Welcome to My World

newravana
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




บ้างาน ชอบการ์ตูน คลั่งใคล้การเมือง และสนุกกับการแต่งนิยาย
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add newravana's blog to your web]
Links
 

 

(Shinkenger & Rider Decade Fanfiction) Look at me Part 2 (จบ)

คำเตือน    แฟนฟิค (Fanfic ) นี้เป็นฟิค Y  นะคะ   คุณผู้ชายไม่ควรอ่าน   และเนื้อเรื่อง จริงๆของ
Shinkenger กับ Decade ไม่ Y นะคะ


คำเตือนสอง  สปอยตอนจบ ของ Shinkenger เล็กน้อย   และสปอยเนื้อเรื่องการ Crossover  ของ
Rider decade และ Shinkenger ค่ะ


Paring  สึคา สะ x ทาเครุ 


Look at me   Part 2



“ จะเล่นอะไรน่ะ”


“ เปล่า  นี่เป็นการขอความเห็นใจต่างหาก” หัวเราะเบาๆ และจ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย  เจ็บแผล  เจ็บปวด  ไม่มีอะไรจะแสบสันไปกว่าการถูกทอดทิ้งและมองว่าเป็นขยะไร้ค่าหรอก   เดินทางมานาน  นานจนไร้สิ้นซึ่งความจำหรือเพราะไม่ประสงค์ที่จะจดจำ  หากจะมีใครสักคนที่เข้าใจความรู้สึกนี้ล่ะก็.....  “ ท่านโทโนะ  คิดหรือเปล่าว่าฉันมาหาทำไม” ฉัน....มาปรากฏตัวที่นี่ทำไม  ทั้งที่รู้จักกันไม่นาน  และเหินห่างจนแทบลืมเลือน  แต่ว่า...กลับมาทำไม


“ ไม่ได้คิดว่ามาเพื่อให้ทำแผลให้หรอกนะ” หัวเราะในลำคอเล็กน้อยก่อนจะพยายามสะบัดเอามือของอีกฝ่ายไปให้พ้นตัว   เขาพยายามจะลุกขึ้นยืน  แต่ก็ถูกรั้งเอาไว้ด้วยมือทั้งสองข้างของอีกฝ่าย  “ ปล่อยฉัน  สึคาสะ ”


“ นั่นเป็นคำสั่ง  หรือว่าคำขอร้องล่ะ” คำสั่งเหมือนอย่างที่สั่งพวกข้ารับใช้คนอื่นๆ  คำขอร้องเหมือนอย่างที่สามัญชนผู้หนึ่งพึงมี


“ ฉันไม่สนุกกับเรื่องล้อเล่นของนายหรอกนะ  ฉันจะเรียกปู่กับพวกคุโรโกะ” อ้างเช่นนั้นแต่กลับได้รับตอบกลับมาเป็นเสียงหัวเราะในลำคอพร้อมกับรอยยิ้มสุนัขจิ้งจอกอีกครั้ง


“ ถ้าอยากให้ใครมาเห็นเราสองคนยามนี้ล่ะก็  จะตะโกนก็ได้นะ” ทันใดนั้นสึคาสะกลับกระชากข้อมือของทาเครุอย่างแรง  ด้วยความที่ไม่ทันตั้งตัว  กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีทาเครุกลับพบว่าตนเองนั้นถูกยื้อเข้ามาในอ้อมแขนของอีกฝ่าย  สึคาสะกำลังกอดเขา  กอดไว้ในอ้อมแขนอย่างหนักแน่น   สองมือที่ประคองศีรษะ  สองแขนที่โอบรอบกอดรัด  หากแต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่ากลับเป็นตัวเองที่ไม่อาจจะผละหนีไปได้ 


“ สึคาสะ........”


“ ......................” ไม่เอ่ยเอื้อนอันใดอีกแต่กลับใช้ปลายนิ้วเชยชิดปลายคางมนของนายท่านแห่งตระกูลชิบะขึ้น    สบสายตาเพียงชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะบรรจงก้มลงฝากจุมพิตลงบนกลีบปากบาง  แค่เพียงสัมผัส  เพียงลมหายใจที่รินระรดระหว่างกัน  สามัญเรียบง่าย   แต่ลึกซึ้งในทุกช่วงอารมณ์  “ นี่เป็น.....จูบแรกรึเปล่า”


“.............................” ไม่มีคำตอบ หากแต่ดวงตาคู่นั้นกลับนิ่งงัน เบิกกว้างและคลับคล้ายจะมึนงงไปกับเหตุการณ์เมื่อเสี้ยววินาทีที่ว่า


“ แสดงว่าใช่สินะ” ยิ้มหยันอย่างพึงพอใจก่อนจะเกลี่ยปลายนิ้วลงที่ข้างแก้มของอีกฝ่าย “  ถึงจะไม่ใช่จอมโจรงี่เง่าอย่างเจ้าไดกิ   แต่ฉันก็ขโมยของสำคัญของโลกนี้มาแล้วนะนี่ ” หัวเราะเบาๆอย่างครื้นเครง  หากแต่ทันใดนั้นที่ทาเครุกลับมุ่นคิ้วและผลักเอาสึคาสะออกไปเต็มแรง ชายหนุ่มไม่พูดจาแต่กลับเพียรจะหยัดกายลุกถอยหนี  “ ท่านโทโนะ!”


“ หากนายมาที่นี่เพราะจะเล่นอะไรพรรค์นี้  ฉันไม่สนุกด้วยหรอกนะ!” สะบัดมือทิ้ง และลุกหนีอย่างไม่สบอารมณ์  แต่ทันควันที่สึคาสะผุดลุกขึ้นและพยายามจะรั้งทาเครุไว้อีกครั้ง


“ท่านโทโนะ!” 


“ ฉันไม่รู้ว่านายไปเจออะไรมา!  และไม่รู้ด้วยว่านายกับผู้หญิงที่ชื่อนัตสึมิมีปัญหาอะไรกัน!  แต่ฉัน....ไม่มีธุระที่จะต้องพูดกับนาย!” เหยียดสายตามอง และแม้จะต่างจ้องกันไม่คลาดสายตา  หากแต่ยามนี้ที่มีเพียงอารมณ์ขุ่นมัวและความไม่พอใจอยู่สุมทรวง


“ แต่ฉันมี”


“ !”


“ ฉันไม่ได้กลับมาที่นี่  กลับมาที่โลกที่ไม่มีไรเดอร์อยู่นี่  เพียงเพราะจะมาปล้นจูบของท่านโทโนะหรอกนะ” เผยรอยยิ้มปรากฏชัดด้วยความจริงใจ  นั่นไม่ใช่การจูบที่สิ้นคิดหรือจุมพิตที่เต็มไปด้วยความลุ่มหลง   แต่เพราะเขาต้องการเช่นนั้น  ต้องการและปรารถนาอย่างที่ใครคนหนึ่งพึงมี  หลังจากหลับฝันหลายต่อหลายตื่น  ฝืนลืมหลายต่อหลายหน   แต่เขารู้   รู้ว่าต้องกลับมาที่นี่   มายืนอยู่ต่อหน้าคนๆนี้


“.......................” คำพูดคำจาตรงไปตรงมาของสึคาสะทำเอาผู้ฟังหน้าขึ้นสี หากว่าแสงไฟจากตะเกียงแรงพอล่ะก็  สึคาสะคงจะได้เห็นว่านายท่านของเขามีใบหน้าขึ้นสีชาดเป็นแน่แท้  “ ไร้ยางอายจริงๆ” ถอนหายใจพลางส่ายศีรษะเชิงปฏิเสธ


“ ใช่สิ  หน้าด้าน  ไร้ยางอาย   และไร้มารยาทสุดๆอีกด้วย” บอกแบบนั้นก่อนจะก้าวเข้ามาหา ในขณะที่ครั้งนี้ทาเครุก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังของเขาประชิดติดกับฝาผนังบ้าน  ลำแขนของสึคาสะกลับค้ำยันกับผนังขัดขวางไม่ให้ทาเครุหนีหน้าหรือเดินจากไปได้อีก  “ ครั้งก่อน  ฉันเป็นฝ่ายมองนายเดินจากไป   ฉันมีหน้าที่  นายก็มีหน้าที่  ครั้งนี้ฉันหวังว่าจะกลับมา   เพื่อที่จะ...”


“ เพื่ออะไร”


“ เพื่อดูนายอีกครั้ง”


“?”


“ ฉันอยากมองนายให้เต็มตาอีกครั้ง  ให้แน่ใจว่านายยัง......ไม่ได้เป็นของใคร” ยังไม่ได้เป็นของใคร  ยังไม่มีเจ้าของ  ยังไม่มีแม้เพียงหัวใจที่หยิบยื่นให้ใคร


“พูดบ้าอะไรน่ะ....” มุ่นคิ้วแทบชนกัน   รู้สึกได้ว่าแต่ละคำพูดจาของสึคาสะนั้นแทบรับฟังไม่ได้  ตั้งแต่เกิดมา  นี่เป็นครั้งแรกที่ทาเครุรู้สึกว่าตนเองกำลังเสียเปรียบชนิดที่ไม่อาจทำความเข้าใจสถานการณ์ได้เลยทีเดียว  เชื่อสิว่าถ้าปู่อยู่แถวนี้จะต้องร้องโวยวายเอาอะไรฟาดหัวสึคาสะอย่างแน่นอน  แค่คำพูดก็ฟังไม่ได้แล้ว  ทั้งกริยามารยาทท่าทียิ่งติดลบชนิดไม่อาจเอ่ยบรรยาย


“ ก็ท่านโทโนะเป็นที่รักใคร่ออกปานนั้นนี่นา” ว่าพลางยื่นใบหน้าเข้าหาในระยะประชิดก่อนจะเป่าลมรดใส่ข้างใบหูขวาของทาเครุ  พฤติกรรมเช่นนั้นทำเอาเจ้าบ้านตระกูลชิบะถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปในทันที


“ สึคาสะ!” อยากจะร้องโวยวายออกมามากกว่านั้น  แต่ก็รู้สึกอายอย่างบอกไม่ถูก  ถ้าพวกคุโรโกะมาเห็นเขาในสภาพนี้ล่ะก็เรื่องคงไปถึงหูฮิเมะกับพวกริวโนสึเกะอย่างรวดเร็ว  จากนั้น.......


“ ไม่เอาน่า  อย่าทำหน้าเหมือนจะวิ่งหนีแบบนั้นสิ  ฉันอาจจะเป็นโจรปล้นจูบ  แต่ก็ไม่ใช่โจรล่าสวาทสักหน่อยนี่นา” หัวเราะร่าและยิ้มพรายในขณะที่อีกฝ่ายนั้นหน้าขึ้นสีชัดเจน  ทั้งโกรธ  ทั้งอาย  ทั้งทำอะไรไม่ถูก


“ กลับไปซะ! กลับไปเดี๋ยวนี้เลย!”  ทาเครุชี้ไปที่สวน  ทั้งภาษาพูดและภาษาท่าทางสื่อถึงการไล่อย่างแจ้งชัด  แต่มันคงไม่กระจ่างพอที่จะทำให้นักเดินทางต่างมิติรายนี้ยอมเลิกรา  สึคาสะนั่งลงข้างๆทาเครุที่ทรุดลงไปก่อนแล้ว   ครานี้ที่เขาเอื้อมมือลูบข้างแก้มของอีกฝ่าย  ในขณะที่อีกมือนั้นลูบเส้นผมสีดำเงานั้นอย่างเบามือ  จะไม่ให้หลงใหลได้ยังไงกัน แค่เพียงรูปกายก็ไร้ที่ติถึงเพียงนี้  แต่ที่ยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือคำพูดในครั้งนั้นที่ส่งผลให้เขายืนหยัดและทนต่อสู้มาได้  ตามหา  ตามหาโลกของตนเอง  ที่อยู่ของตนเอง  แม้สุดท้ายอาจจะพบว่ามันว่างเปล่า  แต่ในผลลัพธ์ท้ายที่สุดของท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะกลับมาที่นี่  กลับมาเพราะคำพูดนั้น  น้ำเสียงนั้น  แววตานั้น  ทาเครุไม่มีวันรู้หรอกว่าเขาดีใจแค่ไหนที่การกลับมาเจอกันครั้งนี้เขาไม่ได้ถูกไล่ให้ไป  ซ้ำยังได้รับการเชื้อเชิญและดูแลบาดแผลให้กับมือ 


“ ฉันน่ะอยากสัมผัสนายนะ”


“ สัมผัส.....” แน่นอนว่าพอได้ฟังดังนั้นทาเครุก็ถึงขนาดนึกอยากจะชกหน้าสึคาสะแล้ววิ่งหนีไปในทันที  ไม่เข้าใจเลยว่าพูดจาน่าอายไร้มารยาทขนาดนั้นออกมาได้ยังไง   แต่ทั้งที่คิดเช่นนั้นแท้ๆแต่ก็กลับถูกสะกดไว้ตรงนั้นด้วยรอยยิ้มน้อยๆที่แฝงความรู้สึกเงียบเหงาไว้   สึคาสะยิ้มอย่างนี้  ยิ้มแบบนี้ตั้งแต่หนึ่งปีก่อนที่พบกัน  เป็นรอยยิ้มที่ราวกับกำลังมองภาพของตนเองในวันเก่าสะท้อนออกมา ชิบะ  ทาเครุอาจจะได้รับการปลดปล่อยแล้ว  แต่ทำไมคาโดยะ  สึคาสะ  ถึงยังต้องฝืนยิ้มแบบนี้อยู่อีกเล่า “ นาย......”


“ ถ้าเป็นไปได้  ก็อยากทำให้ท่านโทโนะยอมรับในตัวฉัน  และเห็นว่าฉันแตกต่างจากบรรดาคนรับใช้ของนาย”


“ ทุกคนแตกต่างกันอยู่แล้ว” ไม่ว่าจะเป็นริวโนสึเกะ  จิอากิ  มาโกะ โคโตฮะ  เก็นตะ  ไม่ว่าใคร  ทุกคนก็ต่างกันอยู่แล้ว


“ ไม่หรอก  นายเห็นว่าทุกคนเหมือนกันต่างหาก” ลูบเส้นผมสีดำอย่างเบามือพร้อมกับก้มลงจุมพิตเบาๆที่ปลายผม  ผมของทาเครุส่งกลิ่นหอม  ไม่ใช่เพราะยาสระผมหรือเพราะเครื่องประทินพวกนั้น   แต่หอมกลิ่นสมุนไพร  เหมือนกับดอกไม้ป่าหรือพรรณไม้ในป่าดงดิบหลังฝนพรำ  แม้แต่ยามที่ก้มลงจูบเมื่อครู่ก็กลับรู้สึกถึงรสของสมุนไพรโบราณ  เป็นดอกไม้จริงๆ  ดอกไม้สีแดงเพลิงในป่าต้องห้ามที่ไม่มีวันอวดโฉมให้ผู้ใดได้พบยกเว้นเสียแต่นักท่องเที่ยวผู้เพียรเสาะแสวงหา 


“ อะไรที่ทำให้นายพันธนาการตัวเองไว้งั้นหรือ”


“!” กลับกันที่ครั้งนี้สึคาสะเป็นฝ่ายที่ต้องนิ่งไปอึดใจ  “ พันธนาการงั้นรึ.....”


“ นายอยากให้คนยอมรับนาย  แต่กลับเป็นนายที่แยกตัวเองออกจากคนอื่น   เป็นนายที่ผูกมัดตัวเองไว้กับอดีต  ” เหมือนกันกับเขา  เหมือนกันกับเขาในอดีตที่ได้ปิดขังตนเอง  ไม่ยอมแม้เปิดใจยอมรับใครเข้ามา   จวบจนทุกสิ่งเปิดเผยแตกพังและตัวตนของตนเองเกือบจะแตกสลาย  หากแต่เพราะผู้คนเหล่านั้น  ผู้คนเหล่านั้นที่โอบอุ้มเขาไว้และให้ชีวิตใหม่เขาอีกครั้ง 


“ แล้วท่านโทโนะ  หาคนที่ยอมรับได้แล้วงั้นหรือ” ช่วงที่ห่างไกล  เวลาที่แตกต่าง  เปลี่ยนข้อเท็จจริงทุกสิ่ง  ตรงหน้าของเขานี่ทาเครุกำลังค่อยพยักหน้ารับ  ดวงตาสีนิลงามคู่นั้นมองตรงมาอย่างเด็ดเดี่ยว  งามงดอย่างไร้ข้อกังขา


“ ฉันต่างหากที่ถูกหาจนพบ”  ถูกพวกเขาหาจนพบ  ถูกช่วยเหลือ  ถูกฉุดรั้งขึ้นมา  และ....ได้รับการอภัย  “ นายเองก็ย่อมต้องมีคนที่ยอมรับในตัวนาย   ตัวนาย   คาโดยะ  สึคาสะ.....  แบบที่นายเป็น”  เพราะตัวเรานั้นเป็นเพียงคนๆเดียวในโลก  แม้จะสิ้นไร้ไม้ตอกหรืออับจนหนทาง  ในเวลานั้น  แบบนั้น  ก็ยังมีเรื่องดีๆอยู่ไม่ใช่หรือไง  หากว่าเราได้พบคนที่ยอมรับเรา  เข้าใจเรา  คนที่เป็นของเราโดยไม่พึงสนใจว่าเปลือกที่ฉาบทับลงบนตัวเรานั้นเป็นอย่างไร “ นายมาที่นี่  เพราะนายต้องการหนี....เท่านั้นไม่ใช่หรือไง”


“ หนีงั้นรึ? ”


“ ในโลกที่นายอยู่ในตอนนี้   เพื่อนของนายไม่ได้อยู่ข้างกายนายในตอนนี้หรือยังไงล่ะ”


“...................................”  คำพูดนั้น....ช่างบาดหู
 
 มีเพียงความเงียบงันสำหรับพวกเขาทั้งคู่   ไร้คำพูดให้ต้องจำนรรจาเอื้อนเอ่ย  ยามนั้นที่สึคาสะได้มองทาเครุอีกครั้ง  ชายหนุ่มผู้เป็นผู้นำตระกูลชิบะตีสีหน้าเรียบเฉย  แต่กลับมีดวงตาที่งดงามสะท้อนแสงตะเกียงยามค่ำคืน   สึคาสะรู้ดี  นี่ไม่ใช่ความเย็นชาหรือเพิกเฉยไร้อารมณ์   แต่เป็นเพราะชิบะ  ทาเครุเป็นคนแบบนี้  คนในรูปแบบที่แตกต่างจากเขา  คนตรงหน้าเขาคนนี้ก็แค่ตีสีหน้านิ่งเก่งไม่ใช่หรือไง  ต่างจากตัวเขาที่ตีสีหน้าระรื่นเสมอ  รักก็รัก  โกรธก็โกรธ  ตรงไปตรงมา   แต่ท่านโทโนะ....ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ดูเหมือนจะเป็นพวกที่ชอบเก็บทุกอย่างไว้กับตัวเพียงลำพัง   ไม่อยากเห็นใครเจ็บปวด  จนต้องเป็นฝ่ายที่แตกสลายไปเสียเอง


“ ทำยังไงดีล่ะ” สึคาสะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อน


“อะไร?” เอ่ยถามเพราะไม่อาจเข้าใจฝ่ายตรงข้ามได้   ทว่าตอนนั้นเองที่สึคาสะกระชากบานประตูเลื่อนที่ด้านหลังออกก่อนจะหันมายิ้มให้กับทาเครุอีกครั้ง


“ ชักไม่รู้สึกอยากทนอีกแล้วล่ะ”


“!” วินาทีนั้นที่สึคาสะกระชากแขนของทาเครุขึ้นอย่างแรงก่อนจะผลักอีกฝ่ายที่ไม่ทันจะได้ตั้งตัวเข้าไปในห้อง และเลื่อนประตูปิดตามหลังอย่างไม่รอช้า  “ สึคาสะ!”


“ นั่นกลัวจริงๆหรือเปล่าน่ะ” หัวเราะในลำคอและเผยอยิ้มเมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามแทบจะถอยกรูดไปอยู่มุมห้อง  ไม่แสดงสีหน้าตกใจอะไรมากมาย  แต่คิ้วได้รูปนั้นแทบขมวดมุ่น และ ดวงตาก็แฝงแววอาฆาตแจ้งชัดไม่ปิดบัง


“ นี่นายคิดว่ามาทำอะไรในบ้านคนอื่นกัน”


“ ท่านโทโนะเคยมองใครบ้างรึเปล่า”


“ มอง?”


“ ไม่ใช่การมองหัวจรดเท้าหรือการมองจากที่สูง  หรือการมองด้วยความสำนึกผิด  ฉันหมายถึง.....มองแบบที่ฉันกำลังมองนายอยู่ในเวลานี้” มองด้วยความรู้สึกพึงพอใจ  มองด้วยความมุ่งมาดปรารถนา  มองด้วยความรู้สึกมากมายที่แทบล้นปรี่ท่วมท้น  “ ที่นายถามฉันเมื่อกี้ทำให้ฉันรู้สึกดีมาก  แม้จะไม่ได้ปลอดโปร่งใจเสียทั้งหมด  แต่ฉัน....ก็ขอบใจจริงๆ”


“ สึคาสะ.....”


“ แต่ว่านะ....” ลงกลอนประตูจากด้านใน  ในห้องรับแขกที่ว่างเปล่ามีเพียงพวกเขาสองคนและแสงสลัวจากตะเกียงภายนอกที่ลอดเข้ามา   ชายหนุ่มต่างโลกค่อยย่างเดินเข้าหาอีกฝ่ายที่ดูเหมือนจะยังนึกไม่ออกว่าตนเองควรจะหาทางออกไปจากสถานการณ์นี้ยังไงดี  “ จะต่อยฉันก็ได้นะ   แต่ฉันก็จะไม่รามือไปจากนายหรอก”


“ นายบ้าไปแล้วรึไง.....” จ้องอีกฝ่ายและเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องเบือนหน้าหนีจากรอยยิ้มนั่น  ทาเครุไม่เข้าใจตนเอง  เขาไม่เข้าใจว่าตนเองรีรออะไรอยู่  อย่างที่สึคาสะพูดนั่นล่ะจะชกหมอนี่หรือใช้ชินเคนมารุแทงสักแผลสองแผลก็ได้  หรืออย่างน่าอายสักหน่อยก็ร้องเรียกให้ใครช่วย  ซึ่งไม่ว่าทางเลือกไหนก็คงไม่เลวร้ายเกินไปกว่านี้  แต่นี่......... ทำไมถึงต้องยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบแบบนี้ด้วยล่ะ


“ จะว่าอย่างนั้นก็ได้  ฉันไม่อยากกลับมาอีกครั้งเพื่อที่จะพบว่าโลกที่ฉันได้รับการเชื้อเชิญให้มีชีวิตอยู่นี่  คนที่เชื้อเชิญฉัน....กลับกลายเป็นของคนอื่นไปแล้ว” เอื้อมจับมือของอีกฝ่าย  และค่อยพิศจูบลงที่ข้อมือซ้ายด้านในก่อนจะค่อยใช้ฟันขบที่ปลายนิ้วมือของอีกฝ่ายเล็กน้อย เชื่องช้า  ละมุนละไม   หากเพียงเท่านั้นก็เกินพอที่จะทำให้ทาเครุยิ่งเบือนหน้าหนี  ใบหน้าแดงชาดและรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิของผิวหนังที่เพิ่มมากขึ้น “ ท่านโทโนะ......แต่งงานกับฉันเถอะนะ”


“เดี๋ยว!!!!!” ถึงตอนนี้ที่แม้จะพยายามสงบสติอารมณ์แค่ไหนก็ทนไม่ได้อีกแล้ว  ทาเครุแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความตกใจจนหน้าซีดตัวสั่น  ย้ำกับตัวเองว่าหูแว่วหรือบ้าไปรึเปล่า  นี่มันอะไรกัน  เมื้อกี้สึคาสะพูดว่าอะไร  แต่งงาน  แต่ง....ใคร  ใครแต่งกับใครนะ  “ นาย....พูดว่าอะไรนะ......”


“ ฉันรู้ว่าตามธรรมเนียมของนายเรื่องอย่างนั้นจะไม่มีก่อนแต่งงานใช่มั้ย   แต่ตอนนี้ฉันบอกแล้วว่าฉันจะไม่ให้นายเป็นของคนอื่น  ฉันอยากกอดนาย  ดังนั้นเพื่อไม่ให้คุณปู่คนนั้นกับพวกลูกน้องของท่านโทโนะกลับมาเทศนาฉันจนหูชา.........แต่งงานกับฉันเถอะ” พูดหน้าตาเฉยพร้อมรอยยิ้ม  มันเป็นตรรกะง่ายๆในความคิดของสึคาสะ  เขาคงจะลงมือทำเรื่องอะไรๆกับใครก็ตามได้ง่ายๆหากว่านี่คือโลกอื่น  และคนที่เขาหลงใหลไม่ใช่หัวหน้าตระกูลซามูไรเก่าแก่เคร่งธรรมเนียมโบราณ  ทว่าในเวลานี้  มันคงไม่ง่ายที่จะร้องขออะไรแบบนี้  และเพราะว่าคนๆนี้คือท่านโทโนะ  คือชิบะ  ทาเครุ  ต่อให้ต้องทิ้งอิสระของตนเองไปทั้งชีวิตก็ควรจะต้องเอ่ยขอในสิ่งที่สมควร  “ ไม่เชื่อว่าฉันพูดความจริงหรือไง”


“ ในโลกของนาย  ผู้ชายแต่งงานกันเป็นเรื่องปกติหรือไง” ทาเครุถาม  พยายามที่จะเข้าใจตรรกะของสึคาสะทั้งที่ไม่ว่ายังไงก็ทำใจให้เข้าใจไม่ได้ง่ายๆ


“ เปล่า  ผิดปกติน่ะ  แต่ก็พอยอมรับได้ล่ะนะ   ปัญหาตอนนี้คือนายกับฉันต่างหาก   นายท่านผู้สูงส่งจะกรุณาแต่งงานกับผู้ชายไร้หัวนอนปลายเท้าต่างโลกคนนี้ได้มั้ยล่ะ” จูบที่ต้นคอของอีกฝ่าย และเลื่อนไปขบที่ติ่งหูเบาๆ  ได้กลิ่นสมุนไพร  ได้กลิ่นหอมหวานที่กรุ่นอยู่ภายใน  ทาเครุกำลังอาย  ท่านโทโนะผู้เย็นชาคนนั้นกำลังตึงเครียด  และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ตัวเขา.....คือต้นเหตุ


“ นายมีอะไร  ที่ทำให้ฉันต้องตอบรับล่ะ  คาโดยะ  สึคาสะ” ทาเครุเป็นฝ่ายเอ่ยถามบ้าง  ชักนึกเหนื่อยหน่ายกับวาจาไม่เกรงกลัวของอีกฝ่าย  แม้จะงงงวย  แต่ก็ใช่ว่าจะโกรธเคืองเสียทั้งหมด  ตรงกันข้าม.....กลับรู้สึกลึกๆว่ามันน่าขันมากกว่า


“ ตัวฉันไงล่ะ  ให้ทั้งตัวเลยนะ” ยิ้มกริ่มในขณะที่ทาเครุถึงกับอึ้งไปในทันที  


“ ช่างหน้าด้านจริงๆสิ” พูดจารุนแรงเช่นนั้น แต่กลับเผยอรอยยิ้มเล็กน้อย   สึคาสะเอื้อมไปจับมือของทาเครุ  พลางเขยิบเข้าใกล้  ก้มลงจูบประทับลงบนริมฝีปากนุ่มสีสวยที่ราวกับกำลังเชื้อเชิญการจูบของเขาอยู่   ในวินาทีแรกทาเครุนั้นราวกับพยายามที่จะผละหนี  หากแต่เพราะถูกยื้อไว้ในวงแขนและอ้อมกอดที่รัดรึงเข้ามา  ชายหนุ่มผู้นำตระกูลชิบะจึงไม่อาจจะหันหน้าเบือนหนีไปได้  พวกเขาจุมพิตกัน  รสจูบที่หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง  ทั้งที่คิดว่าหวานแต่มันก็ร้อน  ร้อนรุ่มราวกับเพลิงเผา  อาจเป็นอุปทาน  อุปทานที่ราวกับกำลังสัมผัสแนบชิดกันอยู่กลางกองเพลิง   สึคาสะนั้นยิ่งรู้แน่แก่ใจ  ราวกับกำลังโอบกอดเปลวเพลิงกาฬไว้ในอ้อมแขน  ทั้งที่ร้อนและดูราวกับจะถูกแผดเผาให้ม้วยมลาย  แต่มันก็ทรงเสน่หายากเกินห้ามใจ  ไม่อาจถอนจุมพิต  ไม่อาจผละถอยหลัง  รังแต่จะเขยื้อนเข้าหาและไล้ปลายนิ้วมือไปทั่วเส้นผม  รู้สึกเมามายจนร่างของพวกเขาทั้งคู่ล้มลงบนพื้นเสื่อ   ดวงตาผสานดวงตา  และหัวใจก็พลันเต้นระทึกไหว


“ ให้ฉันกอดเถอะนะ  ท่านโทโนะ” จูบที่ซอกคอและและไล้เข้ามาที่ไหล่มน ปลายนิ้วค่อยๆแนบไล้เข้าไปในสาบเสื้อของกิโมโน 


 


ตัดจบค่ะ


หลังจากนี้เป็นฉากเรต NC17  ค่ะ กรุณาขอหลังไมค์นะคะ


ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ






Free TextEditor




 

Create Date : 09 เมษายน 2553    
Last Update : 9 เมษายน 2553 20:35:52 น.
Counter : 427 Pageviews.  

(Shinkenger & Rider Decade Fanfic) Look at me Part 1

คำเตือน    แฟนฟิค (Fanfic ) นี้เป็นฟิค Y  นะคะ   คุณผู้ชายไม่ควรอ่าน   และเนื้อเรื่อง จริงๆของ
Shinkenger กับ Decade ไม่ Y นะคะ


คำเตือนสอง  สปอยตอนจบ ของ Shinkenger เล็กน้อย   และสปอยเนื้อเรื่องการ Crossover  ของ
Rider decade และ Shinkenger ค่ะ


Paring  สึคา สะ x ทาเครุ 


Look at me


 มันเป็นเรื่องเจ็บปวดในยามที่เราพบว่าเรานั้นไม่เป็นที่ต้องการ  มันเป็นเรื่องเจ็บปวดในยามที่เราพบว่าเราไม่ใช่สิ่งที่ใครปรารถนา  ไม่มีคุณค่า  ไม่มีราคา  ไม่มีอะไรสักอย่างที่เป็นตัวตนของเราเอง  ความรู้สึกมากมายประดังทิ่มแทง   เหนือกว่าบาดแผลบนร่างกายก็คือหัวใจที่ตายด้าน  จะให้เชื่อใคร  จะให้วางใจในอะไร ก็ในเมื่อผลที่สุดแล้วมันอาจไม่เหลืออะไรแม้เพียงอย่าง  ในเวลาเช่นนั้น....


เพียงคำพูดประโยคหนึ่ง


ก็กินใจเหลือคณา


“ ขอเข้าไปได้มั้ยล่ะนั่น” เสียงทุ้มของชายหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นในความมืดของสวนบ้านแบบญี่ปุ่นโบราณ  แสงจันทร์ในคืนข้างแรมนั้นไม่มากพอที่จะสาดฉายให้เห็นใบหน้าได้ถนัด  แต่ก็มากพอที่จะช่วยให้ได้แลเห็นภาพเงาเรือนลางของคนที่เคยคุ้นสายตา   


“ ก็แค่แปลกใจที่นายกลับมาน่ะ” อีกเสียงหนึ่งตอบกลับ  เจ้าของเสียงนั้นคือชายหนุ่มผมสีดำดวงตาสีขนกาผู้อยู่ในชุดฮาคามะสีน้ำเงิน  ชิบะ  ทาเครุ กำลังนั่งขัดสมาธิอ่านหนังสือและชมท้องฟ้าอยู่เพียงลำพังในยามที่นักเดินทางจากต่างโลกนั้นปรากฏกายขึ้น


“ ฉันจะกลับมาไม่ได้หรือไง  ไม่ใช่ท่านโทโนะหรอกหรือไงที่อนุญาตให้ไรเดอร์ดีเคทมีตัวตนอยู่ในโลกนี้น่ะ” คาโดยะ  สึคาสะหรืออีกชื่อหนึ่งก็คือคาเมนไรเดอร์ดีเคทนั้นเอ่ยทวงถามคำมั่นสัญญา  เขาก้าวเดินเข้ามาหาอีกฝ่ายอย่างสงบ สายลมเย็นแห้งๆของฤดูหนาวพัดต้องผิวหน้า  ดวงตาพิศมองดูเจ้าบ้านหนุ่มที่ยังคงนั่งนิ่ง  เนื่องจากฝ่ายนั้นนั่งอยู่ในบริเวณที่มีแสงตะเกียงสาดส่องจึงได้แลเห็นท่าทีนั้นอย่างถนัด  อย่างไรก็อย่างนั้น  ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้เคยพบกันครั้งแรกเมื่อกว่าขวบปีก่อนหน้านี้เลย  ดวงตาที่มองตรงมาอย่างไม่มีหลบหลีก  ท่าทีสงบไม่มีลุกลี้ลุกลนหรือเก้อเขิน  ยามที่แสงตะเกียงสาดเข้าหาก็ราวกับรูปสลักนักรบโบราณ  ควรจะเรียกว่าอะไรดี  งดงาม  สูงส่ง  หรือเกินเอื้อมดีล่ะ


“ ฉันพูดไว้อย่างนั้นจริงๆ” ทาเครุตอบ  ก่อนที่จะได้ทันลุกขึ้นยืนอีกฝ่ายนั้นก็มายืนอยู่เบื้องหน้าของเขาแล้ว  สึคาสะอยู่ในเสื้อผ้าชุดเดิมเหมือนตอนที่จากกัน  กางเกงยีนส์และเสื้อกั๊กสีชมพูอมม่วง  ท่าทีสบายๆแต่เย่อหยิ่งและไว้ตัว รอยยิ้มเผยอเล็กน้อยที่มุมริมฝีปากที่ดูราวกับเย้อหยันและเหยียดหยามทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้  ไม่สิ....ในทุกๆโลกที่ไปเยี่ยมเยือนเสียมากกว่า  “ แสดงว่ายังหาไม่พบงั้นหรือไง  โลกของนายน่ะ” แทนคำตอบนั้นกลับเป็นรอยยิ้มคมคายที่ตอบกลับมา  สึคาสะทิ้งตัวลงข้างกายของทาเครุ  ดวงตาของพวกเขาสบกันอย่างตรงไปตรงมาและมั่นคง  ดูเหมือนอาจจะกำลังไม่พอใจ หากแต่แท้จริงกลับเป็นเพราะนิสัยของคนทั้งคู่ที่แต่ไหนแต่ไรก็เป็นพวกไม่ยอมถอยเสียด้วยกันทั้งสองฝ่ายต่างหาก


“ ท่านโทโนะดูผิดตาไปหน่อยนะนี่  เลิกตีสีหน้าอมทุกข์ตั้งแต่เมื่อไหร่กันน่ะ” พูดแกมหัวเราะก่อนจะเอนกายพิงเสาบ้านและยกเท้าขึ้นมานั่งเอกเขนกอยู่บนระเบียง  รองเท้าของเจ้าตัวนั้นเปื่อยเปื้อนดินโคลน  หากเมื่อสังเกตยามที่แสงตะเกียงต้องใบหน้า  ทาเครุก็ยิ่งสังเกตเห็นว่าตามเนื้อตัวและใบหน้าของสึคาสะนั้นมีบาดแผลเล็กๆปาดป้ายอยู่ทั่วกาย  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตลอดเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาชายหนุ่มผู้นี้คงจะกระโจนเข้าสู่สนามรบครั้งแล้วครั้งเล่า  และรางวัลมากมายที่ได้รับมาก็คือบาดแผลและรอยเลือดแห้งกรังเหล่านี้


“ นายบาดเจ็บงั้นหรือ” ทาเครุว่าพลางชายหางตาแลไปที่ท้องน้อยของฝ่ายตรงข้าม  มีรอยเลือดติดแห้งกรังอยู่ที่เสื้อผ้าและบาดแผลที่เพียงมองก็สันนิษฐานได้ว่าน่าจะถูกใครยิงมาเร็วๆนี้  เขาเอื้อมมือไปแตะบาดแผลนั่นก่อนจะนิ่วหน้าเล็กน้อย  “ นายยังไม่ได้ทำแผลงั้นหรือ”


“ ถามมากจังนะ” เผยอยิ้มเหยียดก่อนจะหัวเราะตามมาเบาๆ ทั้งที่มืดแสงออกปานนี้แต่ก็ยังอุตส่าห์มองเห็นแผลนี่  ช่างเป็นซามูไรช่างสังเกตที่น่าหมั่นไส้เสียเหลือเกิน  “ ขอนั่งพักสบายๆสักแปบได้มั้ยล่ะ  เดี๋ยวก็จะไปต่อแล้วล่ะน่า” 


“ ไปต่อ?” เอ่ยถามสั้นๆ


“ ใช่...ไปต่อ” ไม่มีที่ให้อยู่  ไม่มีโลกไหนให้การต้อนรับ  มีแต่จะต้องไปต่อเท่านั้น  ไปต่อในโลกถัดไป  ไม่หยุดนิ่ง ไม่มีวัน.....


 ดูราวกับว่าความเงียบจะเข้ามากั้นขวางระหว่างคนทั้งคู่  สึคาสะนั้นเอาแต่นั่งเงียบพร้อมกับส่งยิ้มให้กับอีกฝ่าย  ดวงตาของเจ้าบ้านตระกูลชิบะนั้นดูฮึกเหิมแต่ก็ระคนปนกันกับความเศร้าสร้อยบางอย่างที่ปล่อยให้ผู้เฝ้ามองได้แต่เพียงคาดเดา  ในขณะที่ทาเครุนั้นนิ่งมองสลับไปมาระหว่างใบหน้าและบาดแผลของสึคาสะ  หากเป็นเมื่อหนึ่งปีก่อน พวกเขานั้นอาจจะคล้ายกันอยู่บ้าง ต่างก็มีความหลังมืดมนที่ฝังใจ  คนหนึ่งมีอดีตที่ลืมเลือน  ในขณะที่อีกคนมีความลับเป็นตราบาปที่ตนเองปิดซ่อนไว้  ทว่าวันเวลา....เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนั้นไปเสียสิ้น 


“ ถอดเสื้อออกสิ  ฉันจะทำแผลให้” เจ้าบ้านตระกูลชิบะเอ่ยขึ้นก่อน


“!” แทบไม่เชื่อหูกับถ้อยคำของฝ่ายตรงข้าม และยิ่งไม่คาดฝันเมื่อทาเครุนั้นลุกขึ้นยืนและเลื่อนบานประตูเข้าไปในห้องด้านในเพื่อหยิบอุปกรณ์ปฐมพยาบาลของพวกคุโรโกะมาให้  ไม่ได้ร้องเรียกใครเพื่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม แต่กลับเป็นฝ่ายที่หยิบยาฆ่าเชื้อและผ้าพันแผลออกมาวางไว้ตรงหน้าด้วยตนเอง 


“ ทำอะไรอยู่ล่ะ ถอดเสื้อออกสิ” เจ้าบ้านหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  ดวงตาสีนิลคู่งามนั้นแสนสงบและไร้วี่แววปริตวิตก  สิ่งที่สะท้อนในแววตาคือแสงไฟ  เปลวเพลิงที่สะท้อนสลับไปมา  สีแดงที่โชติช่วงแกร่งกล้าแต่ก็ชวนให้หวั่นไหวในเวลาเดียวกัน


“ นายคือท่านโทโนะไม่ใช่รึไง”


“ไม่ผิดเสียทีเดียว” ตอบอย่างมีความหมายแฝงเร้นพลางวาดปลายนิ้วมือไปบนบาดแผลของอีกฝ่าย ก่อนจะตัดสินใจใช้กรรไกรตัดชายเสื้อออกโดยไม่รั้งรอขอคำอนุญาต   การกระทำที่เอาแต่ใจและแสนจะหยิ่งยโสนั่นเป็นการแสดงออกถึงตัวตนของนายท่านแห่งตระกูลชิบะอย่างแน่แท้


“ แล้วท่านโทโนะคนนั้นจะลดตัวลงมาทำแผลให้นักเดินทางไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างฉันน่ะรึ” ยิ้มพรายอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะเอื้อมจับมือที่ยังถือกรรไกรค้างไว้ของทาเครุ  มือของทาเครุนั้นด้านและมีรอยแผลจากคมดาบ  เป็นมือของนักรบที่สวยได้รูปและอบอุ่นน่าจับต้องเป็นที่สุด  พวกเขาสบตากันอีกครั้ง  หากแต่ครั้งนี้ที่ทาเครุกลับพยักหน้ารับช้าๆ


“ คิดว่าอย่างนั้นนะ” ว่าแล้วก็ดึงเอามือของสึคาสะออกพร้อมกับเอื้อมหยิบสำลี  บรรจงเทยาฆ่าเชื้อและวางทาบลงบนปากแผล  ความแสบซ่านจากตัวยาทำให้ฝ่ายผู้บาดเจ็บถึงกับสะดุ้ง ในขณะที่ฝ่ายผู้รับหน้าที่ปฐมพยาบาลเพียงแต่ชำเลืองมองด้วยหางตาอย่างขันๆ  “ ถ้าคิดว่ามันเจ็บ  ก็ไม่ควรปล่อยไว้จนอักเสบหรอกนะ”


“ ก็ใช่ว่าจะอยากปล่อยไว้นี่  เพียงแต่......จะหาคนช่วยมันลำบากน่ะ” มองดูคู่สนทนาด้วยสายตาพึงพอใจ  ถึงแม้จะบอกว่านี่คือมือของนักรบก็เถอะ  แต่กลับพบว่าฝีมือการทำแผลปฐมพยาบาลนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหนา  นั่นอาจเพราะว่าชิบะ  ทาเครุนั้นเคยชินกับการทำแผลดูแลตนเอง  หรือเพราะประสบเคราะห์บาดเจ็บอยู่บ่อยครั้งก็เป็นได้  ต่อให้ถูกเลี้ยงดูมาแบบคุณชายถึงเพียงไหน  แต่ถ้าลองได้บาดเจ็บติดต่อกันหลายๆครั้ง ไอ้เรื่องการปฐมพยาบาลคงต้องนับว่าเป็นเรื่องปกติสามัญ  ทั้งๆที่ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นเลยสักนิด  หากดูเพียงภายนอกก็มองไม่ออกเลยว่าคนๆนี้จะเป็นทั้งผู้นำตระกูลและหัวหน้านักรบที่ยอดเยี่ยมได้  คนเรา....มองกันเพียงภายนอกไม่ได้จริงๆ


“ ผู้หญิงคนนั้นล่ะ” นั่นหมายถึงหญิงสาวคนที่ออกตัวปกป้องสึคาสะในตอนนั้น  สำหรับทาเครุและทุกคนแล้วเพียงแค่มองก็เข้าใจได้แล้วว่าระหว่างสึคาสะกับผู้หญิงคนนั้นมีความผูกพันบางอย่างต่อกันอย่างล้นเหลือ  มันมากไปยิ่งกว่า   และคงมีความหมายมากกว่าเพียงความรู้สึกฉันเพื่อนสนิทมิตรสหาย


“ นัตสึมิ........นั่นนัตสึมิ...”


“ นัตสึมิ” ชื่อของผู้หญิงคนนั้น


“ ไม่อยากจะให้เขาต้องเป็นห่วง  แค่นี้....มันก็หนักหนามากพออยู่แล้ว” หนักหนามากพอ  แค่ดึงเอาใครคนหนึ่งเข้ามาประสบวิบากกรรมที่คนๆนั้นไม่ได้เป็นผู้ก่อ  ถูกสองมือและรอยยิ้มนั่นโอบประคองและช่วยเหลือไว้มากมาย   แต่ว่า....  “ ฉันน่ะ...ไม่ควรจะอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานนักหรอก”


“ ก็เป็นไปได้” ทาเครุพยักหน้ารับอีกครั้งก่อนจะหยิบผ้ากอตซ์และเทปกาวปิดแผลวางทับลงบนท้องน้อยของสึคาสะ  เลือดนั้นหยุดไปแล้ว แต่หากไม่ดูแลรักษาแผลก็จะเน่า  และท้ายที่สุดก็อาจติดเชื้อ  คงจะไม่น่ามองเท่าไหร่หากนักรบคนหนึ่งจะต้องตายด้วยพิษบาดแผลอักเสบที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการดูแลรักษา  “ จะอยู่ที่นี่นานแค่ไหนล่ะ”


“ สักพัก  หรือท่านโทโนะรังเกียจที่จะให้คนจรอยู่จัดร่วมใต้ชายคา” เล่นลิ้นเข้าใส่  แต่ก็มีเพียงสายตาที่ไม่มีวี่แววของอารมณ์สะท้อนกลับมา


“ ถ้ารังเกียจ  ก็จะไล่ไปเสียตั้งแต่แรก”


“..................................” 


“ และก็.......”


“ หืม” ยักคิ้วให้อย่างแสนฉงน


“ ฉันเคยบอกแล้วว่า.....นายอยู่ที่โลกนี้ได้” จังหวะนั้นเอง  มันอาจเป็นภาพหลอนในยามที่สึคาสะได้แลเห็นว่านายท่านแห่งตระกูลชิบะนั้นเผยรอยยิ้มเล็กน้อยที่มุมริมฝีปากให้ ใบหน้าคมนั้นดูหวานชื่นและอบอุ่นแจ่มใสนัก   รอยยิ้มที่งามงดราวกับแสงจันทร์ที่ส่องสว่างในคืนเดือนมืด  สึคาสะรู้อยู่แล้ว  รู้อยู่ตั้งแต่ต้นว่าท่านโทโนะของเขานั้นเป็นคนรูปงามเพียงใด  ทรงเสน่ห์เพียงไหน  หากแต่ทุกสิ่งนั้นก็ถูกฉาบกลบทับด้วยความเย็นชาปานน้ำแข็ง  หากแต่เพลานี้  หลังจากหนึ่งปีแห่งการพบพาน  เขากำลังได้เห็นรอยยิ้มที่ราวกับความฝัน  รอยยิ้มนี้.....ช่างตื้นตันใจนัก


“ แล้วท่านโทโนะ  จะอยู่เป็นเพื่อนฉันรึเปล่าล่ะ”


“!” สะดุ้งไปอึดใจในยามที่สึคาสะโน้มตัวเข้ามาและเอื้อมมือรั้งข้อมือขวาของเขาไว้  รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ยังคงผุดพราย  และน้ำเสียงนั้นก็บ่งบอกอาการทีจริงทีเล่นที่ไม่น่าไว้วางใจ  ระยะห่างระหว่างพวกเขาสั้นลง   และรู้สึกกระทั่งลมหายใจที่รดใส่ใบหน้า


“ จะให้อยู่เพียงลำพังน่ะ  มันเหงาอยู่หรอกนะ”  ส่งยิ้มหวานให้ ในขณะที่ทาเครุนั้นเพียงแต่หรี่สายตามองอย่างคับข้องใจ


จบตอน






Free TextEditor




 

Create Date : 09 เมษายน 2553    
Last Update : 9 เมษายน 2553 20:27:17 น.
Counter : 307 Pageviews.  

Shinkenger fanfic: เรื่องเล่าจากอดีต ตอนที่ 1

Paring  จูโซ x ทาเครุ



เรื่องเล่าจากอดีต


เรื่องที่ 1


 ค่ำนี้แสงจันทร์เต็มดวงสาดลงมากระจ่างแจ้ง  สายลมพัดพลิ้วต้องผิวกาย มีเพียงความเงียบสงบที่รายล้อมรอบ ทุกสิ่งตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน  ยามนี้ที่เงาของชายผู้หนึ่งเดินย่ำเข้ามากลางพงไพร ดวงตาสีดำกระพริบไหวพิศชมสายน้ำริมลำธารที่ไหลรินเอื่อย  เงียบ แต่กังวานนัก  ใบไม้ไหวสั่น เบิกบานสะพรั่งและโรยราผ่านเลย เสียงนกร้องร่ำรำพัน แว่วหวานเสนาะโสตและชวนลุ่มหลงใหล  ชายหนุ่มยังคงเดินต่อไปเบื้องหน้าพลางเงยหน้ามองแสงจันทราที่สาดส่องกระทบผิว ใบหน้าที่นิ่งเฉยค่อยฉาบรอยยิ้มและปลายนิ้วยื่นออกละเลียดผิวใบไม้ชอุ่ม พิถีพิถันจับต้อง หลงลืมว่าตนเองนั้นมาย่ำเยือนที่นี่ด้วยเหตุใด  คนผู้หนึ่ง  ที่งามงดราวภาพวาดจนผู้เฝ้ามองในเงามืดนั้นไม่อาจทอดถอนสายตา


“ มาจริงๆสินะ” ชายผู้เฝ้ามองเอ่ยขึ้น ย่างเท้าเข้าหาอย่างสงบ ในขณะที่ชายเสื้อสีขาวที่รุ่ยร่ายนั้นปะป่ายตามแนวไม้  มือขวากำดาบคู่กายส่วนสายตานั้นเฝ้าจับจ้องยังชายหนุ่มอีกฝ่าย 


“ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องหนีนี่ ฟุวะ จูโซ” ฝ่ายที่อ่อนเยาว์กว่ามากนักเอ่ยนามนั้น  ตรงข้ามกับเสื้อผ้าที่รุ่ยร่ายและราวกับหลุดมาจากอดีตอันแสนไกลของอีกฝ่าย  ชายหนุ่มอยู่ในเครื่องแต่งกายไปรเวทเช่นคนหนุ่มทั่วไป เสื้อตาหมากรุกสีแดงสลับดำ กางเกงยีนส์สีหม่นและรองเท้าสีดำ   ในมือนั้นคือดาบสีเงินประจำกาย   ดูราวกับแตกต่าง หากแต่สิ่งที่คนทั้งคู่คล้ายกันกลับเป็นแววตา  แววตาที่มุ่งหมายมาดชิงชัย  และเป็น....ผู้ชนะ


“ ชินเคนเรด ไม่สิ...ชิบะ ทาเครุ” จูโซเอ่ยชื่อนั้นเต็มเสียง จ้องเข้าไปในแววตาสีนิลที่วาวโรจน์โดดเด่น  อย่างไรก็อย่างนั้น เช่นไรก็เช่นนั้น  เป็นแววตาที่มีเปลวเพลิงโชติช่วงลุกโชนแสง  สง่างามยามร่ายรำดาบ และชวนหลงใหลในยามนิ่งงัน  ช่างคล้าย...คล้ายกันเหลือเกิน  “ ข้าต้องการ  การดวลที่สมบูรณ์แบบ  ความสุขสุดยอดจากการได้ประดาบกับเจ้า” ค่อยชักดาบออกจากฝักยาว  แสงสีเงินกระทบแสงจันทร์สาดทอดวงตาที่เขาคิดถึงคู่นั้น  ไม่อาจถอนสายตาออกได้ตั้งแต่แรกที่พบเจอ  ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นเพลงดาบนั่น  ได้เห็นท่วงท่านั้น และได้สบแววตาที่กร้าวแกร่งนั่น


ข้า


ลุ่มหลง


“ ฉันมาเพื่อจัดการกับนาย  การต่อสู้ที่กระหายเลือดนั่น เป็นวิถีของปีศาจ!” ชิบะ ทาเครุประกาศ พร้อมกับยกดาบขึ้น  ฟุวะ จูโซคือศัตรู  ศัตรูที่ย้ำให้ได้เห็นถึงความอ่อนแอของตนเอง  และการเพลี่ยงพล้ำที่น่าเศร้าสร้อย  แต่มันจะจบลงที่นี่  ค่ำคืนนี้  ที่เขาจะขอใช้ศักดิ์ศรีของตนเองจบเรื่องนี้ลงเสียที


“ ดี!” แผดเสียงและจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น  คำก็ศักดิ์ศรี คำก็วิถีปีศาจ  ช่าง...คล้ายกันจนเกินไป   “ เข้ามา! เติมเต็มความสุขสุดยอดให้กับข้า ชินเคนเรด!” สิ้นเสียงนั้นร่างสองร่างก็กระชับดาบมั่นกระโจนเข้าหากันในความมืด เสียงคมดาบฟาดฟันเลื่อนลั่น  ประกายดาบสีเงินแปลบปลาบละลานนัยน์ตา   ณ เวลานี้ที่มีเพียงคนสองคน  และมีเพียงวิถีดาบของกันและกันอยู่ในห้วงสำนึก  ยามนั้นเองที่ฟุวะ   จูโซ.....


พลันรู้สึก


เป็นสุข


“ ข้าเป็นสุข  อีกครั้ง” พึมพำกับตนเอง และรำลึกถึงก้นบึ้งของความทรงจำที่นานแสนนาน......................


 เสียงสายฝนตกพร่ำลงมาพร้อมกับสีแดงที่เจิ่งนองท่วมพื้น  ซากร่างที่นอนทอดกาย  และเสียงร่ำพร่ำไห้จากผู้รอดชีวิตที่ก้องระเคืองหู   ผู้แพ้ที่นอนทิ้งกายเจ็บปวด  สิ่งที่เจ็บคือบาดแผล แต่สิ่งที่คั่งแค้นคือความพ่ายแพ้  หากแต่ก่อนที่ดวงตาสีดำจะปิดลงและทอดถอนใจให้กับความน่าทุเรศทุรังของสภาพตน  ยามนั้นที่เงาหนึ่งพลันปรากฏ และหยาดฝนพลันหยุดนิ่งไม่แปดป้ายใบหน้า 


“ ลุกไหวไหม นายท่าน” เสียงนั้นทุ้มและนุ่มเพราะ เปิดเปลือกตาและแลเห็นร่มสีแดงถูกยกขึ้นบังศีรษะให้ ในขณะที่เงาของผู้เอ่ยปากถามไถ่นั้นยังคงเลื่อนลอยพร่ามัว 


“ ปล่อยข้าไว้ นี่ไม่ใช่ธุระของเจ้า” ซามูไรหนุ่มในชุดสีดำบอกอย่างเหนื่อยอ่อนระคนรำคาญนักหนา  หากแต่ฝ่ายตรงข้ามกลับยังไม่ยอมล่าถอยไปง่ายๆ เมื่อคนผู้นั้นกลับนั่งลงและเอื้อมมือแตะปลายนิ้วลงบนผิวแก้มของผู้บาดเจ็บ


“ ประเดี๋ยวจะมีคนมา  ท่านคงไม่ต้องการให้พวกเขาเก็บท่านไปพร้อมกับซากศพใช่หรือไม่  นายท่าน” เสียงนั้นนุ่มเพราะเสนาะก้องหูเป็นที่สุด ปลายนิ้วนั้นรุ่มร้อนและอบอุ่นท่ามกลางสายฝนที่ตกพร่ำหนาวยะเยือก เหนืออื่นใด ดวงตาสีดำคู่นั้น...ที่เชื้อเชิญให้ตอบรับอย่างที่สุด รอยยิ้มเพียงเล็กน้อย....กลับประทับจิตตราตรึง ณ แรกพบ


“ เจ้า  เป็นใคร”


“ แค่ชาวบ้านผู้หนึ่ง นายท่าน” เอ่ยเอื้อนวาจา และกลับช่วยพยุงให้ซามูไรหนุ่มลุกขึ้นจากพื้นโคลนคาวโลหิต   ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำลง  ยามนั้นที่ต่างฝ่ายก็ได้แลเห็นกันและกันอย่างถนัด   ณ วินาทีที่ “ฟุวะ จูโซ”  ในเวลานั้นต้องเบิกตากว้างมองผู้ช่วยชีวิตที่มิอาจคาดฝันให้เต็มสายตา  สายฝนแปดเปื้อนใบหน้าของเด็กหนุ่มอ่อนวัย  ดวงตาคมสีขนกาที่จ้องมองมาอย่างไม่มีสะทกสะท้านไหวติง ริมฝีปากเผยอรอยยิ้มเล็กน้อย สว่างสดใส ดุจดั่งเปลวแดดกลางฤดูร้อนที่พลัดหลงข้ามถิ่น


นั่นคือวินาที


ที่รู้จักความสุข


 ท้ายที่สุด ไม่รู้ว่าควรจะเรียกว่าเพราะจงใจหรือเลยตามเลย ฟุวะ จูโซก็เป็นฝ่ายที่ถูกพยุงออกมาจากกลางกองเลือด  เด็กหนุ่มพาเขาเข้ามาในป่าเขา ใจกลางพงไพรเขียวชอุ่มที่มีบ้านเรือนปลูกอยู่แต่บางตา  หากแต่ข้างลำธารตื้นที่สายน้ำระรินไหลคือที่ตั้งของกระท่อมชาวป่า   หากกล่าวให้ถ้วนถี่ การปฐมพยาบาลรักษาบาดแผลนั้นเป็นไปอย่างคล่องแคล่วและถูกต้องตามหลักการทุกประการ  แม้แต่ที่หลับที่นอนก็สะอาดสะอ้าน และแม้ในตัวบ้านจะคับแคบ แต่ก็ถูกจัดเป็นสัดส่วนและไม่มีร่องรอยของสิ่งรกหูรกตาแม้แต่น้อย  เชื่อได้แน่ว่าผู้อยู่อาศัยเพียงคนเดียวของที่นี่ย่อมต้องเป็นคนรักสะอาดและพิถีพิถันพอตัว


“ เจ้า....อยู่คนเดียวงั้นรึ” จูโซเอ่ยถามเด็กหนุ่มเจ้าของสถานที่ที่บัดนี้กำลังยกข้าวต้มเข้ามาวางข้างตัวเขาที่กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่  ที่ด้านนอกนั้นมืดค่ำลงแล้วและมีเพียงแสงตะเกียงที่ส่องสว่าง  


“ เมื่อปีกลายข้าอยู่กับบิดา” เขาเอ่ยตอบพร้อมกับช่วยพยุงอีกฝ่ายขึ้นนั่ง แขนซ้ายของคนไข้นั้นถูกเข้าเฝือกไว้ ในขณะที่แขนขวานั้นได้รับบาดเจ็บเป็นแผลยาว ศีรษะถูกกระแทกจนได้แผลใหญ่ นับว่าเป็นเคราะห์ดีที่ช่องท้องนั้นแม้ถูกแทงแต่แผลก็กลับตื้นไม่ถูกอวัยวะสำคัญ  


“ แล้วยามนี้ล่ะ” ยอมลุกขึ้นนั่งอย่างว่าง่าย ไม่ใช่เพราะรู้สึกวางใจ แต่เป็นเพราะรู้สึกราวตกอยู่ในภวังค์เสียมากกว่า  ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวแม้แต่กับการย่างเท้า  จูโซรู้ตัวว่าเขาไม่อาจหันหน้าหลบหนีความจริงที่ว่าเขา....กำลังมองคนผู้นี้


“ คืนนี้มีท่านอยู่เป็นเพื่อน  ก็ไม่เปล่าเปลี่ยวจนเกินไปนัก” ตอบพลางตักข้าวต้มขึ้นให้  แนบชิดสนิทถึงริมฝีปากของอีกฝ่าย


“ ไม่ต้อง  ข้ากินเองได้!” พยายามจะอิดเอื้อน หากแต่ฝ่ายตรงข้ามกลับเขยิบกายเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มหวานขี้เล่น


“ ข้าเกรงว่ากว่าจะได้หลับนอนคงเลยเวลา  เพราะอาการแขนท่านยังไม่ทุเลานัก” เอ่ยตอบและต้อนคู่สนทนาให้จนมุมด้วยรอยยิ้มที่ไร้พิษภัย  ในสายตาของจูโซ  เขาแลเห็นเด็กหนุ่มขี้เล่นฝีปากดีผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งกำลังเพียรต้อนเขาให้อับจน  อับจนด้วยคำพูด และอาจมืดมิดด้วยสายตา   ตอนนั้นเองที่ซามูไรหนุ่มเปิดริมฝีปากออก และยินยอมให้ผู้เป็นเจ้าของบ้านทำตามที่ใจปรารถนา


“ รสมือเจ้าไม่เลวนัก” ชมเช่นนั้นยามที่เคี้ยวอาหารและกลืนลง  ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามนั้นทอดสายตายิ้มให้


“ ข้าควรถือเป็นคำชมสินะ นายท่าน” หัวเราะเบาและทำท่าว่าจะยกข้าวอีกช้อนขึ้น แต่ฝ่ายจูโซกลับถามเขาในคำถามสามัญที่เจ้าตัวลืมไปเสียแล้ว


“ เจ้าชื่ออะไร ข้าควรรู้ชื่อของคนที่ช่วยชีวิตข้า”


“!” สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะจ้องตรงไปยังอีกฝ่าย 


“ อย่าเรียกข้าว่านายท่าน   เพราะข้าไม่ใช่นายเจ้า...ข้า...ฟุวะ จูโซ” เอ่ยเช่นนั้นและพยายามเอื้อมมือขวาที่ยังพอขยับได้แตะที่ข้างแก้มของอีกฝ่ายอย่างเบามือ  ผิวหนังนั้นอบอุ่น และแววตาที่น่ามองนั้นกลับดูราวกำลังปลาบปลื้มปิติในบางสิ่ง


“ ชื่อข้า......” ชื่อ.....


“ ใช่ ชื่อของเจ้า” ย้ำอีกครั้ง และครั้งนี้ที่เด็กหนุ่มหยุดนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเผยอยิ้มเล็กน้อยที่มุมริมฝีปาก  ยิ้มที่เรียบง่าย แต่กลับน่าพิศมองซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างมิรู้เบื่อ  ไม่ว่า..ใครก็ตาม


“ ข้า.....ทาเครุ...”


“ทาเครุ” ชื่อเพียงคำสั้น แต่กลับน่าเอ่ยเรียกยิ่งกว่านามขุนนางใด


“ ชื่อของข้าคือทาเครุ   ท่านฟุวะ” เอื้อมมือขึ้นจับหลังฝ่ามือที่ยังพันด้วยผ้าพันแผลนั้นไว้  ได้กลิ่นคาวเลือดที่ต้องจมูก รู้สึกถึงไอเย็นและกลิ่นสายฝนที่เปลี่ยวเหงา  หากแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แอบเร้น  ซามูไรแปลกหน้าผู้หนึ่ง  แต่กลับทำให้ความรู้สึกอิ่มเอิบพลันฉาบที่หัวใจ


“ เรียกข้าว่าจูโซ   นั่นคือชื่อข้า...”


“ จูโซ.....” เอ่ยเรียกเต็มเสียงพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ  ภาพที่ทำให้ใครผู้หนึ่งต้องต้องมนต์ และโลกพลันหยุดนิ่งอยู่ท่ามกลางแสงตะเกียงสีส้มที่ฉาบฉายใบหน้า  สุรเสียงสำเนียงที่ได้ยินกึกก้อง...คือเสียงลมหายใจ


 


 หลายวันถัดมาจากการพบพาน จูโซเริ่มชินกับการที่เขาเป็นฝ่ายมอง  ในทุกเช้าเขาจะแลเห็นเด็กหนุ่มตื่นแต่เช้าเพื่อหุงหาอาหาร ผ่าฟืน ซักเสื้อผ้า หาบน้ำ  ก่อนจะไปเก็บผักและผลไม้ป่า  ดูอย่างไรก็เป็นชาวบ้านสามัญชนที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและปลีกวิเวก   ทาเครุเคยมีบิดา แต่ก็อย่างที่เขาเคยเกริ่นพูดไว้  บิดาของเขาตายไปเมื่อปีกลาย  และยามนี้เขาก็อยู่เพียงลำพังและแทบไม่เคยยุ่งเรื่องโลกภายนอก 


ในสายตาของจูโซ ทาเครุเป็นเด็กหนุ่มที่ร่าเริง ยิ้มง่าย และเพลิดเพลินกับธรรมชาติ  รอบๆบ้านมีนกป่าเข้ามาเยี่ยมเยียนอยู่ตลอด ในขณะที่เด็กหนุ่มก็มีเวลาที่จะชื่นชมพรรณไม้และอากาศบริสุทธิ์  นี่คือโลกที่จูโซไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต  โลกที่เจิดจ้าและใสราวกับหยาดน้ำฝนที่แพรวพราวพร่างลงจากฟากฟ้า โลกที่แตกต่างจากที่ๆเขาอยู่อาศัยมาตลอดชีวิต    ไม่มียศถา  ไม่มีบรรดาศักดิ์  ไม่มีคมดาบ ไม่มีการฆ่าฟัน  ในช่วงเวลากว่าสัปดาห์ที่ผ่านเลยไป กลับมีเพียงกันและกัน เขาที่เฝ้ามอง และทาเครุที่กำลังแนะนำให้เขารู้จักกับความสงบที่แท้จริง


“ เจ้าชอบนกงั้นรึ” จูโซเอ่ยถามในยามบ่ายแก่ๆของวันหนึ่ง ในขณะที่เขาเดินออกมานอกกระท่อม และเห็นทาเครุกำลังนั่งอยู่ที่โขดหิน ที่ปลายนิ้วมีนกน้อยขนสีขาวแต้มแดงอยู่ด้วย   ทว่า พอรู้สึกได้ว่ามีคนแปลกหน้าย่างเท้า เจ้านกน้อยก็รีบกระพือปีกบินหนีไปในทันใด


“ ท่านทำให้เขาตกใจแน่ะ จูโซ” ทาเครุเอ่ยพร้อมกับหันมายิ้มให้ เด็กหนุ่มยังคงนั่งขัดสมาธิมองสายน้ำและท้องฟ้า ก่อนจะหันมาหาชายหนุ่มที่ตอนนี้อาการดีขึ้นมากจนเกือบเป็นปกติแล้ว


“ มันรู้สึกถึงจิตสังหารของข้า  ข้าถึงเกลียดพวกสัตว์นัก” ว่าแล้วก็เข้ามายืนอยู่ริมลำธารมองไปทางคู่สนทนาที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม 


“ พวกซามูไรก็แบบนี้ เอะอะก็ฆ่าฟัน”


“ นั่นเป็นวิถีบูชิโด  เป็นวิถีของนักดาบ  หากเจ้าออกไปโลกข้างนอกและรับรู้ในสิ่งที่เป็นจริง  เจ้าก็คงว่าข้าไม่ได้หรอก” พยายามจะอธิบายและนั่งลงข้างๆอีกฝ่าย  เพียงเข้าใกล้ก็พลันรู้สึกอิ่มเอิบสดชื่น


“ นั่นมันคำแก้ตัวต่างหาก  แต่ช่างเถอะ  เพราะข้าไม่ได้อยากเข้าใจเสียหน่อย” พูดแล้วก็หันมายิ้มให้คนร่วมบ้าน   มองไปในดวงตาที่ถมึงทึงดูน่ากลัวคู่นั้น  แล้วก็ทอดถอนหายใจให้กับความซื่อตรงที่สะท้อนออกมาในแววตา  “ ท่านนี่เป็นคนดีนะ”


“ ข้าเนี่ยนะ” ยักคิ้วขึ้นอย่างข้องใจ  มีชีวิตมายี่สิบกว่าปี นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเอ่ยชมประหลาดเช่นนี้  “ ข้าฆ่าคน  เจ้าเห็นอยู่กับตามิใช่รึ” ฆ่า ล่า สังหาร ประหัตประหารและแพ้พ่าย  คนแบบนี้คงมีแต่จะต้องตกนรกหมกไม้เท่านั้น


“ แต่ท่านก็พูดความสัตย์” ว่าต่อ และเอี้ยวตัวหันมาหาคู่สนทนา  ต่างก็จ้องกันและกันจนเต็มสายตา หวั่นไหวกับภาพเบื้องหน้าจนไม่อาจถอนสายตาผ่านเลย  วินาทีนั้น เป็นทาเครุที่ยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของจูโซ จากผิวแก้มทั้งสอง  ไล่ละเลี่ยลงมาจนถึงปลายคางและซอกคอ เนิบนาบและแสนเสน่หา  “ ใช่ไหม”


“ เจ้า......” เอื้อมจับข้อมือของเด็กหนุ่ม จ้องมองใบหน้า และดูราวกับแลเห็นเปลวเพลิงลุกโชนในดวงตา  แววตางามที่เขาหลงใหลตั้งแต่แรกเจอ ดวงตา....ที่สะกดเขาไว้ไม่ให้จากจร


“ จูโซ  คนที่พูดความจริงน่ะ  เท่ากับทำกรรมดีเสียครึ่งหนึ่งแล้ว  ” เผยอยิ้มหวาน และเคลื่อนเขยิบกายเข้ามา ก่อนจะแนบริมฝีปากจุมพิตแผ่วเบาบนหน้าผากที่ยังคาดผ้าพันแผลของฝ่ายตรงข้าม  ทว่าแม้เพียงเท่านั้น มันก็มากพอที่จะทำให้อีกฝ่ายกระชากลำแขนของเขาอย่างแรง และกอดร่างของเด็กหนุ่มไว้แนบอก  เพียงสายตาที่ทอดมองกันและกัน ก็มากมายเกินถ้อยคำพรรณนา  เสียงลมหายใจไหวกระซิบ วินาทีที่ริมฝีปากของคนทั้งคู่แนบประสาน และหลอมรวมความร้อนในกายจนพรั่งพรู  รสจูบแสนหวานละไม  รุนแรงร้อนรนราวเพลิงเผา แต่มันก็เยียบเย็นสดชื่นดุจดั่งธารน้ำที่ไหลลงจากภูผา  กระจ่างชัด  ชวนฝันใฝ่


“ ทาเครุ....” จูโซพึมพำเอ่ยเรียกชื่อนั้น ไม่รีรอที่จะจูบซ้ำลงบนริมฝีปากอิ่ม ละเลียดคมคายดื่มด่ำความหอมหวาน  สดชื่นกระจ่างชัด  ล้นปรี่และสุขสมมากมายเกินพรรณนา เหนือกว่าการร่วมรักหรือกกกอดหญิงชายใด  แต่เป็นเพียงรสจุมพิตจากคนผู้หนึ่งที่เพิ่งพบพานเพียงไม่นานเนา  แต่กลับ....


“ จูโซ....” ทาเครุเอ่ยเรียกชื่อนั้น  เขารู้ตัวดีว่าตนเองกำลังทำอะไร  และรู้ถึงกันบึ้งหัวใจว่าสิ่งที่ปรารถนานั้นคือความรู้สึกแบบไหน 


“ ข้า.....กำลังคิดนอกใจภรรยา  ” ไล้พวงแก้มนุ่มและกอดร่างนั้นเข้ามา  ห่วงหา อาวรณ์  และเต็มไปด้วยความสุขสม


“ เพราะท่านเป็นผู้ชายที่เลวไงล่ะ”หัวเราะเบาๆ แต่กลับจูบที่หางตา ท่าทีและวาจาแตกต่างจนชัดแจ้ง “ แต่ว่า.....ท่านก็ไม่ได้เป็นคนเลวเพียงคนเดียวหรอก” เพียงสิ้นคำนั้นที่ชายหนุ่มผู้ฟังกลับพลันก้มลงจุมพิต และโอบกอดรัดรึงเด็กหนุ่มไว้ เกลี่ยนิ้วมือไล้ผิวกาย  และโอบอุ้มไว้ในอ้อมแขน   หากแม้นนั่นคือความฝัน  นั่นก็คือความฝันที่เจิดจรัสและงดงามที่สุด  งดงาม และ.....


“ ทาเครุ...”


เปลวเพลิงในใจข้า


มีเพียงเจ้าเท่านั้น


 


จบตอน


มันออกมาแล้วค่ะ ฟิคย้อนยุค ซึ่งต้องดูกันต่อไปว่าพล็อตจะเปลี่ยนหรือไม่   แต่อ่านดูแล้วท่านคงพบว่ามันส่อแววอีโรติคเล็กน้อยถึงปานกลาง  และ “ทาเครุ” ก็ดูจะเป็นเด็กหนุ่มเจ้าเล่ห์มากปริศนา พอตัว 


 จริงๆคาร์แรกเตอร์ของทาเครุในเรื่องนี้ตีความจาก “นิสัยจริง” ของ ท่านโทโนะที่ปรากฏออกมาเรื่อยๆตลอดเรื่องค่ะ  แต่แน่นอนว่าท่านโทโนะไม่ได้ยั่ว? ขนาดนี้หรอกนะ  แต่แน่นอนว่าทุกอย่างมีที่ไปที่มาค่ะ  โศกนาฏกรมงานนี้จะเกิดอะไรขึ้น แล้วมันจะอนาถใจจนทำให้ลุงจูโซเราขายวิญญาณเป็นเกโดนินยังไง มาดูกันต่อไปนะคะ



Free TextEditor




 

Create Date : 06 มีนาคม 2553    
Last Update : 6 มีนาคม 2553 18:47:37 น.
Counter : 279 Pageviews.  

Shinkenger fanfic : My Lord Part 2

คำเตือน   แฟนฟิคต่อไปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องของ Shinkenger อย่างใด และ Shinkenger ไม่ Y นะคะ



คำเตือน 2 ฟิคเรื่องนี้เป็นฟิค Y ตามแรงจินตนาการของผู้เขียน   และแอบแฝง Spoil เนื้อเรื่องไว้ด้วยค่ะ









Part 2 ทานิ จิอากิ






                มันเป็นเวลาเช้าที่ฟ้าใกล้สางและใครคนหนึ่งตื่นขึ้นเร็วกว่าปกติกว่าทุกวัน  "ทานิ จิอากิ" กำลังเดินไปอาบน้ำและเตรียมสำหรับฝึกภาคเช้าอย่างเบื่อหน่ายแต่ก็จำเป็น ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้เขาตื่นมาตั้งแต่ตีสี่ครึ่งเร็วกว่าสมาชิกชินเคนเจอร์คนใดในบ้าน แต่ก็แพ้เหล่าคุโรโกะที่เริ่มลงมือหุงหาอาหารกันแล้ว  และ....คงแพ้คนๆนี้ แพ้...ในทุกๆครั้ง



" อรุณสวัสดิ์ ทาเครุ" เอ่ยทักทายยามเช้าให้กับเจ้าบ้านตระกูลชิบะที่เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดฝึกเรียบร้อยแล้วและกำลังเดินตรวจความเรียบร้อยในบ้าน  ทาเครุเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเป็นการตอบรับก่อนจะพูดสั้นๆทักทายอย่างเย็นชาเช่นเคย



" อรุณสวัสดิ์"



" อะไรกัน นี่ไม่ตกใจเลยรึไง!" จิอากิแหวใส่เพราะรู้สึกลึกๆว่าตนเองทำเรื่องเซอร์ไพรสแต่ฝ่ายนั้นกลับเหยียดสายตามองอย่างเมินๆ ซึ่งไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่มันก็ถูกแปลความไปในทางนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้



" ตกใจ? เรื่องที่นายหายขี้เซาน่ะรึ" ทาเครุยิ้มเล็กน้อยก่อนจะฉากหลบไปทางสวนอย่างไม่ยี่หระ  ทิ้งให้จิอากิต้องเมินหน้าหนีด้วยความอับอายระคนหงุดหงิดแต่เช้า



" เจ้าบ้าทาเครุ!" อารมณ์เสียขึ้นมาในทันที  ขุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก  ไม่ว่าจะยังไงก็ไม่เคยดีพอ..ในสายตา






                อาจเพราะอารมณ์ที่ไม่คงที่ทำให้ผลการฝึกซ้อมของจิอากิวันนี้เลวร้ายหนักกว่าเดิม  ไม่ว่าจะจับคู่ฝึกกับใครก็โดนฟาดเอาฝ่ายเดียวในขณะที่คนที่เขาอยากให้มองที่สุดอย่างทาเครุกลับแสดงทีท่าหมางเมินแกมเอือมระอา  และอีกเช่นเคยที่คำชมตกเป็นของริวโนสึเกะ ซามูไรมากฝีมือที่ไม่ว่าใครก็ชื่นชมว่ามีทักษะเก่งกาจไม่แพ้ทาเครุ ไม่พอใจที่ดวงตาของทาเครุมองแต่ริวโนสึเกะ ชื่นชมแต่กับริวโนสึเกะ  ไม่ว่าจะทำอะไรก็เทียบเท่าริวโนสึเกะไม่ได้สักอย่าง



" ถ้าการตื่นเช้าทำให้ขาดสมาธิ  ไม่ต้องรีบตื่นก็ได้  จิอากิ" ทาเครุให้คำแนะนำหลังจากที่ตัวจิอากิเพิ่งจะแพ้ริวโนสึเกะมาหยกๆ คำแนะนำอย่างไร้มารยาและตรงไปตรงมาของผู้นำกลับทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมามากขึ้น



" อะไรกันเล่า! ก็แค่พลาดนิดๆหน่อยๆล่ะน่ะ! แน่จริงมาสู้กันหน่อยมา ทาเครุ!" ก็รู้ตัวอีกนั่นล่ะว่าเสียมารยาท  และดูเหมือนเด็กไม่รู้จักโตแค่ไหน และแม้จะไม่ได้อยากหาเรื่องให้อีกฝ่ายเกลียด แต่ก็ปากพล่อยหลุดพูดออกไปแล้ว  แน่นอนว่าริวโนสึเกะรีบตวาดเตือนในทันที



" ห้ามเสียมารยาทกับโทโนะนะ จิอากิ!"



" นี่ไม่เกี่ยวกับนายนะ ริวโนสึเกะ!" เถียงกันไปมาท่ามกลางเสียงถอนหายใจของมาโกะ  ท่าทางหวาดๆของโคโตฮะ ใบหน้าสุดระอาของลุงฮิโคมะ และใบหน้าเรียบเฉยไม่สนใจอะไรของทาเครุ   ท่าทีที่ทำให้จิอากิยิ่งรู้สึกอับอายมากขึ้นไปอีก แต่คงจะรู้สึกหงุดหงิดมากกว่านี้หากไม่ได้ทำอะไรสักอย่างให้ดวงตาคู่นั้นหันมามองเขาบ้าง



" หลีกไป ริวโนสึเกะ" ทาเครุพูดก่อนจะลุกและหยิบดาบขึ้น " เข้ามา จิอากิ"



" ทาเครุ!" ยิ้มเริงร่าขึ้นทันที เพราะรู้สึกตัวว่าได้รับความสนใจ  จิอากิจับดาบของตนเองมั่น และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับคนที่ตนเองมุ่งมาดที่จะก้าวข้าม 






ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งกระตือรือร้นและมุ่งมั่นเต็มที่ อีกฝ่ายนั้นกลับเงียบสงบ  ท่วงที จังหวะก้าวเดิน ทุกท่วงท่าและจังหวะการเคลื่อนไหวของทาเครุเป็นสิ่งที่หยุดความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดของเด็กหนุ่มชินเคนกรีน  รู้อยู่เสมอว่าชิบะ ทาเครุนั้นยอดเยี่ยม  และสง่างามมากเพียงไหน หากแต่วันนี้เขากลับยิ่งรู้สึกว่ามันมากเกินไปกว่านั้น ดวงตาของทาเครุที่จ้องมาที่เขาอย่างมุ่งมั่นมีสมาธิ การวางดาบ และความรู้สึกที่ร้อนรุ่มขึ้นมาในทันทีเมื่อถูกจ้องด้วยดวงตาคู่นั้น  นี่คือเปลวไฟ  เปลวเพลิงที่ทั้งก้าวร้าวรุนแรง แต่ก็งามสง่าและน่าพรั่นพรึง  ไม่สิ...มันอาจ...มากกว่านั้น



" จิอากิ ระวัง!!!" เสียงของโคโตฮะร้องลั่นในตอนที่ทาเครุนั้นต้อนจิอากิจนล้มคะมำกลิ้งกับพื้นและเงื้องดาบพร้อมจะฟาดใส่กลางศีรษะ เคราะห์ดีที่ดาบนั่นหยุดอยู่กลางคัน ห่างจากศีรษะของจิอากิเพียงคืบเดียว



" หยุดทำไมเล่า!" เป็นเด็กหนุ่มที่โวยวายขึ้นอีกเมื่อเห็นผู้เป็นนายนั้นเก็บดาบและหันหลังให้กับเขา  ท่าทีเย็นชาและสบประมาทกันอย่าซึ่งหน้านั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจยอมรับได้ เพราะว่าตัวเขามันอ่อนแอ เพราะว่าตัวเขามันไม่ได้เรื่อง เพราะว่าตัวเขามันใช้ไม่ได้อย่างนั้นหรือไง



" ไปล้างหน้าล้างตาซะ จิอากิ" เอ่ยเช่นนั้นแล้วก็เดินกลับเข้าตัวคฤหาสน์ไปอย่างไม่ใส่ใจนัก  ทิ้งไว้แต่ฝ่ายตรงข้ามที่ยิ่งรู้สึกแย่ขึ้นเรื่อยๆ






                บ่ายวันนั้นที่ทุกคนต่างก็ออกไปใช้เวลาส่วนตัวกันนอกบ้าน  หากเป็นยามปกติจิอากิจะต้องเป็นคนแรกที่กระโจนออกไปอย่างเริงร่าเบิกบาน    แต่ในวันนี้เขากลับนั่งอยู่ในห้องตัวเองอย่างไม่สบอารมณ์  รู้แน่ว่าตัวเองมีบางอย่างที่ผิดปกติ ตั้งแต่เช้าที่ทาเครุหยอกเขาเล่นราวกับเด็กๆ  อิจฉาริวโนสึเกะที่ได้รับแต่คำชม  และตอนนี้ก็กำลังพาลไม่พอใจเกนตะที่แวะเอาซูชิมาให้ทาเครุ  ไม่พอใจใครเลยสักคนที่เข้าใกล้ทาเครุ



เมื่อครู่ที่เขาแอบเดินผ่านห้องโถงแล้วก็พบว่าสองคนนั่นกำลังพูดคุยกัน  เกนตะเอาแต่แซวทาเครุถึงเรื่องสมัยเด็กที่เขาไม่รู้ และแทนที่ทาเครุจะตีสีหน้าบึ้ง กลับยิ้มให้และบางครั้งก็หลุดหัวเราะอกมา  รอยยิ้มยามที่พูดคุยกับเกนตะของทาเครุนั้นน่ามองมาก  แจ่มใสและราวกับเด็กเล็กๆ  ทุกท่วงท่าทีของทาเครุ ทุกอารมณ์ของทาเครุ  บางทีตัวเขา...อาจจะกำลัง...



" งี่เง่าน่ะ! นี่เราจะโมโหทำไมกันล่ะ!" อารมณ์เสียขึ้นอีก ก่อนจะคว้าดาบออกไปที่สวนหวังจะฝึกซ้อมแก้เบื่อให้เหนื่อยตายกันไปข้างนึงเลย   ทว่าตอนนั้นเองที่หูของเขากลับได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินออกมาที่ระเบียง ไม่ผิดแน่นั่นคือเสียงของลุงกับทาเครุ   



" ต้องหลบ!" ว่าแล้วก็รีบเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังประตูห้องที่ปิดสนิทอยู่   ไม่รู้ว่าเป็นเคราะห์ดีหรือร้ายที่ทาเครุนั้นเลือกที่จะหยุดเดินและนั่งลงแถวนั้นพอดี  จิอากิใจเต้นไม่เป็นจังหวะยามที่รู้สึกถึงเสียงฝีเท้าของอีกฝ่าย รู้สึกอายกับพฤติกรรมงี่เง่าของตัวเอง แต่ความอยากรู้อยากเห็นนั้นก็มีมากกว่า  ทุกเรื่องของทาเครุ...อยากรู้



" พักสักหน่อยมั้ย โทโนะ" ลุงฮิโคมะเอ่ยถามหัวหน้าตระกูลชิบะคนปัจจุบันด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่เกินไปกว่านายบ่าวพึงมีต่อกัน  



" ฉันไม่ได้เหนื่อยอะไรนี่" ทาเครุตอบและมองออกไปในสวน  มันเหมือนกับภาพหลอนที่เขาแลเห็นเครื่องบินกระดาษสีขาวบินตัดผ่านท้องฟ้าสีคราม  แลเห็นใบหน้าของคนตายที่คอยปลอบประโลมอยู่เสมอไม่เคยเลือนหาย  ทั้งน้ำเสียงและคำพูดของคนๆนั้นยังชัดเจนอยู่เสมอมา   " บินไป..และอย่าร่วงตกลงมานะ"



" โทโนะ...." ฮิโคมะพึมพำสรรพนามนั้นและล่วงรู้แก่ใจดีว่าความนัยที่อีกฝ่ายเก็บไว้เพียงลำพังคือเรื่องใด  แต่สำหรับพวกเขาแล้วทั้งชีวิตและโชคชะตาก็ถูกลิขิตเอาไว้เช่นนี้แล้วตั้งแต่ต้น จะบิดพลิ้วหรือปฏิเสธ...ย่อมเป็นไปไม่ได้ 



" อย่าเข้าใจผิดสิ  ฉันไม่ได้หนักใจอะไรสักหน่อย" ฝ่ายชายหนุ่มนั้นหันมายิ้มให้เล็กน้อย น้ำเสียงนั้นยังเรียบนิ่งและไม่มีความตระหนกแฝงอยู่  และแม้มันอาจจะฝังลึกอยู่ภายในแต่ก็กลับถูกใบหน้าและน้ำเสียงนั้นกลบเกลื่อนไปเสียสิ้น " ตอนนั้นที่จูโซพูด  ฉันก็แค่กลัว  กลัวว่าจะทำหน้าที่นี้ไม่ได้ดีอย่างที่พ่อต้องการ" อ่อนแอลง  ไร้สามารถ และไม่สามารถปฏิบัติภารกิจสำคัญนี้ให้ลุล่วงได้  หากว่ามันเป็นแบบนั้นตัวเขาก็คงรังแต่จะทำผิดต่อผู้คนมากมายยิ่งขึ้นไปอีก



" โทโนะ  ทุกอย่างจะต้องเป็นไปด้วยดี  และมันจะจบลงด้วยดี " ฝ่ายผู้สูงอายุกว่าย้ำเตือน  จากรูปการปัจจุบันโทโนะของเขาได้พยายามมามาก  มากกว่าที่ใครจะคิดว่าคนสามัญคนหนึ่งจะทำได้  แต่ต่อให้มากกว่านี้อีกแค่ไหน ความจริงก็คือความจริงอยู่วันยังค่ำ






ไม่มีใคร






เปลี่ยนมันได้






" ใช่ " ทาเครุตอบรับสั้นๆให้กับคำพูดปลอบโยนของอีกฝ่ายและนั่งนิ่งหลับตาลง  สายลมพัดแผ่วเข้ามาต้องใบหน้า ความรู้สึกนึกคิดเลื่อนลอยราวจางหาย 



" โทโนะ...." ฮิโคมะที่เห็นทาเครุทำเช่นนั้นก็ไม่อาจพูดอะไรต่อไปได้ ได้แต่ก้มศีรษะคำนับให้และผละเดินจากไปเงียบๆ ทิ้งไว้ก็แต่ผู้เป็นเจ้าบ้านที่ค่อยเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง 



" มันจะจบลงด้วยดี  สำหรับทุกคน" ชายหนุ่มบอกออกมาเช่นนั้นด้วยเจตนาบริสุทธิ์  ไม่ต้องมีใครสูญเสีย ไม่ต้องมีใครเสียสละ  หากจะมีใครที่จะต้องสละชีวิตมันก็จะต้องมีเพียงคนเดียว  " ให้ชิบะ ทาเครุ เพียงคนเดียว  ที่เป็นฝ่ายตาย...เท่านั้นก็พอ"






                สิ้นคำพูดนั้นของทาเครุใครบางคนที่แอบซ่อนอยู่ก็พลันรู้สึกอึดอัดขึ้นในทันที จิอากิพลันกระชากประตูออกและถลันออกมายืนจังก้าอยู่เบื้องหลัง ทำให้ทาเครุต้องหันกลับไปดูอย่างอิดหนาระอาใจเช่นเคย



" หมายความว่ายังไงน่ะ ทาเครุ!"  มันหมายความว่ายังไงกัน  คำพูดของทาเครุมีความหมายว่ายังไงกัน  ก็ในเมื่อพวกเขาทุกคนคือซามูไรที่มีหน้าที่ปกป้องทาเครุ ปกป้องผู้นำของระกูลชิบะ ก็ในเมื่อทาเครุมีพวกเขาทุกคนแล้ว ทาเครุจะตายได้ยังไงล่ะ!



".........................." ผู้เป็นนายท่านนั้นเพียงหันมาหา แต่กลับยังคงนั่งขัดสมาธินิ่งเงียบ  ดวงตาคมจ้องฝ่ายตรงข้ามอย่างตรงไปตรงมาอย่างไม่มีท่าทีประหลาดใจต่ออะไรเลย



" ทาเครุ....." จิอากิพึมพำชื่อนั้น  นิ่วหน้าไม่พอใจ และยิ่งรู้สึกอึดอัดมากยิ่งขึ้น



"รู้ใช่ไหมว่ามันเสียมารยาทน่ะ จิอากิ" ชายหนุ่มบอกพลางทำทีว่าจะลุกขึ้นยืน หากแต่อีกฝ่ายกลับเอื้อมมือคว้าหัวไหล่ทั้งสองข้างของเขาไว้ บังคับให้ผู้เป็นเจ้าบ้านต้องนั่งลงอย่างช่วยไม่ได้  " ปล่อย"



" ไม่! จนกว่านายจะบอกว่าที่พูดเมื้อกี้หมายความว่ายังไง ! นี่นายคิดว่าพวกเรามันงี่เง่า ห่วยแตกพึ่งพาไม่ได้ขนาดนั้นเลยรึไง! ทาเครุ!!!!" จับหัวไหล่ของอีกฝ่ายแน่น  รู้สึกเจ็บปวดกับทั้งดวงตาและสีหน้าที่ไม่อาจอ่านความหมายได้   ทำไมล่ะ  เพราะว่าพวกเขา ไม่สิ..ตัวเขา  เพราะว่าอ่อนแอ  เพราะว่าอ่อนไหว เพราะว่าต่ำต้อยจนทาเครุไม่อยากชายตาแลเลยรึไง ทำไม....



" จิอากิ..." ตอนนั้นเองที่ทาเครุยกมือขึ้นแตะที่หลังฝ่ามือขวาของเด็กหนุ่มเบาๆ  มันไม่ใช่อย่างที่อีกฝ่ายคิด  มันไม่ใช่อย่างที่อีกฝ่ายเข้าใจ  แต่การที่จะบอกความจริงให้ออกจากปากไปนั้นกลับเป็นไปไม่ได้ ในฐานะของคนที่มีหน้าที่ที่ต้องทำ ในฐานะของคนที่มีคำสัตย์ที่ต้องรักษา เขาไม่อาจที่จะบอกความจริงนี้กับใครได้  " ฉันไม่ได้คิดแบบนั้น  ไม่กล้าแม้แต่จะคิด"



" แล้วทำไม!" ก่อนจะตวาดขึ้นอีกครั้ง กลับต้องนิ่งไปเมื่อแลเห็นดวงตาที่มองมาที่เขาอย่างเต็มสายตาอีกครั้ง  ดวงตาของทาเครุ  ทำไมถึงนิ่งเฉยและเย็นชา ทำไมถึงราวกับแบกรับบาปกรรมอะไรไว้กับตนเองเสมอ  ทั้งที่แข็งแกร่งและยอดเยี่ยมขนาดนี้ แต่ทำไมทาเครุถึงทำราวกับว่า.... 



" เพราะฉันไม่ได้สำคัญถึงขนาดนั้น" ผลักฝ่ายตรงข้ามออกไปและค่อยพยุงตนเองลุกขึ้นยืน  แสงแดดยามบ่ายแก่ๆที่ทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างในบรรยากาศเคว้งคว้างและเปลี่ยวเหงา แดดที่สาดทอลงมาที่ยิ่งทำให้สายตาที่ทอดมองระหว่างกันมีเพียงความเลื่อนลอย  " ไม่ต้องตายเพื่อฉัน แค่นายเอาตัวรอดให้จบสงครามครั้งนี้ก็พอ"



" ไอ้บ้าเอ๊ย!" ความฉุนเฉียวพุ่งขึ้นมาพร้อมกับกำปั้นที่เหวี่ยงออกไปหมายตั๊นหน้าอีกฝ่ายอย่างจัง แต่แน่นอนว่าชิบะ ทาเครุนั้นหลบได้อย่างง่ายดายตามสัญชาตญาณ   จนจิอากิกลับถลาล้มลงไปเอง   ทาเครุนั้นมองสภาพของเด็กหนุ่มด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกเช่นเคย  



" ฉันไม่ได้ดูถูกนาย จิอากิ"



"!"



" แต่เรากำลังพูดกันคนละเรื่อง" คนละเรื่อง  และไม่มีวันที่จะกลายเป็นเรื่องเดียวกันได้เลย   ทาเครุคิดเช่นนั้นพลางก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ เวลาล่วงเข้าบ่ายสี่โมงแล้ว  และตอนนี้เขากำลังรู้สึกอยากอยู่คนเดียวเสียเหลือเกิน  การที่ต้องทนมองหน้าคนที่อยู่รายล้อมรอบตัวและต้องทนเอ่ยแต่คำโกหก  ทำแต่สิ่งโกหก  มันไม่สนุกเลย " ฉันไปล่ะ" ว่าพลางหันหลังให้กับคู่สนทนาและพร้อมจะเดินออกไป  ทว่าตอนนั้นเองที่จิอากิพุ่งขึ้นมาและคว้าข้อมือของทาเครุไว้ก่อนจะต้อนอีกฝ่ายชิดกับฝาบ้าน  ต่างจ้องหน้ากันและกันด้วยความรู้สึกที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก  ยามนี้ที่ตัว ทานิ จิอากิรู้สึกว่าในอกของตนเองนั้นรุ่มร้อน  และว้าวุ่นใจแค่ไหนที่จะต้องมองใบหน้าของคนที่ตนเองต้องการก้าวผ่านในยามนี้



" ฉันน่ะ ! จะปกป้องนาย!!" เด็กหนุ่มแผดเสียง



" จิอากิ...." พึมพำชื่อนั้น แต่แล้วเพียงเสี้ยววินาทีที่กลับฝืนยิ้มขึ้นพร้อมกับส่ายศีรษะ



" อย่าทำท่าทีแบบนั้นนะ! ฉันไม่ได้ทำแบบนี้เพราะนายคือโทโนะหรอกนะ!"



"!"



" แต่เพราะคนที่ฉันคุกเข่าให้คือ ชิบะ ทาเครุ!  นายน่ะ ยังเป็นชิบะ ทาเครุคนนั้นอยู่หรือเปล่าล่ะ!!" กรรโชกเสียงถามด้วยความรู้สึกมากมายที่มี  ทาเครุคงไม่มีวันรู้  ไม่มีวันรู้หรอกว่ามันได้ก้าวข้ามความรู้สึกที่เรียกว่าอยากเอาชนะไปแล้ว   จริงว่าเขายังอยากกระโดดออกไป  ยืนขวางอยู่ข้างหน้าทาเครุ  ทั้งเก่งกาจและแข็งแกร่งกว่าทาเครุ   แต่ว่านั่นน่ะ....ก็เพื่อ  " ให้ฉัน ...ปกป้องนายเถอะนะ"



" ......................."



" ให้ฉัน  เป็นประโยชน์กับนายบ้างเถอะนะ" มันคือคำขอที่งี่เง่าไม่สมตัว  และมันอาจจบลงที่เสียงหัวเราะขำขันหรือปฏิกิริยาปฏิเสธอย่างเย็นชาของอีกฝ่าย  แต่จิอากิรู้ดีกับตัวเอง เขาอยากพูด  อยากบอกออกไป  อยากให้ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่นี้ประสบผล   " ทาเครุ....."






          ในวินาทีที่จิอากิแทบจะถอดใจยอมแพ้นั่นเอง ที่ฝ่ามือของชายหนุ่มวางลงบนศีรษะของเขา  ค่อยๆลูบบนเส้นผม  และบนใบหน้านั้นเผยอรอยยิ้มน้อยๆที่มุมริมฝีปาก  น้อยนิด แต่มากมายพอเพียงกับความปรารถนาที่จะได้แลเห็น  ทานิ จิอากิรู้ดี นี่คือรอยยิ้มที่เขาหวังมาตลอด   รอยยิ้มที่เขาหวังว่าในสักวันมันจะเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว  เพื่อรอยยิ้มนี้ล่ะก็ ต่อให้ต้องลำบากเจียนตาย  แต่ก็จะดีขึ้นอีก  เก่งขึ้นอีก  จะเป็นผู้ชายที่ดีพอและเก่งกาจจนทาเครุต้องส่งยิ้มให้เขา ให้เขา...เพียงคนเดียว



" ทำอย่างที่นายต้องการเถอะ จิอากิ" ยิ้มให้พร้อมกับคำพูดสั้นๆที่มากมายเหลือคณา  จิอากิผละออกไปในขณะที่ทาเครุนั้นหยัดกายขึ้นตรงอีกครั้ง  สายลมยามบ่ายพัดมาต้องผิวกาย ในดวงตาของคนสองคนต่างก็มีความลับที่ต่างไม่อาจเผยออก    " ถึงแม้นายอาจจะต้องเสียใจก็เถอะนะ"



" ฉันจะไม่เสียใจ"



" มันจะไม่เป็นแบบนั้นหรอก เชื่อสิ" ชายหนุ่มบอกสำทับอย่างเศร้าสร้อย แต่กลับยังคงส่งรอยยิ้มละไมแสนงามให้ได้ยลชม  ก่อนจะผละลาไปอย่างงามสง่าเช่นเคย  ทิ้งให้เด็กหนุ่มต้องเป็นฝ่ายเฝ้ามองและครุ่นคิดอยู่กับตน



" ไม่หรอก  ฉันจะไม่เสียใจหรอก" กำหมัดแน่นและพร้อมจะถลาออกไปฝึกซ้อมในยามบ่าย  มันจะเป็นไรกันกับความคิดที่แสนสับสนและสลับซับซ้อนของทาเครุ  ก็แค่ขอให้เขายังมั่นคงอยู่กับความรู้สึกของตนเองเท่านั้น  เพื่อคนๆนั้นแล้ว...



" ฉัน จะแข็งแกร่งขึ้น!"






จบตอน








Free TextEditor




 

Create Date : 04 มีนาคม 2553    
Last Update : 4 มีนาคม 2553 20:14:58 น.
Counter : 933 Pageviews.  

Shinkenger fanfic : My Lord Part 1

ปล.  ฟิคชั่นนี้มีเนื้อหา เป็น Boy's love  หรือ Yaoi แอบแฝง  คุณผู้ชายทุกท่านไม่ควรอ่านนะคะ






paring   ริวโนสึเกะ x ทาเครุ



Rate  PG13 ใสกิ๊ง  ไร้อันตรายค่ะ



อาจมี Spoil ไคลแมกซ์ของเรื่องเล็กน้อยค่ะ (หรืออาจมากถ้าคิดลึก)  ใครหวาดกลัวสปอยอย่าอ่านนะคะ






My Lord






Part 1 อิเคงามิ  ริวโนสึเกะ






มันคือยามเย็นในวันหนึ่งที่แสนสุขสงบอย่างไม่คาดฝัน  ในวันที่ปราศจากเสียงกระดิ่งและเหล่าภูติผีเกโดชูมารุกรานทำร้าย  ในวันที่บ้านตระกูลชิบะมีเพียงความเงียบและสายลมอ่อนพัดพา  ยามเย็นที่ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มสวยระคนปนเประหว่างความเงียบเหงาและความสุขสันติ  อย่างน้อยที่สุดก็สำหรับ "อิเคงามิ ริวโนสึเกะ" ที่คิดเช่นนั้น



" โทโนะ....." ริวโนสึเกะพึมพำคำเรียกขานอันมีความหมายสูงส่งถึงนายเหนือชีวิตนั้นอยู่ในลำคอยามที่เขาบังเอิญเดินออกมาหน้าคฤหาสน์ตระกูลชิบะ  แลเห็นร่างหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป แต่แม้จะห่างไกล  แม้จะแทบไม่อาจยลให้ถนัดสายตา แต่นั่นต้องเป็นโทโนะของเขาไม่ผิดอย่างแน่นอน  โทโนะ....นายท่าน...



" อาจจะมีพวกเกโดชูลอบทำร้ายก็ได้นี่นา  โทโนะ!" สำนึกขึ้นมาเช่นนั้นก่อนจะรีบสาวเท้าตามติดไปในทันที  สำหรับซามูไรรับใช้เช่นเขาแล้วไม่มีสิ่งใดจะสำคัญเกินไปกว่าโทโนะของเขาอีกแล้ว  โทโนะ  นายท่านคนสำคัญที่เขาคุกเข่าสาบานที่จะเคารพเทิดทูนและปกป้องพิทักษ์รักษาแม้ตัวตาย  เพียงเท่านั้น  เพียงได้เห็นรอยยิ้มที่เป็นสุขของโทโนะ  ดวงตาที่แจ่มใสของโทโนะ  มันก็มากเกินประมาณแล้ว






ท่านผู้นั้นคือชิบะ ทาเครุ  ผู้นำตระกูลลำดับที่ 18 แห่งตระกูลชิบะ  ชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่มีเพียงความเย็นชาฉาบหน้าเมื่อแรกพบ สูงสง่า และเก่งกล้าอาจหาญอย่างไม่มีทางเทียบติด คิดว่าต้องรับใช้และปกป้อง   หากแต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งอยู่ใกล้ชิด  ยิ่งได้ปรนนิบัติรับใช้และต่อสู้ข้างเคียง  เมื่อไหร่กันที่ความภักดีตามธรรมเนียมกลับกลายเป็นความรู้สึกที่สัตย์ซื่อและแน่วแน่มากมายถึงเพียงนี้  ไม่ได้แต่เพียงขอแค่ได้สู้รบตามหน้าที่  หรือรับรู้ว่าท่านผู้นั้นแข็งแกร่งจนไม่ต้องการใครคอยดูแล  แต่มันคือความความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเห็นใบหน้าที่เป็นสุขของ..โทโนะ



" โทโนะ...." ริวโนสึเกะหลบอยู่หลังต้นไม้ยามที่ตามมาจนถึงริมน้ำ  ที่ตรงหน้าเขาโทโนะกำลังยืนอยู่ข้างริมตลิ่งที่แลไปเห็นเด็กเล็กๆกับครอบครัวมาเดินเล่น วิ่งเล่น ส่งเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานและชื่นบาน  โทโนะของเขากำลังอมยิ้ม กำลังเผยอรอยยิ้มน้อยๆและทอดสายตามองภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เขาอาจหยั่งรู้อย่างยากเย็น  สายตาที่ทอดยาวด้วยความหวังในบางสิ่งบางอย่างที่สูงส่งอย่างเต็มเปี่ยม  แม้เห็นไม่ถนัดตา แต่ก็เชื่อว่ามันต้องงดงามที่สุดอย่างแน่นอน  จะมีอะไรในโลกใบนี้ที่น่ามองเทียบเท่ารอยยิ้มของโทโนะอีกล่ะ....



" ไม่มีอีกแล้ว" ยิ้มกับตัวเอง และเพียรจะตราความรู้สึกที่ตนเองเรียกว่าความสัตย์ซื่อของข้ารับใช้นี้ไว้จนตัวตาย  หลับตาลง หากแต่ทันใดนั้นกลับพลันรู้สึกว่ากำลังถูกใครบางคนเอ่ยนาม



" ริวโนสึเกะ  อยู่ตรงนั้นใช่มั้ย" เสียงเย็นของทาเครุเอ่ยเรียก ทำเอาอีกฝ่ายที่แอบซ่อนอยู่ต้องสะดุ้ง ริวโนสึเกะรีบถลันออกมาพร้อมกับคุกเข่าลงให้กับทาเครุอย่างไม่อายสายตาใครที่อาจมองมา



" ขออภัยครับ ที่กระผมแอบติดตามโทโนะมาโดยไม่ได้รับอนุญาต!" ชายหนุ่มรีบสารภาพ อะไรบางอย่างในใจมันย้ำเตือนกับเขาว่าอย่างไรเสียก็ไม่ควรโกหกปิดบังหรือแก้ตัวกับนายท่านที่เขาแสนเคารพรักยิ่ง



" ลุกขึ้น ริวโนสึเกะ" ฝ่ายผู้เป็นเจ้านายสั่งเสียงเรียบ  แต่ทางฝ่ายตรงข้ามยังเอาแต่ค้อมศีรษะลงให้อย่างไม่เลิกรา " ลุกขึ้น หรือจะให้ฉันทิ้งนายไว้แบบนี้" สิ้นเสียงนั่นริวโนสึเกะกลับรีบผุดลุกขึ้นยืนทันที แววตากระตือรือร้นและระคนปนกันระหว่างเกรงอกเกรงใจและความหวาดกลัว



" อย่านะครับ! ถ้าผมเป็นฝ่ายทำให้นายท่านไม่พอใจ  อิเคงามิ ริวโนสึเกะคนนี้จะเป็นฝ่ายรีบไปให้พ้นหูพ้นตาเดี๋ยวนี้เลย!" ว่าแล้วก็ทำท่าว่าจะออกวิ่งไปจริงๆ ยิ่งเห็นท่าทีของริวโนสึเกะแบบนั้นทาเครุก็ถึงกับส่ายศีรษะอย่างอิดหนาระอาใจ  แต่ไหนแต่ไรที่เป็นมาแบบนี้ และนิสัยเทิดทูนผู้นำตระกูลชิบะที่คงถูกปลูกฝังเข้ากระแสเลือดไปแล้ว



" เดี๋ยว  ริวโนสึเกะ"



" ค  ครับ!" รีบหันกลับมา  เพียงเพื่อจะพบว่าโทโนะของเขากำลังส่งยิ้มเล็กน้อยที่มุมริมฝีปากมาให้  คำพูดสั้นๆเปล่งออกออกจากริมฝีปากของชายผู้นั้น



" เกโดชูอาจจะดักซุ่มอยู่ระหว่างทาง  คงจะพอไหวถ้ามีชินเคนเจอร์สักคนตามฉันมาด้วย" ทาเครุบอก แล้วก็พลันหันหลังเดินทอดน่องไปตามริมตลิ่งแม่น้ำ   ฝ่ายริวโนสึเกะ แม้จะต้องใช้เวลาแปลความในสมองอยู่อึดใจหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจวิ่งตามหลังนายท่านของเขาไปติดๆ 



" โทโนะ!!!"






พวกเขาเดินกันมาตามริมแม่น้ำ จากบริเวณที่มีผู้คนมากมายคับคั่ง ค่อยๆกลายเป็นแนวริมตลิ่งที่ปลอดคนและเงียบสงบ มีเพียงแสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดทอเข้ามา ริวโนสุเกะเดินตามมาข้างๆ สายลมอ่อนที่ทำให้เขารู้สึกดีและสบายใจในวันที่สุขสงบ  ได้แลเห็นใบหน้าด้านข้างของโทโนะที่แม้จะตีสีหน้าเรียบเฉยแต่ก็รู้สึกได้จากบรรยากาศว่าคงกำลังผ่อนคลายตามประสาของตนเอง  อยากรู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ อยากรู้ว่ากำลังนึกถึงใครอยู่ มันจะเป็นการล่วงเกินที่มากจนเกินไปไหมหากเขาจะนึกเข้าข้างตนเองว่า โทโนะ....อาจกำลังคิดถึงตัวเขา



" ใกล้จะมืดแล้วนะครับ โทโนะ ทุกคนจะเป็นห่วงเอา" ริวโนสึเกะเอ่ยทักตามธรรมเนียม ในขณะที่ทาเครุนั้นหยุดฝีเท้าและทอดสายตาออกไปยังสายน้ำ  แววตาที่มีเปลวเพลิงสิงสถิตของผู้นำตระกูลนั้นแลดูสงบนิ่งและหนักแน่น หากแต่บางครั้งบางคราวที่ตัวผู้เฝ้ามองนั้นกลับรู้สึกได้ถึงความเปล่าเปลี่ยวบางอย่างที่แอบซ่อนอยู่ภายใน บางทีนั่นคงจะเป็นเพราะยืนอยู่สูงจนเกินไป ทั้งสูงส่งและไม่อาจถูกลบหลู่หมิ่นแคลน  คนที่อยู่บนหอคอยอยู่ตลอดเวลาจะมองลงมายังพื้นล่างด้วยความรู้สึกแบบใดกัน " โทโนะ ยังอยากเดินเล่นอยู่รึเปล่า"



" ก็จะให้กลับไม่ใช่รึไง" ทาเครุหันมาเอ่ยย้อน ริมฝีปากนั้นยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มจางที่แวบหนึ่งดูแสนเศร้าเปลี่ยวเหงาอย่างบอกไม่ถูก  ยามนั้นที่ตัวริวโนสึเกะคิดเอาเองว่านั่นคงเพราะแสงแดด แดด..ที่ทำให้เห็นภาพเช่นนั้น



" แต่ถ้าไม่อยากกลับ  ผมก็จะอยู่เป็นเพื่อน  อิเคงามิ ริวโนสึเกะ ยังไงก็จะคอยอยู่เคียงข้างโทโนะตลอดเวลาครับ" ตอบอย่างฉาดฉานมาดมั่น แต่จังหวะนั้นเองที่ดวงตาของฝ่ายผู้เป็นนายกลับย้อนมองมาอย่างเฉยชา จ้องมอง แต่ก็กลับดูเปลี่ยวเหงาและวังเวง จ้องมาแต่ก็กลับรู้สึกถึงความเลื่อนลอยหมองหมาง  จ้องมา แต่ก็กลับให้รู้สึกเจ็บปวดลึกเข้าไปในใจอย่างยากยิ่งที่จะพรรณนา



" เพราะว่าฉันคือโทโนะ  คือนายท่าน  คือหัวหน้าตระกูลชิบะรุ่นที่ 18 งั้นสินะ" เอ่ยถาม และมองคู่สนทนาที่มองกลับมาอย่างงุนงง  สำหรับทาเครุ เขารู้อยู่ตลอด รู้อยู่ตั้งแต่แรกพบว่าในบรรดาข้ารับใช้ของตระกูลชิบะ  คนที่เขากำลังจะรับมือด้วยยากที่สุดก็คือชายหนุ่มตรงหน้า ความซื่อสัตย์ภักดีอย่างมหาศาลที่ริวโนสึเกะมีให้  เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่ดีอยู่ตลอดเวลา " จะอยู่ข้างๆฉัน  เพราะว่าฉันคือผู้นำตระกูลชิบะใช่ไหม  ริวโนสึเกะ"



" โทโนะ....." เอ่ยคำสรรพนามนั้นอีกครั้ง แต่กลับไม่ได้เข้าใจในความหมายของมันเลย  ทำไมในวันนี้โทโนะของเขาจึงได้พูดขึ้นมาเช่นนี้  มันจะต่างกันตรงไหนล่ะระหว่างชิบะ ทาเครุ กับผู้นำตระกูลชิบะรุ่นที่ 18 " ผม สาบานที่จะเป็นข้ารับใช้ของโทโนะ  หากว่าผู้นำตระกูลชิบะคือโทโนะล่ะก็  ผมก็ยินดีที่จะสละชีวิตให้อย่างไม่ลังเล " พูดเช่นนั้น   และมั่นใจว่าตนเองสามารถรักษาคำมั่นได้  ทว่า.....



" ฉันไม่ต้องการชีวิตของนายหรือว่าใครหรอกนะ" ทาเครุตอบด้วยความสัตย์



" แต่ชีวิตของผมอยู่ในกำมือโทโนะ  โทโนะสัญญาว่าจะรับผิดชอบชีวิตของพวกเราทุกคนมิใช่หรือครับ" เขาย้อนถาม ไม่ได้มีเจตนาที่จะทวงถามคำมั่นหรือทำให้อีกฝ่ายเป็นกังวล  ก็แค่เพียงอยากบอกว่าโทโนะคือทุกสิ่งทุกอย่างของเขาเท่านั้น " ได้โปรด  รับชีวิตของผมไว้ด้วยเถอะครับ"



" ริวโนสึเกะ" พึมพำชื่อนั้นก่อนจะส่ายศีรษะอย่างไร้ความหมายสำหรับผู้ต้องฝืนรับความรู้สึก  เขากำลังรู้สึกอึดอัดและเหนื่อยอ่อนกับคำสัตย์สาบานนี้เหลือเกิน อิเคงามิ  ริวโนสึเกะ.....อย่างไรเสียก็เป็นซามูไรของตระกูลชิบะ ไม่ใช่... " งั้นถ้า สมมตินะ   หากว่าฉันไม่ใช่ผู้นำตระกูลชิบะล่ะ"



"!"



" หากว่าฉันคือ ทาเครุ  เป็นคนธรรมดาสามัญที่ไร้ชื่อไร้เกียรติล่ะ"



" โทโนะ....."



" นายจะ......  ปกป้องฉันหรือเปล่า"






วินาทีนั้นที่ริวโนสึเกะรู้สึกราวกับได้ฟังคำถามที่ยากที่สุดในชีวิต  คำถามแปลกประหลาดที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากของ ชิบะ ทาเครุ  โทโนะของเขา   ไม่ได้เคยคิดกับตัวเองแม้เพียงสักครั้งว่าจะถูกถามเช่นนี้  ก็ในเมื่อคนที่เขารู้จักเมื่อแรกเจอคือชายผู้นี้   คำนับให้กับชายผู้นี้  เสี่ยงตายเพื่อชายผู้นี้  ชายผู้ทั้งงดงามและสูงส่ง  เก่งกาจและเยือกเย็น  เป็นเปลวเพลิงที่ลุกไหม้อย่างตระการตาที่สุดเท่าที่เคยได้ใฝ่ฝันเอาไว้ 



" โทโนะ......" เผลอไผลเอื้อมมือไปจับมือของอีกฝ่าย  มือที่ด้านเพราะกรำศึกและการฝึกดาบมานานนับสิบปี  มือของโทโนะ  มือที่สวยงามที่สุดเท่าที่เคยสัมผัส   " ผม......"



" ช่างมันเถอะ" ทาเครุพูดตัดบทพลางสะบัดมือออก แต่ตอนนั้นเองที่ริวโนสึเกะกลับคว้าจับข้อมือขวาของอีกฝ่ายไว้แน่นโดยอัตโนมัติ  



" โทโนะ!" รู้ตัวว่าเสียมารยาทเข้าแล้ว  แต่ก็ไม่อาจจะตัดบทสนทนาไปในลักษณะนี้ได้  แววตาของโทโนะที่หันกลับมามองเผชิญหน้ากันนั้นมีบางอย่างอยู่ ครุ่นคิด อดทน และดูเศร้าอย่างเหลือคณา  อะไรกันที่ทำให้นายท่านของเขาเป็นไปได้ถึงเพียงนี้  นึกถึงคำพูดของอาราคาชิตนนั้นที่ตราหน้าโทโนะว่าเป็นคนโกหก   คำโกหกอะไรกัน ที่ทำให้ ชิบะ  ทาเครุ ต้องแสดงทีท่าเจ็บปวดถึงเพียงนี้  " ผม  สัญญาว่าจะปกป้องโทโนะ"



" ใช่  ปกป้องหัวหน้าตระกูลรุ่นที่ 18 ของตระกูลชิบะ"



" ไม่ใช่นะ!" ไม่ใช่  มันต้องไม่ใช่แค่นั้น  หากว่าคนตรงหน้าเขาไม่ใช่โทโนะคนนี้  ไม่ใช่ชิบะ ทาเครุคนนี้  เขา....... นี่เขา....จะยังคงคุกเข่าให้รึเปล่า






คนที่อยากรับใช้






คือใครกัน






" ปกป้องชินเคนเรด  นั่นล่ะคือหน้าที่ของนาย ริวโนสึเกะ" แกะมือของอีกฝ่ายออกและเผชิญหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์  พวกเขาต่างคนต่างมองใบหน้าซึ่งกันและกัน ได้แต่จ้องมองไปในดวงตาและเฝ้าถามตนเองด้วยคำถามเดิมๆ สำหรับทาเครุมันคือคำถามที่หมายถึงคุณค่าของการคงอยู่ของตนเอง แต่สำหรับริวโนสึเกะ มันคือคำถามที่ไม่อาจเข้าใจนัยของมันได้



" ผม......" บอกไม่ได้  ทั้งที่อยากจะบอกออกไปว่าไม่ใช่  ไม่ใช่เพราะนี่คือชินเคนเรด  ไม่ใช่เพราะนี่คือทายาทตระกูลชิบะ  แต่มัน.....พูดไม่ได้   " ผม....."



 " กลับบ้านเถอะ "



" โทโนะ!"



" ทุกคนคงเป็นห่วง  กลับบ้านเถอะ" ทาเครุเอ่ยชวนและเป็นฝ่ายที่ก้าวผละออกเดินนำหน้าไป  จังหวะก้าวเดินสม่ำเสมอใบหน้านั้นเชิดมองตรงไปเบื้องหน้า  ยามนี้ที่ศึกสุดท้ายใกล้มาถึง       และความรู้สึกของตนเองนั้นยิ่งสั่นไหว  ตลก  ตลกจนรู้สึกแปลกใจ   พึมพำกระซิบบอกกับตนเองเพียงลำพัง " นี่เรา....มีอะไรบ้างนะ"






ชิบะ  ทาเครุ






มีค่าแค่ไหนกัน






คืนนั้นเองที่ริวโนสึเกะได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในสวนของคฤหาสน์  ปรายตาจ้องมองห้องของทาเครุที่เรือนด้านในอย่างคับข้องใจนัก  ไม่ได้เข้าใจเลยว่าโทโนะต้องการอะไร  ไม่ได้เข้าใจเลยว่าคำถามนั้นของนายท่านมีความหมายว่าเช่นไร



" แล้วจะให้ตอบยังไงล่ะ" ทุบกำปั้นลงบนพื้นดิน หงุดหงิดตัวเองที่ไม่อาจทำให้แววตาของโทโนะในตอนนั้นสดใสขึ้นได้เลย  จริงอยู่ว่าหลังจากกลับมาถึงคฤหาสน์ โทนะก็ยังคงยิ้มแย้มอย่างเป็นปกติกับทุกคน  ยังหัวเราะน้อยๆและดูร่าเริงตามประสา  แต่ว่าในดวงตานั่น...ดวงตาของโทโนะ...



" ถ้าโทโนะ....ไม่ใช่ทายาทของตระกูลชิบะ..." แล้ว  



" ท่านจะเป็นอะไรสำหรับฉันล่ะ...."






 จบตอน  อิเคงามิ ริวโนสึเกะ






อธิบายศัพท์






"โทโนะ"  ในที่นี้ในอาจแปลว่า "นายท่าน" ได้ค่ะ  ตอนแรกก็แปลศัพท์แล้ว  แต่เนื่องจากตลอดเรื่องริวโนสึเกะเรียกทาเครุว่า "โทโนะ" ตลอด  ในขณะที่ โคโตฮะ จะเรียกว่า "โทโนะซามะ"  ถ้าแปลเป็นไทยแล้วความหมายจะซ้อนกันจนไม่ต่างกันเลย  ในที่นี้จึงทับศัพท์ว่า "โทโนะ"  เพื่อที่โคโตฮะจังจะได้เรียกว่า "ท่านโทโนะ" ได้ค่ะ 






คุยกันหน่อย






บ้าคลั่งจนทนไม่ไหนเลยออกมาเป็น ฟิคสั้น My Lord จาก มุมมองของริวโนสึเกะค่ะ  เรายังมีมุมมองของหนุ่มๆในฮาเร็มของท่านโทโนะเหลืออยู่อีก (ฮา) เรื่องต่อไปน่าจะเป็นจิอากิคุง





ปล. บล็อคนี้เจ้าของบล็อค Copy ลงใน //ruk21us.exteen.com ด้วยค่ะ



Free TextEditor




 

Create Date : 01 มีนาคม 2553    
Last Update : 1 มีนาคม 2553 20:25:30 น.
Counter : 769 Pageviews.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.