Welcome to My World

Valentine's Month


 
newravana
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




บ้างาน ชอบการ์ตูน คลั่งใคล้การเมือง และสนุกกับการแต่งนิยาย
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add newravana's blog to your web]
Links
 

 
(Shinkenger & Rider Decade Fanfic) Look at me Part 1

คำเตือน    แฟนฟิค (Fanfic ) นี้เป็นฟิค Y  นะคะ   คุณผู้ชายไม่ควรอ่าน   และเนื้อเรื่อง จริงๆของ
Shinkenger กับ Decade ไม่ Y นะคะ


คำเตือนสอง  สปอยตอนจบ ของ Shinkenger เล็กน้อย   และสปอยเนื้อเรื่องการ Crossover  ของ
Rider decade และ Shinkenger ค่ะ


Paring  สึคา สะ x ทาเครุ 


Look at me


 มันเป็นเรื่องเจ็บปวดในยามที่เราพบว่าเรานั้นไม่เป็นที่ต้องการ  มันเป็นเรื่องเจ็บปวดในยามที่เราพบว่าเราไม่ใช่สิ่งที่ใครปรารถนา  ไม่มีคุณค่า  ไม่มีราคา  ไม่มีอะไรสักอย่างที่เป็นตัวตนของเราเอง  ความรู้สึกมากมายประดังทิ่มแทง   เหนือกว่าบาดแผลบนร่างกายก็คือหัวใจที่ตายด้าน  จะให้เชื่อใคร  จะให้วางใจในอะไร ก็ในเมื่อผลที่สุดแล้วมันอาจไม่เหลืออะไรแม้เพียงอย่าง  ในเวลาเช่นนั้น....


เพียงคำพูดประโยคหนึ่ง


ก็กินใจเหลือคณา


“ ขอเข้าไปได้มั้ยล่ะนั่น” เสียงทุ้มของชายหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นในความมืดของสวนบ้านแบบญี่ปุ่นโบราณ  แสงจันทร์ในคืนข้างแรมนั้นไม่มากพอที่จะสาดฉายให้เห็นใบหน้าได้ถนัด  แต่ก็มากพอที่จะช่วยให้ได้แลเห็นภาพเงาเรือนลางของคนที่เคยคุ้นสายตา   


“ ก็แค่แปลกใจที่นายกลับมาน่ะ” อีกเสียงหนึ่งตอบกลับ  เจ้าของเสียงนั้นคือชายหนุ่มผมสีดำดวงตาสีขนกาผู้อยู่ในชุดฮาคามะสีน้ำเงิน  ชิบะ  ทาเครุ กำลังนั่งขัดสมาธิอ่านหนังสือและชมท้องฟ้าอยู่เพียงลำพังในยามที่นักเดินทางจากต่างโลกนั้นปรากฏกายขึ้น


“ ฉันจะกลับมาไม่ได้หรือไง  ไม่ใช่ท่านโทโนะหรอกหรือไงที่อนุญาตให้ไรเดอร์ดีเคทมีตัวตนอยู่ในโลกนี้น่ะ” คาโดยะ  สึคาสะหรืออีกชื่อหนึ่งก็คือคาเมนไรเดอร์ดีเคทนั้นเอ่ยทวงถามคำมั่นสัญญา  เขาก้าวเดินเข้ามาหาอีกฝ่ายอย่างสงบ สายลมเย็นแห้งๆของฤดูหนาวพัดต้องผิวหน้า  ดวงตาพิศมองดูเจ้าบ้านหนุ่มที่ยังคงนั่งนิ่ง  เนื่องจากฝ่ายนั้นนั่งอยู่ในบริเวณที่มีแสงตะเกียงสาดส่องจึงได้แลเห็นท่าทีนั้นอย่างถนัด  อย่างไรก็อย่างนั้น  ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้เคยพบกันครั้งแรกเมื่อกว่าขวบปีก่อนหน้านี้เลย  ดวงตาที่มองตรงมาอย่างไม่มีหลบหลีก  ท่าทีสงบไม่มีลุกลี้ลุกลนหรือเก้อเขิน  ยามที่แสงตะเกียงสาดเข้าหาก็ราวกับรูปสลักนักรบโบราณ  ควรจะเรียกว่าอะไรดี  งดงาม  สูงส่ง  หรือเกินเอื้อมดีล่ะ


“ ฉันพูดไว้อย่างนั้นจริงๆ” ทาเครุตอบ  ก่อนที่จะได้ทันลุกขึ้นยืนอีกฝ่ายนั้นก็มายืนอยู่เบื้องหน้าของเขาแล้ว  สึคาสะอยู่ในเสื้อผ้าชุดเดิมเหมือนตอนที่จากกัน  กางเกงยีนส์และเสื้อกั๊กสีชมพูอมม่วง  ท่าทีสบายๆแต่เย่อหยิ่งและไว้ตัว รอยยิ้มเผยอเล็กน้อยที่มุมริมฝีปากที่ดูราวกับเย้อหยันและเหยียดหยามทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้  ไม่สิ....ในทุกๆโลกที่ไปเยี่ยมเยือนเสียมากกว่า  “ แสดงว่ายังหาไม่พบงั้นหรือไง  โลกของนายน่ะ” แทนคำตอบนั้นกลับเป็นรอยยิ้มคมคายที่ตอบกลับมา  สึคาสะทิ้งตัวลงข้างกายของทาเครุ  ดวงตาของพวกเขาสบกันอย่างตรงไปตรงมาและมั่นคง  ดูเหมือนอาจจะกำลังไม่พอใจ หากแต่แท้จริงกลับเป็นเพราะนิสัยของคนทั้งคู่ที่แต่ไหนแต่ไรก็เป็นพวกไม่ยอมถอยเสียด้วยกันทั้งสองฝ่ายต่างหาก


“ ท่านโทโนะดูผิดตาไปหน่อยนะนี่  เลิกตีสีหน้าอมทุกข์ตั้งแต่เมื่อไหร่กันน่ะ” พูดแกมหัวเราะก่อนจะเอนกายพิงเสาบ้านและยกเท้าขึ้นมานั่งเอกเขนกอยู่บนระเบียง  รองเท้าของเจ้าตัวนั้นเปื่อยเปื้อนดินโคลน  หากเมื่อสังเกตยามที่แสงตะเกียงต้องใบหน้า  ทาเครุก็ยิ่งสังเกตเห็นว่าตามเนื้อตัวและใบหน้าของสึคาสะนั้นมีบาดแผลเล็กๆปาดป้ายอยู่ทั่วกาย  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตลอดเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาชายหนุ่มผู้นี้คงจะกระโจนเข้าสู่สนามรบครั้งแล้วครั้งเล่า  และรางวัลมากมายที่ได้รับมาก็คือบาดแผลและรอยเลือดแห้งกรังเหล่านี้


“ นายบาดเจ็บงั้นหรือ” ทาเครุว่าพลางชายหางตาแลไปที่ท้องน้อยของฝ่ายตรงข้าม  มีรอยเลือดติดแห้งกรังอยู่ที่เสื้อผ้าและบาดแผลที่เพียงมองก็สันนิษฐานได้ว่าน่าจะถูกใครยิงมาเร็วๆนี้  เขาเอื้อมมือไปแตะบาดแผลนั่นก่อนจะนิ่วหน้าเล็กน้อย  “ นายยังไม่ได้ทำแผลงั้นหรือ”


“ ถามมากจังนะ” เผยอยิ้มเหยียดก่อนจะหัวเราะตามมาเบาๆ ทั้งที่มืดแสงออกปานนี้แต่ก็ยังอุตส่าห์มองเห็นแผลนี่  ช่างเป็นซามูไรช่างสังเกตที่น่าหมั่นไส้เสียเหลือเกิน  “ ขอนั่งพักสบายๆสักแปบได้มั้ยล่ะ  เดี๋ยวก็จะไปต่อแล้วล่ะน่า” 


“ ไปต่อ?” เอ่ยถามสั้นๆ


“ ใช่...ไปต่อ” ไม่มีที่ให้อยู่  ไม่มีโลกไหนให้การต้อนรับ  มีแต่จะต้องไปต่อเท่านั้น  ไปต่อในโลกถัดไป  ไม่หยุดนิ่ง ไม่มีวัน.....


 ดูราวกับว่าความเงียบจะเข้ามากั้นขวางระหว่างคนทั้งคู่  สึคาสะนั้นเอาแต่นั่งเงียบพร้อมกับส่งยิ้มให้กับอีกฝ่าย  ดวงตาของเจ้าบ้านตระกูลชิบะนั้นดูฮึกเหิมแต่ก็ระคนปนกันกับความเศร้าสร้อยบางอย่างที่ปล่อยให้ผู้เฝ้ามองได้แต่เพียงคาดเดา  ในขณะที่ทาเครุนั้นนิ่งมองสลับไปมาระหว่างใบหน้าและบาดแผลของสึคาสะ  หากเป็นเมื่อหนึ่งปีก่อน พวกเขานั้นอาจจะคล้ายกันอยู่บ้าง ต่างก็มีความหลังมืดมนที่ฝังใจ  คนหนึ่งมีอดีตที่ลืมเลือน  ในขณะที่อีกคนมีความลับเป็นตราบาปที่ตนเองปิดซ่อนไว้  ทว่าวันเวลา....เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนั้นไปเสียสิ้น 


“ ถอดเสื้อออกสิ  ฉันจะทำแผลให้” เจ้าบ้านตระกูลชิบะเอ่ยขึ้นก่อน


“!” แทบไม่เชื่อหูกับถ้อยคำของฝ่ายตรงข้าม และยิ่งไม่คาดฝันเมื่อทาเครุนั้นลุกขึ้นยืนและเลื่อนบานประตูเข้าไปในห้องด้านในเพื่อหยิบอุปกรณ์ปฐมพยาบาลของพวกคุโรโกะมาให้  ไม่ได้ร้องเรียกใครเพื่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม แต่กลับเป็นฝ่ายที่หยิบยาฆ่าเชื้อและผ้าพันแผลออกมาวางไว้ตรงหน้าด้วยตนเอง 


“ ทำอะไรอยู่ล่ะ ถอดเสื้อออกสิ” เจ้าบ้านหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  ดวงตาสีนิลคู่งามนั้นแสนสงบและไร้วี่แววปริตวิตก  สิ่งที่สะท้อนในแววตาคือแสงไฟ  เปลวเพลิงที่สะท้อนสลับไปมา  สีแดงที่โชติช่วงแกร่งกล้าแต่ก็ชวนให้หวั่นไหวในเวลาเดียวกัน


“ นายคือท่านโทโนะไม่ใช่รึไง”


“ไม่ผิดเสียทีเดียว” ตอบอย่างมีความหมายแฝงเร้นพลางวาดปลายนิ้วมือไปบนบาดแผลของอีกฝ่าย ก่อนจะตัดสินใจใช้กรรไกรตัดชายเสื้อออกโดยไม่รั้งรอขอคำอนุญาต   การกระทำที่เอาแต่ใจและแสนจะหยิ่งยโสนั่นเป็นการแสดงออกถึงตัวตนของนายท่านแห่งตระกูลชิบะอย่างแน่แท้


“ แล้วท่านโทโนะคนนั้นจะลดตัวลงมาทำแผลให้นักเดินทางไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างฉันน่ะรึ” ยิ้มพรายอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะเอื้อมจับมือที่ยังถือกรรไกรค้างไว้ของทาเครุ  มือของทาเครุนั้นด้านและมีรอยแผลจากคมดาบ  เป็นมือของนักรบที่สวยได้รูปและอบอุ่นน่าจับต้องเป็นที่สุด  พวกเขาสบตากันอีกครั้ง  หากแต่ครั้งนี้ที่ทาเครุกลับพยักหน้ารับช้าๆ


“ คิดว่าอย่างนั้นนะ” ว่าแล้วก็ดึงเอามือของสึคาสะออกพร้อมกับเอื้อมหยิบสำลี  บรรจงเทยาฆ่าเชื้อและวางทาบลงบนปากแผล  ความแสบซ่านจากตัวยาทำให้ฝ่ายผู้บาดเจ็บถึงกับสะดุ้ง ในขณะที่ฝ่ายผู้รับหน้าที่ปฐมพยาบาลเพียงแต่ชำเลืองมองด้วยหางตาอย่างขันๆ  “ ถ้าคิดว่ามันเจ็บ  ก็ไม่ควรปล่อยไว้จนอักเสบหรอกนะ”


“ ก็ใช่ว่าจะอยากปล่อยไว้นี่  เพียงแต่......จะหาคนช่วยมันลำบากน่ะ” มองดูคู่สนทนาด้วยสายตาพึงพอใจ  ถึงแม้จะบอกว่านี่คือมือของนักรบก็เถอะ  แต่กลับพบว่าฝีมือการทำแผลปฐมพยาบาลนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหนา  นั่นอาจเพราะว่าชิบะ  ทาเครุนั้นเคยชินกับการทำแผลดูแลตนเอง  หรือเพราะประสบเคราะห์บาดเจ็บอยู่บ่อยครั้งก็เป็นได้  ต่อให้ถูกเลี้ยงดูมาแบบคุณชายถึงเพียงไหน  แต่ถ้าลองได้บาดเจ็บติดต่อกันหลายๆครั้ง ไอ้เรื่องการปฐมพยาบาลคงต้องนับว่าเป็นเรื่องปกติสามัญ  ทั้งๆที่ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นเลยสักนิด  หากดูเพียงภายนอกก็มองไม่ออกเลยว่าคนๆนี้จะเป็นทั้งผู้นำตระกูลและหัวหน้านักรบที่ยอดเยี่ยมได้  คนเรา....มองกันเพียงภายนอกไม่ได้จริงๆ


“ ผู้หญิงคนนั้นล่ะ” นั่นหมายถึงหญิงสาวคนที่ออกตัวปกป้องสึคาสะในตอนนั้น  สำหรับทาเครุและทุกคนแล้วเพียงแค่มองก็เข้าใจได้แล้วว่าระหว่างสึคาสะกับผู้หญิงคนนั้นมีความผูกพันบางอย่างต่อกันอย่างล้นเหลือ  มันมากไปยิ่งกว่า   และคงมีความหมายมากกว่าเพียงความรู้สึกฉันเพื่อนสนิทมิตรสหาย


“ นัตสึมิ........นั่นนัตสึมิ...”


“ นัตสึมิ” ชื่อของผู้หญิงคนนั้น


“ ไม่อยากจะให้เขาต้องเป็นห่วง  แค่นี้....มันก็หนักหนามากพออยู่แล้ว” หนักหนามากพอ  แค่ดึงเอาใครคนหนึ่งเข้ามาประสบวิบากกรรมที่คนๆนั้นไม่ได้เป็นผู้ก่อ  ถูกสองมือและรอยยิ้มนั่นโอบประคองและช่วยเหลือไว้มากมาย   แต่ว่า....  “ ฉันน่ะ...ไม่ควรจะอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานนักหรอก”


“ ก็เป็นไปได้” ทาเครุพยักหน้ารับอีกครั้งก่อนจะหยิบผ้ากอตซ์และเทปกาวปิดแผลวางทับลงบนท้องน้อยของสึคาสะ  เลือดนั้นหยุดไปแล้ว แต่หากไม่ดูแลรักษาแผลก็จะเน่า  และท้ายที่สุดก็อาจติดเชื้อ  คงจะไม่น่ามองเท่าไหร่หากนักรบคนหนึ่งจะต้องตายด้วยพิษบาดแผลอักเสบที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการดูแลรักษา  “ จะอยู่ที่นี่นานแค่ไหนล่ะ”


“ สักพัก  หรือท่านโทโนะรังเกียจที่จะให้คนจรอยู่จัดร่วมใต้ชายคา” เล่นลิ้นเข้าใส่  แต่ก็มีเพียงสายตาที่ไม่มีวี่แววของอารมณ์สะท้อนกลับมา


“ ถ้ารังเกียจ  ก็จะไล่ไปเสียตั้งแต่แรก”


“..................................” 


“ และก็.......”


“ หืม” ยักคิ้วให้อย่างแสนฉงน


“ ฉันเคยบอกแล้วว่า.....นายอยู่ที่โลกนี้ได้” จังหวะนั้นเอง  มันอาจเป็นภาพหลอนในยามที่สึคาสะได้แลเห็นว่านายท่านแห่งตระกูลชิบะนั้นเผยรอยยิ้มเล็กน้อยที่มุมริมฝีปากให้ ใบหน้าคมนั้นดูหวานชื่นและอบอุ่นแจ่มใสนัก   รอยยิ้มที่งามงดราวกับแสงจันทร์ที่ส่องสว่างในคืนเดือนมืด  สึคาสะรู้อยู่แล้ว  รู้อยู่ตั้งแต่ต้นว่าท่านโทโนะของเขานั้นเป็นคนรูปงามเพียงใด  ทรงเสน่ห์เพียงไหน  หากแต่ทุกสิ่งนั้นก็ถูกฉาบกลบทับด้วยความเย็นชาปานน้ำแข็ง  หากแต่เพลานี้  หลังจากหนึ่งปีแห่งการพบพาน  เขากำลังได้เห็นรอยยิ้มที่ราวกับความฝัน  รอยยิ้มนี้.....ช่างตื้นตันใจนัก


“ แล้วท่านโทโนะ  จะอยู่เป็นเพื่อนฉันรึเปล่าล่ะ”


“!” สะดุ้งไปอึดใจในยามที่สึคาสะโน้มตัวเข้ามาและเอื้อมมือรั้งข้อมือขวาของเขาไว้  รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ยังคงผุดพราย  และน้ำเสียงนั้นก็บ่งบอกอาการทีจริงทีเล่นที่ไม่น่าไว้วางใจ  ระยะห่างระหว่างพวกเขาสั้นลง   และรู้สึกกระทั่งลมหายใจที่รดใส่ใบหน้า


“ จะให้อยู่เพียงลำพังน่ะ  มันเหงาอยู่หรอกนะ”  ส่งยิ้มหวานให้ ในขณะที่ทาเครุนั้นเพียงแต่หรี่สายตามองอย่างคับข้องใจ


จบตอน






Free TextEditor


Create Date : 09 เมษายน 2553
Last Update : 9 เมษายน 2553 20:27:17 น. 0 comments
Counter : 328 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.