Group Blog
 
All blogs
 
Reject 1/2


ผมควรจะทำยังไงดี?


ถ้าคุณมีคนที่คุณรักอยู่คนหนึ่ง...คนที่คุณแอบรัก...แอบรักเงียบๆ มาหลายปีแล้วอยู่คนหนึ่ง และตอนนี้คนๆ นั้นกำลังทำตัวเปลี่ยนไป

ไม่พูดด้วย ไม่คุยด้วย ไม่มาข้องเกี่ยวด้วย

จริงอยู่เค้าไม่ได้แสดงออกมาตรงๆ อย่างนั้น แต่กับผมที่แอบรักเค้ามาหลายปี..ดวงตาผมที่คอยไล่มองตามหลังเค้ามาตลอดหลายปี ดังนั้นทำไมผมจะไม่รู้ว่าเค้ากำลัง ‘พยายาม’ ที่จะทำอย่างนั้น ทำไมผมจะไม่รู้ว่าเค้ากำลัง ‘พยายาม’ ทำตัว ‘เปลี่ยนไป’ แค่ไหน


แล้วถ้าเป็นคุณจะทำยังไง...ถ้าเป็นคุณจะรับมือยังไง...ถ้าเป็นคุณจะจัดการยังไงกับสถานการณ์แบบนี้...


สถานการณ์แบบที่เหมือนคุณกำลังถูกเขี่ยออกจากชีวิตเค้าโดยที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังทำผิดอะไร


ผมควรจะทำยังไงดี?



:: REJECT ::



“ฮยอกแจล่ะทงเฮ?”

หนึ่งในคู่หูเพื่อนซี๊ที่ผมเอ่ยปากถามตวัดหน้าใสๆ ที่กำลังเคี้ยวอะไรบางอย่างกร้วมๆ ในปากมามองก่อนจะกวาดไปรอบตัวพร้อมๆ กับทำหน้าสงสัยขึ้นมาด้วย

“อ้าว เมื่อกี้ก็อยู่ตรงนี้นี่นา แล้วนี่ไปไหนแล้วล่ะ? นายเห็นฮยอกแจมั้ยซองมิน...ก็เมื่อกี้ยังมาแย่งฉันกินอยู่เลยนี่...หายไปไหนแล้วเนี่ย....”

ซองมินไม่ได้ตอบแต่ก็เสหลบตาผมไปอีกทาง ในขณะที่เจ้าปลาน้อยหันมองซ้ายมองขวาอย่างสงสัย แต่เมื่อไม่เจอและยังไม่อยากลุกจากกองขนมตรงหน้า ทงเฮเลยทำแค่หันกลับมาตอบผมสั้นๆ ว่า....

“ไม่อยู่แล้วอ่ะ ไปหาที่อื่นเอานะ”

ตอบแค่นั้นก่อนจะก้มหน้าก้มตาซัดทุกอย่างตรงหน้าต่ออย่างไม่สนใจอะไรอื่นอีกเช่นเคย แต่กับอีกคนที่เจ้าตัวหันไปถามตอนแรกกลับไม่ได้ทำท่าทางปกติได้เหมือนเคยอย่างทงเฮ

เพราะที่ผมเห็นตอนนี้คือซองมินก้มหน้าลงและแอบเบือนมองไปทางประตูครัวนิดนึง ก่อนจะแอบเหลือบมาสบตาผมด้วยใบหน้าที่ทั้งหวั่นใจและตัดสินใจไม่ถูก และสุดท้ายกระต่ายน้อยก็ตัดสินใจก้มลงไปทำท่าแย่งทงเฮกินเงียบๆ อีกครั้งโดยไม่ยอมพูดอะไรออกมา

แต่ก็ไม่จำเป็นต้องบอกอะไรผมทั้งนั้นหรอก แค่เห็นสายตาซองมินและเห็นมือน้อยๆ ที่กำลังกำแน่นตรงประตูครัว...ผมก็พอจะรู้แล้วว่ามันกำลังทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังให้ใครบางคนที่คงรีบหลบเมื่อได้ยินเสียงคนทักตอนที่ผมเดินเข้าบ้าน


ทำไมผมจะจำมือน้อยๆ ขาวๆ ของคนที่ผมคอยเฝ้ามองตามเค้ามาตลอดหลายปีไม่ได้ล่ะ?


แต่การจะไล่ต้อนคนๆ นั้นให้จนมุมไม่เคยอยู่ในความคิดของผม ถ้าเค้าไม่อยากคุยก็คือไม่อยากคุย ถ้าเค้าไม่อยากพบก็คือไม่อยากพบ สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือลอบถอนหายใจยาวก่อนจะวางของที่ถือมาด้วยลงบนโต๊ะและฝากคำพูดเอาไว้ให้มันได้ยินไปถึงอีกคนกรายๆ

“คงออกไปข้างนอกล่ะมั้ง งั้นฉันฝากของให้ฮยอกแจหน่อยนะ ได้ยินพี่จองซูบอกว่าฮยอกอยากได้เกมใหม่แล้วฉันก็เดินผ่านร้านเกมพอดี แต่วันนี้ฉันมีเรื่องต้องไปทำต่อ กลับก่อนล่ะ”

สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือหลบไปไหนก็ได้...ไปไหนก็ได้ในที่ๆ อีฮยอกแจจะได้ไม่ต้องมองเห็นหน้าผมให้รำคาญใจ

“หยับๆ...ได้สิ...แล้วฉันจะเก็บไว้ให้เจ้าไก่น้อยให้นะ กลับดีๆ ล่ะซีวอน...” หันหน้ามาโบกมือลาหย็อยๆ ทั้งๆ ที่ยังเคี้ยวอะไรบางอย่างในปากไปด้วย ก่อนเจ้าตัวจะหันไปปรึกษาซองมินที่ตอนนี้ก็ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม “...เอาไปเก็บไว้ที่ไหนดีล่ะซองมิน? เกิดเจ้าเด็กบ้าเกมคยูมาเห็นต้องแย่งเล่นก่อนจนมันเจ๊งแหง....เอาไปซ่อนในห้องนายดีมั้ย?”

คำตอบของซองมินหลังจากนั้นผมไม่ได้ใส่ใจฟังแล้ว เพราะซองมินคงรู้ดีพอๆ กับผมว่าหลังจากนั้นไม่นานคนที่ผมเอามาให้คงออกมาเอาเกมไปเก็บไว้ด้วยตัวเองแล้ว

ส่วนจะเล่นมันหรือเปล่าหรืออาจจะโยนไปให้น้องเล็กอย่างไม่ใส่ใจซองมินคงรู้มากกว่าผม

เดินออกจากบ้านของเพื่อนๆ ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ผมกดกระชับหมวกให้มันแนบหัวและซุกมือเข้าไปในเสื้อโค้ทเดินก้มหน้าก้มตาหลบสายตาแฟนคลับที่อาจจะมีเพื่อเข้าไปในรถของตัวเอง แล้วท่าทีที่พยายามแสดงออกให้ทุกอย่างเป็นปกติและธรรมชาติที่สุดก็จบลง เมื่อผมเปิดประตูเข้าไปในรถและหลับตาเอนหลังกับเบาะอย่างเหนื่อยใจ

มันเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่นะ? สถานการณ์อย่างนี้ที่คงน่าอึดอัดสำหรับฮยอกแจและน่าเจ็บปวดสำหรับผมมันเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

คิดไปคิดมามันน่าจะเริ่มมาซักพักแล้วจากครั้งหลังสุดที่ฮยอกแจมานอนที่บ้านผม...วันที่เรากินหม้อไฟอย่างมีความสุขด้วยกัน เหตุการณ์ตอนนั้นผมยังจำได้ดี ไม่ใช่มันเพิ่งผ่านมาไม่นาน แต่เพียงเพราะมันคือวันที่ผมมีความสุขมากๆ ต่างหาก

มีความสุขมากๆ เพราะผมได้ทำอะไรที่เคยอยากทำมานานแล้วกับคนที่ผมก็แอบรักเค้ามานานแล้วเช่นกัน

และที่สำคัญวันนั้นคนๆ นั้นเค้าถึงกับขอแยกตัวออกมาจากคู่เดทเพื่อนสนิทของเค้า ที่เค้าก็แอบรักมานานพอๆ กันเพื่อมาทำหม้อไฟกินกับผม

นั่นเลยทำให้ผมมีความสุข...มีความสุขมากซะจนเผลอคิดเข้าข้างตัวเองไปแล้วว่าเค้าอาจจะตัดใจได้แล้ว เค้าอาจจะเริ่มหันกลับมามองคนข้างตัวอย่างผมได้บ้างแล้ว

แล้วนี่มันคืออะไรล่ะ? ผลพวงจากการที่คิดเข้าข้างตัวเองเสียใหญ่โตอย่างนั้นเหรอ?

ทั้งๆ ที่ความสัมพันธ์ของพวกเราหลังจากนั้นน่าจะดีขึ้น แต่ทำไมผมกลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกฮยอกแจหลบหน้า...

เพราะแม้แต่ตอนที่เราคุยกันแต่สิ่งที่เค้าทำตอนคุยคือหลบตาผม

มันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ? มีอะไรที่มันเกี่ยวกับตัวเองที่ผมยังไม่รู้อย่างนั้นเหรอ?

พอลองคิดๆ ดูเหตุการณ์มันค่อยๆ เริ่มต้นทีละนิดๆ จากตอนแรกที่ผมไม่เอะใจ...ผมไม่เอะใจจริงๆ ว่าสิ่งที่เค้าพูดวันนั้นมันจะเป็นสัญญาณที่ส่อเค้ามาถึงตอนนี้



‘เก็บของเร็วๆ สิเจ้าไก่น้อย นายอยากจะนอนอยู่เฝ้าที่นี่รึไง’

‘ก็เก็บอยู่นี่ไงไม่เห็นรึไง! รู้ตัวมั้ยตั้งแต่ไปจีนกลับมานี่นายบ่นเก่งขึ้นมากแค่ไหนอ่ะ แต่ก่อนก็เอาแต่บ่นยังกับตาแก่อยู่แล้วนี่มันยิ่งเรียกแก่หงำเหงือกเลยนะเว้ย! ไปติดนิสัยนี้มาจากใครเนี่ย...’

เค้าในตอนนั้นที่เก็บของไปก็บ่นพึมพำอยู่คนเดียวอย่างขัดใจไป แต่ผมที่กำลังหัวเราะอย่างสุขใจเมื่อฟังเสียงบ่นนั้นเพลินๆ ก็ไม่ได้จะรับรู้หรอกว่าอีกไม่กี่นาทีถัดจากนั้นรอยยิ้มที่มันคงแต่งแต้มอยู่บนหน้าของผมจะค่อยๆ เลือนหายไปอย่างไม่รู้ตัว


‘ก็ทางนี้นี่...นายไปบ้านฉันกี่ครั้งแล้วจำทางไม่ได้รึไง’

หลังจากที่ลากเค้าออกมาจากสตูดิโอแล้วผมก็ขับรถเรื่อยๆ เพื่อตรงกลับบ้านเหมือนอย่างเคย เพราะทุกเย็นของวันนี้มันจะเป็นวันที่ฮยอกแจมักจะไปนอนกับผม กินข้าวนอกบ้านกันบ้าง เล่นเกมกันบ้าง แล้วแต่ว่าวันนั้นคนตัวเล็กของผมอยากทำอะไร

แต่สำหรับวันนี้ฮยอกแจกลับรีบร้องทักเมื่อเห็นผมเลี้ยวรถตามทางกลับบ้านปกติ

‘ก็...ยังไงล่ะ...นั่นมัน...คือ...วันนี้....วันนี้ฉันว่า...’

‘อยากไปขับรถเล่นเหรอ?’

‘ปละ...เปล่า....คือ....’

‘งั้นไปกินข้าวข้างนอกใช่มั้ย? นายจะไปร้านไหนก็รีบบอกสิ...’

‘เปล่า...คือ...ไม่ใช่...คือว่า...’

‘งั้นจะไปเกมเซนเตอร์เหรอ? แต่ดึกขนาดนี้ไปได้ไม่นานเค้าก็ปิดอยู่ดี กลับไปเล่นที่บ้านดีกว่ามั้ย?’

‘เว้ยยยยย! ยู้ดดดด...ฉันไม่ได้จะไปอะไรพวกนั้นซักหน่อย ฟังกันบ้างสิ!’

เสียงที่โวยวายขึ้นมาทำให้ผมที่กำลังมองทางสลับกับมองหน้าเค้าไปมาในตอนแรกต้องหักพวงมาลัยพารถเข้าจอดข้างทาง ก่อนจะเบือนหน้าไปมองคนที่โวยวายก็จริงแต่ตอนนี้กลับก้มหน้างุดและเริ่มเงียบขึ้นมาแล้ว

‘ว่ามาสิ....หรืออยากลองไปเที่ยวกลางคืนดูบ้าง? ทะเลาะกับทงเฮเรื่องอะไรมาอีกล่ะคราวนี้?’

คำถามแหย่ๆ คราวนี้ได้ผลซะด้วยเมื่อใบหน้านั้นเลิกก้มแต่เปลี่ยนป็นตวัดมามองผมอย่างเคืองจัดปนงอนๆ

‘ฉันไม่ใช่เด็กนะที่จะทะเลาะกับเจ้าเตี้ยนั่นได้ทุกวันน่ะ!’ จริงเหรอ ‘...ถ้าจะคิดก็คิดอย่างอื่นสิ ทำไมนายต้องชอบคิดว่าฉันทำอะไรเหมือนคนอื่นเค้าบ้างไม่ได้นะ...’

ตวาดเสร็จก็บ่นอะไรไม่รู้งึมงำๆ ที่ผมก็ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่ท่าทีที่เหมือนเจ้าตัวท่าจะคิดหนักจริงๆ ทำให้ผมต้องหยุดแกล้งชั่วคราวและยอมยกมือทั้งสองข้างขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ก่อนจะถูกโกรธเอาจริงๆ

‘โอเคๆ ฉันยอมแล้ว ตกลงนายมีเรื่องอะไรล่ะ?’

‘ก็...คือ....คือว่า....’

‘หืม?’

ตลอดเวลาที่เจ้าตัวอึกอักที่จะตอบก็เหมือนหน้านั้นจะแอบเหลือบมามองผมนิดๆ ก่อนจะพูดด้วยเสียงที่เบาแสนเบา ที่ถ้าไม่ใช่เพราะเราอยู่ในรถและเวลาตอนนี้คือกลางคืนดึกสงัดผมก็คงอาจจะไม่ได้ยินและต้องขมวดคิ้วอย่างนี้ก็เป็นได้

‘วันนี้...ฉัน...ฉันว่า...ว่าจะไม่ไปนอนที่บ้านนายน่ะ’

‘หืม? ทุกวันศุกร์นายก็ไปที่บ้านฉันอยู่แล้วนี่ มีอะไรรึเปล่า?’

‘กะ...ก็เปล่าหรอก ก็....คือว่า...คือ...พรุ่งนี้...จริงสิ พรุ่งนี้ฉันมีเรื่องต้องไปทำน่ะ’

‘อะไรล่ะ? ถ้านายรีบฉันจะปลุกให้แล้วไปส่งพรุ่งนี้ตั้งแต่เช้าก็ได้นะ’

ผมไม่เคยคิดจะเซ้าซี้อะไรให้ฮยอกแจต้องลำบากใจหรอก แต่วันนั้นมันอดสงสัยกับท่าทางลุกลี้ลุกลนอยู่ตลอดเวลาของเจ้าไก่น้อยไม่ได้

สิ่งที่ผมคิดในใจคือจะไปเดทกับจุนซูอีกเหรอ? แต่ถึงไปจริงก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดผมนี่นา เพราะฮยอกแจก็ไม่รู้ความในใจของผมเหมือนๆ กับที่ผมก็รู้ความรู้สึกของเค้าดีพอๆ กับตัวเค้าเอง

‘คือ....คือ...ฉัน...คือ....อ้อ พรุ่งนี้ฉันว่าจะกลับบ้านตั้งแต่เช้าอ่ะ แต่ยังไม่ได้เตรียมของที่ว่าจะเอาไปฝากที่บ้านเลย ดังนั้นเลยคิดว่าวันนี้กลับไปนอนบ้านไปเก็บของดีกว่า พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องขลุกขลักมากไง แต่ถ้ายังไงฉันกลับแท็กซี่ก็ได้นะ เพราะกว่านายจะไปส่งฉันแล้วกลับบ้านตัวเองก็ดึกพอดี เปิดประตูสิ ฉันจะลงตรงนี้ล่ะ’

คำตอบคราวนี้ของคนข้างๆ ทำให้ผมที่รอลุ้นจะฟังต้องเผลอลอบถอนหายใจก่อนจะรู้สึกผิดไปนิด

นี่เกือบทุกอาทิตย์ในช่วงที่ผมอยู่ที่นี่ผมคงขโมยตัวเค้าเอาไว้จนคนที่บ้านบ่นถึงซะล่ะมั้ง

พร้อมๆ กับที่ผมทำหน้าเหมือนเข้าใจแล้วร่างนั้นที่เหมือนจะถอนหายใจนิดๆ เช่นกันก็เก็บกระเป๋าและพยายามจะปลดล็อคประตู แต่ถึงผมจะตามใจเค้ามากแค่ไหนก็ไม่ใช่กับการให้ดวงใจของผมกลับบ้านคนเดียวเปลี่ยวๆ ตอนนี้แน่

‘ไม่ต้องลงแล้ว คาดเข็มขัดซะฉันจะไปส่งเอง ชวนฉันเล่นเกมจนเช้ายังเคยแล้วจะมากลัวอะไรกับดึกแค่นี้ ...นั่งดีๆ สิฮยอกแจ...ขยับยุกยิกไปมาอย่างนี้จะไม่ให้ฉันว่านายอายุเท่ากับเจ้าหมวยเล็กได้ไง’

และมันก็ได้ผลทุกครั้งที่แหย่ไปจะได้การตอบรับเป็นหน้างอนๆ ที่ถูกส่งมาให้และเจ้าตัวก็ยอมนั่งเรียบร้อยตามที่บอก จริงอยู่ที่ว่าคนถูกแกล้งคงไม่รู้สึกดีนักหรอก

แต่ผมที่ชอบมองหน้าน่ารักๆ นั่นทำหน้าบูดมาให้มันก็สุขใจจนอดจะแกล้งไปและหัวเราะไปอย่างนี้ไม่ได้

พระเจ้าแกล้งผู้ชายที่แสนจะเพอเฟคต์อย่างผมเล่นซะล่ะมั้ง

และคืนนั้นแม้จะผ่านไปโดยที่ผมไม่ได้มีคนตัวเล็กนอนข้างตัวเหมือนทุกอาทิตย์ แต่สำหรับผมกับแค่การที่ฮยอกแจวิ่งกลับมาชะโงกหน้าบอกที่ประตูรถอย่างรู้สึกผิดว่า...

‘โทษทีนะที่ทำให้นายกลับช้า...ละ...แล้วก็.....ฝันดีนะ....’

...บอกอย่างนั้นด้วยใบหน้าที่แดงนิดๆ ก่อนจะวิ่งหนีเข้าลิฟต์ไป แต่แค่นั้นสำหรับผมก็ทำให้คืนนั้นผ่านไปอย่างมีความสุขได้แล้ว และผมก็มีความสุขมากถึงขนาดที่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่และแต่งตัวด้วยชุดที่คิดว่าดูดีและเรียบร้อยที่สุดในสายตาของผู้ใหญ่ (เรื่องอย่างนี้ผมค่อนข้างเก่งอยู่แล้ว) แล้วพอทำอะไรเสร็จเรียบร้อยตอนนี้ผมก็มาถึงและกำลังเปิดประตูบ้านของเจ้าพวกลิงพวกนี้เข้าไปแล้ว

‘อ้าว...มาแต่เช้าเชียวซีวอน มีอะไรเหรอ?’

คำทักทายแรกมาจากหัวหน้าวงที่กำลังเดินออกมาจากห้องน้ำ ก่อนจะเช็ดผมไปและเดินไปเปิดหาอะไรในตู้เย็นไปด้วย แต่คำถามธรรมดาๆ จากพี่กลับทำให้ผมต้องหัวเราะเก้อๆ และเอามือลูบท้ายทอยพร้อมหันหนีไปอีกทางด้วยใบหน้ายิ้มๆ ที่คงปิดไม่มิด แม้คนที่พูดด้วยจะไม่ได้มองหน้าผมอยู่ก็ตาม

‘คือ...ผมว่า...คือ...ผมว่าจะออกไปข้างนอกกับฮยอกแจน่ะครับ...คือ...วันนี้ฮยอกแจบอกว่าจะกลับบ้าน ผมเลยว่าจะขับรถพาฮยอกแจไปส่งให้ก็ได้’

คำตอบที่ผมก็พอรู้ความนัยดีว่าตัวเองคาดหวังอะไรอยู่ในใจ และกับผู้ชายตรงหน้าที่ก็รู้ความในใจผมดีอยู่แล้วก็คงไม่แปลกที่พี่จะเดาออก

แต่สีหน้าแปลกใจของพี่กลับทำให้ผมแปลกใจตาม

‘เอ๋? ฮยอกแจจะกลับบ้านเหรอ? แต่วันนี้เจ้าไก่นัดน้องมาแข่งเล่นเกมกันนี่ นายจำผิดแล้วมั้ง?’

และไม่เพียงแค่แปลกใจ เมื่อคำตอบนั้นทำให้ผมเริ่มหวั่นใจด้วย แต่คำพูดจากคนตัวเล็กของผมเมื่อคืนก็ทำให้ผมต้องค้านออกไปทั้งๆ ที่ก็เริ่มไม่แน่ใจแล้ว

‘ไม่น่าจะผิดนะครับพี่ เพราะฮยอกแจเพิ่งบอกผมตอนผมขับรถมาส่งเมื่อคืนนี่เอง เค้าบอกว่าเพราะจะเก็บของกลับบ้านวันนี้เลยขอกลับมานอนที่นี่ดีกว่าจะได้สะดวกๆ ...ดังนั้น....ก็น่าจะชัวร์แล้วนะ...’

คงเพราะคำตอบของผมที่แสดงความลังเลในใจออกมาบ้างแล้ว คนตรงหน้าเลยวางแก้วน้ำลงก่อนจะหันมาคุยกับผมตรงๆ ด้วยสีหน้าที่ก็เหมือนจะหนักใจเช่นกัน

‘แต่พี่ได้ยินตอนที่ฮยอกแจกลับมาเจอคยูฮยอนเมื่อคืนนี่เองนะ เห็นเล่นกันเกมสองเกมแล้วพอพี่ไล่ให้ไปอาบน้ำนอนเพราะมันดึกแล้วฮยอกแจเลยท้าน้องให้มาแข่งต่อวันนี้น่ะ...’ พูดไปคนพูดคงเริ่มรู้ว่าสีหน้ามั่นใจของผมมันค่อยๆ เลือนหายไป พี่เลยถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพยักเพยิดไปที่ประตูห้องบางประตูให้ ‘...ถ้าไง...เจ้าไก่มันหลับอยู่ในห้อง นายลองไปถามมันดีกว่ามั้ย จะได้ไม่ต้องรอเก้อไง’

คำแนะนำนั้นทำให้ผมขอบคุณพี่ ก่อนจะเดินไปที่ประตูห้องนั้นด้วยฝีเท้าที่ช้าลงและอารมณ์ที่เริ่มเปลี่ยนไปคนละขั้ว

‘จะรีบกลับบ้านตั้งแต่เช้า’

ผมได้ยินฮยอกแจบอกอย่างนั้นจริงๆ นะ แล้วตอนนี้ถึงไม่สายมากแต่ก็น่าจะเลยคำว่าเช้ามามากแล้ว ดังนั้นนี่เหรอคืออาการรีบของคนที่บอกผมอย่างนั้นเมื่อคืน?


แอ๊ดดดดดดดดด....


เปิดประตูห้องเล็กๆ นั้นเข้าไปอย่างพยายามจะให้เบาที่สุด ก่อนที่ผมจะปิดประตูเบาๆ และกวาดตาไปรอบๆ ห้อง ทุกอย่างยังสมเป็นห้องของฮยอกแจ เตียงนอนเล็กๆ ลายสดใสที่เจ้าของห้องกำลังขดอุตุอยู่บนนั้น การ์ตูนและซีดีมากมายบนชั้นหนังสือ ห้องที่ถึงแม้จะมีของเกะกะบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเรียกว่ารก

แต่ที่สำคัญกว่านั้นผมมองไม่เห็นของที่จะเหมือนกับการเตรียมพร้อมเพื่อกลับบ้านโผล่มาเลยสักนิด

ถอนหายใจออกมาอย่างยาวเหยียดด้วยการที่พยายามให้มันเบาที่สุดเพื่อไม่ให้คนที่อยู่บนเตียงรู้สึกตัวว่ามีผมอยู่ในห้องด้วย ก่อนที่จะก้าวยาวๆ ไม่กี่ก้าวผมก็มานั่งลงข้างๆ คนที่กำลังหลับสนิทเรียบร้อยแล้ว

แต่ผมไม่กล้าทำอะไรหรอก...ไม่กล้าทำอะไรเลยนอกจากนั่งนิ่งๆ และจ้องหน้าคนๆ นั้นด้วยดวงตาที่ผมก็พอจะรู้ว่ามันกำลังสื่ออะไรออกไป

แล้วก็ดีแล้วล่ะที่ใครตรงหน้ายังไม่ตื่นขึ้นมา...เพราะอย่างน้อยที่สุดความคิดที่จะเห็นเค้าทำหน้าเสียใจด้วยความรู้สึกผิดก็ไม่เคยจะอยู่ในหัวของผมเช่นกัน

และที่สำคัญผมไม่อยากให้ใครเห็นหน้าผมตอนนี้แม้แต่พี่ที่ยืนรอดูเหตุการณ์อยู่ข้างนอก


‘อย่าบอกฮยอกแจว่าผมมาหานะครับ’


ผมควรจะพูดอะไรยาวๆ มากกว่านี้เพื่อไม่ให้หัวหน้าวงที่ใจดีต้องมาเป็นห่วงไปด้วย ผมควรจะยิ้มให้พี่เหมือนเคยเพื่อให้พี่ไม่ต้องมาหนักใจกับผม แต่อารมณ์ตอนนั้นทุกอย่างมันตื้อและตันจนผมคิดอย่างอื่นไม่ออก นอกจากรีบบอกอย่างนั้นและก้าวยาวๆ เพื่อไปให้พ้นจากห้องนี้

ไปให้พ้นจากห้องที่ใครคนนั้นอาจจะตื่นขึ้นมาเห็นผม...ไปให้พ้นก่อนที่ความลับทุกอย่างจะเปิดเผยออกไปด้วยสีหน้าที่ผมไม่มีทางปิดมันได้มิดนี่

และเบาะนั่งในรถก็เป็นสถานที่เดิมที่ทำให้ผมปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจออกมาเช่นเคย...ปลดปล่อยอาการที่พยายามวางท่าให้นิ่งจนน่าอึดอัดอยู่ตลอดเวลา พร้อมๆ กับที่ปล่อยให้ความรู้สึกแง่ลบทั้งหลายทั้งแหล่มันพุ่งเข้ามาโจมตี เพราะสิ่งหนึ่งที่ผมคอยเฝ้าคิดจนตีกันไปมาในหัวก็มีอยู่เพียงแค่อย่างเดียว

นายไม่อยากไปนอนบ้านฉันจนถึงกับต้องลงทุนโกหกเลยเหรอฮยอกแจ?


และนี่ไม่ใช่เหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้น เพราะมันเป็นเหมือนแค่การแจ้งเตือนถึงบางอย่างแค่นั้นเอง เมื่อหลังจากนั้นหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างที่ฮยอกแจทำและพูดมันไม่ได้มีเพียงเท่านั้น

ไม่ได้ด่า ไม่ได้ว่า แต่การกระทำของฮยอกแจกลับทำให้ผมเจ็บยิ่งกว่านั้น

เพราะมันคือการหลบหน้า...

ใช่...เค้ากำลังทำทุกทางที่จะหลบหน้าผม!

ผมเคยพยายามจะพูดกับเค้าดีๆ จะเคลียร์กับเค้าดีๆ เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าระหว่างเรากำลังเกิดอะไรขึ้น แต่เพราะการหลบหน้านี่แหละที่ทำให้ผมหาโอกาสคุยกับเค้าไม่ได้ซักที จนในท้ายที่สุดผมถึงกับต้องดักจับเค้าเอาไว้ในห้องซ้อมเต้นที่ผมแอบคว้าต้นแขนเล็กๆ ขาวๆ นั้นไว้ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบก้าวออกจากห้องตามเพื่อนๆ คนอื่นๆ ไป


‘เลิกหลบหน้าฉันซักที! นายโกรธอะไรก็บอกมาตรงๆ สิ อย่ามาทำเหมือนมองไม่เห็นฉันอย่างนี้นะฮยอกแจ!’


นั่นคือเสียงตวาดของผมที่กำลังจับต้นแขนเล็กๆ ทั้งสองข้างกดเอาไว้กับผนังแน่น ผมไม่เคยคิดจะใช้ความรุนแรงกับเค้าหรอกถ้าเค้าไม่พยายามจะดิ้นรนและทำทุกทางเพื่อพาตัวเองหนีออกไปจากห้องให้ได้อย่างนี้

แปลกมั้ยที่ผมกำลังรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็นตัวร้ายในละครน้ำเน่าหลังข่าวซักเรื่องเลย!

‘กะ...โกรธอะไร...ฉะ...ฉันไม่เคยโกรธนายนี่ ปล่อยนะซีวอน...ฉันเจ็บแขน...’

จนถึงขนาดนี้ร่างที่หลับหูหลับตาดิ้นรนจะหลุดจากการกักขังของผมก็ยังพยายามเอ่ยปฏิเสธออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก อาจจะเพราะความน้อยใจและเสียใจจนหน้ามืดตอนนั้นที่ทำให้ผมบดกรามตัวเองแน่นพร้อมๆ กับขยับเข้าไปหาร่างขาวๆ นั้นอย่างลืมตัว โดยที่อีกคนก็คงไม่รู้ตัวหรอกว่าในหัวผมตอนนี้มีเรื่องที่สกปรกแค่ไหนที่ผมคิดเกี่ยวกับตัวเค้า

‘อยากให้ฉันต้องเป็นคนง้างปากนายพูดใช่มั้ย? ก็ได้นะฮยอกแจ...ฉันก็จะเค้นถามอย่างที่ฉันถนัดก็ได้นะ...’

หัวใจกำลังสั่งให้ผมทำอย่างที่ใจอยากจะทำมานานแล้วเมื่อพูดไปก็มองริมฝีปากแดงจัดที่เผยอค้างและสั่นเบาๆ อย่างตกใจของฮยอกแจไปด้วย ในขณะที่สามัญสำนึกก็คอยย้ำเตือนตลอดว่าผมทำอย่างนี้ไม่ได้

เพราะถ้าผมทำมันเมื่อไหร่ทุกอย่างคงจบโดยไม่เหลืออะไรแม้แต่อย่างเดียวแน่!

‘อะ...อะไรน่ะซีวอน...นะ...นายกำลังจะทำอะไรน่ะ! ปล่อยฉันนะ!!’

เสียงร้องห้ามสั่นระรัวของฮยอกแจเข้าหูผมก็จริงแต่มันกลับไม่เข้าหัวผมเลยสักนิด สิ่งที่ดวงตามองเห็นและริมฝีปากอยากจะก้มลงไปหาคือปากแดงๆ ที่ร้องห้ามทั้งเสียงสั่นๆ นั่นล่ะ

อยากจูบ...อยากบดขยี้...อยากกลืนกินร่างตรงหน้าเข้าไปให้สมกับความโหยหาทั้งมวลที่มันเก็บสะสมและอัดอั้นจนแทบจะปะทุนี่!

‘ซีวอน...ยะ...หยุดนะซีวอน! นายกำลังจะทำอะไรน่ะ...หยุดเดี๋ยวนี้นะ!’

ข้อมือน้อยๆ กำลังพยายามเหลือเกินที่จะบิดตัวเองออกจากการเกาะกุมของผม ในขณะที่ร่างกายของฮยอกแจก็กำลังพยายามไม่ต่างกัน แต่คงเพราะร่างหนาหนักของผมที่ทาบทับกดเค้าเข้ากับผนังห้องเย็นๆ ที่บีบให้การขยับของฮยอกแจทำได้เพียงแค่เพิ่มการเสียดสีที่ยิ่งทำให้ความร้อนรุ่นในร่างกายของผมมันเพิ่มพูนทวีเท่ามากขึ้นเท่านั้นเอง

ผมกำลังต้องการ...ต้องการจะก้มลงไปชิมกลีบปากแดงๆ ที่อยู่ห่างแค่คืบจนเสียงที่ร้องห้ามและเริ่มสั่นเครือนั้นผมกลับไม่ได้ยินมันเลยสักนิด สิ่งที่ผมรู้สึกได้ตอนนี้มีเพียงแค่ลมหายใจร้อนผ่าวของคนตรงหน้าที่สัมผัสได้และริมฝีปากที่คงหวานไม่ต่างจากที่เคยคิดเคยจินตนาการแน่


แต่หยดน้ำใสๆ ที่กำลังกลิ้งไหลลงมาจากแก้มขาวเนียนกลับหยุดทุกอย่างในตัวผมได้ชะงัดนัก


ราวกับเลือดทั้งกายกำลังถูกแช่แข็งไปกับสิ่งที่รับรู้และความรู้สึกที่ค้านตีกันไปมาในหัว อาการชะงักของผมทำให้ร่างน้อยตรงหน้าที่หลับตาปี๋และเบือนหน้าหนีสุดชีวิตเริ่มรู้สึกตัวว่าการรุกรานของผมกำลังหยุดลง ดังนั้นมือผมที่คลายพันธนาการมือน้อยเพื่อจะเอามันมาเช็ดน้ำใสๆ นั้นออกจากหน้าเนียนให้ เลยได้รับแรงปัดสุดแรงและดวงตาเจ็บแค้นที่มองเขม็งตรงมาแทน

‘เพราะนายเป็นอย่างนี้ไงล่ะ! เพราะนายชอบทำอย่างนี้ไงล่ะฉันถึงต้องทำอย่างนั้น!’

ร่างนั้นกำลังสั่นสุดตัวพร้อมๆ กับการที่พูดไปและปล่อยให้หยดน้ำพวกนั้นมันไหลลงมาเรื่อยๆ ไป...ครั้งที่สองและสามที่ผมพยายามจะเช็ดมันออกให้ก็ได้การตอบรับอย่างเดิมที่ฮยอกแจปัดมือผมออกอย่างตกใจพร้อมๆ กับพยายามขยับถอยหนีไปด้วย

‘นายเคยรู้ตัวบ้างมั้ยว่าการกระทำของนายมันเป็นยังไงบ้าง! รู้บ้างมั้ยว่าสิ่งที่นายทำคนอื่นๆ เค้ามองยังไง! นายแค่ทำเล่นๆ ชอบกอดชอบแตะต้องตัวคนอื่นเล่นๆ แต่รู้บ้างมั้ยว่าฉันอึดอัดกับมันแค่ไหน!!’

สิ่งที่รู้สึกแย่ที่สุดตอนนี้นอกเหนือจากคำพูดที่พรั่งพรูออกมาจากปากแดงๆ นั่นแล้วคือการที่หยดน้ำพวกนั้นยังร่วงหล่นลงมาเรื่อยๆ

หยดน้ำที่ทุกครั้งเค้าจะไว้ใจให้ผมคอยช่วยซับและเช็ดมันออกให้ และผมก็พยายามเหลือเกินที่จะปกป้องเค้าเอาไว้จากพวกมัน

แต่วันนี้สาเหตุที่ผมต้องเห็นมันอีกครั้งกลับมาจากตัวเอง ผมควรจะทำยังไงดีล่ะ?

‘พอทีเถอะซีวอน...นาย...อาจจะทำโดยไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้นายต้องแยกออกได้แล้ว...นายต้องแยกออก...ฮึก...ว่าเพื่อนกับแฟนแตกต่างกันยังไง...การกระทำมันต่างกันยังไง! เลิกทำอย่างนี้ซักทีเถอะซีวอน...เลิกห่วงฉันเกินเพื่อนได้แล้ว...’

เสียงนั้นกำลังร้องขอในขณะที่ใบหน้านั้นก็กำลังจ้องมาอย่างอ้อนวอน

แต่จะให้ฉันทำยังไงล่ะฮยอกแจ...ฉันรักนาย....การกระทำที่แสดงออกไปฉันจะห้ามมันได้ยังไงล่ะ

เพราะถ้าห้ามได้ฉันก็คงไม่ต้องมานั่งปวดใจทุกครั้งที่คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้อย่างนี้หรอก

‘...ทำไมล่ะฮยอกแจ? แค่ฉันจะห่วงนาย คิดถึงนาย อยากคุยกับนาย อยากไปไหนมาไหนทำนั่นทำนี่กับนายไม่ได้เหรอ? นายอึดอัดขนาดที่ต้องหลบหน้าฉันเลยเหรอ?’

จบคำพูดผมปากแดงๆ นั้นก็เม้มแน่นก่อนเจ้าตัวจะกัดปากเหมือนไม่รู้จะพูดยังไง แต่สุดท้ายดวงตาสีน้ำตาลที่ผมชอบมองก็จ้องนิ่งๆ มาที่ผมด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวที่ผมก็สู้ไม่ได้ทุกครั้งไป

‘เพราะสิ่งที่นายทำมันเกิน...มัน...มันไม่ใช่แค่...’ ดวงตาสีน้ำตาลกำลังเบือนไปด้านข้างอย่างอึดอัดใจ ก่อนที่เจ้าตัวจะพูดต่อโดยที่ไม่มองหน้าผมอีกแล้ว ‘...นายคงไม่รู้หรอกว่ามันแตกต่างกันยังไง แต่สิ่งที่นายทำน่ะ...เพื่อน...เพื่อนทั่วๆ ไปเค้าไม่ทำให้กันถึงขนาดนั้นหรอก’

เพราะฉันไม่ได้คิดกับนายแค่เพื่อนนี่ แล้วการกระทำของฉันมันแปลกตรงไหน

ฉันรักนายแล้วฉันอยากอยู่ใกล้นายมันแปลกตรงไหน

‘ดังนั้นนายต้องเลิกได้แล้ว ฉันโตแล้ว...เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ฉันดูแลตัวเองได้ นายต้องเลิกสนใจฉันมากเกินไปอย่างนี้ได้แล้ว’

‘ฉันทำไม่ได้หรอก’

คำตอบสั้นๆ ที่สวนกลับทันควันของผมทำให้ใบหน้านั้นตวัดขึ้นมามองได้ล่ะ ก่อนที่เจ้าตัวจะเริ่มทำหน้าไม่ถูกเมื่อผมพูดประโยคต่อไป

‘ฉันเลิกเป็นห่วงนาย เลิกคิดเรื่องนาย เลิกคุยกับนาย เลิกเจอนาย ’...เลิกรักนาย... ‘ ฉันทำไม่ได้หรอกฮยอกแจ’

หน้านั้นกำลังจ้องผมนิ่งๆ ด้วยดวงตาหวั่นใจ...ดวงตาที่ผมก็ยังเดาไม่ออกว่าเจ้าของมันเอะใจไปมากน้อยแค่ไหนแล้วถึงความรู้สึกของผม

‘เพราะสำหรับฉันนายคือคนสำคัญ ดังนั้นถ้าฉันให้ความสำคัญกับนายมากกว่าคนอื่นมันแปลกตรงไหน...ถ้านายไม่ให้ฉันทำอย่างนั้นแล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะ?’

‘นายก็มีแฟนสิ’

คำพูดสวนสั้นๆ ที่ทำให้ทั้งร่างราวกับถูกแช่แข็งได้อย่างง่ายดาย ผมกำลังจ้องมองใบหน้าขาวสว่างพูดประโยคเจ็บปวดพวกนี้ด้วยสีหน้ายังไงผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่หัวใจที่มันเจ็บจนเลือดกำลังไหลซิบๆ นี่ผมก็รู้ตัวดี

‘นายก็ลองมีแฟนจริงๆ ซักคนสิ แฟนที่นายทุ่มเททุกอย่างให้เค้าไม่เหมือนพวกที่คบเล่นๆ ที่ผ่านมา แล้วนายก็จะรู้เองแหละว่ารักเพื่อนกับรักแฟนน่ะมันแตกต่างกันยังไง’

ร่างกายผมกำลังชาจนเผลอปล่อยมือน้อยออกและแขนก็ตกลงข้างตัวอย่างอ่อนแรงโดยไม่รู้ตัว แต่คนพูดคงไม่รู้ว่าคำพูดพวกนั้นมีผลกระทบกับผมแค่ไหน เพราะเจ้าตัวที่พอรู้ว่าตัวเองกำลังได้ทีก็รีบปล่อยคำพูดรัวเร็วพวกนั้นออกมาราวกับกำลังจะให้เรื่องมันจบลงไปในทางที่ตัวเองต้องการ

‘...เหมือนๆ กับที่ฉันรักจุนซู...ถ้านายลองมีใครซักคนก็จะรู้เองว่าความรักที่ให้เพื่อนสนิทกับให้คนรักน่ะมันไม่เหมือนกันยังไง!’

รู้สิ...ฉันรู้ดีเลยว่าความรู้สึกที่ให้นายมันแตกต่างจากเพื่อนคนอื่นยังไง

‘...และถ้านายมีแฟนก็จะได้ไม่ต้องมาคอยดูแลฉันเกินไปอย่างนี้ด้วย นายเองก็มีคนที่พร้อมจะคุยจะไปไหนมาไหนด้วยทุกเมื่อไงล่ะ ดังนั้นนายก็เลือกใครซักคนมาเป็นแฟนนายสิ’

ถ้าสิ่งที่นายพูดอย่างนั้นมันจริง บรรดาผู้หญิงคนแล้วคนเล่าคงไม่ผ่านเข้ามาให้นายว่าฉันคบเล่นๆ หรอก

‘...ฉันไม่เคยโกรธนายหรอกนะ...เพราะสำหรับฉันนายก็คือเพื่อนคนสำคัญ แต่ฉันก็จะไม่คุยกับนายจนกว่านายจะแยกอะไรพวกนี้ออกด้วย! ถ้าคิดว่าตัวเองพร้อมเมื่อไหร่เราค่อยกลับมาคุยกันอีกครั้งก็แล้วกัน’

จบคำพูดเย็นชาพวกนั้นร่างนั้นก็แทรกตัวผ่านระหว่างผมที่ยืนตัวแข็งทื่อกับกำแพงออกไปที่ประตูห้อง เสียงประตูที่ปิดตามหลังบอกว่าใครคนนั้นคงออกไปเรียบร้อยแล้ว


พอๆ กับหัวใจของผม...ที่มันก็ปลิดปลิวลอยออกจากร่างไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน!




Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2553 22:58:54 น. 1 comments
Counter : 162 Pageviews.

 
บางทีคำพูดก็ทิ่มแทงได้ดียิ่งกว่าอาวุธใดๆ....
น้ำตาเอ่อออกมาไม่รู้ตัว เพราะคำพูดเหล่านั้น
เสียดเข้าไปในความรู้สึก และกรั่นกรองออกมาเป้นน้ำตา...

ความรักมีหลากหลายมุมมอง หลายด้าน...
อดทนไว้นะเชว...พยายามอีกหน่อย..ทนบาดแผลนั้นให้ได้
ถ้าวันไหนสมหวัง ความสุขที่แท้จริงจะตามมา


โดย: ooysl45 IP: 113.53.115.15 วันที่: 10 มีนาคม 2553 เวลา:18:31:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ryoshin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ryoshin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.