกันในหัว


บางอย่างที่คิดได้ทำให้ผมฉุกตัวหมุนกลับไปมองเบื้องหลังที่เดินจากมา ถนนหน้าร้านนั้นก็ยังถูกโรยไปด้วยหิมะเหมือนเดิม และมันยังเหมือนโปรยไปถึงซุ้มไม้ประดับหน้าร้านอาหารด้วย

ซุ้มไม้ประดับที่กันสายตาของคนที่นั่งในรถไม่ให้เห็นบรรยากาศในร้านได้

แต่เชื่อมั้ย...จุดที่ผมยืนอยู่...จุดๆ เดียวกับที่ผมเห็นเจ้าของเสื้อโค้ทก้มๆ เงยๆ ตอนแรกยืนอยู่...ผมสามารถมองเข้าไปในร้านและเห็นคู่รักทั้งสองคนนั้นได้ชัดเจน


บางอย่างมันกำลังวิ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่คอจนผมพูดอะไรไม่ออก


ผมบอกแล้ว...ว่าผมมีเพื่อนที่ห่วงผมมาก มากจนผมไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกของมันยังไง


“ฮยอกแจขึ้นรถสิ เราต้องออกไปซื้อของอีกหลายอย่างนะ”


เสียงเจ้าของรถที่กำลังร้องเรียกก็ทำให้ผมตื่นจากภวังค์ ผมกระพริบตาปริบๆ ไล่ความร้อนผ่าวที่มันกระจุกอยู่ในกระบอกตาออกไป เจ้าของรถที่ผมนั่งพูดตลอดระหว่างทางที่พวกเราจะไปซื้อของและกลับบ้าน พูดจ้อจนผิดปกติด้วยซ้ำ แต่ใบหน้าหล่อจัดที่สว่างไสวเหลือเกินทำให้ผมพูดไม่ออกนอกจากยิ้มรับและทุบไหล่มันเป็นระยะที่มันกวนประสาทผมไปตลอดทาง

แต่ผมก็พูดอะไรมากและทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้หรอก ผมยังไม่รับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรดีแต่ความรู้สึกตอนนี้ของผม...ผมยังไม่พร้อม...


ไม่พร้อมกับอะไรซักอย่างที่มันเกินกว่าคำว่าเพื่อน!


แต่ไม่หรอก...บางทีผมอาจจะคิดมากไปเอง...มันคงไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้นกับผมหรอก...


เอาน่า...ต้องไม่มีอะไรสิ...ต้องไม่มีอะไรฮยอกแจ..


มันต้องไม่มีอะไร!













End






Create Date : 15 สิงหาคม 2552
Last Update : 15 สิงหาคม 2552 18:35:31 น. 1 comments
Counter : 152 Pageviews.

 
หิมะกำลังละลายอ่ะท่าน

จริงๆ คล้ายมาสแมลโล่ซะล่ะมากกว่ามั้ย เพราะมันนุ่ม ๆ อ่อน ๆ แต่แอบเหนียวนิดหน่อย

แต่ที่ละลายก็คงเป็นเพราะไอ้อะไรอุ่น ๆ ของเพื่อนสนิทหนักหนา ... พยายามคงรูปไว้ฮยอกจี้ ... เพราะเราอยากอ่านฟิคจับกด อิอิอิอิอิอิ

เอ่อ ... ปกติไม่เคยอ่านฟิคเอสเจ ไม่รู้จริง ๆ ว่าซีวอนอบอุ่นอ่อนโยนได้ปานชะนี้ เห็นแต่ข่าวว่าเจ้าชู้งู้นงี้ ชอบเนียนตัวพ่อ แต่มาเจองี้เหมือนไอ้คุณเจ้าชายท่านมีมาดเช่นนั้นไว้เป็นเกราะป้องกันความอ่อนไหวข้างในท่านเลยว่ะ เอาวะ ไหน ๆ ก็มีไก่กุ๊ก ๆ เดินหลงทางผ่านเกราะนั่นเข้าไปได้แล้วก็อย่าปล่อยมันเดินดุ่ม ๆ ออกมาซะล่ะ เลี้ยงไก่ทึ่ม ๆ ไว้ซักตัวไม่เปลืองพระคลังมหาสมบัติของท่านหรอกเนอะ

จะกดก็กดเล้ยย เชียร์ๆๆ


โดย: midnight train วันที่: 15 สิงหาคม 2552 เวลา:19:14:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ryoshin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ryoshin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.