Group Blog
 
All blogs
 
จับคู่




Warning! เรื่องนี้คือฟิคชั่นค่ะ มันคือฟิคชั่นที่บริบทแวดล้อมเป็นดังในเรื่องเน้อ มีแรงบันดาลใจมาจากข่าวลือบ้าง แต่มันคือฟิคชั่นที่ข้าพเจ้าเอามาผสมกันจนเป็นเรื่องนี้ ไม่ได้คิดว่าจริงแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านเน้อ ^















หากวันใดวันหนึ่งคุณถูกจับคู่กับคนที่คุณรัก.......แอบรัก


และเค้าคนนั้นก็ไม่เคยจะรับรู้ถึงความรู้สึกคุณเลย....ไม่เคยจะหันมาสนใจเลย


แล้วคุณจะทำยังไง...จะจัดการกับความรู้สึกตัวเองยังไง


เมื่อหัวใจกับเหตุผลมันแปรกผกผันกันโดยสิ้นเชิง





.::::: PAIRING :::::.






“อย่ามายุ่งกับฉัน!”


นั่นคือเสียงตวาดของคนที่ผมพูดถึงเมื่อเจ้าตัวกำลังโมโหจัดถึงขนาดที่กล้าตวาดเพื่อนสนิทที่ตามตอแยไม่เลิก นานๆ สักครั้งเหมือนกันที่อึนฮยอกจะโกรธใครจริงจังกับเค้าได้บ้าง และคนที่โดนหางเลขคราวนี้คือคนที่ชอบแซวอะไรไม่ดูตาม้าตาเรืออย่างเจ้าหมวย


มือเล็กชะงักค้างจากการที่จะตบหัวเพื่อนเล่นอย่างเคยกลายเป็นยืนตัวแข็งหลังจากที่พวกเรากลับมาถึงที่พักกันแล้ว จริงๆ สาเหตุของความโกรธคราวนี้ไม่ได้มาจากทงเฮมันหรอก แต่มันมาจากผมที่ยืนทนโท่และโดนตาเรียวๆ นั่นตวัดมามองอย่างขุ่นเคืองต่างหาก


“ฮยอกแจ....”


เสียงพี่ทึกที่ออกมาคราวนี้มันไม่ได้ช่วยอะไรเลยเมื่อคนตัวเล็กของผมไม่ยอมฟังอะไรเพราะก็เล่นพูดขัดขึ้นทะลุปล้องไม่รอหัวหน้าวงพูดจบ


“คืนนี้ผมไม่กินข้าวเย็นนะครับ ไม่ต้องเรียกก็ได้”


ปังงง!!!


และนั่นคือคำพูดสุดท้ายที่เจ้าตัวไม่วายทิ้งสายตาเจ็บแค้นมาให้ผมก่อนจะปิดประตูห้องเสียงดัง เจ้าปลาป่วนยังยืนค้างท่าไหนก็ยืนท่านั้น และถ้าผมมองไม่ผิดก็เหมือนจะเห็นเจ้าตัวเล็กมันแอบปาดน้ำตาทิ้งแล้วก็เดินหนีเข้าห้องไปด้วย


“ฮึก...ผมก็...ฮึกๆ...ผมก็ไม่กินเหมือนกันฮะพี่...ไม่ต้องเรียกผมนะ...ซื้ดดด แต่เหลือไว้ให้หน่อยก็ดีนะฮะ...”


ปังงง!


และคู่เพื่อนซี้ก็เล่นหายเข้าไปในห้องทั้งสองคนพาที่เหลือได้แต่ถอนหายใจไปตามๆ กัน


“ไม่ใช่ความผิดนายน่า ไปกินข้าวไป”


พี่ชายคนสวยเดินเข้ามาตบหัวผมที่ยังยืนจ้องประตูห้องแรกเบาๆ ก่อนจะโอบไหล่พาผมเดินไปกินข้าว แต่ถึงแม้พี่จะอ่อนโยนแค่ไหน...เจ้าความเจ็บจุกๆ ในใจนี่มันก็ยังไม่หายไป เพราะเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนผมยังจำได้ดี....จำได้ดีถึงจดหมายจากแฟนคลับผมที่ส่งให้ฮยอกแจและสีหน้าของคนที่ผมรักที่ค่อยๆ นิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายคือความเรียบเฉยบนใบหน้าขาวสว่างพร้อมๆ กับที่มือเล็กกำแน่นจนน่าจะเจ็บด้วย


‘อย่ามายั่วเจ้าชายของพวกเรานะ กลับไปส่องกระจกดูหน้าตัวเองซะไปอึนฮยอก’


‘นายมันวางแผนจับซีวอน เพราะซีวอนรวยใช่มั้ยนายถึงมายั่วไม่เลิก’


‘อย่ามายุ่งกับซีวอนของพวกเรานะเจ้าขี้เหร่อึนฮยอก’


จดหมายพวกนี้มันมีไม่กี่ประโยคหรอก แต่ในความน้อยนั้นไก่น้อยคงอ่านได้จนจำขึ้นใจ ฮยอกแจก็แค่ผู้ชายคนหนึ่งที่คงไม่ชอบเรื่องอย่างนี้นักถ้าไม่ติดเพียงว่าคนที่เจ้าตัวรักก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน แต่ในความหมายที่โดนว่ามันกลับแตกต่างจากที่โดนจับคู่กับผมคนละขั้ว

เพราะคนที่ผมรักเค้ารักเพื่อนสนิทอีกวงของเค้าอยู่แล้ว การโดนจับคู่กับผมแถมโดนยัดเยียดบทของคนที่เข้ามายั่วยวนผมคงไม่ใช่เรื่องน่าปลื้มนักหรอก

หึ...ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

พระเจ้าเล่นตลกกับชีวิตผมรึไงนะ


“จะวอนฮยอก ฮันฮยอก อึนเฮ ฮยอกมินหรืออะไรฉันก็ไม่เอาแล้วทั้งนั้น! อย่ามาจับคู่ฉันกับใครอีก! ปล่อยฉันอยู่คนเดียวไม่มีคู่มันก็ไม่ตายหรอก!!”


คนที่ผมรักเผลอตวาดอย่างโกรธจัดเมื่อโดนล้อจากเจ้าปลาน้อยหนักข้อขึ้น ทงเฮเองก็ไม่ได้รู้เวล่ำเวลาในการล้อชาวบ้านเอาซะเลย ...ไม่ได้ดูอารมณ์ของคนที่ถูกล้อเอาซะเลย เพราะตลอดทางเจ้าตัวถามคนนั้นคนนี้ทีว่าได้อ่านจดหมายพวกนั้นมั้ย เจ้าปลาป่วนเองก็คงตงิดๆ ถึงความรู้สึกผมอยู่แล้วเลยตอแยฮยอกแจไม่เลิก และเจ้าตัวก็สรุปเสร็จสรรพในหัวเล็กๆ ว่าอาการหน้าแดงจัดและความแน่นิ่งของเพื่อนสนิทคืออาการเขิน


ผมรู้...นี่คือวิธีการช่วยเป็นพ่อสื่อให้ผมของอีทงเฮ


แต่เพียงแค่จังหวะอารมณ์ที่มันผิดเพี้ยนตรงข้ามไงล่ะที่ทำให้ฮยอกแจโกรธจริงจนถึงกับตวาดออกมาอย่างนั้นแถมยังปฏิเสธข้าวเย็นด้วย

ฮะๆๆๆ แปลกมั้ยล่ะที่คนที่เห็นเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่จนถึงขั้นมาเคาะประตูบ้านผมเพื่อจะมาขอให้ทำอะไรให้กินจะโกรธถึงขนาดไม่ยอมกินอะไร


ฮะๆๆๆ มันยังจะมีอีกมั้ยเสียงเคาะประตูถี่ๆ รัวๆ จากคนที่ผมรัก นับจากวันนี้ไปคนนั้นจะยังเข้าใกล้ผมเหมือนเดิมมั้ย

ผมผิดเอง...ผิดเองที่ห้ามใจไม่ไหว...ห้ามใจที่จะใกล้ชิดและดูแลไม่ไหว สายตาของผมที่มองสื่อไปมันคงเปิดเผยชัดแจ้งกับคนที่ชอบจับผิดอยู่แล้วเกินไป

ผมผิดเอง



ป้าบ!



“กินข้าวซะไอ้น้องขี้เก๊ก นั่งจ้องเป็นพระเอกมิวสิคไปมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก!”


ฝั่งซ้ายมือของผมคือหัวหน้าวง และฝั่งขวามือของผมคือเจ้าของหัวหน้าวง และคนฝั่งขวาก็เอามือหนาๆ มาซัดหัวผมจนแทบจะจมลงไปกับจานข้าวที่ผมนั่งเขี่ยมันเล่นร่วมสิบนาที ถัดจากอาการขู่ของคนฝั่งหนึ่งก็เป็นอาการปลอบจากคนอีกฝั่งหนึ่ง

“เดี๋ยววันนี้พี่จะนอนกับฮยอกแจ จะเอาข้าวเข้าไปให้น้องเอง ดึกๆ คงหิวแหละเหนื่อยมาทั้งวันนี่ ดังนั้นนายก็กินข้าวซะพรุ่งนี้เรายังมีงานอีกเยอะ จะได้มีแรงทำงาน”

ช่างทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ดีเหลือเกิน

และส่วนอีกคนที่ก็ปฏิเสธข้าวเย็นเช่นกันก็ไม่น่าห่วงหรอกเมื่อใครบางคนในโต๊ะก็นั่งกินข้าวเงียบๆ ไม่พูดไม่คุยตามปกติ แต่วันนี้เจ้าตัวกลับอิ่มเร็วกว่าปกติและหยิบนั่นหยิบนี่ใส่กล่องหลายกล่องและขอตัวลุกจากโต๊ะก่อนคนอื่นด้วย

เจ้าปลาน้อยคงมีข้าวเย็นแล้วล่ะ





ผมไม่รู้หรอกว่าหัวหน้าวงพูดอะไรกับคนตัวเล็กของผมคืนนั้น แต่ที่ผมรู้คือมันไม่ได้ผล ฮยอกแจยังนั่งนิ่งเช่นเดิมและแต่ก่อนที่จะมีเสียงใสๆ ของทงเฮมาช่วยพูดจ้อนั่นนี่ระหว่างทางให้ไม่เบื่อ วันนี้เจ้าตัวกลับนั่งเงียบและลอบสังเกตหน้าเพื่อนซี้อย่างเกร็งๆ ไปด้วย

อย่างที่บอก...ไม่บ่อยนักหรอกที่จะเห็นฮยอกแจโกรธจัดขนาดนี้...ถ้าเป็นแต่ก่อนแค่ทงเฮไปง้องอนนิดหน่อยหน้าบูดๆ นั่นก็จะยิ้มกว้างโชว์เหงือกสวยๆ ไปแล้ว แต่วันนี้แม้แต่เจ้าปลาชอบสอดยังไม่กล้าเข้าไปใกล้

แล้วใครจะกล้าล่ะ?

และยิ่งเมื่อเค้าเหมือนไม่สนใจใครโดยเฉพาะผม เพราะถ้าเมินได้เจ้าตัวก็จะหันหน้าหนีไปอีกทางจนคอบิด ไม่ก็ทิ้งระยะห่างจากผมร่วมสิบเมตรได้มั้ง(ตัวเลขมันเว่อร์เกินผมรู้) ผมเดินหน้าแถวฮยอกแจก็จะหลบไปเดินท้ายแถว พอผมถอยมาท้ายแถวบ้างเค้าก็จะรีบๆ วิ่งไปเดินหน้าแถวชนิดที่จะไม่มีภาพของพวกเราอยู่ในเฟรมเดียวกันแน่ๆ

ผมนี่มันน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยรึไงนะ



และอาการนิ่งเงียบอย่างนี้มันก็เดินมาถึงช่วงเวลาที่พบแฟนๆ

ฮยอกไม่ใช่คนเฟคเก่ง ดังนั้นเค้าคิดอะไรเค้าก็จะแสดงออกมาตรงๆ ถ้าเค้ารู้สึกสนุกเค้าก็จะหัวเราะ ถ้าเค้าเครียดเค้าก็จะไม่ยิ้ม นี่คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมชอบฮยอกแจ เพราะผมสบายใจเมื่ออยู่กับเค้า ผมไม่ต้องระแวง ไม่ต้องเกร็ง ผมสามารถเป็นตัวเองได้เต็มที่เมื่ออยู่กับฮยอกแจ ยกเว้นสิ่งเดียวที่ผมพยายามซ่อนมันเอาไว้ไม่ให้เค้าเห็น


ความรู้สึกที่เรียกว่า ‘รัก’ นี่ไงล่ะ


แต่วันนี้ความเป็นคนตรงของเค้ากลับทำให้ผมหนักใจ แต่ก่อนเค้าคงไม่ค่อยอะไรมาก มีก็มีไป แต่วันนี้ป้ายคู่ของพวกเราบางป้ายกลับยิ่งตอกย้ำความรู้สึกในใจเค้ามากขึ้น ความห่างเพียงแค่หนึ่งคนคั่นทางกายมันกลับแตกต่างกับความห่างทางใจเมื่อรู้สึกเหมือนอยู่กันคนละโลก


ถ้านายโดนจับคู่กับจุนซูนายจะยังทำท่าโกรธเหมือนโดนจับคู่กับฉันมั้ย?


ถามให้ตัวเองเจ็บเองเล่นๆ เมื่อคำตอบนั้นผมก็รู้อยู่แก่ใจดี สภาพในวงอย่างนี้ไม่มีใครชอบหรอก พวกเราต้องป่วนๆ รั่วๆ ฮาๆ สิ อาการพูดไม่ออกบอกไม่ถูกนี่มันไม่น่าใช่ฝูงลิงสิบสามตัวที่แฟนคลับเรียกขาน



หากเรื่องมันเริ่มที่ผมก็ควรจะจบที่ผมซะจริงมั้ย?




ก๊อกๆๆๆ


“ฮยอก นี่ฉันเอง...ซีวอน....เปิดประตูหน่อยสิ”


ก๊อกๆๆๆๆๆ


ผมเคาะประตูห้องนี้ไปกี่ครั้งแล้วนะ

ผมเคาะประตูห้องของคนที่ปฏิเสธข้าวเย็นอีกรอบนี่ไปกี่ครั้งแล้ว

และมันก็ไม่ใช่ภาวะที่ผมจะเกรงใจเมื่อสิ่งที่กำลังจะทำคือการทำร้ายตัวเองต่างหาก ดังนั้นกุญแจที่ได้มาจึงถูกผมใช้ไขประตูห้องออก


และภาพที่เห็นคือคนตัวผอมคนหนึ่งกำลังนั่งเกาะอยู่กับเก้าอี้ข้างประตูกระจกบานใหญ่ที่เปิดออกสู่ระเบียง เจ้าตัวหันมามองด้วยสีหน้าตกใจนิดหนึ่งแต่ก็หันกลับไปอย่างไม่สนใจทันที


“ข้าวเย็น....”


ของประกอบคำพูดในมือถูกวางลงบนโต๊ะตัวหนึ่งในห้อง แต่ถึงอย่างนั้นเค้าก็ยังนั่งหันหน้าเหม่อมองวิวนอกห้องอยู่อย่างนั้น


บรรยากาศช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน


แต่มันก็ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งเล่นแง่อ้อมโลกกันแล้ว จบได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี


“ฉันทำอะไรผิดเหรอฮยอกแจ?”


“.............”


“ฉันผิดที่กอดเพื่อน ผิดที่บอกว่าคิดถึงเพื่อน ผิดที่ไปห้ามคำพูดแฟนๆ ของฉันไม่ได้นายถึงโกรธใช่มั้ย?”


“...........”


“ถ้านายเงียบเมื่อไหร่ถึงจะรู้เรื่องกันล่ะ ถ้านายเงียบก็ไม่มีใครเข้าใจหรอกนะ ถึงแม้ทงเฮจะอยากขอโทษนายแต่ถ้านายไม่พูดเจ้านั่นก็ไม่รู้ตัวหรอกนะ!”


“ตะ.....แต่....”


“เป็นข่าวกับคนอื่นทำไมนายไม่โกรธ เป็นข่าวกับซองมินเอย ทงเฮเอย ทำไมนายถึงไม่โกรธ! แต่แค่เป็นข่าวกับฉันทำไมต้องโกรธด้วย! สำหรับนายฉันคงไม่จัดอยู่ในกลุ่มเพื่อนสนิทนายใช่มั้ยถึงต้องปฏิบัติกับฉันแตกต่างจากคนอื่นอย่างนี้!”


“...อึก...ฉันไม่ได้...”


“ไม่ได้อะไร? ไม่ได้โกรธฉันแล้วไม่กี่วันที่ผ่านมานี่ล่ะ? นายจะบอกว่านายไม่ได้ทำตัวแยกห่างจากฉันงั้นเหรอฮยอกแจ? ฉันผิดอะไรฮึที่นายต้องเมินฉันทั้งวันด้วย!”


“...ก็นาย...ก็นายไม่รู้ตัวหรอก! แค่เดินข้างนาย...แค่อยู่ข้างนายก็ถูกมองอย่างนั้นแล้ว! ฉันไม่เคยคิดจะยั่วใคร! ไม่เคยคิดจะจับใคร! ถึงฉันไม่ได้หล่อได้รวยอย่างนายแต่คนอย่างฉันก็มีศักศรีดิ์เหมือนกัน! คนอย่างนายไม่เคยเข้าใจหรอก!!”


นายต่างหากที่ไม่เคยเข้าใจ


“ฉันไม่อยากโดนมองอย่างนั้น ไม่อยาก...ให้ใครเข้าใจผิด...เจ้าชายที่เพอเฟคต์ตลอดอย่างนายไม่เข้าใจหรอกชเวซีวอน!!”


เจ็บแฮะ


คำเรียกขานที่ได้ยินบ่อยๆ มันทำให้ใจเจ็บจี๊ดๆ ได้ตอนนี้เองเมื่อมองคนตรงหน้าอย่างขมขื่น


รู้บ้างมั้ย...ตั้งแต่รู้จักกับพวกนาย...ตั้งแต่รู้จักนาย....ฉันก็ไม่เคยอยากได้ฉายานี้อีกเลย...ฉันอยากเป็นพรรคพวกเดียวกับพวกนาย...เป็นกลุ่มเดียวกันที่ไม่ต้องดูแปลกแยกออกมา...และที่สำคัญ...


ฉันอยากเป็นคนที่ยืนข้างๆ นายได้รู้บ้างมั้ยฮยอกแจ


แต่เพียงแค่มีข่าวกับฉันนายกลับกลัวคนอื่นเข้าใจผิดถึงกับที่ต้องทำตัวห่างออกไปซะเอง..นายกลัวคนของนายเข้าใจผิดใช่มั้ย?


ทั้งๆ ที่เค้าก็ไม่ได้รักนายแต่นายกลับให้ความสำคัญกับแค่ความเข้าใจตรงนี้มากกว่าความรู้สึกฉัน


เจ็บชะมัด


“หึ....ก็ได้นะฮยอก...ฉันมันผิดเองทั้งหมดนั่นล่ะ ..หึ...ผิดที่เกิดมาหล่อ ผิดที่เกิดมาบ้านรวย ผิดที่เกิดมาเท่ห์...ผิด....ที่เกิดมาเป็นเพื่อนนาย..” และผิดที่เกิดมารักนาย “...ฉันผิดเองอย่างนั้นใช่มั้ย?”


“..........”


“ก็ได้อึนฮยอก...ก็ได้...ถ้านายแคร์กับคนไม่กี่คนที่ไม่รู้จักมากกว่าเพื่อนที่คบกันมาตั้งนานอย่างฉัน ฉันจะเป็นฝ่ายไปเองก็ได้! ฉันจะไม่เข้าใกล้นาย! ฉันจะไม่พูดถึงนาย! จะไม่ทำอะไรที่มันเกี่ยวกับนายจนต้องเป็นข่าวอีกต่อไปแล้ว! สบายใจได้เลย!!”


พูดคำสัญญาที่ราวกลับกรีดลงบนหัวใจของตัวเองจบผมก็หมุนตัวจะเดินออกจากห้องนั้นอย่างเร็วเพื่อไปเลียแผลให้ตัวเอง แต่มือที่กำลังจะแตะลูกบิดก็ต้องเผลอชะงักค้างเมื่อรู้สึกถึงแรงรัดตรงเอวจากแขนผอมๆ ขาวๆ คู่หนึ่ง


และคำสั้นๆ คำเดียวที่ออกมาก็พาให้หัวใจมันอ่อนยวบลงไปถึงไหนต่อไหน


“ขอโทษ....”


พร้อมๆ กับที่รับรู้ได้ถึงอาการสั่นของคนข้างหลังก็เหมือนเจ้าตัวจะพยายามรัดแขนทั้งคู่แน่นเข้าและซบหน้าเปียกชื้นลงกับแผ่นหลังผม


“ขอ...ฮึก...ขอโทษซีวอน...ฉัน...แค่เครียด...ไม่ได้ตั้งใจจะ...ฮึก...หมายถึงอย่างนั้น....อึก....หาย...ฮึก....โกรธเถอะนะ...”


ตอนนี้ผมต้องหักห้ามใจเหลือเกิน...หักห้ามใจที่จะไม่คว้ามือเล็กเอาไว้และหันไปกอดตอบ เพราะคนที่กำลังเอ่ยปากขอโทษอยู่นี่อาจจะระแวงเอาได้


“ทำไมล่ะ? ถ้าฉันเข้าใกล้นายอีกก็ต้องเป็นข่าวอีก...ฉันไม่อยากโดนนายโกรธอีกครั้งหรอกนะ”


และคราวนี้ไม่จำเป็นต้องหักห้ามใจเมื่อมือเล็กคู่นั้นกลายเป็นฝ่ายควานหามือผมมากุมแน่นซะเอง ความอบอุ่นและนุ่มนวลที่แทรกเข้ามาทำให้ผมฉวยโอกาสสอดนิ้วเกาะกุมไว้แน่นเช่นกัน


ถึงจะแสดงความรู้สึกออกมาตรงๆ...แต่ฮยอกแจไม่ใช่คนจะทำอะไรหวานๆ อย่างนี้บ่อยๆ หรอก


แกล้งงอนซะบ้างก็ได้กำไรดีเหมือนกันนะ ^ ^


“ไม่โกรธแล้ว...ฉันสัญญาจะไม่ทำตัวงี่เง่าอย่างนั้นอีกแล้ว...หายโกรธเถอะ”


ผมรู้สึกได้ว่าถ้าใครมองตอนนี้คงเห็นลักยิ้มที่แก้มทั้งสองข้าง จริงๆ ผมไม่ค่อยชอบนักหรอกเพราะมันลดความเท่ห์ของผม แต่คนที่ฉวยโอกาสกอดผมกลับชอบมันมากจนบางครั้งเอานิ้วมาจิ้มๆ เล่น


แต่เพื่อเค้า...ผมยอมได้ทุกอย่างอยู่แล้ว


ยอมแม้คนที่ผมรักจะทำตัวงี่เง่าแค่ไหน..เพราะถ้าเค้าง้อผมน่ารักอย่างนี้ผมถือว่าผมได้กำไร


ดังนั้นผมต้องยอมต้องแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงท้องร้องของคนที่กำลังฉวยโอกาสผมอยู่ และต้องทำเป็นเนียนไปนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนด้วยการไม่รื้อฟื้นเรื่องที่เจ้าตัวคงคิดว่าน่าอายพูดขึ้นมาล้อ


การเป็นเพื่อนมันก็มีข้อดีตรงนี้เอง


ข้อดีตรงที่เค้าไว้ใจและยอมฟังผมโดยไม่มีอคติ ข้อดีที่อย่างน้อยเค้าก็เป็นคนที่รักเพื่อนมากจนต้องเป็นฝ่ายทำอะไรที่ไม่คุ้นชินอย่างนี้


เอาน่า..สถานะนี้มันก็ไม่เลวนักหรอก อนาคตใช่ว่าเปลี่ยนไม่ได้ แต่ ณ ตอนนี้ผมมีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้แล้ว ผมมีความสุขกับการได้นั่งข้างๆ และมองเค้ากินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนลูกหมาตัวน้อยๆ ผมมีความสุขกับการได้แอบรักเค้าเงียบๆ อย่างนี้


แต่อนาคตคือเรื่องของอนาคต ดังนั้นถ้าใจเค้าว่างเมื่อไหร่ผมไม่รับประกันหรอกว่าตอนนั้นจะไม่รุกอย่างหนัก ผมจะให้เวลาแห่งความสงบสุขกับเค้าจนกว่าจะถึงตอนนั้น


ผมเป็นคนดีใช่มั้ย ^ ^







END






ฟีลฟังเพลงข้างบนแล้วเลยอยากแต่งขึ้นมากะทันหัน มันก็เลยมาแบบไร้พล็อตฉะนี้แล (- -)(_ _)
หากเม้นดูออกไปนอกแนวที่อยากจะสื่อ(มีเรื่องที่อยากสื่อกะเค้าด้วยรึ (= '' =) ก็จะมาลบเนื้อเรื่องออกนะคะ อยากเมนความรู้สึกคนเล่าอ่ะไม่ได้อยากเมนเรื่องใดนอกเหนือจากนี้
อ่านเอาสนุกนะคะ ^ ^



Create Date : 08 มีนาคม 2552
Last Update : 8 มีนาคม 2552 19:44:49 น. 0 comments
Counter : 257 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
ryoshin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ryoshin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.