Group Blog
 
All blogs
 

ซุปเนื้อมนุษย์

เป็นเรื่องที่อ่านแล้วรู้สึกสยองจี๊ดๆอะค่ะ เคยดูภาพยนต์อยู่เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเผ่ามนุษย์กินคนแต่ก็ไม่แน่ใจว่ามีจริงไหม พอมาอ่านเจอแล้วถึงรู้ว่าเคยมีอยู่จริงไม่ได้กินแค่เนื้อยังมีการดื่มน้ำเหลืองอีกต่างหาก ไปเจอมาจากโพสจังค่ะ เลยขออนุญาตมาโพสต่ออิอิ

เรื่องของมนุษย์กินคนนั้น มีอยู่ในตำนาน แทบทุกชาติทุกภาษา แต่ชนเผ่ามนุษย์ กินคนที่โด่งดังที่สุด คงไม่มีเผ่าใดเกินมนุษย์ แห่งเกาะปาปัวนิวกินี หนนี้ทีมงาน ต่วย'ตูน จึงขอนำเอา ประสบการณ์ของผู้ ที่ได้พบเห็น การกินเนื้อมนุษย์ ของชนเผ่านี้ มาเล่าสู่กันฟังครับ

ชนผิวขาวโดยเฉพาะที่อาศัย อยู่ในออสเตรเลียบางคน
ยังคิดว่าชาวปาปัวนิวกินียังนิยมกินเนื้อมนุษย์กันอยู่ วากี้เพื่อน
จากปาปัวนิวกินี ปรารภให้ข้าพเจ้าฟัง และให้เหตุผลว่า เรื่อง
มันคงเนื่องมาจากความประทับใจ ที่คนออสเตรเลีย เคยได้ยิน
ได้ฟังเรื่องราวที่น่าหวาดเสียว เกี่ยวกับการกินเนื้อมนุษย์เมื่อสมัยก่อนก็ได้

มีอยู่บ่อยๆที่วากี้ถูกมองอย่างสงสัยจากบางคนว่าเขายังกินเนื้อมนุษย์
เป็นอาหารอยู่อีกหรือเปล่า อย่างในค่ำวันหนึ่ง ในขณะที่วากี้และข้าพ
เจ้านั่งกินอาหารอยู่ในร้านอาหารเมืองแคนเบอร์รา ออสเตรเลีย พบ
หญิงวัยกลางคน 2 คน มองมาทางเราด้วยอากัปกิริยาตื่นๆ (แล้วก็ซุบซิบกัน)
มองแล้วมองเล่าเหมือนเห็นสิ่งประหลาด

วากี้คงรู้สึกโกรธและอดรนทนต่อไปไม่ได้ ชะโงก
หน้ามากระซิบกับข้าพเจ้าด้วยท่าทางหงุดหงิด

"บูน ผมคิดว่าหญิงสองคนนั่นกำลังคิดว่าผมเป็น
มนุษย์กินคนเข้าอีกแล้วละมั้งนี่ คุณว่า
ทำอย่างไรดีล่ะ ผมชักไม่ชอบหน้าแม่นั่น"

"เอายังงี้ไหม" ข้าพเจ้าถามและพูดต่อไปด้วยน้ำ
เสียงค่อนข้างดัง "คุณเลิกกินเนื้อมนุษย์เมื่อไร"

"สัก 2-3 ปีมานี่เอง"

"ทำไมถึงเลิกเล่า"

"กลัวกฎหมาย"

"ตอนนี้ถ้าหากมีโอกาสคุณจะกินอีกไหม"

"อ๋อ...แน่นอน ผมจะกินอีก โดยเฉพาะผู้หญิง
ผิวขาววัยกลางคนมันคงอร่อยอย่าบอกใครเชียว เห็นแล้วอยากกินจริงๆ"

ผู้หญิงสองคนนั่นนั่งเงียบและไม่มองมาทางเราอีกเลย

นั่นเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว ในขณะที่ข้าพ
เจ้าอยู่ที่ออสเตรเลีย และได้พบรู้จักกับวากี้อย่างสนิทสนมที่นั่น



ความเป็นเพื่อนสนิททำให้ข้าพเจ้ากล้าถาม เรื่องต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในปาปัวนิวกินี โดยเฉพาะเรื่องการกินเนื้อมนุษย์
ซึ่งมีอยู่เรื่องสองเรื่องที่น่าสนใจเล่าให้ท่านฟัง

ขออนุญาตให้ข้าพเจ้ากล่าวถึง ประเทศปาปัวนิวกินีเสียก่อนเล็กน้อย

ปาปัวนิวกินีเป็นเกาะอยู่ทางเหนือ ของทวีปออสเตรเลีย มีพื้นที่ขนาดเท่าประเทศไทย แต่มีพลเมืองเพียงครึ่งหนึ่ง ของกรุงเทพมหานครเท่านั้น มีเมืองหลวงซึ่งเป็นเมืองท่าด้วยชื่อ ปอตมอสบี ประกอบด้วยชนเผ่าต่างๆมากกว่า 700 เผ่า แต่ละเผ่าต่างคนต่างอยู่ การเดินทางไปมาหาสู่กันลำบากมาก เพราะพื้นที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน


แรกทีเดียวเกาะนี้มีชื่อว่านิวกินี ในราวต้นศตวรรษที่ 18 นักเดินเรือชาวยุโรปได้เดินทางหลงไปพบเกาะนี้โดยบังเอิญ ได้พบเห็นชนพื้นเมืองชาวเกาะมีผมหยิก จึงเรียกเกาะดังกล่าวว่า ปาปัวส์ ซึ่งแปลว่าพวกผมหยิก ตั้งแต่นั้นมา เกาะทางด้านใต้จึงรู้จักกันในนามปาปัว ส่วนด้านเหนือยังคงเรียกกันว่านิวกินี

เมื่อสมัยที่ยังมีการล่าเมืองขึ้นกัน เยอรมันได้ครอบครองทางด้านเหนือ ส่วนทางด้านใต้อังกฤษหรือตัวแทนคือออสเตรเลียได้ครอบครองไว้ พอหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันแพ้สงครามสหรัฐ อเมริกาจึงเข้าครอบครองแทน แล้วต่อมาได้มอบให้ออสเตรเลีย ดังนั้น ในระยะหลังออสเตรเลียจึงเข้าปกครองไว้ทั้ง 2 เขต


จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว ออสเตรเลียเห็นว่าควรจะให้ชนพื้นเมืองปกครองตนเองได้แล้ว จึงให้ปาปัวและนิวกินีได้รับอิสรภาพเรียกว่าประเทศปาปัวและนิวกินี ต่อมาตัดคำว่า "และ" ออกเสีย เพื่อไม่ให้มีความรู้สึกแบ่งแยกกัน ชื่อใหม่จึงเป็นประเทศปาปัวนิวกินีจนทุกวันนี้ และถือว่าเป็นประเทศที่เกิดใหม่ในโลกอีกหนึ่ง

ในสมัยแรกๆที่ชาวยุโรปเดินทาง ไปถึงปาปัวนิวกินีนี้เอง พวกหมอสอนศาสนาคริสต์ ผู้ ซึ่งมีอุดมการณ์แก่กล้า ในอันที่จะเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ให้ถึงดินแดนลึกลับนี้ ได้เดินทางเข้าไปยังประเทศนี้ และได้เกิดเรื่องที่น่าสยดสยองขึ้น


ประมาณต้นศตวรรษที่ 19 มีคณะสอนศาสนา ซึ่งเป็นหญิงล้วนคณะหนึ่ง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อารักขา ซึ่งมีอาวุธปืนทันสมัยประจำกายเดินทางไป ยังหมู่บ้านของชนเผ่าหนึ่งเพื่อสอนศาสนา เมื่อเดินทางล้ำเข้าไป ในเขตครอบครอง ของชนเผ่านั้น ก็ออกมาสกัดกั้นเพราะถือว่าเป็นการบุกรุก จึงต้องให้พวกคณะสอนศาสนาเดินทางกลับเสีย แต่คณะสอนศาสนาไม่ยอมทำตามคงเดินทางต่อไป ชาวพื้นเมืองจึงได้ใช้อาวุธอันมี มีด หอก หลาว แหลน หน้าไม้ เข้าโจมตี การต่อสู้นองเลือดจึงได้อุบัติขึ้น ทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บและตายกันเป็นจำนวนมาก แต่ในที่สุดคณะสอนศาสนาก็ยอมแพ้


เมื่อสามารถรบชนะพวกรุกรานได้แล้ว คืนนั้นจึงมีพิธีเฉลิมฉลองชัยชนะ และกินเลี้ยงกันอย่างเอิกเกริก ซุปเนื้อมนุษย์เป็นรายการอาหารสำคัญของงาน วิธีปรุงอาหารรายการนี้ง่ายมาก นำน้ำใส่หม้อดินขนาดใหญ่ต้มให้เดือด บั่นศพมนุษย์ที่ตายทั้งสองฝ่ายให้มีขนาดที่จะใส่ในหม้อนั้นได้ใส่ลงในหม้อ นำผักชนิดต่างๆ รวมทั้งมันและเผือกใส่รวมลงไปด้วย ต้มจนสุกและเปื่อยดีแล้วก็ตักออกมากินกัน

ส่วนคนที่ยังไม่ตายก็มัดไว้ก่อนและค่อยๆ ฆ่าให้ตาย นำมาปรุงเป็นอาหาร กินเลี้ยงกันในคืนต่อๆ มา

วากี้บอกข้าพเจ้าว่ารองเท้าหนัง ถุงเท้า ตลอดจน เสื้อผ้าก็ถูกนำมาต้มจนเปื่อย และกินจนหมดสิ้นเช่นเดียวกัน สำหรับหัวกะโหลกเก็บไว้ เป็นเครื่องประดับตามบ้าน

ไหนๆ ข้าพเจ้าก็ได้เล่าเรื่อง พิลึกกึกกือนี้มาแล้ว ก็เลยนึกอยากเล่าประเพณี กินน้ำเหลืองมนุษย์ให้ฟังเสียด้วยเลย ซึ่งเมื่อท่านได้ฟังแล้ว คงไม่นึกอยากจะเชื่อว่า มันเกิดขึ้นในโลกของเรานี้

ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงเรื่องการกินน้ำเหลืองมนุษย์ ในปาปัวนิวกินีให้ท่านทราบ
แต่ก่อนที่จะได้กล่าวถึงเรื่องนี้ ใคร่ขอเรียนถึงเรื่องราวความเป็นไปเกี่ยวกับ ชาวปาปัวนิวกินีสักเล็กน้อย เพื่อท่านจะได้เข้าใจถึงรูปร่างหน้าตา ถิ่นกำเนิด และทำไมจึงกินเนื้อมนุษย์

พูดถึงรูปร่างหน้าตา

จากความหมายของชื่อประเทศก็พอจะทราบเป็นเลาๆว่า คนที่ปาปัวนิวกินีมีผมหยิก เพราะคำว่าปาปัวส์แปลว่า พวกคนผมหยิกเป็นภาษาดัตช์ แต่ถ้าทราบตามที่ข้าพเจ้าได้บันทึกไว้ ก็อาจจะช่วยให้ท่านเข้าใจดีขึ้น

"คนที่ผมหยิก ตาพอง หัวโต จมูกเหี่ยว ปากแบะ ไหล่กว้าง พุงป่อง ก้นปอด ขาสั้น แขนยาว เห็นแล้วรู้สึกกลัวๆ"

เขามาจากไหน

มีหลักฐานบางอย่างทำให้เชื่อว่า คนปาปัวนิวกินี น่าจะอพยพมาจากพวกที่อาศัย อยู่ในแถบทวีปอเมริกาใต้ หรือแถบประเทศเปรูในปัจจุบัน เพราะอาหารหลัก ที่กินกันอยู่เป็นประจำคือสวีตโปเตโต้นั้น ทั้งชาวปาปัวนิวกินีและชาวอเมริกาใต้นิยมกินกันมาก ไม่กินข้าวอย่างเรา จึงน่าจะเชื่อได้ว่าชนทั้งสองกลุ่มมีถิ่นกำเนิดเดียวกัน

แต่ทว่าทำไมชนทั้งสองกลุ่มนี้ จึงอยู่ไกลกันคนละมุมโลกเล่า?

ปัญหานี้เข้าใจกันว่า เมื่อสมัยก่อนชาวอเมริกา ใต้ที่ชอบผจญภัย อาจจะใช้แพเป็นพาหนะเดินทางมา ในมหาสมุทรแปซิฟิก พบหมู่เกาะโปลินีเชี่ยน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก ตั้งรกรากอยู่ที่นั่นก่อน ต่อจากนั้นก็เดินทางมายังปาปัวนิวกินีทำไมจึงต้องกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเป็นอาหาร?

เรื่องนี้ข้าพเจ้าก็รู้สึกฉงน และพยายามค้นหาคำตอบ อยู่เสมอเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจนัก เคยถามวากี้ (เพื่อนชาวปาปัวนิวกินี) เขาก็ตอบไม่ได้ นอกจากบอกว่า มันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ในข้อที่ว่าต้องดิ้นรน เพื่อความอยู่รอดกระมัง



น่าเชื่อที่สุด สัตว์หลายชนิด ก็กินกันเองเป็นอาหาร มนุษย์เราก็เป็นสัตว์ แล้วทำไมจะกินกันเอง ไม่ได้ถ้าถึงคราวจำเป็น อย่างทหารเกาหลี ในสงครามเมืองจีน ก็เคยผ่าศพทหารด้วยกัน ควักเอาหัวใจ ตับ ออกมากินเป็นอาหาร ในเวลาที่อดอยากมากๆ ผู้ที่รอดตายจากเครื่องบินตก ที่ติดอยู่บนยอดเขาหลายวัน ก็ต้องกินเนื้อสะโพก และเนื้อที่ขาของผู้โดยสารด้วยกันที่ตายเป็นอาหาร เพื่อประทังชีวิตเหมือนกัน



ทีนี้ มาพูดถึงชาวปาปัวนิวกินีกันบ้างว่า ทำไมจึงกินเนื้อมนุษย์เป็นอาหาร



ย้อนไปถึงเมื่อนักผจญภัยชาวอเมริกาใต้ เดินทางมาถึงปาปัวนิวกินี ในตอนแรกได้ตั้งรกรากกันอยู่ในบริเวณชายทะเลก่อน เพราะอาหารอุดมสมบูรณ์ดี แต่มียุงชุกชุม เป็นเหตุให้ตายกันมากเพราะไข้มาลาเรีย ทำให้ต้องอพยพกันเข้าไปในใจกลางของเกาะซึ่งมีอากาศเย็นกว่า เพราะอยู่บนเทือกเขาและยุงไม่ชุม แต่อาหารไม่อุดมสมบูรณ์ มีก็เพียงสัตว์บางชนิด เช่น แกงการู ซึ่งนานๆเข้าก็หายาก นักผจญภัยซึ่งในที่นี้เราจะเรียกเขาว่าชาวปาปัวนิวกินี ก็เริ่มขาดอาหารจำพวกโปรตีน ขาดมากๆเข้าธรรมชาตินั่นจะเป็นตัวกระตุ้น ทำให้ต้องกินกันเองเพื่อจะได้โปรตีนมาเพื่อร่างกาย นั่นคือที่มาของการกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันของชาวปาปัวนิวกินี



ทีนี้ ก็จะได้กล่าวถึงการกินน้ำเหลืองของชาวปาปัวนิวกินีเสียที
ซึ่งได้พูดนอกเรื่องมามาก ข้าพเจ้าบอกตรงๆว่า พูดถึงเรื่องนี้ทีไรคอมันตีบทุกที



คนบางเผ่าในปาปัวนิวกินี เวลามีใครตายขึ้นไม่ว่าจะเป็นญาติของตน หรือคนต่างเผ่าที่ตกอยู่ในครอบครองของตน เขาจะไม่นำศพไปฝังหรือเผา แต่จะนำศพไปไว้บนตะแกรงที่ยกพื้นสูงขนาดท่วมหัว ปล่อยให้ศพอยู่ในสภาพนั้นจนขึ้นอืด เกิดน้ำเหลืองเยิ้มไปทั้งตัวดีแล้ว ก็จะเข้าป่าหาใบไม้ที่เป็นเครื่อง เทศเอามาพับเป็นกระทงเล็กๆ (คงอย่างที่เตรียมใบชะพลูจะกินกับเมี่ยง) เหมาะที่จะมีขนาดกินคำเดียว แล้วก็เชิญพรรคพวกเพื่อนฝูงให้มารวมกันอยู่ใต้ตะแกรงศพนั้น นำเอาไม้ปลายแหลมแทงศพให้เป็นรู ให้น้ำเหลืองไหลย้อยออกมา นำกระทงใบไม้ที่เตรียมไว้ รองรับน้ำเหลืองนั้น พอได้มากดีแล้วก็กินทั้งน้ำเหลืองและใบไม้
กินกันจนไม่มีน้ำเหลืองแล้วก็นำศพนี้ไปต้มซุปกับผักต่างๆ กินกันต่อไป

เมื่อคราวที่ข้าพเจ้าเดินทางไปปาปัวนิวกินีก็ได้กินซุปคล้ายๆ กันกับที่เล่ามาให้ฟังเหมือนกัน แต่แทนที่จะเป็นเนื้อมนุษย์กลับเป็นเนื้อไก่เสียเท่านั้น กินไปมองหน้าเพื่อนชาวปาปัวนิวกินีไปคอมันตีบ ดีที่ไม่ถึงกับโอ้กอ้ากออกมาในขณะนั้น
เรื่องที่ข้าพเจ้าเล่ามานี้ ความจริงจ้างให้ ข้าพเจ้าเชื่อก็ยัง
ไม่อยากเชื่อ แต่ข้าพเจ้าก็ต้องเชื่อในเวลาต่อมาจริงๆ

คือเมื่อตอนที่ข้าพเจ้าจะเดินทางเข้าไปใน ปาปัวนิวกินีนั้น ข้าพเจ้าทราบข่าวว่า ชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นนักถ่ายภาพยนตร์ ได้เข้าไปถ่ายทำเรื่องแปลกประหลาด ทั้งหลายแหล่ในประเทศปาปัวนิวกินีอยู่ก่อนแล้ว ได้จ้างคนเผ่าหนึ่งหมักศพไว้จนมีน้ำเหลืองให้กินกับใบไม้จริงๆ ให้บันทึกภาพ รัฐบาลของปาปัวนิวกินีทราบเรื่องนี้เข้า จึงได้ตามจับตัวนักถ่ายภาพยนตร์อุตริ ชาวญี่ปุ่นคนนี้เป็นการใหญ่ เพราะเขาถือว่าเป็นการสร้างภาพพจน์ที่ผิดให้เกิดแก่ชาวโลกว่า ชาวปาปัวนิวกินีกินน้ำเหลืองมนุษย์ ซึ่งขณะนี้ไม่มีแล้ว แต่เดชะบุญชาวญี่ปุ่นนั้นได้เดินทางออกจากประเทศไปก่อนแล้ว ก่อนที่เรื่องจะทราบถึงเจ้าหน้าที่รัฐบาล ไม่ยังงั้นคงมีหวังติดคุกติดตะรางอยู่ที่เมืองโน้นแน่ๆ

ตอนนี้ข้าพเจ้าขอจบเรื่องเกี่ยวกับปาปัวนิวกินีไว้เพียงนี้ก่อน แต่ก่อนที่จะจบข้าพเจ้าขอวิงวอนต่อท่านว่าในปาปัวนิวกินี ขณะนี้ไม่มีเผ่าใดที่ยังกินเนื้อมนุษย์เหลืออยู่อีกแล้ว ข้าพเจ้าขออ้อนวอนท่านอย่างนี้ เพราะต้องการจะทำตามคำขอร้องของเพื่อน "วากี้" ที่เคยสัญญากัน

ส่วนท่านจะคิดว่าชาวปาปัวนิวกินีบางเผ่าอยู่ลึกๆเข้าไปในใจกลางของเกาะ
ที่คมนาคมยังไปไม่ถึง อาจยังมีเผ่ามนุษย์กินคนอยู่ ข้าพเจ้าก็ตามใจท่าน.

ขอขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2552    
Last Update : 11 มิถุนายน 2552 0:10:46 น.
Counter : 223 Pageviews.  

หนุ่มบ้านนอก...เก็บตกจากฟอเวิร์ดเมลล์

หนุ่มบ้านนอกยากจนคนหนึ่ง
เสี่ยงโชคเข้ามาหางานทำในกรุงเทพ
ทั้งที่มิได้มีความรู้อะไรเลย

เนื่องจากได้ทราบข่าวที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่า
มีโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพ
กำลังรับสมัคร นักการภารโรง ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา

จึงจับรถมากรุงเทพ
และเดินกางแผนที่ (ที่เพื่อนเขียนให้)
สุ่มถามชาวบ้านถึงที่ตั้งของโรงเรียนนั้น
ซึ่งกว่าจะเจอก็เหงื่อตกไปหลายปี๊บทีเดียวแหละ

เมื่อเข้าไปแจ้งความจำนงที่แผนกธุรการ
จึงมีเจ้าหน้าที่มาเรียกให้นั่ง< /SPAN>
และยื่นใบสมัครมาให้กรอกข้อความ
นายหนุ่มนั้นก็ยิ้มแหย ๆ
ยกมือไหว้แล้วบอกอ่อย ๆ กับเจ้าหน้าที่ว่า

“...ขอโทษครับพี่
ผม...คือว่า...
ผม...อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ครับ...”

เจ้าหน้าที่ ท ี่นั่งรับสมัครอยู่นั้น
ชักสีหน้าทันที

“...อะไรกัน คิดจะมาสมัครงานที่โรงเรียน
ถึงจะตำแหน่งแค่ นักการภารโรง
ถึงจะไม่ได้ใช้วุฒิการศึกษา
แต่อย่างน้อยก็น่าจะอ่านออก เขียนได้ บ้างแหละ”

หนุ่มบ้านนอกหน้าซีด
ยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ประหลก ๆ

“...ผมไม่รู้หนังสือจริง ๆ ครับ
แต่ช่วยรับผมไว้หน่อยเถิดครับพี่
ให้ผมแบกหามกวาดถูอะไรก็ได้ทุกอย่างครับ”

“งั้นก็คงจะไม่ได้หรอก. ..”
เจ้าหน้าที่เก็บใบสมัคร กับปากกาที่วางไว้ให้ คืนที่อย่างไม่มีเยื่อใย

“...เรามาสมัครงานกับโรงเรียนนะ
อย่างน้อยก็ต้องมีพื้นรู้หนังสือบ้างสิ
ถ้าไม่รู้อะไรเลยอย่างนี้ ก็เสียใจด้วยนะ
กลับไปเถอะ”

หนุ่มบ้านนอกก็ได้แต่เดินออกจากโรงเรียน
ที่ตั้งความหวังว่าจะได้งานทำนั้นอย่างเงื่องหงอย

และเมื่อไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ในกรุงเทพ
ก็จึงต้องจำใจ กำเงินจำนวนสุดท้าย
จับรถ ซมซานกลับบ้าน อย่างนกปีกหัก

…

แต่เมื่อกลับถึงบ้าน
จึงนึกขึ้นได้ว่า
ตนเองนั้นเพิ่งได้รับมรดก
เป็นที่ดินสวนรกร้างเท่าแ มวดิ้นตาย
มาจากพ่อผู้ล่วงลับไปแล้ว

ด้วยความเจ็บใจ
จึงเกิดเป็นแรงมานะ ให้จับจอบเสียม
หักร้างถางพง ที่ดินสวนเก่าที่รกร้างนั้น
และค่อย ๆ พลิกฟื้นลงร่องผลไม้ไปทีละเล็กละน้อย
อย่างฮึดสู้ชะตาชีวิต ด้วยความอดทน. . .

…

อาจเป็นบุญในปางบรรพ์
ของพ่อหนุ่มคนนี้ก็ได้
ที่ปรากฎว่า หลายปีต่อมา
สวนผลไม้ที่ลงแรงไว้นั้น
ออกผลอย่างงดงาม
และสร้างผลกำไรมากทบทวีขึ้นทุกปี
กระทั่งสามารถเก็บเงินซื้อที่ดินในแปลงข้างเคียง
ขยายอาณาเขตสวนของตนเอง จนกว้างขึ้น และกว้างขึ้น. . .

หลายสิบปีต่อมา
จากความขยันขันแข็ง มานะอดทน
และประสบการณ์ที่เพิ่มพูน

บัดนี้
หนุ่มบ้านนอกคนนั้น
ก็กลายเป็นชายชรา
ที่คนทั้งเมืองรู้จักในนามของ
พ่อเลี้ยงสวนผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด
และภูมิภาคนั้น

…

อยู่มาปีหนึ่ง
เมื่อเก็บเกี่ยวผลไม้มากมายมหาศาล
และชำระบัญน้ำบัญชีเรียบร้อย
โดยฝีมือของลูกหลานที่เลี้ยงดู ให้การศึกษา
และแจกงานการให้ทำในสวนนั้นแล้ว

พ่อเลี้ยงชราก็หอบเงินเป็นฟ่อน
นั่งรถเข้ามาในตัวอำเภอ
เพื่อขอเปิดบัญชีกับธนาคารเป็นครั้งแรก

เมื่อแจ้งนาม และความจำนงกับธนาคารแล้ว
พนักงานถึงกับตื่นเต้นกันยกใหญ่
ผู้จัดการสาขาถึงกับเดินมาต้อนรับด้วยตัวเองเลยทีเดียว

เมื่อพนมมือไหว้ลูกค้าใหญ่ รายใหม่ อย่างนอบน้อมแล้ว
ผู้จัดการก็แตะข้อต่อศอก
ยื่นใบเปิดบัญชีพร้อมปากกาปลอกทอง
ให้กับพ่อเลี้ยงชราอย่างพินอบพิเทา

“ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ
ทางเรารู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่ง
ที่ได้มีโอกาสบริการพ่อเลี้ยงในครั้งนี้
รบกวนกรอกใบเปิดบัญชีด้วยครับ”

พ่อเลี้ยงชราส่ายหน้าช้าๆ
ยื่นปากกาปลอกทองคืนให้กับผู้จัดการ
พร้อมกับยิ้มให้ พลางกล่าวเนิบๆ

“พ่อหนุ่มช่วยกรอกรายการให้ลุงทีเถิด
ลุงอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้หรอก...”

ผู้จัดการรับปากกาคืนมาโดยอัตโนมัติแบบงงสุดขีด
พลางค่อยๆอ้อมแอ้มถามลูกค้ารายใหญ่ (มาก ) อย่างเกรงใจสุดๆ

“... เอ่อ...ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยครับ...
...เอ่อ...ขออนุญาตเรียนถามพ่อเลี้ยงด้วยความเคารพนิดหนึ่งเถิด ครับ
คือ...พวกเราในจังหวัดนี้ก็ทราบกันดีอยู่
ถึงชื่อเสียงของพ่อเลี้ยง
ในกิจการสวนผลไม้ที่ใหญ่โตและเจริญก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคนี้
แต่...” ผู้จัดการ ชะงัก ด้วยความเกรงใจ

และในที่สุดก็หลุดปากถามออกมา
ด้วยความฉงนที่มิอาจเก็บไว้ได้จริงจริง

“...แต่ พ่อเลี้ยงอ่านหนังสือไม่ออก
และเขียนหนังสือไม่ได้ หรือครับ...”

“...พ่อหนุ่ม” พ่อเลี้ยงชรายิ้มให้ผู้จัดการสาขาของธนาคารอย่างใจดี

“...ถ้าลุงอ่านหนังสือออก และเขียนหนังสือได้น่ะนะ...”

แกถอนหายใจยาว

ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ผู้จัดการถึงกับอึ้งไปนานเลยว่า

“...ป่านนี้ ลุงก็คงได้เป็นภารโรงไปแล้วแหละ...”


========================================

คุณค่าของเราไม่ได้ขึ้นกับสิ่งที่คนอื่นมองเรา
แต่ขึ้นอยู่กับตัวเรา
โอกาสยังมีอยู่เสมอ ขอเพียงแต่มองไปรอบๆ
ตั้งใจทำในสิ่งที่ทำได้ และทำให้เต็มความสามารถ
แล้วดอกผลจะตามมาเอง




 

Create Date : 13 มีนาคม 2552    
Last Update : 13 มีนาคม 2552 3:17:53 น.
Counter : 158 Pageviews.  

เรื่องที่คุณเข้าใจผิด จากอาหารเสริมสุขภาพ

พอดีไปอ่านเจอมาน่ะค่ะ ก็เลยคิดว่าบางทีอาจมีประโยชน์กับบางคนที่กำหอบหิ้วกินกระหน่ำหมดตังค์แต่ละเดือนเป็นหลายๆร้อย หลายๆพันกะการบำรุงอะค่ะ อิอิ

ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าขึ้น เหล่านี้จริงๆน่าจะทำให้คนเราถูกหลอกน้อยลง แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วผมเข้าใจว่าเรื่องความเชื่อเหล่านี้เป็นเรื่องของจิตใจที่ยากที่จะแก้ไข
อาหารเสริมสุขภาพ เป็นสิ่งที่บูมขึ้นมาเป็นระยะๆ ยิ่งในระยะหลัง มีการโฆษณาชวนเชื่อกล่าวอ้างทางวิทยาศาสตร์มากมายเพื่อผลทางการค้า จนกระทั่งปัจจุบันในหลายๆประเทศกำหนดไว้เลยว่าต้องระบุให้ชัดเจนว่าสิ่งนี้เป็น"อาหาร" ไม่ใช่ "ยารักษาโรค"
ด้วยราคาที่แพง ดังนั้นก่อนจะซื้อผมจึงคิดว่าลองรับทราบรายละเอียดบางอย่างเอาไว้ก่อนดีกว่าครับ จะได้รู้ว่าซื้อไปแล้วคุ้มกันกับสิ่งที่คาดหวังหรือไม่


1. มันเป็นสารที่อยู่ในส่วนที่เราจะบำรุง ก็เลยต้องกิน
ฟังดูแล้วอาจจะงง ดังนั้นผมยกตัวอย่างของโบราณดีกว่า ....
เคยได้ยินใช่ไหมครับเรื่องยาสมุนไพรบำรุงที่ได้จากสัตว์ เช่น อยากให้ปึ๋งปั๋ง ก็ต้องกินกระจู๋เสือ นอแรด ปวดข้อ ก็ต้องเอาน้ำมันเลียงผา กินดีเสือดีหมีแล้วจะเก่งกล้า
คนโบราณกินจู๋สัตว์ นอแรด เพื่อให้อวัยวะเพศชายแข็งมีกำลัง เพราะเชื่อจากลักษณะของสิ่งที่กิน ที่ชูชันตั้งตระหง่าน Note : เสือใช้เวลาผสมพันธุ์3นาที
น้ำมันเลียงผา ก็เชื่อจากการที่เลียงผาอยู่ตามภูเขา เลยคิดกันไปว่าเวลามันตกเขาขาหัก มันสามารถสมานกระดูกได้ Note : เคยเห็นเลียงผาตัวจริงไหมครับ
ดีเสือ ดีหมี เชื่อกันว่าคนที่กินจะมีความเก่งกาจ Note : จะกินให้ได้สรรพคุณต้องกินสดๆ คนสมัยก่อนที่กล้าไปล่าสัตว์พวกนี้แบบมีแต่ดาบแหลนธนู ก็ต้องมีความกล้าตั้งแต่ก่อนไปกินแล้ว
ของเหล่านั้นเป็นความเชื่อโบราณ ปัจจุบันคงหาคนเชื่อได้น้อยลงหน่อย ... เพราะเราหันไปเชื่ออาหารเสริมเหล่านี้
กินคอลลาเจนแล้วจะทำให้ผิวสวย เพราะคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อ , กินแคลเซี่ยมมากๆ กระดูกจะแข็งแรงเพราะกระดูกประกอบจากแคลเซี่ยม , กินคลอโรฟิลล์แล้วเลือดลมจะไหลเวียนดีเพราะว่าคลอโรฟิลล์มีส่วนประกอบโครงสร้างเหมือนฮีโมโกลบินสารจับออกซิเจนในเม็ดเลือด
..... สังเกตสิครับ เหตุผลไม่ต่างจากสมุนไพรจากสัตว์ที่ผมกล่าวไปเลย ... คือ กินเพราะเหตุว่าคุณสมบัติเข้ากันกับอวัยวะที่เราต้องการให้มันดีขึ้น .... ทีนี้เรามาลุยกันทีละข้อ
- คอลลาเจน
ในบรรดาคนที่รักสวยรักงาม จะเคยได้ยินเจ้าสารตัวนี้ว่ามันเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง ... บางคนก็คิดว่าการจะมีผิวเนียนนุ่มต้องมีเจ้าคอลลาเจนมากๆ
ที่จริงแล้วกลับกันนิดหน่อยครับ จริงๆเจ้าสารคอลลาเจนนี้ก็เป็นเส้นใยโปรตีนที่ถูกสร้างขึ้นในผิวหนังจริง และมีส่วนเรื่องความยืดหยุ่นจริง ... หากแต่ว่าถ้ามีมันมากๆจะทำให้ผิวนั้นแข็งครับ ไม่ใช่ยืดหยุ่น ... ความยืดหยุ่นของผิวนั้นเกิดจากเส้นใยอิลาสติกเสียมากกว่าคอลลาเจน ... ชนิดของผิวหนังที่จะพบคอลลาเจนได้มากๆก็คือส่วนที่เป็นแผลเป็น ส่วนผิวที่เนียนนุ่มจะมีสัดส่วนคอลลาเจนน้อยกว่า
อีกข้อนึง คอลลาเจนเป็นเส้นใยโปรตีน เวลาเรากินเข้าไปทางปาก มันก็จะเจอน้ำย่อยกลายเป็นกรดอะมิโน .... ไม่เหลือสภาพคอลลาเจนไว้อีกเลย
เทียบกันแล้ว ถ้าจะกินคอลลาเจนเพื่อบำรุงผิว กินไข่ไก่อาจจะคุ้มราคากว่าครับ
- คลอโรฟิลล์
รายงานทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ระบุไว้ว่าคลอโรฟิลล์เป็นสารที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกันกับฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นสารที่ทำหน้าที่จับกับออกซิเจนแล้วขนส่งไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งในโฆษณาหลายชิ้นจะชี้ชวนว่าการกินคลอโรฟิลล์นี้จะช่วยในการขนส่งออกซิเจนได้
ความจริงแล้วเจ้าคลอโรฟิลล์นี้มันไม่สามารถดูดซึมได้ครับ กินไปแล้วก็อยู่ในลำไส้ ไม่โดนย่อยออกมา และต่อให้ดูดซึมได้ ความที่รูปร่างคล้ายกันก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำหน้าที่ได้เหมือนกันแต่อย่างใด ... สรุปแล้วกินเข้าไปก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยร่างกายในการขนส่งออกซิเจนได้แต่อย่างใด
- แคลเซี่ยม
ตามความรู้ที่เราทราบกัน กระดูกนั้นมีส่วนประกอบส่วนใหญ่เลยทีเดียวที่เกิดจากแคลเซี่ยม ทำให้มีความเข้าใจว่าถ้าจะต้องการให้กระดูกแข็งแรงก็ต้องกินแคลเซี่ยม ดังนั้นอาหารหลากหลายชนิดต่างก็มีการโฆษณาว่ามีการเสริมแคลเซี่ยมเพื่อเป็นจุดขาย
แต่แคลเซี่ยมนั้นไม่ใช่คำตอบที่สุดนะครับ เพราะกระบวนการสร้างเสริมกระดูกนั้นไม่ใช่แค่การอัดแคลเซี่ยมเข้าไป หากแต่ต้องประกอบไปด้วยการนำเอาแคลเซี่ยมที่ดูดซึมจากลำไส้ไปได้นั้นไปสร้างด้วย ซึ่งในขั้นตอนการดูดซึมแล้วนำไปสร้าง ต้องอาศัยวิตามินD(ที่ได้จากการถูกแสงแดด) และยังต้องอาศัยการใช้งานด้วย ... หากมีแคลเซี่ยมแล้วไม่ได้ออกกำลังไม่ได้ใช้งานเลย ร่างกายก็จะเห็นว่ากระดูกในส่วนนั้นไม่จำเป็นต้องแข็งแรงมากก็ได้ ... ในทางกลับกัน หากมีการใช้งานอย่างสม่ำเสมอเช่นต้องวิ่งต้องเดินบ่อยๆ ร่างกายก็จะมองว่ามีความจำเป็นที่กระดูกต้องแข็งแรงแล้วนำเอาแคลเซี่ยมไปสร้างเสริมความแข็งแรงต่อไป
ดังนั้นบางครั้งกินเข้าไปมากๆ ถ้าไม่ออกกำลังและไม่ออกแดด กระดูกก็ไม่แข็งแรงครับ

2. เวลาเป็นโรคขาดสารไหน ก็กินสารนั้นเอาไว้ก่อน
ในสมัยนึง นักวิจัยตะวันตกเสนอแนวคิดใหม่ออกมา กล่าวคือ เวลาคนเราป่วยจะเกิดความไม่สมดุลของสารต่างๆในร่างกายขึ้น ดังนั้นหากสามารถดูได้ว่าในร่างกายเวลาป่วยเป็นโรคใดโรคหนึ่งแล้วเกิดมีสารใดผิดปกติ ก็หาทางทำให้มันปกติซะ ร่างกายก็น่าจะกลับมาเป็นปกติ
หากมีสารใดมากขึ้นกว่าปกติ ก็จัดการทำให้มันลดลง เป็นแนวคิดของการขับสารพิษ หรือ Detox
หากมีสารใดต่ำกว่าปกติ ก็จัดการเพิ่มเติมมันเข้าไป เป็นแนวคิดของการเสริมอาหาร
- โคเอนไซม์ Q 10
สารตัวนี้เป็นสารที่ค้นพบเมื่อ50ปีก่อน โดยพบครั้งแรกในกล้ามเนื้อวัว ... หลังจากนั้นมีการค้นพบว่าเนื้อเยื่อที่ใช้พลังงานมากๆเช่น สมอง ไต หัวใจ กล้าม จะมีสารนี้เยอะ โดยพบว่าเจ้าสารตัวนี้จะมีส่วนในกระบวนการขนส่งพลังงานในระดับเซลล์และต่อมายังพบว่ามันมีส่วนเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนซ์
มีงานวิจัยที่พบว่าในกล้ามเนื้อหัวใจของคนที่เป็นโรคหัวใจวาย จะมีสารตัวนี้ลดต่ำลง ... ซึ่งในช่วงราวยี่สิบปีที่ผ่านมา มีความพยายามนำสารตัวนี้มาใช้ในการรักษาโรคหัวใจ และโรคอีกหลายโรค เช่นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ... จนมีช่วงที่บูมมากจนกระทั่งมีการเรียกชื่อ โคเอนไซม์Q10 ว่า วิตามินQ10
แต่ที่จริงแล้ว จนถึงปัจจุบัน เจ้าโคเอนไซม์Q10 ยังอยู่ในขั้นตอนของการทดลองวิจัย และผลที่ได้ยังไม่ชัดเจนพอที่จะเอาไปใช้รักษาโรคทั่วๆไปได้จริง
- วิตามินซี
ในแนวเดียวกันกับโคเอนไซม์ Q10 มีการทดลองที่พบว่าในคนที่เป็นหวัด จะมีวิตามินซีในกระแสเลือดต่ำลง ... ดังนั้นจึงมีแนวคิดที่จะใช้วิตามินซีในการป้องกันหวัด มีการใช้วิตามินซีเป็นจุดขายในอาหารเสริมสุขภาพหลายตัว
แต่โดยสรุปแล้วจนถึงปัจจุบัน วิตามินซียังมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนอยู่ตัวเดียวคือ ใช้รักษาโรคลักปิดลักเปิดครับ ส่วนเรื่องหวัด ไม่พบว่าสามารถป้องกันได้อย่างชัดเจนแต่อย่างไร

3. เอาความรู้เก่าของเรามายำ
ตอนเด็กๆ พวกเราหลายๆคนจะได้เรียนเรื่องคุณสมบัติของยาหรืออาหารบางตัว ... ซึ่งบางครั้งก็ถูก บางครั้งก็ผิด บางครั้งถูกครึ่งเดียว ยกตัวอย่างเช่น
- วิตามินA
ตอนเด็กๆ หลายคนจะถูกสอนมาว่าวิตามินAนั้นบำรุงสายตา ทั้งที่จริงๆแล้ววิตามินA ช่วยป้องกันโรคกระจกตาลอกจากการขาดวิตามินA ... ส่วนคนที่เป็นสายตาสั้นสายตายาวสายตาเอียงตาเข กินเข้าไปอย่างไรก็ไม่ได้ช่วยอะไร
- เบตาแคโรทีน
เบตาแคโรทีน เป็นสารที่ถูกสอนกันว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีคนนำไปโยงว่าสามารถป้องกันมะเร็งได้ ทำให้บางคนไปซื้อมากินกัน .... ทั้งที่จริงๆแล้วยังไม่มีการค้นพบว่าจะลดมะเร็งได้จริง ซ้ำบางการทดลองยังพบว่าการได้เบตาแคโรทีนเข้าไปมากๆอาจจะเพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็งในผู้ที่สูบบุหรี่เสียด้วยซ้ำ ... เรียกว่าดีไม่ดีเสียเงินเพิ่มเพื่อเป็นมะเร็งเสียอีก
- สังกะสี
หลายคนทราบว่าการขาดสังกะสีสามารถทำให้เกิดโรคผมร่วงได้ ... จนบางคนเชื่อไปว่าถ้าผมร่วงให้กินสังกะสีเพื่อทำให้ผมกลับดก ... ซึ่งที่จริงแล้วโรคขาดสารสังกะสีจนผมร่วงไม่ได้พบกันบ่อยๆ และโรคผมร่วงมีสาเหตุจากเหตุอื่นๆมากมาย

ดังนั้นก่อนจะเสียเงินซื้อ ลองหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาดูก่อนก็ได้ครับ เดี๋ยวนี้ของมันแพง เก็บเงินไว้ซื้อสิ่งที่ได้ประโยชน์จริงๆจะดีที่สุดครับ

By หมอแมวmthai




 

Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2552 3:42:03 น.
Counter : 380 Pageviews.  

มนุษยสัมพันธ์

ข้อแนะนำในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ด้วยวิธีง่ายๆ กับบุคคลทั่วไปทั้งในวงสังคมและในการทำงาน ที่ผู้เขียนคือ คุณสุรัศมิ์พรรณ ดุลยจินดา คุณประสิทธิ์ โชติกวณิชย์ และคุณวรภา ประเสริฐสม ซึ่งได้เผยแพร่ไว้ในวารสารข้าราชการของสำนักงาน ก.พ. เมื่อหลายสิบปีก่อนมาให้อ่านกัน
1. ยิ้ม
ว่ากันว่ายิ้มเป็นการลงทุนที่น้อยที่สุด แต่ได้ผลมากที่สุดในการพบปะกับบุคคลอื่น พยายามให้ตัวเองมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มเปิดเผยอย่างจริงใจ คือยิ้มทั้งกายภายนอกและยิ้มที่ใจ การยิ้มแสดงถึงความสุข มีไมตรีจิต มีเมตตาจิตต่อผู้อื่น


2. พูดน้อยฟังมาก
ในการติดต่อกับผู้อื่น เขาบอกให้พยายามพูดแต่น้อยๆ พูดแต่เรื่องดีๆ มีสาระ และเป็นเรื่องที่น่าสนใจของคู่สนทนา ไม่ใช่พูดแต่เฉพาะเรื่องที่เราสนใจคนเดียว ใครไม่สนก็ช่าง (อย่างนี้เธอก็พูดคนเดียวไปเถอะ ก็ชั้นไม่สนใจด้วยนี่นา)
ว่ากันว่าธรรมชาติสร้างให้มีปากเดียวแต่มีสองหู เหมือนเป็นการบอกใบ้ให้ใช้อย่างเหมาะสมคือพูดให้น้อยฟังให้มาก ที่สำคัญการพูดน้อยฟังมากเป็นเสน่ห์อย่างง่ายๆ ซึ่งใครๆ ก็ชอบ (โดยเฉพาะคนชอบพูดจะชอบมากเวลามีคนฟังเราพูด)
และควรงดการพูดเพ้อเจ้อนินทาคนอื่น ยุแหย่ ส่อเสียด อิจฉาริษยา ประชด ฯลฯ โดยเด็ดขาด เพราะไม่เกิดผลดีแก่ใครทั้งสิ้น มีแต่เรื่องเสียหาย
(พระท่านว่าร้อนเขาร้อนเรา-ไม่ดี ร้อนเขาไม่ร้อนเรา-ก็ไม่ดี ไม่ร้อนเขาแต่ร้อนเรา-ก็ไม่ดี ถ้าจะให้ดีต้องไม่ร้อนทั้งเขาและเรา อันนี้พูดเลย)


3. หลีกเลี่ยงการพูดตำหนิติเตียน
บางครั้งคนเราชอบตำหนิคนอื่นเมื่อเห็นว่าเขาทำผิดพลาด ความจริงทุกคนมีจุดอ่อน มีความบกพร่องทั้งทางร่างกายและการปฏิบัติตัวกันทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย อย่างในเรื่องการทำงาน-เราอาจมองว่าเขาผิดเขาบกพร่อง แท้จริงเขาอาจจะไม่ผิดก็ได้ แต่เป็นการมองคนละทัศนะเท่านั้น แม้ที่สุดเขาจะทำผิดจริงบกพร่องจริง เราก็ควรพยายามทำใจเปิดกว้างเห็นอกเห็นใจเขา เพราะการผิดพลาดเป็นวิสัยธรรมดาของปุถุชนอย่างเราๆ ท่านๆ
จงระลึกไว้เสมอว่า คนที่ไม่ทำผิดก็คือคนที่ไม่ทำอะไรเลย
ฉะนั้น ถ้าไม่จำเป็นแล้ว เราควรพยายามหลีกเลี่ยงการบ่นว่าวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิติเตียนผู้อื่นให้มากที่สุด เพราะจะทำให้คนถูกตำหนิ ถูกประณาม เสียหน้า เสียใจ ที่สำคัญคือมันไม่ได้ช่วยให้สิ่งที่ผิดไปแล้วคืนดีมาได้ นอกจากจะเสียงานแล้วยังจะทำให้เสียน้ำใจกันอีก


4. หลีกเลี่ยงการฉีกหน้า
บางครั้งในกลุ่มคนหรือในที่ประชุม มีบางคนกล่าวผิดพลาด กล่าวคลาดเคลื่อน แต่การโต้แย้งอย่างฉับพลันทันทีเอาความจริงมาพูดหักล้างกัน ก็จะทำให้เขาเสียหน้ามาก ดังนั้น จึงต้องระวังที่สุด
โดยเฉพาะถ้าเป็นกรณีผู้บังคับบัญชากล่าวผิดพลาดคลาดเคลื่อน ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ ถ้าจำเป็นจะต้องแย้งเพื่อมิให้เสียงานเสียการกันจริงๆ ก็ให้ใช้วิธีเงียบๆ เช่น อาจเขียนโน๊ตส่งไปให้อ่าน หรือทำเฉยไว้ก่อนแล้วค่อยมาโต้แย้งภายหลังเมื่ออยู่เฉพาะสองต่อสอง เป็นต้น
อย่าลืมว่า การฉีกหน้าคนเป็นการทำลายมิตร และก่อศัตรูโดยแท้


5. หลีกเลี่ยงการโต้แย้งถกเถียงทะเลาะกันในเรื่องไร้สาระ
บางครั้งคนเราชอบโต้แย้งถกเถียงกันในเรื่องต่างๆ ที่เป็นปัญหาโลกแตกไม่มีที่ยุติ การโต้แย้งโต้เถียงกันอย่างเคร่งเครียด อาจนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งวิวาทกัน ผิดใจกัน ทำให้เกิดอารมณ์เครียดโกรธและเป็นอันตรายต่อร่างกายและสุขภาพจิตมาก
ผลการโต้แย้งไม่ทำให้ผู้แพ้ ผู้ชนะ หรือสังคม ได้ประโยชน์อะไรเลย มีแต่ความเสียหายจึงควรงดเว้นอย่างเด็ดขาด ผู้อื่นพูดคิดเห็นแตกต่างกับเรา เราก็ยอมรับฟัง แล้วก็เฉยเสียก็จบเรื่อง ตัดปัญหาไปเลย


6. รู้คุณคนทำดีให้ไม่มีวันลืม
บุญคุณต้องทดแทน ใครทำความดีให้แม้เพียงเล็กน้อย เราควรต้องรู้สึกรำลึกถึงบุญคุณของเขาอยู่เสมอ ไม่ลืมเลือนและแสดงออกมาให้เขารู้และพยายามตอบแทนบุญคุณท่าที่จะทำได้ แม้ยังตอบแทนไม่ได้ก็พูดออกมา แสดงออกมาว่าเรารู้สึกสำนึกในบุญคุณ ก็เป็นการทำดีแล้วชั้นหนึ่ง
ความกตัญญูรู้คุณเป็นคุณสมบัติที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของมนุษย์ เป็นมงคลเป็นศรีแก่ผู้ปฏิบัติ ผู้ที่เจริญก้าวหน้าทั้งหลายล้วนมีคุณธรรมข้อนี้ทั้งสิ้น


7. พยายามเห็นใจและให้อภัยเมื่อใครทำอะไรให้เราไม่พอใจ
เมื่อใครทำสิ่งที่ไม่เป็นที่พอใจแก่เรา อย่าเพิ่งโกรธและตอบโต้ พยายามเห็นอกเห็นใจเขา พยายามดูสาเหตุที่เขาทำ เพราะเขาอาจทำด้วยความเข้าใจผิด หรือด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ฯลฯ
เมื่อเห็นสาเหตุแห่งการทำผิด ควรพยายามเห็นใจเข้าใจและให้อภัยเขา เพราะการให้อภัยเป็นเมตตาธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ใจเราสบาย ใจเขาก็สบาย เป็นการลดศัตรูและก่อมิตรภาพทางหนึ่ง


8. เมื่อทำผิดจงรับผิดอย่างเต็มใจ
การรับผิดอย่างจริงใจจะมีผลทางจิตวิทยา ทำให้ผู้อื่นลดความโกรธความไม่พอใจ และเกิดความเห็นอกเห็นใจ เกิดความนิยมนับถือในจิตใจที่กว้างขวางเป็นนักกีฬาของเรา ทั้งยังช่วยให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความคิดให้อภัยได้ง่ายขึ้นด้วย
ตรงข้ามการดื้อรั้นโต้เถียงไม่ยอมรับผิด จะทำให้ผู้เกี่ยวข้องยิ่งไม่พอใจ และจะพยายามหาเหตุผลมากล่าวเอาความผิดจากเราให้ได้ในที่สุด

ทั้ง 8 ประการนี้ นอกจากเอามาย้ำเตือนสติให้ได้คิดกันแล้ว
เราเองก็มีโอกาสได้ทบทวนตัวเองด้วยว่ายังขาดตกบกพร่องในเรื่องใดอีกบ้าง
คงไม่มีใครอยากได้ศัตรูเพิ่มกระมัง
ทำเช่นที่ผู้เขียนแนะนำมานี้ รับรองว่านอกจากลดศัตรูได้แล้ว ยังเกิดมิตรภาพใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน

อย่าลืมถามตัวเองทุกวันว่า วันนี้คุณได้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นแล้วหรือยัง ?




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2551 2:53:22 น.
Counter : 298 Pageviews.  

บทเรียนอันมีค่า

บทเรียนอันมีค่าหลายๆครั้งที่เรามองข้ามมันไปแต่ลองย้อนกลับมานึกดูใหม่สิแล้วคุณจะรู้สึกว่าสิ่งเล็กๆเหล่านั้นได้สอนคุณด้วยความหมายอันใหญ่โต

1 . บทเรียนสำคัญบทแรก - คนทำความสะอาด

เมื่อครั้งที่ฉันเข้าเรียนในวิทยาลัยได้สองเดือน อาจารย์ให้พวกเราทำแบบทดสอบอันหนึ่ง ฉันเป็นนักเรียนที่ตั้งใจเรียน จึงตอบคำถามได้อย่างสบาย จนมาถึงคำถามสุดท้าย

"สุภาพสตรีที่เป็นคนทำความสะอาดโรงเรียนชื่อว่าอะไร?"

ต้องเป็นเรื่องตลกอะไรสักอย่างแน่ ฉันเคยเจอคนทำความสะอาดหลายครั้ง เธอเป็นคนตัวสูง
ผมดำ และอายุกว่า 50

แต่ฉันจะรู้ชื่อเธอได้อย่างไร?

ฉันส่งกระดาษคำตอบ โดยไม่ได้ตอบข้อสุดท้าย ก่อนหมดคาบเรียน นักศึกษาคนหนึ่งถามว่า
คำถามข้อสุดท้ายจะถูกคิดรวมในคะแนนของผลการเรียนด้วยหรือไม่

"แน่นอน" อาจารย์ตอบ "เมื่อเธอเข้าทำงาน เธอจะต้องพบกับคนมากมาย ซึ่งทุกคนมีความสำคัญพอที่สมควรจะได้รับความสนใจและเอาใจใส่

แม้ว่าพวกเธอจะทำได้แค่เพียงยิ้มให้และกล่าวสวัสดีก็ตาม"

ฉันไม่เคยลืมบทเรียนนั้นเลย และได้รู้ว่าชื่อของสตรีคนนั้นคือ โดโรธี

2. บทเรียนสำคัญที่สอง - รับคนกลางฝน

คืนหนึ่ง เวลา 23:30 น. สตรีสูงอายุเชื้อสายแอฟริกันคนหนึ่ง ยืนอยู่ริมทางหลวง สายอลาบามา พยายามต้านฝนที่ตกหนักอยู่ รถของเธอเสีย และเธอต้องการเดินทางต่อไปอย่างมาก แม้จะเปียกโชก

เธอตัดสินใจโบกรถคันที่วิ่ง ผ่านมา ชายหนุ่มผิวขาวผู้หนึ่งหยุดรถเพื่อช่วยเหลือเธอ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ในยุคที่มีความขัดแย้ง เรื่องการเหยียดผิวอย่างทศวรรษที่ 60 ชายหนุ่มช่วยเหลือให้เธอได้รับความปลอดภัยและส่งเธอขึ้นรถแท๊กซี่ แม้ว่าเธอจะเร่งรีบมาก แต่ก็ขอบคุณเขาและจดที่อยู่ของเขาไปด้วย

เจ็ดวันหลังจากนั้น ก็มีชายคนหนึ่งมาเคาะประตูบ้านของเขา ด้วยความประหลาดใจ โทรทัศน์สีจอยักษ์เครื่องหนึ่งถูกนำมาส่งยังบ้านของเขาและมีข้อความแนบมาด้วย ใจความว่า:

"ขอบพระคุณมากสำหรับความช่วยเหลือบนทางหลวงในคืนนั้น ฝนไม่ได้ชะแต่เพียงเสื้อผ้าของฉันเท่านั้น แต่ชะเอากำลังใจของฉันไปด้วย แต่เมื่อคุณผ่านมา เป็นเพราะคุณ ฉันจึงสามารถไปทันดูใจสามีที่กำลังจะเสียชีวิต ทันเวลาก่อนที่เขาจะสิ้นลมพอดี ขอพระเจ้าอวยพรคุณ สำหรับการช่วยฉัน และการช่วยเหลือผู้อื่น อย่างไม่เห็นแก่ตัวของคุณ" ด้วยความจริงใจ นาง แนท คิง โคล

3. บทเรียนสำคัญที่สาม – ระลึกถึงคนที่ให้บริการเสมอ

ในสมัยที่ไอศครีมซันเดยังมีราคาถูกอยู่มาก เด็กชายอายุสิบขวบคนหนึ่งเข้าไปในคอฟฟี่ชอปของโรงแรมแห่งหนึ่งแล้วนั่งที่โต๊ะ เมื่อพนักงานเสริฟวางแก้วน้ำลงตรงหน้า เด็กชายก็ถามว่า

"ไอศครีมซันเดราคาเท่าใหร่ครับ?" "ห้าสิบเซ็นต์" พนักงานเสริฟสาวตอบ

แล้วเด็กชายก็ดึงมือออกจากกระเป๋า แล้วก็นับเ หรียญในมือ "งั้น ไอศครีมเปล่า ๆ ล่ะครับราคาเท่าใหร่?" เด็กชายถามอีก

ตอนนี้เริ่มมีคนรอโต๊ะมากขึ้นและพนักงานเสริฟสาวก็เริ่มจะหมดความอดทน "สามสิบห้าเซ็นต์" เธอตอบห้วนๆ

เด็กชายนับเหรียญในมืออีกครั้ง "ผมขอไอศครีมเปล่าครับ" เด็กชายบอก แล้วพนักงานเสริฟสาวก็เอา ไอศครีมมาให้ เอาใบเสร็จมาให้แล้วก็เดินหนีไป

เด็กชายทานไอศครีมหมดแล้ว ก็จ่ายเงินแล้วก็จากไปเมื่อพนักงานเสริฟเดินกลับมา เธอก็เริ่มร้องไห้เมื่อเธอเช็ดโต๊ะบนโต๊ะนั้น

มีเหรียญนิกเกิลราคาห้าเซ็นต์สองเหรียญและเหรียญเพนนีอีกห้าเหรียญวางอยู่ อย่างบรรจง ข้างจานเปล่านั้น เห็นไหมว่า เด็กชายไม่ทานไอศครีมซันเด เพราะเขาต้องเหลือเงินไว้ทิปพนักงานเสริฟสาวคนนั้น

4. บทเรียนสำคัญที่สี่ – สิ่งที่กีดขวางทางของเรา

ในยุคโบราณ มีหินผาตกลงมาขวางถนนเส้นหนึ่ง เมื่อพระราชามาพบเข้าจึงซ่อนพระองค์อยู่
เพื่อคอยดูว่าจะมีใครมาเอาหินใหญ่ก้อนนั้นออกไปจากทาง เมื่อเสนาบดีในราชสำนักของพระองค์และพ่อค้าผู้ร่ำรวยผ่านมา ก็เพียงแต่อ้อมหินผาก้อนใหญ่นั้นไป

พวกเขากล่าวตำหนิพระราชาต่างๆนานา ที่พระองค์ไม่ใส่พระทัยที่จะดูแลทางนั้นให้ดี แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรที่จะเอาหินนั้นออกไปให้พ้นทาง จนกระทั่งชาวบ้านคนหนึ่งแบกผักกองใหญ่ผ่านมา

เมื่อเขาเดินมาถึงหินผานั้น เขาก็วางสัมภาระลง แล้วพยายามที่จะขยับก้อนหินนั้นให้พ้นทาง หลังจากทั้งผลักทั้งดึงหินก้อนนั้น ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ

เมื่อเขาหยิบสัมภาระของเขาขึ้นมา เขาก็เห็นถุงเงินวางอยู่ตรงจุดที่ก้อนหินผาเคยอยู่ ในถุงนั้นมีเหรียญทองและจดหมายจากพระราชา เขียนไว้ว่า

ทองในถุงนั้นเป็นของผู้ที่เอาหินผาออกไปจากถนน ชาวบ้านคนนั้นได้รู้สิ่งที่เราไม่เคยได้รู้ ทุกๆอุปสรรคที่กีดขวางทางนั้น จะมอบโอกาสที่เราจะดีขึ้นให้กับเรา

5. บทเรียนสำคัญที่ห้า – ให้เมื่อมีค่า

หลายปีมาแล้วเมื่อฉันไปทำงานเป็นอาสาสมัครที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ฉันได้รู้จักกับเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ ลิซ ซึ่งป่วยเป็นโรคร้ายที่มีน้อยคนที่จะเป็นโอกาสที่เธอจะหายจากโรคนี้ได้คือต้องทำการถ่ายเลือดจากน้องชายอายุห้าขวบของเธอ

ผู้ซึ่งรอดจากโรคร้ายนี้ได้อย่างปาฏิหาริย์ จึงทำให้เขาร่างกายเขาสร้างภูมิคุ้มกันโรคร้ายนี้ขึ้นมา หมออธิบายสถานการณ์ให้น้องชายของเธอฟัง และถามเด็กชายว่า เขาต้องการจะให้เลือดของเขาแก่พี่สาวหรือไม่ ฉันเห็นเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วพูดว่า

"ได้ครับ หากมันช่วยพี่สาวผมได้" เมื่อทำการถ่ายเลือด เขานอนยิ้มอยู่ที่เตียงข้างๆพี่สาว ในขณะที่เราเริ่มจะเห็นสีสันคืนสู้แก้มของเธอ หน้าของเด็กชายก็เริ่มซีดและรอยยิ้มก็จางหายไป เด็กชายมองไปที่หมอและถามด้วยเสียงสั่นเครือ

"ผมกำลังจะตายใช่ไหม?" ด้วยความเป็นเด็กเขาเข้าใจหมอผิดไป เด็กชายคิดว่าเขาต้องให้เลือดทั้งหมดของเขาให้แก่พี่สาวเพื่อช่วยชีวิตเธอ

ขอขอบคุณ โพสจัง.com




 

Create Date : 30 ตุลาคม 2551    
Last Update : 30 ตุลาคม 2551 22:49:10 น.
Counter : 131 Pageviews.  

1  2  

lovely_sweet girl
Location :
เชียงราย Netherlands

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นตัวของตัวเองในบางครั้ง กล้าบ้างกลัวบ้างในบางที ไม่ได้ต้องการเป็นคนที่ดีที่สุด และก็ไม่อยากเป็นคนเลวที่สุด อยู่แบบกลางๆ เป็นคนแบบนี้ดีละ (- -)"
So lonely,Wish you were here near me and tell me love me.
New Comments
Friends' blogs
[Add lovely_sweet girl's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.